https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/issue/feed
วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-04-21T00:00:00+07:00
พระมหาฐิติวัสส์ หมั่นกิจ, ดร.
thitiwattano@gmail.com
Open Journal Systems
<p>วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี (Journal of Mani Chettha Ram Wat Chommani) <br />เลขมาตรฐาน P-ISSN : 2774-0455 (Print): 2774-0455 (Print) E-ISSN : 2774-0978 (Online)<br />เป็นวารสารในกลุ่มมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ </p> <p> </p>
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9381
กระบวนการตัดสินใจออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
2025-10-22T12:28:07+07:00
ประกอบ คงยะมาศ
prawinpkk@gmail.com
ไพบูลย์ กลิ่นบัว
phaibul2516@gmail.com
<p>บทความวิชาการฉบับนี้มุ่งศึกษากระบวนการตัดสินใจของประชาชนในการลงคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อันเป็นรูปแบบสำคัญของการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย กระบวนการดังกล่าวหมายถึงลำดับขั้นที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งใช้ประเมินและคัดเลือกผู้สมัครหรือพรรคการเมืองที่เห็นว่าเหมาะสมที่สุดในการใช้อำนาจอธิปไตยแทนตน โดยแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ (1) การรับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั้งและผู้สมัคร (2) การกำหนดเกณฑ์ตัดสินใจและการให้น้ำหนักของแต่ละเกณฑ์ (3) การประเมินและจัดลำดับความเหมาะสมของผู้สมัคร และ (4) การตัดสินใจขั้นสุดท้ายในการลงคะแนน เป้าหมายสูงสุดคือการเอื้อให้สังคมได้มาซึ่งนักการเมืองที่มีคุณลักษณะพึงประสงค์ ได้แก่ ความเชื่อมั่นในหลักประชาธิปไตย จริยธรรมทางการเมือง ความรู้และความตระหนักทางการเมือง ตลอดจนความเข้าใจต่อพลวัตทางอารมณ์การเมืองของสังคม ซึ่งล้วนส่งเสริมความมั่นคงและความยั่งยืนของการปกครองระบอบประชาธิปไตย</p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10283
ปัจจัยความสำเร็จของประสิทธิผลการบริหารงานบุคคล ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน
2026-02-03T17:28:43+07:00
ปิยะพงษ์ งอกผล
tatraball_2@hotmail.com
อัจฉรา วัฒนาณรงค์
tatraball_2@hotmail.com
ธารินทร์ รสานนท์
tatraball_2@hotmail.com
ชุณวัฒน์ ปุงบางกระดี่
tatraball_2@hotmail.com
<p>บทความนี้เป็นบทความวิชาการเชิงสังเคราะห์เอกสาร (Documentary Analysis) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานถือเป็นกลไกสำคัญ ที่ขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาและพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน บทความวิชาการนี้ประกอบด้วย ความหมายและความสำคัญของการบริหารงานบุคคล ประสิทธิผลการบริหารงานบุคคล และปัจจัยความสำเร็จ 3 ด้าน ประกอบด้วย ปัจจัยด้านผู้บริหาร ปัจจัยด้านครู และปัจจัยด้านบรรยากาศภายในโรงเรียน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องและสัมพันธ์ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานบุคคล ในด้านคุณภาพการปฏิบัติงานของครู และความก้าวหน้าทางวิชาชีพครู เพื่อยกระดับประสิทธิผลการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง</p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10543
ภาวะซึมเศร้าเรื้อรังในนักจิตวิทยาการให้คำปรึกษา: บทเรียนเชิงสะท้อนคิดและการดูแลตนเองเชิงวิชาชีพ
2026-03-03T13:42:57+07:00
ชัยวัฒน์ วารี
chaiwatwaree9@gmail.com
สัตกร วงศ์สงคราม
smartnil@hotmail.com
รพีพงค์ ยังวราสวัสดิ์
Rapeepongyoung@gmail.com
ริกาณ์ ปุณทริกา
drrikatv5007@gmail.com
จารุณี นวลยง
j.nualyong826@gmail.com
วิสมล ศรีสุทธินันท์
dr.wisamon@gmail.com
<p> บทความนี้มีลักษณะเป็น บทความเชิงวิเคราะห์และเชิงสะท้อนคิด (analytical and reflective article) ที่มุ่งอธิบายปรากฏการณ์ภาวะซึมเศร้าเรื้อรังในบริบทของนักจิตวิทยาการให้คำปรึกษา ผ่านการเชื่อมโยงแนวคิดทางจิตวิทยาคลินิก จริยธรรมวิชาชีพ และกรอบการสะท้อนคิดเชิงวิชาชีพ วิธีการศึกษาใช้ การวิเคราะห์กรณีศึกษาเชิงสะท้อนคิดเชิงคุณภาพ (qualitative reflective case analysis) โดยวิเคราะห์ประสบการณ์ของนักวิชาชีพสองกรณีที่เผชิญสถานการณ์วิกฤตในชีวิตที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน เพื่อนำไปสู่การตีความเชิงแนวคิดเกี่ยวกับกลไกการปรับตัว ความแตกต่างระหว่างบุคคล และบทบาทของการดูแลตนเองเชิงวิชาชีพ ภาวะซึมเศร้าเรื้อรัง (Persistent Depressive Disorder: PDD) เป็นความผิดปกติทางอารมณ์ที่มีลักษณะอาการต่อเนื่องยาวนานและส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและการทำงานอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่างานวิชาการส่วนใหญ่มุ่งศึกษาผู้รับบริการเป็นหลัก แต่ประเด็นสุขภาวะของนักจิตวิทยาการให้คำปรึกษากลับได้รับความสนใจค่อนข้างจำกัด บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ภาวะซึมเศร้าเรื้อรังในบริบทของนักจิตวิทยาการให้คำปรึกษา ผ่านกรอบแนวคิดเกี่ยวกับภาวะซึมเศร้า ความเสี่ยงในวิชาชีพช่วยเหลือ การสะท้อนคิดเชิงวิชาชีพ และการดูแลตนเองเชิงจริยธรรม โดยใช้การวิเคราะห์กรณีศึกษาเชิงสะท้อนคิดของนักวิชาชีพสองรายที่เผชิญเหตุการณ์วิกฤตชีวิตในลักษณะใกล้เคียงกัน แต่มีผลลัพธ์การปรับตัวแตกต่างกัน ผลการวิเคราะห์พบว่า ความแตกต่างของผลลัพธ์มิได้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของเหตุการณ์เพียงอย่างเดียว หากแต่สัมพันธ์กับรูปแบบการควบคุมอารมณ์ ระดับการตระหนักรู้ตนเอง การยอมรับความเปราะบาง และการใช้ทรัพยากรสนับสนุนอย่างเหมาะสม กรณีที่สามารถบูรณาการความเปราะบางเข้ากับอัตลักษณ์วิชาชีพ มีแนวโน้มปรับตัวได้ดีกว่า ขณะที่กรณีที่แยกบทบาทวิชาชีพออกจากความเปราะบางส่วนตัวอย่างเด็ดขาด มีความเสี่ยงต่อภาวะหมดไฟและความบกพร่องในการทำงานมากกว่า บทความเสนอโมเดล 4R (Recognize, Reflect, Restore, Reconnect) สำหรับการกำกับดูแลตนเองระดับบุคคล ควบคู่กับกรอบเชิงระบบ 3 ระดับ (บุคคล–วิชาชีพ–องค์กร) เพื่อส่งเสริมสุขภาวะของนักวิชาชีพอย่างยั่งยืน ข้อค้นพบสะท้อนว่า การดูแลตนเองมิใช่เพียงความรับผิดชอบส่วนบุคคล แต่เป็นองค์ประกอบสำคัญของมาตรฐานวิชาชีพและคุณภาพการให้บริการ</p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9936
การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงเกษตรอย่างยั่งยืนภายใต้บริบทสังคมไทย
2025-12-27T09:38:08+07:00
พีรภัทร สงวนศิลป์
psaun@psru.ac.th
คู่ขวัญ แสงศิริ
kukwan.s@psru.ac.th
พงษ์พันธุ์ พุทธิวิศิษฎ์
Pongpan.p@psru.ac.th
<p>การท่องเที่ยวเชิงเกษตรถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและสร้างรายได้ให้กับประเทศ ท่ามกลางพลวัตความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวในยุคปัจจุบัน การยกระดับแหล่งท่องเที่ยวให้มีความยั่งยืนจึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะการออกแบบ "กิจกรรมแหล่งเรียนรู้" ให้สอดคล้องกับบริบทศักยภาพของพื้นที่และกลุ่มเป้าหมาย จากการศึกษาและสังเคราะห์ข้อมูลพบว่า แนวทางการพัฒนากิจกรรมแหล่งเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพประกอบด้วย 7 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1) การมีส่วนร่วมของชุมชน 2) การอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน 3) การสร้างประสบการณ์เรียนรู้เชิงลึก 4) การจัดการความรู้ 5) การบริหารจัดการแบบองค์รวม 6) การตอบสนองต่อกลุ่มเป้าหมาย และ 7) การตลาดเชิงสร้างสรรค์ ทั้งนี้ การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ดังกล่าวควรมุ่งเน้นการสื่อสารอัตลักษณ์ที่โดดเด่นผ่านการออกแบบประสบการณ์ที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริง เพื่อสร้างการจดจำและการบอกต่อ ผสานการบูรณาการสื่อดิจิทัลและเครือข่ายท้องถิ่นในการยกระดับกิจกรรมสู่ผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวที่มีมาตรฐาน ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความยั่งยืนของทรัพยากรชุมชนในระยะยาว</p> <p> </p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10005
การบริหารสถานศึกษาบนฐานการใช้กฎหมายดิจิทัล
2026-01-02T15:37:16+07:00
ระวิพันธ์ สื่อกระแสร์
miimonn.ms@gmail.com
วันระวี สื่อกระแสร์
miimonn.ms@gmail.com
เมนดา จุ้ยบุญมี
miimonn.ms@gmail.com
มนฤทัย สุจริต
miimonn.ms@gmail.com
อภิชาติ แสงจันทร์
miimonn.ms@gmail.com
กษิฎิฏฏ์ มีพรหม
miimonn.ms@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์บทบาทและความสำคัญของกฎหมายดิจิทัลในการยกระดับการบริหารสถานศึกษาท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี (Digital Disruption) โดยมุ่งเน้นการสังเคราะห์สาระสำคัญของกฎหมายหลัก 4 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. 2560, พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA), พระราชบัญญัติว่าด้วย การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และพระราชบัญญัติการบริหารงานและการให้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล พ.ศ. 2562บทความนี้นำเสนอแนวทางการบูรณาการข้อกฎหมายดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการบริหารสถานศึกษาผ่านรูปแบบการบริหารสถานศึกษายุคดิจิทัล 5 ด้าน ประกอบด้วย 1) การสร้างวิสัยทัศน์ ICT 2) การสร้างวัฒนธรรมสถานศึกษา 3) การพัฒนาบุคลากร 4) การพัฒนาภาวะผู้นำยุคดิจิทัล และ 5) การบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การปฏิบัติตามกฎหมายดิจิทัลมิใช่เพียงการลดความเสี่ยงทางกฎหมาย แต่ช่วยให้สถานศึกษาสามารถบริหารจัดการข้อมูลและเทคโนโลยีได้อย่างปลอดภัย โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืนในยุคดิจิทัล</p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10024
ภาวะผู้นำของไดซากุ อิเคดะ และการแสวงหาสันติภาพโลก : มุมมองแบบพุทธมานุษยนิยม
2026-01-08T09:24:10+07:00
พระวุฒิศาล ถาวโร (นวลวัน)
wutti2500@gmail.com
สุนิสา โมสิโก
wutti2500@gmail.com
พระปกรณ์ นุชม่วง
pakornnuchmuang@gmail.com
พระครูบวรชัยวัฒน์
wutti2500@gmail.com
ปัณณพงศ์ วงศ์ณาศรี
wutti2500@gmail.com
<p>บทความวิชาการฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวคิดและกลไกของ "ภาวะผู้นำตามแนวพุทธมนุษยนิยม" (Buddhist Humanism Leadership) ในฐานะเครื่องมือสำคัญสำหรับการสร้างสันติภาพโลกท่ามกลางวิกฤตความขัดแย้งในยุคปัจจุบัน โดยมุ่งศึกษาผ่านปรัชญาและวิถีปฏิบัติของ ดร.ไดซากุ อิเคดะ อดีตประธานสมาคมสร้างคุณค่าสากล (SGI) จากการศึกษาพบว่า หัวใจสำคัญของภาวะผู้นำเชิงพุทธมนุษยนิยมคือการเปลี่ยนผ่านจากภาวะผู้นำที่ยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง (Self-centered) ไปสู่การยึดถือความเป็นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (Human-centered) โดยมีกระบวนการสำคัญ 3 ระดับ คือ<strong> 1.ระดับบุคคล (</strong><strong>Internal Peace)</strong>การเริ่มต้นจาก "การปฏิวัติมนุษย์" (Human Revolution) หรือการเปลี่ยนแปลงภายในใจเพื่อเปลี่ยนความโลภ ความโกรธ และความหลง ให้เป็นสติและปัญญา ซึ่งเป็นรากฐานของสันติภาพที่ยั่งยืน<strong> 2.</strong><strong>ระดับปฏิสัมพันธ์ (</strong><strong>Dialogue and Empowerment)</strong> การใช้ "การสนทนา" (Dialogue) เป็นเครื่องมือสลายความขัดแย้ง และการบ่มเพาะเยาวชนเพื่อส่งต่อคุณค่าแห่งสันติภาพ<strong> 3.</strong><strong>ระดับโครงสร้าง (</strong><strong>Inside-Out Peace)</strong> การประยุกต์ใช้หลัก "สาราณียธรรม 6" ในระดับสากล เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ การแบ่งปันทรัพยากรอย่างเป็นธรรม และการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (Human Dignity) สรุปได้ว่า สันติภาพโลกตามแนวทางนี้มิใช่ผลลัพธ์จากการบังคับด้วยกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการตื่นรู้ของผู้นำที่มี "สันติภายใน" ซึ่งจะส่งผลต่อการตัดสินใจเชิงนโยบายที่มุ่งขจัดความรุนแรงเชิงโครงสร้าง และสร้างวัฒนธรรมแห่งการอยู่ร่วมกันอย่างสันติที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืน</p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10038
ถอดบทเรียนวรรณกรรมอุตสหกรรม4.0 ทิศทางระบบดิจิทัลโลจีสติกส์ขนส่งทางอากาศความท้าทายในอนาคต
2026-01-15T20:23:12+07:00
ทศพร มะหะหมัด
tosaporn.mah@krirk.ac.th
อำพล ขำวิลัย
tosaporn.mah@krirk.ac.th
ณัฐพงษ์ แต้มแก้ว
tosaporn.mah@krirk.ac.th
<p> การศึกษาครั้งนี้มุ่งสำรวจบทบาทของอุตสาหกรรม 4.0 ต่อการจัดการโลจิสติกส์ โดยพิจารณาการประยุกต์ใช้เครื่องมือดิจิทัล แนวโน้มการพัฒนา และความท้าทายที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนผลลัพธ์เชิงประสิทธิภาพที่เกิดขึ้น ทั้งในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การลดต้นทุน และการยกระดับความสามารถในการแข่งขันขององค์กรในบริบทการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลผลการศึกษาพบว่า การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในโลจิสติกส์มีบทบาทสำคัญต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดต้นทุน และเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า รวมถึงสนับสนุนการตัดสินใจเชิงข้อมูล อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ยังคงเผชิญข้อจำกัดหลายประการ ทั้งด้านการลงทุนเริ่มต้นที่สูง ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ และความจำเป็นในการพัฒนาทักษะบุคลากรอย่างต่อเนื่องนอกจากนี้ การวิเคราะห์เชิงลึกชี้ให้เห็นว่าความสำเร็จของการเปลี่ยนผ่านสู่โลจิสติกส์ดิจิทัลขึ้นอยู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี การจัดการองค์ความรู้ และการสร้างความพร้อมขององค์กร โดยเฉพาะการนำระบบอัตโนมัติและแพลตฟอร์มดิจิทัลมาใช้เพื่อลดความผิดพลาดและเพิ่มความแม่นยำในการดำเนินงาน ดังนั้น บทความนี้จึงเสนอแนวทางในการเสริมสร้างขีดความสามารถขององค์กร ได้แก่ การพัฒนาระบบดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพ การกำหนดมาตรฐานด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และการมุ่งเน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อให้องค์กรสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลในการจัดการโลจิสติกส์ได้อย่างเต็มศักยภาพในอนาคต</p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10052
การบริหารความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ของโรงเรียนเอกชนไทย: การบูรณาการสู่ความยั่งยืนทางการศึกษา
2026-01-15T20:20:06+07:00
ระวิพันธ์ สื่อกระแสร์
rawiphan44@gmail.com
ธิดาวัลย์ อุ่นกอง
rawiphan44@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์แนวคิดและกรอบการบริหารความเสี่ยงทางการศึกษา ในฐานะกลไกเชิงกลยุทธ์ที่สนับสนุนการบริหารสู่ความยั่งยืนของโรงเรียนเอกชนในประเทศไทย ท่ามกลางบริบทความไม่แน่นอนด้านประชากร เศรษฐกิจ และนโยบายการศึกษา การศึกษาใช้วิธีการวิจัยเชิงเอกสาร (documentary research) โดยวิเคราะห์และสังเคราะห์วรรณกรรม งานวิจัย และกรอบแนวคิดทางการบริหารที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะกรอบการบริหารความเสี่ยงระดับองค์กรของ COSO Enterprise Risk Management และ ISO 31000 ร่วมกับแนวคิดการบริหารสมัยใหม่และการบริหารเพื่อความยั่งยืนทางการศึกษา ผลการสังเคราะห์พบว่า การบริหารความเสี่ยงในโรงเรียนเอกชนควรถูกกำหนดให้เป็นกระบวนการเชิงระบบที่บูรณาการเข้ากับการวางแผนเชิงกลยุทธ์และการพัฒนาองค์การ มากกว่าการจัดการปัญหาเฉพาะหน้า โดยความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญต่อความยั่งยืนของโรงเรียนเอกชนไทยประกอบด้วยความเสี่ยงด้านประชากร การเงิน บุคลากร วิชาการ และนโยบาย ซึ่งมีความเชื่อมโยงกันในลักษณะเชิงโครงสร้าง บทความเสนอกรอบแนวคิดการบริหารความเสี่ยงทางการศึกษาที่เชื่อมโยงการระบุ ประเมิน และตอบสนองต่อความเสี่ยงเข้ากับเป้าหมายความยั่งยืนของสถานศึกษา และการสร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วนตามแนวคิดเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน SDG 17 ข้อเสนอเชิงวิชาการของบทความนี้คือ การยกระดับการบริหารความเสี่ยงจากเครื่องมือเชิงเทคนิคไปสู่บทบาทเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา ซึ่งช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่นขององค์กร เพิ่มคุณภาพการตัดสินใจ และสนับสนุนความยั่งยืนของโรงเรียนเอกชนในระยะยาว ทั้งนี้ บทความสามารถใช้เป็นฐานแนวคิดสำหรับการวิจัยเชิงประจักษ์และการพัฒนานโยบายด้านการบริหารโรงเรียนเอกชนในบริบทการศึกษาไทยต่อไป</p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10083
มาตรการส่งเสริมนโยบาย 30@30: (EV 3.5) ที่ส่งผลต่อปัจจัยในการตัดสินใจซื้อยานยนต์ไฟฟ้าของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร
2026-01-14T16:33:53+07:00
รัชดาวรรณ ธุวะนุติ
ratchadawan.thuvanuti@stamford.edu
นิติธร จันทเดช
ratchadawan.thuvanuti@stamford.edu
ฉันทรัตน์ วรปัญญา
ratchadawan.thuvanuti@stamford.edu
รุ่งแก้ว เกตุแก้ว
ratchadawan.thuvanuti@stamford.edu
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์มาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าระยะที่ 2 (EV 3.5) ภายใต้นโยบาย 30@30 และ (2) อธิบายผลกระทบของมาตรการดังกล่าวต่อปัจจัยในการตัดสินใจซื้อยานยนต์ไฟฟ้าของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร โดยมุ่งพิจารณาบทบาทของนโยบายในฐานะกลไกขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำและการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ บทความนี้ใช้วิธีการวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารนโยบายภาครัฐ รายงานทางวิชาการ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยประยุกต์กรอบแนวคิดด้านนโยบายสาธารณะและทฤษฎีพฤติกรรมผู้บริโภค เพื่ออธิบายความเชื่อมโยงระหว่างมาตรการภาครัฐกับกระบวนการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค ผลการวิเคราะห์เชิงวิชาการชี้ให้เห็นว่า มาตรการ EV 3.5 มีบทบาทสำคัญในการลดอุปสรรคด้านราคา ผ่านการสนับสนุนทางการเงินและสิทธิประโยชน์ทางภาษี ซึ่งช่วยเสริมสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจและเพิ่มความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม ยังพบข้อจำกัดที่อาจส่งผลต่อประสิทธิผลของนโยบาย ได้แก่ ความไม่เพียงพอของโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จ การจัดการแบตเตอรี่ใช้แล้ว และระดับความพร้อมของสังคมต่อการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี บทความเสนอให้ภาครัฐพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสถานีอัดประจุไฟฟ้าอย่างทั่วถึง วางระบบการจัดการแบตเตอรี่ใช้แล้วอย่างเป็นระบบ และส่งเสริมการสื่อสารสาธารณะเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้บริโภค ควบคู่กับการออกแบบมาตรการจูงใจที่มีความต่อเนื่องและยั่งยืน เพื่อเพิ่มประสิทธิผลของการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยในระยะยาว</p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10138
การวิเคราะห์บทบาทของหลักพุทธธรรมในการบูรณาการสู่กระบวนการจัดการเรียนการสอนเชิงพุทธ
2026-01-21T19:56:30+07:00
พระปลัดพนา เขมาภิรโต
beesweet2442@gmail.com
พระใบฎีกาเศกสรร จรณสุทฺโธ
beesweet2442@gmail.com
