https://so07.tci-thaijo.org/index.php/GRPSPAJ/issue/feed วารสารบัณฑิตพิจารณ์ด้านรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ 2025-12-25T17:06:46+07:00 Asst. Prof. Dr.Malinee Khumsupa gradreview.pspaj@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>วารสารบัณฑิตพิจารณ์ด้านรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์</strong></p> <p><strong>กำหนดออก : </strong>วารสารตีพิมพ์ 2 ฉบับต่อปี ดังนี้ ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน, ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม</p> <p>ISSN 2821-949X (Online)</p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์</strong><strong> </strong><strong>:</strong><strong> </strong>วารสารบัณฑิตพิจารณ์ด้านรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์เปิดรับบทความวิจัย, บทความวิชาการ, บทความปริทัศน์, และหรือบทความวิจารณ์หนังสือ ของนิสิตและนักศึกษาระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก รวมถึงผู้สนใจทั่วไป ที่มีเนื้อหาทางด้านสังคมศาสตร์ การเมืองการปกครอง การระหว่างประเทศ รัฐประศาสนศาสตร์ การพัฒนา อาณาบริเวณศึกษา และประวัติศาสตร์การเมือง </p> <p><strong>ไม่มีค่าใช้จ่ายในการตีพิมพ์บทความ (<em>No</em> <em class="qkunPe">Article Processing Charge</em>)</strong></p> https://so07.tci-thaijo.org/index.php/GRPSPAJ/article/view/9316 นโยบายอุดหนุนภาคเกษตรกับความท้าทายต่อความยั่งยืนทางการคลัง: ผลกระทบเชิงโครงสร้างและภาระผูกพันระยะยาว 2025-10-15T16:43:25+07:00 วีรวรรณ นกรอด weerawannokrod@gmail.com สมบูรณ์ ศิริสรรหิรัญ somboon.sri@mahidol.ac.th <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบเชิงโครงสร้างและความท้าทายต่อความยั่งยืนทางการคลังจากนโยบายอุดหนุนภาคเกษตรของไทย โดยผสานกรอบคิดด้านการคลังสาธารณะ ข้อจำกัดงบประมาณระหว่างเวลา และเศรษฐศาสตร์การเมืองในการประเมินผลเชิงระบบของมาตรการอุดหนุนที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า เมื่อการอุดหนุนขาดกรอบเวลา เงื่อนไขเชิงประสิทธิภาพ และฐานข้อมูลรองรับที่เพียงพอ ย่อมนำไปสู่การบิดเบือนสัญญาณราคา การผลิตส่วนเกิน และการชะลอการเคลื่อนย้ายแรงงานและทุนเข้าสู่สาขาที่มีผลิตภาพสูงกว่า ส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำทางรายได้เพิ่มขึ้น ขณะที่ภาระการคลังและภาระผูกพันแฝงสะสมต่อเนื่อง จนบั่นทอนความเชื่อมั่นทางการคลัง และลดทอนความสามารถในการจัดสรรงบลงทุนในอนาคต ข้อเสนอเชิงนโยบายมุ่งให้รัฐบาลปรับทิศทางจากการพยุงระยะสั้นไปสู่การลงทุนเชิงโครงสร้าง ครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำและหลังการเก็บเกี่ยว การยกระดับมาตรฐานและคุณภาพสินค้าเกษตร การพัฒนาระบบข้อมูลและตลาด รวมถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตรควบคู่ไปกับการช่วยเหลือแบบเจาะจงบนฐานข้อมูลดิจิทัลที่เชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ เสนอให้วางเพดานรายจ่ายทางการคลัง กำหนดกรอบเวลาและกลไกยุติมาตรการโดยอัตโนมัติ พัฒนาเครื่องมือคุ้มครองความเสี่ยงที่ไม่เชื่อมโยงกับปริมาณการผลิต และเสริมสร้างวินัยและความโปร่งใสด้านภาระผูกพัน เพื่อให้การอุดหนุนภาคเกษตรลดแรงบิดเบือนเชิงเศรษฐกิจพร้อมทั้งธำรงเสถียรภาพทางการคลัง</p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบัณฑิตพิจารณ์ด้านรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/GRPSPAJ/article/view/7773 การจัดการปัญหาฝุ่น PM2.5 ในประเทศไทย: กรณีศึกษาประสิทธิภาพในการนำนโยบายไปปฏิบัติ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตประชากร 2025-05-13T11:16:31+07:00 ลักษณิน รุ่งตระกูล klaksanin@gmail.com กนิษฐนันท์ ทรัพย์ศฤงฆรา ploykntn@gmail.com <p>การจัดการปัญหาฝุ่น PM2.5 ในประเทศไทย กรณีศึกษาประสิทธิภาพในการนำนโยบายไปปฏิบัติ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตประชากร มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ ได้แก่ 1) ศึกษาแนวทางการดำเนินการของภาครัฐในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 