https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/issue/feed
วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-06-27T00:00:00+07:00
พระมหาฐิติวัสส์ หมั่นกิจ, ดร.
thitiwattano@gmail.com
Open Journal Systems
<p>วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี (Journal of Mani Chettha Ram Wat Chommani) <br />เลขมาตรฐาน P-ISSN : 2774-0455 (Print): 2774-0455 (Print) E-ISSN : 2774-0978 (Online)<br />เป็นวารสารในกลุ่มมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ </p> <p> </p>
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10782
การรับการรับรู้สื่อพุทธธรรมในยุคข้อมูลข่าวสาร: ผลกระทบต่อความศรัทธา ของประชาชน ในสังคมไทยรู้สื่อพุทธธรรมในยุคข้อมูลข่าวสาร: ผลกระทบต่อความศรัทธาของประชาชน ในสังคมไทย
2026-03-28T10:37:20+07:00
พระอธิการสุดใจ อภิญฺาโณ
Cjinfinixsu3@gmail.com
สมเดช นามเกตุ
Cjinfinixsu3@gmail.com
<p>บทความวิชาการฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ (1) เพื่อศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับสังคมข้อมูลข่าวสาร (2) เพื่อวิเคราะห์ช่องทางและความถี่ในการรับสื่อพุทธธรรมของประชาชนผ่านสื่อดิจิทัล และ (3) เพื่อศึกษาผลกระทบของการรับสื่อพุทธธรรมผ่านสื่อดิจิทัลที่มีต่อความศรัทธาของประชาชนในสังคมไทย โดยใช้การทบทวนวรรณกรรมและการวิเคราะห์เชิงแนวคิดเป็นหลัก</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า สังคมไทยได้เปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมข้อมูลข่าวสารที่เทคโนโลยีดิจิทัลมีบทบาทสำคัญต่อการรับรู้และการสร้างความหมายทางศาสนา โดยเฉพาะสื่อสังคมออนไลน์ที่กลายเป็นช่องทางหลักในการเผยแผ่และเข้าถึงพุทธธรรมของประชาชนในชีวิตประจำวัน ลักษณะการรับสื่อมีทั้งแบบตั้งใจและไม่ตั้งใจ ผ่านระบบแนะนำเนื้อหาของแพลตฟอร์ม ซึ่งส่งผลให้การรับธรรมะมีความถี่สม่ำเสมอแต่กระจายตัว ตามพฤติกรรมผู้ใช้ ในด้านผลกระทบ พบว่า สื่อดิจิทัลมีทั้งด้านบวกและความท้าทาย กล่าวคือ ช่วยขยายโอกาสในการเข้าถึงธรรมะ ส่งเสริมการเกิดอัตลักษณ์พุทธศาสนิกชนยุคใหม่ และนำไปสู่ความศรัทธา เชิงวิพากษ์ที่เน้นการพัฒนาตนและการเยียวยาจิตใจ ขณะเดียวกัน อัลกอริทึมของสื่อดิจิทัลอาจก่อให้เกิดการรับรู้แบบจำกัดหรือ “กรงขังความเชื่อ” ส่งผลให้ความศรัทธามีลักษณะผิวเผินและขาดการพิจารณาอย่างลึกซึ้ง โดยสรุป สื่อดิจิทัลได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการเผยแผ่และการรับรู้พุทธธรรมอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ความศรัทธาในสังคมไทยมีลักษณะยืดหยุ่น เป็นปัจเจก และมีพลวัตมากขึ้น ทั้งนี้การส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อและการพินิจพิจารณาอย่างมีเหตุผลจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการธำรงคุณค่าของพุทธธรรมในบริบทสังคมดิจิทัล</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10526
นโยบายการศึกษากับการบริหารงานภาครัฐ
2026-03-01T20:31:22+07:00
กษิฎิฏฏ์ มีพรหม
Chanaporn.apple@gmail.com
ชนาพร ยอดทองเลิศ
Chanaporn.apple@gmail.com
เฉลิมพล ชูสวัสดิกุล
Chanaporn.apple@gmail.com
กัณฐมณี ปาคำ
Chanaporn.apple@gmail.com
ศิริพงษ์ ทะหล้า
Chanaporn.apple@gmail.com
วันระวี สื่อกระแสร์
Chanaporn.apple@gmail.com
<p>บทความนี้วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างนโยบายการศึกษากับการบริหารจัดการภาครัฐของประเทศไทย โดยพิจารณาบทบาทของการบริหารภาครัฐในฐานะกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนการนำนโยบายการศึกษาไปสู่การปฏิบัติ ตั้งแต่ระดับประเทศจนถึงระดับสถานศึกษา บทความนี้ใช้วิธีการวิเคราะห์เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยใช้กรอบการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (Public Sector Management Quality Award: PMQA) เพื่อเป็นแนวทางในการอธิบายบทบาทของการบริหารภาครัฐต่อการดำเนินนโยบายการศึกษาในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาผลการศึกษาพบว่า ความสำเร็จของการนำนโยบายการศึกษาไปปฏิบัติขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของการบริหารภาครัฐ โดยเฉพาะด้านการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ การจัดสรรทรัพยากร การกำกับติดตามและประเมินผล ตลอดจนการใช้ระบบบริหารคุณภาพ เช่น PMQA เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของหน่วยงานภาครัฐ ดังนั้น การพัฒนาระบบการบริหารภาครัฐควรเน้นการบริหารที่ยืดหยุ่น โปร่งใส ตรวจสอบได้ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อเพิ่มศักยภาพในการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาและรองรับการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10520
ธรรมชาติและวิธีการทางรัฐศาสตร์
2026-03-01T20:26:12+07:00
อำนาจ ทาปิน
amnajnrms@gmail.com
พระครูโกวิทบุญเขต
Amnajnrms@gmail.com
พิมพ์พร แสนคําหล้า
Amnajnrms@gmail.com
<p>รัฐศาสตร์เป็นศาสตร์ที่มุ่งศึกษาปรากฏการณ์เกี่ยวกับรัฐ อำนาจ และความสัมพันธ์เชิงอำนาจในสังคมอย่างเป็นระบบ โดยมีธรรมชาติเป็นศาสตร์บูรณาการที่เชื่อมโยงองค์ความรู้จากหลายสาขาเพื่ออธิบายความซับซ้อนของการเมืองในแต่ละยุคสมัย หัวใจสำคัญของรัฐศาสตร์คือการทำความเข้าใจในอำนาจว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ใครเป็นผู้ใช้อำนาจ และอำนาจนั้นอยู่บนความชอบธรรมและประโยชน์ส่วนรวมเพียงใด บทความนี้มุ่งศึกษาวิธีการศึกษาทางรัฐศาสตร์จากการศึกษาทางปรัชญาและกฎหมาย ไปสู่การศึกษาทางพฤติกรรมและวิทยาศาสตร์ และพัฒนาไปสู่องค์ความรู้ เพื่อแสดงให้เห็นว่าธรรมชาติและวิธีการทางรัฐศาสตร์ใช้ทั้งวิธีการเชิงทฤษฎี เชิงประวัติศาสตร์ เชิงกฎหมาย เชิงพฤติกรรม และเชิงสหวิทยาการร่วมกันในการอธิบายอำนาจและพัฒนาระบบการเมืองให้สอดคล้องกับประชาธิปไตยและประโยชน์ส่วนรวม ด้วยเหตุนี้ รัฐศาสตร์จึงมิใช่เพียงศาสตร์แห่งการอธิบายอำนาจเท่านั้น หากยังเป็นศาสตร์ที่มุ่งสร้างความเข้าใจเชิงวิพากษ์และเสนอแนวทางพัฒนาการเมืองให้สอดคล้องกับหลักความชอบธรรมและคุณค่าประชาธิปไตย</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10373
แนวทางการบูรณาการกิจกรรมชมรมพุทธธรรมกรรมฐานเข้ากับการจัดการเรียนการสอนในระดับมหาวิทยาลัยเพื่อผลิตบัณฑิตให้มีจิตสำนึกในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
2026-02-16T11:42:04+07:00
อภิภัสร์ ปาสานะเก
apipat.pasanaga@gmail.com
ประดุจทิพย์ สายเมฆ
apipat.pasanaga@gmail.com
พุฒิพัฒน์ ศิลปศาสตร์
apipat.pasanaga@gmail.com
ชัยวัฒน์ ป้อมพิทักษ์
apipat.pasanaga@gmail.com
พระอดิศร สุทธิญาโณ
apipat.pasanaga@gmail.com
กันตพัฒน์ รัตนพืช
apipat.pasanaga@gmail.com
ธนโชติ น่าบัณฑิต
apipat.pasanaga@gmail.com
ขวัญชัย มะโนศรี
apipat.pasanaga@gmail.com
<p><strong> </strong>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการบูรณาการกิจกรรมของชมรมพุทธธรรมกรรมฐานเข้ากับการจัดการเรียนการสอนในระดับมหาวิทยาลัย วิเคราะห์ผลกระทบต่อจิตสำนึกด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของนักศึกษา และเสนอแนวทางที่เหมาะสมในการปรับกิจกรรมเข้ากับหลักสูตร โดยใช้การวิเคราะห์เอกสาร และกรณีศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ผลการศึกษาพบว่า การบูรณาการสามารถทำได้โดยการออกแบบกิจกรรมเสริมหลักสูตร การกำหนดชั่วโมงกิจกรรมเป็นเงื่อนไขการสำเร็จการศึกษา และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างชมรม อาจารย์ และหน่วยงานต่าง ๆ แนวทางดังกล่าวช่วยเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม และจิตสำนึกต่อต้านการทุจริตได้อย่างเป็นรูปธรรม จึงเสนอให้บูรณาการกิจกรรมชมรมเข้าสู่แผนการศึกษา จัดทำคู่มือแนวทางอย่างเป็นระบบ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยที่มีการดำเนินงานด้านนี้แล้วอย่างเป็นระบบ</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10136
การพัฒนาโครงสร้างการบริหารจัดการสถานศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกสามัญเพื่อความยั่งยืนทางการศึกษาและสังคม
2026-01-21T19:50:50+07:00
พระครูธีรภัทรจารี (พิชิต ธีรภทฺโท)
beesweet2442@gmail.com
<p>สถานศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกสามัญถือเป็นกลไกสำคัญของการจัดการศึกษาในระบบของคณะสงฆ์ไทยที่ผสานการเรียนรู้ทางโลกและทางธรรมเข้าด้วยกันอย่างมีเอกลักษณ์ โดยมีเป้าหมายในการอบรมพระภิกษุสามเณรให้มีความรู้คู่คุณธรรม ตลอดจนเป็นแหล่งปลูกฝังจริยธรรมแก่เยาวชนในชุมชน อย่างไรก็ตาม แม้สถานศึกษาดังกล่าวจะมีบทบาททางสังคมและศาสนาอย่างชัดเจน แต่ในทางปฏิบัติกลับพบข้อจำกัดในด้านโครงสร้างการบริหารจัดการที่ยังไม่มีระบบมาตรฐานรองรับอย่างทั่วถึง ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการบริหารงานและการพัฒนาที่ยั่งยืนยังไม่สามารถบรรลุได้อย่างเต็มศักยภาพ บทความนี้มุ่งวิเคราะห์ปัญหาด้านโครงสร้างองค์กร การบริหารที่ยังรวมศูนย์ ขาดการมีส่วนร่วมจากชุมชน ข้อจำกัดด้านบุคลากร งบประมาณ และระบบการติดตามประเมินผล ตลอดจนความเชื่อมโยงกับหน่วยงานภายนอกที่ยังไม่เข้มแข็ง เพื่อนำไปสู่การเสนอแนวทางการพัฒนาโครงสร้างการบริหารที่สอดคล้องกับแนวคิดการบริหารจัดการสมัยใหม่ และแนวทางการพัฒนาองค์กรเพื่อความยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจ การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การบริหารเชิงกลยุทธ์ การพัฒนาศักยภาพบุคลากร การเชื่อมโยงเครือข่ายชุมชน และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ นอกจากนี้ บทความยังได้นำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในระดับองค์กรคณะสงฆ์ ภาครัฐ และระดับสถานศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม โดยคาดหวังว่าแนวทางเหล่านี้จะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษา เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน และสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) ในมิติของการศึกษา ศาสนา และสังคมไทยในระยะยาว</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10902
การบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลในสภาวะวิกฤต
2026-04-07T18:12:58+07:00
ภารดี อนันต์นาวี
paradee.anan@gmail.com
สิทธิพร ประวัติรุ่งเรือง
Sittiporn@northbkk.ac.th
<p>การบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาในสภาวะวิกฤตที่มีเศรษฐกิจผันผวน สังคมเปราะบาง โลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้บริหารสถานศึกษาจำเป็นที่ต้องยึดหลักธรรมาภิบาลอย่างเข้มข้น เรียกว่า GG-Crisis Model ที่มีการปรับใช้อย่างมีกลยุทธ์มี 7 หลักคือ หลักคุณธรรม หลักนิติธรรม หลักความรับผิดชอบ หลักความโปร่งใสตรวจสอบได้ หลักการมีส่วนร่วม หลักประสิทธิภาพและประสิทธิผล และหลักความคุ้มค่า บูรณาการกับการบริหารงานวิชาการ การบริหารงานบุคคล การบริหารงานงบประมาณ และการบริหารงานทั่วไปของสถานศึกษา โดยมุ่งเน้นการปรับลดบทบาท ขนาด ปรับเปลี่ยนรูปแบบวิธีการทำงานใหม่ ๆ ใช้กลไกในการกำหนดนโยบายและนำสู่การปฏิบัติ เปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการมากขึ้น มีความโปร่งใสตรวจสอบได้ เพื่อจัดการศึกษาให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้เรียนและสถานศึกษา สามารถนำพาสถานศึกษาผ่านพ้นสถานการณ์วิกฤตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนเกิดความเชื่อมั่นกับทุกภาคส่วน</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10475
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง ระบบจำนวนจริง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี
2026-02-23T11:49:12+07:00
เมธี ชราศรี
mathee2528@gmail.com
สุรีรัตน์ อารีรักษ์สกุล ก้องโลก
mathee2528@gmail.com
ฉัตรชัย พุฒิรุ่งโรจน์
mathee2528@gmail.com
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง ระบบจำนวนจริงของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดห้องเรียนกลับด้านกับนักเรียนที่เรียนรู้แบบปกติ 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง ระบบจำนวนจริง ของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดห้องเรียนกลับด้านกับเกณฑ์ร้อยละ 70 และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ตามแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน การวิจัยนี้เป็นวิจัยกึ่งทดลองเปรียบเทียบสองกลุ่มหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 2 ห้องเรียน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม แล้วสุ่มด้วยการจับสลากเป็นกลุ่มทดลอง จำนวน 36 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 40 คน กลุ่มทดลองได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดห้องเรียนกลับด้านและกลุ่มควบคุมเรียนรู้แบบปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน แผนการเรียนรู้แบบปกติ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ และแบบวัดความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ตามแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดห้องเรียนกลับด้านสูงกว่านักเรียนที่เรียนรู้แบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดห้องเรียนกลับด้านมีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก</p> <p><strong> </strong></p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10438
การพัฒนาทักษะการอ่านและจดจำพยัญชนะไทยของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 3 โดยใช้เกมการศึกษา
2026-02-18T22:57:47+07:00
วลัยลักษณ์ กุลสอนนาม
Walailaklru@gmail.com
ปารีญา ราพา
pareeyalru@gmail.com
พิกุล พิกุลหอม
Pikulhormlru@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบพัฒนาทักษะการอ่านและจดจำพยัญชนะไทยของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 3 ก่อนและหลังใช้เกมการศึกษา รูปแบบการวิจัยแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลัง กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย คือ เด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 3 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนเทศบาล 3 ศรีสว่าง ได้จากการเลือกแบบเจาะจง จำนวน 17 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านและจดจำพยัญชนะไทยโดยใช้เกมการศึกษา แบบประเมินทักษะการอ่านพยัญชนะไทย และแบบประเมินทักษะการจดจำพยัญชนะไทย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสถิติทดสอบที</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการเปรียบเทียบทักษะการอ่านพยัญชนะไทย ของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 3 โดยใช้เกมการศึกษา หลังการจัดการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 20.72 สูงกว่าก่อนที่มีการจัดการเรียนรู้ที่มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 13.72 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ2) ผลการเปรียบเทียบทักษะการจำพยัญชนะไทย ของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 3 โดยใช้ เกมการศึกษา หลังการจัดการเรียนรู้มีคาเฉลี่ยเท่ากับ 20.11 สูงกว่าก่อนที่มีการจัดการเรียนรู้ ที่มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 13.78 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10538
ความสัมพันธ์ระหว่างทักษะการบริหารของผู้บริหารกับการปฏิบัติงานของครูตามมาตรฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 2
2026-03-03T13:34:27+07:00
รอฉีด๊ะ ปักสิน
rocheedah.pak081@hu.ac.th
นวรัตน์ ไวชมภู
rocheedah.pak081@hu.ac.th
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับการปฏิบัติงานของครูตามมาตรฐาน 3) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างทักษะการบริหารของผู้บริหารกับการปฏิบัติงานของครูตามมาตรฐาน และ 4) เสนอแนวทางการพัฒนาทักษะการบริหารของผู้บริหาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 2 การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครู จำนวน 115 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิตามขนาดสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง โดยแบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่น .980 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก (= 4.38, SD = 0.53) โดยทักษะด้านการสื่อสารมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือทักษะด้านความคิดรวบยอด ทักษะด้านเทคนิค และทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์ 2) การปฏิบัติงานของครูตามมาตรฐานวิชาชีพครูโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (= 4.65, SD = 0.36) โดยด้านการปฏิบัติหน้าที่ครูมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือด้านการจัดการเรียนรู้ และด้านความสัมพันธ์กับผู้ปกครองและชุมชน 3) ทักษะการบริหารของผู้บริหารมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลางกับการปฏิบัติงานของครู อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r = .529) และ 4) แนวทางการพัฒนาควรมุ่งเสริมทักษะด้านเทคนิค มนุษยสัมพันธ์ ความคิดรวบยอด และการสื่อสาร เพื่อยกระดับคุณภาพการบริหารสถานศึกษาและการปฏิบัติงานครูอย่างยั่งยืน</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10267
ผลการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ GPAS 5 Steps เสริมด้วยสื่อประสมต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาทัศนศิลป์ ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
2026-02-03T17:12:21+07:00
สมชาย พาชอบ
nn.pachob@gmail.com
<p style="margin: 0cm; text-align: justify; text-justify: inter-cluster;"><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ </span><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">1) <span lang="TH">เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาทัศนศิลป์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ </span>3 <span lang="TH">ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ </span>GPAS 5 Steps <span lang="TH">เสริมด้วยสื่อประสม </span>2) <span lang="TH">เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ </span>75 <span lang="TH">และ </span>3) <span lang="TH">ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ </span>GPAS 5 Steps <span lang="TH">เสริมด้วยสื่อประสม กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ </span>3 <span lang="TH">โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา จังหวัดอุดรธานี ภาคเรียนที่ </span>1 <span lang="TH">ปีการศึกษา </span>2568 <span lang="TH">จำนวน </span>31 <span lang="TH">คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ </span>GPAS 5 Steps <span lang="TH">เสริมด้วยสื่อประสม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาทัศนศิลป์ และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ การทดสอบค่าทีแบบไม่อิสระ และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มเดียว</span></span></p> <p style="margin: 0cm; text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: 35.45pt;"><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">ผลการวิจัยพบว่า </span><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">1) <span lang="TH">นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ </span>GPAS 5 Steps <span lang="TH">เสริมด้วยสื่อประสม มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .</span>05 2) <span lang="TH">นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ </span>75 <span lang="TH">อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .</span>05 <span lang="TH">และ </span>3) <span lang="TH">นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ </span>GPAS 5 Steps <span lang="TH">เสริมด้วยสื่อประสม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก สะท้อนให้เห็นว่า การจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ </span>GPAS 5 Steps <span lang="TH">ร่วมกับสื่อประสมสามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</span></span></p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10258