<p>บทความวิชาการเรื่องนี้มุ่งอธิบาย การวิเคราะห์บทบาทของหลักพุทธธรรมที่สามารถบูรณาการเข้าสู่กระบวนการจัดการเรียนการสอนเชิงพุทธ เพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ที่สมดุลระหว่างความรู้ ทักษะ และคุณธรรม ภายใต้บริบทสังคมร่วมสมัยที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และค่านิยม ปัญหาที่ตามมาคือการเน้นความรู้เชิงวิชาการมากเกินไปจนละเลยรากฐานด้านคุณธรรมและการพัฒนาจิตใจ อันเป็นช่องว่างสำคัญที่การศึกษาเชิงพุทธสามารถเข้ามามีบทบาทในการเติมเต็ม การศึกษาและหลักพุทธธรรมที่สำคัญ เช่น ไตรสิกขา อริยสัจ 4 มัชฌิมาปฏิปทา พรหมวิหาร 4 สังคหวัตถุ 4 อิทธิบาท 4 และพละ 5 หลักธรรมเหล่านี้มิได้เป็นเพียงคำสอนทางศาสนา แต่ยังเป็นกรอบการเรียนรู้ที่สามารถพัฒนาผู้เรียนให้มีความสมดุลทั้งด้านสติปัญญา จิตใจ และสังคม การวิเคราะห์บทบาทของหลักพุทธธรรมในการจัดการเรียนการสอนจึงปรากฏในหลายมิติ ทั้งการเป็นรากฐานทางคุณธรรม การพัฒนากระบวนการคิด การเสริมสร้างทักษะชีวิต การสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ที่เกื้อกูล และการพัฒนาผู้เรียนแบบองค์รวม แนวทางการบูรณาการที่นำเสนอในบทความครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบหลักสูตรและแผนการเรียนการสอน การใช้วิธีการสอนตามเทศนาวิธีและอุบายธรรม การจัดกิจกรรมเสริมเพื่อพัฒนาคุณธรรมและจิตใจ การเชื่อมโยงกับการเรียนรู้สหวิชา และการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต แสดงให้เห็นว่าหลักพุทธธรรมสามารถผสานเข้ากับการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างเหมาะสม ทั้งในระดับหลักสูตร การสอน และการจัดกิจกรรม</p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10342
การเปลี่ยนผ่านจากตลาดเก่าสู่การจัดการตลาดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ดิโอทาวน์เมืองราชบุรีผ่านการประยุกต์ใช้ทฤษฎีการค้นพบโอกาส
2026-02-11T18:25:46+07:00
ถิรวุฒิ แสงมณีเดช
thirawut.article@gmail.com
นงลักษณ์ เพิ่มชาติ
paunluck@gmail.com
ปิรันธ์ ชิณโชติ
Thank_kub@hotmail.com
อภิลักษณ์ ธรรมวิมุตติ
apiluckt.mns@gamil.com
อภิเชษฐ์ ขำเลิศ
apichet2006@gmail.com
<p> บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปลี่ยนผ่านจากตลาดเก่าสู่การจัดการตลาดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ดิโอทาวน์เมืองราชบุรีผ่านการประยุกต์ใช้ทฤษฎีการค้นพบโอกาส โดยอธิบายการฟื้นฟูพื้นที่ตลาดเก่าซึ่งเคยประสบภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเมือง เทคโนโลยี และพฤติกรรมผู้บริโภค การศึกษาใช้วิธีการสังเคราะห์ข้อมูลจากแหล่งข้อมูลปฐมภูมิ ได้แก่ การสัมภาษณ์ผู้ประกอบการ นักท่องเที่ยว การสังเกตพื้นที่ อย่างไม่เป็นทางการ ร่วมกับข้อมูลทุติยภูมิจากเอกสาร งานวิชาการ และ สื่อออนไลน์ที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่า การเปลี่ยนผ่านของตลาดดิโอทาวน์ไม่ได้เกิดจากการสร้างทรัพยากรใหม่ทั้งหมด แต่เป็นการค้นพบและตีความคุณค่าใหม่ของทุนทางวัฒนธรรม อัตลักษณ์ ประวัติศาสตร์ของตลาดเก่าที่เดิมยังไม่ได้รับการประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างเหมาะสม ผู้ประกอบการในพื้นที่มีบทบาทสำคัญในฐานะผู้มีความตื่นตัวต่อโอกาส สามารถรับรู้ช่องว่างระหว่างคุณค่าที่แท้จริงของทรัพยากรกับการรับรู้ของตลาด และเปลี่ยนแปลงคุณค่าให้เป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคยุคเศรษฐกิจร่วมสมัย</p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10542
ความจำ และการลืม : การบูรณาการแนวคิดจิตวิทยาการเรียนรู้สู่การดูแลสุขภาพจิต
2026-03-03T13:40:13+07:00
ชัยวัฒน์ วารี
chaiwatwaree9@gmail.com
สัตกร วงศ์สงคราม
smartnil@hotmail.com
รพีพงค์ ยังวราสวัสดิ์
Rapeepongyoung@gmail.com
ริกาณ์ ปุณทริกา
drrikatv5007@gmail.com
จารุณี นวลยง
j.nualyong826@gmail.com
วิสมล ศรีสุทธินันท์
dr.wisamon@gmail.com
<p> บทความนี้เป็น บทความเชิงแนวคิด (conceptual article) มีวัตถุประสงค์เพื่อบูรณาการแนวคิดจิตวิทยาการเรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการความจำและการลืม เข้ากับมิติด้านอารมณ์และสุขภาพจิต โดยอาศัยการวิเคราะห์เชิงแนวคิดจากทฤษฎีโครงสร้างความจำแบบหลายระบบ กระบวนการเข้ารหัส ระดับการประมวลผล และกลไกของการลืม ทั้งในเชิงการเสื่อมถอย การรบกวน และการลืมเชิงจิตวิทยา บทความอธิบายว่าความจำมิได้เป็นเพียงกลไกทางปัญญาที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้เท่านั้น หากแต่มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างความหมาย การกำกับอารมณ์ และคุณภาพชีวิตของบุคคล ความทรงจำเชิงบวก เช่น การระลึกถึงประสบการณ์แห่งความสำเร็จหรือความรู้สึกขอบคุณ สามารถเสริมสร้างสุขภาวะทางจิตและความยืดหยุ่นทางอารมณ์ได้ ขณะที่ความทรงจำเชิงลบ หากถูกเรียกคืนซ้ำโดยไม่มีการปรับกรอบความหมาย อาจนำไปสู่การครุ่นคิดซ้ำและเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า บทความเสนอ “โมเดล 3M: Memory–Meaning–Mental Health” เพื่ออธิบายกลไกเชิงพลวัตระหว่างความจำ การสร้างความหมาย และสุขภาพจิต โดยชี้ให้เห็นว่าการดูแลสุขภาพจิตสามารถดำเนินการผ่านการปรับกระบวนการเข้ารหัสและเรียกคืนความจำ การตีความประสบการณ์เชิงสร้างสรรค์ และการพัฒนาความยืดหยุ่นทางจิตใจ แนวคิดดังกล่าวมีนัยสำคัญต่อการประยุกต์ใช้ในบริบทการศึกษา การพัฒนาตนเอง และการส่งเสริมสุขภาวะในชีวิตประจำวัน คุณค่าทางวิชาการของบทความอยู่ที่การขยายกรอบการศึกษาความจำจากมิติการเรียนรู้ไปสู่มิติสุขภาพจิต พร้อมเสนอโมเดลเชิงบูรณาการที่สามารถใช้เป็นกรอบแนวคิดในการวิจัยและการพัฒนาการดูแลสุขภาวะทางจิตในบริบทการศึกษาและชีวิตประจำวัน</p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10072
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารงานด้านความปลอดภัยในสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครู สหวิทยาเขตรัชวิภา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานครเขต 2
2026-01-14T16:40:06+07:00
ชินวัฒน์ สุวรรณพฤฒิ
shinawat.2024@gmail.com
สุดารัตน์ สารสว่าง
shinawat.2024@gmail.com
พร้อมพิไล บัวสุวรรณ
shinawat.2024@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาในสหวิทยาเขตรัชวิภา 2) เพื่อศึกษาระดับการบริหารงานด้านความปลอดภัยในสถานศึกษาในสหวิทยาเขตรัชวิภา และ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารงานด้านความปลอดภัยในสถานศึกษาในสหวิทยาเขตรัชวิภา งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ ครูในกลุ่มโรงเรียนสหวิทยาเขตรัชวิภา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานครเขต 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวนทั้งหมด 1,100 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจากโดยใช้ตารางของ Krejcie & Morgan ได้จำนวนกลุ่มตัวอย่างจำนวน 241 คน ใช้การสุ่มแบบตัวอย่างแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็น แบบสอบถามมาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นที่ 0.980 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า1) ระดับภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สหวิทยาเขตรัชวิภา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานครเขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ระดับการบริหารงานด้านความปลอดภัยในสถานศึกษาสหวิทยาเขตรัชวิภา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานครเขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารงานด้านความปลอดภัยในสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครูสหวิทยาเขตรัชวิภา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานครเขต 2 มีความสัมพันธ์กัน และเป็นความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลางค่อนข้างสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ0.01 (r=.704 , p<0.01)</p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10217
การบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาสู่ความเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมของโรงเรียนกลุ่มเครือข่ายน้ำนาบุณ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ
2026-01-26T14:31:16+07:00
ณัญตพงศ์ การแก้ว
excellent1985plus123@gmail.com
เจริญวิชญ์ สมพงษ์ธรรม
excellent1985plus123@gmail.com
วีระวัฒน์ อุทัยรัตน์
excellent1985plus123@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นรวมถึงแนวทางพัฒนาการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลสู่ความเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมกลุ่มตัวอย่างคือครูในโรงเรียนกลุ่มเครือข่ายน้ำนาบุณ ปีการศึกษา 2568 <br />จำนวน 196 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบชั้นภูมิ และการสุ่มอย่างง่าย แล้วเทียบบัญญัติไตรยางศ์ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม 30 ข้อ ที่มีค่า IOC เท่ากับ 1.00 และความเชื่อมั่นอยู่ในระดับสูงเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากผู้ให้ข้อมูลในการสัมภาษณ์ 10 คน ด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง<br />โดยใช้แบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมถึง PNImodified และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>1. สภาพปัจจุบันของการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาสู่ความเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม โดยรวมอยู่ในระดับมาก สภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาสู่ความเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และความจำเป็นสูงที่สุดในการพัฒนาคือ ด้านการปรับปรุงคุณภาพอย่างเป็นระบบเพื่อความเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม</li> <li>2. แนวทางการพัฒนาการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลมุ่งเน้นการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ โดยประยุกต์แนวคิดการบริหารสู่ความเป็นเลิศและแนวปฏิบัติที่ดีให้เหมาะกับบริบทสถานศึกษาใช้วงจรคุณภาพ PDCA ควบคู่เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับการจัดการเรียนการสอนให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพครูและบุคลากรเพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้อย่างยั่งยืน</li> </ol>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10074
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการคิดคำนวณ โดยใช้เทคนิค การเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด รายวิชาคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 2 โรงเรียนเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการศึกษา อำเภอนาเยีย จังหวัดอุบลราชธานี
2026-01-14T16:05:57+07:00
อลิสา ก๋องดี
Hempattarasiri@gmail.com
ระพิน ชูชื่น
Hempattarasiri@gmail.com
ปิยะรัตน์ นุชผ่องใส
Hempattarasiri@gmail.com
<p>การวิจัยในครั้งนี้ มีจุดประสงค์ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด (Think Pair Share) ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยเทคนิคการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด(Think Pair Share) 3) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการคิดคำนวณของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยเทคนิคการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด (Think Pair Share) 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการใช้แผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด (Think Pair Share) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 30 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 โดยใช้การสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2)แบบทดสอบ 3) แบบวัดทักษะการคิดคำนวณ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการเรียน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ และการเทียบค่าที แบบ Dependent Sample</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า1. ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด รายวิชา คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ 88.13/85.10 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด รายวิชา คณิตศาสตร์ ของชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญ 0.05 3) ทักษะการคิดคำนวณ โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด รายวิชา คณิตศาสตร์ ของชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญ 0.05 และ 4) ความพึงพอใจของนักเรียนหลังการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10254
ทักษะผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ของโรงเรียนเอกชนในสหวิทยาเขตปัทมา จังหวัดอุบลราชธานี สังกัดสำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน
2026-02-03T16:53:10+07:00
อภิธร ทองสัน
bulaporn.2534@gmail.com
สุรางคนา มัณยานนท์
aphithorn@spks.ac.th
วีระวัฒน์ อุทัยรัตน์
aphithorn@spks.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 และศึกษาแนวทางการพัฒนาทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนเอกชนสหวิทยาเขตปัทมา จังหวัดอุบลราชธานี สังกัดสำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 110 คน <br />เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 60 ข้อ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 1.00 ทุกข้อ มีค่าอำนาจจำแนกระหว่าง .54–.78 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .98 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนเอกชนสหวิทยาเขตปัทมามีทักษะในศตวรรษที่ 21 โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าทักษะการคิดวิเคราะห์และการคิดสร้างสรรค์มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ขณะที่ทักษะทางเทคโนโลยีและการใช้ดิจิทัลมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด นอกจากนี้ ข้อเสนอในการพัฒนาทักษะผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 คือ ผู้บริหารควรพัฒนาความรู้และสมรรถนะด้านเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเป็นระบบและสร้างสรรค์ โดยบูรณาการเครื่องมือดิจิทัลเพื่อการสื่อสาร การจัดการข้อมูล และการประชาสัมพันธ์ รวมทั้งใช้กรอบแนวคิด Digital Literacy Framework เพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาทักษะดิจิทัลอย่างมีหลักวิชาการและสอดคล้องกับบริบทการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21</p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9825
ทักษะภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ตามการรับรู้ ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2
2026-01-27T13:52:30+07:00
วิไลวรรณ จันทร์เต็ม
krooyui2557@gmail.com
ลัดดาวัลย์ เพชรโรจน์
krooyui2557@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาทักษะภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ตามการรับรู้ของครู และ2) เปรียบเทียบศึกษาทักษะภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ตามการรับรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 จำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน และขนาดของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครู จำนวน 310 คน ได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามทักษะภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ตามการรับรู้ของครู สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการทดสอบความแตกต่างรายคู่ LSD</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ทักษะภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ตามการรับรู้ของครู ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เรียงจากค่าเฉลี่ยสูงสุดไปต่ำสุด ได้แก่ ทักษะการสื่อสาร ทักษะความร่วมมือ ทักษะวิสัยทัศน์ ทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรม และทักษะการบริหารความขัดแย้ง และ2) ผลเปรียบเทียบทักษะภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ตามการรับรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 พบว่า จำแนกตามอายุ ประสบการณ์การทำงาน และขนาดของสถานศึกษา มีความคิดเห็นไม่แตกต่างกันทั้งในภาพรวมและรายด้าน ส่วนจำแนกตามเพศและระดับการศึกษา ในภาพรวมมีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณารายด้านมีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ .05 </p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10159
แนวทางการพัฒนาการปฏิบัติงานจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของเจ้าหน้าที่พัสดุ ในสังกัดสำนักงานอัยการภาค 1
2026-01-22T20:08:15+07:00
นงลักษณ์ รัศมี
Apichat_asm@hotmail.com
อภิชาติ พานสุวรรณ
Apichat_asm@hotmail.com
<p>การศึกษาวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาการปฏิบัติงานจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของเจ้าหน้าที่พัสดุ ในสังกัดสำนักงานอัยการภาค 1 2) เพื่อศึกษาแนวทางในการพัฒนาการปฏิบัติงานจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของเจ้าหน้าที่พัสดุในสังกัดสำนักงานอัยการภาค 1 การดำเนินการวิจัยในครั้งนี้ใช้วิธีการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Method) ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research จำนวน 45 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ2) การวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลในการสัมภาษณ์ ได้แก่ หัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุในสังกัดสำนักงานอัยการภาค 1 จำนวน 10 คน โดยการแบบสัมภาษณ์</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) การวิเคราะห์การวิเคราะห์ปัจจัยส่วนบุคคลของเจ้าหน้าที่พัสดุ จำนวน 45 คน ในสังกัดสำนักงานอัยการภาค 1 จำแนกตาม เพศ อายุ สถานภาพ ระดับการศึกษา ระยะเวลาในการปฏิบัติงาน และรายได้ ประชากรส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จำนวน 38 คน คิดเป็นร้อยละ 84.40 ส่วนใหญ่ มีอายุ 31-40 ปี จำนวน 21 คน คิดเป็นร้อยละ 46.70 ส่วนใหญ่มีสถานภาพโสด จำนวน 31 คน คิดเป็นร้อยละ 68.90 ส่วนใหญ่มีระดับการศึกษาระดับปริญญาตรี จำนวน 34 คน คิดเป็นร้อยละ 75.60 ส่วนใหญ่มีระยะเวลาในการปฏิบัติงานน้อยกว่า 1 ปี จำนวน 20 คน คิดเป็นร้อยละ 44.40 ส่วนใหญ่มีรายได้ 15,001-20,000 บาท จำนวน 16 คน คิดเป็นร้อยละ 35.60 และ 2) แนวทางการพัฒนาการปฏิบัติงานจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของเจ้าหน้าที่พัสดุ ในสังกัดสำนักงานอัยการภาค 1 มี 5 ข้อ มีความรู้ในการปฏิบัติงาน, มีประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน, มีทักษะในการปฏิบัติงาน, มีความซื่อสัตย์สุจริตในการปฏิบัติงาน และมีความรับผิดชอบในการปฏิบัติงาน</p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10263
ผลการจัดกิจกรรมการปั้นดินน้ำมันด้วยกระบวนการวางแผน ปฏิบัติทบทวนที่มีต่อความอดทนของเด็กปฐมวัย กลุ่มเครือข่ายท่าโพธิ์ศรี โนนสะอาด สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา อุบลราชธานี เขต 5
2026-02-04T18:59:16+07:00
ปนัดดา แก้วน้ำคำ
m6355028@rtu.ac.th
นนทชนนปภพ ปาลินทร
m6355028@rtu.ac.th
ไพฑูรย์ มีกุศล
m6355028@rtu.ac.th
<p>การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความอดทนของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการปั้นดินน้ำมันด้วยกระบวนการวางแผน ปฏิบัติ ทบทวน และ 2) เปรียบเทียบความอดทนของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังได้รับการจัดกิจกรรมการปั้นดินน้ำมันด้วยกระบวนการวางแผน ปฏิบัติ ทบทวน กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็กปฐมวัย อายุ 5-6 ปี ชั้นอนุบาลปีที่ 3 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนบ้านโนนหลี่ กลุ่มเครือข่ายท่าโพธิ์ศรีโนนสะอาด สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดกิจกรรมการปั้นดินน้ำมันด้วยกระบวนวางแผน ปฏิบัติ ทบทวน จำนวน 24 แผน และ 2) แบบสังเกตพฤติกรรมความอดทนของเด็กปฐมวัย สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสถิติ โดยใช้สูตร t-test แบบ Dependent Sample สำหรับทดสอบสมมติฐาน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ความอดทนของเด็กปฐมวัยก่อนได้รับการจัดกิจกรรมการปั้นดินน้ำมันด้วยกระบวนการวางแผน ปฏิบัติ ทบทวนอยู่ในระดับปานกลาง และหลังได้รับการจัดกิจกรรมการปั้นดินน้ำมันด้วยกระบวนการวางแผน ปฏิบัติ ทบทวน มีความอดทนอยู่ในระดับดี และ 2) ความอดทนของเด็กปฐมวัยหลังได้รับการจัดกิจกรรมการปั้นดินน้ำมันด้วยกระบวนการวางแผน ปฏิบัติ ทบทวน สูงกว่าก่อนได้รับการจัดกิจกรรมการปั้นดินน้ำมันด้วยกระบวนการวางแผน ปฏิบัติ ทบทวน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 </p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10251
ผลการจัดกิจกรรมประกอบอาหารด้วยขั้นตอน PICC ที่มีผลต่อ ทักษะการสำรวจของเด็กปฐมวัย โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1
2026-01-29T12:51:27+07:00
วัฒนา ดาวเด้น
wattanaramom@gmail.com
นนทชนนปภพ ปาลินทร
wattanaramom@gmail.com
จันทร์กฤษณา ผลวิวัฒน์
wattanaramom@gmail.com
วิชาญ ไทยแท้
wattanaramom@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อศึกษาผลของการจัดกิจกรรมประกอบอาหารด้วยขั้นตอน PICC ที่มีต่อการพัฒนาทักษะการสำรวจของเด็กปฐมวัย และ 2)เพื่อเปรียบเทียบทักษะการสำรวจของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัดกิจกรรมดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ เด็กชายและหญิง อายุระหว่าง 4-5 ปี ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนบ้านขามใหญ่ จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 15 คน โดยใช้การสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster sampling) การทดลองใช้รูปแบบการวิจัยแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลัง (One Group Pretest-Posttest Design) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมประกอบอาหารด้วยขั้นตอน PICC จำนวน 24 ครั้ง และแบบสังเกตพฤติกรรมทักษะการสำรวจที่ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ การเลือก การแสวงหาความรู้ การวิเคราะห์ และการค้นพบคำตอบ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ t-test แบบ Dependent Samples</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1)ก่อนการจัดกิจกรรมประกอบอาหารด้วยขั้นตอน PICC เด็กปฐมวัยมีทักษะการสำรวจโดยรวมอยู่ในระดับต่ำ และหลังจากได้รับการจัดกิจกรรมประกอบอาหารด้วยขั้นตอน PICC เด็กปฐมวัยมีทักษะการสำรวจโดยรวมอยู่ในระดับสูง 2)เด็กปฐมวัยมีทักษะการสำรวจภายหลังได้รับการจัดกิจกรรมประกอบอาหารด้วยขั้นตอน PICC สูงกว่าก่อนการได้รับกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นว่ากิจกรรมประกอบอาหารด้วยขั้นตอน PICC มีประสิทธิภาพในการพัฒนาทักษะการสำรวจของเด็กปฐมวัยและส่งผลในระดับที่สูงขั้น อันเป็นแนวทางที่ครูสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดประสบการณ์เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กในระดับปฐมวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10114
ทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร
2026-01-19T07:08:45+07:00
ไพฑูรย์ หินโน
phaithoon.hinno@gmail.com
ปฐมพรณ์ อินทรางกูร ณ อยุธยา
phaithoon.hinno@gmail.com
วิเชียร อินทรสมพันธ์
phaithoon.hinno@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร 2) ศึกษาระดับการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร และ 3) ศึกษาทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงาน<br />เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร จำนวน 258 คน และเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วย <br />ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณแบบเป็นขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนขยายโอกาส <br />สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร ภาพรวมค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก พิจารณารายด้าน พบว่า ทักษะด้านความคิดรวบยอด มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ ทักษะด้านมนุษย์ และทักษะด้านเทคนิค มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด</li> <li>การบริหารงานวิชาการในโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร ภาพรวมค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก พิจารณารายด้าน พบว่า ด้านการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในและมาตรฐานการศึกษา มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ ด้านการประสานความร่วมมือในการพัฒนาวิชาการกับสถานศึกษาและองค์กรอื่น และด้านการนิเทศการศึกษา มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด</li> <li>ทักษะการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการ<br />ในโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร พบว่า ทักษะการบริหารที่มีอิทธิพลมากที่สุด คือ ทักษะด้านมนุษย์ และทักษะด้านความคิด<br />รวบยอด ปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ .01 และสามารถพยากรณ์การบริหารงานวิชาการได้ร้อยละ 93.00</li> </ol>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10210
ภาวะผู้นำในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาอำเภอเพ็ญ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1
2026-01-29T11:46:18+07:00
ศุภวรรณ ถนอมชีพ
wichaipt@gmail.com
วิชัย ประทุมไทย
wichaipt@gmail.com
<p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาอำเภอเพ็ญ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 <br />2) เปรียบเทียบภาวะผู้นำในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาอำเภอเพ็ญ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 จำแนกตามตำแหน่ง วุฒิการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในอำเภอเพ็ญ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 จำนวน 234 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซี่และมอร์แกน และสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 5 ด้าน ทั้งหมด 40 ข้อ มีค่าความตรงด้านเนื้อหาเท่ากับ 0.67 – 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.82 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที แบบกลุ่มอิสระ และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ภาวะผู้นำในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา อำเภอเพ็ญ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ด้านการมีวิสัยทัศน์ดิจิทัล และด้านการสื่อสารดิจิทัล และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ได้แก่ ด้านการสร้างวัฒนธรรมดิจิทัล การเปรียบเทียบภาวะผู้นำในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาอำเภอเพ็ญ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 จำแนกตามตำแหน่ง วุฒิการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงาน โดยภาพรวมมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 เมื่อเปรียบเทียบรายคู่โดยภาพรวม พบว่า ผู้ที่มีประสบการณ์ในการทำงานมากกว่า 10 ปี มีค่าเฉลี่ยรวมสูงกว่ากลุ่มต่ำกว่า 5 ปี และกลุ่มตั้งแต่ 5 - 10 ปี อย่างชัดเจน<strong> </strong>ในขณะที่ผู้ที่มีประสบการณ์กลุ่มต่ำกว่า 5 ปี และตั้งแต่ 5 - 10 ปี มีระดับสมรรถนะดิจิทัลไม่แตกต่างกัน</p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10076
การพัฒนาหลักสูตรส่งเสริมการเป็นครูนวัตกรทางคณิตศาสตร์ ด้วยกระบวนการคิดเชิงออกแบบร่วมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์รังสรรค์ สำหรับนักศึกษาครูสาขาวิชาคณิตศาสตร์
2026-01-14T16:19:44+07:00
ศราวุธ สุวรรณอัตถ์
sarawut-suwan@hotmail.co.th
เกษทิพย์ ศิริชัยศิลป์
Kedthips@g.lpru.ac.th
วิยดา เหล่มตระกูล
wiyada@g.lpru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาคุณภาพหลักสูตรฯ และศึกษาผลการใช้หลักสูตรฯ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักศึกษาสาขาวิชาคณิตศาสตร์ ชั้นปีที่ 4 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักศึกษา 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) หลักสูตรฯ 2) เอกสารประกอบหลักสูตร และ 3) แบบประเมินการเป็นครูนวัตกรทางคณิตศาสตร์ 3 องค์ประกอบ ได้แก่ ผลงานนวัตกรรม พฤติกรรมนวัตกร และทักษะการคิดนวัตกรรม วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบทีแบบไม่อิสระ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนาหลักสูตรฯ โดยมีองค์ประกอบของหลักสูตร 7 องค์ประกอบ ได้แก่ ความเป็นมาของหลักสูตร หลักการของหลักสูตร จุดมุ่งหมายของหลักสูตร เนื้อหาสาระของหลักสูตร การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ สื่อการเรียนการสอน การวัดและประเมินผล มีค่าเฉลี่ยความเหมาะสมของหลักสูตรฯอยู่ที่ 4.72 อยู่ในระดับมากที่สุด มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานอยู่ที่ 0.34 ในส่วนของเอกสารประกอบหลักสูตรฯ มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.51 อยู่ในระดับมากที่สุด มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานอยู่ที่ 0.53 แบบประเมินการเป็นครูนวัตกรทางคณิตศาสตร์ มีความสอดคล้อง สามารถนำไปใช้ประเมินการเป็นครูนวัตกรทางคณิตศาสตร์ได้ 2) การศึกษาผลการใช้หลักสูตรฯ พบว่า นักศึกษาครูมีคะแนนผลงานนวัตกรรมหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 พฤติกรรมนวัตกรหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และทักษะการคิดนวัตกรรมหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10282
การนิเทศภายในสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการส่งเสริมศักยภาพการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3
2026-02-03T17:24:20+07:00
ธิภารัช พูลสวัสดิ์
tprzawzaw2710@gmail.com
จุติพร อัศวโสวรรณ
tprzawzaw2710@gmail.com
นพรัตน์ ชัยเรือง
tprzawzaw2710@gmail.com
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการนิเทศภายในสถานศึกษา 2) ศึกษาการส่งเสริมศักยภาพการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของครู 3) ศึกษาการนิเทศภายในที่ส่งผลต่อการส่งเสริมศักยภาพดังกล่าว และ 4) ศึกษาแนวทางการพัฒนาการนิเทศภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3 ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างคือครูผู้สอนจำนวน 315 คน ซึ่งได้จากการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของ เครจซี่และมอร์แกน โดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือวิจัยได้แก่แบบสอบถาม ค่าความเชื่อมั่น 0.98 และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>การนิเทศภายในโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านการวางแผนการนิเทศมีค่าเฉลี่ยสูงสุด และด้านการให้ความรู้ก่อนการนิเทศมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด</li> <li>การส่งเสริมศักยภาพการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของครูโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ด้านการคิดวิเคราะห์และการจัดการเรียนรู้มุ่งผลสัมฤทธิ์มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ส่วนทักษะการสื่อสารและการทำงานร่วมกันมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด</li> <li>การนิเทศด้านการวางแผนและการเสริมสร้างขวัญกำลังใจสามารถพยากรณ์การส่งเสริมศักยภาพการจัดการเรียนรู้ของครูได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</li> <li>แนวทางการพัฒนาควรเน้นการประเมินผลที่ครอบคลุมทั้งกระบวนการและผลลัพธ์ โดยอาศัยข้อมูลเชิงประจักษ์หลากหลายแหล่งเพื่อการสะท้อนผลและการให้ข้อมูลย้อนกลับเชิงพัฒนามากกว่าการตัดสิน ควรกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จที่ชัดเจนและสอดคล้องกับเป้าหมาย เปิดโอกาสให้บุคลากรมีส่วนร่วมในการนิเทศ พร้อมทั้งติดตามผลอย่างต่อเนื่องเพื่อนำผลการประเมินมาปรับปรุงกระบวนการนิเทศให้เกิดประสิทธิภาพและส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน</li> </ol>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10201
การประเมินความต้องการจำเป็นแบบสมบูรณ์ เพื่อพัฒนาแนวทางการบริหารจัดการสถานศึกษาข้ามวัฒนธรรม ของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครที่มีนักเรียนหลากหลายสัญชาติ
2026-01-23T20:19:59+07:00
พนิดา คงเสือ
panida.transport@gmail.com
วรรณวิศา สืบนุสรณ์ คล้ายจำแลง
wanwisa.sue@ku.th
สุดารัตน์ สารสว่าง
fedusdrs@ku.ac.th
<p>ท่ามกลางความหลากหลายทางสัญชาติในสถานศึกษา การบริหารจัดการข้ามวัฒนธรรมเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างโอกาสและความเท่าเทียมทางการศึกษา การวิจัยแบบผสมผสานนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ระบุและจัดลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นในการบริหารจัดการสถานศึกษาข้ามวัฒนธรรมของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครที่มีนักเรียนหลากหลายสัญชาติ 2) วิเคราะห์สาเหตุและกำหนดแนวทาง ในการบริหารจัดการสถานศึกษาข้ามวัฒนธรรมของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครที่มีนักเรียนหลากหลายสัญชาติ การวิจัยแบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การระบุและจัดลำดับความสำคัญ ประชากร คือ โรงเรียน สังกัดกรุงเทพมหานครที่มีนักเรียนไม่มีสัญชาติไทยมากกว่านักเรียนสัญชาติไทย ปีการศึกษา 2568 จำนวน 8 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่างผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้บริหารและครู รวม 139 คน โดยสุ่มแบบชั้นภูมิ เครื่องมือ คือ แบบประเมินความต้องการจำเป็นแบบตอบสนองคู่ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น ระยะที่ 2 การวิเคราะห์สาเหตุและกำหนดแนวทางด้วยการสนทนากลุ่มกับผู้บริหารหรือครูที่ปฏิบัติหน้าที่ครูประจำชั้นในห้องเรียนที่มีนักเรียนหลากหลายสัญชาติ จำนวน 8 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์แก่นสาระ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ด้านการพัฒนาบุคลากรครูมีความต้องการจำเป็นสูงสุด (PNI<sub>modified</sub> = 0.074) มีสาเหตุมาจากอุปสรรคด้านการสื่อสารทางภาษา อคติแฝงต่อกลุ่มนักเรียนหลากหลายสัญชาติ และการขาดทักษะการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม โดยมีแนวทางในการบริหารจัดการสถานศึกษาข้ามวัฒนธรรม ดังนี้ 1) ควรจัดอบรมภาษาพื้นฐานระยะสั้นคู่ขนานกับการเสริมทักษะภาษาไทยให้นักเรียน 2) ควรพัฒนาครูแกนนำด้านสิทธิเด็กผ่านกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ และ3) ควรส่งเสริมการเยี่ยมบ้านเพื่อศึกษาบริบทและอัตลักษณ์นักเรียนรายบุคคล</p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10299
การวิจัยเชิงปฏิบัติการพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ โดยใช้การเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานเสริมด้วย KWDL ต่อความสามารถ ในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
2026-02-05T13:51:07+07:00
นริศรา โสมาณวัฒน์
somanawat058@gmail.com
มณีญา สุราช
maneeya.su@udru.ac.th
<p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์โดยใช้ การเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานเสริมด้วย KWDL สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 2) ศึกษาความสามารถ ในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนหลังเรียนเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนด และ3) ศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนก่อนและหลังเรียน กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 จำนวน 15 คน ดำเนินการตามวงจรวิจัยเชิงปฏิบัติการ 3 วงจร เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ 9 แผน แผนละ 2 ชั่วโมง เครื่องมือสะท้อนผล ได้แก่ แบบสังเกตพฤติกรรม แบบทดสอบย่อย และแบบสัมภาษณ์ เครื่องมือประเมินผล ได้แก่ แบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ 5 ข้อ (ความยากง่าย=0.70–0.79, อำนาจจำแนก=0.40–0.68) และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 30 ข้อ (ความยากง่าย=0.40–0.67, อำนาจจำแนก=0.38–0.88) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีความสอดคล้อง อำนาจจำแนก ความยาก และความเชื่อมั่น</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) กิจกรรมการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานเสริมด้วย KWDL ประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ได้แก่ 1. ขั้นกำหนดปัญหา 2. ขั้นทำความเข้าใจกับปัญหา(เสริม K และ W) 3. ขั้นศึกษาค้นคว้า(เสริม D) 4. ขั้นสังเคราะห์ความรู้(เสริม L) 5.ขั้นสรุปและประเมินค่าคำตอบ 6. ขั้นนำเสนอและประเมินผลงาน 2) ความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของผู้เรียนหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 56.07 หรือร้อยละ 93.45 และ3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนโดยคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 17.27 คิดเป็นร้อยละ 57.57 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 25.87 หรือร้อยละ 86.23</p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10289
ปัจจัยภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อ การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดหนองคาย
2026-02-04T18:52:12+07:00
ชญานันต์ ศรีกวนชา
67120605125@udru.ac.th
พนายุทธ เชยบาล
67120605125@udru.ac.th
พัชรินทร์ ชมภูวิเศษ
67120605125@udru.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสมการพยากรณ์ปัจจัยภาวะผู้นำทางวิชาการที่ส่งผลต่อการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ ดำเนินการเป็น 2 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ศึกษาองค์ประกอบของภาวะผู้นำทางวิชาการและการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ โดยใช้แบบยืนยันองค์ประกอบ และ 2) ศึกษาปัจจัยภาวะผู้นำทางวิชาการที่ส่งผลต่อ การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย ปีการศึกษา 2568 จำนวน 340 คน กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ด้วยการเปิดตารางเครจซี่และมอร์แกน และใช้วิธีการสุ่ม แบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ตอนที่ 2 ปัจจัยภาวะผู้นำทางวิชาการในด้านการจัดการหลักสูตร การนิเทศ ติดตาม และประเมินผล การกำหนดภารกิจ และการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.91, 0.93, 0.92 และ 0.88 ตามลำดับ ส่วนการเป็นองค์กร แห่งการเรียนรู้มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า สมการพยากรณ์ปัจจัยภาวะผู้นำทางวิชาการสามารถอธิบาย ความแปรปรวนของการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ได้ร้อยละ 67.40 โดยปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงสุด ได้แก่ การจัดการหลักสูตร รองลงมาคือ การนิเทศ ติดตาม และประเมินผล การกำหนดภารกิจ และการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ตามลำดับ ผลการศึกษานี้สะท้อนให้เห็นถึง ความสำคัญของบทบาทผู้นำทางวิชาการในเชิงระบบ ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางพัฒนาการบริหารสถานศึกษา </p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10316
การศึกษาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา กับบรรยากาศองค์การในศูนย์การศึกษาพิเศษ กลุ่มสถานศึกษา สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 1
2026-02-14T12:54:46+07:00
อภิญญา ทองจะโปะ
apinya.lew285@gmail.com
วลัยพรรณ อ้วนนาแวง
apinya.lew285@gmail.com
จิติยาภรณ์ เชาวรากุล
apinya.lew285@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นําเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาบรรยากาศองค์การ และ3) ศึกษาภาวะผู้นําเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษากับบรรยากาศองค์การในศูนย์การศึกษาพิเศษ กลุ่มสถานศึกษาสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 1 การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างการวิจัยเป็นครูผู้สอน จำนวน 260 คน เครื่องมือในการเก็บข้อมูล คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาภาวะผู้นําเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ทุกด้านมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก 2) ผลการศึกษาบรรยากาศองค์การในศูนย์การศึกษาพิเศษ เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ทุกด้านมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก และ 3) ภาวะผู้นําเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษากับบรรยากาศองค์การในศูนย์การศึกษาพิเศษ ในภาพรวมมีความสัมพันธ์กันทางบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r = .714) </p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10266
ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ Picture Word Inductive Model (PWIM) เสริมด้วยวิธีการสอนโฟนิกส์ (Phonics) ต่อความสามารถ การอ่านและเขียนสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
2026-02-03T17:09:06+07:00
จุฑามาศ เหระวัน
juthamart.1308@gmail.com
สุทธิดา จันทร์ดวง
Juthamart.1308@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถการอ่านสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ Picture Word Inductive Model (PWIM) เสริมด้วยวิธีการสอนโฟนิกส์ (Phonics) 2) เปรียบเทียบความสามารถการอ่านสะกดคำหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 3) เปรียบเทียบความสามารถการเขียนสะกดคำก่อนและหลังเรียน และ 4) เปรียบเทียบความสามารถการเขียนสะกดคำหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านนาตูม ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 8 คน ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 8 แผน 2) แบบประเมินความสามารถการอ่านสะกดคำ 3)แบบประเมินความสามารถการเขียนสะกดคำ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ t-test for Dependent Samples และ t-test for One Sample</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมีความสามารถการอ่านสะกดคำหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนมีความสามารถการอ่านสะกดคำหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) นักเรียนมีความสามารถการเขียนสะกดคำหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 4) นักเรียนมีความสามารถการเขียนสะกดคำหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นว่ากระบวนการเรียนรู้ที่บูรณาการระหว่างการใช้ภาพเป็นฐานและการฝึกออกเสียงอย่างเป็นระบบช่วยพัฒนาทักษะทางภาษาของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10061
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องประวัติศาสตร์ดนตรีสากล โดยใช้สื่อนวัตกรรมศิลาจารึกเป็นฐาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/7 โรงเรียนภูเวียงวิทยาคม
2026-02-03T16:38:17+07:00
อนุวัฒน์ บุตรทองทิม
anuwat.boo@lru.ac.th
ศักดิ์กาลัญญู กาพล
Anuwat.boo@lru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาสื่อนวัตกรรมศิลาจารึกประวัติศาสตร์ดนตรีสากล 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน โดยใช้สื่อนวัตกรรมศิลาจารึก 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนรู้โดยใช้สื่อนวัตกรรมศิลาจารึก กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/7 โรงเรียนภูเวียงวิทยาคม จำนวน 29 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบทีแบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกัน (t-test for Dependent Samples) สื่อนวัตกรรมศิลาจารึกประวัติศาสตร์ดนตรีสากลที่พัฒนาขึ้น มีลักษณะเป็นสื่อประดิษฐ์จำลองรูปแบบแท่งศิลาโบราณเพื่อเปลี่ยนเนื้อหาประวัติศาสตร์ดนตรีที่เป็นนามธรรมให้เป็นรูปธรรมที่สัมผัสได้จริง ภายในประกอบด้วยสรุปเนื้อหาวิวัฒนาการดนตรีตะวันตกแต่ละยุคสมัยพร้อมภาพประกอบ เพื่อเชื่อมโยงสู่ฐานข้อมูลมัลติมีเดีย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า สื่อนวัตกรรมดังกล่าวมีประสิทธิภาพ 86.72/84.48 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่กำหนดไว้ ผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียน นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 8.83 (S.D. = 3.85) และหลังเรียน นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 16.90 (S.D. = 1.68) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ด้านความพึงพอใจของนักเรียนต่อสื่อนวัตกรรมศิลาจารึกทั้ง 3 ด้านอยู่ในระดับมาก ( = 4.41, S.D. = 0.41) พบว่า ด้านประโยชน์และทัศนคติที่มีต่อการเรียน มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ( = 4.47) รองลงมาคือ ด้านเนื้อหาและการจัดกิจกรรม ( = 4.39) และ ด้านคุณภาพของสื่อนวัตกรรม ( = 4.37) ตามลำดับ</p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10219
การพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานและเจตคติทางวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้นตอน ร่วมกับเทคนิค POE
2026-01-29T12:04:20+07:00
วรรณวิภา พนักธรรม
fhonwanwipa@gmail.com
อาภาพรรณ ประทุมไทย
Fhonwanwipa@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) เปรียบเทียบความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน เทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 2) เปรียบเทียบความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน ระหว่างก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ 3) เปรียบเทียบความสามารถในการใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน เทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 และ 4) เปรียบเทียบเจตคติทางวิทยาศาสตร์ ระหว่างก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ รูปแบบการวิจัยเป็นแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในกลุ่มเครือข่ายพัฒนาการศึกษาดอยสันติคีรี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 4 ห้องเรียน รวมทั้งสิ้น 96 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ที่ใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้นตอน ร่วมกับเทคนิค POE 2) แบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน 3) แบบประเมินทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน และ 4) แบบวัดเจตคติทางวิทยาศาสตร์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบหาค่าที</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 2) ความสามารถในการใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 และ 3) เจตคติทางวิทยาศาสตร์หลังได้รับการจัดการเรียนรู้ สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นว่า การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ<br />หาความรู้ 5 ขั้นตอน ร่วมกับเทคนิค POE เป็นวิธีการที่เน้นให้นักเรียนเสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการค้นคว้าหาความรู้หรือแนวทางที่ถูกต้อง สามารถพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานและเจตคติทางวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ให้สูงขึ้นได้</p> <p><strong> </strong></p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10328
นวัตกรรมการบริการ และภาวะผู้นำใฝ่บริการ ที่ส่งผลต่อการบริการ ที่เป็นเลิศในมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช
2026-02-17T22:39:30+07:00
พัชราพรรณ ระมั่ง
pacharapan@nmu.ac.th
จันทรัศม์ ภูติอริยวัฒน์
pacharapan@nmu.ac.th
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างนวัตกรรมการบริการ ภาวะผู้นำใฝ่บริการ และการบริการที่เป็นเลิศในมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช และ <br />2) เพื่อศึกษานวัตกรรมการบริการและภาวะผู้นำใฝ่บริการที่ส่งต่อการบริการที่เป็นเลิศ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 341 คน จากประชากร 3<strong><em>,</em></strong>240 คน ประกอบด้วยนักศึกษาระดับปริญญาตรีและอาจารย์ของมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช โดยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามประเภทผู้รับบริการและสัดส่วนของคณะและวิทยาลัย เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้องของข้อคำถาม (<strong><em>IOC) </em></strong>อยู่ระหว่าง 0.50–1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .992 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพรรณนา ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) นวัตกรรมการบริการมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูงกับการบริการที่เป็นเลิศอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีความสัมพันธ์สูงในด้านบุคลากรและด้านสภาพแวดล้อม ขณะเดียวกัน ภาวะผู้นำใฝ่บริการมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูงกับการบริการที่เป็นเลิศอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีความสัมพันธ์สูงในด้านการสร้างคุณค่าให้ชุมชน 2) ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณพบว่า นวัตกรรมการบริการสามารถอธิบายความแปรปรวนของการบริการที่เป็นเลิศได้ร้อยละ 78.3 (<strong><em>R</em></strong>² = .783) และภาวะผู้นำใฝ่บริการสามารถอธิบายความแปรปรวนของการบริการที่เป็นเลิศได้ร้อยละ 72.1 (<strong><em>R</em></strong>² = .721) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10402
รูปแบบการพัฒนาบทบาทและภาวะผู้นำของสมาชิกสภาองค์กรชุมชนโดยใช้หลักพุทธธรรมในเขตอำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี
2026-02-16T21:45:13+07:00
พระมหาดำรงค์ สุมงฺคโล (อธิสุมงคล)
kantawitseangthong@gmail.com
พระครูพิศาลสารบัณฑิต
6602105003@mcu.ac.th
พระมหาไพฑูรย์ สิริธมฺโม
6602105003@mcu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพปัจจุบันของบทบาทและภาวะผู้นำของสมาชิกสภาองค์กรชุมชนในเขตอำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี (2) พัฒนาบทบาทและภาวะผู้นำของสมาชิกสภาองค์กรชุมชนโดยประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมและ (3) เสนอรูปแบบการพัฒนาบทบาทและภาวะผู้นำของสมาชิกสภาองค์กรชุมชนตามหลักพุทธธรรมในพื้นที่ศึกษา การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยเรื่องรูปแบบการพัฒนาบทบาทและภาวะผู้นำของสมาชิกสภาองค์กรชุมชนโดยใช้หลักพุทธธรรมในเขตอำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานีครั้งนี้ จำนวน 30 รูป/คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสัมภาษณ์เชิงลึกและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>สมาชิกสภาองค์กรชุมชนมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้นำการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน โดยเน้นภาวะผู้นำทางความรู้ การรวบรวม วิเคราะห์ และถ่ายทอดองค์ความรู้ให้สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น พร้อมส่งเสริมการมีส่วนร่วม การสื่อสาร และการประสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ผู้นำที่มีประสิทธิภาพต้องมีทัศนคติเชิงบวก ยึดมั่นคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล มีทักษะการบริหารจัดการ การทำงานเป็นทีม การพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนมีความคิดสร้างสรรค์และวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนอย่างครอบคลุม</li> <li>แนวทางการพัฒนาสามารถประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรม ได้แก่ ไตรสิกขา สัปปุริสธรรม 7 พรหมวิหาร 4 และอคติ 4 เป็นกรอบในการพัฒนา ไตรสิกขาเป็นพื้นฐานด้านศีล สมาธิ และปัญญา สัปปุริสธรรม 7 ส่งเสริมความเข้าใจตนเองและชุมชน พรหมวิหาร 4 หล่อหลอมจิตใจให้มีเมตตาและความเป็นธรรม ส่วนอคติ 4 ช่วยป้องกันความลำเอียงในการบริหารงาน</li> <li>รูปแบบการพัฒนาที่เสนอประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ ความรู้ ทัศนคติ ทักษะการทำงาน ความคิดสร้างสรรค์ และการบริหารจัดการ โดยบูรณาการหลักพุทธธรรมเป็นฐานในการเสริมสร้างภาวะผู้นำที่มีคุณธรรม โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ นำไปสู่ความร่วมมือของประชาชนและการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน</li> </ol>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9442
แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดหนองคาย
2025-10-28T23:12:49+07:00
สุริยา พงษ์สุวรรณ
suriyaphongsuwan@gmail.com
กฤตฏ์ ชมภูวิเศษ
66120605143@udru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็น ในการพัฒนาแนวทางภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดหนองคาย โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบันและพึงประสงค์ และความต้องการจำเป็น จากกลุ่มตัวอย่างครูและบุคลากรทางการศึกษาปีการศึกษา 2567 จำนวน 254 โรงเรียน จำนวน 2,470 คน หาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น มีค่าความเชื่อมั่น 0.97 ระยะที่ 2 การพัฒนาแนวทางภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา โดยการนำผลจากระยะที่ 1 วิเคราะห์ตั้งคำถามสัมภาษณ์ ใช้การสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างกับผู้เชี่ยวชาญ 9 คน โดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง และระยะที่ 3 ประเมินแนวทางภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้ทรงคุณวุฒิ 9 คน ใช้การวิเคราะห์แบบประเมินมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ</p> <p><strong>ผลการวิจัย พบว่า</strong></p> <ol> <li>สภาพปัจจุบันของภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา อยู่ในระดับมาก สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด โดยลำดับความต้องการจำเป็นจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านการเห็นอกเห็นใจ ด้านความยุติธรรม ด้านความซื่อสัตย์ และด้านความเคารพ</li> <li>แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ประกอบด้วยแนวทาง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านความยุติธรรม ด้านความซื่อสัตย์ ด้านการเห็นอกเห็นใจ และด้านความเคารพ (ด้านละ 5 แนวทาง)</li> <li>ผลการประเมินแนวทางของผู้บริหารสถานศึกษา ในด้านความเหมาะสม ความเป็นประโยชน์ และความเป็นไปได้ พบว่าภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> </ol>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10215
ผลของกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน เสริมด้วยกลวิธีการคิดเป็นภาพ ต่อความสามารถในการเขียนเล่าเรื่องจากภาพและความสามารถ ในการคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
2026-02-03T17:01:27+07:00
พรรณภา สารบรรณ
pannapa144@gmail.com
สุทธิดา จันทร์ดวง
Pannapa144@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการเขียนเล่าเรื่อง จากภาพของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน เสริมด้วยกลวิธีการคิดเป็นภาพก่อนเรียนและหลังเรียน และเพื่อเปรียบเทียบความสามารถ ในการคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอนเสริมด้วยกลวิธีการคิดเป็นภาพก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านโนนหนามแท่ง เครือข่ายชุมช้าง-<strong><em> </em></strong>บ้านผือ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย เขต 2 ที่กำลังศึกษาอยู่่ใน<strong><em> </em></strong>ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 18 คน ใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการเรียนรู้ <strong><em> </em></strong>แบบทดสอบวัดความสามารถการเขียนเล่าเรื่อง จากภาพ และแบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ใช้วัดความคิดสร้างสรรค์ ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที แบบไม่อิสระ (t-test for Dependent Samples) </p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอนเสริมด้วยกลวิธีการคิดเป็นภาพ มีความสามารถการเขียนเล่าเรื่องจากภาพหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอนเสริมด้วยกลวิธีการคิดเป็นภาพมีความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ในการเขียนเล่าเรื่องจากภาพหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 </p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10192
การมีส่วนร่วมของครูชาวจีนในการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี
2026-01-27T13:05:59+07:00
ชงหมิ่น จั่ว
fancymin877@gmail.com
พรพิมล ประสงค์พร
prasongpornp98@gmail.com
<p>การวิจัยเชิงปริมาณครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของครูชาวจีนในการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี 2) เปรียบเทียบระดับการมีส่วนร่วมดังกล่าว โดยจำแนกตามเพศ อายุ และประสบการณ์การทำงาน และ 3) เสนอแนวทางในการพัฒนาการมีส่วนร่วมของครูชาวจีนในการบริหารงานวิชาการ ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ครูชาวจีนในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี ปีการศึกษา 2567 จำนวนทั้งสิ้น 38 คน โดยใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลจากประชากรทั้งหมด เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.985 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบ Mann–Whitney U และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การมีส่วนร่วมของครูชาวจีนในการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2) ครูชาวจีนที่มีเพศ อายุ และประสบการณ์การทำงานแตกต่างกัน มีส่วนร่วมในการบริหารงานวิชาการไม่แตกต่างกัน และ 3) แนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมของครูชาวจีนในการบริหารงานวิชาการ ควรดำเนินการโดยส่งเสริมให้ครูชาวจีนมีบทบาทในการวิเคราะห์และออกแบบการจัดการเรียนการสอนภาษาจีนอย่างเป็นระบบ สนับสนุนการพัฒนาและใช้สื่อการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับลักษณะและพัฒนาการของผู้เรียน เสริมสร้างความร่วมมือด้านการจัดการชั้นเรียนระหว่างครูชาวจีนและครูชาวไทย ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการสะท้อนผลการปฏิบัติงานเพื่อยกระดับสมรรถนะทางวิชาชีพ ตลอดจนเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมในการวางแผนและจัดสรรทรัพยากรและเทคโนโลยีทางการศึกษาอย่างเหมาะสม</p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10303
ปัจจัยการตัดสินใจของผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารโรงเรียนโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการบริหารสถานศึกษา กรณีศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 2
2026-02-08T18:20:18+07:00
ชยพล วิภาวิน
chayaponwipawin@gmail.com
พร้อมพิไล บัวสุวรรณ
chayaponwipawin@gmail.com
สุดารัตน์ สารสว่าง
chayaponwipawin@gmail.com
<p>การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายของการศึกษานี้ 1) เพื่อวิเคราะห์ระดับปัจจัยการตัดสินใจโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ของผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารโรงเรียน 2) เพื่อวิเคราะห์ประสิทธิภาพในการจัดการองค์กรทางการศึกษาของผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารโรงเรียน และ3) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยการตัดสินใจของผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารโรงเรียนโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการจัดการองค์กรทางการศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัยครั้งนี้คือ <br />รองผู้อำนวยการสถานศึกษาที่สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 2 รวมทั้งสิ้น 140 คน โดยมีการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ โดยจำแนกออกเป็นขนาดของการวิเคราะห์ข้อมูลในงานวิจัยฉบับนี้ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือหลัก โดยมีสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเพราะว่าความถี่ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์กถดถอยเชิงซ้อน ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 และพบว่า 1) องค์ประกอบด้านการตัดสินใจโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ของผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารโรงเรียนในภาพรวมมีค่าคะแนนเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์สูง โดยเมื่อจำแนกตามรายมิติพบว่า มิติด้านการค้นหาทางเลือก <br />มีค่าเฉลี่ยสูงสุดเป็นอันดับแรก ตามด้วยกระบวนการนำการตัดสินใจไปปฏิบัติ และการระบุประเด็นปัญหา 2) ประสิทธิภาพในการจัดการองค์กรทางการศึกษาของผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารโรงเรียน เมื่อพิจารณาคะแนนเฉลี่ยรวม จัดอยู่ในระดับมาก 3) ปัจจัยการตัดสินใจของผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารโรงเรียนโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการบริหารสถานศึกษา พบว่า ตัวแปรที่มีอิทธิพล ได้แก่ ด้านการกำหนดปัญหา (β = 0.24) <br />ด้านการปฏิบัติตามการตัดสินใจ (β = 0.18) ด้านการค้นหาทางเลือก(β = 0.16) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10454
การประเมินโครงการนิเทศภายในแบบคลินิก สู่ครูมืออาชีพ โรงเรียนบ้านบางรูป สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2
2026-02-20T20:36:27+07:00
กณภัทร จินา
6755701038@nstru.ac.th
เบญจพร ชนะกุล
Benchaporn_cha@nstru.ac.th
อโนทัย ประสาน
Benchaporn_cha@nstru.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมิน 1) ด้านบริบท 2) ด้านปัจจัยนำเข้า 3) ด้านกระบวนการ 4) ด้านผลผลิต และส่วนขยายด้านผลผลิต ประกอบด้วย ผลกระทบ ประสิทธิผล ความยั่งยืน และการถ่ายโยงความรู้ ของโครงการ เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษาและครู โรงเรียนบ้านบางรูป ปีการศึกษา 2568 รวมทั้งสิ้น 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ด้านบริบทอยู่ในระดับมาก โครงการมีความสอดคล้องกับนโยบายและวิสัยทัศน์ของสถานศึกษา 2) ด้านปัจจัยนำเข้าอยู่ในระดับมากที่สุด สถานศึกษามีงบประมาณและบุคลากรที่พร้อมต่อการดำเนินงาน 3) ด้านกระบวนการอยู่ในระดับมากที่สุด สถานศึกษาดำเนินงานตามวงจร PDCA อย่างเป็นระบบ 4) ด้านผลผลิตอยู่ในระดับมากที่สุด โครงการสามารถส่งเสริมสมรรถนะของครูในการออกแบบและจัดการเรียนรู้เชิงรุกได้อย่างเป็นรูปธรรม 5) ด้านผลกระทบอยู่ในระดับมากที่สุด โครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้เรียนและจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับศักยภาพของผู้เรียน 6) ด้านประสิทธิผลอยู่ในระดับมาก โครงการส่งเสริมให้ครูนำแผนการจัดการเรียนรู้เชิงรุกไปใช้อย่างเหมาะสม 7) ด้านความยั่งยืนอยู่ในระดับมากที่สุด การมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ส่งเสริมให้การนิเทศเกิดผลอย่างต่อเนื่อง และ 8) ด้านการถ่ายโยงความรู้ อยู่ในระดับมาก โครงการสามารถขยายผลเป็นต้นแบบในการประเมินและพัฒนาโครงการอื่น ๆ ของสถานศึกษาได้อย่างเหมาะสม โดยสรุป โครงการนิเทศภายในแบบคลินิก สู่ครูมืออาชีพ ของโรงเรียนบ้านบางรูป เป็นโครงการที่มีคุณภาพ ช่วยพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของครูได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิผล</p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10246
การพัฒนาหลักสูตรส่งเสริมสมรรถนะการเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง โดยใช้แนวคิดความท้าทายเป็นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
2026-01-29T12:49:06+07:00
ระพีพรรณ หงษ์คำ
koyrapeepun09@gmail.com
ปริญญภาษ สีทอง
koyrapeepun09@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อสร้างและตรวจสอบคุณภาพของหลักสูตรส่งเสริมสมรรถนะการเป็นพลเมืองที่เข้มแข็งโดยใช้แนวคิดความท้าทายเป็นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และ 2) เพื่อศึกษาผลการใช้หลักสูตรส่งเสริมสมรรถนะการเป็นพลเมืองที่เข้มแข็งโดยใช้แนวคิดความท้าทายเป็นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้น แบบแผนที่ใช้ในการทดลอง คือแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนหลัง กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนวัดศรีดอก(ประชาพัฒนา) จำนวน 13 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ หลักสูตร คู่มือการใช้หลักสูตร แบบประเมินเชิงสถานการณ์และแบบประเมินสมรรถนะการเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1.หลักสูตรส่งเสริมสมรรถนะการเป็นพลเมืองที่เข้มแข็งโดยใช้แนวคิดความท้าทายเป็นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีองค์ประกอบของหลักสูตรทั้งหมด 6 ประกอบ โดยหลักสูตรและคู่มือมีความเหมาะสมในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.54 และ = 4.52) ตามลำดับ 2. นักเรียนที่เรียนด้วยหลักสูตรส่งเสริมสมรรถนะการเป็นพลเมืองที่เข้มแข็งโดยใช้แนวคิดความท้าทายเป็นฐานมีสมรรถนะการเป็นพลเมืองที่เข้มแข็งหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีระดับสมรรถนะการเป็นพลเมืองที่เข้มแข็งอยู่ในระดับมากขึ้นไป</p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10508
ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร
2026-02-27T10:22:04+07:00
รวิสรา อนันต์วลัยกุล
rawisara.jaen@gmail.com
ปัทมา รูปสุวรรณกุล
Rawisara.arna@northbkk.ac.th
อัจศรา ประเสริฐสิน
Rawisara.arna@northbkk.ac.th
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง 2) เปรียบเทียบระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถาม ได้แก่ครู จำนวน 193 คน กำหนดโดยใช้ตารางของเครจซี่และมอร์แกน โดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ และผู้ให้ข้อมูล จำนวน 5 คน โดยวิธีเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1) แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่น .976 2) แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที ค่าเอฟ และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายด้านมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก ( = 4.47, S.D.= 0.418) 2) การเปรียบเทียบภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง พบว่า เพศ ระดับการศึกษา มีความคิดเห็น โดยภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน แต่ประสบการณ์ต่างกัน ด้านการกระตุ้นทางปัญญา มีความคิดเห็นแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง มี 4 ด้าน ดังนี้ 1.การมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ : ผู้บริหารควรเป็นแบบอย่างที่ดี บริหารงานด้วยความโปร่งใส 2.การสร้างแรงบันดาลใจ: ส่งเสริมการเรียนรู้จากการลองผิดลองถูก ชื่นชมครู และสร้างวิสัยทัศน์ร่วมผ่านกิจกรรมทีม 3.การกระตุ้นทางปัญญา: ปรับบทบาทจากผู้สั่งการเป็นผู้อำนวยความสะดวก เปิดพื้นที่รับฟังความเห็นโดยใช้ PLC 4.การคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล:ใช้ระบบพี่เลี้ยงดูแลครูด้วยความเห็นอกเห็นใจ</p> <p> </p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10467
รูปแบบนวัตกรรมชุมชนเข้มแข็งเชิงพุทธในวิถีชีวิตใหม่ของ ชุมชนในจังหวัดอุดรธานี
2026-02-23T11:35:36+07:00
พระครูปริยัติปทุมากร (ไชยา ถาวรสทฺโท)
waewsrisakdidithach77@gmail.com
สมเดช นามเกตุ
waewsrisakdidithach77@gmail.com
พระมหาประทีป อภิวฑฺฒโน
waewsrisakdidithach77@gmail.com
<p>การวิจัยเรื่อง “รูปแบบนวัตกรรมชุมชนเข้มแข็งเชิงพุทธในวิถีชีวิตใหม่ของชุมชนในจังหวัดอุดรธานี” มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาการพัฒนาชุมชนเข้มแข็งของชุมชนในจังหวัดอุดรธานี (2) ศึกษานวัตกรรมชุมชนเข้มแข็งของชุมชนต้นแบบ และ (3) นำเสนอรูปแบบนวัตกรรมชุมชนเข้มแข็งเชิงพุทธในวิถีชีวิตใหม่ของชุมชนในจังหวัดอุดรธานี การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยบูรณาการแนวทางวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่ม แล้ววิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ความเข้มแข็งของชุมชนเกิดจากการพึ่งพาตนเอง ภาวะผู้นำแบบมีส่วนร่วม การบริหารทุนชุมชนตามหลักธรรมาภิบาล และการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่คนรุ่นใหม่ ขณะเดียวกัน ชุมชนต้นแบบมีการพัฒนานวัตกรรม 5 ด้าน ได้แก่ (1) เทคโนโลยี (2) เศรษฐกิจ (3) ทรัพยากร (4) การจัดการ และ (5) เครือข่ายทางสังคม โดยบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ และยึดหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา เช่น อิทธิบาท 4 สังคหวัตถุ 4 และมัชฌิมาปฏิปทา เป็นกรอบในการพัฒนา</p> <p>รูปแบบนวัตกรรมที่ค้นพบเน้นการสร้าง “ภูมิคุ้มกันทางสังคม” ผ่านการพัฒนาอย่างสมดุลทั้งด้านวัตถุ จิตใจ และวัฒนธรรม สอดคล้องกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และสามารถเป็นต้นแบบในการพัฒนาชุมชนในยุคหลังโควิด-19 ได้อย่างยั่งยืน</p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10494
การมีส่วนร่วมในการบริหารงานวิชาการของครูในโรงเรียนอำเภอบางปะอิน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2
2026-02-26T12:49:10+07:00
กฤตยา พรมศรี
kritaya.prom@northbkk.ac.th
นันทนา ชวศิริกุลฑล
kritaya.prom@northbkk.ac.th
อัจศรา ประเสริฐสิน
kritaya.prom@northbkk.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมในการบริหารงานวิชาการของครู 2) เปรียบเทียบการมีส่วนร่วมจำแนกตามเพศ ระดับการศึกษา ประสบการณ์การปฏิบัติงาน และขนาดของโรงเรียน และ 3) เสนอแนวทางพัฒนาการมีส่วนร่วมของครู ดำเนินการวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูในโรงเรียนอำเภอบางปะอิน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 199 คน จากประชากร 410 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตาราง เครจซี และ มอร์แกน และสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 5 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ครอบคลุมงานวิชาการ 17 ด้าน มีค่าความเชื่อมั่น .990 และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) การมีส่วนร่วมในการบริหารงานวิชาการของครูโดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.26, S.D. = 0.618) โดยด้านการจัดการเรียนการสอนมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ( = 4.21, S.D. = 0.559) รองลงมาคือการพัฒนาสื่อนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา ( <strong>= </strong>4.18, S.D. = 0.576) และด้านการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ( = 4.05, S.D. = 0.587) (2) เพศแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ระดับการศึกษาไม่แตกต่างกัน ขณะที่ประสบการณ์การปฏิบัติงานและขนาดของโรงเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ (3) แนวทางพัฒนาควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมของครูในทุกขั้นตอนของการวางแผนและประเมินผลด้านวิชาการ โดยใช้ข้อมูลสารสนเทศของสถานศึกษาเป็นฐาน และสร้างความร่วมมือเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน</p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10554
ภาวะผู้นำดิจิทัลที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1
2026-03-03T14:15:53+07:00
จิตรลัดดา โถบำรุง
Ladda_tbr@hotmail.com
วิชัย ประทุมไทย
Ladda_tbr@hotmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ประสิทธิผลของสถานศึกษา 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำดิจิทัลกับประสิทธิผลของสถานศึกษา และ 4) ภาวะผู้นำดิจิทัลที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 335 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางเครซี่และมอร์แกน และใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นด้านภาวะผู้นำดิจิทัลเท่ากับ 0.834 และด้านประสิทธิผลของสถานศึกษาเท่ากับ 0.826 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) ประสิทธิผลของสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก 3) ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวกกับประสิทธิผลของสถานศึกษาในระดับปานกลาง (r = 0.435) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 4) ภาวะผู้นำดิจิทัลที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา ได้แก่ จรรยาบรรณการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การบูรณาการการเรียนรู้ทางดิจิทัล และการสนับสนุนการใช้ดิจิทัลในการวัดและประเมินผล โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณเท่ากับ 0.907 และสามารถร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิผลของสถานศึกษาได้ร้อยละ 82.00 (Adjusted R² = 0.820) สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบคือ Ŷ = 0.472 + 0.700(X₅) + 0.118(X₃) + 0.052(X₄) และสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐานคือ Ẑ = 0.770(X₅) + 0.158(X₃) + 0.089(X₄)</p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10140
การดำเนินชีวิตตามหลักทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ในเขตเทศบาลตำบลคลองขุด อำเภอเมืองสตูล จังหวัดสตูล
2026-01-21T20:02:05+07:00
พระครูเขมพัชรากร พุทฺธิสาโร (ไทยเอี่ยมวงศ์)
phrakrukhemapatcharakorn.tha@student.mbu.ac.th
กันตภณ หนูทองแก้ว
phrakrukhemapatcharakorn.tha@student.mbu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการดำเนินชีวิตตามหลักทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ของประชาชนในเขตเทศบาลตำบลคลองขุดและเพื่อเปรียบเทียบการดำเนินชีวิตตามหลักทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ของประชาชนในเขตเทศบาลตำบลคลองขุดเมื่อจำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพและรายได้ต่อปี เป็นการวิจัยเชิงเชิงปริมาณและคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างคือประชาชนเขตเทศบาลตำบลคลองขุด จำนวน 392 คน และ ผู้นำชุมชน จำนวน 5 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบสมมติฐานใช้ t-testและ One-Way ANOVA และข้อมูลคุณภาพวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า :</p> <ol> <li>การดำเนินชีวิตตามหลักทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ในเขตเทศบาลตำบลคลองขุด โดยรวมทั้ง 4 ด้าน อยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านความขยันหมั่นเพียรมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ตามด้วยด้านการรักษาทรัพย์สินให้มั่นคง การคบหากัลยาณมิตรและการดำรงชีวิตอย่างเหมาะสม</li> <li>การเปรียบเทียบการดำเนินชีวิตตามหลักทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ในเขตเทศบาล ตำบลคลองขุด พบว่า ประชาชนที่มีเพศและระดับการศึกษาต่างกันมีการดำเนินชีวิตตามหลักทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ไม่แตกต่างกัน ส่วนประชาชนที่มีอายุ อาชีพและรายได้ต่อปีต่างกันมีการดำเนินชีวิตตามหลักทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์แตกต่างกัน</li> </ol> <p> ข้อค้นพบที่สำคัญคือ หลักทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ 4 ทำให้พัฒนาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจของประชาชนในชุมชนคลองขุดได้อย่างยั่งยืน เป็นสิ่งที่ช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาท้องถิ่นซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ทั้งขจัดความยากจน ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สร้างสังคมคุณธรรมและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทำให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตอย่างมั่นคง มีคุณภาพชีวิตที่ดีและก้าวสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับชุมชน</p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10517
รูปแบบการพัฒนาครูเพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการดำเนินงานระบบดูแล ช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ
2026-03-05T10:06:22+07:00
สุปวีณ์ ชูรัศมี
supaweechooratsamee@gmail.com
อัจฉรา วัฒนาณรงค์
Supaweechooratsamee@gmail.com
โกศล มีคุณ
Supaweechooratsamee@gmail.com
ธารินทร์ รสานนท์
Supaweechooratsamee@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อศักยภาพครูในการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ และ 2) สร้างและประเมินรูปแบบการพัฒนาครูเพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน การวิจัยดำเนินการเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อศักยภาพครู กลุ่มตัวอย่างเป็นครู จำนวน 360 คน ได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตรประเมินรวมค่า มีค่าความเชื่อมั่นตั้งแต่ .820–.951 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ค่าร้อยละ และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ระยะที่ 2 เป็นการสร้างและประเมินรูปแบบการพัฒนาครูเพื่อเสริมสร้างศักยภาพ แบ่งเป็น 2 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 การร่างรูปแบบการพัฒนาครู โดยนำผลการวิจัยในระยะที่ 1 มาบูรณาการกับแนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ และตรวจสอบความเหมาะสมของรูปแบบด้วยการสนทนากลุ่มผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 7 คน โดยการวิเคราะห์เนื้อหา ขั้นที่ 2 ประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการนำรูปแบบไปใช้ โดยสอบถามความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง จำนวน 30 คน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตรประเมินรวมค่า วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยที่ส่งผลต่อศักยภาพครู ได้แก่ ปัจจัยภายในตัวครู คือ แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ และความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และปัจจัยภายนอกโรงเรียน คือ ความร่วมมือของผู้ปกครอง และการสนับสนุนจากชุมชนและหน่วยงานภายนอก ซึ่งสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของศักยภาพครูได้ร้อยละ 71.80 และ 2) รูปแบบการพัฒนาครูที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการนำไปปฏิบัติอยู่ในระดับมาก</p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10361
การพัฒนาหลักสูตรส่งเสริมการคิดวิเคราะห์โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
2026-02-11T14:22:34+07:00
เกตุมาลา เทียมธรรม
ketmala.tiemtam@gmail.com
เกษทิพย์ ศิริชัยศิลป์
Ketmala.tiemtam@gmail.com
กนิษฐ์กานต์ ปันแก้ว
Ketmala.tiemtam@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและตรวจสอบคุณภาพของหลักสูตรส่งเสริมการคิดวิเคราะห์โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และ 2) ศึกษาผลการใช้หลักสูตรที่พัฒนาขึ้น การวิจัยเป็นแบบเชิงทดลองเบื้องต้น (One-Group Pretest–Posttest Design) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนพงษ์พิกุลเชียงใหม่ จำนวน 25 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) หลักสูตรและเอกสารประกอบหลักสูตรที่พัฒนาขึ้น 2) แบบประเมินคุณภาพหลักสูตร และ 3) แบบทดสอบวัดการคิดวิเคราะห์ชนิดปรนัย 3 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และการทดสอบทีแบบกลุ่มตัวอย่างที่มีความสัมพันธ์กัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) หลักสูตรที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 7 องค์ประกอบ ได้แก่ ความเป็นมาและความสำคัญ หลักการ จุดมุ่งหมาย โครงสร้างเนื้อหา การจัดการเรียนรู้ สื่อและแหล่งเรียนรู้ และการวัดและประเมินผล โดยมี 3 หน่วยการเรียนรู้ รวมเวลา 15 ชั่วโมง 2) ผลการประเมินคุณภาพหลักสูตรโดยผู้เชี่ยวชาญมีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด ( = 4.66, S.D. = 0.51) และเอกสารประกอบหลักสูตรมีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด ( = 4.59, S.D. = 0.51) และ 3) ผลการทดลองใช้หลักสูตรพบว่า นักเรียนมีคะแนนการคิดวิเคราะห์หลังเรียน ( = 28.24, S.D. = 2.05) สูงกว่าก่อนเรียน ( = 20.12, S.D. = 5.56) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10339
การพัฒนาหลักสูตรส่งเสริมความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ โดยใช้เกมเป็นฐานสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
2026-02-11T18:16:48+07:00
กันยารัตน์ กมลสดใส
kyrkmss.02@gmail.com
เกษทิพย์ ศิริชัยศิลป์
Kyrkmss.02@gmail.com
กนิษฐ์กานต์ ปันแก้ว
Kyrkmss.02@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างและหาคุณภาพของหลักสูตรส่งเสริมความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์โดยใช้เกมเป็นฐานสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และเพื่อศึกษาผลการใช้หลักสูตรฯ โดยหลักสูตรที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 7 องค์ประกอบ ดังนี้ ความเป็นมาของหลักสูตร หลักการของหลักสูตร จุดมุ่งหมายของหลักสูตร เนื้อหาของหลักสูตร วิธีการจัดการเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้ และการวัดและประเมินผลของหลักสูตร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนบ้านคุณหมอ จำนวน 21 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) หลักสูตร 2) เอกสารประกอบหลักสูตร 3) แบบทดสอบวัดความสามารถการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การหา ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p style="font-weight: 400;">ผลการวิจัยพบว่า 1) หลักสูตรส่งเสริมความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์โดยใช้เกมเป็นฐานสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีความเหมาะสมของหลักสูตรฯอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.61, S.D. = 0.55) ความเหมาะสมของเอกสารประกอบหลักสูตรฯอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.59, S.D. = 0.55).และแบบทดสอบวัดความสามารถการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์มีความสอดคล้องสามารถนำไปใช้ประเมินผลความสามารถการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ได้ 2) ผลการใช้หลักสูตรฯ พบว่า นักเรียนกลุ่มตัวอย่างที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยหลักสูตรฯ มีความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 </p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9985
พลวัตการประกอบธุรกิจประกันชีวิตเชิงพุทธบูรณาการ
2025-12-29T16:07:12+07:00
มุจจรินทร์ ทัศดรกุลพัฒน์
mutjarin1980@gmail.com
สมเดช นามเกตุ
mutjarin1980@gmail.com
อภินันท์ จันตะนี
mutjarin1980@gmail.com
<p>การวิจัยเรื่อง พลวัตการประกอบธุรกิจประกันชีวิตเชิงพุทธบูรณาการ: การสร้างหลักประกันชีวิตทางสังคมของภาคีการประกอบธุรกิจประกันชีวิตของชุมชนตำบลมีชัย อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษารูปแบบการสร้างหลักประกันชีวิตทางสังคมของภาคีการประกอบธุรกิจประกันชีวิตในชุมชน (2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาหลักประกันชีวิตทางสังคม และ (3) วิเคราะห์พลวัตการประกอบธุรกิจประกันชีวิตเชิงพุทธบูรณาการ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกต และการสนทนากลุ่ม จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 30 คน ประกอบด้วยตัวแทนบริษัทประกันชีวิต ผู้นำชุมชน และผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการสร้างหลักประกันชีวิตทางสังคมในชุมชนตำบลมีชัยสามารถจำแนกได้เป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ (1) เครือข่ายธุรกิจประกันชีวิตของภาคเอกชน (2) กลุ่มประกันชีวิตในระดับชุมชน เช่น กลุ่มออมทรัพย์และกลุ่มฌาปนกิจสงเคราะห์ และ (3) ระบบประกันสังคมของภาครัฐ ซึ่งสะท้อนถึงการบูรณาการกลไกหลักประกันทางสังคมในระดับพื้นที่อย่างมีส่วนร่วม นอกจากนี้ แนวทางการพัฒนาหลักประกันชีวิตทางสังคมควรมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยรายย่อย การส่งเสริมความรู้ทางการเงินของประชาชน การสร้างเครือข่ายความร่วมมือในชุมชน และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในบริการประกันภัย</p> <p>การวิเคราะห์พลวัตการประกอบธุรกิจประกันชีวิตเชิงพุทธบูรณาการ พบว่าสามารถประยุกต์ใช้หลักฆราวาสธรรม 4 ได้แก่ สัจจะ ทมะ ขันติ และจาคะ เป็นกรอบแนวคิดในการบริหารจัดการธุรกิจประกันชีวิต เพื่อส่งเสริมจริยธรรม ความโปร่งใส และความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนำไปสู่ความยั่งยืนของระบบประกันชีวิตในระยะยาว</p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10298
กระบวนการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) ของสถานศึกษาขนาดเล็ก ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 ตามหลักอริยสัจ 4
2026-02-11T19:11:04+07:00
ธนพนธ์ บุญเชิด
thanaphonb6@gmail.com
วรกฤต เถื่อนช้าง
thanaphonb6@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพปัญหาการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (Distance Learning Television: DLTV) ของสถานศึกษาขนาดเล็กในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 (2) วิเคราะห์กระบวนการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมตามกรอบแนวคิดหลักอริยสัจ 4 และ (3) เสนอแนวทางการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมตามหลักอริยสัจ 4 การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสานวิธี (Mixed Methods Research) โดยบูรณาการการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ</p> <p>กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยเชิงปริมาณ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 จำนวน 312 คน (n = 312) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามเกี่ยวกับสภาพปัญหาและกระบวนการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ซึ่งผ่านการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือและมีค่าความเชื่อมั่นอยู่ในระดับเหมาะสม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัญหาการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมของสถานศึกษาขนาดเล็กโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยด้านการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและชุมชนมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือด้านอุปกรณ์และเทคโนโลยี ด้านผู้เรียน ด้านการบริหารจัดการ และด้านครูผู้สอนตามลำดับ นอกจากนี้ กระบวนการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมสามารถอธิบายได้ตามกรอบแนวคิดหลักอริยสัจ 4 ได้แก่ การวิเคราะห์สภาพปัญหา (ทุกข์) การวิเคราะห์เหตุแห่งปัญหา (สมุทัย) การกำหนดสภาพที่พึงประสงค์ (นิโรธ) และการกำหนดแนวทางการดำเนินงาน (มรรค) ซึ่งนำไปสู่การสังเคราะห์แนวทางการพัฒนาการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมที่เหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษาขนาดเล็ก</p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10172
การจัดประสบการณ์กลางแจ้งโดยใช้การละเล่นพื้นบ้านที่ส่งเสริมทักษะ EF สำหรับเด็กปฐมวัย
2026-01-23T19:52:42+07:00
ภูมินันท์ ทองศรี
65010588013@msu.ac.th
นนทชนนปภพ ปาลินทร
Phuminan.0201@gmail.com
ศุภรดา วงษ์แก้ว
Phuminan.0201@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมาย 1) เพื่อหาประสิทธิภาพของแผนการจัดประสบการณ์กลางแจ้งโดยใช้การละเล่นพื้นบ้านที่ส่งเสริมทักษะ <strong><em>EF </em></strong>สำหรับเด็กปฐมวัย ตามเกณฑ์ 75/75 และ 2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะ <strong><em>EF </em></strong>สำหรับเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังการจัดประสบการณ์กลางแจ้งโดยใช้การละเล่นพื้นบ้านที่ส่งเสริมทักษะ <strong><em>EF </em></strong>สำหรับเด็กปฐมวัย กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย ได้แก่ เด็กปฐมวัย ชาย หญิง อายุ 3 - 4 ขวบ จำนวน 17 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านน้ำอ้อม(84พรรษา) สังกัดกองการศึกษา เทศบาลเมืองกันทรลักษ์ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยวิธีสุ่มแบบ กลุ่ม จำนวน 1 ห้องเรียน รวมระยะเวลาในการทดลอง 3 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 5 วันๆ ละ 40 นาที การวิจัยครั้งนี้เป็น การวิจัยเชิงทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง (<strong><em>One Group Pretest–Posttest Design)</em></strong> เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนจัดประสบการณ์ แบบวัดทักษะ เป็นการวิจัย เชิงทดลอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย (<strong><em>×) </em></strong>ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (<strong><em>S.D.) </em></strong>และทดสอบสมมติฐานโดยใช้สถิติ <strong><em>t-test </em></strong>แบบ <strong><em>dependent</em></strong></p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) แผนการจัดประสบการณ์กลางแจ้งโดยใช้การละเล่นพื้นบ้านที่ส่งเสริมทักษะ <strong><em>EF </em></strong>สำหรับเด็กปฐมวัยมีประสิทธิภาพ เท่ากับ 87.25/86.10 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้</p> <p> 2) เด็กปฐมวัย ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านน้ำอ้อม(84พรรษา) ที่เรียนโดยการจัดประสบการณ์กลางแจ้งโดยใช้การละเล่นพื้นบ้านที่ส่งเสริมทักษะ <strong><em>EF </em></strong>สำหรับเด็กปฐมวัย หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ทั้งโดยภาพรวม และรายด้าน 3 ด้าน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<strong><em>p < .</em></strong>001)</p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10308
กระบวนการขับเคลื่อนคุณธรรมในโรงเรียนคุณธรรม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 ตามหลักสัปปุริสธรรม 7
2026-02-05T14:20:29+07:00
ธนาพร พิรุนสุนทร
tphirunsunthr@gmail.com
ทนง ทศไกร
tphirunsunthr@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการดำเนินงานโรงเรียนคุณธรรม และ 2) เพื่อศึกษากระบวนการขับเคลื่อนคุณธรรมในโรงเรียนคุณธรรม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 ตามหลักสัปปุริสธรรม 7 โดยใช้การวิจัยแบบผสานวิธี ระยะที่ 1 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 291 คน ได้มาด้วยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือคือแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระยะที่ 2 เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 9 รูป/คน เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการดำเนินงานโรงเรียนคุณธรรมโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.51, S.D. = 0.56) โดยด้านการวางแผนและกำหนดนโยบายมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ( = 4.62, S.D. = 0.49) สะท้อนความพร้อมของสถานศึกษาในการนำนโยบายด้านคุณธรรมไปสู่การปฏิบัติ 2) กระบวนการขับเคลื่อนคุณธรรมเป็นกระบวนการเชิงระบบที่บูรณาการการบริหาร การจัดการเรียนรู้ และการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยใช้หลักสัปปุริสธรรม 7 เป็นกรอบกำกับเชิงคุณค่า โดยเฉพาะหลักธัมมัญญุตา อัตถัญญุตา และปริสัญญุตา ซึ่งช่วยเชื่อมโยงเป้าหมาย นโยบาย และบริบทของสถานศึกษา ส่งผลให้การพัฒนาคุณธรรมมีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติและเอื้อต่อความยั่งยืน</p> <p>ผลการวิจัยมีนัยเชิงทฤษฎีที่ชี้ว่า หลักสัปปุริสธรรม 7 สามารถประยุกต์ใช้เป็นกรอบการบริหารเชิงระบบในการพัฒนาโรงเรียนคุณธรรมระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานได้อย่างมีเหตุผลและสอดรับกับแนวคิดการบริหารการศึกษาสมัยใหม่</p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10605
การศึกษาทักษะภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ตามหลักทุติยปาปณิกสูตรของ ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ขอนแก่นเขต 1
2026-03-12T10:13:00+07:00
ภานุพงษ์ นิลเขียว
panupong.panu.bird@gmail.com
สัมฤทธิ์ กางเพ็ง
panupong.panu.bird@gmail.com
พระครูวินัยธรวรวุฒิ เตชธมฺโม
panupong.panu.bird@gmail.com
<p style="margin: 0cm; text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: 35.45pt;"><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษาตามหลักทุติยปาปณิกสูตร และ 2) เสนอแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ตามหลักทุติยปาปณิกสูตร การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (</span><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">Mixed Methods Research) <span lang="TH">ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา รองผู้บริหารสถานศึกษา และหัวหน้ากลุ่มงานในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 จำนวน 252 คน ได้จากการสุ่มอย่างง่ายตามตารางของ </span>Krejcie <span lang="TH">และ </span>Morgan <span lang="TH">เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย (</span>x</span><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'Arial',sans-serif;">̄</span><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">) <span lang="TH">และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (</span>S.D.) <span lang="TH">ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 12 รูป/คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</span></span></p> <p style="margin: 0cm; text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: 35.45pt;"><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษาตามหลักทุติยปาปณิกสูตร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (</span><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">x</span><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'Arial',sans-serif;">̄</span><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;"> = <span lang="TH">4.63</span>, S.D. = <span lang="TH">0.41) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านความคิดสร้างสรรค์มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ ด้านการสร้างวิสัยทัศน์ ด้านการเป็นแบบอย่างที่ดี ด้านการเพิ่มพลังอำนาจ และด้านการทำงานเป็นทีม ตามลำดับ 2) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ตามหลักทุติยปาปณิกสูตรประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่ จักขุมา วิธูโร และนิสสยสัมปันโน โดยเน้นการมีวิสัยทัศน์ การบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของบุคลากร เพื่อให้การบริหารสถานศึกษามีประสิทธิภาพและยั่งยืน</span></span></p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10553
การศึกษาการบริหารงานวิชาการตามหลักอิทธิบาท 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4
2026-03-04T15:07:45+07:00
ปรัชญา ธาดากิตติกรณ์
jamespy00799@gmail.com
สัมฤทธิ์ กางเพ็ง
jamespy00799@gmail.com
พระมหาพิสิฐ วิสิฏฺฐปญฺโญ
jamespy00799@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (<strong>1) </strong>ศึกษาระดับการบริหารงานวิชาการตามหลักอิทธิบาท 4 ได้แก่ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสา ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4 และ (<strong>2</strong>) พัฒนาแนวทางเชิงประจักษ์ในการยกระดับการบริหารงานวิชาการโดยบูรณาการหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา การวิจัยใช้รูปแบบผสมผสาน เพื่อเสริมความน่าเชื่อถือของผลการศึกษาและการตรวจสอบข้อมูลแบบไตร่ตรองสามเส้าระยะเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 305 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ระหว่าง 0.80–1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ (Cronbach’s alpha) เท่ากับ 0.97 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระยะเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงระบบเพื่อสังเคราะห์ประเด็นสำคัญ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ระดับการบริหารงานวิชาการตามหลักอิทธิบาท 4 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.63, SD = 0.60) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านวิริยะมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ( = 4.76, SD = 0.47) รองลงมา ได้แก่ ด้านวิมังสา ( = 4.65, SD = 0.55) ด้านจิตตะ ( = 4.59, SD = 0.68) และด้านฉันทะ ( = 4.52, SD = 0.69) ตามลำดับ ผลการวิจัยเชิงคุณภาพสอดคล้องกับผลเชิงปริมาณ โดยสะท้อนว่าความเพียรพยายามอย่างต่อเนื่อง การกำกับติดตามอย่างมีระบบ การมีส่วนร่วมของบุคลากร และการใช้ข้อมูลสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจ เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนงานวิชาการให้เกิดประสิทธิผล</p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10430
แนวทางพัฒนาการบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิต ของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา อำเภอขาณุวรลักษบุรี จังหวัดกำแพงเพชร
2026-02-18T10:24:39+07:00
ภูริณัฐ กอบัวกลาง
artzamamacola@gmail.com
บัณฑิต ฉัตรวิโรจน์
artzamamacola@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาการบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิต 2) เพื่อเปรียบเทียบสภาพการบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิต จำแนกตามประสบการณ์การทำงานและวิทยฐานะ 3) เพื่อหาแนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิต 4) เพื่อประเมินแนวทางพัฒนาการบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิต กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 123 คน และผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้และประสบการณ์ จำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า แบบบันทึกการสนทนากลุ่มและแบบตรวจสอบ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ ค่าร้อยละ การแจกแจงความถี่ จัดลำดับความสำคัญ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การทดสอบความแปรปรวน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยรวมเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง ปัญหาการบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิต พบว่าด้านที่มีความถี่สูงสุด คือ ด้านการมีส่วนร่วม 2) การเปรียบเทียบสภาพการบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิต พบว่า จำแนกตามประสบการณ์ทำงาน และจำแนกตามวิทยฐานะ โดยภาพรวม มีความแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) แนวทางพัฒนาการบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิต พบว่า (1) สถานศึกษาควรพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาให้มีความยืดหยุ่นและทันสมัย (2) สถานศึกษาควรกำหนดทิศทางสถานศึกษาโดยใช้กระบวนการวิเคราะห์บริบท เพื่อกำหนดวิสัยทัศน์ อัตลักษณ์ และจุดยืนของสถานศึกษาให้ชัดเจน (3) สถานศึกษาควรวางแผนและวิเคราะห์ปัญหาโดยใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี (4) สถานศึกษาควรบริหารทรัพยากรเชิงรุกและยึดหลักความคุ้มค่า (5) สถานศึกษาควรบริหารเทคโนโลยีโดยยึดหลักความคุ้มค่าและความปลอดภัย</p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10396
ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 1
2026-02-16T21:37:18+07:00
อดิศร ไชยขันธ์
adisorn@maw.ac.th
ณัฐวุฒิ สัพโส
67206494@up.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล และ 2) เปรียบเทียบความคิดเห็นของครูต่อภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามเพศ ระดับการศึกษา และประสบการณ์การทำงาน ทั้งนี้จากการทบทวนวรรณกรรมพบว่างานวิจัยด้านภาวะผู้นำทางวิชาการส่วนใหญ่เน้นบริบทการบริหารทั่วไปแต่ยังขาดการวิเคราะห์เชิงลึกในบริบทการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลในระดับสถานศึกษา การวิจัยนี้จึงมุ่งเติมเต็มช่องว่างดังกล่าวกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จำนวน 297 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.80–1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.97 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่า t-test และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.62, S.D. = 0.41) และทุกด้านอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านการกำหนดวิสัยทัศน์และเป้าหมายทางวิชาการมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ ด้านการส่งเสริมบรรยากาศทางวิชาการ และด้านการนิเทศ กำกับ ติดตาม และประเมินผล และ 2) การเปรียบเทียบความคิดเห็นของครู พบว่า ครูที่มีเพศและระดับการศึกษาต่างกัน มีความคิดเห็นไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ขณะที่ครูที่มีประสบการณ์การทำงานต่างกัน มีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10352
แนวทางการพัฒนาทักษะครูในศตวรรษที่ 21 กลุ่มโรงเรียนเครือข่ายที่ 68 เขตธนบุรี สังกัดสำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร
2026-03-02T08:23:30+07:00
อนงค์ ผาลาด
anong19palad92@gmail.com
ณัฐมน พันธุ์ชาตรี
nuttamon.pu@bsru.ac.th
วิเชียร อินทรสมพันธ์
Wichian.in@bsru.ac.th
วรุณรัตน์ คนซื่อ
nuttamon.pu@bsru.ac.th
<p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับทักษะครูในศตวรรษที่ 21 และ <br />2) เสนอแนวทางการพัฒนาทักษะครูในศตวรรษที่ 21 กลุ่มโรงเรียนเครือข่ายที่ 68 เขตธนบุรี สังกัดสำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร ประชากรที่ใช้วิจัยเป็นครูระดับประถมศึกษาในกลุ่มโรงเรียนเครือข่ายที่ 68 เขตธนบุรี สังกัดสำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร จำนวน 77 คน <br />ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง กลุ่มผู้ให้ข้อมูลในการสัมภาษณ์เป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นผู้บริหารและมีประสบการณ์เกี่ยวกับการบริหารสถานศึกษา จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.92 และ แบบสัมภาษณ์มีค่าความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้างระหว่าง 0.67 ถึง 1.00 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับทักษะครูในศตวรรษที่ 21 โดยรวมอยู่ในระดับมาก <br />(µ = 4.45,σ= 0.97) และ 2) แนวทางการพัฒนาทักษะครูในศตวรรษที่ 21 มีพหุแนวทาง ดังนี้ 2.1) ผู้บริหารควรมีนโยบายส่งเสริมให้ครูนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอน ทั้งในรูปแบบชั้นเรียน รูปแบบออนไลน์ ส่งเสริมการผลิตสื่อ นวัตกรรมทางการศึกษา พร้อมทั้งจัดอบรมเวิร์คชอปด้านเทคโนโลยี 2.2) ผู้บริหารควรสนับสนุนให้ครูได้พัฒนาวิชาชีพครูอย่างต่อเนื่องผ่านการอบรมและการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง 2.3)ผู้บริหาร</p> <p>ควรเสริมสร้างการทำงานเป็นทีม โดยเปิดโอกาสให้ครูได้มีส่วนร่วมทำงานร่วมกันเป็นทีมอย่างเป็นระบบ 2.4) ผู้บริหารควรส่งเสริมการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางจริยธรรมวิชาชีพครู ความร่วมมือระหว่างบ้าน วัด โรงเรียน และเครือข่ายทางการศึกษาอื่น ๆ โดยส่งครูเข้าร่วมการอบรมเชิงปฏิบัติการด้านจรรยาบรรณมาตรฐานวิชาชีพครู และการทำงานร่วมกันผ่านเครือข่ายความร่วมมือทุกภาคส่วน และ 2.5) ผู้บริหารสนับสนุนการวิจัยในชั้นเรียน การสร้างผลงานทางวิชาการ และการพัฒนาความก้าวหน้าทางวิชาชีพ</p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10442
แนวทางพัฒนาการบริหารงานวิชาการเพื่อยกระดับผลการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 2
2026-02-18T22:59:53+07:00
ฤทัยทิพย์ เพชรเภรี
ruethaithip.kp@gmail.com
พฤฑฒิพล พฤฑฒิกุล
Ruethaithip.kp@gmail.com
<p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพและปัญหาการบริหารงานวิชาการเพื่อยกระดับผลการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ในยุคดิจิทัล 2) เพื่อเปรียบเทียบสภาพการบริหารงานวิชาการเพื่อยกระดับผลการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ในยุคดิจิทัล จำแนกตามวุฒิ และประสบการณ์งาน 3) เพื่อหาแนวทางพัฒนาการบริหารงานวิชาการเพื่อยกระดับผลการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ในยุคดิจิทัล การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างเปิดตารางเครจซี่และมอร์แกน ประกอบด้วยผู้บริหารและครูวิชาการ จำนวน 181 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพพัฒนาการบริหารงานวิชาการเพื่อยกระดับผลการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ในยุคดิจิทัล ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ปัญหาการพัฒนาการบริหารงานวิชาการเพื่อยกระดับผลการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ในยุคดิจิทัล พบว่า ด้านที่มีความถี่มากที่สุด คือ ด้านการนิเทศการศึกษา 2) การเปรียบเทียบสภาพการบริหารงานวิชาการเพื่อยกระดับผลการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ในยุคดิจิทัล จำแนกตามวุฒิการศึกษา โดยภาพรวมไม่มีความแตกต่างกัน ส่วนการจำแนกตามประสบการณ์ในการทำงาน พบว่า ด้านการพัฒนาหลักสูตรของสถานศึกษา และด้านการนิเทศการศึกษา แตกต่างกัน อย่างนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) แนวทางพัฒนาการบริหารงานวิชาการเพื่อยกระดับผลการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ในยุคดิจิทัล พบว่า ผู้บริหารควรวางแผนและพัฒนาการบริหารงานวิชาการอย่างเป็นระบบ โดยใช้ข้อมูลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและผลการทดสอบ O-NET เป็นฐาน สนับสนุนการพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนรู้เชิงรุก การวัดและประเมินผลที่หลากหลาย การใช้สื่อเทคโนโลยีดิจิทัล และการนิเทศติดตามอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนรู้และผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนอย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10232
การมีส่วนร่วมในการบริหารของครูที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครูศูนย์การศึกษาพิเศษ กลุ่มสถานศึกษาสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 2
2026-01-30T11:04:19+07:00
รัตนาภรณ์ เกตุบำเพ็ญ
kanok1341@gmail.com
ทิวัตถ์ มณีโชติ
Rattanaporn.ketbampen@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมในการบริหารของครูศูนย์การศึกษาพิเศษ 2) ศึกษาระดับประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครูศูนย์การศึกษาพิเศษ <br />3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการมีส่วนร่วมในการบริหารของครูกับประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครูศูนย์การศึกษาพิเศษ และ 4) ศึกษาการมีส่วนร่วมในการบริหารของครูที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครูศูนย์การศึกษาพิเศษ กลุ่มสถานศึกษาสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูศูนย์การศึกษาพิเศษ กลุ่มสถานศึกษาสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 2 จำนวน 234 คน ได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) การมีส่วนร่วมในการบริหารของครูศูนย์การศึกษาพิเศษโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านการดำเนินงานมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด และด้านการตัดสินใจมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด 2) ประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครูโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านการบริหารจัดการชั้นเรียนและสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด และด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด 3) การมีส่วนร่วมในการบริหารของครูทุกด้านมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครูในภาพรวมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 4) การมีส่วนร่วมในการบริหารของครู 4 ด้าน ได้แก่ การประเมินผล การดำเนินงาน การรับผลประโยชน์ และการตัดสินใจ สามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของประสิทธิผลการปฏิบัติงานของครูได้ร้อยละ 74.20 โดยสามด้านส่งผลทางบวกและด้านการตัดสินใจส่งผลทางลบ</p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10233
ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการจัดการเรียนรู้ของครูศูนย์การศึกษาพิเศษ กลุ่มสถานศึกษาสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 2
2026-01-29T12:29:17+07:00
ศรัญญา อุคำ
Ukhamsaranya2539@gmail.com
ทิวัตถ์ มณีโชติ
Ukhamsaranya2539@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษ 2) ศึกษาระดับประสิทธิผลการจัดการเรียนรู้ของครูศูนย์การศึกษาพิเศษ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลการจัดการเรียนรู้ของครู และ 4) ศึกษาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการจัดการเรียนรู้ของครูศูนย์การศึกษาพิเศษ โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง คือ ครูศูนย์การศึกษาพิเศษ กลุ่มสถานศึกษาสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 2 จำนวน 234 คน มาจากการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .983 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ และการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษ กลุ่มสถานศึกษาสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ประสิทธิผลการจัดการเรียนรู้ของครูโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาทุกด้านมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสิทธิผลการจัดการเรียนรู้ของครูในภาพรวมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยด้านการพัฒนาหลักสูตรและการเรียนการสอนมีความสัมพันธ์สูงที่สุด และ 4) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการจัดการเรียนรู้ของครู มี 2 ด้าน ได้แก่ ด้านการพัฒนาหลักสูตรและการเรียนการสอน และด้านการนิเทศการศึกษา โดยทั้ง 2 ด้านสามารถร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิผลการจัดการเรียนรู้ของครูได้ร้อยละ 54.90</p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10230
การบริหารสถานศึกษายุคดิจิทัลที่ส่งผลต่อทักษะดิจิทัลของครูศูนย์การศึกษาพิเศษ เครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษา ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 3 สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ
2026-02-02T23:39:27+07:00
ศิรภัสสร เกิดเนตร
kanok1341@gmail.com
ทิวัตถ์ มณีโชติ
Sirapatsorn.8@gmail.com
<p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล 2) เพื่อศึกษาระดับทักษะดิจิทัลของครูศูนย์การศึกษาพิเศษ เครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษา 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล และ 4) เพื่อศึกษาการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลของศูนย์การศึกษาพิเศษที่ส่งผลต่อทักษะดิจิทัลของครู โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง คือ ครูศูนย์การศึกษาพิเศษ เครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษา ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 3 สังกัดสำนักงานบริหารงานการศึกษาพิเศษ จำนวน 176 คน มาจากการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .990 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด <strong> </strong>( <strong> </strong>= 4.55, S.D. = 0.40) 2) ระดับทักษะดิจิทัลของครู ในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด ( <strong> </strong>= 4.58, S.D. = 0.41) 3) การบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลทุกด้านมีความสัมพันธ์ทางบวกกับทักษะดิจิทัลของครูในภาพรวม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 4) การบริหารงานบุคคลในยุคดิจิทัล และการบริหารงานวิชาการในยุคดิจิทัล เป็นตัวแปรที่สามารถพยากรณ์ทักษะดิจิททัลของครูได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยการบริหารงานบุคคลในยุคดิจิทัลมีอิทธิพลต่อทักษะดิจิทัลของครูลำดับแรก รองลงมาคือ การบริหารงานวิชาการในยุคดิจิทัล โดยตัวแปรทั้งสองสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของทักษะดิจิทัลของครูได้ร้อยละ 64.70</p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10231
ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อสมรรถนะด้านดิจิทัล ของครูศูนย์การศึกษาพิเศษ เครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพ การจัดการศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 1 และส่วนกลาง สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ
2026-01-29T12:24:35+07:00
ศรินทรรัตน์ สกุลปทุมทอง
bli88fulday@gmail.com
ทิวัตถ์ มณีโชติ
bli88fulday@gmail.com
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับสมรรถนะด้านดิจิทัลของครูศูนย์การศึกษาพิเศษ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับสมรรถนะด้านดิจิทัลของครู และ 4) ศึกษาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อสมรรถนะด้านดิจิทัลของครูศูนย์การศึกษาพิเศษ เครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษา ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 1 และส่วนกลาง สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูศูนย์การศึกษาพิเศษ จำนวน 203 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสถานศึกษาและการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญด้วยดัชนีความสอดคล้อง (IOC) และมีค่าความเชื่อมั่นด้วยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคตั้งแต่ 0.70 ขึ้นไป วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดคือ ทักษะการสื่อสารดิจิทัล และต่ำที่สุดคือ วิสัยทัศน์ดิจิทัล 2) สมรรถนะด้านดิจิทัลของครูโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านการรู้และเข้าใจดิจิทัลมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด และด้านการแก้ปัญหาด้วยเครื่องมือดิจิทัลมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด 3) ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์เชิงบวกกับสมรรถนะด้านดิจิทัลของครูอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 4) ภาวะผู้นำดิจิทัลด้านการพัฒนาตนเองสู่ความเป็นมืออาชีพทางดิจิทัล และด้านทักษะการสื่อสารดิจิทัล สามารถร่วมกันพยากรณ์สมรรถนะด้านดิจิทัลของครูได้ โดยอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 92.60</p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10505
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ IADDR เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ และสมรรถนะการคิดเชิงออกแบบของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 รายวิชาการออกแบบและเทคโนโลยี
2026-03-01T20:08:42+07:00
ปิยวรรณ มาตย์เทพ
pmatthep1147@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการจัดการเรียนรู้รายวิชาการออกแบบและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 2) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ IADDR 3) ประเมินประสิทธิภาพของรูปแบบ 4) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน 5) เปรียบเทียบสมรรถนะการคิดเชิงออกแบบก่อนและหลังเรียน และ 6) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยรูปแบบ IADDR การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) แบ่งการดำเนินงานเป็น 3 ระยะ และในระยะทดลองใช้รูปแบบใช้แบบแผนการทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อน–หลัง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ รูปแบบ IADDR แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ แบบประเมินสมรรถนะการคิดเชิงออกแบบ และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าประสิทธิภาพ E1/E2 การทดสอบค่าทีแบบกลุ่มสัมพันธ์ และการคำนวณขนาดอิทธิพล (Cohen’s d)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า (1) การจัดการเรียนรู้ยังมีความจำเป็นต้องพัฒนาในระดับสูง โดยเฉพาะด้านการส่งเสริมการคิดเชิงออกแบบและการแก้ปัญหา (2) รูปแบบ IADDR ที่พัฒนาขึ้นมีองค์ประกอบ 8 องค์ประกอบ และกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น ได้รับการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุด (3) ประสิทธิภาพของรูปแบบเท่ากับ 88.39/93.93 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 (4) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และมีขนาดอิทธิพลอยู่ในระดับสูงมาก (d = 2.72) (5) สมรรถนะการคิดเชิงออกแบบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และมีขนาดอิทธิพลอยู่ในระดับสูงมาก (d = 2.42) และ (6) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยรูปแบบ IADDR โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ผลการวิจัยสะท้อนว่ารูปแบบการจัดการเรียนรู้ IADDR มีประสิทธิภาพ สามารถยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและสมรรถนะการคิดเชิงออกแบบของผู้เรียนอย่างชัดเจนทั้งในด้านผลทางสถิติและผลที่เกิดขึ้นจริงกับผู้เรียน</p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10733
ผลการจัดการเรียนรู้แบบMIAเสริมด้วยเทคนิคผังกราฟิกต่อ ความสามารถในการอ่านจับใจความภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
2026-04-01T12:26:11+07:00
วิไล พลพวก
wilsupervisor@gmail.com
<p><strong> </strong>การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้แบบMIAเสริมด้วยเทคนิคผังกราฟิกตามเกณฑ์ 75/75 2) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านจับใจ ความภาษาไทย ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 3) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านจับใจความภาษาไทยหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 75 4) ศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบMIAเสริมด้วยเทคนิคผังกราฟิก กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสุมเส้าวิทยา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 30 คนได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบ MIAเสริมด้วยเทคนิคผังกราฟิก 2) แบบทดสอบ จำนวน 30 ข้อ มีค่าความยากง่ายระหว่าง 0.43-0.69 ค่าอำนาจจำแนก ระหว่าง 0.35-0.74 และค่าความเชื่อมั่น 0.82 และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ ประสิทธิภาพ การทดสอบค่าทีแบบไม่อิสระ และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มเดียว</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การจัดการเรียนรู้มีประสิทธิภาพ(E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub>) เท่ากับ 83.40/84.57 2) นักเรียนมีความสามารถในการอ่านจับใจความภาษาไทยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) นักเรียนมีความสามารถในการอ่านจับใจความภาษาไทยหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) นักเรียนมีความพึงพอใจ โดยรวมอยู่ในระดับมาก</p> <p><strong> </strong></p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10757
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ของผู้บริหารสถานศึกษากับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ปราจีนบุรี นครนายก
2026-03-27T11:39:47+07:00
ณัฐฐา พวงไพโรจน์
nattha.puan@northbkk.ac.th
ปัทมา รูปสุวรรณกุล
pattama@northbkk.ac.th
อัจศรา ประเสริฐสิน
ujsara.pr@northbkk.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปราจีนบุรี นครนายก 2) เพื่อศึกษาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปราจีนบุรี นครนายก และ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปราจีนบุรี นครนายก จากกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 347 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วน 5 ระดับ (Rating Scale) มีค่าดัชนีความสอดคล้อง อยู่ระหว่าง .80–1 และมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .922 (r = .922) โดยสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ( )</p> <p>ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน </p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ปราจีนบุรี นครนายก โดยภาพรวม พบว่า มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ รองลงมาคือ ด้านการคำนึงถึงปัจเจกบุคคล และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ด้านการกระตุ้นการใช้สติปัญญา 2) แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปราจีนบุรี นครนายก โดยภาพรวม พบว่า มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านความเจริญก้าวหน้าในตำแหน่ง รองลงมา คือ ด้านความสัมพันธ์ในหน่วยงาน และข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ด้านการยอมรับนับถือ และ3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปราจีนบุรี นครนายก พบว่า มีความสัมพันธ์ทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10213
ENHANCEMENT GUIDELINES OF LIFELONG LEARNING ABILITIES FOR STUDENTS IN YULIN NORMAL UNIVERSITY, CHINA
2026-01-29T11:49:44+07:00
Shang Xiao
443571909@qq.com
Nuttamon Punchatree
nuttamon.pu@bsru.ac.th
Wichian Intarasompun
Wichian.in@bsru.ac.th
<p>The objectives of this research were: 1) to study the lifelong learning abilities level of students, and 2) to propose the enhancement guidelines of lifelong learning abilities for students at Yulin Normal University, China. Sample group was 217 first-year students enrolled in 2024 academic year from Faculty in Mathematics and Statistics at Yulin Normal University, China. and conducted interviews with 5 education administrators from this institution. This study adopted a mixed-methods approach, employing questionnaires and interviews as the main research. Data analysis by using percentage, mean, standard deviation and content analysis.</p> <p>The research results found that: 1) The lifelong learning abilities of first-year students were at high level, and 2) the guidelines of lifelong learning abilities for students at Yulin Normal University, China have multiple approaches.</p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10336
THE RELATIONSHIP BETWEEN LEARNING STYLE AND EMPLOYABILITY EXPECTATIONS OF STUDENTS IN HECHI UNIVERSITY
2026-02-11T18:08:45+07:00
Liang Ying
wichian.in@bsru.ac.th
Wichian Intarasompun
wichian.in@bsru.ac.th
Nuttamon Punchatree
wichian.in@bsru.ac.th
<p>The objectives of this research were: 1) to study the learning style of Hechi University students, 2) to study students’ employment expectations at Hechi University, and 3) to study the relationship between students’ learning style and employment expectations of Hechi University. This study adopts a quantitative method to explore the relationship between learning style and employability expectations of students in Hechi University. The purposive random sampling was 354 students at Hechi University, selected according to Krejcie and Morgan table (1970). The research instrument was a self-designed questionnaire. The statistics used were frequency, percentage, mean, standard deviation, and Pearson product moment correlation coefficient.</p> <p>The research results were:</p> <ol> <li>Learning styles in Hechi University students in 4 aspects were at a high level ( =4.25, S.D.=0.74). Considering the results of these 4 research aspects were as follows: the highest rank was "Converging Learning Style", indicates a high level ( =4.36, S.D.=0.68). Followed by "Diverging Learning Style" ( =4.30, S.D.=0.66), whereas “Accommodating Learning Style” was the lowest rank ( =4.15, S.D.=0.82).</li> <li>Students’ employment expectations at Hechi University in 4 aspects were at a high level ( =4.16, S.D.=0.76). Considering the results of these 4 research aspects were as follows: the highest rank was “Career Aspirations”, indicates a high level ( =4.25, S.D.=0.72). Followed by “Skill Development Expectations” ( =4.23, S.D.=0.70), whereas “Job Market Readiness” was the lowest rank ( =4.06, S.D.=0.81).</li> <li>It was found that the correlation between learning style and students' employability expectations has a positive correlation at the high level with statistical significance level at .01 (r=0.82).</li> </ol>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10337
THE RELATIONSHIP BETWEEN LEARNING STYLES AND CULTIVATION OF LEARNING INTEREST OF FRESHMEN IN CHENGGUAN MIDDLE SCHOOL
2026-02-12T12:56:07+07:00
Liang Yinlin
wichian.in@bsru.ac.th
Wichian Intarasompun
wichian.in@bsru.ac.th
Nuttamon Punchatree
wichian.in@bsru.ac.th
<p>The objectives of this research were: 1) to study learning style of Freshmen in Chengguan Middle School, 2) to study cultivation of learning interest of Freshmen in Chengguan Middle School, 3) to study the relationship between learning style and cultivation of learning interest of Freshmen in Chengguan Middle School. This study adopted a quantitative correlational research design. The purposive random sampling was 278 freshmen in Chengguan Middle School, selected according to Krejcie and Morgan table (1970). The research instrument was a self-designed questionnaires. The statistics are used for data analyzing by finding frequency, percentage, mean, standard deviation, and Pearson product moment correlation coefficient.</p> <p>The findings of this study are expected to provide theoretical support for understanding the interaction between learning styles and learning interest, and offer practical implications for optimizing instructional strategies in secondary education.</p> <p>The research results were:</p> <ol> <li>Learning style of freshmen in Chengguan Middle School in 4 aspects was at high level ( =4.38, S.D.=0.69). Considering the results of these 4 research aspects were as follows: the highest rank was "Reading/Writing learning style", indicates a high level ( =4.82, S.D.=0.39). Followed by "Visual learning style" ( =4.81, S.D.=0.40), whereas “Kinesthetic learning style” was the lowest rank ( =3.93, S.D.=0.65).</li> <li>Cultivation of learning interest of Freshmen in Chengguan Middle School in 2 aspects was at a high level ( =4.53, S.D.=0.74). Considering the results of these 2 research aspects were as follows: the highest rank was “Intrinsic motivation interest”, indicates a high level ( =4.62, S.D.=0.64). Followed by “Extrinsic motivation interest” ( =4.43, S.D.=0.83).</li> <li>The relationship between learning styles and learning interest showed a strong positive correlation (r = .80, p < .01). These findings suggest that aligning instructional strategies with students’ learning styles may enhance learning interest in secondary education contexts.</li> </ol>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10338
E RELATIONSHIP BETWEEN LEARNER AUTONOMY AND STUDENTS’ ENGLISH LEARNING STRATEGIES IN THE CONTEXT OF ONLINE LEARNING AT NANNING UNIVERSITY
2026-02-11T18:12:05+07:00
วิเชียร อินทรสมพันธ์
wichian.in@bsru.ac.th
Wichian Intarasompun
wichian.in@bsru.ac.th
Nuttamon Punchatree
wichian.in@bsru.ac.th
<p>The objectives of this research were: 1) to study students’ learner autonomy at Nanning University, 2) to study students’ English learning strategies in the context of online learning at Nanning University, and 3) to study the relationship between learner autonomy and students’ English learning strategies in the context of online learning at Nanning University. This study adopted a quantitative method to explore the relationship between learner autonomy and English learning strategies in the context of online learning. A total of 379 students were selected using purposive sampling to identify eligible participants, followed by simple random selection based on the Krejcie and Morgan (1970) sample size determination table. The research instrument was a self-designed questionnaire. The statistical analyses included descriptive statistics (frequency, percentage, mean, and standard deviation) and Pearson’s product–moment correlation coefficient.</p> <p>The research results were as follows:</p> <ol> <li>Learner autonomy at Nanning University in 5 aspects was at a high level ( =4.187, S.D.=0.778). Considering the results of these 5 research aspects were as follows: the highest rank was “Understanding teaching objectives and learning requirements” ( =4.277, S.D.=0.738), indicates a high level, followed by “Setting learning goals” ( =4.180, S.D.=0.777), whereas “Monitoring the learning process” was the lowest rank ( =4.151, S.D.=0.794).</li> <li>English learning strategies in the context of online learning at Nanning University in 6 aspects was at a high level ( =4.128, S.D.=0.797). Considering the results of these 6 research aspects were as follows: the highest rank was “Memory Strategies” ( =4.144, S.D.=0.787), indicates a high level, followed by “Social strategies” ( =4.139, S.D.=0.788), whereas “Metacognitive strategies” was the lowest rank ( =4.113, S.D.=0.803).</li> <li>It was found that the relationship between learner autonomy and English learning strategies has a positive correlation at the very high level with statistical significance level at .01 (r=0.906).</li> </ol> <p> These findings provide empirical evidence of the positive relationship between learner autonomy and English learning strategies in the context of online learning, and they help clarify the interaction between these two variables in online learning settings.</p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10363
GUIDELINES FOR THE DIGITAL LITERACY SKILL OF TEACHERS AT NANNING UNIVERSITY
2026-02-12T12:53:36+07:00
Wei Hailin
837089349@qq.com
Pong Horadal
้horadalpong@gmail.com
Nuttamon Punchatree
nuttamon.pu@bsru.ac.th
<p>The objectives of this research were: 1) to study the digital literacy skill level of teachers, and 2) to propose the guidelines for enhancing the digital literacy skill of teachers at Nanning University. The sample group was 269 teachers at Nanning University. The research instruments were questionnaires and structured interviews. The statistics to analyze the data were percentage, mean, standard deviation, and content analysis.</p> <p>The results were found that: 1) the digital literacy skills level of teachers in seven aspects was at a high level. And 2) the guidelines for enhancing digital literacy skill of teachers at Nanning University has multiple approaches as follows: 1) Build a systematic digital competency development framework. 2) Promote teaching paradigm reform centered on digital literacy. 3) Establish multi-dimensional evaluation and incentive mechanisms for digital academic outputs. 4) Strengthen interdisciplinary digital research collaboration platforms. 5) Implement tiered digital security capacity building programs. 6) Cultivate an open and collaborative digital academic culture. 7) Strengthen institutional support systems for digital literacy development.</p> <p> </p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10391
THE IMPACT OF TEACHER-STUDENT INTERACTION IN CHEERLEADING COURSES ON COURSE SATISFACTION AND STRATEGIES FOR IMPROVEMENT: A CASE STUDY OF SCHOOL G IN GUANGXI, CHINA
2026-02-16T12:05:51+07:00
Sisi Cai
2511436404@qq.com
Usaporn Klinkasorn
2511436404@qq.com
Zhu Chuping
2511436404@qq.com
<p>This research article aims to 1) Researching the current state of teacher-student interaction in cheerleading courses. 2) Researching the relationship between teacher-student interaction and course satisfaction in cheerleading courses. 3) Investigate the relationship between various dimensions of teacher-student interaction in cheerleading courses and course satisfaction.</p> <p> This study employed an explanatory sequential mixed-methods research design, collecting quantitative data from 264 undergraduate students enrolled in a public cheerleading course in Guangxi, China, and qualitative data from three experts. The questionnaire consisted of 36 items measured on a five-point Likert scale (1–5). The instrument demonstrated high reliability (Cronbach’s α > 0.80) and acceptable construct validity (KMO > 0.80; Bartlett’s test p < 0.001). Data were analyzed using descriptive statistics, Pearson correlation, and multiple linear regression after verifying statistical assumptions (normality, multicollinearity, homoscedasticity, and independence of errors). Qualitative data were analyzed using thematic analysis for triangulation.</p> <p> The research results found that 1) Teacher–student interaction and course satisfaction were at a moderately high level (M > 3.50). 2 )Teacher–student interaction was significantly positively correlated with course satisfaction (r = 0.649, p < 0.01), indicating a strong positive relationship. 3) Teacher–student interaction significantly predicted course satisfaction (F = 187.42, p < 0.001), and all interaction dimensions were significant predictors (p < 0.001), with instructional content interaction showing the strongest effect (Beta = 0.505; Adjusted R² = 0.249).</p> <p> The findings indicate that teacher–student interaction is strongly associated with course satisfaction, particularly through structured skill guidance, responsive feedback, and supportive instructional design in skill-based physical education contexts.</p>
2026-04-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี