https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JLSEd/issue/feed
วารสารวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์
2025-12-31T13:48:34+07:00
ผศ.ดร.ไอยเรศ บุญฤทธิ์ : บรรณาธิการ
lsed-jo@lsed.tu.ac.th
Open Journal Systems
<p>วารสารวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ เป็นวารสารของคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่งานวิชาการของนักวิชาการ ทั้งภายในและภายนอก สนับสนุนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการและวิชาชีพเเละมุ่งส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพทางการวิจัย ด้านวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ และศาสตร์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งยังเป็นการสร้างเครือข่ายการเผยแพร่ผลงานวิชาการและผลงานวิจัย ระหว่างมหาวิทยาลัยและหน่วยงานภายในและภายนอก<br /><br />กำหนดออกปีละ 2 ฉบับ คือ ฉบับแรก เดือนมกราคม - มิถุนายน เเละฉบับที่ 2 เดือนกรกฎาคม - ธันวาคม มีกระบวนการประเมินคุณภาพบทความจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขานั้นหรือสาขาที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 3 คน ซึ่งผู้พิจารณาไม่ทราบชื่อผู้แต่ง และผู้แต่งไม่ทราบชื่อผู้พิจารณา (double blinded peer-reviews)</p> <p> </p> <p>ISSN 2822-0161 (Print)<br />ISSN 2822-017X (Online)</p>
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JLSEd/article/view/6511
ไฮกุ : เครื่องมือการเรียนรู้ในวิชาสังคมศึกษา
2025-07-17T16:14:02+07:00
กิตติวัฒน์ แฝงบุญ
kittiwat.f@kkumail.com
ณัฐพล มีแก้ว
kittiwat.f@kkumail.com
<p>การนำบทกวีไฮกุ ซึ่งเป็นศิลปะการประพันธ์ของญี่ปุ่น มาใช้เป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ในวิชาสังคมศึกษา เป็นการอาศัยลักษณะเด่นของไฮกุในการช่วยสนับสนุนให้นักเรียนสามารถสรุปเนื้อหาของวิชาสังคมศึกษาที่มีอยู่จำนวนมาก และช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และการคิดวิเคราะห์ได้อย่างมีประสิทธิภาพในบริบทของการเรียนการสอนวิชาสังคมศึกษา ไฮกุเป็นบทกวีสั้นที่มีฉันทลักษณ์แบบ 5-7-5 พยางค์ ซึ่งช่วยพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การจับใจความ และการเชื่อมโยงความรู้ โดยในบทความได้นำเสนอประวัติความเป็นมาของไฮกุ ฉันทลักษณ์ การเสริมสร้างความสุขและพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน ขั้นตอนการนำบทประพันธ์ไฮกุไปใช้ในห้องเรียนสังคมศึกษา และตัวอย่างกิจกรรมการนำไฮกุมาใช้ในห้องเรียนวิชาสังคมศึกษา 5 สาระ ประกอบด้วย สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์ สาระที่ 4 ประวัติศาสตร์ และสาระที่ 5 ภูมิศาสตร์</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JLSEd/article/view/6395
พฤติกรรมการปรับตัวในการเข้าชั้นเรียนของนักศึกษา หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต : การศึกษาและสังเคราะห์องค์ความรู้จากประสบการณ์จริง
2025-09-01T11:07:48+07:00
กุลธิดา มาลาม
kunmalam@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและสังเคราะห์พฤติกรรมการปรับตัวในการเข้าชั้นเรียนของนักศึกษาหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิตของสถาบันระดับอุดมศึกษาแห่งหนึ่ง โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาซึ่งเป็นองค์ความรู้พื้นฐานของระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์ จึงเป็นโอกาสในการพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการที่ได้มาจากการสังเคราะห์ข้อมูลเชิงประจักษ์ จากการศึกษาพบว่า 1) ผู้เรียนมีภูมิหลังการศึกษาที่แตกต่างกัน 2) ผู้เรียนต้องการให้ผู้สอนบรรยายให้ครบถ้วนตามแผนการเรียนก่อนเพื่อสร้างโลกทัศน์พื้นฐานเกี่ยวกับองค์ความรู้ในแต่ละรายวิชา 3) ผู้เรียนให้ความสำคัญกับการเข้าเรียนอย่างตรงเวลา 4) ผู้เรียนมีเทคนิคการทำความเข้าใจเนื้อหาการเรียนที่หลากหลาย เช่น การจดสรุปด้วยตนเอง การอ่านออกเสียง การร่วมกิจกรรมในชั้นเรียน เป็นต้น และ 5) ผู้เรียนสามารถปรับตัวในสภาพแวดล้อมของสถาบันการศึกษาได้อย่างดี</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JLSEd/article/view/6724
การจัดการเรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้วยกระบวนการเชิงพื้นที่ร่วมกับเทคนิคปัญญาประดิษฐ์เพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ปัญญาประดิษฐ์สู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
2025-07-18T10:51:50+07:00
ภูมิณัฏฐ์ ยงค์พีระกุล
phoomnat.yongpeerakul@gmail.com
ชรินทร์ มั่งคั่ง
charin.mangkhang@cmu.ac.th
วรินทร สิริพงษ์ณภัทร
varintorn93@gmail.com
<p>งานวิจัยเรื่องนี้เป็นงานวิจัยเชิงปฏิบัติการ โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลแบบผสมผสานวิธี มีจุดประสงค์เพื่อ 1) ออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้ และ 2) ศึกษาผลการใช้แผนการจัดการเรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้วยกระบวนการเชิงพื้นที่ร่วมกับเทคนิคเอไอเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ปัญญาประดิษฐ์สู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนทั้งสิ้น 29 คน โดยการคัดเลือกแบบสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบประเมินความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ แบบประเมินความฉลาดรู้ปัญญาประดิษฐ์ ผลการวิจัย พบว่า 1) การออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้มีคุณภาพระดับเหมาะสมมากที่สุด (<em>M</em> = 4.58,<em> SD</em> = 0.12) และ 2) นักเรียนที่ผ่านกระบวนการจัดการเรียนรู้มีระดับความฉลาดรู้ปัญญาประดิษฐ์อยู่ในระดับดีมาก (<em>M</em> = 4.46, <em>SD</em> = 0.04) ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เป็นสิ่งที่สอดคล้องกับยุคสมัยของผู้เรียน การจัดการเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงด้วยกระบวนการเชิงพื้นที่จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดความฉลาดรู้ปัญญาประดิษฐ์ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ได้อย่างมีจริยธรรม</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JLSEd/article/view/jlsed2025-2
แนวทางการพัฒนาสมรรถนะเชิงเอไอเพื่อสร้างองค์กรสมรรถนะสูงสำหรับการจัดการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาในเขตกรุงเทพมหานคร
2025-07-18T11:41:03+07:00
พงษ์ศักดิ์ ผกามาศ
pp2552@hotmail.com
ฤทธิเดช พรหมดี
phongsak.pha@rmutr.ac.th
ณัฐชยา สมมาศเดชสกุล
phongsak.pha@rmutr.ac.th
ทรงเดช สอนใจ
phongsak.pha@rmutr.ac.th
ละดา ดอนหงษา
phongsak.pha@rmutr.ac.th
<p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณลักษณะ องค์ประกอบ และระบุแนวทางการพัฒนาสมรรถนะเชิงเอไอเพื่อสร้างองค์กรสมรรถนะสูงสำหรับการจัดการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาในเขตกรุงเทพมหานคร โดยการศึกษาจากเอกสารและข้อมูลเชิงประจักษ์รวมถึงการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จ จำนวน 12 คน แล้วพัฒนาเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่าตามกรอบสมรรถนะเชิงเอไอ 4 ด้าน ได้แก่ 1) การรู้เอไอ 2) การใช้เอไอ 3) การแก้ปัญหาด้วยเครื่องมือเอไอ และ 4) การปรับตัวจากการเปลี่ยนแปลงเอไอ จากนั้นนำไปสอบถามผู้บริหารและบุคลากร จำนวน 598 คน ของสถาบันอุดมศึกษาในเขตกรุงเทพมหานคร โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยแบบผสมผสาน การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ การตรวจสอบด้วยวิธีวิทยาวิจัยสามเส้าด้านข้อมูล และการยืนยันร่างแนวทางโดยวิธีการสนทนาอิงผู้เชี่ยวชาญ ผลการวิจัยพบว่า แนวทางการพัฒนาสมรรถนะเชิงเอไอเพื่อสร้างองค์กรสมรรถนะสูงสำหรับการจัดการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาในเขตกรุงเทพมหานครมีองค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1) ด้านพุทธิพิสัย 2) ด้านทักษะพิสัย และ 3) ด้านจิตพิสัย องค์ประกอบย่อย ได้แก่ (1) พื้นฐานคอมพิวเตอร์และเอไอ (2) การเข้าถึงเอไอ (3) การใช้เอไอ (4) การผลิตและการสร้างสรรค์สื่อเอไอ (5) การสื่อสารเอไอ (6) การจัดการสื่อเอไอ และ (7) การประเมินค่าเอไอ วิธีการพัฒนาสมรรถนะเชิงเอไอสามารถทำได้ 5 วิธี ได้แก่ (1) การเรียนรู้และพัฒนาด้วยตนเอง (2) การเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์ (3) การใช้กรณีศึกษา (4) การเรียนรู้ผ่านเอไอ และ (5) การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้กำหนดเป็นนโยบายหรือกลไกเพื่อการพัฒนาสมรรถนะเชิงเอไอสำหรับบุคลากรในการจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษาให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศต่อไป </p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JLSEd/article/view/10011
บทบรรณาธิการ
2025-12-31T13:38:28+07:00
ไอยเรศ บุญฤทธิ์
iyared.bo@lsed.tu.ac.th
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์