และ 2) วิเคราะห์ประสิทธิภาพในการนำนโยบายไปปฏิบัติในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยมีขอบเขตการศึกษาครอบคลุมนโยบาย และวิธีการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ ผลการศึกษาพบว่า แนวทางการดำเนินการของภาครัฐ ประกอบด้วยการบังคับใช้มาตรการหลายประการ เช่น การควบคุมการเผาในพื้นที่เกษตร การป้องกันและระงับไฟป่า การจัดการหมอกควันข้ามพรมแดน การกำกับดูแลการปล่อยมลพิษจากภาคอุตสาหกรรม และภาคคมนาคม รวมถึงความพยายามผลักดันร่างกฎหมายอากาศสะอาดเพื่อสร้างกรอบการบริหารจัดการคุณภาพอากาศแบบบูรณาการ อย่างไรก็ตาม การนำนโยบายไปปฏิบัติยังคงเผชิญข้อจำกัดจากโครงสร้างการบริหารแบบรวมศูนย์ การกำกับดูแลที่ยังไม่ทั่วถึง และกลไกการประสานงานที่ไม่สอดคล้องกับบริบทในพื้นที่ ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการควบคุมและลดระดับฝุ่น PM2.5 ยังไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ผลการศึกษายังชี้ให้เห็นถึงอุปสรรคสำคัญ ได้แก่ ความไม่สอดคล้องของมาตรการห้ามเผากับวิถีชีวิตและข้อจำกัดของชุมชนท้องถิ่น ความท้าทายในการจัดการหมอกควันข้ามพรมแดนที่ยังขาดกลไกบังคับใช้ที่ชัดเจน และการขาดแรงจูงใจทางเศรษฐศาสตร์สำหรับภาคอุตสาหกรรมและภาคคมนาคม</p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบัณฑิตพิจารณ์ด้านรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/GRPSPAJ/article/view/7218 An Indonesian Economic Policy: The Poverty Impact of Nickel Downstream in Mining Regions 2025-03-25T14:27:22+07:00 Fikri Gali Fernando Holqi fikrigali61@gmail.com Nabih Rijal Makarim nabihrm@gmail.com Dafiq Febriali Sahl dafiq.febriali@ui.ac.id Muhammad Rayhan Arman rayhanarman24@gmail.com Muhammad Ridzky Davala davalaikki@gmail.com Muhammad Raihan raihan3092@gmail.com <p>This study analyzes Indonesia's nickel downstream policy, examining its impact on poverty in mining regions and the challenges associated with implementing it. This study was conducted to address claims that economic improvement stems from the downstream processing of nickel in mining regions. This study uses a mixed-method approach with a sequential explanatory design, combining quantitative and qualitative research. In the quantitative analysis, a panel-data regression with a Random Effects Model is applied, using Cluster-Robust Standard Errors. Meanwhile, in the qualitative analysis, data were analyzed thematically using manual coding of interview transcripts to identify key patterns. The findings indicate that the estimated panel-data regression model shows a relationship between the dependent variable (poverty) and three independent variables: Industrial Management, Life Expectancy, and Literacy Rate. The findings suggest a relationship between the dependent variable (poverty) and three independent variables: industrial management, life expectancy, and literacy rates related to poverty, so that the downstream contribution of nickel from the mining sector is high or positively influential through industrial management aspects; its benefits do not reduce poverty in nickel mining regions.</p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบัณฑิตพิจารณ์ด้านรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/GRPSPAJ/article/view/7487 จิตวิทยาการทูต: การวิเคราะห์ความล้มเหลวของการเจรจาสันติภาพระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกาในช่วงดำรงตำแหน่งของสี จิ้นผิง และโดนัลด์ ทรัมป์ (ค.ศ. 2017–2021) 2025-04-23T11:18:53+07:00 เมธา มณีศรี metha.maneesri@outlook.com พรภวิษย์ หล้าพีระกุล pornpawis.lha@mfu.ac.th <p>บทความนี้ศึกษาความล้มเหลวของการเจรจาสันติภาพระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกาในช่วงดารงตำแหน่งของสี จิ้นผิงและโดนัลด์ ทรัมป์ (ค.ศ. 2017–2021) โดยเน้นบทบาทของจิตวิทยาการทูตในการกาหนดความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมหาอำนาจ การวิจัยใช้การวิเคราะห์เนื้อหาและแหล่งข่าวต่างประเทศเพื่อศึกษาพฤติกรรมของผู้นำทั้งสองภายใต้กรอบแนวคิดจิตวิทยาการทูต ผลการศึกษาพบว่าความล้มเหลวของการเจรจาสันติภาพไม่ได้เกิดจากข้อขัดแย้งด้านเศรษฐกิจหรือการเมืองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการขาดการใช้กลยุทธ์ทางจิตวิทยาในการทูต ความแข็งกร้าวในท่าที วาทกรรมที่เผชิญหน้า และการยึดมั่นในอุดมการณ์และผลประโยชน์แห่งชาติ นโยบาย “BRI” ของจีนและ “America First” ของสหรัฐฯ ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการแข่งขันระหว่างประเทศมากกว่าการสร้างความเข้าใจร่วมกัน การศึกษานี้เน้นความสำคัญของการใช้จิตวิทยาการทูตอย่างเหมาะสมเพื่อส่งเสริมความเข้าใจ ลดความขัดแย้ง และออกแบบการสื่อสารทางการทูตที่มีประสิทธิภาพเพื่อสร้างสันติภาพและเสถียรภาพระหว่างประเทศในระยะยาว</p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบัณฑิตพิจารณ์ด้านรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/GRPSPAJ/article/view/6493 สมรรถนะหลักของกรรมการสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่: กรณีศึกษาเพื่อพัฒนาการกำกับดูแล 2025-03-28T09:21:13+07:00 คมเคียว รักข์สวัสดิ์ komkiaw_r@cmu.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษา 1) เพื่อศึกษาสมรรถนะหลักของกรรมการสภามหาวิทยาลัยที่จำเป็นต้องการกำกับดูแลมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2) เพื่อศึกษาโมเดลสมรรถนะหลักของกรรมการสภามหาวิทยาลัยที่เหมาะสมกับการทำหน้าที่ในสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 3) เพื่อศึกษาถึงแนวทางในการพัฒนากรรมการสภามหาวิทยาลัยให้ได้มาซึ่งผู้ที่มีสมรรถนะหลักที่จำเป็นต่อการกำกับดูแลกิจการมหาวิทยาลัย การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพใช้วิธีการศึกษาแบบกรณีศึกษา และเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยใช้แบบสัมภาษณ์ที่ลักษณะคำถามปลายเปิดเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยทำการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลหลักจำนวน 8 คน ใช้วิธีการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง ประกอบด้วย กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการสรรหากรรมการสภามหาวิทยาลัย ผู้บริหารมหาวิทยาลัย และผู้ปฏิบัติงานในสำนักงานสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะหลักสำหรับการทำหน้าที่ในสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ประกอบด้วย 1) การมีวิสัยทัศน์ 2) ความรับผิดชอบ 3) การคิดเชิงกลยุทธ์ และ 4) ความเข้าใจในระบบสถาบัน อุดมศึกษา โดยมีระดับของสมรรถนะที่มีความคาดหวังต่อผู้ที่ดำรงตำแหน่งกรรมการสภามหาวิทยาลัยในแต่ละรายชื่อสมรรถนะที่ระดับ 5 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด โดยแนวทางในการพัฒนากรรมการสภามหาวิทยาลัยให้ได้มาซึ่งผู้ที่มีสมรรถนะหลักที่จำเป็นต่อการกำกับดูแลกิจการมหาวิทยาลัย สามารถจำแนกได้ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ ผ่านกระบวนการที่ทำให้กรรมการสภามหาวิทยาลัยมีความเข้าใจในระบบการบริหารงานของสถาบันอุดมศึกษา อาทิ การจัดทำคู่มือเกี่ยวบทบาทและอำนาจหน้าที่ของกรรมการสภามหาวิทยาลัย และกลุ่มที่ 2 กรรมการสภามหาวิทยาลัยในประเภทอื่น ๆ ผ่านการปฐมนิเทศกรรมการสภามหาวิทยาลัย การศึกษาดูงาน ณ สถาบันอุดมศึกษาอื่น ๆ และสนับสนุนให้กรรมการสภามหาวิทยาลัยเข้าร่วมการอบรมสัมมนาในหลักสูตรต่าง ๆ ซึ่งจัดโดยองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการอุดมศึกษา ทั้งนี้ เพื่อให้กรรมการสภามหาวิทยาลัยสามารถนำความรู้ ความเชี่ยวชาญของตนมาประยุกต์ใช้เพื่อการให้คำแนะนำต่อการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยให้เกิดประโยชน์สูงสุด</p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบัณฑิตพิจารณ์ด้านรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์