การพัฒนาหลักสูตรส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ โดยใช้การสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน สำหรับนักศึกษาครูสาขาวิชาภาษาไทย
2026-02-03T17:04:10+07:00
ธิดารัตน์ ผมงาม
thidarat_phom@g.lpru.ac.th
เกษทิพย์ ศิริชัยศิลป์
thidarat_phom@g.lpru.ac.th
กนิษฐ์กานต์ ปันแก้ว
thidarat_phom@g.lpru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและหาคุณภาพหลักสูตรส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์โดยใช้การสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน สำหรับนักศึกษาครูสาขาวิชาภาษาไทย และ 2) ศึกษาผลการใช้หลักสูตรส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์โดยใช้การสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน สำหรับนักศึกษาครูสาขาวิชาภาษาไทย กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาสาขาวิชาภาษาไทย ชั้นปีที่ 3 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 26 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย ใช้แบบแผนการวิจัยแบบกลุ่มเดียวทดสอบหลังเรียน (One-Shot Case Study) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) หลักสูตรส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์โดยใช้การสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน 2) เอกสารประกอบหลักสูตร และ 3) แบบประเมินความคิดสร้างสรรค์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) หลักสูตรส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์โดยใช้การสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน สำหรับนักศึกษาครูสาขาวิชาภาษาไทย ประกอบด้วย 7 องค์ประกอบ ได้แก่ ความเป็นมาและความสำคัญของหลักสูตร หลักการของหลักสูตร จุดประสงค์ ของหลักสูตร เนื้อหาสาระของหลักสูตร การจัดการเรียนการสอนของหลักสูตร สื่อและแหล่งเรียนรู้ของหลักสูตร และการวัดและประเมินผลของหลักสูตร โดยผลการประเมินคุณภาพหลักสูตรจากผู้เชี่ยวชาญ พบว่า หลักสูตรมีความเหมาะสมโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.71, S.D. = 0.45) และเอกสารประกอบหลักสูตรมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.74, S.D. = 0.44) 2) ผลการใช้หลักสูตรพบว่า นักศึกษาครูสาขาวิชาภาษาไทยมีความคิดสร้างสรรค์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 3.58, S.D. = 0.50) แสดงให้เห็นว่า หลักสูตรที่พัฒนาขึ้นสามารถส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของนักศึกษาครูได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10401
แนวทางการพัฒนาโรงเรียนให้เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้: กรณีศึกษาโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2
2026-02-17T10:02:40+07:00
รวิพร พรมไชย
rawiporn.pro@ku.th
พร้อมพิไล บัวสุวรรณ
drprompilai@gmail.com
สุดารัตน์ สารสว่าง
drprompilai@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาโรงเรียนให้เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ และ 2) นำเสนอแนวทางการพัฒนาโรงเรียนให้เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 การวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การศึกษาความต้องการจำเป็น กลุ่มตัวอย่างคือ ครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 109 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบประเมินความต้องการจำเป็นแบบตอบสนองคู่ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI<sub>modified</sub>) ระยะที่ 2 การกำหนดแนวทางการพัฒนา โดยการสนทนากลุ่มกับผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 5 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์แก่นสาระ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุด คือ ด้านระบบกิจกรรม (PNI<sub>modified</sub> = 0.1155) รองลงมาคือ ด้านวิสัยทัศน์ (PNI<sub>modified</sub> = 0.0978) และด้านปรัชญา (PNI<sub>modified</sub> = 0.0888) โดยประเด็นที่มีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด คือ การลดภาระงานครูเพื่อเปิดโอกาสให้ครูพัฒนาวิชาชีพผ่านกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) (PNI<sub>modified</sub> = 0.2294) และ 2) แนวทางการพัฒนาโรงเรียนสู่การเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ ประกอบด้วย 3 ด้าน รวม 17 แนวทาง และสามารถสังเคราะห์เป็นกรอบแนวคิด “SLC เชิงบริบทสำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ” ซึ่งประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) ภาวะผู้นำเชิงกัลยาณมิตร (2) อำนาจและความเป็นมืออาชีพของครู (3) การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและชุมชนอย่างมีกรอบ (4) ชุมชนที่สนับสนุนการเรียนรู้ และ (5) การประเมินผลบนฐานการดำเนินงาน PLC องค์ความรู้ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาโรงเรียนสู่การเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้จำเป็นต้องปรับทั้งโครงสร้างการบริหารและวัฒนธรรมการเรียนรู้ร่วมกันขององค์กรอย่างเป็นระบบ</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10474
การพัฒนาหลักสูตรส่งเสริมการอ่านออกเสียงภาษาจีนโดยใช้สมองเป็นฐานร่วมกับเทคโนโลยีการสังเคราะห์เสียงจากข้อความ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
2026-02-23T11:45:39+07:00
อพิชญา ขัติยะ
iammiriah@gmail.com
เกษทิพย์ ศิริชัยศิลป์
iammiriah@gmail.com
ปณิสรา จันทร์ปาละ
iammiriah@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อสร้างและหาคุณภาพของหลักสูตรส่งเสริมการอ่านออกเสียงภาษาจีนโดยใช้สมองเป็นฐานร่วมกับเทคโนโลยีการสังเคราะห์เสียงจากข้อความ 2) เพื่อศึกษาผลการใช้หลักสูตรส่งเสริมการอ่านออกเสียงภาษาจีนโดยใช้สมองเป็นฐานร่วมกับเทคโนโลยีการสังเคราะห์เสียงจากข้อความ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนอนุบาลสบปราบ อำเภอสบปราบ จังหวัดลำปาง จำนวนนักเรียน 25 คน จากการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1.หลักสูตร 2.เอกสารประกอบหลักสูตรฯ 3.แบบประเมินการอ่านออกเสียงภาษาจีน จำนวน 25 ข้อ โดยแบ่งเป็นการอ่านคำศัพท์ 20 ข้อ และการอ่านประโยคสั้นๆ 5 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่า t – test dependent samples</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) การสร้างและตรวจสอบคุณภาพของหลักสูตรฯ มีค่าเฉลี่ยความเหมาะสมอยู่ในระดับ มากที่สุด (x̄ = 4.68, S.D.= 0.47) และเอกสารประกอบหลักสูตรฯ มีค่าเฉลี่ยความเหมาะสม อยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.89, S.D.= 0.25) และ 2) การศึกษาผลการใช้หลักสูตรฯ พบว่านักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ผ่านการเรียนรู้ตามหลักสูตรฯ พบว่าผลก่อนเรียน มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ (x̄ = 9.00<strong>,</strong> S.D. = 1.63) และผลหลังเรียน มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ (x̄ = 18.64<strong>, </strong>S.D. = 1.22 ตามลำดับ และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนและหลังเรียน พบว่า คะแนนหลังเรียนของเด็กนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 48.44, p < .05)</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10295
การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเกมมิฟิเคชัน (Gamification) เพื่อส่งเสริมทักษะความฉลาดทางดิจิทัล สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
2026-02-03T17:42:12+07:00
ภูวเดช อาภาภิวัฒน์
phuwadecha67@nu.ac.th
กฤธยากาญจน์ โตพิทักษ์
krittayakant@nu.ac.th
<p> การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของ การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เกณฑ์ประสิทธิภาพ 75/75 2) เปรียบเทียบทักษะ ความฉลาดทางดิจิทัลระหว่างก่อนและหลังเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่าง คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านเขาดิน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 14 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1.แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ จำนวน 3 แผน ใช้เวลา 8 ชั่วโมง มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด ( =4.75 S.D. =0.31) 2) แบบวัดทักษะความฉลาดทางดิจิทัลชนิดปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่า IOC ระหว่าง 0.67-1.00 ค่าความยากระหว่าง 0.20-0.80 ค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.20-1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.95 และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้จำนวน 3 ด้าน จำนวน 15 ข้อ มีลักษณะเป็นมาตรวัดประมาณค่า 5 ระดับ (Rating scale) สถิติที่ใช้ ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบการกระจาย ของข้อมูล และทดสอบสมมติฐานโดยใช้สถิติ t-test (Dependent Samples)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการสร้างและหาประสิทธิภาพของการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้เกณฑ์ประสิทธิภาพ 75/75 มีค่าเท่ากับ 78.52/77.41 ซึ่งมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 2) ทักษะความฉลาดทางดิจิทัลของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10657
การพัฒนารูปแบบภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 และปัจจัยการบริหารสถานศึกษาที่มีผลต่อประสิทธิผลสู่ความสำเร็จของโรงเรียนศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (ด้านการศึกษา) โรงเรียนหนองแต้วรวิทย์ ปีการศึกษา 2566
2026-03-16T06:57:23+07:00
วิโรจน์ โทราช
teerawatmontaisong@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพัฒนารูปแบบภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 พัฒนาปัจจัยการบริหารสถานศึกษาพอเพียง, ศึกษาระดับการปฏิบัติงานของครูที่มีผลต่อประสิทธิผลของครู, เปรียบเทียบระดับการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิผลของครูสู่ความสำเร็จของโรงเรียน และศึกษาความพึงพอใจของผู้ที่เกี่ยวข้องต่อความสำเร็จโรงเรียนศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบวิจัยและพัฒนา (R&D) ในเบื้องต้น ประชากรที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน 9 คน, ครู 5 คน, นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 จำนวน 27 คน และผู้ปกครองนักเรียน 27 คน รวม 68 คน จากโรงเรียนหนองแต้วรวิทย์ จังหวัดชัยภูมิ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถาม 4 ชุด สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (IOC), สัมประสิทธิ์แอลฟ่า ของครอนบาค, ค่าร้อยละ, ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงและปัจจัยการบริหารสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (X̄ = 4.67, S.D. = 0.47) โดยด้านการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (X̄ = 4.80, S.D. = 0.40) 2) ระดับการปฏิบัติงานของครูด้านการบริหารสถานศึกษาพอเพียงโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (X̄ = 4.59, S.D. = 0.50) โดยด้านการบริหารงานทั่วไปมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (X̄ = 4.62, S.D. = 0.49) 3) ประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครูหลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยก่อนการพัฒนาอยู่ในระดับปานกลาง (X̄ = 3.46, S.D. = 0.50) และหลังการพัฒนาอยู่ในระดับมากที่สุด (X̄ = 4.64, S.D. = 0.48) และ 4) ความพึงพอใจของนักเรียน ครู คณะกรรมการสถานศึกษา และผู้ปกครองต่อความสำเร็จของโรงเรียนโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (X̄ = 4.59, S.D. = 0.49)</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10659
การพัฒนารูปแบบบทบาทตามหลักธรรมาภิบาล สนับสนุนการบริหารงานวิชาการ ที่มีผลต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) สู่คุณภาพการดำรงชีวิตอย่างมีสุขในศตวรรษที่ 21 โรงเรียนคุรุราษฎร์วิทยา ปีการศึกษา 2566
2026-03-16T06:48:43+07:00
ไพบูลย์ รินทะจักร
Phaibun2519@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษารูปแบบบทบาทตามหลักธรรมาภิบาล สนับสนุนการบริหารงานวิชาการ 2) ศึกษาการบริหารงานวิชาการที่มีผลต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) 3) เปรียบเทียบระดับการปฏิบัติงานของครูต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกก่อนและหลังการวิจัย และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของผู้ที่เกี่ยวข้อง กลุ่มเป้าหมายคือ ครู คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง และนักเรียนโรงเรียนคุรุราษฎร์วิทยา ปีการศึกษา 2566 รวม 389 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ รูปแบบบทบาทหลักธรรมาภิบาล แบบประเมินการปฏิบัติงาน และแบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบบทบาทตามหลักธรรมาภิบาลที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด 2) การบริหารงานวิชาการส่งผลต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกอย่างมีประสิทธิภาพ 3) ผลการเปรียบเทียบการปฏิบัติงานของครูหลังการวิจัยสูงกว่าก่อนการวิจัยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีค่าขนาดผลกระทบ (Effect Size) เท่ากับ 3.43 และ 4) ผู้ที่เกี่ยวข้องมีความพึงพอใจต่อผลการดำเนินงานในระดับมากที่สุด ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารสามารถยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้และคุณภาพชีวิตของผู้เรียนได้อย่างยั่งยืน</p> <p><strong> </strong></p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10637
วิเคราะห์หลักราชสังคหวัตถุธรรมในการพัฒนาชุมชน ตำบลแดนสงวน อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา
2026-03-16T00:25:40+07:00
พระครูธีรปัญญาคุณ ดิเรกฤทธิ์ ชัยฤทธิ์
phrakhrusamudiragrit.cha@student.mbu.ac.th
พระครูบวรชัยวัฒน์
phrakhrusamudiragrit.cha@student.mbu.ac.th
<p> การวิจัยเรื่อง วิเคราะห์หลักราชสังคหวัตถุธรรมในการพัฒนาชุมชน ตำบลแดนสงวน อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาชุมชน 2) ศึกษาหลักราชสังคหวัตถุธรรมจากพระไตรปิฎก และ 3) วิเคราะห์การประยุกต์ใช้หลักราชสังคหวัตถุธรรมในการพัฒนาชุมชนตำบลแดนสงวน อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา การวิจัยเป็นเชิงคุณภาพ โดยศึกษาข้อมูลเอกสารจากพระไตรปิฎก อรรถกถา เอกสารทางพระพุทธศาสนา และงานวิชาการที่เกี่ยวข้อง ควบคู่กับการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 20 รูป/คน การวิเคราะห์ข้อมูลเป็นการวิเคราะห์เชิงพรรณนา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนาชุมชนตำบลแดนสงวนมีลักษณะยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง เน้นการมีส่วนร่วม การเสริมพลัง การใช้ทุนชุมชน และการพึ่งพาตนเองควบคู่ความสามัคคี แม้การมีส่วนร่วมส่วนใหญ่อยู่ในระดับปฏิบัติการมากกว่าการกำหนดนโยบาย แต่เป็นฐานสำคัญของความยั่งยืน 2) หลักราชสังคหวัตถุธรรม สามารถอธิบายแนวทางพัฒนาได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยสัสสเมธะส่งเสริมความมั่นคงด้านอาชีพและปัจจัยพื้นฐาน ปุริสเมธะมุ่งพัฒนาคนและผู้นำ สัมมาปาสะเสริมสร้างความสามัคคีและเครือข่ายความร่วมมือ และวาชเปยะส่งเสริมการสื่อสารสุภาพสร้างความไว้วางใจ และ 3) การบูรณาการทั้งสี่หลักเป็นกรอบแนวคิดที่เหมาะสมต่อการพัฒนาชุมชนอย่างสมดุล เชื่อมโยงความมั่นคงทางเศรษฐกิจกับความเข้มแข็งด้านคนและสังคม ทำให้การพัฒนาดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10658
การพัฒนารูปแบบภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 ที่สนับสนุนแรงจูงใจ เพื่อพัฒนาสมรรถนะครูสู่ความสำเร็จทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21โรงเรียนบ้านโพธิ์ (คุรุราษฎร์ประสิทธิ์) ปีการศึกษา 2566
2026-03-16T06:54:08+07:00
สนอง พิมพ์สิงห์
sanongpimsing132520@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการพัฒนารูปแบบภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 ที่สนับสนุนแรงจูงใจ 2) ศึกษาแรงจูงใจเพื่อพัฒนาสมรรถนะครู 3) เปรียบเทียบสมรรถนะครูสู่ความสำเร็จทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ก่อนและหลังการวิจัย และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของผู้ที่เกี่ยวข้องต่อความสำเร็จทักษะการเรียนรู้ของผู้เรียน กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย ครู คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้ปกครอง และผู้เรียน รวม 103 คน โรงเรียนบ้านโพธิ์ (คุรุราษฎร์ประสิทธิ์) ปีการศึกษา 2566 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ รูปแบบภาวะผู้นำ แบบสอบถามแรงจูงใจ แบบประเมินสมรรถนะครู และแบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญที่ส่งเสริมแรงจูงใจและการทำงานเป็นทีม ผลการเปรียบเทียบสมรรถนะครูสู่ความสำเร็จทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 พบว่าหลังการใช้รูปแบบภาวะผู้นำฯ ครูมีสมรรถนะสูงกว่าก่อนการวิจัยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ ผู้เรียน ครู คณะกรรมการสถานศึกษา และผู้ปกครอง มีความพึงพอใจต่อความสำเร็จทักษะการเรียนรู้ของผู้เรียนในระดับมากที่สุด ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารูปแบบภาวะผู้นำที่สนับสนุนแรงจูงใจสามารถขับเคลื่อนการพัฒนาสมรรถนะครูและส่งผลสัมฤทธิ์ต่อผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพในยุคศตวรรษที่ 21</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10588
การประเมินโครงการอบรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาพฤติกรรมเพศวิถี มีสุข ในวัยรุ่น โรงเรียนเมืองนครศรีธรรมราช สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช
2026-03-08T00:39:14+07:00
นิตยาภรณ์ จันทา
Benchaporn_cha@nstru.ac.th
เบญจพร ชนะกุล
Benchaporn_cha@nstru.ac.th
อโนทัย ประสาน
Benchaporn_cha@nstru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลการดำเนินโครงการใน 4 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านปฏิกิริยา 2) ด้านการเรียนรู้ 3) ด้านพฤติกรรม และ 4) ด้านผลลัพธ์ ตามกรอบการประเมินของเคิร์กแพทริก การวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2568 รวมทั้งสิ้น 197 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบทดสอบ และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า t-test และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ด้านปฏิกิริยา อยู่ในระดับมากที่สุด เนื้อหาในการบรรยายตรงตามวัตถุประสงค์ของโครงการ 2) ด้านการเรียนรู้ พบว่า คะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 3) ด้านพฤติกรรม อยู่ในระดับมากที่สุด ซึ่งนักเรียนสามารถนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อกระทำในสิ่งที่ถูกต้องดีงาม 4) ด้านผลลัพธ์ อยู่ในระดับมาก โรงเรียนมีบรรยากาศความปลอดภัยมากขึ้น และปัจจัยเสี่ยงของการตั้งครรภ์ภายในโรงเรียนลดลง โดยข้อมูลเชิงคุณภาพสนับสนุนว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่มีคุณภาพและส่งผลกระทบเชิงบวกต่อตัวนักเรียนและสถานศึกษา จึงควรดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษามาตรฐานการป้องกันและสร้างค่านิยมเรื่องเพศวิถีที่ถูกต้องอย่างยั่งยืน</p> <p> ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การประเมินโครงการตามกรอบการประเมิน 4 ด้านของเคิร์กแพทริกสามารถสะท้อนผลลัพธ์การสร้างองค์ความรู้ของผู้เรียนได้อย่างเป็นระบบ และสามารถใช้เป็นแนวทางในการติดตามและพัฒนาโครงการในสถานศึกษาอย่างยั่งยืน</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10634
ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาในอำเภอปากช่อง ตามความคิดเห็นของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4
2026-03-16T00:23:37+07:00
ณัฐพล เลือดขุนทด
natt.natthapon@gmail.com
ชุติมา พรหมผุย
natt.natthapon@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาในอำเภอปากช่อง ตามความคิดเห็นของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 และ</p> <p>2) เพื่อเปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาจำแนกตามขนาดสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูที่ปฏิบัติงานสอนในสถานศึกษาในอำเภอปากช่อง จำนวน 265 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบชั้นภูมิตามขนาดสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่า IOC = 1.00 และค่าความเชื่อมั่น Cronbach's Alpha = 0.99 สถิติที่ใช้ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบ F (One-Way ANOVA) และการเปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธีของเซฟเฟ่</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาในอำเภอปากช่อง โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก (4.27) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านบุคลิกภาพเชิงนวัตกรรมมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ( = 4.28) ส่วนด้านการทำงานเป็นทีมและการมีส่วนร่วมเชิงนวัตกรรมมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด (= 4.24) 2) ผลการเปรียบเทียบตามขนาดสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายด้านทุกด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.05</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10621
การศึกษาความสามารถในการเขียนภาษาไทยขั้นพื้นฐาน วิชาภาษาไทยพื้นฐานอาชีพ ของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบทักษะปฏิบัติของเดวีส์ร่วมกับเกมมิฟิเคชัน
2026-03-12T12:29:52+07:00
ชนินทร์ พงษ์สุวรรณ
Chanin.pong@northbkk.ac.th
อุษาพร กลิ่นเกษร
Chanin.pong@northbkk.ac.th
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความสามารถในการเขียนขั้นพื้นฐาน 2) เปรียบเทียบความสามารถในการเขียนก่อน และหลังเรียน และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาต่อรูปแบบทักษะปฏิบัติของเดวีส์ร่วมกับเกมมิฟิเคชัน กลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษา ปวช.1 สาขาพณิชยกรรม วิทยาลัยเทคโนโลยีตั้งตรงจิตรพณิชยการ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 45 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือ ที่ใช้ ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 4 แผน (8 ชั่วโมง) มีค่า IOC เท่ากับ 1.00 ทุกแผน 2) แบบทดสอบวัดความสามารถในการเขียนภาษาไทย 30 ข้อ มีค่า IOC ระหว่าง 0.67–1.00, ค่า p ระหว่าง 0.40–0.76, ค่า r ระหว่าง 0.27–0.60 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.82 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ 15 ข้อ มีค่า IOC ระหว่าง 0.67–1.00 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ, ค่าเฉลี่ย, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test for Dependent Samples</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า1) แผนการจัดการเรียนรู้มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 2) นักเรียนมีความสามารถในการเขียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3)นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีความพึงพอใจสูงสุดในด้านกิจกรรมการเรียนรู้ รองลงมาคือด้านการวัด และประเมินผล</p> <p><strong> </strong></p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10641
การพัฒนาทักษะในการอ่านออกเสียงวิชาภาษาไทย โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค CIRC ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสุเหร่าจรเข้ขบ (กุลางกูรอุปถัมภ์)
2026-03-16T00:34:08+07:00
รมิดา พรหมรักษ์
ramida17774@gmail.com
อัจศรา ประเสริฐสิน
Ramida17774@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบทักษะการอ่านออกเสียงภาษาไทยของนักเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค Cooperative Integrated Reading and Composition (CIRC) และ 2) ศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ดังกล่าว การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง โดยใช้รูปแบบการทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังเรียน (One-Group Pretest–Posttest Design) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 21 คน ซึ่งได้มาสุ่มแบบกลุ่ม โดยใช้นักเรียนเป็นหน่วยของการสุ่ม</p> <p>เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค CIRC จำนวน 5 แผน ค่า IOC ตั้งแต่ 0.67-1 2) แบบทดสอบวัดทักษะการอ่านออกเสียงภาษาไทยมีค่า IOC ตั้งแต่ 0.67-1 ค่าความยากง่ายเท่ากับ 0.45–0.63 อำนาจจำแนกเท่ากับ 0.33–0.44 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.82 และ 3) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ มีค่า IOC ตั้งแต่ 0.67-1 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.89 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่า t</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ทักษะการอ่านออกเสียงภาษาไทยของนักเรียนหลังการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค CIRC สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค CIRC โดยรวมอยู่ในระดับมาก แสดงให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคดังกล่าว เป็นแนวทางที่สามารถช่วยพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงภาษาไทยของนักเรียนระดับประถมศึกษา และส่งเสริมบรรยากาศการเรียนรู้ที่เน้นการมีส่วนร่วมของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10714
แนวทางการบริหารกิจการคณะสงฆ์จังหวัดพังงา ตามหลักอปริหานิยธรรม
2026-03-21T16:02:05+07:00
พระมหาธวัชชัย อชิโต (ซ้ายเกลี้ยง)
thawatchaj.sai@student.mbu.ac.th
ปัณณพงศ์ วงศ์ณาศรี
thawatchaj.sai@student.mbu.ac.th
<p> วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาการบริหารกิจการคณะสงฆ์ 2) เพื่อศึกษาหลักอปริหานิยธรรม 3) เพื่อวิเคราะห์การบริหารกิจการคณะสงฆ์จังหวัดพังงาตามหลักอปริหานิยธรรมการศึกษานี้ได้ดำเนินการวิจัยเชิงคุณภาพแบบเอกสาร ร่วมกับการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 20 รูป/คน</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong></p> <ol> <li>การบริหารกิจการคณะสงฆ์จังหวัดพังงาเป็นกลไกสำคัญในการธำรงความมั่นคงของพระพุทธศาสนาในสังคมร่วมสมัย ครอบคลุมการดำเนินงาน 6 ด้าน ได้แก่ การปกครอง การศาสนศึกษา การศึกษาสงเคราะห์ การเผยแผ่ การสาธารณูปการ และการสาธารณสงเคราะห์ ซึ่งไม่เพียงเป็นการจัดระเบียบภายในองค์กรสงฆ์ แต่ยังเชื่อมโยงพระศาสนากับชุมชนและวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม</li> <li>หลักอปริหานิยธรรมเป็นกรอบธรรมาภิบาลทางพระพุทธศาสนาที่สำคัญ ช่วยเสริมสร้างเอกภาพ ระเบียบวินัย ความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือขององค์กรสงฆ์ ผ่านการประชุมอย่างสม่ำเสมอ การตัดสินใจร่วมกันตามมติสงฆ์ การยึดพระธรรมวินัยเป็นหลัก การเคารพพระเถระผู้ใหญ่ และการดำรงชีวิตอย่างเรียบง่ายเกื้อกูลกัน</li> <li>การบริหารกิจการคณะสงฆ์จังหวัดพังงาตามหลักอปริหานิยธรรมส่งผลให้การดำเนินงานทั้ง 6 ด้านมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ และเสริมสร้างศรัทธาของสังคม โดยหลักอปริหานิยธรรมทำหน้าที่บูรณาการธรรม วินัย และการบริหารเข้าด้วยกันอย่างมีนัยสำคัญ อันเป็นองค์ความรู้สำคัญที่สามารถใช้เป็นฐานเชิงนโยบายในการส่งเสริมการบริหารกิจการคณะสงฆ์ให้มีมาตรฐาน โปร่งใส</li> </ol>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10701
ความสัมพันธ์ระหว่างความฉลาดทางอารมณ์กับความสุขในการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดราษฎร์นิยมธรรม (พิบูลสงคราม)
2026-03-18T23:46:57+07:00
รชตวรรณ คุ้มกลาง
rachatawankum@gmail.com
อุษาพร กลิ่นเกษร
rachatawan.kumk@northbkk.ac.th
<p> การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)ศึกษาระดับความฉลาดทางอารมณ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดราษฎร์นิยมธรรม(พิบูลสงคราม) 2)ศึกษาระดับความสุขในการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดราษฎร์นิยมธรรม(พิบูลสงคราม) และ 3)ศึกษาระดับความสัมพันธ์ระหว่างความฉลาดทางอารมณ์กับความสุขในการเรียนรู้ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดราษฎร์นิยมธรรม(พิบูลสงคราม) กลุ่มตัวอย่างใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดราษฎร์นิยมธรรม(พิบูลสงคราม) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 110 คน โดยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย <strong><em>(</em></strong>Simple Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ คือ ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา IOC มีค่า 1.00 ทุกข้อ แบบวัดความฉลาดทางอารมณ์ จำนวน 47 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .94 และ แบบวัดความสุขในการเรียนรู้ จำนวน 25 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .87 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และความสัมพันธ์ของเพียร์สัน </p> <p><strong><em> </em></strong></p> <p><strong><em> </em></strong></p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li class="show">นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดราษฎร์นิยมธรรม(พิบูลสงคราม) มีความฉลาดทางอารมณ์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากทุกด้าน</li> <li class="show">นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดราษฎร์นิยมธรรม(พิบูลสงคราม) มีความสุขในการเรียนรู้ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากทุกด้าน</li> <li class="show">ความฉลาดทางอารมณ์กับความสุขในการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดราษฎร์นิยมธรรม(พิบูลสงคราม) มีความสัมพันธ์กันทุกด้าน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</li> </ol> <p><strong><em> </em></strong></p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10626
แนวทางการพัฒนาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1
2026-03-12T10:58:13+07:00
ณัฏฐธิดา ขัติขาม
tomtam.nttd@gmail.com
อาภาพรรณ ประทุมไทย
tomtam.nttd@gmail.com
<p> การวิจัยเรื่อง แนวทางการพัฒนาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา และ 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารและครูในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 298 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และในขั้นตอนการศึกษาแนวทางการพัฒนา ผู้ให้ข้อมูลคือผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารงานวิชาการ จำนวน 5 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าอยู่ในระดับมากทุกด้าน ได้แก่ ด้านการจัดการเรียนการสอน ด้านการพัฒนาหลักสูตร ด้านการวัดผล ประเมินผล และดำเนินการเทียบโอนผลการเรียน ด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา ด้านการพัฒนาและใช้สื่อเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา และด้านการพัฒนาครูและบุคลากรอย่างต่อเนื่อง 2)แนวทางการพัฒนาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา ประกอบด้วย การวิเคราะห์ความต้องการและศักยภาพของครูและผู้เรียน การใช้ระบบและแพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นศูนย์กลางในการบริหารงานวิชาการ การส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญและการเรียนรู้เชิงรุก การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการวัด ประเมินผล และวิเคราะห์ข้อมูลทางการศึกษา และการพัฒนาสมรรถนะด้านดิจิทัลของครูควบคู่กับการนิเทศการสอนด้วยเทคโนโลยี ดังนั้นผลการวิจัยสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับการจัดการศึกษาในยุคดิจิทัล</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> เทคโนโลยีสารสนเทศ, การบริหารงานวิชาการ, แนวทางการพัฒนา</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10670
การพัฒนาความสามารถในการแต่งคำประพันธ์ประเภทกลอนสุภาพ และทักษะการทำงานเป็นทีม โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
2026-03-16T00:40:06+07:00
เบญญาภา แก้วอาณา
benyaphaka67@nu.ac.th
น้ำทิพย์ องอาจวาณิชย์
namthipo@nu.ac.th
<p style="font-weight: 400;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการแต่งคำประพันธ์ประเภทกลอนสุภาพของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังเรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการแต่งคำประพันธ์ประเภทกลอนสุภาพของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด หลังเรียนเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 80 และ 3) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการทำงานเป็นทีมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังเรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนบ้านแก่งวิทยา จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด 2) แบบวัดความสามารถในการแต่งคำประพันธ์ประเภทกลอนสุภาพ<strong> </strong>และ 3) แบบประเมินทักษะการทำงานเป็นทีม สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที</p> <p style="font-weight: 400;">ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด มีความสามารถในการแต่งคำประพันธ์ประเภทกลอนสุภาพ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิดมีความสามารถในการแต่งคำประพันธ์ประเภทกลอนสุภาพ หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด มีทักษะการทำงานเป็นทีม หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10551
แนวทางการบริหารสถานศึกษาสู่ความเป็นองค์การสมรรถนะสูง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น
2026-03-15T11:33:16+07:00
ฐาปนี นวลลม
thapaneekie@gmail.com
คณิศร จี้กระโทก
Thapaneekie@gmail.com
นวัตกร หอมสิน
Thapaneekie@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการบริหารสถานศึกษาสู่ความเป็นองค์การสมรรถนะสูง 2) หาแนวทางการบริหารสถานศึกษาสู่ความเป็นองค์การสมรรถนะสูง และ 3) ประเมินแนวทางการบริหารสถานศึกษาสู่ความเป็นองค์การสมรรถนะสูง รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ดำเนินการเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็น กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 367 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.96 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการจัดลำดับความต้องการจำเป็น ระยะที่ 2 ศึกษาแนวทางการบริหารโดยการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง กลุ่มผู้ให้ข้อมูลที่คัดเลือกแบบเจาะจง จำนวน 9 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และระยะที่ 3 ประเมินแนวทางโดยผู้เชี่ยวชาญที่คัดเลือกแบบเจาะจง จำนวน 9 คน ตามเกณฑ์ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการบริหารสถานศึกษาสู่ความเป็นองค์การสมรรถนะสูงโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยความต้องการจำเป็นลำดับแรกคือด้านการมุ่งเน้นผลลัพธ์และการวัดผลการดำเนินงาน รองลงมาคือด้านการจัดการความรู้และนวัตกรรม และด้านการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรตามลำดับ 2) ได้แนวทางการบริหารรวมทั้งสิ้น 36 แนวทาง ครอบคลุม 7 ด้าน ได้แก่ การมุ่งเน้นผลลัพธ์และการวัดผลการดำเนินงาน การจัดการความรู้และนวัตกรรม การพัฒนาศักยภาพบุคลากร การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การปรับตัวและความยืดหยุ่นขององค์การ การกำหนดทิศทางองค์การ และการมุ่งเน้นผู้รับบริการ 3) ผลการประเมินแนวทางโดยผู้เชี่ยวชาญพบว่า มีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์โดยรวมอยู่ในระดับมาก</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10612
การจัดการมรดกทางวัฒนธรรมของชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยง บ้านบางกลอย จังหวัดเพชรบุรี
2026-03-27T10:19:45+07:00
กิตติพงษ์ โคตรจันทึก
kittipong_joo11@hotmail.com
มะลิ ทิพพ์ประจง
Kittipong_joo11@hotmail.com
<p>การวิจัยเรื่อง “การจัดการมรดกทางวัฒนธรรมของชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยง บ้านบางกลอย จังหวัดเพชรบุรี” มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษารูปแบบและกระบวนการจัดการมรดกทางวัฒนธรรม 2) พัฒนาแผนที่การจัดการมรดกทางวัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์ และ 3) พัฒนามรดกทางวัฒนธรรมสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) โดยบูรณาการการวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณแบบคู่ขนาน กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ จำนวน 350 คน ประกอบด้วยผู้นำชุมชน สมาชิกชุมชน นักวิชาการ และเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ ใช้วิธีการสุ่มแบบสะดวก ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 15 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึกและแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า “ไร่หมุนเวียน” เป็นแกนกลางของการจัดการมรดกทางวัฒนธรรม โดยทำหน้าที่เป็นทั้งระบบการผลิตและระบบนิเวศทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงความเชื่อ พิธีกรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้าด้วยกัน ระดับความเข้มแข็งของชุมชนในการจัดการมรดกทางวัฒนธรรมโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.22, S.D. = 0.87) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ความตั้งใจรักษามรดกวัฒนธรรมไว้ให้ลูกหลาน (x̄ = 4.31, S.D. = 0.8 2) นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาแผนที่วัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์ซึ่งเชื่อมโยงพื้นที่ทางวัฒนธรรมกับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและการเรียนรู้วิถีชาติพันธุ์ องค์ความรู้ใหม่จากการวิจัย คือ “3Cs Model” ประกอบด้วย Cultural Root, Community Strength และ Creative Integration ซึ่งเป็นกรอบแนวคิดสำคัญในการจัดการมรดกทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์บนฐานการมีส่วนร่วม ความยั่งยืน และการเคารพสิทธิทางวัฒนธรรม</p> <p><strong> </strong></p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10743
ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษากับการทำงานเป็นทีมของครูในโรงเรียนเขตคุณภาพศรีมโหสถ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 1
2026-03-29T11:17:14+07:00
ศุภฤกษ์ แก้วเมฆ
suparerk.kaeo@northbkk.ac.th
ปัทมา รูปสุวรรณกุล
Suparerk.kaeo@northbkk.ac.th
อุษาพร กลิ่นเกสร
Suparerk.kaeo@northbkk.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา (2) ศึกษาระดับการทำงานเป็นทีมของครู และ (3) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษากับการทำงานเป็นทีมของครู ในเขตคุณภาพศรีมโหสถ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครู จำนวน 66 คน ได้มาจากการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของ Krejcie และ Morgan และสุ่มตัวอย่างแบบอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ระหว่าง 0.67–1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .92 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) การบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (= 4.04, S.D. = 0.66) โดยด้านการไว้วางใจกันมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (2) การทำงานเป็นทีมของครูโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (= 4.09, S.D. = 0.72) โดยด้านการพัฒนาตนเองมีค่าเฉลี่ยสูงสุด และ (3) การบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูงมากกับการทำงานเป็นทีมของครู (r = .838, p < .01) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p>ข้อค้นพบสะท้อนให้เห็นว่าการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของครูในกระบวนการบริหารสถานศึกษา โดยเฉพาะด้านการสร้างความไว้วางใจ การกำหนดเป้าหมายร่วม และการให้อิสระในการปฏิบัติงาน เป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อการพัฒนาการทำงานเป็นทีมของครูอย่างมีประสิทธิภาพ อันนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาในสถานศึกษา</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10742
ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผล ของสถานศึกษา สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดปทุมธานี
2026-03-26T20:13:26+07:00
จิราภรณ์ ปินะสา
jiraporn.pina@northbkk.ac.th
อัจศรา ประเสริฐสิน
jiraporn.pina@northbkk.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหาร 2. ศึกษาประสิทธิผลของสถานศึกษา 3. วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของสถานศึกษา 4. ศึกษาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดปทุมธานี กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารและครู โดยการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ (Stratified sampling) และการสุ่มอย่างง่าย(Random sampling)ได้จำนวน261คนเครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนค่า 5 อันดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง .80 – 1 และมีค่าความเชื่อมั่น (Reliability) .938 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันและวิเคราะห์ตัวแปรพยากรณ์ที่สามารถพยากรณ์ โดยใช้สถิติการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า (1) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( =4.44,S.D.= 0.369) (2) ประสิทธิผลของสถานศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( =4.42,S.D.= .387 (3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของสถานศึกษาพบว่าในภาพรวมภาวะผู้นำทางวิชาการขอผู้บริหารสถานศึกษา มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสิทธิผลของสถานศึกษา อยู่ในระดับสูงมาก (r=.845) โดยมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (4) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา โดยทำการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณด้วยวิธี Stepwise พบว่า มีปัจจัย 3 ด้าน ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติตที่ระดับ .01</p> <p>ข้อค้นพบชี้ให้เห็นว่า ภาวะผู้นำทางวิชาการโดยเฉพาะการกำหนดทิศทางองค์กรที่ชัดเจนมีความสำคัญต่อความสำเร็จของสถานศึกษา เนื่องจากช่วยสร้างความเข้าใจร่วมกันในหมู่บุคลากร และส่งเสริมให้การดำเนินงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ส่งผลให้การบริหารจัดการด้านการศึกษามีความเป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10775
การศึกษาคุณลักษณะส่วนบุคคล ลักษณะงาน การส่งเสริมของผู้บริหาร และการพัฒนาวิชาชีพและผลตอบแทน ที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงานของครู โรงเรียนพรหมานุสรณ์จังหวัดเพชรบุรี
2026-03-27T12:15:50+07:00
ธัญญลักษณ์ ชะริโต
teachertunyalux@gmail.com
เกรียงไกร สัจจะหฤทัย
teachertunyalux@gmail.com
สุบิน ยุระรัช
teachertunyalux@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาลักษณะงาน การส่งเสริมของผู้บริหาร การพัฒนาวิชาชีพและผลตอบแทน และความสุขในการทำงานของครูในโรงเรียนพรหมานุสรณ์จังหวัดเพชรบุรี 2) วิเคราะห์ผลของลักษณะงานและภาระงาน การส่งเสริมของผู้บริหาร การพัฒนาวิชาชีพและผลตอบแทน ที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงานของครู เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรในการวิจัยคือครูโรงเรียนพรหมานุสรณ์จังหวัดเพชรบุรี จำนวน 180 คน โดยเก็บข้อมูลจากประชากรทั้งหมด โดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ครูโรงเรียนพรหมานุสรณ์จังหวัดเพชรบุรีมีระดับความสุขในการทำงานในภาพรวมอยู่ในระดับมากและเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านความมั่นคงและแนวโน้มการอยู่ในองค์กร ด้านความสมดุลระหว่างงานและชีวิตด้านความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเพื่อนร่วมงานและผู้บริหาร ด้านความรู้สึกมีคุณค่าและได้รับการยอมรับ ด้านความพึงพอใจในงานโดยทั้งหมดอยู่ในระดับมาก 2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อระดับความสุขในการทำงานของครูโรงเรียนพรหมานุสรณ์จังหวัดเพชรบุรี ในภาพรวมพบว่า อยู่ในระดับมากและเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ทุกปัจจัยอยู่ในระดับมากเช่นกัน และปัจจัยทั้ง 3 ได้แก่ ลักษณะงาน การส่งเสริมจากผู้บริหาร และการพัฒนาวิชาชีพและผลตอบแทนมีอิทธิพลต่อระดับคงามสุขในการทำงานของครูโรงเรียนพรหมานุสรณ์จังหวัดเพชรบุรี และคุณลักษณะส่วนบุคคลแตกต่างกันมีระดับความสุขในการทำงานแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10624
การบริหารงานบุคคลที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในกลุ่มโรงเรียนเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาที่ 4 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1
2026-03-19T15:43:44+07:00
พรรณีย์ น่วมสีนวน
s64561802014@ssru.ac.th
นันธวัช นุนารถ
S64561802014@ssru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาการบริหารงานบุคคลของสถานศึกษา กลุ่มโรงเรียนเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาที่ 4 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 2) ศึกษาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูกลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาที่ 4 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารงานบุคคลของสถานศึกษากับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูกลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาที่ 4 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 4) ศึกษาการบริหารงานบุคคลของสถานศึกษาที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูกลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาที่ 4 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหาร และครู จำนวน 148 คน กำหนดขนาดตัวอย่างตารางสำเร็จรูปของ เครซี่และมอร์แกน โดยใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น .950 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือสถิติการแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p> </p> <p> </p> <p> ผลการศึกษาพบว่า</p> <p>1) การบริหารงานบุคคลของสถานศึกษากลุ่มการจัดการศึกษาที่ 4 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</p> <p>2) แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียนการจัดการศึกษาที่ 4 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก</p> <p>3) ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารงานบุคคลของสถานศึกษากับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู กลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาที่ 4 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ เท่ากับ 0.752 ซึ่งมีความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกัน และมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับมาก</p> <p>4) การบริหารงานบุคคลของสถานศึกษาที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู กลุ่มการจัดการศึกษาที่ 4 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 ได้แก่ คือ ด้านการประเมินผลการปฏิบัติงาน ด้านการธำรงรักษาบุคลากร ด้านการวางแผนอัตรากำลัง</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10809
ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในอำเภอแปลงยาว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2
2026-04-07T16:44:01+07:00
กัญจน์ วิเศษลา
kunwisetla@gmail.com
อัจศรา ประเสริฐสิน
kun.wise@northbkk.ac.th
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา เปรียบเทียบผลและศึกษาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในอำเภอแปลงยาว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 จากกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครู จำนวน 149 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วน 5 ระดับ (Rating Scale) มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง .80–1 และมีค่าความเชื่อมั่น (Reliability) .956 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์โดยหาค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการเปรียบเทียบค่าคะแนนเฉลี่ยเป็นรายคู่ตามวิธีการของเชฟเฟ่ (Sheffe’s posthoc comparison) (F-test) และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis)</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า</p> <p> 1) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในอำเภอแปลงยาว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 โดยภาพรวมและรายด้านมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก ( =4.10, S.D.= 0.074) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการประเมินผลและตรวจสอบ มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก ( = 4.12, S.D.= 0.142) รองลงมาคือ ด้านการนิเทศการสอน มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก ( = 4.10, S.D.= 0.143) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการส่งเสริมบรรยากาศทางวิชาการ มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก ( = 4.09, S.D.= 0.113)</p> <p> 2) ระดับการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงาน และขนาดโรงเรียน ที่แตกต่างกัน มีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในอำเภอแปลงยาว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 โดยภาพรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01</p> <p> 3) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา ควรมุ่งเน้นการกำหนดวิสัยทัศน์และภารกิจทางวิชาการที่ชัดเจน ควบคู่กับการบริหารจัดการหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษา รวมถึงการนิเทศการสอนและการติดตามความก้าวหน้าของผู้เรียนอย่างเป็นระบบ และส่งเสริมบรรยากาศทางวิชาการที่เอื้อต่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการทำงานร่วมกันของครู</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10821
ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตบางแค กรุงเทพมหานคร
2026-03-30T21:02:06+07:00
กานต์ วิเศษลา
kanlasthoper@gmail.com
อัจศรา ประเสริฐสิน
kan.wise@northbkk.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตบางแค กรุงเทพมหานคร (2) เปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์จำแนกตามเพศ ระดับการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงาน และ (3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครู จำนวน 212 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ระหว่าง .80–1.00 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .956 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) การเปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธีเชฟเฟ่ และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.21, S.D. = 0.145) โดยด้านความยืดหยุ่นมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ( = 4.24, S.D. = 0.210) รองลงมาคือด้านจินตนาการ ( = 4.23,S.D. = 0.200) และด้านความไว้วางใจมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ( = 4.16, S.D. = 0.195) (2) ครูที่มีเพศแตกต่างกันมีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และประสบการณ์ในการทำงานแตกต่างกันส่งผลต่อความคิดเห็นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ขณะที่ระดับการศึกษาไม่แตกต่าง (3) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ควรมุ่งเน้นการเปิดรับแนวคิดใหม่ การใช้จินตนาการเชื่อมโยงบริบทของสถานศึกษา การบริหารงานอย่างยืดหยุ่น การกำหนดวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน และการสร้างความไว้วางใจผ่านความโปร่งใส การมีส่วนร่วม และการสนับสนุนบุคลากรอย่างต่อเนื่อง</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10737
การบริหารงานแนะแนวตามหลักวงจรบริหารงานคุณภาพ (PDCA) ของผู้บริหารโรงเรียนกลุ่มเครือข่ายดงคำเดือย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ
2026-03-27T10:10:53+07:00
วรรณวิมล เพ็งภา
oaewanwimon64@outlook.co.th
เมธาวี โชติชัยพงศ์
oaewanwimon64@outlook.co.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารงานแนะแนวตามหลัก PDCA ของผู้บริหารโรงเรียนกลุ่มเครือข่ายดงคำเดือย และ 2) นำเสนอแนวทางการพัฒนาการบริหารงานแนะแนว ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ ครูผู้สอน <br />จำนวน 122 คน ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 94 คน วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบ ชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) และการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) และผู้ให้สัมภาษณ์คือ ผู้บริหารสถานศึกษาดีเด่น จำนวน 8 คน เครื่องมือวิจัยคือ แบบสอบถาม ได้ค่า IOC=1.00 และค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .97 และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (x̄ = 3.42) ส่วนสภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (xˉ= 4.60) โดยมีความจำเป็นเร่งด่วนที่สุดในด้านการตรวจสอบงานบริการจัดวางตัวบุคคล และ 2) แนวทางการพัฒนาเน้นการใช้เทคโนโลยี Big Data และ AI เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลรายบุคคล การใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลและ E-Learning ในการพัฒนาบุคลากร รวมถึงการใช้ Data Analytics เพื่อยกระดับคุณภาพการแนะแนวให้ทันสมัยและตอบโจทย์ผู้เรียน</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10678
การพัฒนาความสามารถการเขียนเชิงสร้างสรรค์และทักษะการสื่อสารโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน ร่วมกับแบบฝึกทักษะ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
2026-03-21T15:37:15+07:00
นิตยา ทศพล
amnittaya2606@gmail.com
น้ำทิพย์ องอาจวาณิชย์
nittayat67@nu.ac.th
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องการเขียนเชิงสร้างสรรค์และทักษะการสื่อสารโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐานร่วมกับแบบฝึกทักษะ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถด้านการเขียนเชิงสร้างสรรค์ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐานร่วมกับแบบฝึกทักษะ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และ 3) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการสื่อสารก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐานร่วมกับแบบฝึกทักษะ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/3 โรงเรียนพิไกรวิทยา ปีการศึกษา 2568 จำนวน 26 คน ได้มาโดยวิธีสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์และทักษะการสื่อสาร และ 3) แบบทดสอบวัดความสามารถการเขียนเชิงสร้างสรรค์และทักษะการสื่อสาร สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องการเขียนเชิงสร้างสรรค์และทักษะการสื่อสารโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐานร่วมกับแบบฝึกทักษะ ผลรวมการพิจารณาความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.74, S.D. = 0.11) 2) นักเรียนมีความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3)นักเรียนมีทักษะการสื่อสารหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10681
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำของผู้บริหารกับสมรรถนะดิจิทัล ของข้าราชการครู สำนักงานเขตบางเขน สังกัดกรุงเทพมหานคร
2026-03-22T19:01:21+07:00
มนัญญา ประสันแพงศรี
nungning.mp@gmail.com
ศิริรัตน์ ทองมีศรี
Nungning.mp@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานเขตบางเขน สังกัดกรุงเทพมหานคร 2) ศึกษาสมรรถนะดิจิทัลของข้าราชการครู และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำของผู้บริหารกับสมรรถนะดิจิทัลของครู กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ข้าราชการครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตบางเขน จำนวน 165 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยตารางเครจซี่และมอร์แกน และสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามภาวะผู้นำของผู้บริหาร 7 ด้าน จำนวน 35 ข้อ และแบบสอบถามสมรรถนะดิจิทัลของครู 5 ด้าน จำนวน 25 ข้อ มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.95 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1)ภาวะผู้นำของผู้บริหารโดยรวมอยู่ในระดับมาก( ) = 4.38, S.D. = 0.58) โดยด้านการเข้าสังคมมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา ได้แก่ การรู้จักปรับปรุงแก้ไข การยอมรับนับถือ การมีความคิดริเริ่ม การประสานงาน การโน้มน้าวจิตใจ และด้านการให้ความช่วยเหลือมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด 2)สมรรถนะดิจิทัลของครูโดยรวมอยู่ในระดับมาก( )= 4.34, S.D. = 0.51) ทุกด้านอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ ความสามารถด้านผู้นำดิจิทัล การแก้ปัญหาด้านดิจิทัล ทักษะการใช้สื่อและเทคโนโลยีดิจิทัล ความรอบรู้ด้านข้อมูลและสารสนเทศ และการสื่อสารดิจิทัล 3)ภาวะผู้นำของผู้บริหารมีความสัมพันธ์ทางบวกกับสมรรถนะดิจิทัลของครูในระดับมาก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10763
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการในยุคดิจิทัลของผู้บริหาร กับประสิทธิภาพการสอนของครูสอนภาษาจีนในโรงเรียนเอกชน สังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสมุทรสาคร
2026-03-27T12:04:33+07:00
ศุณิสา เฉลิมรัตนาพร
zhilan.9696@gmail.com
เสาวภาคย์ แหลมเพ็ชร
Zhilan.9696@gmail.com
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) ระดับภาวะผู้นำทางวิชาการในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ระดับประสิทธิภาพการสอนของครูสอนภาษาจีนโรงเรียนเอกชน และ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการในยุคดิจิทัลของผู้บริหารกับประสิทธิภาพการสอนของครูภาษาจีนในโรงเรียนเอกชน สังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสมุทรสาคร กลุ่มตัวอย่างคือ ครูที่ปฏิบัติงานอยู่ในโรงเรียนเอกชน สังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสมุทรสาคร จำนวน 278 เลือกโดยวิธีการแบ่งชั้นภูมิตามโรงเรียน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถาม โดยมีค่าดัชนี IOC อยู่ระหว่าง 0.80-1.00 และนำไปทดสอบหาค่าความเชื่อมั่น ได้เท่ากับ 0.98 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความสอดคล้อง ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างง่ายของเพียร์สัน ผลการศึกษาพบว่า 1) ภาวะผู้นำทางวิชาการในยุคดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียนเอกชน สังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสมุทรสาคร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 3.91, SD = .931) 2) ประสิทธิภาพการสอนของครูภาษาจีนโรงเรียนเอกชน สังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสมุทรสาคร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.08, SD = .546) และ 3) ภาวะผู้นำทางวิชาการในยุคดิจิทัลของผู้บริหารมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสิทธิภาพการสอนของครูสอนภาษาจีนในโรงเรียนเอกชน สังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสมุทรสาคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r<sub>xy</sub> = .912**) </p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10387
การประเมินโครงการเศรษฐกิจพอเพียงของสถานศึกษา กลุ่มโรงเรียนพะวอ-ด่านแม่ละเมา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2
2026-02-16T11:58:29+07:00
พิจิตร พงษ์สิทธิศักดิ์
noomphichit59@gmail.com
ประจบ ขวัญมั่น
noomphichit59@gmail.com
<p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อประเมินโครงการเศรษฐกิจพอเพียง โดยประเมินด้านปัจจัยนำเข้า (Input) ด้านกระบวนการดำเนินงาน (Process) ด้านผลผลิต (Output) ตามรูปแบบการประเมินเชิงระบบ (System Approach Model) และหาแนวทางพัฒนาโครงการเศรษฐกิจพอเพียง ของสถานศึกษากลุ่มโรงเรียนพะวอ-ด่านแม่ละเมา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหาร ครู นักเรียน ผู้ปกครอง และคณะกรรมการสถานศึกษา รวมทั้งสิ้นจำนวน 274 คน ซึ่งได้มาโดยการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างของเคร็จซี่และมอร์แกน และสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 17 คน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ แจกแจงความถี่ (f) ร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการวิเคราะห์เนื้อหา (content analysis)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) การประเมินโครงการเศรษฐกิจพอเพียง โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก และผ่านเกณฑ์การประเมิน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านผลผลิต (Output) ( <strong>=</strong>4.31, S.D.=0.48) รองลงมา ด้านกระบวนการดำเนินงาน (Process) ( =4.18, S.D.=0.54) และด้านปัจจัยนำเข้า (Input) ( =4.12, S.D.=0.48) ตามลำดับ (2) แนวทางพัฒนาโครงการเศรษฐกิจพอเพียง ตามความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิ ดังนี้ 1) ด้านปัจจัยนำเข้า (Input) ควรพัฒนาศักยภาพบุคลากรผ่านการปฏิบัติจริง ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า กำหนดตัวชี้วัดที่สะท้อนผลตามหลักพอเพียง และส่งเสริมการระดมทรัพยากรเพื่อความยั่งยืน 2) ด้านกระบวนการ (Process) ควรเสริมบทบาทผู้บริหารเป็นโค้ช สนับสนุนการทำงานอย่างเป็นระบบ สื่อสารและติดตามผลอย่างกระชับ พร้อมสรุปบทเรียนเพื่อพัฒนา Best Practices อย่างต่อเนื่อง 3) ด้านผลผลิต (Output) ควรส่งเสริมความเข้าใจและการประยุกต์ใช้หลักพอเพียงผ่านการมีส่วนร่วมและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ พร้อมพัฒนาวัฒนธรรมองค์กรสู่การเป็นต้นแบบอย่างยั่งยืน</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10638
ศึกษามุมมองของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่มีต่อการสื่อสารภาษาอังกฤษและการบริการของพนักงานผู้ให้บริการชาวไทย
2026-03-16T00:28:10+07:00
อรคนางค์ นวลเจริญ
orakanang@aru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อสำรวจข้อมูลทั่วไปของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติผู้ใช้ภาษาอังกฤษในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2) เพื่อศึกษาความสามารถการสื่อสารภาษาอังกฤษของพนักงานผู้ให้บริการชาวไทยผ่านมุมมองของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 3)เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่มีต่อคุณภาพของพนักงานผู้ให้บริการชาวไทย กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 25 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การถอดความจากบทสัมภาษณ์ วิเคราะห์เชิงเนื้อหา และจัดหมวดหมู่ตามประเด็นทัศนคติ พร้อมทั้งสรุปและอภิปรายผลในลักษณะความเรียง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ มีความสนใจในศิลปวัฒนธรรม ต้องการมาท่องเที่ยว โบราณสถานเมืองประวัติศาสตร์เป็นอย่างมาก 2) นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติส่วนใหญ่มีทัศนคติเชิงบวกต่อการสื่อสารภาษาอังกฤษและการให้บริการของพนักงานผู้ให้บริการชาวไทย นักท่องเที่ยงชาวต่างชาติมีความพึงพอใจต่อการสื่อสารภาษาอังกฤษในภาพรวม ถึงแม้ว่าระดับความสามารถด้านภาษาอังกฤษของพนักงานจะอยู่ในระดับปานกลาง แต่พนักงานมีความพยายามในการสื่อสารและสามารถถ่ายทอดความหมายได้อย่างเข้าใจ 3) ในด้านการบริการนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมีความพึงพอใจต่อการให้บริการ โดยระบุว่าพนักงานมีความเอาใจใส่ ให้ความช่วยเหลืออย่างทั่วถึง และมีความเต็มใจในการให้บริการ ซึ่งสะท้อนถึงการมีจิตบริการ อย่างชัดเจน ส่งผลให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเกิดความประทับใจต่อคุณภาพการบริการของพนักงานชาวไทยเป็นอย่างยิ่ง จากผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า ทัศนคติในการให้บริการมีความสำคัญมากกว่าความถูกต้องทางภาษาในการสร้างความพึงพอใจให้กับนักท่องเที่ยว</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10785
สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการบริหารสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา สุราษฎร์ธานี ชุมพร
2026-03-28T10:39:33+07:00
อัญชนา ใจซื่อดี
unchana.jai@student.mbu.ac.th
พระครูวุฒิชัยการโกศล
unchana.jai@student.mbu.ac.th
<p> สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพในการบริหารสถานศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษา 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิภาพในการบริหารสถานศึกษา <br />4) เพื่อศึกษาตัวแปรพยากรณ์สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการบริหารสถานศึกษา ประชากร ได้แก่ ครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา สุราษฎร์ธานี ชุมพร ปีการศึกษา 2568 ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 341 คน จากตารางสำเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกน และใช้วิธีสุ่มอย่างง่าย (Simple random sampling) โดยวิธีการจับฉลากชื่อครูแบ่งตามชื่อโรงเรียนแบบไม่ใส่คืน เครื่องมือที่ใช้วิจัยคือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน สถิติการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบปกติและแบบขั้นตอน</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong>1) สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวม อยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.53, = 0.21) 2) ประสิทธิภาพในการบริหารสถานศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.53, = 0.20) 3) สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิภาพในการบริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูง (r = .725) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 4) ตัวแปรพยากรณ์สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการบริหารสถานศึกษา พบว่า เมื่อนำตัวแปรสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาด้านการมุ่งผลสัมฤทธิ์ ด้านความร่วมแรงร่วมใจ สามารถร่วมกันทำนายประสิทธิภาพในการบริหารสถานศึกษา ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ได้ร้อยละ 53.5 สามารถสร้างสมการถดถอยในรูปคะแนนดิบและคะแนนมาตรฐานสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ ŷ = 1.731 + .380 (X<sub>3</sub>) + .238 (X<sub>4</sub>) และสมการคะแนนมาตรฐาน Ẑ = .487 (X<sub>3</sub>) + .236 (X<sub>4</sub>)</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10752
ความสัมพันธ์ระหว่างทักษะการบริหารในศตวรรษที่ 21 กับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ลำปาง ลำพูน
2026-03-29T11:41:41+07:00
รุ่งโรจน์ ยามมี
67205796@up.ac.th
ณัฐวุฒิ สัพโส
67205796@up.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทักษะการบริหารในศตวรรษที่ 21 ประสิทธิผลในการบริหารงานวิชาการ และความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรทั้งสองของผู้บริหารโรงเรียนในจังหวัดลำปาง ลำพูน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลำปาง ลำพูน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอนระดับมัธยมศึกษา จำนวน 317 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ทักษะการบริหารในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลำปาง ลำพูน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ทักษะการคิดสร้างสรรค์ รองลงมาคือ ทักษะการสื่อสาร ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือ ทักษะการแก้ปัญหา 2) ประสิทธิผลในการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนในจังหวัดลำปาง ลำพูน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลำปาง ลำพูน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา รองลงมาคือ ด้านการพัฒนาการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือ ด้านการนิเทศการศึกษา และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างทักษะการบริหารศตวรรษที่ 21 พบว่า มีความสัมพันธ์กันในทางบวก ในระดับสูงมาก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10774
ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการจัดการสภาพแวดล้อมของโรงเรียนในสหวิทยาเขตสุวรรณภูมิปราการ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ
2026-04-06T12:46:14+07:00
จุรีพร เฉลยมณี
jureeporn5264@gmail.com
สุวิทย์ สลามเต๊ะ
Jureeporn5264@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาการจัดการสภาพแวดล้อมของโรงเรียน และ 3) ศึกษาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการจัดการสภาพแวดล้อมของโรงเรียนในสหวิทยาเขตสุวรรณภูมิปราการ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 260 คน ซึ่งกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซี่และมอร์แกน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .927 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p><strong>ผลการวิจัย พบว่า</strong></p> <p> 1) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2) การจัดการสภาพแวดล้อมของโรงเรียนโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก และ 3) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาส่งผลต่อการจัดการสภาพแวดล้อมของโรงเรียนในสหวิทยาเขตสุวรรณภูมิปราการ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยตัวแปรที่เข้าสู่สมการพยากรณ์ตามลำดับ ได้แก่ ด้านความยืดหยุ่น ด้านความคิดสร้างสรรค์ ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล และด้านวิสัยทัศน์ ซึ่งมีประสิทธิภาพในการพยากรณ์ได้ร้อยละ 70.3</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10780
หลักพรหการใช้หลักพรหมวิหาร 4 ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3 มวิหาร 4 ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3
2026-03-28T10:34:28+07:00
วรันทร วันพุฒ
waruntorn.wan@student.mbu.ac.th
ทิพมาศ เศวตวรโชติ
waruntorn.wan@student.mbu.ac.th
<p> สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการใช้หลักพรหมวิหาร 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของครู 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการใช้หลักพรหมวิหาร 4 ของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของครู และ 4) ศึกษาตัวแปรพยากรณ์การใช้หลักพรหมวิหาร 4 ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3 ประชากร ได้แก่ ครูผู้สอน ปีการศึกษา 2568 ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 324 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบปกติและแบบขั้นตอน</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong>1) การใช้หลักพรหมวิหาร 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด <strong> </strong>2) ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของครู โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด <strong> </strong>3) การใช้หลักพรหมวิหาร 4 ของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของครูมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r = .641) และ 4) ตัวแปรพยากรณ์การใช้หลักพรหมวิหาร 4 ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของครู พบว่า มี 3 ด้าน ได้แก่ ด้านอุเบกขา ด้านเมตตา และด้านมุทิตา ซึ่งสามารถร่วมกันทำนายประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของครูได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 โดยมีอำนาจพยากรณ์ร้อยละ 44.7 และสามารถสร้างสมการพยากรณ์ได้ดังนี้ สมการคะแนนดิบ ŷ = 1.924 + .228(X<sub>4</sub>) + .241(X<sub>1</sub>) + .107(X<sub>3</sub>) และสมการคะแนนมาตรฐาน Ẑ = .363(X<sub>4</sub>) + .320(X<sub>1</sub>) + .159(X<sub>3</sub>) </p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10894
ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผล ของสถานศึกษาในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2
2026-04-07T16:23:46+07:00
ปนิตา หนูอินทร์แก้ว
panita.nui@student.mbu.ac.th
สุภัทรา ภูษิตรัตนาวลี
panita.nui@student.mbu.ac.th
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ระดับประสิทธิผลของสถานศึกษา 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมกับประสิทธิผลของสถานศึกษา และ 4) ตัวแปรพยากรณ์ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอนในปีการศึกษา 2568 จำนวน 327 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอนผลการวิจัยพบว่า ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารและประสิทธิผลของสถานศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 ตัวแปรพยากรณ์ที่สำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ ความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ ความน่าเคารพ และความไว้วางใจ ซึ่งสามารถร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิผลของสถานศึกษาได้ร้อยละ 75.80 สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ คือ = 0.517+ 0.357X<sub>5</sub> + 0.225X<sub>3</sub> + 0.179X<sub>2</sub> + 0.128X<sub>1</sub> และในรูปคะแนนมาตรฐาน คือ ดังนี้ <em> </em> = 0.373 X<sub>5</sub> + 0.246 X<sub>3</sub> + 0.207 X<sub>2</sub> + 0.138 X<sub>1</sub> แสดงให้เห็นว่าภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประสิทธิผลของสถานศึกษาอย่างมีนัยสำคัญ</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10928
การบริหารสภาพแวดล้อมในสถานศึกษาที่ส่งผลต่อทักษะการเรียนรู้ ของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2
2026-04-08T21:08:04+07:00
พิมพ์ศิริพร แก้วเกลี้ยง
pppim18@gmail.com
บุญส่ง ทองเอียง
pppim18@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาระดับการบริหารสภาพแวดล้อมในสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาระดับทักษะการเรียนรู้ของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารสภาพแวดล้อมในสถานศึกษากับทักษะการเรียนรู้ของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 4) เพื่อศึกษาตัวแปรพยากรณ์การบริหารสภาพแวดล้อมในสถานศึกษาที่ส่งผลต่อทักษะการเรียนรู้ของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 กลุ่มตัวอย่าง คือ ครู จำนวน 322 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารสภาพแวดล้อมในสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ใน ระดับมาก 2) ทักษะการเรียนรู้ของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3) ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารสภาพแวดล้อมในสถานศึกษากับทักษะการเรียนรู้ของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 มีความสัมพันธ์ทางบวกกันในระดับค่อนข้างสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4) ตัวแปรการบริหารสภาพแวดล้อมในสถานศึกษา จำนวน 3 ด้าน เป็นตัวแปรพยากรณ์ที่ดีที่สุด คือด้านสังคมกลุ่มเพื่อน ด้านการบริหารจัดการและด้านกายภาพ ซึ่งสามารถร่วมกันพยากรณ์ทักษะของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ได้ร้อยละ 63 สามารถสร้างสมการถดถอยในรูปคะแนนดิบ ได้ดังนี้ = 1.191 + .272 (X<sub>4</sub>) + .233 (X<strong><sub>3</sub></strong>) + .196 (X<sub>1</sub>) และคะแนนมาตรฐาน ได้ดังนี้ = .342 (X<sub>4</sub>) + .289 (X<sub>3</sub>) + .248 (X<sub>1</sub>)</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10815
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเป็นองค์การแห่งนวัตกรรมของสถานศึกษา
2026-04-07T10:02:22+07:00
ชลธิชา ดีสังข์
chontichad67@nu.ac.th
เอื้อมพร หลินเจริญ
chontichad67@nu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับของปัจจัยที่ส่งผลต่อความเป็นองค์การแห่งนวัตกรรมของสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับของความเป็นองค์การแห่งนวัตกรรมของสถานศึกษา และ 3) ศึกษาปัจจัยที่ดีที่ส่งผลต่อความเป็นองค์การแห่งนวัตกรรมของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2 จำนวน 103 คน โดยได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับของปัจจัยที่ส่งผลต่อความเป็นองค์การแห่งนวัตกรรมของสถานศึกษา ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ระดับของความเป็นองค์การแห่งนวัตกรรมของสถานศึกษา ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก และ 3) ปัจจัยที่ดีที่ส่งผลต่อความเป็นองค์การแห่งนวัตกรรมของสถานศึกษา อย่างมีระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ได้แก่ ปัจจัยด้านการให้รางวัล และปัจจัยด้านนโยบายจากหน่วยงานต้นสังกัด ส่งผลต่อความเป็นองค์การแห่งนวัตกรรมของสถานศึกษา โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ (R) เท่ากับ 0.483 มีอำนาจพยากรณ์ ( ) ได้ร้อยละ 23.30 มีค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐาน เท่ากับ 0.322 สามารถเขียนสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบและคะแนนมาตรฐานตามลำดับ ดังนี้</p> <p>สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ</p> <p> 0.180( ) + 0.432( ) + 1.871</p> <p><strong> </strong>สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน</p> <p> 0.196( ) + 0.415( )</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10719
การใช้อำนาจแบบ Soft Power ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 1
2026-03-21T16:53:15+07:00
ชานนท์ พรชัยเทพินทร์
chanon.utp@gmail.com
ปิยะนาถ บุญมีพิพิ
chanon.utp@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการใช้อำนาจแบบ Soft Power ของผู้บริหาร 2) เพื่อศึกษาการเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา 3) เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างการใช้อำนาจแบบ Soft Power ของผู้บริหารสถานศึกษากับการเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 1 โดยใช้การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารและครู จำนวน 204 คน ได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้นและการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือในการวิจัยเป็นแบบสอบถามที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.67–1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.92 และ 0.97 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) การใช้อำนาจแบบ Soft Power ของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.72, S.D. = 0.48) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ การสร้างความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ที่ดี (M = 4.78, S.D. = 0.43) รองลงมาคือ การสร้างแรงบันดาลใจและการมีส่วนร่วม การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ การสร้างค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กร การใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชน (2) การเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.68, S.D. = 0.47) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ การเข้าถึงการศึกษา (M = 4.69, S.D. = 0.46) รองลงมาคือ การบริหารจัดการเชิงนโยบาย การเรียนรู้ร่วมกัน และการสนับสนุนการเรียนรู้ในชุมชน (3) ตัวแปรที่สามารถพยากรณ์การเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา ได้แก่ การสร้างแรงบันดาลใจและการมีส่วนร่วม (X<sub>2</sub>) การสร้างค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กรที่ดี (X<sub>3</sub>) และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชน (X<sub>6</sub>) ซึ่งร่วมกันสามารถอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 62.90 (R² = 0.629, p < 0.01) โดยสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบคือ Ŷ = 0.686 + 0.226(X<sub>2</sub>) + 0.150(X<sub>3</sub>) + 0.244(X<sub>6</sub>) และในรูปคะแนนมาตรฐานคือ ZŶ = 0.247(X<sub>2</sub>) + 0.156(X<sub>3</sub>) + 0.291(X<sub>6</sub>)</p> <p><strong> </strong></p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10777
การบริหารงานวัดและประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักธรรมาภิบาลของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาอุทัยธานี เขต 2
2026-03-27T12:18:21+07:00
สิระ บุตรโท
sr.max2531@hotmail.com
วินัย ทองมั่น
sr.max2531@hotmail.com
วรกฤต เถื่อนช้าง
sr.max2531@hotmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหารงานวัดและประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักธรรมาภิบาลของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุทัยธานี เขต 2 และ 2) เปรียบเทียบสภาพการบริหารงานดังกล่าวตามปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 210 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li class="show">สภาพการบริหารงานวัดและประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักธรรมาภิบาลของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุทัยธานี เขต 2 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ครอบคลุม 7 ด้าน เรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ การนำผลการวัดและประเมินผลไปใช้ในการพัฒนา การพัฒนางานวัดและประเมินผล การประเมินงานวัดและประเมินผล การดำเนินงานวัดและประเมินผล การเตรียมปัจจัยด้านการวัดและประเมินผล การวางแผนการวัดและประเมินผล และการวิเคราะห์และรายงานผลการวัดและประเมินผล</li> </ol> <p>2. ผลการเปรียบเทียบตามปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และครูผู้ทำหน้าที่หัวหน้างานวัดและประเมินผลที่มีอายุต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการบริหารงานวัดและประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักธรรมาภิบาลแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนเพศ ระดับการศึกษา ตำแหน่ง ประสบการณ์ในการทำงาน และปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม ได้แก่ การได้รับความรู้ด้านการวัดและประเมินผล การมีส่วนร่วมเป็นคณะกรรมการด้านการวัดและประเมินผล และการใช้เทคโนโลยีในการวัดและประเมินผล ไม่พบความแตกต่าง</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10811
แนวทางการสร้างขวัญกำลังใจตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของครูโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จังหวัดกาฬสินธุ์
2026-04-12T13:54:20+07:00
สามเณรกรวิทย์ สังรวมใจ
juejan.2499@gmail.com
กชภัทร์ สงวนเครือ
juejan.2499@gmail.com
สมศักดิ์ บุญปู่
juejan.2499@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการสร้างขวัญกำลังใจ 2) ศึกษาวิธีการสร้างขวัญกำลังใจ และ 3) พัฒนาแนวทางการสร้างขวัญกำลังใจตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของครูโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารและครู จำนวน 92 รูป/คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 รูป/คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>สภาพการสร้างขวัญกำลังใจโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (x̄ = 3.50, SD = 0.41) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ การสื่อสารอย่างสร้างสรรค์และให้เกียรติ (x̄ = 3.74, SD = 0.63) การปฏิบัติต่อครูอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม (x̄ = 3.69, SD = 0.66) และการส่งเสริมความก้าวหน้าและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (x̄ = 3.58, SD = 0.56) ทั้งนี้ พบว่าจุดเด่นอยู่ที่บรรยากาศการสื่อสารแบบเปิดและการมีส่วนร่วม แต่ยังมีข้อจำกัดด้านความต่อเนื่องของการพัฒนาวิชาชีพและการติดตามผล</li> <li>วิธีการสร้างขวัญกำลังใจประกอบด้วย 6 ด้าน ได้แก่ การสนับสนุนทุนและพัฒนาวิชาชีพ การจัดสวัสดิการและค่าตอบแทน การสื่อสารเชิงบวก การส่งเสริมความก้าวหน้า การปฏิบัติอย่างเป็นธรรม และการประเมินผลที่ชัดเจน โดยบูรณาการหลักสังคหวัตถุ 4 ได้แก่ ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา และสมานัตตตา</li> </ol> <p> </p> <ol start="3"> <li>องค์ความรู้ใหม่คือ “รูปแบบการบูรณาการสังคหวัตถุ 4 กับการบริหารทรัพยากรมนุษย์ 6 ด้าน” ซึ่งนำไปสู่แนวทางการพัฒนา 4 ประการ ได้แก่ การให้ การสื่อสารเชิงบวก การปฏิบัติเพื่อส่วนรวม และความเสมอภาคอย่างเป็นธรรม อันส่งผลต่อการเสริมสร้างขวัญกำลังใจของครูอย่างเป็นระบบและยั่งยืน</li> </ol> <p> </p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10950
ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราชเขต 3
2026-04-09T20:39:49+07:00
ปราณี จัตตุพงศ์
pranee.jut@student.mbu.ac.th
บุญส่ง ทองเอียง
pranee.jut@student.mbu.ac.th
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาระดับประสิทธิผลของสถานศึกษา 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของสถานศึกษา 4) เพื่อศึกษาตัวแปรพยากรณ์ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราชเขต 3 กลุ่มตัวอย่างคือ ครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 313 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.948 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอนผลการวิจัย</p> <p>พบว่าภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารและประสิทธิผลของสถานศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 ตัวแปรพยากรณ์ที่สำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ ด้านความเป็นปัจเจกบุคคล ด้านการมีความคิดสร้างสรรค์ ด้านการทำงานเป็นทีม ด้านการมีวิสัยทัศน์ ซึ่งสามารถร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิผลของสถานศึกษาได้ร้อยละ 55.7เมื่อนำตัวแปรทั้งหมดไปสร้างสมการพยากรณ์ สามารถสร้างสมการพยากรณ์ในรูปของคะแนนดิบ = 1.396 + .263 (X<sub>4</sub>) + .189 (X<sub>3</sub>) + .170 (X<sub>5</sub>) + .091 (X<sub>1</sub>)<strong> </strong>สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน <strong> </strong> = .269 (X<sub>3</sub>) + .261 (X<sub>4</sub>) + .207 (X<sub>5</sub>) + .123 (X<sub>1</sub>) แสดงให้เห็นว่าภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประสิทธิผลของสถานศึกษาอย่างมีนัยสำคัญ</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10787
แนวทางการขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แพลตฟอร์ม การเรียนรู้ดิจิทัล และปัญญาประดิษฐ์ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1
2026-03-28T10:44:23+07:00
อัมรา ตาจีน
amara.tajeen28@gmail.com
ณัฐวุฒิ สัพโส
amara.tajeen28@gmail.com
<p>การวิจัยเรื่อง แนวทางการขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แพลตฟอร์มการเรียนรู้ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาสภาพการขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แพลตฟอร์มการเรียนรู้ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ของสถาน และ(2) ศึกษาแนวทางการขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แพลตฟอร์มการเรียนรู้ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ของสถาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1 โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารและครูในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 298 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และในขั้นตอนการศึกษาแนวทางการขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แพลตฟอร์มการเรียนรู้ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ของสถาน ผู้ให้ข้อมูลคือผู้เชี่ยวชาญด้านการขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แพลตฟอร์มการเรียนรู้ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ของสถาน จำนวน 5 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แพลตฟอร์มการเรียนรู้ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ของสถาน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าอยู่ในระดับมากทุกด้าน ได้แก่ ด้านการร่วมวิเคราะห์สภาพแวดล้อมองค์กร ด้านการร่วมสร้างความตระหนัก ด้านการร่วมวางแผน ด้านการร่วมดำเนินการ ด้านการร่วมเสริมแรง ด้านการร่วมประเมินผล และด้านการร่วมเผยแพร่และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง 2) แนวทางการขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แพลตฟอร์มการเรียนรู้ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ของสถานศึกษา ที่ได้จากการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ สรุปได้ทั้งหมด 7 ด้าน 23 แนวทาง ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการวางแผนและกำหนดแนวทางการพัฒนาการขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แพลตฟอร์มการเรียนรู้ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ของสถานศึกษาและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลและนโยบายการศึกษาในระดับพื้นที่และระดับชาติต่อไป</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10794
การพัฒนาชุมชนแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียนโดยใช้การมีส่วนร่วม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 2
2026-03-30T16:38:51+07:00
อภิลักษณ์ พิมศรี
apilukpimsri@gmail.com
พงษ์ศักดิ์ ศรีจันทร์
apilukpimsri@gmail.com
ศุภางค์จิต กัลยาแก้ว
apilukpimsri@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการพัฒนาชุมชนแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียนโดยใช้การมีส่วนร่วม 2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาชุมชนแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียนโดยใช้การมีส่วนร่วม 3) เพื่อประเมินแนวทางการพัฒนาชุมชนแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียนโดยใช้การมีส่วนร่วม ใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน แบ่งการดำเนินการเป็น 3 ระยะ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็น กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 302 คน โดยสุ่มแบบแบ่งชั้นตามขนาดโรงเรียน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และความต้องการจำเป็น ระยะที่ 2 ศึกษาแนวทางการพัฒนา จากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 6 คน โดยใช้การสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และการวิเคราะห์เนื้อหา และระยะที่ 3 ประเมินแนวทางการพัฒนา โดยผู้เชี่ยวชาญ 9 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) สภาพปัจจุบันโดยรวมอยู่ในระดับมาก สภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และความต้องการจำเป็นมีค่าระหว่าง 0.218 - 0.306 ด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุด คือ ชุมชนแห่งการเรียนรู้เชิงวิชาชีพ (PLC) รองลงมา ได้แก่ การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและชุมชน วิสัยทัศน์และเป้าหมายร่วมกัน สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ความเป็นประชาธิปไตย และ การทำงานร่วมกันและความเป็นกัลยาณมิตร ตามลำดับ</p> <p>2) แนวทางการพัฒนาชุมชนแห่งการเรียนรู้โดยใช้การมีส่วนร่วม ประกอบด้วย 6 ด้าน รวม 48 แนวทาง</p> <p>3) การประเมินแนวทางด้าน ความเหมาะสม ความเป็นประโยชน์ และความเป็นไปได้ โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10926
แนวทางการพัฒนาการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาที่มีประสิทธิผลของโรงเรียนในกลุ่ม 6 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1
2026-04-09T09:41:35+07:00
รัชฎาพร วิเศษแก้ว
s64561802024@ssru.ac.th
นันธวัช นุนารถ
s64561802024@ssru.ac.th
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาที่มีประสิทธิผลของโรงเรียนในกลุ่ม 6 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 2) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาที่มีประสิทธิผลของโรงเรียนในกลุ่ม 6 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารและครู จำนวน 254 คน ได้มาโดยการกำหนดขนาดตัวอย่างตามตารางของ Krejcie and Morgan และใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก(x̄=4.47, S.D.=0.60) และหากพิจารณาเป็นรายด้าน สถานศึกษามีจุดแข็งด้านนโยบายและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังควรพัฒนาในด้านการนำแผนไปสู่การปฏิบัติให้มีความสม่ำเสมอและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 2. แนวทางการพัฒนาประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาที่มีประสิทธิผลประกอบด้วย 1) การพัฒนาระบบการสื่อสารอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมในนโยบายและมาตรฐาน 2) การพัฒนาระบบข้อมูลและสารสนเทศ เพื่อใช้เป็นฐานในการวิเคราะห์ วางแผน และตัดสินใจ 3) การบริหารจัดการโดยใช้วงจรคุณภาพ (PDCA) เพื่อให้การดำเนินงานมีความต่อเนื่องและเป็นระบบ 4) การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของบุคลากรในทุกขั้นตอนของการดำเนินงาน 5) การใช้เทคโนโลยีและแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10833
แนวทางการบริหารงานพัสดุของโรงเรียนประถมศึกษา ในศูนย์ประสานงานทางการศึกษาสรรคบุรี 2 เขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาชัยนาท ตามหลักความโปร่งใส
2026-04-07T17:01:40+07:00
เพชรรุ่ง นาคสุข
omsin.aiw78@gmail.com
พระครูศรีสุธรรมนิวิฐ
Omsin.aiw78@gmail.com
วรกฤต เถื่อนช้าง
Omsin.aiw78@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารงานพัสดุของโรงเรียนประถมศึกษาในศูนย์ประสานงานทางการศึกษาสรรคบุรี 2 เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยนาท และ 2) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาเทคนิคการบริหารงานพัสดุของโรงเรียนประถมศึกษาในศูนย์ประสานงานทางการศึกษาสรรคบุรี 2 เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยนาท ตามหลักความโปร่งใส โดยใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเชิงปริมาณ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ และครูผู้รับผิดชอบงานพัสดุ จำนวน 54 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 1.00 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง โดยผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>สภาพการบริหารงานพัสดุโดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 4.40, S.D. = 0.58) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านการตรวจสอบได้อยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.55, S.D. = 0.52) รองลงมาคือ ด้านการเปิดเผยข้อมูล (x̄ = 4.35, S.D. = 0.60) ด้านการมีส่วนร่วม (x̄ = 4.30, S.D. = 0.62) และด้านความรับผิดชอบ (x̄ = 4.28, S.D. = 0.61) ตามลำดับ</li> <li>แนวทางพัฒนาควรมุ่งจัดระบบข้อมูลให้ตรวจสอบได้ เป็นปัจจุบัน เปิดเผยข้อมูลอย่างทั่วถึง ส่งเสริมการมีส่วนร่วม และกำหนดบทบาทหน้าที่ชัดเจน พร้อมกำกับติดตามอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการดำเนินงาน</li> </ol>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10827
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์เขต 1
2026-04-07T16:51:30+07:00
ชมพูนุช ชูมลัยวงษ์
chompoonuitc67@nu.ac.th
เอื้อมพร หลินเจริญ
chompoonuitc67@nu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาระดับของปัจจัยที่ส่งผลต่อความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์เขต 1 2) ศึกษาระดับความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์เขต 1 3)ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์เขต 1 จำนวน 92 คน โดยได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคุณผลการวิจัยพบว่า 1)ระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์เขต 1 ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่่ยสูงสุดคือด้านเทคโนโลยีและระบบสารสนเทศ ซึ่งอยู่ในระดับมากที่สุดและด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือ ด้านวัฒนธรรมและบรรยากาศองค์การซึ่งอยู่ในระดับมาก 2) ระดับความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษาสำกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์เขต 1 ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุดเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านการเพิ่มความสามารถในการใช้เทคโนโลยีซึ่งอยู่ในระดับมากที่สุด และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สดคือ ด้านการจัดการความรู้อยู่ในระดับมากที่สุด 3) ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์เขต 1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 มีจำนวน 3 ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยด้านวัฒนธรรมและบรรยากาศองค์การ (x<sub>1</sub>)ปัจจัยด้านเทคโนโลยีและระบบสารสนเทศ (x<sub>4</sub>) และปัจจัยด้านโครงสร้างองค์การและระบบงาน (x<sub>5</sub>) ส่งผลต่อความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษาโดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ (R) เท่ากับ 0.940 มีอำนาจพยากรณ์ (R<sup>2</sup>) ได้ร้อยละ 88.33 มีค่าความคลาดเคลื่อนมาตราฐานเท่ากับ 0.134 สามรถขเขียนสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบและคะแนนมาตรฐานตามลำดับ ดังนี้</p> <p> สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ<br> <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\hat{Y}=0.037&plus;0.506" alt="equation">(x<sub>1</sub>) + 0.271(x<sub>4</sub>) + 0.236 (x<sub>5</sub>)<br> สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน<br> <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\hat{Z}=" alt="equation"> 0.507 (Zx<sub>1</sub>) + 0.275 (Zx<sub>4</sub>) + 0.231(Zx<sub>5</sub>) </p> <p> </p> <p> </p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10960
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารกับการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพัทลุง
2026-04-20T14:10:43+07:00
อารยา บุญส่ง
araya.boo096@hu.ac.th
นวรัตน์ ไวชมภู
araya.boo096@hu.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาระดับการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารกับการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพัทลุง กลุ่มตัวอย่าง คือ ข้าราชการครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพัทลุง กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง โดยโปรแกรม G*Power Analysis ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 115 คน สุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิตามเกณฑ์สัดส่วนของขนาดของสถานศึกษา และสุ่มอย่างง่าย โดยการจับสลากแบบไม่ใส่คืน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม ค่าความตรงเชิงเนื้อหา 1.00 ทุกข้อ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .792 และ .804 สถิติที่ใช้ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และวิเคราะห์เชิงเนื้อหา การวิจัยเชิงคุณภาพเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสัมภาษณ์มีโครงสร้าง</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 3.99, SD = .59) 2)การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.00, SD = .70) และ 3) ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารกับการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพัทลุง มีความสัมพันธ์กับการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพัทลุง โดยมีความสัมพันธ์กันทางบวก โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (<strong><em>r) </em></strong>เท่ากับ .619 ในระดับค่อนข้างสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10805
แนวทางพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเลย หนองบัวลำภู
2026-03-30T16:42:13+07:00
ศิริพงษ์ เรืองโพธิ์
nhoom2014@gmail.com
พงษ์ศักดิ์ ศรีจันทร์
67120605215@udru.ac.th
ศุภางค์จิต กัลยาแก้ว
67120605215@udru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพของครู 2) เพื่อสร้างแนวทางพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุกฯ และ 3) เพื่อประเมินแนวทางพัฒนาฯ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเลย หนองบัวลำภู กลุ่มตัวอย่างและผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 324 คน และผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 10 คน ใช้แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบประเมินเป็นเครื่องมือ มีค่า IOC ระหว่าง 0.60-1.00 และค่าความเชื่อมั่น <strong>.</strong>95 เก็บข้อมูลได้ครบทั้งหมด คิดเป็นร้อยละ 100.00 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง (PNI<sub>Modified</sub>) และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพของครู โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมาก โดยด้านการจัดการเรียนรู้โดยผู้เรียนมีส่วนร่วมมีความต้องการจำเป็นสูงสุด 2) แนวทางพัฒนาการจัดการเรียนรู้เชิงรุกฯ มีจำนวน 48 แนวทาง ครอบคลุม 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน ด้านการจัดการเรียนรู้โดยผู้เรียนมีส่วนร่วม ด้านการใช้เทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ และด้านการวัดและประเมินผล ขับเคลื่อนผ่านกระบวนการ PLC 3 ขั้นตอน คือ ขั้นวางแผน ขั้นปฏิบัติและสังเกตการสอน และขั้นสะท้อนคิด และ 3) ผลการประเมินแนวทางพัฒนาฯ ในด้านความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10961
หมุดหมายของความสำเร็จในการบริหารสถานศึกษา จังหวัดหนองบัวลำภู
2026-04-10T15:53:14+07:00
วิชัย ประทุมไทย
wichaipt@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับหมุดหมายของความสำเร็จในการบริหารสถานศึกษา จังหวัดหนองบัวลำภู 2) ศึกษาระดับความสำเร็จในการบริหารสถานศึกษา 3) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างหมุดหมายของความสำเร็จกับความสำเร็จในการบริหารสถานศึกษา และ 4) พัฒนาสมการพยากรณ์หมุดหมายของความสำเร็จในการบริหารสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองบัวลำภู เขต 1 และเขต 2 จำนวน 322 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของ Krejcie and Morgan เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.96 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบมีขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) หมุดหมายของความสำเร็จในการบริหารสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) ความสำเร็จในการบริหารสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก 3) หมุดหมายของความสำเร็จมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูงกับความสำเร็จในการบริหารสถานศึกษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r = .950) และ 4) ตัวแปรหมุดหมายของความสำเร็จสามารถร่วมกันพยากรณ์ความสำเร็จในการบริหารสถานศึกษาได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยมีสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ คือ Ŷ = 0.037 + 0.462X₂ + 0.210X₆ + 0.154X₁ + 0.126X₃ + 0.040X₅ และในรูปคะแนนมาตรฐาน คือ Ẑ = 0.530X₂ + 0.230X₆ + 0.171X₁ + 0.131X₃ + 0.044X₅</p> <p>ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าหมุดหมายของความสำเร็จเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการบริหารสถานศึกษา ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายและพัฒนาการบริหารสถานศึกษาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10521
การประเมินโครงการโรงเรียนคุณธรรมของกลุ่มโรงเรียนบางพลี 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 2
2026-03-01T20:29:16+07:00
ภมร แก้วดำ
mungmusic52@gmail.com
ประจบ ขวัญมั่น
mungmusic52@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ประเมินโครงการโรงเรียนคุณธรรมของกลุ่มโรงเรียนบางพลี 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 2 (2) หาแนวทางพัฒนาโครงการโรงเรียนคุณธรรมของกลุ่มโรงเรียนบางพลี 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 2 กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริหาร ครูและนักเรียนของสถานศึกษากลุ่มโรงเรียนบางพลี 2 จำนวน 351 คน ได้จากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) ผู้เชี่ยวชาญที่ให้ข้อมูลเชิงลึก จำนวน 17 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์เชิงลึก สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า</p> <p>1) ผลการวิเคราะห์การประเมินโครงการโรงเรียนคุณธรรมของกลุ่มโรงเรียนบางพลี 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านสภาพแวดล้อม (Context) มีระดับความเหมาะสมมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านกระบวนการดำเนินงาน (Process) ด้านปัจจัยนำเข้า (Input) และด้านผลผลิต (Product) ตามลำดับ โดยมีรายละเอียดรายด้าน ดังนี้</p> <p>1.1) ด้านสภาพแวดล้อม (Context) ของผู้บริหารและครู พบว่าโดยภาพรวม</p> <p>มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p> 1.2) ด้านปัจจัยนำเข้า (Input) ของผู้บริหารและครู พบว่าโดยภาพรวมมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า มีความเหมาะสม 4 ด้าน ซึ่งมีค่าเฉลี่ยในระดับมากที่สุด คือ ด้านการจัดการ (Management) รองลงมา ได้แก่ ด้านด้านบุคคลากร (Man) ด้านงบประมาณ (Money) และด้านวัสดุอุปกรณ์ (Materials) ตามลำดับ</p> <p><strong> </strong>1.3) ด้านกระบวนการดำเนินงาน (Process) ของผู้บริหารและครู พบว่าโดยภาพรวมมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยในระดับมากที่สุด คือ ด้านการตรวจสอบ (Check) รองลงมา ได้แก่ ด้านการวางแผน (Plan) ด้านการปฏิบัติตามแผน (Do) และด้านการปรับปรุงการดำเนินการ (Act) ตามลำดับ</p> <p> 1.4) ด้านผลผลิต (Product) พบว่าโดยภาพรวมมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก โดยแบ่งการประเมินด้านผลผลิต (Product) ออกเป็นทั้งหมด 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้บริหารและครู ผู้ปกครอง และนักเรียน ซึ่งทั้ง 3 กลุ่มมีภาพรวมคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ทั้งหมด</p> <p>2) แนวทางพัฒนาโครงการโรงเรียนคุณธรรมของกลุ่มโรงเรียนบางพลี 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 2 พบว่า การพัฒนาควรดำเนินการอย่างเป็นระบบตามกรอบ CIPP โดยด้านสภาพแวดล้อมผู้บริหารสถานศึกษาควรมุ่งสร้างบรรยากาศที่ส่งเสริมวินัยและการมีส่วนร่วมของชุมชน ด้านปัจจัยนำเข้าเน้นไปที่การพัฒนาครู สื่อ และการจัดสรรงบประมาณอย่างเหมาะสม ด้านกระบวนการมุ่งไปที่การดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง มีการนิเทศ ติดตาม และประเมินผลแบบมีส่วนร่วม และด้านผลผลิตควรมุ่งสร้างต้นแบบและแนวปฏิบัติที่ดีด้านคุณธรรมของผู้บริหาร ครู และนักเรียน</p> <p><strong> </strong>2) แนวทางพัฒนาโครงการโรงเรียนคุณธรรมของกลุ่มโรงเรียนบางพลี 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 2 พบว่า การพัฒนาควรดำเนินการอย่างเป็นระบบตามกรอบ CIPP โดยด้านสภาพแวดล้อมผู้บริหารสถานศึกษาควรมุ่งสร้างบรรยากาศที่ส่งเสริมวินัยและการมีส่วนร่วมของชุมชน ด้านปัจจัยนำเข้าเน้นไปที่การพัฒนาครู สื่อ และการจัดสรรงบประมาณอย่างเหมาะสม ด้านกระบวนการมุ่งไปที่การดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง มีการนิเทศ ติดตาม และประเมินผลแบบมีส่วนร่วม และด้านผลผลิตควรมุ่งสร้างต้นแบบและแนวปฏิบัติที่ดีด้านคุณธรรมของผู้บริหาร ครู และนักเรียน</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10941
รูปแบบการบริหารวิชาการด้วยแพลตฟอร์มดิจิทัลในการเสริมสร้างสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู เพื่อยกระดับ ความเป็นนวัตกรของนักเรียน โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รังสิต
2026-04-13T21:28:23+07:00
ชาลี วัฒนเขจร
chalee.skr@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอรูปแบบการบริหารวิชาการด้วยแพลตฟอร์มดิจิทัลในการเสริมสร้างสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู เพื่อยกระดับความเป็นนวัตกรของนักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รังสิต เป็นการวิจัยรูปแบบผสานวิธีระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์การสนทนากลุ่ม โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน และการวิจัยเชิงปริมาณ ด้วยวิธีการตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับความเป็นประโยชน์ ความเหมาะสม ความถูกต้องและความเป็นไปได้ของรูปแบบการบริหารวิชาการด้วยแพลตฟอร์มดิจิทัลในการเสริมสร้างสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู เพื่อยกระดับความเป็นนวัตกร ของนักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยรังสิต มีผู้ให้ข้อมูล 175 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ( ) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( ) และนำเสนอในรูปแบบความเรียง</p> <p> ผลจากวิจัยพบว่า รูปแบบการบริหารวิชาการด้วยแพลตฟอร์มดิจิทัลในการเสริมสร้างสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู เพื่อยกระดับความเป็นนวัตกรของนักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รังสิต มีความเป็นประโยชน์ โดยมีค่าเฉลี่ยสูงสุดอยู่ในระดับมากที่สุด ( =4.98) รองลงมา คือ มีความเหมาะสม ( =4.96) มีความถูกต้อง ( =4.87) และมีความเป็นไปได้ ( =4.85) ตามลำดับ</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10859
ความต้องการจำเป็นและแนวทางพัฒนาการนิเทศภายในโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 2
2026-04-19T07:38:42+07:00
อุไรวรรณ เส้งคุ่ย
riwan2801@gmail.com
นวรัตน์ ไวชมภู
uraiwan.sen0721@hu.ac.th
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของการนิเทศภายในโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 2 2) เพื่อศึกษาแนวทางพัฒนาการนิเทศภายในโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สงขลา เขต 2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ โรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 2 จำนวน 48 โรงเรียน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างใช้ตารางสำเร็จของเครจซี่ และมอร์แกน ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 สุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วนและสุ่มอย่างง่ายตามเครือข่ายโรงเรียน ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา 48 คน และครูหัวหน้าวิชาการ 48 คน รวม 96 คน มีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับ เท่ากับ .932 การวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญคือ ผู้บริหารสถานศึกษาที่เลือกแบบเจาะจง 3 คน ใช้แบบสัมภาษณ์มีโครงสร้าง สถิติที่ใช้ ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์หาค่าค่าดัชนีความต้องการจำเป็นจากสูตร Modified Priority Needs index (PNI) และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ความต้องการจำเป็นของการนิเทศภายในโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 2 ภาพรวมของสภาพปัจจุบันของการนิเทศภายในโรงเรียนประถมศึกษา อยู่ในระดับปานกลาง สภาพที่พึงประสงค์ อยู่ในระดับมาก การประเมินความต้องการจำเป็น พบว่า ดัชนีความต้องการจำเป็น PNImodified ของการนิเทศภายใน โรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก ด้านการพัฒนาหลักสูตร มีดัชนีความต้องการจำเป็นสูงสุด (PNImodified = 0.39) และ 2) แนวทางพัฒนาการนิเทศภายใน พบว่า ผู้บริหารควรขับเคลื่อน PLC เพื่อสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ร่วมกัน พัฒนาวิชาชีพครูให้ต่อเนื่องและตรงจุด และส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียน เพื่อนำผลไปยกระดับการสอนได้จริง</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/11045
Art & Music: การยกระดับการขับร้องเพลงลูกทุ่งอีสานสู่ การทอดเชื่อมทางวัฒนธรรม
2026-04-20T13:23:13+07:00
พระครูสังฆรักษ์นิพิฐพนธ์ จิรวฑฺฒโน (วงศ์อนุ)
nipitpon.von@mcu.ac.th
พระครูปลัดหัตถพร ปิยธมฺโม (คำเพชรดี)
nipitpon.von@mcu.ac.th
<p> การวิจัยเรื่อง <strong><em>“</em></strong>Art & Music: การยกระดับการขับร้องเพลงลูกทุ่งอีสานสู่การทอดเชื่อมทางวัฒนธรรม” มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ความรู้เกี่ยวกับการขับร้องเพลงลูกทุ่งอีสาน 2) ศึกษาวิธีการยกระดับการขับร้อง และ 3) เสนอแนวทางการยกระดับสู่การทอดเชื่อมทางวัฒนธรรม การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน โดยบูรณาการการวิจัยเชิงเอกสารร่วมกับการวิจัยเชิงคุณภาพภาคสนาม กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 25 คน คัดเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วยคณะหมอลำ ศิลปิน ปราชญ์ชาวบ้าน และผู้แทนหน่วยงานวัฒนธรรม เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบวิเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์เชิงลึก และแนวคำถามสนทนากลุ่ม การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้การสัมภาษณ์ การสังเกต และการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและการตีความเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) ภาษาถิ่นอีสานเป็นกลไกสำคัญในการถ่ายทอดองค์ความรู้และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม โดยหมอลำมีพัฒนาการจากรูปแบบดั้งเดิมสู่การแสดงร่วมสมัย (2) การยกระดับการขับร้องเกิดจากการผสมผสานทางวัฒนธรรมระหว่างดนตรีพื้นบ้านกับดนตรีสมัยใหม่ การใช้สื่อดิจิทัล และการบริหารจัดการเชิงสร้างสรรค์ และ (3) แนวทางการพัฒนาควรดำเนินการในระดับบุคคล ชุมชน และนโยบาย โดยเน้นการอนุรักษ์อัตลักษณ์ควบคู่กับการสร้างนวัตกรรม ผลการวิจัยสะท้อนว่าการขับร้องเพลงลูกทุ่งอีสานเป็นกลไกสำคัญในการสร้างคุณค่าทางวัฒนธรรมและการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10176
IMPROVING STUDENTS' CRITICAL THINKING ABILITY THROUGH FLIPPED CLASSROOM TEACHING METHOD: A CASE STUDY OF A MUSIC APPRECIATION COURSE IN A CHINESE VOCATIONAL COLLEGE
2026-01-23T19:59:33+07:00
Chengjie Ma
351580249@qq.com
Sunsern Laohasthit
sunsern.lao@mail.pbru.ac.th
<p>This study aimed to (1) examine the effect of the flipped classroom teaching method on students’ critical thinking ability in music appreciation and (2) explore students’ satisfaction with the flipped classroom learning experience. A one-group pretest–posttest design was employed over a four-week instructional period with 16 total teaching hours. A total of 78 second-year vocational college students <strong>in Shandong Province, China</strong><strong>,</strong> participated in flipped classroom lessons designed to promote active learning, in-depth musical analysis, and reflective thinking. Data were collected through a validated Critical Thinking Ability Test administered before and after the intervention, as well as a post-intervention satisfaction questionnaire measuring students’ perceptions of course resources, in-class interaction, learning experience, and overall instructional effectiveness. The findings revealed a statistically significant improvement in students’ overall critical thinking ability following the flipped classroom intervention, particularly in the dimensions of analytical ability, evaluative ability, inference ability, explanation ability, and self-regulation ability. The average score on the post-test ( = 33.23, S.D.= 0.55) was significantly higher than that of the pre-test ( = 19.26, S.D. = 0.67). Statistical analysis revealed that the increase in post-test scores was significant (p < .001). Students also reported high levels of engagement and satisfaction, frequently highlighting the interactive learning environment and increased opportunities for independent thinking and classroom discussion.</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10271
THE DESIGN OF COLLEGE STUDENT’S CAREER PLANNING COURSE BASED ON PBL MODEL FOCUSING ON IMPROVING REPORT WRITING SKILLS
2026-02-03T17:15:00+07:00
Mengxi Li
12140175@qq.com
Sunsern Laohasthit
12140175@qq.com
<p>This study aimed to 1) examine the impact of PBL on students' career report writing skills and 2) assess students' satisfaction with the PBL teaching model. The study adopted a single-group pre- and post-test precision experimental design with a teaching period of 8 weeks. 59 students majoring in emergency rescue technology participated in a PBL course designed based on real career tasks. The course content covered four modules: career planning document writing, corporate project report writing, PPT production and presentation, and mock interviews. Data collection included writing ability tests before and after the intervention and a satisfaction questionnaire survey after the course. The results revealed that:</p> <p>1) After the implementation of Problem-Based Learning (PBL), college students’ career report writing skills significantly improved in all dimensions, including structural logic, data integration, standardized language use, and audience adaptation (p < 0.001).</p> <p>2) The students expressed high satisfaction with the teaching model, especially in terms of learning experience and workplace connection value.</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10324
THE STUDY OF FACTORS AFFECTING ENGLISH LISTENING AND SPEAKING ABILITIES OF THE FIRST YEAR VOCATIONAL CERTIFICATE STUDENTS AT EAMLA-OR VOCATIONAL COLLEGE
2026-02-11T08:57:31+07:00
Chulaluck Sukarat
chulalucky1992@gmail.com
Somlak Liangprayoon
chulaluck@eovc.at.th
<p>This research aimed to: 1) examine the factors affecting the English listening and speaking abilities of first-year vocational certificate students at Eamla-or Vocational College, and 2) investigate these factors across different proficiency levels. The study population consisted of 119 students enrolled in the English Listening and Speaking course during the first semester of the 2024 academic year. The research instrument was a 62-item structured questionnaire covering four domains: learner, family, college environmental, and social factors. The instrument demonstrated high content validity (IOC ≥ .50) and internal consistency (Cronbach’s alpha = 0.84). Data were analyzed using descriptive statistics, including frequency, percentage, mean, and standard deviation. Furthermore, Multiple Regression Analysis was employed to determine the extent to which these four domains predicted students’ listening and speaking abilities.</p> <p>The findings revealed that learner factors and social factors significantly affected students' English listening and speaking abilities at a high level, while college environmental and family factors were at a moderate level. Multiple Regression Analysis indicated that for all students, all four factors significantly and positively predicted English proficiency (p ≤0.01), with learner factors being the strongest predictor (β = 0.603), followed by societal and environmental factors. When compared across proficiency levels, the primary predictors varied: for the high and moderate groups, learner factors were the most influential (β = 0.397 and β = 0.823, respectively), whereas for the low proficiency group, family factors emerged as the most significant predictor (β = 0.568, p ≤0.01). The results indicated that English listening and speaking proficiency is shaped by the interplay between internal and external factors. Therefore, fostering 21st-century English communication skills requires a holistic approach by integrating student-centered curricula to enhance self-regulated learning abilities, alongside proactive collaboration between families and educational institutions to further develop students' listening and speaking skills.</p> <p><strong> </strong></p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10349
A MODEL OF DEVELOPMENT AND INCENTIVE MECHANISM OF TEACHERS IN PRIVATE UNIVERSITIES IN GUIZHOU PROVINCE
2026-02-12T12:47:45+07:00
Minmin Li
farlooqtestjamtovn@gmail.com
Sujin Butdisuwan
tosaporn.mah@krirk.ac.th
Piyapun Santaveesuk
tosaporn.mah@krirk.ac.th
<p>This study aimed to 1) examine the key variables influencing career development and incentive mechanisms for teachers in private universities in Guizhou Province, and 2) develop a model for enhancing teacher career development and incentive mechanisms. The research employed a mixed-methods approach combining quantitative and qualitative methods. The quantitative data were collected from 422 teachers working in private universities in Guizhou Province using a structured questionnaire. The qualitative data were obtained through in-depth interviews with 22 key informants, including faculty members and administrators. Quantitative data were analyzed using descriptive statistics, t-tests, ANOVA, and correlation analysis, while qualitative data were analyzed through content analysis.</p> <p>The findings revealed that insufficient salary and benefits, imperfect promotion mechanisms, limited training opportunities, and insufficient teaching and research resources were the main obstacles affecting the effectiveness of incentive mechanisms. Among these factors, salary and benefits and promotion systems were identified as the most significant challenges. In addition, teachers emphasized that retention rate, teaching quality improvement, promotion opportunities, research productivity, and job satisfaction were important indicators for evaluating the effectiveness of incentive mechanisms. Based on these findings, a model for enhancing teacher career development and incentive mechanisms was proposed, emphasizing fair compensation, transparent promotion systems, professional development opportunities, and balanced evaluation of teaching and research performance.</p> <p><strong> </strong></p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10604
ทุกข์ให้เห็น สุขให้เป็น
2026-03-12T10:17:21+07:00
พระอุดมคุณาภรณ์
6805105022@gmail.com
พระครูสุธีสารบัณฑิต
6805105022@gmail.com
<p>หนังสือ ทุกข์ให้เห็น สุขให้เป็น เป็นงานธรรมะเชิงปฏิบัติที่สะท้อนภูมิปัญญาทางพระพุทธศาสนาอย่างเป็นระบบ ผลงานของศาสตราจารย์พิเศษ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) นักปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาร่วมสมัยผู้มีบทบาทสำคัญในการอธิบายหลักธรรมเชิงลึกให้สอดคล้องกับบริบทสังคมและการดำเนินชีวิตของมนุษย์ยุคใหม่ ผลงานทางวิชาการและธรรมนิพนธ์ของท่านมีจำนวนมาก ครอบคลุมทั้งด้านพุทธปรัชญา จริยศาสตร์ การศึกษา และการพัฒนาสังคม อาทิ พุทธธรรม และ พระพุทธศาสนากับการพัฒนามนุษย์ ซึ่งล้วนได้รับการยอมรับในฐานะงานอ้างอิงสำคัญในแวดวงวิชาการพุทธศาสนา</p> <p> หนังสือเล่มนี้ได้รับการเรียบเรียงจากธรรมนิพนธ์และธรรมบรรยายที่เผยแผ่ผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศของวัดญาณเวศกวัน โดยสำนักพิมพ์บุ๊คสไมล์ทำหน้าที่คัดเลือก จัดระบบเนื้อหา และแบ่งหมวดหมู่เป็นบทตอน เพื่อเอื้อต่อการอ่านและการทำความเข้าใจของผู้อ่านทั่วไป ลักษณะรูปเล่มได้รับการออกแบบอย่างเรียบง่าย คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและสุขภาวะของผู้อ่าน ทั้งในด้านวัสดุและการใช้สีถนอมสายตา สะท้อนเจตนารมณ์ของงานที่มุ่งส่งเสริมการเรียนรู้เชิงสงบและการใคร่ครวญภายใน</p> <p> สาระสำคัญของหนังสือมุ่งนำเสนอแนวคิดว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งการปฏิบัติเพื่อความสุขของมนุษย์ อย่างไรก็ตาม ความสุขในทัศนะของผู้เขียนมิได้หมายถึงการเสพสุขหรือการหลีกหนีปัญหา หากเป็นสภาวะของจิตใจที่มีความสามารถในการเผชิญความทุกข์ได้อย่างมีสติและปัญญา กล่าวคือ เป็นสภาพที่ “ทนได้ง่าย” ต่างจากความทุกข์ซึ่งเป็นสภาวะที่ “ทนได้ยาก” และก่อให้เกิดความบีบคั้นทั้งทางกายและทางใจ</p> <p> หนังสือ ทุกข์ให้เห็น สุขให้เป็น จึงมุ่งชี้ให้ผู้อ่านเรียนรู้ที่จะเข้าใจความทุกข์ตามความเป็นจริง พร้อมทั้งพัฒนากระบวนการฝึกจิตใจให้สามารถดำรงอยู่ท่ามกลางความไม่สมบูรณ์ของชีวิตได้อย่างมั่นคง แนวคิดดังกล่าวสะท้อนแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาในฐานะระบบการพัฒนามนุษย์อย่างเป็นองค์รวม ที่มุ่งนำพาชีวิตไปสู่ความสุขที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10606
เรื่องเหนือสามัญวิสัยอิทธิปฏิหาริย์-เทวดา
2026-03-12T10:22:28+07:00
พระมหาอินถนอม มหาวีโร (ศรีหาตา)
in.buddhist2015@gmail.com
พระครูสุธีสารบัณฑิต
in.buddhist2015@gmail.com
<p>หนังสือ เรื่องเหนือสามัญวิสัยอิทธิปาฏิหาริย์–เทวดา นิพนธ์โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) นับเป็นผลงานทางวิชาการพระพุทธศาสนาที่มีความสำคัญยิ่ง ทั้งในเชิงเนื้อหาและวิธีการอธิบาย ผู้ประพันธ์เป็นพระเถระนักปราชญ์ผู้มีบทบาทโดดเด่นในการพัฒนาความรู้ทางพระพุทธศาสนาในสังคมไทยและระดับนานาชาติ มีผลงานทางวิชาการจำนวนมากที่ครอบคลุมพุทธปรัชญา จริยศาสตร์ พุทธศาสนากับการศึกษา และพุทธศาสนากับสังคมร่วมสมัย ลักษณะเด่นของงานเขียนของท่านคือการอธิบายหลักธรรมอย่างเป็นระบบ มีฐานอ้างอิงจากพระไตรปิฎกและคัมภีร์อรรถกถา ควบคู่กับการใช้เหตุผลเชิงวิเคราะห์ที่สอดคล้องกับบริบทของโลกสมัยใหม่</p> <p> เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้มุ่งคลี่คลายประเด็นเรื่อง “อิทธิปาฏิหาริย์” และ “เทวดา” ซึ่งมักถูกเข้าใจคลาดเคลื่อนหรือถูกนำไปผูกโยงกับความเชื่อเชิงงมงาย ผู้ประพันธ์เสนอกรอบความเข้าใจใหม่โดยวางอยู่บนหลัก กฎแห่งกรรม และหลักเหตุปัจจัย (ปฏิจจสมุปบาท) มากกว่าการยกย่องอำนาจเหนือธรรมชาติในตัวมันเอง เทวดาในทรรศนะทางพระพุทธศาสนา มิได้เป็นผู้ดลบันดาลชีวิตมนุษย์ตามอำเภอใจ หากแต่เป็นสรรพชีวิตที่ยังอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรมเช่นเดียวกับมนุษย์ ความสัมพันธ์ระหว่างเทวดากับมนุษย์จึงเป็นความสัมพันธ์เชิงจริยธรรม กล่าวคือ มนุษย์จะเข้าถึงภาวะที่ประณีตขึ้นได้ด้วยการกระทำของตนเอง ไม่ใช่ด้วยการอ้อนวอนหรือพึ่งพาอำนาจภายนอก</p> <p> ผู้วิจารณ์เห็นว่าหนังสือเล่มนี้มีคุณค่าอย่างยิ่งในการเสริมสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับความเชื่อทางพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะการทำให้ผู้อ่านตระหนักว่า “อิทธิปาฏิหาริย์ที่แท้จริง” มิใช่ปรากฏการณ์อัศจรรย์ภายนอก หากคือพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงตนเองผ่านการละความชั่ว การบำเพ็ญความดี และการฝึกฝนจิตใจให้เจริญด้วยศีล สมาธิ และปัญญา กระบวนการดังกล่าวนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตทั้งในระดับปัจเจกและระดับสังคม กล่าวคือ เมื่อบุคคลมีจิตใจที่สงบและมีคุณธรรม ย่อมเอื้อต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขในสังคมโดยรวม</p> <p> ดังนั้น การนำหนังสือเล่มนี้มาวิจารณ์จึงมิได้เป็นเพียงการสรุปสาระของงานเขียน หากแต่เป็นการชี้ให้เห็นบทบาทของพุทธศาสนาในการทำหน้าที่ “กลั่นกรองความเชื่อ” ให้ตั้งอยู่บนฐานปัญญา การวิจารณ์ดังกล่าวช่วยเปิดพื้นที่ทางความคิดให้ผู้อ่าน โดยเฉพาะผู้ที่ยึดติดกับความเชื่อเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์และเทวดาในเชิงไสยศาสตร์ ได้ปรับเปลี่ยนทัศนคติและเข้าถึงสาระที่แท้จริงของคำสอนทางพระพุทธศาสนา อันมุ่งเน้นความรับผิดชอบต่อตนเอง การพัฒนาจิตใจ และการพ้นทุกข์ด้วยปัญญาอย่างมีเหตุผลและยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนาในทุกยุคสมัย</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10905
พระอรหันต์อยู่ไหน
2026-04-07T18:18:05+07:00
พระอธิการสุดใจ อภิญฺาโณ
Cjinfinixsu3@gmail.com
สมเดช นามเกตุ
Cjinfinixsu3@gmail.com
<p>ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไหลเวียนอย่างไม่หยุดหย่อน ผู้คนสามารถเข้าถึงความรู้ได้จากทุกที่ทุกเวลา แต่กระนั้นก็ตาม คำถามที่ดูเหมือนเรียบง่ายกลับยังคงก้องอยู่ในใจของชาวพุทธจำนวนไม่น้อย นั่นคือ "พระอรหันต์ยังมีอยู่ในโลกนี้หรือไม่ และถ้ามี เราจะรู้ได้อย่างไรว่าใครคือพระอรหันต์ที่แท้จริง?" คำถามนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของความอยากรู้อยากเห็น หากแต่เป็นประเด็นที่แตะต้องรากฐานแห่งความเชื่อ ความศรัทธา และการปฏิบัติทางพระพุทธศาสนาโดยตรง เพราะตราบใดที่ชาวพุทธยังขาดความเข้าใจที่ชัดเจนในเรื่องนี้ ย่อมเปิดช่องให้เกิดความเชื่อ งมงายและการถูกเอารัดเอาเปรียบทางจิตวิญญาณได้อยู่เสมอ </p> <p> หนังสือ "พระอรหันต์อยู่ไหน" ของ ว.วชิรเมธี เกิดขึ้นจากความห่วงใยต่อสถานการณ์นี้ ท่านในฐานะพระนักวิชาการและนักเขียนผู้อุทิศชีวิตให้กับการเผยแผ่พระธรรมในรูปแบบ ที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ ได้หยิบยกประเด็นที่อ่อนไหวแต่จำเป็นนี้มาตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาและรอบคอบ โดยใช้พระไตรปิฎกเป็นหลักฐานชั้นต้น แล้วนำมาวิเคราะห์ตีความด้วยเหตุผลและปัญญา แนวทางดังกล่าวสอดคล้องอย่างลึกซึ้งกับหลักกาลามสูตร (เกสปุตติสูตร) (องฺ.ติก. (ไทย) 20/66/257) ซึ่งพระพุทธองค์ทรงแสดงแก่ชาวกาลามะ ณ เกสปุตตนิคม แคว้นโกศล พระองค์ทรงวางหลักการอันทรงคุณค่าไว้ว่า “ไม่ควรเชื่อเพียงเพราะได้ยินตามกันมา ไม่ควรเชื่อเพราะถือสืบกันมาตามประเพณี ไม่ควรเชื่อเพราะข่าวเล่าลือ ไม่ควรเชื่อเพราะมีในตำราและไม่ควรเชื่อแม้เพราะเป็นครูของตน” แต่เมื่อใดที่รู้ได้ด้วยตนเองว่าธรรมเหล่านั้นเป็นกุศล ไม่มีโทษ ผู้รู้สรรเสริญ และนำมาซึ่งประโยชน์สุข เมื่อนั้นจึงควรยึดถือและปฏิบัติ</p> <p>เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้มิได้มุ่งทำลายศรัทธาหรือดูแคลนความเคารพที่ชาวพุทธมีต่อพระสงฆ์ ตรงกันข้ามจุดมุ่งหมายสูงสุดของ ว.วชิรเมธี คือการยกระดับศรัทธานั้นให้มั่นคงยิ่งขึ้น ด้วยการสร้างฐานรากแห่งปัญญาที่แท้จริง ศรัทธาที่ผ่านการกลั่นกรองด้วยปัญญาย่อมทนทานและลึกซึ้งกว่าศรัทธาที่เกิดจากความกลัวหรือความงมงาย เหมือนต้นไม้ที่มีรากหยั่งลึกย่อมทนทานต่อพายุได้ดีกว่าต้นไม้ที่งอกขึ้นมาอย่างรวดเร็วแต่ไร้ราก สำหรับผู้อ่านที่เพิ่งเริ่มต้นศึกษาพระพุทธศาสนา หนังสือเล่มนี้จะเป็นแสงไฟนำทางที่ช่วยให้เดินในเส้นทางแห่งธรรมได้อย่างมั่นใจโดยไม่หลงเข้าสู่ความเชื่อที่บิดเบือน</p> <p>สำหรับผู้ที่มีพื้นฐานธรรมะอยู่แล้ว หนังสือเล่มนี้จะเป็นเสมือนกระจกที่สะท้อนให้มองเห็นความเข้าใจของตนเองได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ช่วยให้สามารถคัดกรองความเชื่อที่ถูกต้องออกจากความเชื่อที่คลาดเคลื่อนได้อย่างเป็นระบบ “พระอรหันต์อยู่ไหน” จึงเป็นหนังสือที่เชิญชวนให้เราลุกขึ้นมาศึกษาและอ่านด้วยดวงตาที่เปิดกว้างและจิตใจที่ตื่นรู้ไปบนเส้นทางที่พระพุทธองค์ทรงเปิดไว้ให้ตลอดกาล</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี