https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/issue/feed
วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-08-31T00:00:00+07:00
พระมหาฐิติวัสส์ หมั่นกิจ, ดร.
thitiwattano@gmail.com
Open Journal Systems
<p>วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี (Journal of Mani Chettha Ram Wat Chommani) <br />เลขมาตรฐาน P-ISSN : 2774-0455 (Print): 2774-0455 (Print) E-ISSN : 2774-0978 (Online)<br />เป็นวารสารในกลุ่มมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ </p> <p> </p>
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/11362
ปราการแห่งความไม่ประมาท: หลักพุทธธรรมที่ส่งเสริมธุรกิจการประกันชีวิต ในสังคมไทย
2026-05-22T12:47:48+07:00
มุจจรินทร์ ทัศดรกุลพัฒน์
chewangsak2026@gmail.com
สมเดช นามเกตุ
mutjarin1980@gmail.com
อภินันท์ จันตะนี
mutjarin1980@gmail.com
<p> บทความนี้มุ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักพุทธธรรมกับธุรกิจประกันชีวิต โดยวิเคราะห์แนวคิดการประกันชีวิตในฐานะเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่ช่วยสร้างหลักประกันและความมั่นคงทางเศรษฐกิจแก่บุคคล ครอบครัว และสังคม ตลอดจนศึกษาการประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมในการดำเนินธุรกิจประกันชีวิต ทั้งในด้านการบริหารองค์กร การปฏิบัติงานของตัวแทนประกันชีวิต และบทบาทของผู้เอาประกันภัย </p> <p> ผลการศึกษาพบว่า หลักพุทธธรรมหลายประการ เช่น ปาปณิกธรรม 3 ฆราวาสธรรม 4 สังคหวัตถุ 4 สุจริต 3 และทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ เป็นต้น สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความรับผิดชอบในธุรกิจประกันชีวิตได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะการสร้างความซื่อสัตย์ ความเมตตา ความรอบคอบ และความไว้วางใจระหว่างผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย นอกจากนี้ การประกันชีวิตยังสอดคล้องกับหลักอัปปมาทธรรมในพระพุทธศาสนา กล่าวคือ เป็นการดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท มีการเตรียมพร้อมต่อความไม่แน่นอนของชีวิต และช่วยลดผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นกับครอบครัวและสังคมในอนาคต อีกทั้งยังพบว่า แนวคิดเรื่องสัญญาประกันชีวิต มีลักษณะสอดคล้องกับแนวคิด “สมยะ” หรือข้อตกลงที่ตั้งอยู่บนความสุจริตและสัจจะในพระพุทธศาสนา ขณะที่บทบาทของตัวแทนประกันชีวิตควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของเมตตา กรุณา และการมุ่งประโยชน์แก่ผู้เอาประกันมากกว่าการแสวงหาผลกำไรเพียงอย่างเดียว ผลการศึกษาสรุปได้ว่า ธุรกิจประกันชีวิตมิได้ขัดแย้งกับหลักพระพุทธศาสนา หากแต่สามารถเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมความไม่ประมาท ความรับผิดชอบ และการเกื้อกูลกันในสังคม อันจะนำไปสู่ความมั่นคงและความยั่งยืนทั้งในระดับบุคคล องค์กร และสังคมโดยรวม</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10708
การพัฒนาองค์การและการบริหารสมัยใหม่ของโรงเรียนเอกชนไทยเพื่อความยั่งยืน
2026-04-02T15:53:17+07:00
วันระวี สื่อกระแสร์
ku.aun.td@gmail.com
ธิดาวัลย์ อุ่นกอง
ku.aun.td@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์แนวทางการพัฒนาองค์การและการบริหารสมัยใหม่ของโรงเรียนเอกชนไทยเพื่อความยั่งยืน ภายใต้บริบทของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ความเหลื่อมล้ำทางการแข่งขันกับภาครัฐ และความผันผวนของสภาพแวดล้อมในยุคดิจิทัล โดยใช้วิธีการวิเคราะห์เอกสารและการสังเคราะห์วรรณกรรมอย่างเป็นระบบ ภายใต้กรอบแนวคิดการพัฒนาองค์การและการบริหารสมัยใหม่ ผลการศึกษาพบว่า ความยั่งยืนของโรงเรียนเอกชนไทยขึ้นอยู่กับการบูรณาการองค์ประกอบสำคัญ 4 มิติ ได้แก่ การพัฒนาองค์การที่ส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ การบริหารเชิงกลยุทธ์และภาวะผู้นำที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและข้อมูลในการตัดสินใจ และการบริหารความเสี่ยงเชิงระบบ นอกจากนี้ การพัฒนาโรงเรียนให้เป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ยังช่วยเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวอย่างต่อเนื่ององค์ความรู้ใหม่คือกรอบการพัฒนาองค์การและการบริหารสมัยใหม่เชิงบูรณาการที่เชื่อมโยงการจัดการเชิงกลยุทธ์ เทคโนโลยี และความยั่งยืนเข้าด้วยกัน ทั้งนี้ แนวทางการพัฒนาควรบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงร่วมกับ SDG 4 เพื่อสร้างสมดุลด้านคุณภาพ ประสิทธิภาพ และความเป็นธรรมทางการศึกษา</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10938
การบริหารความเสี่ยงของผู้บริหารสถานศึกษาส่งผลต่อความเชื่อมั่น ของครูในสถานศึกษากลุ่มบางละมุง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาชลบุรี เขต 3
2026-04-22T10:32:51+07:00
ภานุชนารถ ทวีชาติ
panutchanat.pt@gmail.com
ปิยะนาถ บุญมีพิพิธ
panutchanat.pt@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การบริหารความเสี่ยงของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มบางละมุง 2) ความเชื่อมั่นของครูในสถานศึกษากลุ่มบางละมุง 3) การบริหารความเสี่ยงที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของครูกลุ่มบางละมุง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 3 กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหารและครู จำนวน 175 คน จากตารางสำเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกน สุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วน และการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามที่มีค่าความตรง 1.00 และความเชื่อมั่น .95 และ .92 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารความเสี่ยงของผู้บริหารสถานศึกษา ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อจำแนกรายด้าน พบว่าอยู่ในระดับมากทุกด้าน เรียงค่าเฉลี่ยจากมาก ไปน้อย คือด้านการประเมินความเสี่ยง ด้านสภาพแวดล้อมภายในองค์กร ด้านการติดตามผล ด้านการตอบสนองความเสี่ยง ด้านการกำหนดวัตถุประสงค์ ด้านสารสนเทศและการสื่อสาร ด้านกิจกรรมเพื่อการควบคุม และด้านการบ่งชี้เหตุการณ์ 2) ความเชื่อมั่นให้ครูกลุ่มโรงเรียนบางละมุงในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อจำแนกรายด้าน พบว่าอยู่ในระดับมากทุกด้าน เรียงค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย คือ ด้านคำมั่นสัญญา ด้านความสามารถและด้านความเป็นมิตร การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณของการบริหารความเสี่ยงที่ส่งผลต่อการสร้างความเชื่อมั่นให้ครู พบว่า ตัวแปรการบริหารความเสี่ยงที่ได้รับเลือกเข้าสมการ ได้แก่ ด้านการกำหนดวัตถุประสงค์ (X<sub>2</sub>) ด้านการบ่งชี้เหตุการณ์ (X<sub>3</sub>) และด้านการตอบสนองความเสี่ยง (X<sub>5</sub>) โดยมีประสิทธิภาพการทำนาย ได้ร้อยละ 79.90 สามารถเขียนสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ คือ</p> <p> Ŷ<sub>tot</sub> = -1.256 - 0.158X<sub>2</sub> + 0.264X<sub>3</sub> - 0.169X<sub>5</sub> </p> <p> และสามารถเขียนสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน คือ </p> <p> ZŶ<sub>tot</sub> = -0.206ZX<sub>2 </sub>+ 0.197ZX<sub>3 </sub>- 0.156ZX<sub>5</sub></p> <p> </p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> การบริหารความเสี่ยง, ความเชื่อมั่นของครู, ผู้บริหารสถานศึกษา</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10498
แนวทางพัฒนาการดำเนินงานตามมาตรฐานด้านการจัดประสบการณ์ที่เน้นเด็กเป็นสำคัญของสถานศึกษาในอำเภอแม่สอด สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2
2026-03-01T20:04:32+07:00
ดุษฎี ปัญญาเสน
dutphet0855@gmail.com
ประจบ ขวัญมั่น
dutphet0855@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพและปัญหาการดำเนินงานตามมาตรฐานด้านการจัดประสบการณ์ที่เน้นเด็กเป็นสำคัญของสถานศึกษาในอำเภอแม่สอด สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 (2) เปรียบเทียบสภาพการดำเนินงานจำแนกตามขนาดสถานศึกษาและประสบการณ์ในการปฏิบัติงานของผู้บริหารและครูระดับปฐมวัย และ (3) หาแนวทางการพัฒนาการดำเนินงานตามมาตรฐานด้านการจัดประสบการณ์ที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริหารและครูระดับปฐมวัย จำนวน 108 คน ได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้น (<strong>Stratified Random Sampling) </strong>ผู้เชี่ยวชาญที่ให้ข้อมูลเชิงลึก จำนวน 17 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (<strong>x ̅) </strong>ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (<strong>S.D.) </strong>การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (<strong>t-test) </strong>และการวิเคราะห์เนื้อหา (<strong>F-test)</strong> ผลการวิจัยพบว่า (1) สภาพการดำเนินงานตามมาตรฐานด้านการจัดประสบการณ์ที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ โดยรวมอยู่ในระดับมาก (2) ปัญหาการดำเนินงานตามมาตรฐานด้านการจัดประสบการณ์ที่เน้นเด็กเป็นสำคัญที่พบมากที่สุด คือ สื่อหรืออุปกรณ์ที่ใช้ ในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กยังมีข้อจำกัดในการใช้สื่อ (3) การเปรียบเทียบสภาพการดำเนินงานตามมาตรฐานด้านการจัดประสบการณ์ที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ จำแนกตามประสบการณ์ในการทำงาน พบว่าโดยรวมและรายด้านแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และจำแนกตามขนาดของสถานศึกษา โดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน (4) แนวทางพัฒนาการดำเนินงานตามมาตรฐานด้านการจัดประสบการณ์ที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ พบว่า ด้านการจัดประสบการณ์ที่ส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการทุกด้านอย่างสมดุลเต็มศักยภาพ ครูผู้สอนควรวางแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยยึดพัฒนาการเด็กทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านร่างกาย ด้านอารมณ์–จิตใจ ด้านสังคม และด้านสติปัญญา ควบคู่กันอย่างสมดุล ภายใต้กรอบแนวคิดการพัฒนาเด็กแบบองค์รวม (<strong>Holistic Development) </strong>และการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เพื่อส่งเสริมศักยภาพของเด็กอย่างเต็มตามศักยภาพ ด้านการสร้างโอกาสให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรง เล่นและปฏิบัติอย่างมีความสุข ครูผู้สอนควรจัดกิจกรรมการเล่นให้สอดคล้องกับพัฒนาการตามช่วงวัย (<strong>Developmentally Appropriate Practice: DAP) </strong>โดยเน้นการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง (<strong>Active Learning) </strong>อย่างสม่ำเสมอในกิจวัตรประจำวัน เพื่อส่งเสริมทักษะพื้นฐานและกระบวนการเรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาติ ด้านการจัดบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ใช้สื่อและเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับวัย ครูผู้สอนควรจัดห้องเรียนให้มีความปลอดภัย อบอุ่น และเอื้อต่อการเรียนรู้ (<strong>Learning-Conducive Environment) </strong>โดยคำนึงถึงความเหมาะสมตามระดับพัฒนาการของเด็ก เพื่อส่งเสริมความมั่นคงทางอารมณ์ และความพร้อมในการเรียนรู้ ด้านการประเมินพัฒนาการเด็กตามสภาพจริงและนำผลการประเมินพัฒนาการเด็กไปปรับปรุงการจัดประสบการณ์และพัฒนาเด็ก ครูผู้สอนควรประเมินรายบุคคลอย่างต่อเนื่องตามพัฒนาการจริงของเด็ก โดยใช้แนวทางการประเมินตามสภาพจริง และใช้วิธีประเมินที่หลากหลาย เช่น การสังเกตเชิงระบบ แฟ้มสะสมงาน (<strong>Portfolio Assessment) </strong>การวิเคราะห์ชิ้นงาน (<strong>Performance Assessment) </strong>และการสนทนาเชิงสะท้อนคิด เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงประจักษ์ที่รอบด้านและน่าเชื่อถือ โดยการใช้กระบวนการ <strong>PDCAA </strong>เพื่อยกระดับการวางแผน การจัดกิจกรรม การประเมินตามสภาพจริง การมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง และการใช้เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการจัดประสบการณ์ให้เหมาะสมกับความต้องการและความแตกต่างของผู้เรียน</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10877
ความสัมพันธ์ระหว่างทักษะในศตวรรษที่ 21 กับการบริหารวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 2
2026-04-07T17:39:26+07:00
รุ่งนภา จินดามณี
rungnapa.jin071@hu.ac.th
นวรัตน์ ไวชมภู
Rungnapa.jin071@hu.ac.th
<p> การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับทักษะในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 2 2) เพื่อศึกษาระดับการบริหารวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 2 และ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างทักษะในศตวรรษที่ 21 กับการบริหารวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 2 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (quantitative research) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 115 คน การสุ่มอย่างง่ายตามสัดส่วนขนาดของสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ แบบสอบถาม แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความตรงระหว่าง 0.66-1.00 และ ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.979 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) ความทักษะในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 2 โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก และ2) การบริหารงานวิชาการโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 2 โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก และ 3) ทักษะในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารกับการบริหารวิชาการโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 2 มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 มีความสัมพันธ์ไปในทิศทางบวก ในระดับค่อนข้างสูง</p> <p> </p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10830
การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ตามแนว Model – Elicit Activities (MEAs) ร่วมกับเทคนิคการใช้คำถามแบบโสเครติส เพื่อส่งเสริม ทักษะการสื่อสารและการสื่อความหมายทางคณิตศาสตร์ เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
2026-04-07T16:53:46+07:00
อิงค์วราภัทร์ สังข์โชติ
ingwaraphats67@nu.ac.th
น้ำทิพย์ องอาจวาณิชย์
namthipo@nu.ac.th
<p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะระหว่างก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนว Model – Elicit Activities (MEAs) ร่วมกับเทคนิคการใช้คำถามแบบโสเครติส โดยดำเนินการศึกษาตามกระบวนการวิจัยและพัฒนา กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 25 คน โรงเรียนสรรเพชญอัฏฐมาพิทยาคม จังหวัดพิจิตร ซึ่งได้จากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบวัดทักษะการสื่อสารและสื่อความหมายทางคณิตศาสตร์ และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ในวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าประสิทธิภาพ E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub> และการทดสอบค่าทีแบบไม่อิสระต่อกัน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ในภาพรวมมีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด และมีประสิทธิภาพ 77.44/73.25 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 2) นักเรียนมีทักษะการสื่อสารและการสื่อความหมายทางคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ <br>ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10722
การศึกษาบทบาทของหัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในการส่งเสริมจรรยาบรรณครูสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดอุบลราชธานี
2026-03-21T16:58:23+07:00
นงนุช วงศ์เสนา
nongnuchmutthapha01@gmail.com
เมธาวี โชติชัยพงศ์
methavee@rtu.ac.th
<p>การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบทบาทของหัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในการส่งเสริมจรรยาบรรณครู และ 2) ศึกษาการพัฒนาบทบาทของหัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในการส่งเสริมจรรยาบรรณครูในสถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เขตอำเภอม่วงสามสิบและเขตอำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซี่และมอร์แกน ประกอบด้วย หัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและครูผู้สอนในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จำนวน 171 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม มีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ที่ 1.00 มีค่าอำนาจจำแนกรายข้ออยู่ ระหว่าง <br />0.28 - 0.87 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.97 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) บทบาทของหัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในการส่งเสริมจรรยาบรรณครูในสถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เขตอำเภอม่วงสามสิบและเขตอำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.25) และ 2) ข้อเสนอแนะการพัฒนาบทบาทของหัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในการส่งเสริมจรรยาบรรณครู ได้แก่ <br />การเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงจรรยาบรรณให้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ครู การส่งเสริมและให้คำแนะนำในการพัฒนาตนเองและวิชาชีพของครู การสนับสนุนงบประมาณและโอกาสในการเข้าร่วมอบรม สัมมนา และศึกษาดูงาน การจัดกิจกรรมเสริมสร้างความสัมพันธ์ในทีมและความร่วมมือกับชุมชน การดำเนินโครงการเชิดชูเกียรติผู้มีจรรยาบรรณดีเด่น และการเปิดรับฟังข้อเสนอแนะ<br />จากผู้ปกครองเพื่อยกระดับคุณภาพจรรยาบรรณครูในสถานศึกษา</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10789
ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมความกตัญญูกตเวทีต่อบิดามารดา ของนักเรียนเจเนอเรชันซี อำเภอเมืองพิษณุโลก
2026-04-12T10:39:01+07:00
ชวนชม โพธิ์บุญ
chmchun74@gmail.com
วัลภา สบายยิ่ง
majoytata@gmail.com
นิรนาท แสนสา
majoytata@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) เพื่อศึกษาถึงพฤติกรรมความกตัญญูกตเวทีต่อบิดามารดาของนักเรียนเจเนอเรชันซีอำเภอเมืองพิษณุโลก 2) เพื่อศึกษาระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมความกตัญญูกตเวทีต่อบิดามารดาของนักเรียนเจเนอเรชันซี อำเภอเมืองพิษณุโลก 3) เพื่อเปรียบเทียบปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมความกตัญญูกตเวทีต่อบิดามารดาของนักเรียนเจเนอเรชันซีอำเภอเมืองพิษณุโลก โดยจำแนกตาม เพศ ระดับการศึกษา อายุ สภาพครอบครัว ศาสนาที่นักเรียนนับถือ และ 4) เพื่อศึกษาอำนาจพยากรณ์ปัจจัยแรงจูงใจภายใน การอบรมเลี้ยงดูในครอบครัว การปลูกฝังในโรงเรียน และการสนับสนุนทางสังคมที่ส่งผลต่อพฤติกรรมความกตัญญูกตเวทีต่อบิดามารดาของนักเรียนเจเนอเรชันซีอำเภอเมืองพิษณุโลก</p> <p> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยสหสัมพันธ์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียน เจเนอเรชันซีที่อายุระหว่าง 15-19 ปี (ที่บิดามารดายังมีชีวิตอยู่) ในอำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก คำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของทาโร ยามาเน่ ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน จำแนกตามตำบล ตำบลละ 20 คน ความคลาดเคลื่อนที่ 5% สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การทดสอบความแปรปรวนทางเดียวที่ระดับนัยสำคัญ .05 การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ โดยการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ที่ระดับนัยสำคัญ .05 และวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์ถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า พฤติกรรมความกตัญญูกตเวทีต่อบิดามารดาของนักเรียน เจเนอเรชันซี อำเภอเมืองพิษณุโลก ในภาพรวมส่วนใหญ่มีพฤติกรรมปฏิบัติบ่อยๆ เมื่อพิจารณารายด้านโดยเรียงจากค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านการทำงานช่วยเหลือบิดามารดา รองลงมา คือ ด้านการปฏิบัติตนเพื่อรักษาชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล ด้านการดูแลบิดามารดา และด้านประพฤติตนให้เหมาะสมแกการรับทรัพย์มรดก ตามลำดับ ส่วนปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมความกตัญญูกตเวทีต่อบิดามารดาของนักเรียนเจเนอเรชันซี อำเภอเมืองพิษณุโลก ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ การสนับสนุนทางสังคม รองลงมา คือ แรงจูงใจภายใน การปลูกฝังในโรงเรียน และการอบรมเลี้ยงดูในครอบครัว ตามลำดับ ซึ่งสามารถร่วมกันพยากรณ์โดยใช้การวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ โดยวิธี Stepwise สามารถเขียนเป็นสมการในรูปคะแนนดิบและคะแนนมาตรฐานตามลำดับ ดังนี้</p> <p> =0.981+0.333X<sub>3</sub>+0.191X<sub>1</sub>+0.120X<sub>4</sub>+0.108X<sub>2</sub></p> <p> =0.388ZX<sub>3</sub>+0.221ZX<sub>1</sub>+0.138ZX<sub>4</sub>+0.123ZX<sub>2</sub></p> <p><strong>คำสำคัญ</strong>: พฤติกรรม, ความกตัญญูกตเวที , นักเรียนเจอเนอเรชันซี</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10786
ปัจจัยการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการผ่านสื่อดิจิทัลที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน
2026-03-28T10:42:17+07:00
นฤชล ธนจิตชัย
Kotchaporn@nmc.ac.th
กชพร ใจอดทน
kotchaporn@nmc.ac.th
<p> การวิจัยเชิงปริมาณครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับการรับรู้การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการผ่านสื่อดิจิทัล (DIMC) ของสถาบันอุดมศึกษาเอกชน (2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่าง DIMC กับการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อ และ (3) สร้างสมการพยากรณ์การตัดสินใจเลือกศึกษาต่อ กลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาวิทยาลัยนครราชสีมา ปีการศึกษา 2568 จำนวน 357 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์ (IOC = 0.67–1.00; α<strong> = </strong>0.83) วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการถดถอยพหุคูณแบบ Stepwise</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) นักศึกษามีการรับรู้ DIMC โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( <strong> = </strong>4.55<strong>, </strong>S.D<strong>. = </strong>0.67) (2) DIMC ทุกด้านมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในระดับปานกลาง (r<strong> = </strong>0.494–0.617) (3) การตลาดทางตรงผ่านสื่อดิจิทัล การส่งเสริมการขาย และการโฆษณา สามารถร่วมกันพยากรณ์การตัดสินใจเลือกศึกษาต่อได้ร้อยละ 42.0 (R² = 0.420) โดยการตลาดทางตรงผ่านสื่อดิจิทัลมีอิทธิพลสูงสุด ผลการศึกษาสนับสนุนแนวคิด Personalization Marketing และ Digital IMC ในบริบทอุดมศึกษาเอกชนไทย</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10987
การวิเคราะห์องค์ประกอบภาวะผู้นำแบบกระจายอำนาจของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1
2026-04-22T10:27:37+07:00
พนัชกร ราชอักษร
panutchagorn.rat@student.mbu.ac.th
พิมพ์อร สดเอี่ยม
panutchagorn.rat@student.mbu.ac.th
<p> วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย 1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบของภาวะผู้นำแบบกระจายอำนาจของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลยเขต 1 และ 2) เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องกลมกลืนของโมเดลองค์ประกอบของภาวะผู้นำแบบกระจายอำนาจของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1 กับข้อมูลเชิงประจักษ์กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารและครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 340 คน เครื่องมือในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่าแบบ 5 ระดับ โดยมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.956 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการตรวจสอบความสอดคล้องและความเหมาะสมของโมเดลการวัด โดยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน</p> <p><strong> </strong><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <p> 1) องค์ประกอบภาวะผู้นำแบบกระจายอำนาจของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1 มี 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การมีวิสัยทัศน์ร่วม 2) วัฒนธรรมการทำงานเป็นทีม 3) การปฏิบัติภาวะผู้นำ 4) การตัดสินใจร่วมกัน</p> <p> 2) โมเดลองค์ประกอบภาวะผู้นำแบบกระจายอำนาจของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1 เชิงยืนยันอันดับสองหลังปรับ มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ พบว่า ดัชนีทุกตัวผ่านเกณฑ์การประเมินความสอดคล้องในระดับดี โดยผลการตรวจสอบดัชนีความสอดคล้องพิจารณาค่า p-value (ของ χ<sup>2</sup> ) เท่ากับ 0.06 ค่า Chi-square/df เท่ากับ 1.58 ค่า SRMR เท่ากับ 0.01 ค่า RMSEA เท่ากับ 0.04 ค่า NFI เท่ากับ 0.99 ค่า NNFI เท่ากับ 0.99 และค่า CFI เท่ากับ 0.99</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10976
พฤติกรรมเชิงจริยธรรมที่ส่งผลต่อการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา ในสหวิทยาเขตสุวรรณภูมิปราการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ
2026-04-20T14:22:57+07:00
มณีรัตน์ ปิณะถา
mu.i08aloha@gmail.com
จรีพร โชติพิบูลย์ทรัพย์
mu.i08aloha@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับพฤติกรรมเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาในสหวิทยาเขตสุวรรณภูมิปราการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ 2) ศึกษาระดับการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาในสหวิทยาเขตสุวรรณภูมิปราการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ 3) หาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมเชิงจริยธรรมกับการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาในสหวิทยาเขตสุวรรณภูมิปราการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ 4) ศึกษาพฤติกรรมเชิงจริยธรรมที่ส่งผลต่อการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาในสหวิทยาเขตสุวรรณภูมิปราการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูในสหวิทยาเขตสุวรรณภูมิปราการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา จำนวน 254 คน โดยกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างตามตาราง Krejcie and Morgan เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .98 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบมีขั้นตอน</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับพฤติกรรมเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ระดับการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา ในภาพรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด 3) พฤติกรรมเชิงจริยธรรมในภาพรวมมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา อยู่ในระดับสูงมาก 4) พฤติกรรมเชิงจริยธรรมที่ส่งผลต่อการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยตัวแปรที่มีบทบาทสำคัญในการพยากรณ์การบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา คือ การครองงานและการครองคน</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10966
สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ “นวัตกรดิจิทัลสู่ชุมชน” ผ่านการเรียนรู้ฐานชุมชนเชิงพื้นที่และโครงงานดิจิทัล เพื่อพัฒนาสมรรถนะนวัตกรดิจิทัลสำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
2026-04-20T14:15:15+07:00
เมฆา ดีสงคราม
krumakskr@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบ พัฒนา และประเมินประสิทธิผลของสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ “นวัตกรดิจิทัลสู่ชุมชน” ผ่านการเรียนรู้ฐานชุมชนเชิงพื้นที่และโครงงานดิจิทัล เพื่อพัฒนาสมรรถนะนวัตกรดิจิทัลสำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ดำเนินการ 4 ระยะ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลองเป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนสกลราชวิทยานุกูล จังหวัดสกลนคร จำนวน 30 คน ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) แบบแผนการวิจัยเป็น One Group Pretest–Posttest Design เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ตามกระบวนการ IDEATE Model 6 ขั้นตอน จำนวน 20 แผนการจัดการเรียนรู้ใน 5 หน่วยการเรียนรู้ย่อย แบบวัดสมรรถนะนวัตกรดิจิทัล และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าประสิทธิภาพ E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub> และค่าที แบบจับคู่ (Paired Samples t-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า กรอบแนวคิดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ได้รับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญในระดับมากที่สุด ( = 4.72) สภาพแวดล้อมการเรียนรู้มีประสิทธิภาพผ่านเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 โดยมีค่า E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub> = 85.42/87.83 สมรรถนะนวัตกรดิจิทัลทั้ง 6 ด้านและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทั้ง 4 ด้านของนักเรียนหลังการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 17.896 และ t = 15.684 ตามลำดับ) โดยมีขนาดอิทธิพลสูงมากในทุกองค์ประกอบ (Cohen's d ≥ 3.81) และโครงงานนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อชุมชนของนักเรียนได้รับรางวัลระดับนานาชาติรวม 28 รางวัล จาก 5 เวทีใน 4 ประเทศ</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10862
การบริหารด้านความปลอดภัยของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์
2026-04-07T17:20:43+07:00
ทัศนัย นกพรม
thassanai.2532@gmail.com
สุทธิศักดิ์ แก้วจินดา
thassanai.2532@gmail.com
องอาจ เทียมกลาง
thassanai.2532@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารด้านความปลอดภัยของสถานศึกษา 2) เปรียบเทียบการบริหารด้านความปลอดภัยของสถานศึกษา และ 3) แนวทางการส่งเสริมการบริหารด้านความปลอดภัยของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 346 คน กำหนดขนาดโดยใช้ตารางของ Krejcie and Morgan และสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80–1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.96 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที(t-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว(F- test) </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>การบริหารด้านความปลอดภัยของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านตามมาตรการความปลอดภัยของสถานศึกษา 3 ป ได้แก่ ด้านมาตรการป้องกัน ด้านมาตรการปลูกฝัง และด้านมาตรการปราบปราม พบว่า ทุกด้านอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านมาตรการป้องกัน รองลงมาคือ ด้านมาตรการปราบปราม และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านมาตรการปลูกฝัง</li> <li>ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นต่อการบริหารด้านความปลอดภัยของสถานศึกษา จำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์ในการทำงาน และขนาดสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน</li> <li>แนวทางการส่งเสริม การบริหารด้านความปลอดภัยของสถานศึกษา ได้แก่ การกำหนดนโยบายและแผนความปลอดภัย การส่งเสริมจิตสำนึกด้านความปลอดภัย และการกำหนดแนวทางจัดการเหตุการณ์ พร้อมทั้งประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง</li> </ol>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10863
การทำงานเป็นทีมของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดชัยภูมิ
2026-04-07T17:23:00+07:00
วาเนสฐิภัทร พงษ์สระพัง
Tiktokdizzzzzzzz@gmail.com
ประยงค์ แก่นลา
Tiktokdizzzzzzzz@gmail.com
สมัคร ไวยขุนทด
Tiktokdizzzzzzzz@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาการทำงานเป็นทีมของสถานศึกษา 2) เพื่อเปรียบเทียบการทำงานเป็นทีมของสถานศึกษา จำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์การทำงาน และขนาดของสถานศึกษา 3) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการทำงานเป็นทีมของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดชัยภูมิ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนปีการศึกษา 2568 จำนวน 214 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซี่และมอร์แกน และสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80 - 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.86 และแบบสัมภาษณ์สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และค่าเอฟ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>1. การทำงานเป็นทีมของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดชัยภูมิ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นต่อการทำงานเป็นทีมของสถานศึกษา จำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์การทำงานและขนาดของสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายด้าน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>แนวทาการพัฒนาการทำงานเป็นทีมของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดชัยภูมิ ประกอบด้วย 5 ด้าน 1) ด้านการติดต่อสื่อสาร 2) ด้านการร่วมมือ 3) ด้านการประสานงาน 4) ด้านการมีความคิดสร้างสรรค์ และ 5) ด้านการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง</li> </ol> <p> </p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10864
การบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดชัยภูมิ
2026-04-07T17:24:56+07:00
กนิษฐกานต์ ต้องทรัพย์
Kanitkan1985@gmail.com
ประยงค์ แก่นลา
Kanitkan1985@gmail.com
สมัคร ไวยขุนทด
Kanitkan1985@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เปรียบเทียบการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามตำแหน่ง ระดับการศึกษา และขนาดของสถานศึกษา และ 3) ศึกษาแนวทางในการพัฒนาการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดชัยภูมิ เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดชัยภูมิ จำนวน 214 คน โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80-1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเท่ากับ 0.83 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และค่าเอฟ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>การบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดชัยภูมิ พบว่า โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด</li> <li>ผลการเปรียบเทียบการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดชัยภูมิ จำแนกตามตำแหน่ง ระดับการศึกษา และขนาดของสถานศึกษา โดยภาพรวมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>แนวทางในการพัฒนาการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดชัยภูมิ ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา 2) ด้านการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาศักยภาพครูและบุคลากรภายในสถานศึกษา 3) ด้านการส่งเสริม สนับสนุนให้ภาคีเครือข่ายเข้ามามีส่วนร่วมในการจัด ร่วมจัด และส่งเสริมสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ของสถานศึกษา 4) ด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการและการจัดการเรียนรู้ และ 5) ด้านการนิเทศภายในสถานศึกษาอย่างเป็นระบบ</li> </ol>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10865
การบริหารการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3
2026-04-30T15:37:59+07:00
สุพรรณี มะลิเลิศ
nammalilert@gmail.com
พรหมินทร์ ศรีหมื่นไวย
nammalilert@gmail.com
พจน์ เจริญสันเทียะ
nammalilert@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของบุคลากรต่อการบริหารการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามตำแหน่ง ระดับการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงาน 3) ศึกษาแนวทางการบริหารการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 343 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.80 – 1.00 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.90 และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที ค่าเอฟ และทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ โดยวิธีการของเชฟเฟ่ </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>การบริหารการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นต่อการบริหารการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3 จำแนกตามตำแหน่งหน้าที่ และระดับการศึกษา โดยภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จำแนกตามประสบการณ์ในการทำงาน โดยภาพรวม ไม่แตกต่างกัน</li> <li> แนวทางการบริหารการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3 ประกอบด้วย ด้านการประเมินความต้องการพัฒนา ด้านการออกแบบหลักสูตรพัฒนาครู ด้านการจัดสรรทรัพยากรและงบประมาณ และด้านระบบนิเทศติดตามและประเมินผล </li> </ol>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10866
สมรรถนะหลักของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1
2026-04-30T15:40:03+07:00
ภูวดล ปัญญาฉลาด
9phoowadon@gmail.com
สมัคร ไวยขุนทด
9phoowadon@gmail.com
สุวิจักขณ์ มั่นสารนียธรรม
9phoowadon@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสมรรถนะหลักของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 2) เปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของบุคลากรต่อสมรรถนะหลักของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 จำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์ และขนาดสถานศึกษา 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาสมรรถนะหลักของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 322 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง ระหว่าง 0.80 – 1.00 ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับ เท่ากับ 0.89 แบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที ค่าเอฟ และทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ โดยวิธีการของเชฟเฟ่</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>สมรรถนะหลักของผู้บริหารสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นต่อสมรรถนะหลักของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 จำแนกตามตำแหน่ง และขนาดสถานศึกษา โดยภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จำแนกตามประสบการณ์ โดยภาพรวมและรายด้าน พบว่า ไม่แตกต่างกัน </li> <li>แนวทางการพัฒนาสมรรถนะหลักของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 ประกอบด้วย ด้านความมุ่งผลสัมฤทธิ์ ด้านความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ด้านการบริหารทรัพยากร และด้านภาวะผู้นำทางวิชาการ</li> </ol>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10850
การพัฒนาคุณลักษณะผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อการศึกษาในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุดรธานี
2026-04-07T17:07:46+07:00
นันทิกา กันหาลา
nunti.nuntiga@gmail.com
พิมพ์พร จารุจิตร์
nunti.nuntiga@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของการพัฒนาคุณลักษณะของผู้บริหารในยุคดิจิทัล 2) เพื่อหาแนวทางการพัฒนาคุณลักษณะของผู้บริหารในยุคดิจิทัล 3) เพื่อประเมินแนวทางในการพัฒนาคุณลักษณะของผู้บริหารในยุคดิจิทัล แบ่งเป็น 3 ระยะ วิจัยแบบผสมผสาน ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็น กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุดรธานี จำนวน 136 คน เครื่องมือเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ค่าสัมประสิทธิ์ค่าความเชื่อมั่นสภาพปัจจุบัน α<strong> = </strong>0.979 ค่าความเชื่อมั่นสภาพที่พึงประสงค์ α = 0.987 วิเคราะห์ข้อมูลหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีความต้องการจำเป็น ระยะที่ 2 หาแนวทาง การพัฒนาคุณลักษณะของผู้บริหารในยุคดิจิทัล เครื่องมือเป็นแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน เลือกแบบเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลจากเนื้อหา ระยะที่ 3 การประเมินแนวทางการพัฒนาคุณลักษณะของผู้บริหารในยุคดิจิทัล เครื่องมือแบบประเมินด้านความเหมาะสม ด้านความเป็นประโยชน์ และด้านความเป็นไปได้ กลุ่มตัวอย่างเลือกแบบเจาะจง จำนวน 5 คน วิเคราะห์ข้อมูลหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการพัฒนาคุณลักษณะของผู้บริหารในยุคดิจิทัล อยู่ระดับปานกลาง ( <strong>= </strong>3.09<strong>)</strong> สภาพที่พึงประสงค์อยู่ระดับมากที่สุด ( <strong>= </strong>4.52<strong>)</strong> และความต้องการจำเป็นอยู่ระหว่าง 0.425 - 0.508 2) แนวทางการพัฒนาคุณลักษณะของผู้บริหารในยุคดิจิทัล มี 5 ด้าน 25 แนวทาง ผู้ทรงคุณวุฒิยืนยันผลให้ใช้ได้ทุกแนวทาง คิดเป็นร้อยละ 100 3) การประเมินแนวทางในด้านความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/11067
การบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาเขตอำเภอย่านตาขาว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตรัง เขต 1
2026-05-02T21:52:31+07:00
สุนิษา ทองขาว ยิ้มย่อง
sunisathongkhao.yim023@hu.ac.th
ศัจนันท์ แก้ววงศ์ศรี
sunisathongkhao.yim023@hu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาเขตอำเภอย่านตาขาว 2) เปรียบเทียบการบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาเขตอำเภอย่านตาขาว จำแนกตามระดับการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน และขนาดของสถานศึกษา และ 3) รวบรวมข้อเสนอแนะของครูผู้สอนที่มีต่อการบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาเขตอำเภอย่านตาขาว การกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางสำเร็จรูปของเครจซี่ และมอร์แกน ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่างจำนวน 156 คน หลังจากนั้นทำการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น ตามขนาดสถานศึกษาแล้วทำการสุ่มอย่างง่าย ตามสัดส่วนของจำนวนประชากรครูในแต่ละโรงเรียน แบบสอบถามในการเก็บข้อมูล ได้ค่าค่าความเชื่อมั่นโดยวิธีของครอนบาคเท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการทดสอบค่าเอฟ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาเขตอำเภอย่านตาขาว โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.47,SD= .75) 2) ผลเปรียบเทียบการบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาเขตอำเภอย่านตาขาว จำแนกตามขนาดของสถานศึกษา มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 3) ข้อเสนอแนะของครูผู้สอนที่มีต่อการบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลพบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาควรบังคับใช้กฎระเบียบอย่างเท่าเทียม ประพฤติตนเป็นแบบอย่างด้านคุณธรรม พัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการเปิดเผยข้อมูลเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมตัดสินใจมีระบบติดตามประเมินผลที่ชัดเจน และระดมทรัพยากรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10760
ความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษา กับประสิทธิผลของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานราธิวาส
2026-03-27T12:01:13+07:00
ตรีภพ สนิ
sinchai@tsu.ac.th
ศิลป์ชัย สุวรรณมณี
sinchai@tsu.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ประสิทธิผลของโรงเรียน และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของโรงเรียน กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานราธิวาส ปีการศึกษา 2568 จำนวน 268 คน กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยเทียบสัดส่วนจากตารางสำเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกน และทำการสุ่มแบบแบ่งชั้น จำแนกตามขนาดสถานศึกษา แล้วสุ่มอย่างง่ายด้วยวิธีการจับสลาก เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.948 และ 0.951 ตามลำดับ สถิติที่ใช้ใน การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ของเพียร์สัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานราธิวาส โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ประสิทธิผลของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานราธิวาส โดยภาพรวมในระดับมาก และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของโรงเรียน โดยภาพรวมและรายด้าน มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูง อย่างมีระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .01</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10778
ผลการจัดการเรียนรู้แบบ SQ4R เสริมด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิด ต่อความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
2026-03-30T20:25:47+07:00
ละดา ดอนหงษา
Pulada2010@gmail.com
<p> วัตถุประสงค์การวิจัย เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้แบบ SQ4R เสริมด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิด กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาล 1 จังหวัดหนองบัวลำภู ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 20 คน ใช้การสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจและแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าทีแบบไม่อิสระ และแบบกลุ่มเดียวเทียบกับเกณฑ์</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า1 ) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบ SQ4R เสริมด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิด อยู่ในระดับมากที่สุด </p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/11115
การประเมินความต้องการจำเป็นของครูในการพัฒนาการดำเนินงาน ความปลอดภัยของสถานศึกษา กลุ่มโรงเรียนขุนอินท์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง
2026-05-01T01:08:29+07:00
สุภาวดี ทองนาค
supawadee.thongna@ku.th
สุดารัตน์ สารสว่าง
supawadee.ku62@gmail.com
วรรณวิศา สืบนุสรณ์ คล้ายจำแลง
supawadee.ku62@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพที่เป็นจริงและสภาพที่ควรจะเป็นของครูในการดำเนินงานความปลอดภัยของสถานศึกษา กลุ่มโรงเรียนขุนอินท์ 2) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการดำเนินงานความปลอดภัยของสถานศึกษา กลุ่มโรงเรียนขุนอินท์ ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ครูกลุ่มโรงเรียนขุนอินท์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง จำนวน 98 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 40 ข้อ ซึ่งครอบคลุม 3 องค์ประกอบหลักได้แก่ (1) การป้องกัน (2) การปลูกฝัง (3) การปราบปราม ตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน พบว่าค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ (IOC) มีค่าอยู่ระหว่าง .67 - 1.00 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการคำนวณหาดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง (Modified Priority Needs Index; PNI<sub>Modified</sub>)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพที่เป็นจริงของครูในการดำเนินงานความปลอดภัยของสถานศึกษาโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก สภาพที่ควรจะเป็นโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด และค่าเฉลี่ยของสภาพที่ควรจะเป็นสูงกว่าค่าเฉลี่ยสภาพที่เป็นจริงในทุกด้าน 2) ค่าดัชนีความต้องการจำเป็นเรียงลำดับความต้องการจำเป็นจากมากไปหาน้อย โดยดัชนีความต้องการจำเป็นสูงสุดคือ ด้านการป้องกัน (PNI<sub>modified</sub> = 0.143) รองลงมาคือ ด้านการปราบปราม (PNI<sub>modified</sub> = 0.136) และด้านการปลูกฝัง (PNI<sub>modified</sub> = 0.110) ตามลำดับ </p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> การดำเนินงานความปลอดภัยของสถานศึกษา, ความต้องการจำเป็น, การป้องกัน, การปลูกฝัง, การปราบปราม</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10999
แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูมัธยมศึกษา วิทยาเขตอันดามัน สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา สงขลา สตูล
2026-05-03T20:40:22+07:00
วิรยุทธ ศักดา
wirayut.music2520@gmail.com
ชณัฐ พรหมศรี
wirayut.music2520@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูมัธยมศึกษา วิทยาเขตอันดามัน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล <strong><em> </em></strong>2)เพื่อเปรียบเทียบระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู จำแนกตามเพศ ระดับการศึกษา และรายได้ และ 3) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะแนวทางการสร้างเสริมแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูมัธยมศึกษา วิทยาเขตอันดามัน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล กลุ่มตัวอย่าง คือ ข้าราชการครู ปีการศึกษา 2568 จำนวนทั้งสิ้น 239 คน จาก 12 โรงเรียน ซึ่งกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจากตารางสำเร็จรูปของเครจซีและมอร์แกน (Krejcie & Morgan<em>,</em> 1970) และการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิตามขนาดของโรงเรียน จากนั้นทำการสุ่มอย่างง่ายแบบจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ตามแนวทฤษฎีสองปัจจัยของ Herzberg<strong><em> (</em></strong>1959) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (<strong><em>t</em></strong>-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว <em>(</em>One-way ANOVA) และการทดสอบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีของเชฟเฟ่ (Scheffe's Method)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูมัธยมศึกษา วิทยาเขตอันดามัน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ด้านเงินเดือน และด้านความมั่นคงในงาน รองลงมาคือด้านการได้รับการยอมรับ และด้านความก้าวหน้าในงาน ตามลำดับ 2) ผลการเปรียบเทียบแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูที่มีเพศต่างกัน และระดับการศึกษาต่างกัน โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน ส่วนครูที่มีรายได้ต่างกัน มีแรงจูงใจด้านความสำเร็จในงานแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) ข้อเสนอแนะในการสร้างเสริมแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู คือ ผู้บริหารควรลดภาระงานเอกสารและงานธุรการที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสอน ควบคู่กับการสร้างแรงจูงใจและกำลังใจอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ครูมีเวลาในการจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p><strong><em> </em></strong></p> <p><strong>คำสำคัญ :</strong> แรงจูงใจในการปฏิบัติงาน<strong><em>, </em></strong>ครูมัธยมศึกษา วิทยาเขตอันดามัน</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10851
แนวทางการพัฒนาทักษะการสื่อสารของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ
2026-04-22T14:09:45+07:00
จักริน หงษ์คง
rinsmart21@gmail.com
คณิศร จี้กระโทก
rinsmart21@gmail.com
พิมพ์พร จารุจิตร์
rinsmart21@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อหาแนวทางการพัฒนาทักษะการสื่อสารของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ และ 2) การประเมินแนวทางการพัฒนาทักษะการสื่อสาร ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ เป็นวิจัยแบบผสมผสาน โดยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ในระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพพึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของการพัฒนาสถานศึกษาสู่ทักษะการสื่อสารของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง 313 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามโดยหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รูปแบบการวิจัยเป็นเชิงปริมาณ ระยะที่ 2 ผู้วิจัยได้นำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็น โดยภาพรวมและรายด้านเพื่อกำหนดประเด็นในการสัมภาษณ์ เพื่อสร้างแนวทางการพัฒนาทักษะการสื่อสารของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ กลุ่มตัวอย่างผู้ให้ข้อมูล 5 คนที่มีคุณสมบัติคุณลักษณะแบบเจาะจง โดยการสัมภาษณ์ เมื่อได้แนวทางนำแนวทางการพัฒนาทักษะการสื่อสารของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนขยายโอกาส ให้ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่านที่ผู้วิจัยไปสัมภาษณ์พิจารณายืนยันเพื่อรับรองแนวทางการพัฒนาทักษะการสื่อสาร เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา รูปแบบการวิจัยเป็นเชิงคุณภาพ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) แนวทางการพัฒนาทักษะการสื่อสารของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ มี 4 ด้าน คือ ด้านการเป็นผู้ฟังที่ดี มี 10 แนวทาง ด้านความชัดเจนสมบูรณ์ของการสื่อสาร มี 10 แนวทาง ด้านการสื่อสารด้วยอวัจนภาษา มี 10 แนวทาง และด้านเนื้อหาสาระของการสื่อสาร มี 10 แนวทาง 2) ผลการประเมินผู้ทรงคุณวุฒิยืนยันผลว่าใช้ได้ทุกแนวทาง คิดเป็นร้อยละ 100</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10965
ปัจจัยการบริหารงานบุคคลที่ส่งผลต่อการส่งเสริมสุขภาวะเชิงบวกของครูในศูนย์การศึกษาพิเศษ ส่วนกลาง
2026-04-25T06:39:57+07:00
นิชาภา จำปาดง
nichapa.su.jampadong@gmail.com
นเรศ สถิตยพงศ์
nichapa.su.jampadong@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหารงานบุคคลและสุขภาวะ<br />เชิงบวกของครู 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยการบริหารงานบุคคลกับสุขภาวะเชิงบวก<br />ของครู และ 3) ศึกษาปัจจัยการบริหารงานบุคคลที่ส่งผลต่อสุขภาวะเชิงบวกของครู<br />ในศูนย์การศึกษาพิเศษ ส่วนกลาง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอน จำนวน 127 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตาราง Krejcie & Morgan (1970) เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.67–1.00 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .94 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารงานบุคคลโดยรวมอยู่ในระดับมาก (= 4.35, S.D. = 0.59) และสุขภาวะเชิงบวกของครูอยู่ในระดับมาก (= 4.41, S.D. = 0.50) 2) ปัจจัยการบริหารงานบุคคลมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับสุขภาวะเชิงบวกของครูในระดับสูง (r = .754) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 3) ปัจจัยที่สามารถพยากรณ์สุขภาวะเชิงบวกได้อย่างมีนัยสำคัญ <br />ได้แก่ การประเมินผลการปฏิบัติงาน (β = .210) และการสร้างความผูกพันในสถานศึกษา <br />(β = .499) โดยสามารถอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 62.8 (R² = .628)</p> <p>ผลการวิจัยสะท้อนว่าการบริหารงานบุคคลที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะด้าน<br />การประเมินผลและการสร้างความผูกพันในสถานศึกษา มีบทบาทสำคัญต่อการส่งเสริมสุขภาวะ<br />เชิงบวกของครู ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาอย่างยั่งยืน</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10891
การพัฒนาความสามารถด้านการเขียนเรื่องตามจินตนาการ และการคิดเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุกแบบรวมพลัง 5 ขั้นตอน (CO - 5 STEPs) ร่วมกับผังกราฟิก
2026-05-01T00:55:46+07:00
นุชนารถ กันยาประสิทธิ์
nuchanatk67@nu.ac.th
ชญาตี เงารังษี
chayatee.p@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถด้านการเขียนเรื่องตามจินตนาการและการคิดเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย ก่อนและหลังกระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุกแบบรวมพลัง 5 ขั้นตอน (CO - 5 STEPs) ร่วมกับผังกราฟิก และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย ที่มีต่อกระบวนการจัด การเรียนรู้เชิงรุกแบบรวมพลัง 5 ขั้นตอน (CO - 5 STEPs) ร่วมกับผังกราฟิก การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้น (Pre-experimental Research) กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนบ้านมะต้อง อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก จำนวน 9 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบวัดความสามารถการเขียนเรื่องตามจินตนาการ 3) แบบวัดความสามารถการคิดเชิงสร้างสรรค์ 4) แบบวัดความพึงพอใจ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และใช้วิธีการทดสอบแบบ Paired Sample Wilcoxon Signed - Rank Test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ความสามารถด้านการเขียนเรื่องตามจินตนาการและความสามารถด้านการคิดเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย ก่อนและหลังกระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุกแบบรวมพลัง 5 ขั้นตอน (CO - 5 STEPs) ร่วมกับผังกราฟิก หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย ที่มีต่อกระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุกแบบรวมพลัง 5 ขั้นตอน (CO - 5 STEPs) ร่วมกับผังกราฟิก อยู่ในระดับมาก ( = 4.46, S.D. = 0.62)</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/11120
ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 เพื่อส่งเสริมสมรรถนะดิจิทัลของครูผู้สอนกลุ่มเครือข่ายบุ่งชาญสร้างนกทาห้วยไร่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ
2026-05-05T17:38:22+07:00
ศุภลักษณ์ โหมดม่วง
supaluk599@gmail.com
เมธาวี โชติชัยพงศ์
supaluk599@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน และสภาพที่พึงประสงค์ของภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 เพื่อส่งเสริมสมรรถนะดิจิทัลของครูผู้สอน และ 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอนในกลุ่มเครือข่ายบุ่งชาญสร้างนกทาห้วยไร่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ จำนวน 110 คน จำแนกเป็นผู้บริหาร 11 คน และครู 99 คน ผู้ให้ข้อมูลสัมภาษณ์ จำนวน 10 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม จำนวน 60 ข้อ มีค่า IOC เท่ากับ 1.00 ทุกข้อ แบบสอบถามสภาพปัจจุบัน มีค่าอำนาจจำแนกเป็นรายข้อระหว่าง .44-.88 มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .97 และแบบสอบถามสภาพที่พึงประสงค์ มีค่าอำนาจจำแนกเป็นรายข้อระหว่าง .46-.85 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .98 และแบบสัมภาษณ์ชนิดกึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การจัดเรียงลำดับความสำคัญของความต้องการจําเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด และความต้องการจำเป็นสูงสุด คือ ด้านการมีประสิทธิภาพการสื่อสารภายในองค์กรเพื่อส่งเสริมการสอนและการเรียนรู้ และ 2) แนวทางการพัฒนา ได้แก่ การส่งเสริมการสื่อสารภายในอย่างเป็นระบบและโปร่งใสผ่าน Google Workspace for Education การพัฒนาช่องทางการสื่อสารสองทางผ่าน Microsoft Teams และการใช้ LINE Official Account เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในการจัดการเรียนรู้</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/11179
การวิเคราะห์องค์ประกอบภาวะผู้นำแบบสร้างแรงบันดาลใจของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1
2026-05-02T21:59:08+07:00
สิณีณาฎ เจดีย์
sineenat.jed@student.mbu.ac.th
กรรณิกา ไวโสภา
sineenat.jed@student.mbu.ac.th
<p> การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย 1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบและตัวแปรของภาวะผู้นำแบบสร้างแรงบันดาลใจของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1 และ 2) เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องกลมกลืนของโมเดลองค์ประกอบของภาวะผู้นำแบบสร้างแรงบันดาลใจผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1 กับข้อมูลเชิงประจักษ์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารและครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 345 คน ด้วยวิธีการสุ่มแบบชั้นภูมิเป็นรายขนาดของโรงเรียนและนำมาสุ่มอย่าง่ายเลือกกลุ่มตัวอย่างจากขนาดของโรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่าแบบ 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.802 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการตรวจสอบความสอดคล้องและความเหมาะสมของโมเดลการวัด โดยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน</p> <p> <strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong>1) องค์ประกอบภาวะผู้นำแบบสร้างแรงบันดาลใจของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1 มี 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การมีวิสัยทัศน์ 2) ความน่าเชื่อถือ 3) การคิดเชิงบวก 4) ความกระตือรือร้น และ5) การมีเป้าหมายชัดเจน <strong>และ </strong>2) โมเดลองค์ประกอบภาวะผู้นำแบบสร้างแรงบันดาลใจของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1 เชิงยืนยันอันดับสองหลังปรับ มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ พบว่า ดัชนีทุกตัวผ่านเกณฑ์การประเมินความสอดคล้องกลมกลืนดี โดยผลการตรวจสอบดัชนีความสอดคลองพิจารณาค่า p-value (ของ χ<sup>2</sup>) เท่ากับ 0.089 ค่า Chi-square/df เท่ากับ 1.24 SRMR เท่ากับ 0.02 RMSEA เท่ากับ 0.027 NFI เท่ากับ 0.986 NNFI เท่ากับ 0.994 CFI เท่ากับ 0.997</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/11142
การบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3
2026-05-04T10:50:43+07:00
ยามีละ อีแต
yameela117@hu.ac.th
ศัจนันท์ แก้ววงศ์ศรี
yameela117@hu.ac.th
<p> การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เปรียบเทียบการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามอายุ ประสบการณ์การทำงาน และขนาดของสถานศึกษา และ 3) ศึกษาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา โดยการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอนในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 จำนวน 341 คน ซึ่งได้มาจากการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางสำเร็จรูปของเครจซีและมอร์แกน และใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.979 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าเอฟ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการเปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีการของเชฟเฟ่</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (𝑥̅ <strong><em>= </em></strong>4.50<strong><em>, </em></strong>SD<strong><em> = </em></strong>0.21) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในและมาตรฐานการศึกษา (𝑥̅ = 4.53<strong><em>, </em></strong>SD =0.22 ) 2) ผลการเปรียบเทียบการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามอายุและประสบการณ์การทำงาน พบว่า โดยภาพรวมมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นว่า ปัจจัยด้านอายุและประสบการณ์การทำงานมีความสัมพันธ์ต่อระดับการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา และ 3) ข้อเสนอแนะจากครูผู้สอนพบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาควรมุ่งเน้นการนิเทศแบบกัลยาณมิตร ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของครูในการพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ตลอดจนสนับสนุนการใช้สื่อเทคโนโลยีและการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/11121
คุณลักษณะความเป็นมืออาชีพของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อประสิทธิผลในการปฏิบัติงาน ของครู กลุ่มเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาแบบบูรณาการประจิมโนนคูณ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 1
2026-05-05T17:41:26+07:00
นิภาพร ชัยชาญ
nina-2521@hotmail.com
เมธาวี โชติชัยพงศ์
nina-2521@hotmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาคุณลักษณะความเป็นมืออาชีพของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อประสิทธิผลในการปฏิบัติงานของครู และ 2) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะการพัฒนาคุณลักษณะความเป็นมืออาชีพของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อประสิทธิผลในการปฏิบัติงานของครูกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน ที่ปฏิบัติงานในโรงเรียนกลุ่มเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาแบบบูรณาการประจิมโนนคูณ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 ได้กลุ่มตัวอย่าง 155 คน จำแนกเป็นผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 16 คน และครูผู้สอน จำนวน 139 คน โดยใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ (Stratified random sampling) โดยเทียบบัญญัติไตรยางศ์ และการสุ่มอย่างง่าย (Simple random sampling) เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม จำนวน 24 ข้อ มีค่า IOC เท่ากับ 1.00 ทุกข้อ มีค่าอำนาจจำแนกเป็นรายข้อระหว่าง .501-.905 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .96 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) คุณลักษณะความเป็นมืออาชีพของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อประสิทธิผลในการปฏิบัติงานของครู กลุ่มเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาแบบบูรณาการประจิมโนนคูณ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 โดยรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก และ 2) ข้อเสนอแนะการพัฒนาคุณลักษณะความเป็นมืออาชีพของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อประสิทธิผลในการปฏิบัติงานของครู ดังนี้ ผู้บริหารสถานศึกษาควรส่งเสริมการพัฒนาความสัมพันธ์ในองค์กรผ่าน Mentoring System (ระบบพี่เลี้ยง) ควบคู่กับการใช้เครื่องมือดิจิทัลที่ทันสมัย เช่น Microsoft Teams เพื่อสนับสนุนการให้คำปรึกษา แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสื่อสารระหว่างครูอย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบทางการและไม่เป็นทางการ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในองค์กร ลดความตึงเครียด และเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของครูอย่างเป็นรูปธรรม</p> <p> </p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> คุณลักษณะความเป็นมืออาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา ประสิทธิผลในการปฏิบัติงานของครู</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/11080
แนวทางการบริหารจัดการภัยคุกคามรูปแบบใหม่ในโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1
2026-05-03T15:13:06+07:00
ณัฐธยาน์ การกระสัง
nattayakan67@nu.ac.th
เอื้อมพร หลินเจริญ
nattayakan67@nu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารจัดการภัยคุกคามรูปแบบใหม่ในโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1 และ 2) ศึกษาแนวทางการบริหารจัดการภัยคุกคามรูปแบบใหม่ในโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนขยายโอกาส จำนวน 40 คน โดยเลือกแบบเฉพาะเจาจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ เพื่อประเมินสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารจัดการภัยคุกคามรูปแบบใหม่ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง <strong>(</strong>PNI Modified) และการวิเคราะห์เนื้อหา การศึกษาแนวทางการบริหารจัดการภัยคุกคามรูปแบบใหม่ในโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลกเขต 1 กลุ่มผู้ให้ข้อมูลได้แก่ผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน ได้มาโดยการคัดเลือกแบบเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านโรคอุบัติใหม่และอุบัติซ้ำ ด้านอุบัติเหตุ ด้านภัยพิบัติทางธรรมชาติ ด้านความรุนแรง ด้านยาเสพติด และด้านภัยไซเบอร์ ส่วนสภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมาก ได้แก่ ด้านความรุนแรง ด้านภัยไซเบอร์ ด้านอุบัติเหตุ ด้านยาเสพติด ด้านภัยพิบัติทางธรรมชาติ และด้านโรคอุบัติใหม่และอุบัติซ้ำ ผลการวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นพบว่า ด้านภัยไซเบอร์มีค่าดัชนีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด ขณะที่ด้านภัยพิบัติทางธรรมชาติมีค่าต่ำที่สุด 2) แนวทางการบริหารจัดการภัยคุกคามรูปแบบใหม่ในโรงเรียนขยายโอกาส ประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่ ด้านภัยไซเบอร์ ด้านความรุนแรง และด้านยาเสพติด</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10861
การสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงานตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของครูกลุ่มโรงเรียนสังกัดเทศบาลนครอุบลราชธานี
2026-04-07T17:18:22+07:00
พระธัญญลักษณ์ กิตฺติธรเมธี (ขันโท)
thatpong.tho@mcu.ac.th
พระมหาศรีรัตน์ สิริรตฺโน (ศรีสง่า)
thatpong.tho@mcu.ac.th
พระมหาประยูร ติกฺขปญฺโญ (ช่างการ)
thatpong.tho@mcu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูกลุ่มโรงเรียนสังกัดเทศบาลนครอุบลราชธานี 2) ศึกษาวิธีการสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงานตามหลักสังคหวัตถุ 4 และ 3) เสนอแนวทางการสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูตามหลักสังคหวัตถุ 4 การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณด้วยแบบสอบถาม และข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงสังเคราะห์</p> <p> ผลการวิจัย</p> <p> 1) สภาพแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูกลุ่มโรงเรียนสังกัดเทศบาลนครอุบลราชธานี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก แสดงให้เห็นว่าครูมีทัศนคติที่ดีต่อการปฏิบัติงาน และมีความพร้อมในการทำงานร่วมกับองค์กร โดยเฉพาะด้านความร่วมมือและความสัมพันธ์ภายในสถานศึกษา</p> <p> 2) การสร้างแรงจูงใจตามหลักสังคหวัตถุ 4 สามารถดำเนินการได้โดยยึดหลักสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ 1) ทาน การแบ่งปันและสนับสนุนซึ่งกันและกัน 2) ปิยวาจา การสื่อสารด้วยถ้อยคำที่เหมาะสมและสร้างกำลังใจ 3) อัตถจริยา การช่วยเหลือและทำประโยชน์ร่วมกัน และ 4) สมานัตตตา การวางตนเสมอภาคและสร้างความเป็นธรรมภายในองค์กร ส่งผลให้เกิดบรรยากาศการทำงานที่ดีและเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน</p> <p> 3) แนวทางการสร้างเสริมแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู ควรมุ่งเน้นการส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการทำงาน การสร้างกำลังใจ การพัฒนาความก้าวหน้าทางวิชาชีพ และการบริหารงานด้วยหลักความเสมอภาคและคุณธรรม ซึ่งจะช่วยพัฒนาระบบการบริหารสถานศึกษาให้มีประสิทธิภาพและเกิดความยั่งยืนต่อไป</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10703
การสร้างแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม ของผู้บริหารยุคดิจิทัลในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น
2026-03-21T15:52:34+07:00
ชินกฤต ม่วงสุราษฎร์
chinkit22@gmail.com
คณิศร จี้กระโทก
chinkit22@gmail.com
พิมพ์พร จารุจิตร์
chinkit22@gmail.com
<p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารยุคดิจิทัลในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น โดยแบ่งเป็น 2 ขั้นตอน ประกอบด้วย ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารยุคดิจิทัล กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 27 คน และครูผู้สอน จำนวน 275 คน รวมทั้งสิ้น จำนวน 302 คน โดยได้กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจากสูตรของ Krejcie and Morgan และใช้เทคนิคการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) เพื่อให้ได้มาซึ่งกลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.96 และใช้ค่าความต้องการจำเป็น (PNI<sub>modified</sub>) มาสร้างกำหนดเป็นคำถามในการสัมภาษณ์ ขั้นตอนที่ 2 สร้างแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารยุคดิจิทัล ใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างผู้ให้ข้อมูล จำนวน 5 คน โดยผู้วิจัยกำหนดคุณสมบัติของผู้เชี่ยวชาญเป็นการเลือกแบบเจาะจง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารยุคดิจิทัลในโรงเรียนขนาดเล็กสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น ในภาพรวมค่าเฉลี่ยของสภาพปัจจุบัน อยู่ระดับปานกลาง ( = 3.22) ค่าเฉลี่ยสภาพที่พึงประสงค์ อยู่ระดับมากที่สุด ( = 4.54) ผลการจัดลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นในการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารยุคดิจิทัล พบว่า ความต้องการจำเป็น โดยรวมอยู่ระหว่าง 0.382 – 0.458 ความต้องการจำเป็นมีค่า PNI<sub>modified</sub> สูงสุด คือ ด้านวิสัยทัศน์การเปลี่ยนแปลง(PNI<sub>modified</sub> = 0.458) ด้านความคิดสร้างสรรค์(PNI<sub>modified</sub> = 0.419) ด้านการใช้เทคโนโลยี( PNI<sub>modified</sub> = 0.413) ด้านการทำงานเป็นทีม( PNI<sub>modified</sub> = 0.391) และด้านการบริหารความเสี่ยง( PNI<sub>modified</sub> = 0.382) ตามลำดับ และจากการสังเคราะห์ประเด็นเนื้อหาตามความคิดเห็นของผู้ให้ข้อมูลทั้ง 5 ท่าน พบว่า แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารยุคดิจิทัลในโรงเรียนขนาดเล็กสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น มีทั้งหมด 5 ด้านตามกระบวนการ วงจรเดมมิ่ง PDCA ได้แก่ ด้านความคิดสร้างสรรค์ ด้านวิสัยทัศน์การเปลี่ยนแปลง ด้านการทำงานเป็นทีม ด้านการใช้เทคโนโลยี และด้านการบริหารความเสี่ยง</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10868
การบริหารงานบุคคลตามหลักสัปปุริสธรรม 7 ของโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาใน เขตจังหวัดศรีสะเกษ
2026-04-07T17:34:27+07:00
พระพนมไพร โอภาโส (สุขป้อง)
thatpong.tho@mcu.ac.th
พระมหาประยูร ติกฺขปญฺโญ (ช่างการ)
wirachai3975@gmail.com
พระมหาศรีรัตน์ สิริรตฺโน (ศรีสง่า)
wirachai3975@gmail.com
<p> การวิจัยเรื่อง การบริหารงานบุคคลตามหลักสัปปุริสธรรม 7 ของโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาในเขตจังหวัดศรีสะเกษ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันของการบริหารงานบุคคลของโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาในเขตจังหวัดศรีสะเกษ 2) ศึกษาวิธีการพัฒนาการบริหารงานบุคคลตามหลักสัปปุริสธรรม 7 และ 3) เสนอแนวทางการบริหารงานบุคคลตามหลักสัปปุริสธรรม 7 ของโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาในเขตจังหวัดศรีสะเกษ</p> <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (<strong>Mixed Methods Research) </strong>โดยใช้การวิจัยเชิงปริมาณร่วมกับการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ ได้แก่ ผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษา ในโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา จังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 73 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของ <strong>Krejcie </strong>และ <strong>Morgan </strong>และใช้การสุ่มแบบอย่างง่าย ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 12 รูป/คน โดยการคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงสังเคราะห์</p> <p><strong><em> </em></strong></p> <p>ผลการวิจัย 1.) สภาพการบริหารงานบุคคลตามหลักสัปปุริสธรรม 7 ของโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาในเขตจังหวัดศรีสะเกษ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก แสดงให้เห็นว่าโรงเรียนมีการนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ได้แก่ การรู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักตน รู้จักประมาณ รู้จักกาล รู้จักชุมชน และรู้จักบุคคล มาประยุกต์ใช้ในการบริหารงานบุคคลได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะด้านการเข้าใจบทบาทหน้าที่ การวางแผนงานอย่างมีเหตุผล และการบริหารบุคลากรตามความแตกต่างระหว่างบุคคล 2.) การพัฒนาการบริหารงานบุคคลตามหลักสัปปุริสธรรม 7 ควรมุ่งเน้นการส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง การจัดสรรภาระงานที่เหมาะสม การเสริมสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือภายในองค์กร ตลอดจนการประเมินผลที่เป็นธรรม โปร่งใส และสอดคล้องกับหลักคุณธรรม ซึ่งช่วยให้เกิดบรรยากาศการทำงานที่ดี ลดความขัดแย้ง และส่งเสริมประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากร 3.) แนวทางการบริหารงานบุคคลตามหลักสัปปุริสธรรม 7 ควรส่งเสริมการบูรณาการหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาร่วมกับศาสตร์การบริหารสมัยใหม่ โดยเน้นการพัฒนาผู้บริหารและบุคลากรให้มีทั้งความรู้ ความสามารถ และคุณธรรม มีการบริหารงานโดยคำนึงถึงบริบทของชุมชน และความแตกต่างระหว่างบุคคล เพื่อยกระดับคุณภาพการบริหารงานบุคคลให้มีประสิทธิภาพและเกิดความยั่งยืนในระยะยาว</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10912
การบริหารงานบุคคลตามหลักอิทธิบาท 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จังหวัดอุบลราชธานี
2026-04-20T13:03:46+07:00
พระมหาศรายุธ สิริวฑฺฒนเมโธ
thatpong.tho@mcu.ac.th
พระมหาศรีรัตน์ สิริรตโน
thatpong.tho@mcu.ac.th
พระมหาประยูร ติกฺขปญฺโญ
thatpong.tho@mcu.ac.th
<p>การวิจัยเรื่อง การบริหารงานบุคคลตามหลักอิทธิบาท 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จังหวัดอุบลราชธานี มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาวิธีการบริหารงานบุคคลตามหลักอิทธิบาท 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา และ 3) เสนอแนวทางการบริหารงานบุคคลตามหลักอิทธิบาท 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จังหวัดอุบลราชธานี ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ ) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหาร ครู จำนวน 70 รูป/คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถาม 2) แบบสัมภาษณ์ 3) รูปแบบ และ 4) แบบทดสอบ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหารงานบุคคล ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านการสรรและแต่งตั้ง ด้านการอบรมและพัฒนา อยู่ในระดับมาก ส่วนด้านการวางแผนอัตรากำลัง อยู่ในระดับปานกลาง 2) วิธีการบริหารงานบุคคลตามหลักอิทธิบาท ๔ ของผู้บริหารสถานศึกษา พบว่า ผู้บริหารสามารถประยุกต์หลักอิทธิบาท ๔ ได้แก่ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสา มาใช้ในการวางแผนอัตรากำลัง การสรรหาและแต่งตั้ง และการอบรมพัฒนาบุคลากรอย่างเป็นระบบ 3) แนวทางการบริหารงานบุคคลตามหลักอิทธิบาท <em>4</em> ควรมุ่งเน้นการสร้างแรงจูงใจในการทำงาน การพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่อง การบริหารจัดการอย่างโปร่งใส และการติดตามประเมินผลอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารงานบุคคลของสถานศึกษาให้เกิดความยั่งยืน</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10913
การบริหารงานทั่วไปตามหลักพละ 5 ของกลุ่มโรงเรียน เครือข่ายพระศรีเจริญรัตน์ อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ
2026-04-20T13:07:51+07:00
พระมหาเจษฎา กิตฺติปญโญ (พรมลี)
thatpong.tho@mcu.ac.th
พระมหาประยูร ติกฺขปญฺโญ
thatpong.tho@mcu.ac.th
พระมหาศรีรัตน์ สิริรตโน
thatpong.tho@mcu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันการบริหารงานทั่วไปของกลุ่มโรงเรียนเครือข่ายพระศรีเจริญรัตน์ อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ 2) ศึกษาวิธีการบริหารงานทั่วไปตามหลักพละ 5 และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนาการบริหารงานทั่วไปตามหลักพละ 5 โดยใช้การวิจัยแบบผสมผสานทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหาร ครู และบุคลากร จำนวน 98 คน จาก 14 สถานศึกษา ใช้วิธีสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และการวิเคราะห์เอกสาร วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงสังเคราะห์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันการบริหารงานทั่วไปโดยรวมอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา รองลงมาคือด้านกิจการนักเรียน ระบบสารสนเทศ และเครือข่ายความร่วมมือ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ งานธุรการ สะท้อนให้เห็นว่าสถานศึกษามีความพร้อมในระดับดี โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีและการดูแลนักเรียน แต่ยังควรพัฒนาระบบสนับสนุนด้านธุรการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p> <p>ด้านการบริหารตามหลักพละ 5 พบว่าสามารถเสริมสร้างประสิทธิภาพการดำเนินงานได้อย่างชัดเจน โดยศรัทธาช่วยสร้างความเชื่อมั่นและแรงจูงใจ วิริยะส่งเสริมความรับผิดชอบและลดความล่าช้า สติช่วยลดข้อผิดพลาด สมาธิช่วยให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และปัญญาช่วยในการตัดสินใจอย่างมีเหตุผลและเป็นระบบ</p> <p>แนวทางการพัฒนาควรมุ่งเน้นการพัฒนาสภาพแวดล้อม ระบบงานแบบบูรณาการ การเสริมสร้างวินัย การใช้สติในการทำงาน การพัฒนานวัตกรรม การนิเทศแบบกัลยาณมิตร การสร้างเครือข่ายชุมชน และการใช้สารสนเทศเพื่อการตัดสินใจ ซึ่งโดยรวมมีความเหมาะสมและสามารถนำไปใช้พัฒนาองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพติดตามประเมินผลอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารงานบุคคลของสถานศึกษาให้เกิดความยั่งยืน</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/11122
การบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคความปกติใหม่สู่การเป็นโรงเรียน แห่งนวัตกรรม กลุ่มเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาแบบบูรณาการประจิมโนนคูณ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 1
2026-05-05T18:15:47+07:00
สุทธิดา สุดดี
bulaporn.2534@gmail.com
เมธาวี โชติชัยพงศ์
sai_102ssk@hotmail.co.th
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคความปกติใหม่สู่การเป็นโรงเรียนแห่งนวัตกรรม และ 2) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะการพัฒนาการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคความปกติใหม่สู่การเป็นโรงเรียนแห่งนวัตกรรม กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน <br>ที่ปฏิบัติงานในโรงเรียนกลุ่มเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาแบบบูรณาการประจิมโนนคูณ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 ได้กลุ่มตัวอย่าง 155 คน จำแนกเป็นผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 16 คน และครูผู้สอน จำนวน 139 คน โดยใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ (Stratified random sampling) โดยเทียบบัญญัติไตรยางศ์ และการสุ่มอย่างง่าย (Simple random sampling) เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม <br>จำนวน 32 ข้อ มีค่า IOC เท่ากับ 1.00 ทุก มีค่าอำนาจจำแนกเป็นรายข้อระหว่าง .465-.807 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .95 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคความปกติใหม่สู่การเป็นโรงเรียนแห่งนวัตกรรม กลุ่มเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาแบบบูรณาการประจิมโนนคูณ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 โดยรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก และ 2) ข้อเสนอแนะการพัฒนาการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคความปกติใหม่สู่การเป็นโรงเรียนแห่งนวัตกรรม ดังนี้ ผู้บริหารสถานศึกษาควรริเริ่มและขับเคลื่อนโครงการพัฒนาเครือข่ายชุมชนเชิงรุก (Active Community Partnership for Innovation) อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง เพื่อยกระดับศักยภาพครูในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับชุมชนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งประสานพลังจากผู้ปกครอง ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจนสถานประกอบการในพื้นที่ ให้เข้ามามีบทบาทเป็นภาคีหุ้นส่วนทางการศึกษาในการร่วมพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ของครูอย่างแท้จริง ทั้งนี้ ควรกำหนดแนวปฏิบัติให้ครูได้ลงพื้นที่ศึกษาบริบทชุมชนอย่างลึกซึ้ง และนำองค์ความรู้ที่ได้มาบูรณาการสู่การออกแบบการจัดการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริงของผู้เรียน อย่างน้อยภาคเรียนละ 1 ครั้ง เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีความหมายและสอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น</p> <p><strong> </strong></p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> การบริหารงานวิชาการ, ยุคความปกติใหม่, การเป็นโรงเรียนแห่งนวัตกรรม</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10758
แนวทางการบริหารจัดการงานแนะแนวของโรงเรียนเอกชน จังหวัดปทุมธานี
2026-04-17T09:37:30+07:00
ศุภลักษณ์ สมัยกุล
susupalak2524@gmail.com
วัลลภา เฉลิมวงศาเวช
wallapa.c@rsu.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการบริหารจัดการงานแนะแนว และ (2) หาแนวทางการบริหารจัดการงานแนะแนวของโรงเรียนเอกชน จังหวัดปทุมธานี การวิจัยใช้วิธีผสมผสาน แบ่งเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 ใช้การวิจัยเชิงปริมาณเพื่อวิเคราะห์สภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็น โดยเก็บข้อมูลจากครูแนะแนวและครูมัธยมศึกษาในโรงเรียนเอกชน จำนวน 164 คน ซึ่งได้จากการสุ่มอย่างง่าย โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือการวิจัย และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI <sub>Modified</sub>) ระยะที่ 2 ใช้วิธีการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างผู้บริหารสถานศึกษาและศึกษานิเทศก์ จำนวน 5 คน พร้อมวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาเพื่อหาแนวทางการบริหารจัดการงานแนะแนวของโรงเรียนเอกชน จังหวัดปทุมธานี</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า (1) สภาพปัจจุบันการบริหารจัดการงานแนะแนวโดยรวมอยู่ในระดับมาก ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด ความต้องการจำเป็นโดยรวมมีค่า ดัชนีความต้องการจำเป็น ระหว่าง 0.30–0.36 โดยด้านที่มีดัชนีความต้องการจำเป็นสูงสุด คือ การบริการสารสนเทศ รองลงมาคือ การบริการติดตามและประเมินผล การบริการรวบรวมข้อมูลรายบุคคล การบริการจัดวางตัวบุคคล และการบริการให้คำปรึกษา ตามลำดับ และ (2) แนวทางการบริหารจัดการงานแนะแนว พบว่า ด้านการบริการสารสนเทศและการบริการติดตามและประเมินผลมี 7 แนวทาง ด้านการบริการรวบรวมข้อมูลรายบุคคลและการจัดวางตัวบุคคลมี 6 แนวทาง และด้านการให้คำปรึกษามี 5 แนวทาง รวมทั้งหมด 31 แนวทาง</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/11043
โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยทางการบริหารที่ส่งผลต่อความเป็นองค์กรสมรรถนะสูงของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเลย หนองบัวลำภู
2026-05-01T11:07:39+07:00
วิระพงศ์ คุณประทุม
virapong.khu@student.mbu.ac.th
พิมพ์อร สดเอี่ยม
virapong.khu@student.mbu.ac.th
<p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย 1) เพื่อศึกษาระดับปัจจัยทางการบริหารและระดับความเป็นองค์กรสมรรถนะสูงของโรงเรียน และ 2<strong>)</strong> เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยทางการบริหารที่ส่งผลต่อความเป็นองค์กรสมรรถนะสูงของโรงเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้อำนวยการสถานศึกษาและครู ปีการศึกษา 2568 จำนวน 650 คน เครื่องมือที่ใช้ในวิจัยเป็นแบบสอบถาม แบบประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นรายข้อ (Item Reliability) เท่ากับ 0.83 – 0.88 ค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0<strong>.</strong>53<strong> – </strong>0<strong>.</strong>87 ค่าค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.97 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการตรวจสอบความสอดคล้องและความเหมาะสมของโมเดลการวัด โดยการวิเคราะห์การวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง</p> <p><strong> ผลการวิจัยพบว่า </strong>1) ปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อความเป็นองค์กรสมรรถนะสูงของโรงเรียน มีค่าเฉลี่ยในระดับสูงมากทุกองค์ประกอบ เมื่อพิจารณารายตัวแปร พบว่า อยู่ในระดับมากที่สุดทุกตัวแปร โดยสามารถจัดลำดับความสำคัญของค่าเฉลี่ยได้ดังนี้ วัฒนธรรมองค์กร ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ และสมรรถนะสมาชิกองค์กร ส่วนความเป็นองค์กรสมรรถนะสูงของโรงเรียน พบว่า โดยภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาตัวแปรสังเกตได้ พบว่า การจัดกระบวนการและทรัพยากร รองลงมา คือ คุณภาพบุคลากร ผู้นำทางวิชาการตัวแปรที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ การมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และ 2) โมเดลสมการโครงสร้างที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ในระดับดี โดยมีค่าไค-สแควร์ <strong>(</strong>χ<sup>2</sup>) เท่ากับ 86.76 ที่องศาอิสระ (<strong>df) </strong>เท่ากับ 68 ค่าความน่าจะเป็น <strong>(</strong>p) เท่ากับ 0.063 ซึ่งมากกว่า .05 ค่าไค-สแควร์สัมพัทธ์ <strong>(</strong>χ<sup>2</sup>/df<strong>) </strong>เท่ากับ 1.28 มีค่าน้อยกว่า 2.00 ค่า RMSEA<strong>=</strong>0.02 ค่า CFI<strong>=</strong>1.00 และค่า RMR=0.01</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10835
ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน เรื่อง ระบบต่อมไร้ท่อ ที่มีต่อความสามารถในการสื่อสารทางวิทยาศาสตร์และความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนกันตังพิทยากร จังหวัดตรัง
2026-04-07T17:04:17+07:00
สมเกียรติ โต๊ะดำ
tssomkiet@gmail.com
ดวงเดือน สุวรรณจินดา
Duongdearn.Suw@stou.ac.th
นวลจิตต์ เชาวกีรติพงศ์
Nuanjid.Cha@stou.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการสื่อสารทางวิทยาศาสตร์ ก่อนและหลังการเรียนรู้ 2) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ และ 3) ศึกษาพัฒนาการของความสามารถทั้งสองด้าน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้น โดยใช้รูปแบบการวิจัยแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 37 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน แบบวัดความสามารถในการสื่อสารทางวิทยาศาสตร์ และแบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบวิลคอกซัน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มเดียว</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ความสามารถในการสื่อสารทางวิทยาศาสตร์หลังเรียน (M = 16.32, SD = 2.35) สูงกว่าก่อนเรียน (M = 9.92, SD = 1.95) ความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์หลังเรียน (M = 18.89, SD = 2.58) สูงกว่าก่อนเรียน (M = 13.78, SD = 3.37) และนักเรียนมีพัฒนาการด้านการสื่อสารทางวิทยาศาสตร์ (g = 0.54) และด้านการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ (g = 0.49) สูงกว่าเกณฑ์ที่ 0.30 โดยทุกผลการทดสอบมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05</p> <p> ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานสามารถพัฒนาความสามารถในการสื่อสารและการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างมีประสิทธิผล ดังนั้น ผู้สอนควรนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับเนื้อหาวิทยาศาสตร์และพัฒนาการผู้เรียน และควรมีการวิจัยที่มีกลุ่มควบคุมในการศึกษาครั้งต่อไป</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10903
ผลการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานโดยใช้ระบบ AI Tutor ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี คณะศึกษาศาสตร์ วิทยาลัยสันตพล
2026-04-07T18:15:51+07:00
สถิตย์ กุลสอน
kulsorn@hotmail.com
ทิพยวรรณ แพงบุพผา
kulsorn@hotmail.com
เดือนฉาย ผ่องใส
kulsorn@hotmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานโดยใช้ระบบ AI Tutor</p> <p>ที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์วิชาการวิจัยพัฒนาการเรียนรู้ ให้มีประสิทธิภาพอยู่ในเกณฑ์ 75/75 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างนักศึกษาที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานโดยใช้ระบบ AI Tutor กับนักศึกษาที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบปกติ และ 3) ศึกษาระดับความพึงพอใจของนักศึกษาที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานโดยใช้ระบบ AI Tutor กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาระดับปริญญาตรี ที่ลงทะเบียนเรียนวิชาการวิจัยพัฒนาการเรียนรู้ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 74 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองที่เรียนโดยการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานโดยใช้ระบบ AI Tutor ร่วมกับการเรียนในชั้นเรียน จำนวน 36 คน และกลุ่มควบคุมที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบปกติ จำนวน 38 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานโดยใช้ AI Tutor แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามวัดความพึงพอใจของนักศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ t-test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li class="show">นักศึกษากลุ่มทดลองมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าเกณฑ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</li> <li class="show">นักศึกษากลุ่มทดลองที่เรียนด้วยระบบ AI Tutor มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li class="show">นักศึกษาที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานโดยใช้ระบบ AI Tutor มีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยรวมในระดับมากที่สุด</li> </ol>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10931
แนวทางพัฒนาการบริหารความปลอดภัยในสถานศึกษา ยุคโลกพลิกผัน (VUCA WORLD) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 2
2026-04-21T10:48:11+07:00
ณัฐพร ทองดี
Nattaporn.thongdee591121614@gmail.com
จารุนันท์ ขวัญแน่น
Nattaporn.thongdee591121614@gmail.com
<p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและปัญหาความปลอดภัยในสถานศึกษา 2) เปรียบเทียบสภาพการดำเนินงานตามประสบการณ์และขนาดสถานศึกษา 3) หาแนวทางการบริหาร และ 4) การประเมินแนวทางการบริหารยุคโลกพลิกผัน(VUCA WORLD) โดยศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นผู้บริหารและบุคลากรทางการศึกษาจำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม และแบบประเมินข้อมูลด้วยสถิติ ค่าความถี่(f) ค่าร้อยละ(%) ค่าเฉลี่ยค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ<strong> </strong>t-test(Independent Samples) และ f-test(One-way ANOVA)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) สภาพการดำเนินงานภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( =3.99, S.D.=0.46) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านภัยจากการถูกละเมิดสิทธิ์ และปัญหาการดำเนินงานที่พบคือ ความซับซ้อนของภัยรูปแบบใหม่ในยุคโลกพลิกผัน เช่น ภัยไซเบอร์ และความล่าช้าใน การประสานงานกับเครือข่ายภายนอกและในบางกรณี</p> <p> 2) ประสบการณ์ดำเนินงาน <strong>(</strong>t-test<strong>)</strong> และขนาดสถานศึกษา (F-test) มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ <strong>.</strong>05</p> <p> 3) แนวทางพัฒนาที่ได้จากการวิเคราะห์การสนทนากลุ่ม <strong>(</strong>Focus Group) คือ สถานศึกษาควรมีการประยุกต์ใช้ระบบดิจิทัลในการประเมินพื้นที่เสี่ยงกำหนดมาตรการเชิงรุกที่สามารถยืดหยุ่นได้มีระบบแจ้งเหตุฉุกเฉิน สร้างช่องทางร้องทุกข์ที่เป็นความลับและรวดเร็ว ดูแลสุขภาพจิตของนักเรียนและครูเชิงรุก และปลูกฝังจิตสำนึกความปลอดภัยให้เป็นวัฒนธรรมองค์กร</p> <p> 4) การประเมินแนวทางพบว่ามีความเหมาะสมและมีความเป็นไปได้อยู่ในระดับ มากที่สุด</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10867
การพัฒนาภาวะผู้นำตามหลักพุทธธรรมของผู้อำนวยการโรงเรียน พระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา: กรณีศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาในจังหวัดอุบลราชธานี
2026-05-07T22:00:11+07:00
พระครูโพธิพัชโรบล (ฉัตรชัย อภัย)
thatpong.tho@mcu.ac.th
พระมหาประยูร ติกฺขปญฺโญ
thatpong.tho@mcu.ac.th
บรรยวัสถ์ ฝางคำ
thatpong.tho@mcu.ac.th
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพภาวะผู้นำตามหลักพุทธธรรมของผู้อำนวยการโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาในจังหวัดอุบลราชธานี (2) วิธีการพัฒนาภาวะผู้นำตามหลักพุทธธรรมของผู้อำนวยการโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา และ (3) ประเมินความพึงพอใจต่อการพัฒนาภาวะผู้นำตามหลักพุทธธรรมของผู้อำนวยการโรงเรียนดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างจำนวน 238 รูป/คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างผู้บริหารที่มีภาวะผู้นำโดดเด่น จำนวน 5 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การพัฒนาภาวะผู้นำดำเนินการผ่านโครงการอบรมผู้อำนวยการโรงเรียนพระปริยัติธรรม จำนวน 26 โรงเรียน โดยประเมินผลจากการทดสอบก่อนเรียน–หลังเรียน และการประเมินความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมโครงการ ผลการววิจัยพบว่า ๑) สภาพภาวะผู้นำตามหลักพุทธธรรมของผู้อำนวยการโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาภาพรวมอยู่ในระดับมากทุกด้าน ส่วนในรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือการบริหารคนและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล รองลงมาตามลำดับคือ คุณธรรมและความซื่อตรงของผู้นำ การทำงานที่มุ่งความสำเร็จ มีจิตสำนึกต่อส่วนรวม การใช้ปัญญาในการคิดย่างมีเหตผลและการพัฒนาตนเองในการสร้างความก้าวหน้าในอาชีพ 2) วิธีการพัฒนาพบว่า หลังการอบรมผู้อำนวยการโรงเรียนที่ร่วมโครงการมีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ผลการประเมินความพึงพอใจในภาพรวม อยู่ในระดับมาก ทั้งด้านเนื้อหาหลักสูตร กระบวนการและกิจกรรม ความพึงพอใจภาพรวม และประโยชน์ในการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10358
รางระนาดเอกสกุลช่างเจ๊กฮุยของวังบางคอแหลม
2026-02-16T12:35:12+07:00
ถาวร ศรีผ่อง
thaworn.sri@cds.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพัฒนาการทางประวัติศาสตร์และบริบททางวัฒนธรรมของรางระนาดเอกสกุลช่างเจ๊กฮุยของวังบางคอแหลม 2) วิเคราะห์กระสวนและองค์ประกอบเชิงโครงสร้างของรางระนาดเอก และ 3) สังเคราะห์อัตลักษณ์เชิงช่างและคุณค่าภูมิปัญญาด้านการสร้างเครื่องดนตรีไทย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยศึกษาจากเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และการเก็บข้อมูลภาคสนามด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีไทยและสกุลช่างเจ๊กฮุย จำนวน 3 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและการสังเคราะห์เชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) รางระนาดเอกสกุลช่างเจ๊กฮุยของวังบางคอแหลมมีพัฒนาการสัมพันธ์กับบริบทวัฒนธรรมดนตรีไทยในราชสำนักสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และสะท้อนคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมของชนชั้นนำไทยในอดีต 2) กระสวนและองค์ประกอบเชิงโครงสร้างของรางระนาดเอกมีลักษณะเฉพาะทางช่าง ได้แก่ ตัวรางมีรูปทรงอ่อนช้อยได้สัดส่วน ใบโขนมีส่วนเว้าโค้งประณีต การฝังคิ้วเดินเส้นด้วยไม้ดำดงและไม้โมกมันมีความแนบสนิทกับเนื้อไม้ เท้าระนาดเป็นลวดลายฐานสิงห์แบบพานแว่นฟ้า และตะขอแขวนผืนระนาดทำด้วยโลหะเงิน และ 3) อัตลักษณ์เชิงช่างของรางระนาดเอกสกุลช่างเจ๊กฮุยสะท้อนภูมิปัญญาช่างไทยด้านงานไม้ ศิลปกรรม และสุนทรียศาสตร์ทางดนตรี โดยกระสวนดังกล่าวได้กลายเป็นต้นแบบสำคัญของการพัฒนารูปแบบรางระนาดเอกในยุคต่อมา อันนำไปสู่การอนุรักษ์และต่อยอดองค์ความรู้งานช่างเครื่องดนตรีไทยร่วมสมัยอย่างมีคุณค่าเชิงวัฒนธรรมและเชิงวิชาการ</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/11187
การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บริบทเป็นฐานร่วมกับโปรแกรม GeoGebra เพื่อส่งเสริมความสามารถในการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
2026-05-05T19:03:33+07:00
สุธีรพงษ์ จันทร์เต็ม
min.sutee@gmail.com
เอื้อมพร หลินเจริญ
aumpornli@nu.ac.th
<p> การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บริบทเป็นฐานร่วมกับโปรแกรม GeoGebra เพื่อส่งเสริมความสามารถในการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) เปรียบเทียบความสามารถในการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ก่อนและหลังเรียน 3) เปรียบเทียบความสามารถในการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์หลังเรียน กับเกณฑ์ร้อยละ 75 4) เพื่อศึกษาผลการเรียนรู้และพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน 5) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บริบทเป็นฐานร่วมกับโปรแกรม GeoGebra ดำเนินการวิจัยด้วยกระบวนการวิจัยและการพัฒนา กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนบ้านวังขวัญ จังหวัดพิษณุโลก จำนวน 10 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ กิจกรรมและคู่มือการใช้กิจกรรมการเรียนรู้ แบบวัดความสามารถในการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีแบบกลุ่มเดียว (one sample t-test) การทดสอบทีแบบอิสระ (t – test Dependent) และการวิเคราะห์เนื้อหา (content analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1) กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บริบทเป็นฐานร่วมกับโปรแกรม GeoGebra เพื่อส่งเสริมความสามารถในการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 78.06/77.78 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด 75/75 2) นักเรียนมีความสามารถในการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) นักเรียนมีความสามารถในการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) นักเรียนแสดงออกถึงความสามารถในการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ครบทั้ง 3 ด้าน 5) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บริบทเป็นฐานร่วมกับโปรแกรม GeoGebra อยู่ในระดับมากที่สุด</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10887
การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษแบบร่วมมือ ร่วมกับบัตรคำศัพท์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
2026-04-07T18:09:14+07:00
จนิสตา ทองสตา
mmay.mei2001@gmail.com
ปาริชาติ ประเสริฐสังข์
parichart.p@reru.ac.th
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษแบบร่วมมือ ร่วมกับบัตรคำศัพท์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนและหลังเรียน โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษแบบร่วมมือ ร่วมกับบัตรคำศัพท์ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษแบบร่วมมือ ร่วมกับบัตรคำศัพท์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลทองสตา อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 30 คน ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษแบบร่วมมือ ร่วมกับบัตรคำศัพท์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 5 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ด้านคำศัพท์ภาษาอังกฤษ เป็นแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษแบบร่วมมือ ร่วมกับบัตรคำศัพท์ จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบค่าที (Paired Sample t-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ประสิทธิภาพของการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษแบบร่วมมือ ร่วมกับบัตรคำศัพท์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ เท่ากับ 82.40/79.00 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษแบบร่วมมือ ร่วมกับบัตรคำศัพท์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 อยู่ในระดับมาก</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/11048
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดี เรื่อง รามเกียรติ์ ตอน ศึกไมยราพ โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เสริมด้วยการใช้บอร์ดเกมสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
2026-05-13T15:10:27+07:00
เหมันต์วรรษา บุญหาญ
hemanwassa7808@gmail.com
สุทธิดา จันทร์ดวง
Hemanwassa7808@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้วรรณคดี เรื่องรามเกียรติ์ ตอน ศึกไมยราพ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เสริมด้วยการใช้บอร์ดเกม 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย<br>ครั้งนี้ ได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านถิ่น ศูนย์เครือข่ายพัฒนาคุณภาพโนนสัง 5 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองบัวลำภู เขต 1 ที่กำลังศึกษาอยู่่ในภาคเรียนที่ 2 <br>ปีการศึกษา 2568 จำนวน 12 คน ใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย <br>1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เสริมด้วยบอร์ดเกม 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ การหาค่าประสิทธิภาพ E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub> สถิติ Paired Samples t-test และค่าขนาดอิทธิพลของ Hedges’ g</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) แผนการจัดการเรียนรู้วรรณคดี เรื่อง รามเกียรติ์ ตอน ศึกไมยราพ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เสริมด้วยการใช้บอร์ดเกม มีประสิทธิภาพเท่ากับ 86.39/85.28 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เสริมด้วยการใช้บอร์ดเกม สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีค่าขนาดอิทธิพลของ Hedges’ g เป็น 3.89 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เสริมด้วยการใช้บอร์ดเกมอยู่ในระดับมาก</p> <p> โดยสรุปการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เสริมด้วยการใช้บอร์ดเกม เป็นแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีและสร้างความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักเรียนระดับประถมศึกษา</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/11181
การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้ GPAS 5 Steps ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
2026-05-05T18:57:45+07:00
มนสิช คงยุทธ์
monsitk67@nu.ac.th
เอื้อมพร หลินเจริญ
Monsitk67@nu.ac.th
<p> การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) สร้างและหาประสิทธิภาพของกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้ GPAS 5 Steps ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด ให้ได้ตามเกณฑ์ 75/75 2) ศึกษาผลการใช้กิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้ GPAS 5 Steps ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด และ 3) ศึกษา ความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการเรียน โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ GPAS 5 Steps ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด ดำเนินการตามกระบวนการวิจัยและพัฒนา 3 ขั้นตอน ตามจุดมุ่งหมาย ของการวิจัย กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 45 คน ซึ่งได้มาโดย การเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ 1) กิจกรรมการเรียนรู้จำนวน 4 แผน การจัดการเรียนรู้ตามเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 2) แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหา ทางวิทยาศาสตร์ 3) แบบบันทึกภาคสนาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ประสิทธิภาพ E1/E2 สถิติการทดสอบทีแบบกลุ่มเดียว และแบบสองกลุ่มไม่เป็นอิสระ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) กิจกรรมการเรียนรู้มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด ( = 4.78, <em>S.D.</em>= 0.12) มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์เท่ากับ 77.08/75.46 2) ผลการใช้กิจกรรมการเรียนรู้ พบว่า นักเรียนมีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 ซึ่งสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีพัฒนาการด้านการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์สูงขึ้นตามลำดับ โดยเมื่อสิ้นสุดกิจกรรมสามารถปฏิบัติได้ครบถ้วนและสมเหตุสมผลในทุกขั้นตอน ได้แก่ การตั้งปัญหา การวิเคราะห์ปัญหา การเสนอวิธีการแก้ปัญหา และการตรวจสอบผลลัพธ์ 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.29, <em>S.D.</em> = 0.60)</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/11255
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารในยุควิถีใหม่กับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในโรงเรียนกลุ่มเครือข่ายภูกระจาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4
2026-05-14T12:03:24+07:00
สุปรียาณ์ ยอดศรี
supreeya.buasod@gmail.com
เจริญวิชญ์ สมพงษ์ธรรม
supreeya.buasod@gmail.com
มัธยม เรืองแสน
supreeya.buasod@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารในยุควิถีใหม่ 2. ศึกษาการพัฒนาคุณภาพการศึกษา และ 3. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารในยุควิถีใหม่กับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในโรงเรียนกลุ่มเครือข่ายภูกระจาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน ปีการศึกษา 2568 จำนวน 150 คน จำแนกเป็นผู้บริหารสถานศึกษา 20 คน และครูผู้สอน 130 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม จำนวน 40 ข้อ ประกอบด้วย 1) แบบสอบถามภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารในยุควิถีใหม่ มีค่า IOC เท่ากับ 1.00 ค่าอำนาจจำแนก ระหว่าง .475-.847 และค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ <strong>.</strong>95 และ 2) แบบสอบถามการพัฒนาคุณภาพการศึกษา มีค่า IOC เท่ากับ 1.00 ค่าอำนาจจำแนก ระหว่าง <strong>.</strong>463-.861 และค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ <strong>.</strong>94 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารในยุควิถีใหม่ โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) การพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก และ 3. ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารในยุควิถีใหม่ มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการพัฒนาคุณภาพการศึกษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ<strong> .</strong>01 อยู่ในระดับมาก</p> <p><strong> </strong></p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารในยุควิถีใหม่<strong>, </strong>การพัฒนาคุณภาพการศึกษา</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10982
แนวทางการพัฒนาการดำเนินงานวิชาการโดยใช้การบริหารแบบมีส่วนร่วมสำหรับสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 1
2026-04-22T10:45:55+07:00
อภิญญา พลยืน
m.apinya286@gmail.com
สุวัฒน์ จุลสุวรรณ์
suwat.29012505@gmail.com
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการดำเนินงานวิชาการ และเพื่อพัฒนาแนวทางการดำเนินงานวิชาการโดยใช้การบริหารแบบมีส่วนร่วมสำหรับสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 1 การดำเนินการวิจัยมี 2 ระยะ ได้แก่ 1) การศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการดำเนินงานวิชาการสำหรับสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารและครู จำนวน 320 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 2) การพัฒนาแนวทางการดำเนินงานวิชาการโดยใช้การบริหารแบบมีส่วนร่วมสำหรับสถานศึกษา กลุ่มผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้บริหารและครูหัวหน้างานวิชาการในสถานศึกษาที่มีแนวปฏิบัติที่ดีเยี่ยม (Best Practice) จำนวน 3 แห่ง และผู้ทรงคุณวุฒิประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทาง จำนวน 5 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์และแบบประเมินแนวทาง สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการดำเนินงานวิชาการสำหรับสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 1 พบว่า สภาพปัจจุบันของการดำเนินงานวิชาการสำหรับสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง สภาพที่พึ่งประสงค์ของการดำเนินงานวิชาการสำหรับสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เรียงลำดับความต้องการจำเป็นจากมากไปน้อย ได้แก่ การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ การวัดผลประเมินผล และการเทียบโอนผลการเรียน การนิเทศภายในสถานศึกษา และการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา 2. แนวทางการดำเนินงานวิชาการโดยใช้การบริหารแบบมีส่วนร่วมสำหรับสถานศึกษา ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ 23 แนวทาง โดยผลการประเมินของผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่า มีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ อยู่ในระดับมากที่สุด</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/11286
การบริหารจัดการศึกษาระดับปฐมวัยในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 ตามหลักสังคหวัตถุ 4
2026-05-14T12:48:44+07:00
ต้องรัก พุฒศรี
Thongrakphootsree@gmail.com
วรกฤต เถื่อนช้าง
thongrakphootsree@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพการจัดการบริหารศึกษาระดับปฐมวัยในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 (2) เสนอแนวทางการจัดการบริหารศึกษาระดับปฐมวัยในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 ตามหลักสังคหวัตถุ 4 การวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 จำนวน 291 คน ซึ่งกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของของเครจซี่และมอร์แกน (Krejcie & Morgan, 1970) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้องของข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ เท่ากับ 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม โดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.970 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 รูป/คน โดยใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึก และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong></p> <ol> <li class="show">สภาพการจัดการบริหารศึกษาระดับปฐมวัยในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (X̄ = 4.61, S.D. = 0.54) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการประเมินพัฒนาการ อยู่ในระดับมากที่สุด (X̄ = 4.68, S.D. = 0.50) รองลงมา คือ ด้านการจัดประสบการณ์ อยู่ในระดับมากที่สุด (X̄ = 4.64, S.D. = 0.52) รองลงมา คือ ด้านการจัดสภาพแวดล้อม สื่อและแหล่งเรียนรู้ อยู่ในระดับมากที่สุด (X̄ = 4.61, S.D. = 0.53) รองลงมา คือ ด้านการเขียนแผนการจัดประสบการณ์ อยู่ในระดับมากที่สุด (X̄ = 4.58, S.D. = 0.55) ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย อยู่ในระดับมากที่สุด (X̄ = 4.52, S.D. = 0.58)</li> <li class="show">แนวทางการบริหารการศึกษาระดับปฐมวัยในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 ตามหลักสังคหวัตถุ 4 พบว่า 1) ด้านการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย ผู้บริหารควรเปิดโอกาสให้ครูมีส่วนร่วมในการพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับบริบทและพัฒนาการของเด็ก 2) ด้านการเขียนแผนการจัดประสบการณ์ ผู้บริหารควรนิเทศ ติดตาม และให้คำแนะนำอย่างต่อเนื่องตามหลักสังคหวัตถุ 4 3) ด้านการจัดประสบการณ์ ผู้บริหารควรส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ผ่านการเล่นและการลงมือปฏิบัติจริง 4) ด้านการจัดสภาพแวดล้อม สื่อ และแหล่งเรียนรู้ ผู้บริหารควรสนับสนุนให้มีความปลอดภัย เหมาะสม และเอื้อต่อการเรียนรู้ และ 5) ด้านการประเมินพัฒนาการ ผู้บริหารควรส่งเสริมการนำผลการประเมินมาใช้ในการพัฒนาเด็กและยกระดับคุณภาพการศึกษาปฐมวัยอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยยึดหลักสังคหวัตถุ 4 เป็นแนวทางสำคัญในการบริหารจัดการศึกษา</li> </ol>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/11028
การพัฒนาทักษะการพูดภาษาเกาหลี โดยใช้เทคนิคเกมิฟิเคชัน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
2026-04-29T22:48:46+07:00
ทิพากร ภารกุล
thipakorn@cba.ac.th
ปาริชาติ ประเสริฐสังข์
parichart.p@reru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาทักษะการพูดภาษาเกาหลีโดยใช้เทคนิคเกมิฟิเคชัน และ 2) ศึกษาแรงจูงใจในการเรียนรู้ของนักเรียนผ่านกระบวนการสะท้อนผล โดยกำหนดเกณฑ์การผ่านที่ร้อยละ 75 ของคะแนนเต็ม กลุ่มเป้าหมายคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนจันทรุเบกษาอนุสรณ์ จำนวน 37 คน ซึ่งเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคเกมิฟิเคชันที่มีองค์ประกอบของระบบแต้มสะสมและกระดานผู้นำ 2) แบบประเมินทักษะการพูดภาษาเกาหลี และ 3) แบบสัมภาษณ์นักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัย มีดังนี้ วัตถุประสงค์ที่ 1 ด้านการพัฒนาทักษะการพูดภาษาเกาหลี พบว่ากระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (PAOR) ทั้ง 3 วงรอบ ส่งผลให้นักเรียนมีพัฒนาการด้านทักษะการพูดภาษาเกาหลีดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยวงรอบที่ 1 ใช้กลไกการสะสมแสตมป์เพื่อสร้างแรงจูงใจ มีนักเรียนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 56.76 วงรอบที่ 2 ปรับปรุงกิจกรรมด้วยการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน มีนักเรียนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 91.89 และวงรอบที่ 3 ยกระดับสู่กระบวนการใช้เพื่อนช่วยสอนเพื่อแก้ข้อบกพร่องเฉพาะจุด มีนักเรียนผ่านเกณฑ์ครบทุกคน คิดเป็นร้อยละ 100 วัตถุประสงค์ที่ 2 ด้านแรงจูงใจในการเรียนรู้ ผลการสัมภาษณ์นักเรียนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ในแต่ละวงรอบ ได้แก่ วงรอบที่ 1 จำนวน 16 คน และวงรอบที่ 2 จำนวน 3 คน สะท้อนให้เห็นว่าเทคนิคเกมิฟิเคชันสามารถลดความวิตกกังวลและความประหม่าในการสื่อสาร สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่สนุกสนาน และเสริมสร้างความเชื่อมั่นในตนเองจนนักเรียนสามารถสื่อสารภาษาเกาหลีได้อย่างเป็นธรรมชาติ</p> <p> </p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/11150
การศึกษาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา ตามหลักอิทธิบาท 4 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 2
2026-05-05T18:37:27+07:00
พิมพ์พิสุทธิ์ มูลรอด
pim0872065348@gmail.com
ธานี เกสทอง
pim0872065348@gmail.com
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา ตามหลักอิทธิบาท 4 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 2 และเพื่อเปรียบเทียบภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา ตามหลักอิทธิบาท 4 จำแนกตาม เพศ อายุ ระดับการศึกษา การผ่านการอบรมเกี่ยวกับผู้นำทางการศึกษาและประสบการณ์ทำงาน โดยศึกษากลุ่มตัวอย่าง ครู จำนวน 297 คน เครื่องมือที่ใช้ในครั้งนี้ได้แก่ แบบสอบถามการศึกษาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา ตามหลักอิทธิบาท 4 เป็นแบบประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าความ เชื่อมั่นอยู่ที่ 0.93 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (T-test) และ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA : F-test<u>)</u></p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา ตามหลักอิทธิบาท 4 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.44, S.D. = 0.42) และทุกด้านอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน คือ ด้านการนิเทศการสอน พบว่า ด้านที่มีระดับสูงสุด รองลงมา คือ ด้านวิสัยทัศน์ พันธกิจ ด้านการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ และด้านที่มีระดับต่ำสุด คือ ด้านการบริหารหลักสูตรและการสอน 2) การเปรียบเทียบ พบว่าครูที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน และการผ่านการอบรมเกี่ยวกับผู้นำทางการศึกษา มีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา ตามหลักอิทธิบาท 4 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์เขต 2 ในภาพรวม แตกต่างกัน ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕ </p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10807
การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน (PjBL) เพื่อยกระดับความสามารถในการคิดแก้ปัญหาทางเคมี และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
2026-03-30T16:46:34+07:00
อภิสิทธิ์ รอดพูล
apisitrodpool@gmail.com
ปาริชาติ ประเสริฐสังข์
Surachaiartkla@reru.ac.th
ธวัชชัย เหล่าสงคราม
Surachaiartkla@reru.ac.th
ฤทธิ์ชาติ อาจกล้า
Surachaiartkla@reru.ac.th
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและประเมินประสิทธิภาพของกิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน (Project-Based Learning: PjBL) เรื่อง เคมีกับการแก้ปัญหา ให้เป็นไปตามเกณฑ์ 75/75 2) เปรียบเทียบความสามารถในการคิดแก้ปัญหาทางเคมีของนักเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 75 และ 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 75 การวิจัยใช้รูปแบบการทดลองแบบกลุ่มเดียวทดสอบหลังเรียน (One-Group Posttest-Only Design) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 19 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน 2) แบบวัดความสามารถในการคิดแก้ปัญหาทางเคมี มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.70 และ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.82 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างเดียว</p> <p><strong> </strong></p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) กิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานมีประสิทธิภาพเท่ากับ 87.58/79.82 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 75/75 ที่กำหนดไว้ 2) นักเรียนมีความสามารถในการคิดแก้ปัญหาทางเคมีเฉลี่ยสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 เล็กน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนด พบว่าไม่แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/11221
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารสถานศึกษากลุ่มโรงเรียนบึงระนาม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4
2026-05-11T14:04:03+07:00
นิรัชดา เหลาสิงห์
niratchadalaosingdao@gmail.com
สุรางคนา มัณยานนท์
niratchadalaosingdao@gmail.com
มัธยม เรืองแสง
niratchadalaosingdao@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาการบริหารสถานศึกษา และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำยุคดิจิทัลกับการบริหารสถานศึกษา กลุ่มโรงเรียนบึงระนาม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา<br />ศรีสะเกษ เขต 4 กลุ่มตัวอย่างคือครู จำนวน 123 คน กำหนดขนาดโดยใช้ตารางของ <br />Krejcie and Morgan (1970) เครื่องมือเป็นแบบสอบถาม 2 ตอน รวม 40 ข้อ แบ่งเป็น แบบสอบถามเกี่ยวกับภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 20 ข้อ มีค่า<br /> IOC=1.00 ทุกข้อ มีค่าอำนาจจำแนกรายข้ออยู่ระหว่าง .470–.795 มีค่าความเชื่อมั่น .93 และแบบสอบถามเกี่ยวกับการบริหารสถานศึกษา จำนวน 20 ข้อ มีค่า IOC = 1.00 ทุกข้อ มีค่าอำนาจจำแนกรายข้ออยู่ระหว่าง .507–.886 มีค่าความเชื่อมั่น .95 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ภาวะผู้นำยุคดิจิทัลและการบริหารสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก และมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับมากอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> ภาวะผู้นำยุคดิจิทัล การบริหารสถานศึกษา กลุ่มโรงเรียนบึงระนาม</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/11240
ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารจัดการความรู้ของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษายุคดิจิทัลของโรงเรียนกลุ่มเครือข่ายพนมดงรัก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4
2026-05-14T11:44:03+07:00
ชญานิศา บงค์บุตร
chayanisa1984kuk@gmail.com
เจริญวิชญ์ สมพงษ์ธรรม
chayanisa1984kuk@gmail.com
พฤฒิณี นนท์ตุลา
chayanisa1984kuk@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาการบริหารจัดการความรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา 2. ศึกษาประสิทธิผลการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษายุคดิจิทัล และ 3. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารจัดการความรู้ของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษายุคดิจิทัล ของโรงเรียนกลุ่มเครือข่ายพนมดงรัก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน ปีการศึกษา 2568 จำนวน 168 คน จำแนกเป็นผู้บริหารสถานศึกษา 24 คน และครูผู้สอน 144 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม 40 ข้อ ได้แก่ 1. แบบสอบถามการบริหารจัดการความรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา 20 ข้อ มีค่า <strong>IOC </strong>1.00 ค่าอำนาจจำแนก .475-.769 และค่าความเชื่อมั่น .93 และ 2. แบบสอบถามประสิทธิผลการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษายุคดิจิทัล 20 ข้อ มีค่า <strong>IOC </strong>1.00 ค่าอำนาจจำแนก .517-.786 และค่าความเชื่อมั่น .94 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารจัดการความรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) ประสิทธิผลการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษายุคดิจิทัล โดยรวมอยู่ในระดับมาก และ 3) การบริหารจัดการความรู้ของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวกกับประสิทธิผลการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษายุคดิจิทัล อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 อยู่ในระดับปานกลาง</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> การบริหารจัดการความรู้<strong>, </strong>การประกันคุณภาพภายในสถานศึกษายุคดิจิทัล</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/11260
ความสัมพันธ์ระหว่างทักษะภาวะผู้นำแห่งอนาคตของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารวิชาการของโรงเรียนในสหวิทยาเขตหลักเมือง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ ยโสธร
2026-05-14T12:17:52+07:00
ศุภชัย พินทะปะกัง
supachaipimtapathang@gmail.com
สุรางคนา มัณยานนท์
supachaipimtapathang@gmail.com
กฤติกรณ์ ศรีโสภา
supachaipimtapathang@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาทักษะภาวะผู้นำแห่งอนาคตของผู้บริหารสถานศึกษา 2. ศึกษาการบริหารวิชาการของโรงเรียน และ 3. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างทักษะภาวะผู้นำแห่งอนาคตของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารวิชาการของโรงเรียนในสหวิทยาเขตหลักเมือง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ ยโสธร กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอน ปีการศึกษา 2568 จำนวน 145 คน กำหนดจากตาราง Krejcie and Morgan (1970) เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถาม 2 ฉบับ รวม 40 ข้อ ได้แก่ 1) แบบสอบถามทักษะภาวะผู้นำแห่งอนาคต จำนวน 20 ข้อ มีค่า IOC เท่ากับ 1.00 ค่าอำนาจจำแนก <br />.470-.795 และค่าความเชื่อมั่น .93 และ 2) แบบสอบถามการบริหารวิชาการ จำนวน 20 ข้อ มีค่า IOC เท่ากับ 1.00 ค่าอำนาจจำแนก .507-.886 และค่าความเชื่อมั่น .95 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ทักษะภาวะผู้นำแห่งอนาคตของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.47, S.D. = .375) 2) การบริหารวิชาการของโรงเรียน โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.42, S.D. = .370) และ 3) ทักษะภาวะผู้นำแห่งอนาคตของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวกกับการบริหารวิชาการของโรงเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 อยู่ในระดับมาก</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/11087
ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์เรื่อง ร่างกายของเรา และความสามารถในการคิดแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนประถมศึกษาในเครือข่ายเขตดุสิต กรุงเทพมหานคร
2026-05-05T18:00:37+07:00
กาญจ์กมล สัมฤทธิ์
2662000336@stou.ac.th
นวลจิตต์ เชาวกีรติพงศ์
nuanjid.cha@stou.ac.th
ดวงเดือน สุวรรณจินดา
Duongdearn.Suw@stou.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานกับเกณฑ์ร้อยละ 70 และ 2) เปรียบเทียบความสามารถในการคิดแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน การวิจัยนี้เป็นแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง ประชากรคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มโรงเรียนในเครือข่ายเขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา 2568 จำนวน 9 โรงเรียน รวมนักเรียน 390 คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดจันทรสโมสร ซึ่งเป็นโรงเรียนในเครือข่ายเขตดุสิต กรุงเทพมหานคร จำนวน 1 ห้องเรียน มี 27 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื่อง ร่างกายของเรา จำนวน 3 แผน 18 ชั่วโมง 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ เรื่อง ร่างกายของเรา และ 3) แบบวัดความสามารถในการคิดแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที</p> <p>ผลการวิจัยปรากฏว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานหลังเรียนต่ำกว่าเกณฑ์ ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) นักเรียนที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน มีความสามารถในการคิดแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/11283
การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมของการส่งเสริมระบบนิเวศการเรียนรู้ภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแพร่ เขต 1
2026-05-14T12:45:53+07:00
ธัญญารัตน์ สวนจันทร์
kthanyaratk@gmail.com
ธีรศักดิ์ อุปไมยอธิชัย
Kthanyaratk@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นและสภาพแวดล้อมภายในของการส่งเสริมระบบนิเวศการเรียนรู้ภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแพร่ เขต 1 2) เพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมภายนอก<br />ของการส่งเสริมระบบนิเวศการเรียนรู้ภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่<br />การศึกษาประถมศึกษาแพร่ เขต 1 การวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน <br />(Mixed Methods Research) โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ได้แก่ ครูและผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแพร่ เขต 1 จำนวน 254 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามมีลักษณะเป็นมาตรประมาณค่า (Rating scale) 5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย <br />ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI<sub>Modified</sub>)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การศึกษาความต้องการจำเป็นและสภาพแวดล้อมภายใน<br />ของการส่งเสริมระบบนิเวศการเรียนรู้ภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแพร่ เขต 1 พบว่า ด้านเทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้มีดัชนีความต้องการจำเป็นมากที่สุด จัดเป็นจุดอ่อน จำนวน 2 ข้อ และด้านหลักสูตรและเนื้อหาการจัดการเรียนรู้ <br />มีดัชนีความต้องการจำเป็นน้อยที่สุด จัดเป็นจุดแข็ง จำนวน 4 ข้อ และ 2) ผลการศึกษาสภาพแวดล้อมภายนอกของการส่งเสริมระบบนิเวศการเรียนรู้ภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแพร่ เขต 1 พบว่ามีปัจจัยด้านโอกาส จำนวน 15 ข้อ และปัจจัยด้านอุปสรรค จำนวน 14 ข้อ</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/11147
กระบวนการสื่อสารหลักพุทธธรรมเพื่อเสริมสร้างความสุขในยุคดิจิทัลขององค์กรทางพระพุทธศาสนาในสังคมไทย
2026-04-29T22:23:05+07:00
เพ็ญศรี ปักกะสีนัง
pensri.puk@rru.ac.th
อภินันท์ จันตะนี
pensri.puk2511@gmail.com
สมเดช นามเกตุ
pensri.puk2511@gmail.com
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษานโยบายและหลักการเผยแผ่หลักพุทธธรรมในยุคดิจิทัลขององค์กรทางพระพุทธศาสนาในสังคมไทย 2. ศึกษากระบวนการสื่อสารหลักพุทธธรรมเพื่อเสริมสร้างความสุขในยุคดิจิทัลขององค์กรทางพระพุทธศาสนาในสังคมไทย และ 3. นำเสนอรูปแบบการเผยแผ่หลักพุทธธรรมเพื่อเสริมสร้างความสุขในยุคดิจิทัลขององค์กรทางพระพุทธศาสนาในสังคมไทย เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) โดยใช้วิธีการวิเคราะห์เอกสารจากองค์กรทางพระพุทธศาสนาในสังคมไทย แล้วสังเคราะห์ข้อมูลตามกรอบการวิจัย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1.นโยบายและหลักการเผยแผ่หลักพุทธธรรมมีลักษณะเป็นการเผยแผ่เชิงระบบที่ยึดพุทธธรรมเป็นฐาน และบูรณาการการบริหารจัดการ โครงสร้างองค์กร การกำกับควบคุม และเครือข่ายการสื่อสารให้สอดคล้องกับบริบทสังคมดิจิทัล องค์กรมุ่งใช้การเผยแผ่เป็นกลไกในการพัฒนาคน คุณธรรม ความรู้ และความสุขของสังคม 2. กระบวนการสื่อสารหลักพุทธธรรมเป็นกระบวนการเชิงระบบที่มีการวางแผน ออกแบบสาร และเลือกใช้กิจกรรม สื่อ เทคโนโลยี และแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างเหมาะสม พร้อมส่งเสริมการเข้าถึงและการมีส่วนร่วมของผู้รับสารอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ การเปลี่ยนแปลงทางทัศนคติและพฤติกรรม ตลอดจนความสุขเชิงพุทธจากการนำหลักธรรมไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน และ 3. รูปแบบการสื่อสารหลักพุทธธรรมเพื่อเสริมสร้างความสุขในยุคดิจิทัลขององค์กรทางพระพุทธศาสนาในสังคมไทยที่สังเคราะห์ได้คือ “PERFORMANCE MODEL” ซึ่งเป็นรูปแบบเชิงระบบภายใต้กรอบการสื่อสาร SMCR เชื่อมโยงผ่านมิติการวิเคราะห์ 11 มิติในลักษณะระบบพลวัตที่มีการป้อนกลับอย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการด้านนโยบาย องค์กร กระบวนการสื่อสาร และเทคโนโลยี เพื่อมุ่งผลลัพธ์ด้านความรู้ ความเข้าใจ และความสุขเชิงพุทธของผู้รับสาร อันเป็นทั้งองค์ความรู้ใหม่และแนวทางเชิงปฏิบัติในการพัฒนาการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืน</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/11154
การพัฒนาการคิดเชิงคณิตศาสตร์ โดยจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการศึกษาคณิตศาสตร์ที่สอดคล้องกับชีวิตจริง เรื่อง กราฟและความสัมพันธ์เชิงเส้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
2026-05-05T18:40:08+07:00
กานดามณี คำสิงห์
kandamaneek67@nu.ac.th
จักรกฤษ กลิ่นเอี่ยม
Kandamaneek67@nu.ac.th
<p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการคิดเชิงคณิตศาสตร์โดยจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการศึกษาคณิตศาสตร์ที่สอดคล้องกับชีวิตจริง เรื่อง กราฟและความสัมพันธ์เชิงเส้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2) เพื่อศึกษาผลการพัฒนาการคิดเชิงคณิตศาสตร์โดยจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการศึกษาคณิตศาสตร์ที่สอดคล้องกับชีวิตจริง เรื่อง กราฟและความสัมพันธ์เชิงเส้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนในโรงเรียนแห่งหนึ่งของอำเภอหนองไผ่จังหวัดเพชรบูรณ์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 40 คน การวิจัยนี้ใช้รูปแบบการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน 3 วงจรปฏิบัติการ เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบสะท้อนผลการจัดการเรียนรู้ ใบกิจกรรม แบบวัดความคิดเชิงคณิตศาสตร์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) แนวทางการจัดการเรียนรู้ต้องให้ความสำคัญ คือ นำเสนอสถานการณ์ในชีวิตจริงที่ใกล้ตัวนักเรียนโดยใช้บริบทในโรงเรียน เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริงเพื่อนำไปสู่การสร้างแบบจำลอง และให้นักเรียนได้แลกเปลี่ยนความคิดกันในกลุ่มย่อยเพื่อตรวจสอบความถูกต้องก่อนที่จะนำเสนอหน้าชั้นเรียน 2) นักเรียนส่วนใหญ่มีความสามารถในการคิดเชิงคณิตศาสตร์ในด้านการแก้ปัญหามากที่สุด รองลงมาคือด้านการให้เหตุผล และด้านการนำเสนอตัวแทนความคิด ตามลำดับ ซึ่งสอดคล้องกับแบบวัดการคิดเชิงคณิตศาสตร์ที่แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการโดยรวมของนักเรียน โดยเฉพาะด้านการแก้ปัญหาและด้านการให้เหตุผลที่พัฒนาได้อย่างชัดเจน ขณะที่ด้านการนำเสนอตัวแทนความคิด แม้จะมีพัฒนาการในทิศทางที่ดีขึ้น แต่ยังเป็นด้านที่ควรได้รับการส่งเสริมเพิ่มเติม</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/11207
ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารทรัพยากรมนุษย์ของผู้บริหารกับสมรรถนะดิจิทัลของครูกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาพานทอง 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาประถมชลบุรี เขต 2
2026-05-05T19:10:11+07:00
ปิยะวัฒน์ เถื่อนเทพ
piyawatth24@gmail.com
สุดารัตน์ สารสว่าง
piyawatth24@gmail.com
รัชพล วิทยานนท์
piyawatth24@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาระดับการบริหารทรัพยากรมนุษย์ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับสมรรถนะดิจิทัลของครู และ 3) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารทรัพยากรมนุษย์ของผู้บริหารสถานศึกษากับสมรรถนะดิจิทัลของครูในกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาพานทอง 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ชลบุรี เขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ ครูในกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาพานทอง 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวนทั้งหมด 289 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจากโดยใช้ตารางของ Krejcie & Morgan ได้จำนวนกลุ่มตัวอย่างจำนวน 165 คน ใช้การสุ่มแบบตัวอย่างแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็น แบบสอบถามมาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นที่ 0.91 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า (1) การบริหารทรัพยากรมนุษย์ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านการประเมินผลการปฏิบัติงานมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (2) ระดับสมรรถนะดิจิทัลของครู โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุดเช่นกัน โดยด้านคุณลักษณะด้านดิจิทัลมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (3) ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารทรัพยากรมนุษย์ของผู้บริหารสถานศึกษากับสมรรถนะดิจิทัลของครู อยู่ในระดับปานกลางถึงสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r=.0.652 , p<0.05)</p> <p> </p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/11144
การศึกษาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มสถานศึกษา สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 1
2026-05-16T20:07:19+07:00
หิรัญญา สุเมธกุล
my.hirunya@gmail.com
นเรศ สถิตยพงศ์
my.hirunya@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร<br>ศูนย์การศึกษาพิเศษ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 1 2) เปรียบเทียบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารศูนย์การศึกษาพิเศษ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 1 จำแนกตามอายุ ระดับการศึกษา และประสบการณ์การทำงาน 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารศูนย์การศึกษาพิเศษ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 1 การวิจัยครั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 ตอน ได้แก่ การวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างการวิจัยเป็นครูในศูนย์การศึกษาพิเศษ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 1 จำนวน 260 คน เครื่องมือในการเก็บข้อมูลคือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ <br>ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลเชิงอนุมาน ได้แก่ t-test และ F-test <br>และการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย จำนวน 5 คน เครื่องมือในการเก็บข้อมูลคือ<br>แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารศูนย์การศึกษาพิเศษ <br>สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 1 ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับจากค่าเฉลี่ยมากที่สุดไปน้อยที่สุด คือ ด้านบุคลิกภาพ ด้านคุณธรรม จริยธรรม ด้านการมีวิสัยทัศน์ ด้านความรู้ความสามารถ ด้านการมีมนุษยสัมพันธ์ <br>และด้านภาวะผู้นำ ตามลำดับ ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ครูที่มีอายุ ระดับการศึกษา <br>และประสบการณ์การทำงานแตกต่างกัน มีความคิดเห็นต่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารศูนย์การศึกษาพิเศษ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 1 ไม่แตกต่างกัน</p> <p>แนวทางในการพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารศูนย์การศึกษาพิเศษ <br>สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 1 มีจำนวน 6 ด้าน ได้แก่ ด้านความรู้ความสามารถ ภาวะผู้นำ ด้านการมีมนุษยสัมพันธ์ ด้านบุคลิกภาพ ด้านคุณธรรม จริยธรรม และด้านการมีวิสัยทัศน์</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/11217
การศึกษาการสร้างทีมงานในการบริหารงานวิชาการสำหรับผู้บริหารสถานศึกษากลุ่ม CEO บูรพาโนนคูณ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต1
2026-05-11T14:11:50+07:00
กาญจนา ไชยภักดิ์
kanchana2447@gmail.com
เจริญวิชญ์ สมพงษ์ธรรม
kanchana2447@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการสร้างทีมงานในการบริหารงานวิชาการสำหรับผู้บริหารสถานศึกษากลุ่ม CEO บูรพาโนนคูณ และ 2) ศึกษาข้อเสนอการพัฒนาการสร้างทีมงานในการบริหารงานวิชาการสำหรับผู้บริหารสถานศึกษากลุ่ม CEO บูรพาโนนคูณ ใช้กลุ่มตัวอย่าง 123คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง .67 – 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .95 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าเฉลี่ยและการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพและหาความถี่</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li class="show">การสร้างทีมงานในการบริหารงานวิชาการสำหรับผู้บริหารสถานศึกษากลุ่ม CEO บูรพาโนนคูณ โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับดีมาก</li> <li class="show">ข้อเสนอการพัฒนาการสร้างทีมงานในการบริหารงานวิชาการสำหรับผู้บริหารสถานศึกษา ประกอบด้วย 6 ด้าน มีดังนี้ 1) ด้านการสร้างทีมงานในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ควรเลือกบุคลากรที่มีความเหมาะสมกับงานที่ได้รับ 2) ด้านการสร้างทีมงานในการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ควรวิเคราะห์ปัญหาร่วมกันเพื่อออกแบบกระบวนการเรียนรู้โดยนำกระบวนการ PDCA 3) ด้านการสร้างทีมงานในการวัดและประเมินผล ควรจัดอบรมให้บุคลากรเกิดความรู้ 4) ด้านการสร้างทีมงานในการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา ควรต้องมีกระบวนการตัดสินใจเป็นลำดับขั้นตอน 5) ด้านการสร้างทีมงานในการนิเทศการสอน ควรประชุมสะท้อนผลเพื่อแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีร่วมกัน และ 6) ด้านการสร้างทีมงานในการพัฒนาและใช้สื่อเทคโนโลยีทางการศึกษา ควรจัดสรรทรัพยากรเพียงพอและเหมาะสม</li> </ol>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10935
การพัฒนาความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์วรรณคดี และความคิดสร้างสรรค์ จากวรรณคดีไทย เรื่องนิราศภูเขาทอง ผ่านการเรียนรู้แบบ 4MAT ร่วมกับแบบฝึกทักษะตามรอยนิราศภูเขาทอง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
2026-04-20T14:00:05+07:00
นุชนาถ คำบัง
nutchanatk67@nu.ac.th
อ้อมธจิต แป้นศรี
nutchanatk67@nu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและหาประสิทธิภาพของการเรียนรู้แบบ 4MAT ร่วมกับแบบฝึกทักษะตามรอยนิราศภูเขาทอง ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบความสามารถด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์ก่อนเรียนและหลังเรียน 3) เปรียบเทียบความสามารถด้านความคิดสร้างสรรค์ก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนทุ่งเสลี่ยมชนูปถัมภ์ จำนวน 37 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ 4MAT ร่วมกับแบบฝึกทักษะ 2) แบบฝึกทักษะตามรอยนิราศภูเขาทอง 3) แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์วรรณคดี 4) แบบวัดความสามารถด้านความคิดสร้างสรรค์จากวรรณคดี สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบ t-test</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) ผลการสร้างและประสิทธิภาพของการเรียนรู้แบบ 4MAT ร่วมกับแบบฝึกทักษะตามรอยนิราศภูเขาทอง มีค่าประสิทธิภาพ (E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub>) เท่ากับ 84.79/85.06 2) ผลการเปรียบเทียบความสามารถด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ผลการเปรียบเทียบความสามารถด้านความคิดสร้างสรรค์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้แบบ 4MAT ร่วมกับแบบฝึกทักษะเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพ ในการพัฒนาทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์และความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน และสามารถนำไปใช้ในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ การพัฒนาหลักสูตร และการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นทักษะในศตวรรษที่ 21</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/11443
ศึกษาแนวทางการพัฒนาวัดด้วยหลักภาวนา 4 ของคณะสงฆ์ อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย
2026-05-26T12:54:18+07:00
พระมหาชานน อกิญฺจโน (พันพิมพ์)
6702205009@mcu.ac.th
พระภาวนาวัชรมุนี
6702205009@mcu.ac.th
พระมหาไพฑูรย์ สิริธมฺโม
6702205009@mcu.ac.th
<p> การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษารูปแบบการพัฒนาวัดและหลักภาวนา 4 ในพระพุทธศาสนา (2) ศึกษาสภาพปัจจุบันของการพัฒนาวัดด้วยหลักภาวนา 4 ของคณะสงฆ์อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย และ (3) เสนอแนวทางการพัฒนาวัดด้วยหลักภาวนา 4 ของคณะสงฆ์อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 22 รูป/คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีพรรณนาความ<br> ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการพัฒนาวัดในบริบทพระพุทธศาสนาไทยประกอบด้วย 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาเชิงกายภาพ การพัฒนาเชิงสังคมและบทบาทหน้าที่ และการพัฒนาเชิงจิตวิญญาณและคุณธรรม โดยควรดำเนินการในลักษณะบูรณาการอย่างสมดุล ขณะที่หลักภาวนา 4 ประกอบด้วย กายภาวนา ศีลภาวนา จิตตภาวนา และปัญญาภาวนา ซึ่งเป็นกระบวนการพัฒนามนุษย์อย่างเป็นระบบจากพฤติกรรมภายนอกสู่การพัฒนาปัญญา สามารถประยุกต์ใช้เป็นกรอบแนวคิดในการพัฒนาองค์กรสงฆ์ได้อย่างเหมาะสม<br> สภาพปัจจุบันของการพัฒนาวัดด้วยหลักภาวนา 4 พบว่า วัดส่วนใหญ่มีการดำเนินกิจกรรมที่สอดคล้องกับหลักภาวนา 4 อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะด้านจิตตภาวนาและศีลภาวนา ผ่านกิจกรรมปฏิบัติธรรม การรักษาพระธรรมวินัย การจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม การอบรมคุณธรรมแก่เยาวชน การเป็นศูนย์กลางกิจกรรมของชุมชน และการดูแลสิ่งแวดล้อมภายในวัด อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานยังขาดกรอบยุทธศาสตร์ร่วมในระดับอำเภอ<br> แนวทางการพัฒนาวัดด้วยหลักภาวนา 4 เสนอให้ใช้เป็นกรอบยุทธศาสตร์ในการพัฒนาด้านการปฏิบัติธรรม การศึกษา สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเสริมสร้างวินัย คุณธรรม การพัฒนาจิตใจ การคิดวิเคราะห์ ความร่วมมือของชุมชน และการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เพื่อเสริมสร้างความสามัคคี ความมั่นคง และความยั่งยืนของวัดในระยะยาว</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10288
ETHICAL CHALLENGES AND COUNTERMEASURES IN ARTIFICIAL INTELLIGENCE EDUCATION APPLICATION AT SOUTHWEST JIAOTONG UNIVERSITY HOPE COLLEGE
2026-02-16T12:44:39+07:00
Jing Sun
tosaporn.mah@krirk.ac.th
Sujin Butdisuwan
tosaporn.mah@krirk.ac.th
Kasinee Sokhuma
tosaporn.mah@krirk.ac.th
<p>The research committee examined the issues raised for study concerning artificial intelligence, technology, tool integration, and the emergence of new ecosystems—even though these enhance efficiency in education. Research Methodology The research population comprised administrative staff from the Hope College of Southwest Jiaotong University. This study employed a mixed-methods approach (quantitative + qualitative research), utilizing quantitative data to understand overall trends, and qualitative data to gain detailed insights. The Taro Yamane formula was used to calculate the sample size for a limited population as follows: n = N/(1 + Ne²). The sample size for administrative personnel = 150/(1 + 150 × 0.1²) = 60. The study's findings provide guidelines for ethical management that can be replicated by private universities with limited resources and funding. Moreover, the findings call on provincial authorities to issue supervisory manuals in the form of a menu and allocate emergency budgets. According to the statistical values, the frequency of data security audits was 1.108, the coverage rate of AI ethics training was 1.127, and the algorithmic bias review was 1. 055.Conclusion: The implementation aims to create an integrated three-dimensional external support system and jointly safeguard a smooth and stable transition to digital intelligence transformation for applied universities.</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10410
AN IMPACT OF JOB SEARCH BEHAVIOR ON EMPLOYABILITY OF GRADUATES FROM HOPE COLLEGE OF SOUTHWEST JIAOTONG UNIVERSITY
2026-02-19T10:48:54+07:00
Bo Li
Tosaporn.mah@krirk.ac.th
Sujin Butdisuwan
Tosaporn.mah@krirk.ac.th
Kasinee Sokhuma
Tosaporn.mah@krirk.ac.th
<p><strong>Research Objective</strong>: To study the current job-seeking behavior and work ability of graduates from Hope College, Southwest Jiao Tong University, and to analyze the impact of job-seeking behavior dimensions on graduates' work ability. <strong>Research</strong> <strong>Methodology</strong>: Based on the parameters of this study, Hope College, Southwest Jiao Tong University, has 9,832 graduates expected to graduate in 2025, and using a significance level (α) of 0.05, the required sample size is estimated to be approximately 384 Quantitive research. <strong>Results</strong>: Networking or utilizing digital platforms with industry partners is recommended to enhance students' professional skills and career awareness. It is possible to understand and analyze the impact of job-seeking behavior dimensions on graduates' work ability</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10421
FACTORS INFLUENCING CAREER PLANNING ABILITY AMONG STUDENTS AT GUIZHOU QIANNAN ECONOMIC COLLEGE GUIZHOU PROVINCE
2026-02-19T11:08:21+07:00
Yunfei Xu
tosaporn.mah@rmutr.ac.th
Sujin Butdisuwan
tosaporn.mah@krirk.ac.th
Piyapun Santaveesuk
tosaporn.mah@krirk.ac.th
<p>This study examines the factors influencing career planning ability among undergraduate students at Guizhou Qiannan Economic College, Guizhou Province, China. Specifically, it investigates the effects of psychological capital, school cultural environment, career guidance curriculum and teaching, and instructor quality on students’ career planning development. A convergent mixed-methods design was employed, integrating quantitative survey data (n = 341) with qualitative semi-structured interviews (n = 18). Quantitative data were analyzed using descriptive statistics and multiple regression analysis, while qualitative data were examined through thematic analysis. Data integration was conducted through triangulation to enhance interpretive validity.</p> <p>The results indicate that students’ career planning ability is at a moderate level ( = 3.42, SD = 0.61). Psychological capital emerged as the strongest predictor of career planning ability (β = 0.480, p < .001), followed by school cultural environment (β = 0.265, p < .001) and career guidance curriculum and teaching (β = 0.168, p = .005). The regression model demonstrated strong explanatory power, accounting for 66.4% of the variance in career planning ability (Adjusted R² = 0.664, F = 224.926, p < .001).</p> <p>Qualitative findings corroborated the quantitative results and revealed three key themes: (1) lack of systematic career planning support, (2) psychological readiness accompanied by uncertainty, and (3) uneven institutional support quality. These findings suggest that while students possess relatively strong internal psychological resources, institutional mechanisms remain fragmented and insufficiently structured to fully support career development.</p> <p>The study concludes that psychological capital is the most critical determinant of career planning ability, whereas institutional factors function as complementary but essential enablers. The findings highlight the need for integrated interventions that simultaneously strengthen students’ psychological resources and reform institutional career guidance systems in higher education.</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/11714
การวิเคราะห์อิทธิพลของการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมตามแนวพุทธศาสตร์ที่มีต่อทักษะการคิดของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตหนองคาย
2026-06-28T11:10:55+07:00
พระมหาไพฑูรย์ สิริธมฺโม (ชัยกุง)
Siridhammo999@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมตามแนวพุทธศาสตร์ 2) ศึกษาระดับทักษะการคิด และ 3) วิเคราะห์อิทธิพลของการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมตามแนวพุทธศาสตร์ที่มีต่อทักษะการคิดของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตหนองคาย เป็นการวิจัยเชิงปริมาณแบบสำรวจเชิงอธิบาย กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นิสิตระดับบัณฑิตศึกษา จำนวน 40 รูป/คน คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและความเชื่อมั่น สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ<br>ผลการวิจัยพบว่า 1) การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมตามแนวพุทธศาสตร์โดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 4.21, S.D. = 0.42) โดยด้านโยนิโสมนสิการมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (x̄ = 4.30, S.D. = 0.39) 2) ทักษะการคิดโดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 4.18, S.D. = 0.45) โดยการคิดวิเคราะห์มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (x̄ = 4.22, S.D. = 0.43) และ 3) การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมตามแนวพุทธศาสตร์มีอิทธิพลเชิงบวกต่อทักษะการคิดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 (β = 0.62, t = 6.12, p < .001) และสามารถอธิบายความแปรปรวนของทักษะการคิดได้ร้อยละ 62 (R² = 0.62) องค์ความรู้ใหม่จากการวิจัยชี้ให้เห็นว่า โยนิโสมนสิการ เป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมตามแนวพุทธศาสตร์กับการพัฒนาทักษะการคิดระดับสูง และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงพุทธบูรณาการเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาระดับอุดมศึกษาได้อย่างยั่งยืน</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี