วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR
<p>วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี (Journal of Mani Chettha Ram Wat Chommani) <br />เลขมาตรฐาน P-ISSN : 2774-0455 (Print): 2774-0455 (Print) E-ISSN : 2774-0978 (Online)<br />เป็นวารสารในกลุ่มมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ </p> <p> </p>
วัดจอมมณี ต.มีชัย อ.เมือง จ.หนองคาย
th-TH
วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2774-0455
-
การพัฒนาความสามารถในการอ่านและการเขียนภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีสอนอ่านแบบบูรณาการของเมอร์ดอกซ์ (MIA) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาที่ 8 (ศรีนาลาด) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9423
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) หาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษ เรื่องการอ่านและการเขียน โดยใช้วิธีสอนอ่านแบบบูรณาการของเมอร์ดอกซ์ (MIA) ตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านและเขียนก่อนและหลังเรียน และ 3. ศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนต่อการจัดการเรียนรู้ดังกล่าวกลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านป่ากุงใหญ่ จำนวน 18 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ 10 แผน แบบทดสอบ 25 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจ 15 ข้อ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นและความสอดคล้องอยู่ในระดับสูงการทดลองใช้เวลา 4 สัปดาห์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ t-test แบบ Dependent Samples</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิภาพแผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษ เรื่อง การอ่านและการเขียน โดยใช้วิธีสอนอ่านแบบบูรณาการของเมอร์ดอกซ์ (MIA) มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 80.56/82.44 ตามเกณฑ์ 80/80 และ 2)ความสามารถในการอ่านและการเขียนภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีสอนอ่านแบบบูรณาการของเมอร์ดอกซ์ (MIA) หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ3. ความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษ เรื่อง การอ่านและการเขียน โดยใช้วิธีสอนอ่านแบบบูรณาการของเมอร์ดอกซ์ (MIA) โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</p>
ศักรินทร์ เหล็กกล้า
ระพิน ชูชื่น
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
1
14
-
ทักษะการบริหารในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาที่เป็นเลิศ กลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาที่ 3 โนนกลาง-ดอนจิก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9415
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาทักษะการบริหารในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา และ 2) แนวทางการพัฒนาเพื่อการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาที่เป็นเลิศ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ ผู้บริหารและครูในเครือข่ายสถานศึกษาที่ 3 โนนกลาง-ดอนจิก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 จำนวน 126 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือ มีค่า IOC เท่ากับ 1.00 และค่าความเชื่อมั่น .95 เก็บข้อมูลได้ครบทั้งหมด คิดเป็นร้อยละ 100.00 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ทักษะการบริหารในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาที่เป็นเลิศ โดยรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก และ <br />2) ผู้บริหารควรใช้การวิเคราะห์ SWOT เพื่อกำหนดจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และความ<br />ท้าทายในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา จัดทำแผนพัฒนาที่ชัดเจนและสอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษา ส่งเสริมการตระหนักรู้ด้านการประกันคุณภาพภายในและเผยแพร่ผลการประเมินผ่านสื่อออนไลน์ ใช้กระบวนการ PDCA เพื่อสร้างวัฒนธรรมคุณภาพในสถานศึกษา พัฒนาทักษะการคิดนอกกรอบเพื่อสะท้อนคุณภาพที่แท้จริง และดำเนินการประเมินคุณภาพภายในอย่างต่อเนื่องอย่างน้อยภาคเรียนละหนึ่งครั้ง</p>
กิตติชัย วงค์ทวี
เมธาวี โชติชัยพงศ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
15
27
-
การบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อประสิทธิผลในการปฏิบัติงานของครู สหวิทยาเขตหอไตร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9412
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อประสิทธิผลในการปฏิบัติงานของครู และ 2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อประสิทธิผลในการปฏิบัติงานของครู กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ครูผู้สอนในโรงเรียนสหวิทยาเขตหอไตร จำนวน 168 คน ผู้ให้ข้อมูลสัมภาษณ์ ได้แก่ แบบสอบถามที่มีค่า IOC เท่ากับ 1.00 ทุกข้อ และค่าความเชื่อมั่น .97 รวมถึงแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างการวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน <br />การจัดลำดับความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการบริหารงานวิชาการอยู่ในระดับปานกลาง ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุดด้านที่มีความจำเป็นสูงสุดคือ ด้านการนิเทศการศึกษาเพื่อบริหารหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ส่วนด้านที่มีความจำเป็นน้อยที่สุดคือ ด้านการวัดผลและประเมินผลการเรียนเพื่อพัฒนาผู้เรียน และ 2) แนวทางการพัฒนาการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อประสิทธิผลในการปฏิบัติงานของครู มีแนวทางการพัฒนา ดังนี้ ผู้บริหารควรกำหนดระบบการนิเทศที่ชัดเจนและทันสมัยสอดคล้องกับการศึกษายุคดิจิทัล ส่งเสริมให้ครูมีส่วนร่วมในการวางแผนและพัฒนาการเรียนรู้ตามศักยภาพของผู้เรียน สร้างความร่วมมือระหว่างครู ชุมชน และผู้เกี่ยวข้องในการพัฒนาหลักสูตรและกิจกรรมการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาสนับสนุนให้ครูใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการจัดการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ศตวรรษที่ 21 ส่งเสริมความสัมพันธ์แบบกัลยาณมิตรระหว่างผู้บริหารและครูเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และพัฒนาผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง และกระตุ้นให้ครูมองปัญหาเป็นโอกาสในการร่วมกันสร้างสรรค์แนวทางพัฒนาเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน</p>
อรทัย กันทะมา
เมธาวี โชติชัยพงศ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
28
39
-
แนวทางพัฒนาการดำเนินงานประกันคุณภาพภายใสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 1
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9366
<p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพ และปัญหาการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา 2) เพื่อเปรียบเทียบสภาพการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา จำแนกตามขนาดของสถานศึกษา และประสบการณ์งาน 3) เพื่อหาแนวทางพัฒนาการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างเปิดตารางเครจซี่และมอร์แกน ประกอบด้วยผู้บริหารและครู จำนวน 291 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .940 และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา โดยรวมเฉลี่ยอยู่ใน ระดับมาก ปัญหาการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา โดยรวมเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง 2) การเปรียบเทียบสภาพการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา พบว่า จำแนกตามประสบการณ์ทำงาน พบว่ามีความแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และจำแนกตามขนาดของสถานศึกษา โดยรวมและรายด้าน ไม่แตกต่างกัน และ 3) แนวทางพัฒนาการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา พบว่า 1) ผู้บริหารควรวิเคราะห์บริบทของสถานศึกษา 2) ผู้บริหารและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียร่วมกันวิเคราะห์บริบทเพื่อกำหนดกลยุทธ์และตัวชี้วัด 3) ผู้บริหารควรมีการจัดตั้งคณะกรรมการกำกับ ติดตาม ประเมินผล 4) ผู้บริหารควรทำระบบสารสนเทศสามารถเข้าถึงและจัดการข้อมูลได้ง่าย 5) สถานศึกษาควรเปิดโอกาสให้ผู้ปกครอง และชุมชนมีส่วนร่วมในการติดตามผลการดำเนินงาน 6) ผู้บริหารควรมีการรายงานผลการประเมินตนเอง (SAR) 7) ผู้บริหารควรนำกระบวนการบริหารที่หลากหลายมาใช้ในการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา</p> <p> </p>
เจนจิรา เพ็ชรมาก
ประจบ ขวัญมั่น
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
40
52
-
การบูรณาการหลักทศพิธราชธรรมเพื่อการปกครองที่ดีขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดสงขลา
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9494
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาการบูรณาการหลักทศพิธราชธรรมเพื่อการปกครองที่ดีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดสงขลา และ 2) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการบูรณาการหลักทศพิธราชธรรมเพื่อการปกครองที่ดีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดสงขลา เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของ Yamane กลุ่มตัวอย่างคือ เจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดสงขลา จำนวน 389 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามและวิเคราะห์โดยใช้สถิติพรรณนาได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) การบูรณาการหลักทศพิธราชธรรมเพื่อการปกครองที่ดีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดสงขลา โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( <em> </em>=3.57, S.D.= 1.08) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านโดยเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย พบว่า ด้านปริจาคะ (การเสียสละ) มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ( = 3.89, S.D.=0.98) รองลงมาคือ ด้านมัททวะ (ความอ่อนโยน) ( =3.83, S.D. =1.03 และด้านที่น้อยที่สุดคือ ด้านอวิโรธนะ (ความยุติธรรม) ( =3.31, S.D.=1.11) และ 2) ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการบูรณาการหลักทศพิธราชธรรมเพื่อการปกครองที่ดีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดสงขลา มีจุดแข็งในด้านปริจาคะ (การเสียสละ), มัททวะ (ความอ่อนโยน) และ ขันติ (ความอดทน) ซึ่งอยู่ในระดับสูง แต่ยังพบจุดอ่อนในหลายด้านที่ควรได้รับการพัฒนาได้แก่ ทาน (การให้), อาชชวะ (ความซื่อตรง), ตปะ (ความเพียร), อักโกธะ (ความไม่โกรธ), อวิหิงสา (ความไม่เบียดเบียน) และ อวิโรธนะ (ความยุติธรรม) ซึ่งอยู่ในระดับปานกลาง แนวทางพัฒนาคือการสร้างระบบบริหารที่โปร่งใส ตรวจสอบได้และเป็นธรรม มีกิจกรรมอบรมพัฒนาคุณธรรม การพัฒนาทักษะต่าง ๆ การจัดสรรงบประมาณ หากองค์กรสามารถพัฒนาและปรับปรุงในด้านที่อ่อนแอพร้อมกับรักษาจุดแข็งที่มีอยู่ไว้ได้อย่างต่อเนื่องจะทำให้การบูรณาการหลักทศพิธราชธรรมบรรลุผลและยกระดับการปกครองท้องถิ่นจังหวัดสงขลาให้มีความโปร่งใสเป็นธรรมและยั่งยืนต่อไป</p>
วัฒนพล จาระโห
พระมหาเอกกวิน อะซิ่ม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
53
65
-
การบริหารสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนกลุ่มภูน้ำริน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 2
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9426
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการบริหารสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนกลุ่มภูน้ำริน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 2 และ 2) เพื่อเปรียบเทียบความพึงพอใจของครูต่อการบริหารสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนกลุ่มภูน้ำริน ประชากรได้แก่ ข้าราชการครูและครูอัตราจ้าง โรงเรียนกลุ่มภูน้ำริน จำนวน 81 คน โดยวิธีการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา เป็นแบบสอบถาม แบบมาตราส่วนประมาณค่า วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบ t-test และ F-test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ระดับการบริหารสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วมและความพึงพอใจของครูที่มีต่อการบริหารสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนกลุ่มภูน้ำริน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 2 ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>การเปรียบเทียบความพึงพอใจของครูที่มีต่อการบริหารสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนกลุ่มภูน้ำริน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 2 จำแนกเพศ พบว่า ครูที่เพศต่างกัน มีความพึงพอใจต่อองค์ประกอบการบริหารสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วมที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อเปรียบเทียบตามตำแหน่ง ระดับการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน และฝ่ายงานที่รับผิดชอบ พบว่า ครูมีความพึงพอใจต่อองค์ประกอบการบริหารสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วม ไม่แตกต่างกัน</li> </ol> <p><strong> </strong></p>
กิตติศักดิ์ ปาฟอง
กาญจนา ภาสุรพันธ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
66
79
-
การพัฒนาการบริหารการศึกษาระบบประกันคุณภาพภายใน โดยใช้กลยุทธ์ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ด้วยรูปแบบ PDSR เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนสหวิทยาคม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 1
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9513
<p>วัตถุประสงค์การวิจัย คือ 1) เพื่อศึกษาสภาพ ปัญหา และความต้องการการเตรียมความพร้อมการพัฒนารูปแบบการบริหารงานประกันคุณภาพภายใน โดยใช้กลยุทธ์ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ 2) เพื่อสร้างและพัฒนารูปแบบฯ 3) เพื่อทดลองใช้รูปแบบฯ และ 4) เพื่อประเมินรูปแบบฯ เป็นการวิจัยและพัฒนา (R&D) มี 4 ขั้นตอน คือ 1) การศึกษาสภาพ ปัญหา และความต้องการการเตรียมความพร้อมการพัฒนารูปแบบการบริหารงานประกันคุณภาพภายใน โดยใช้กลยุทธ์ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ด้วยรูปแบบ PDSR 2) การสร้างและพัฒนารูปแบบฯ 3) การทดลองใช้รูปแบบฯ และ 4) การประเมินรูปแบบฯ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ครูโรงเรียนสหวิทยาคม ปีการศึกษา 2567 จำนวน 14 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ 1) แบบบันทึกและแบบสัมภาษณ์เชิงลึก 2) แบบสอบถามการปฏิบัติตามคู่มือการใช้รูปแบบ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ และ 4) แบบสอบถามเพื่อประเมินรูปแบบ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันงานประกันคุณภาพภายในยังไม่เป็นระบบ ปัญหางานประกันคุณภาพภายใน พบว่า ครูบางส่วนยังไม่เข้าใจงานประกันคุณภาพภายใน และความต้องการการพัฒนาครูต้องการให้โรงเรียนพัฒนารูปแบบการบริหารงานประกันคุณภาพภายใน2) องค์ประกอบของรูปแบบ PDSR ได้แก่ วัตถุประสงค์ของรูปแบบ ปัจจัยการบริหาร กระบวนการบริหาร และผลลัพธ์ 3) ผลการใช้รูปแบบรูปแบบ PDSR ในปีการศึกษา 2567 พบว่า ความพึงพอใจ และผลการปฏิบัติตามคู่มือการใช้รูปแบบ PDSR ภาพรวมเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด และ 4) ผลการประเมินรูปแบบ PDSR ในภาพรวมเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด</p>
สุกฤตยา ปงกันทา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
80
93
-
การมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนารูปแบบวัด ประชารัฐ สร้างสุข: กรณีศึกษาวัดสามกอง ตำบลเกาะแต้ว อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9479
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนารูปแบบวัด ประชา รัฐ สร้างสุข:กรณีศึกษาวัดสามกอง ตำบลเกาะแต้ว อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา และ 2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนารูปแบบวัด ประชา รัฐ สร้างสุข ของวัดสามกอง ตำบลเกาะแต้ว อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา เป็นการวิจัยผสานวิธี (Mixed Methods Research) กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ประชากรที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่ตำบลเกาะแต้ว จำนวน 400 คน ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 5 คน เลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า 1). การมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนารูปแบบวัด ประชารัฐ สร้างสุขของวัดสามกอง ตำบลเกาะแต้ว อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ รองลงมาคือ ด้านการมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน 2) แนวทางการพัฒนารูปแบบวัด ประชารัฐ สร้างสุข ของวัดสามกอง ตำบลเกาะแต้ว อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา พบว่า วัดสามกองควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการคัดเลือกคณะกรรมการดำเนินกิจกรรม/โครงการเพื่อการพัฒนาวัด ควรการพัฒนากายภาพและสิ่งแวดล้อม โดยการปรับปรุงภูมิทัศน์ของวัดให้เป็นพื้นที่สร้างสุข ควรสร้างเครือข่ายในการพัฒนาวัด โดยการสร้างความร่วมมือกับสถานศึกษา โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน และควรส่งเสริมให้ประชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ของวัดให้มากขึ้น เพื่อการพัฒนาวัดตามรูปแบบวัด ประชา รัฐ สร้างสุข</p> <p><strong> </strong></p>
พระปลัดเอกรินทร์ สุขธร
พระมหาเอกกวิน ปิยวีโร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
94
105
-
แนวทางพัฒนาการปฏิบัติงานการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาของสถานศึกษา เครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษา ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 7
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9562
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพและปัญหาการพัฒนาการปฏิบัติงานการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา 2) เพื่อเปรียบเทียบสภาพการพัฒนาการปฏิบัติงานการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จำแนกตามระดับการศึกษาและประสบการณ์การทำงาน 3) เพื่อหาแนวทางพัฒนาการปฏิบัติงานการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ข้าราชการครู จำนวน 159 คน เลือกโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูล หาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบค่าที และการหาค่าความแปรปรวนทางเดียว การวิเคราะห์โดยการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า</p> <p>1) สภาพการพัฒนาการปฏิบัติงานการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาของสถานศึกษา ในภาพรวมอยูในระดับดีมาก ปัญหาของการปฏิบัติงานที่พบมากที่สุดในแต่ระด้าน ได้แก่ รูปแบบการพัฒนาเทคนิค และความชํานาญในการสร้างเครื่องมือวัด และประเมินผล ให้เหมาะสมกับผู้เรียนไม่ชัดเจน </p> <p>2) ผลการเปรียบเทียบสภาพการพัฒนาการปฏิบัติงานการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาของสถานศึกษา จำแนกตามระดับการศึกษาและประสบการณ์การทำงานมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001</p> <p>3) แนวทางพัฒนาการปฏิบัติงานการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาของสถานศึกษา เครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษา ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 7 พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาควรสนับสนุนส่งเสริมการพัฒนาหลักสูตรและดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษาและมีการปรับปรุง สะท้อนปัญหาหลังจากการนำหลักสูตรไปใช้ และเป็นแนวทางการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาที่ตรงกับความต้องการของผู้เรียน ชุมชน และได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษา</p>
ปริญญา รังผึ้ง
ประจบ ขวัญมั่น
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
106
118
-
จากนุ่งขาวสู่ชุดดำ: การเปลี่ยนผ่านของคติความเชื่อ และวัฒนธรรมการไว้ทุกข์ในสังคมไทย
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9614
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความหมายทางประวัติศาสตร์ของสีขาวในฐานะสัญลักษณ์ของการไว้ทุกข์ในสังคมไทย 2) เพื่อวิเคราะห์อิทธิพลทางสังคม การเมือง และวัฒนธรรมตะวันตกที่มีบทบาทต่อการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้สีดำเป็นสีหลักของการไว้ทุกข์ในปัจจุบัน และ 3) เพื่อเปรียบเทียบและทำความเข้าใจการคงอยู่และการประยุกต์ใช้สีขาวและสีดำในพิธีกรรมไว้ทุกข์ของสังคมไทยร่วมสมัยการวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยอาศัยการวิเคราะห์เอกสารทางประวัติศาสตร์ งานศิลปวัฒนธรรม และคัมภีร์ทางพุทธศาสนาเป็นแหล่งข้อมูลหลัก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหาและการตีความทางประวัติศาสตร์เชิงวิพากษ์</p> <p>ผลการวิจัยสรุปได้ว่า การเปลี่ยนผ่านจาก “นุ่งขาว” สู่ “ชุดดำ” นั้น ไม่ได้เป็นไปตามธรรมชาติ แต่ถูกขับเคลื่อนโดย อิทธิพลทางการเมืองและสังคม ในช่วงการปฏิรูปประเทศ (สมัยรัชกาลที่ 5) ซึ่งเป็นการรับเอา ธรรมเนียมการไว้ทุกข์แบบตะวันตก มาใช้เพื่อแสดงถึง ความเป็นอารยะและสากล ทำให้สีดำได้รับการสถาปนาเป็น บรรทัดฐานทางสังคม และ สัญลักษณ์เชิงโลกียะ องค์ความรู้ใหม่คือ การเปลี่ยนแปลงนี้ได้นำไปสู่สภาวะ “ทวิภาวะเชิงสัญลักษณ์” โดยที่สีดำทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ทางสังคมและเศรษฐกิจ ในขณะที่ สีขาว ยังคงดำรงอยู่เป็น สัญลักษณ์เชิงจิตวิญญาณ ของความบริสุทธิ์และการปล่อยวางตามหลัก พุทธธรรม การคงอยู่ร่วมกันนี้สะท้อนถึง ความยืดหยุ่นทางวัฒนธรรม ของสังคมไทย และนำไปสู่การประยุกต์ใช้หลัก ธรรมาภิบาลแห่งความอาลัย ในพิธีกรรมไว้ทุกข์ปัจจุบัน ข้อเสนอแนะจึงมุ่งเน้นการส่งเสริมความเข้าใจในปรัชญาสีขาวดั้งเดิมเพื่อการอนุรักษ์คุณค่าอย่างยั่งยืน</p>
สิริรัตน์ ดอนจันทร์โคตร
ศิวกร อินภูษา
ยิ่งสรรค์ หาพา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
119
132
-
การส่งเสริมการสื่อสารทางการเมืองตามวิถีพุทธ ของเทศบาลนครสงขลา อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9634
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการส่งเสริมการสื่อสารทางการเมืองตามวิถีพุทธของเทศบาลนครสงขลา และ 2) ศึกษาแนวทางการส่งเสริมการสื่อสารดังกล่าว เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเทศบาลนครสงขลา จำนวน 397 คน เครื่องมือคือแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.825 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 5 ท่าน วิเคราะห์เนื้อหาประกอบบริบท</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการส่งเสริมการสื่อสารทางการเมืองตามวิถีพุทธโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านทาน (เสียสละ) มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ ด้านปิยวาจา (พูดสุภาพ) ด้านสมานัตตตา (ปรองดอง) และด้านอัตถจริยา (ประพฤติดี) ตามลำดับ 2) แนวทางการส่งเสริมการสื่อสารทางการเมืองตามวิถีพุทธ สรุปได้เป็น "GPBH Model" ประกอบด้วย G (Generosity) ความเสียสละ P (Politeness) ความสุภาพ B (Behave well) การประพฤติดี และ H (Harmony) ความสมานฉันท์ การวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าการนำหลักพุทธธรรมมาประยุกต์ใช้ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสาร สร้างความโปร่งใส และส่งเสริมการพัฒนาท้องถิ่นที่ยั่งยืนในระบอบประชาธิปไตย</p>
ศิวาพร กมลชัยสุข
พระมหาเอกกวิน ปิยวีโร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
133
144
-
การเสริมสร้างค่านิยมของประชาชนเพื่อต่อต้านการทุจริตและ ประพฤติมิชอบทางการเมืองในอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9607
<p>บทความนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาการเสริมสร้างค่านิยมของประชาชนเพื่อต่อต้าน การทุจริตและประพฤติมิชอบทางการเมืองในอําเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช 2) เพื่อนำเสนอแนวทางการเสริมสร้างค่านิยมของประชาชนเพื่อต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบทางการเมืองในอําเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน วิธีวิจัยเชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูลจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ใช้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 400 คน สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้วิธีแบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบมีโครงสร้าง จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 คน และวิเคราะห์เนื้อหา </p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. การเสริมสร้างค่านิยมของประชาชนเพื่อต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบทาง การเมืองในอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ทั้ง 5 ด้าน อยู่ใน ระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านโดยเรียงลำดับ ตามค่าเฉลี่ยจากสูงไปต่ำ พบว่า ด้านการสร้างค่านิยมต่อต้าน (= 4.31, S.D. = 0.75) มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ ด้านการป้องกันและเฝ้าระวัง (= 4.20, S.D. = 0.81) และด้านการปลูกฝังและสร้างจิตสำนึก (= 4.03, S.D. = 0.84) มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด 2. แนวทางการเสริมสร้างค่านิยมของประชาชนเพื่อต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบทาง การเมืองในอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ผ่านรูปแบบที่เรียกว่า BEST Model กล่าวคือ 1) B= Building Awareness หมายถึง การสร้างความตระหนักรู้, 2) E = Engagement หมายถึง การมีส่วนร่วมของประชาชน 3) S = Strengthening Values หมายถึง การเสริมสร้างค่านิยมและคุณธรรม และ 4) T = Transparency & Trust หมายถึง ความโปร่งใสและความไว้วางใจ</p>
วนิชา หนูทองแก้ว
พระมหาเอกกวิน ปิยวีโร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
145
161
-
การบริหารจัดการชั้นเรียนและระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ในยุคปัจจุบัน
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9610
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาการบริหารจัดการชั้นเรียนและระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ในยุคปัจจุบัน และ 2) เสนอแนะแนวทางการบริหารจัดการชั้นเรียนและระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ในยุคปัจจุบัน เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยรวม 334 คน ทำการเลือกแบบเจาะจง ได้มาโดยวิธีการกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างขั้นต่ำของ Krejcie และ Morgan ประกอบด้วย การสุ่มตัวอย่างแบ่งเป็นชั้นภูมิ โดยใช้การกำหนดขนาดของสถานศึกษาเป็นหน่วยในการสุ่ม และใช้วิธีเทคนิคการสุ่ม ด้วยวิธีอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วน ประมาณค่า <strong>5</strong> ระดับ และแบบประเมินความ เหมาะสมและความเป็นไปได้ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> แนวทางการบริหารจัดการชั้นเรียนและระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ในยุคปัจจุบัน โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( = 3.02) เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหานักเรียน ( = 3.22) ด้านรู้จักนักเรียน ( = 3.10) ด้านการส่งต่อ นักเรียน ( =3.06) ด้านการพัฒนาและส่งเสริมนักเรียน ( = 2.97) และด้านการคัดกรองนักเรียน ( = 2.75) ตามลำดับ</p> <p><strong> </strong>และสภาพที่พึ่งประสงค์ทางการบริหารจัดการชั้นเรียนและระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ในยุคปัจจุบัน โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.46) เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านการพัฒนาและส่งเสริมนักเรียน ( = 4.52) ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหานักเรียน ( = 4.50) ด้านรู้จักนักเรียน ( = 4.47) ด้านการคัดกรองนักเรียน ( = 4.46) และด้านการส่งต่อนักเรียน ( = 4.33) ตามลำดับ</p>
กนกอร ทองศรี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
162
171
-
ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา อำเภอท่าตะเกียบ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9706
<p>การวิจัยภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา อำเภอท่าตะเกียบ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา และ 2) เปรียบเทียบภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาจำแนกตามเพศ ระดับการศึกษา อายุ และประสบการณ์ทำงาน กลุ่มตัวอย่างเป็นครูในสถานศึกษาจำนวน 175 คน ซึ่งได้มาจากการกำหนดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซี่และมอร์แกน โดยดำเนินการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิเทียบสัดส่วนของประชากรกับกลุ่มตัวอย่างที่กำหนด จากนั้นจึงสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.82 โดยวิธีของครอนบาค วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐานได้แก่ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอ้างอิงได้แก่การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านพบว่าทุกด้านอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือด้านการกระตุ้นทางปัญญา และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล และ 2) การเปรียบเทียบภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงจำแนกตามเพศและวุฒิการศึกษาพบว่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ขณะที่จำแนกตามอายุและประสบการณ์ทำงานโดยรวมแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ</p>
นงลักษณ์ สมศรี
นิวัตต์ น้อยมณี
กัญภร เอี่ยมพญา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
172
184
-
การประยุกต์ใช้หลักสาราณียธรรม 6 ในการปกครองคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9596
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้หลักสาราณียธรรม 6 ในการปกครองคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา 2) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะแนวทางการประยุกต์ใช้หลักสาราณียธรรม 6 ในการปกครองคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสานวิธี ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณและศึกษาการวิจัยเชิงคุณภาพ การเก็บรวบรวมข้อมูลวิจัยเชิงปริมาณจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 162 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย และการเก็บรวบรวมข้อมูลวิจัยเชิงคุณภาพจากผู้ให้ข้อมูล จำนวน 10 คนซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามและการสัมภาษณ์ สถิติวิเคราะห์ คือ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติวิเคราะห์หาค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) การประยุกต์ใช้หลักสาราณียธรรม 6 ในการปกครองคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทั้ง 6 ด้าน โดยเรียงลำดับที่ค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านกายกรรม มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา คือ ด้านสาธารณโภคี ด้านวจีกรรม ด้านมโนกรรม ด้านสีลสามัญญ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ด้านทิฏฐิสามัญญตา ตามลำดับ และ 2) แนวทางการประยุกต์ใช้หลักสาราณียธรรมในการปกครองคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา ได้แก่ (1) การปฏิบัติตนเป็นผู้นำด้วยการกระทำ (2) การพูดอย่างสุภาพในการตักเตือน (3) การพัฒนาจิตใจให้มีเจตนาบริสุทธิ์ (4) การจัดทำทะเบียนและบัญชีทรัพย์สินอย่างเป็นระบบ (5) การสร้างวัฒนธรรมวินัยและศีลธรรมอย่างยั่งยืน (6) การสร้างความรู้ความเข้าใจร่วมกัน</p>
พระครูวุฒิวรธรรม
กัณตภณ หนูทองแก้ว
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
185
198
-
การใช้หลักฆราวาสธรรมเพื่อการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชน ตำบลท่านา อำเภอกะปง จังหวัดพังงา
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9664
<p>การวิจัยนี้ในครั้งมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการใช้หลักฆราวาสธรรมในการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชนตำบลท่านา อำเภอกะปง จังหวัดพังงา และ 2) เปรียบเทียบการใช้หลักฆราวาสธรรมของประชาชนจำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพและรายได้ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือ ประชาชน จำนวน 271 คน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ t-test และ One-Way ANOVA</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>การใช้หลักฆราวาสธรรมเพื่อการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชนโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( =4.65) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านสัจจะมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด<br />( =4.70) รองลงมาคือ ด้านทมะและด้านขันติ ( =4.66) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดคือ ด้านจาคะ ( =4.63)</li> <li>ผลเปรียบเทียบการใช้หลักฆราวาสธรรมของประชาชนเมื่อจำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพและรายได้ พบว่า ประชาชนที่มีเพศ อายุ อาชีพ ต่างกันไม่มีความแตกต่างกันในเรื่องของการใช้หลักฆราวาสธรรมเพื่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ส่วนประชาชน<br />ที่มีระดับการศึกษาและรายได้ต่างกันมีความแตกต่างกันในเรื่องของการใช้หลักฆราวาสธรรมเพื่อการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05</li> </ol> <p>ข้อเสนอแนะเพื่อนำไปสู่การปฎิบัติคือ พัฒนาแบบบูรณาการที่เชื่อมโยงโดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างสังคมแห่งความเมตตา ลดการเบียดเบียน การสร้างระบบคุณธรรมเชิงป้องกันเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างมีศีลธรรม รวมถึงการสร้างวัฒนธรรมการสื่อสารที่มีความซื่อสัตย์ สุภาพและมีเมตตา ทั้งในระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชน</p>
พระครูวินัยธรพิทยา สุภธมฺโม (จันทนเสถียร)
สุปรีชา ชำนาญพุฒิพร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
199
209
-
การศึกษาความต้องการจำเป็นด้านภาษาและวัฒนธรรมเพื่อการปฏิบัติวิชาชีพครูสำหรับนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9608
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเสนอแนวทางการศึกษาความต้องการจำเป็นด้านภาษาและวัฒนธรรมเพื่อการปฏิบัติวิชาชีพครูสำหรับนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มเป้าหมายคือนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู จำนวน 109 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่การตอบแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นตามจำนวนผู้ตอบแบบสอบถามที่ต้องการตามจำนวน ที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.96 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์หาค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า แนวทางการศึกษาความต้องการจำเป็นด้านภาษาและวัฒนธรรมเพื่อการปฏิบัติวิชาชีพครูสำหรับนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู ประกอบด้วย 4 แนวทางดังนี้ (1) การให้นักศึกษาเห็นความสำคัญ และความจำเป็นของภาษาด้านภาษาและวัฒนธรรมเพื่อการปฏิบัติวิชาชีพครู (2) การส่งเสริมให้นักศึกษาได้ทำกิจกรรมที่ใช้ภาษาภาษาด้านภาษาและวัฒนธรรมเพื่อการปฏิบัติวิชาชีพครูเพื่อการสื่อสาร (3) การจัดอบรม แนะแนว หรือพัฒนาให้ผู้สอนภาษาเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้และการวัดและประเมินผลรูปแบบใหม่สอดคล้องกับกรอบมาตรฐานความสามารถทางภาษาและวัฒนธรรมเพื่อการปฏิบัติวิชาชีพครู (4) การแนะนำหรือจัดหาสื่อ เทคโนโลยี และแหล่งเรียนรู้ที่เหมาะสมต่อการ เรียนรู้ภาษา และวัฒนธรรมเพื่อการปฏิบัติวิชาชีพครู</p> <p><strong> </strong></p>
กนกอร ทองศรี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
210
219
-
การจัดการความปลอดภัยในสถานศึกษาที่ส่งผลต่อ ความสุขในการทำงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 1
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9619
<p> การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายดังนี้ 1) เพื่อศึกษาระดับของการจัดการความปลอดภัยในสถานศึกษาของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 1 2) เพื่อศึกษาระดับความสุขในการทำงานของครูในโรงเรียน 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของการจัดการความปลอดภัยในสถานศึกษากับความสุขในการทำงานของครูในโรงเรียนและ 4) เพื่อศึกษาการจัดการความปลอดภัยในสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงานของครูในโรงเรียน กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 1 จำนวน 278 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าดัชนีความสอดคล้องตั้งแต่ 0.60-1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นแบบสอบถามทั้งฉบับอยู่ที่ 0.99 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบวิธีการนำเข้าทั้งหมด ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการจัดการความปลอดภัยในสถานศึกษาของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 1 โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) ระดับความสุขในการทำงานของครูโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3) การจัดการความปลอดภัยในสถานศึกษามีความสัมพันธ์กับความสุขในการทำงานของครูอยู่ในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 (p < 0.01, r = 0.892) 4) การจัดการความปลอดภัยในสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงานของครูได้ร้อยละ 80.00 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ด้านที่ส่งผล คือ การกำหนดนโยบายและจัดทำแผน การประเมินสภาพความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและจัดลำดับความเสี่ยง และการวางแผนการดำเนินงาน ผลการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นเชิงนโยบายว่าสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 1 ควรยกระดับระบบความปลอดภัยเชิงระบบเพื่อใช้เป็นกลไกในการเสริมสร้างความสุขและประสิทธิภาพการทำงานของครูในระยะยาว</p>
กุลชญา ประเทศา
จรีพร นาคสัมฤทธิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
220
234
-
การบริหารงานพัสดุของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9566
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการบริหารงานพัสดุของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 2) เพื่อเปรียบเทียบการบริหารงานพัสดุของสถานศึกษาจำแนกตาม เพศ อายุ วุฒิการศึกษา ประสบการณ์การปฏิบัติงาน และขนาดสถานศึกษา และ 3) เพื่อประมวลข้อเสนอแนะการบริหารงานพัสดุของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูที่ปฏิบัติงานด้านพัสดุของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 196 คน กำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยเทียบจากตารางสำเร็จรูป Krejcie and Morga (1970) แล้วสุ่มอย่างง่ายโดยใช้โรงเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .968 สถิติที่วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที และการทดสอบเอฟ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การศึกษาการบริหารงานพัสดุของสถานศึกษาในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ผลการเปรียบเทียบการบริหารงานพัสดุของสถานศึกษา พบว่า ครูที่มีเพศต่างกัน ช่วงอายุต่างกัน วุฒิการศึกษาต่างกัน ประสบการณ์ในการทำงานต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการบริหารงานพัสดุของสถานศึกษา โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน แต่ครูที่ปฏิบัติงานในสถานศึกษาที่มีขนาดต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการบริหารงานพัสดุของสถานศึกษา ด้านการบำรุง รักษาและการตรวจ สอบพัสดุ แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ข้อเสนอแนะการบริหารงานพัสดุ เน้น 3 ด้าน ดังนี้ 1. ปฏิบัติตามระเบียบอย่างเคร่งครัดในทุกขั้นตอน 2. ระบบและการจัดการ โดยปรับปรุงทะเบียนคุมพัสดุและจัดเก็บให้เป็นระบบ และ 3. บุคลากร โดยจัดอบรมให้ความรู้อย่างสม่ำเสมอเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน</p>
อนุสรณ์ หลีปุ่ม
ศิลป์ชัย สุวรรณมณี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
235
248
-
การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อพัฒนาสื่อการนำเสนอผลงานทางดนตรีและนาฏศิลป์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9582
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาสื่อการนำเสนอผลงานทางดนตรีและนาฏศิลป์โดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ 2) เปรียบเทียบผลการเรียนรู้การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อพัฒนาสื่อการนำเสนอผลงานทางดนตรีและนาฏศิลป์ 3) ศึกษาทักษะการใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาสื่อการนำเสนอผลงานทางดนตรีและนาฏศิลป์ กลุ่มเป้าหมาย คือ นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาดนตรีศึกษา และ สาขาวิชานาฏศิลป์ศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี จำนวน 20 คน ใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แบบประเมินประสิทธิภาพของการพัฒนาสื่อการนำเสนอผลงานทางดนตรีและนาฏศิลป์ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ 3) แบบประเมินทักษะการใช้เทคโนโลยี สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าประสิทธิภาพ (E1/E2) การทดสอบค่าที ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) สื่อมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์เท่ากับ 81.50/86.50 ตามเกณฑ์ 80/80 2) การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อพัฒนาสื่อการนำเสนอผลงานทางดนตรีและนาฏศิลป์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 3) ทักษะการใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาสื่อการนำเสนอผลงานทางดนตรีและนาฏศิลป์ อยู่ในระดับดี</p>
ปราชญา สายสุข
วรรณวิภา มัธยมนันท์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
249
260
-
ปัจจัยจูงใจและการจัดการองค์การที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงาน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดอำนาจเจริญ
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9720
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยจูงใจ และการจัดการองค์การที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดอำนาจเจริญ และ 2) เพื่อเปรียบเทียบปัจจัยจูงใจ การจัดการองค์การและประสิทธิผลตามความคิดเห็นของบุคลากรจำแนกตามเพศ อายุ การศึกษา ตำแหน่งงาน ประสบการณ์ทำงาน ที่แตกต่างกัน การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นบุคลากรในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดอำนาจเจริญ จำนวน 362 คน ได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ และการสุ่มแบบง่าย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบค่าที (t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ และการวิเคราะห์พหุถดถอยพยากรณ์</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) ปัจจัยจูงใจและการจัดการองค์การที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดอำนาจเจริญ พบว่า ปัจจัยจูงใจและการจัดการองค์การอยู่ในระดับมาก และมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับประสิทธิผลการบริหารงาน (<strong>r = </strong>0.10 – 0.83) ตัวแปรที่สามารถพยากรณ์ประสิทธิผลได้อย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ความสำเร็จในการทำงาน ลักษณะของงาน การได้รับการยอมรับ ความรับผิดชอบ โครงสร้างองค์กร และระบบการปฏิบัติงาน ซึ่งสามารถอธิบายความแปรปรวนของประสิทธิผลได้ถึงร้อยละ 73.8</p> <p> 2) ผลการเปรียบเทียบปัจจัยจูงใจ การจัดการองค์การและประสิทธิผลการบริหารงานองค์กรตามความคิดเห็นของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดอำนาจเจริญ จำแนกตามเพศ อายุ การศึกษา ตำแหน่งงาน ประสบการณ์ทำงาน พบว่า เพศ อายุ ระดับการศึกษาและ ตำแหน่งงาน และประสบการณ์ทำงานมีระดับความคิดเห็นต่อประสิทธิผลการบริหารงานองค์กรในภาพรวมไม่แตกต่างกัน</p>
กฤษณ์ เจียงคำ
วลัยพร สุขปลั่ง
ภิมภ์วิมล ปรมัตถ์วรโชติ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
261
273
-
การพัฒนาตัวบ่งชี้ภาวะผู้นำแบบประชาธิปไตยของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9520
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบและตัวบ่งชี้ภาวะผู้นำเเบบประชาธิปไตย ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลโครงสร้างตัวบ่งชี้ภาวะผู้นำเเบบประชาธิปไตยของผู้บริหารสถานศึกษากับข้อมูลเชิงประจักษ์ ผู้วิจัยได้แบ่งการดำเนินการวิจัยเป็น 2 ขั้นตอน ดังนี้ 1) ศึกษาองค์ประกอบและจัดทำโมเดล กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ในปีการศึกษา 2567 จำนวน 440 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามภาวะผู้นำแบบประชาธิปไตย มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 2) การตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลองค์ประกอบและตัวบ่งชี้ กับข้อมูลเชิงประจักษ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การศึกษาองค์ประกอบภาวะผู้นำแบบประชาธิปไตยของผู้บริหารสถานศึกษา ได้โมเดลองค์ประกอบและตัวบ่งชี้ จำนวน 5 ด้าน 17 องค์ประกอบ 51 ตัวบ่งชี้ ประกอบด้วย 1) การตัดสินใจโดยกลุ่ม 2) การมีส่วนร่วม 3) การให้ความสำคัญกับผู้ใต้บังคับบัญชา 4) การส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ 5) การมีสัมพันธภาพที่ดี และ 2) การตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันของตัวบ่งชี้ มีค่า Chi-Square เท่ากับ 317.992 ค่าองศาอิสระ (df) มีค่าเท่ากับ 2.67 ค่าดัชนี GFI มีค่าเท่ากับ 0.915 ค่าดัชนี CFI มีค่าเท่ากับ 0.948 ค่าดัชนี RMR มีค่าเท่ากับ 0.020 ค่าดัชนี NFI มีค่าเท่ากับ 0.922 ค่าดัชนี RMSEA มีค่าเท่ากับ 0.067 ส่วนความเชื่อมั่นตัวแปรแฝง ρC มีค่าเท่ากับ 0.963 และค่าเฉลี่ยความ แปรปรวนที่ถูกสกัด ρv มีค่าเท่ากับ 0.000 จากค่าสถิติ แสดงให้เห็นว่า โมเดลตามทฤษฎีมีความสอดคล้องกันกับข้อมูลเชิงประจักษ์</p>
โกสัย ไชยสิงห์
กฤตฏ์ ชมภูวิเศษ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
274
288
-
การพัฒนาความสามารถในการออกแบบกิจกรรมส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัยของนักศึกษาสาขาการศึกษาปฐมวัย โดยใช้การจัดการเรียนรู้เชิงรุก
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9703
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาผลการจัดการเรียนรู้เชิงรุกต่อการพัฒนาความสามารถในการออกแบบกิจกรรมส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัยของนักศึกษาสาขาการศึกษาปฐมวัย 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาสาขาการศึกษาปฐมวัยที่มีต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่มุ่งพัฒนาความสามารถในการออกแบบกิจกรรมส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการจัดการเรียนรู้เชิงรุกสำหรับอาจารย์ผู้สอนในการพัฒนาความสามารถการออกแบบกิจกรรมส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย ของนักศึกษาสาขาการศึกษาปฐมวัย กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาสาขาการศึกษาปฐมวัย จำนวน 16 คน โดยใช้การเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก จำนวน 4 แผน แบบประเมินความสามารถในการออกแบบกิจกรรมแบบรูบริก และแบบประเมินความพึงพอใจของนักศึกษา การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และการวิเคราะห์แนวโน้ม เพื่อตรวจสอบการพัฒนาความสามารถของนักศึกษาในแต่ละกิจกรรม</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) นักศึกษามีพัฒนาการด้านการออกแบบกิจกรรมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 76.67, 84.00, 88.00 และ 96.00 ตามลำดับ แสดงถึงแนวโน้มการพัฒนาที่ดีขึ้นทุกกิจกรรม (2) นักศึกษามีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกในระดับมาก โดยด้านกระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดเท่ากับ 4.63 สะท้อนให้เห็นว่ารูปแบบการจัดการเรียนรู้ดังกล่าวช่วยส่งเสริมการมีส่วนร่วม การคิดวิเคราะห์ และการเรียนรู้เชิงลึกของนักศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ (3) แนวทางการจัดการเรียนรู้เชิงรุกสำหรับอาจารย์ผู้สอนในการพัฒนาความสามารถการออกแบบกิจกรรมส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัยของนักศึกษาสาขาการศึกษาปฐมวัย ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 เข้าใจเชิงลึก ขั้นที่ 2 ออกแบบเชิงรุก ขั้นที่ 3 รุกสู่ปฏิบัติ ขั้นที่ 4 วัดผลพัฒนา</p>
ชมพูพราว มิ่งมงคล
สยมพร ทองเนื้อดี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
289
306
-
การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ของครูผู้สอนในโรงเรียนเขตอำเภอหนองไผ่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9687
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ของครูผู้สอนในโรงเรียนเขตอำเภอหนองไผ่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 ตามความคิดเห็นของผู้อำนวยการโรงเรียนและหัวหน้างานวิชาการในโรงเรียน จำแนกตามระดับการศึกษา และประสบการณ์ การทำงาน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้อำนวยการโรงเรียนและหัวหน้าฝ่ายงานบริหารวิชาการของโรงเรียน ปีการศึกษา 2567 จำนวน 120 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามที่เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแตกต่างของค่าเฉลี่ยโดยการหาค่าที (t-test)</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ของครูผู้สอนในโรงเรียนเขตอำเภอหนองไผ่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 ด้านภาพรวมและรายด้านทุกด้านอยู่ในระดับปานกลาง 2) ผลการเปรียบเทียบการจัด การเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ของครูผู้สอนในโรงเรียนเขตอำเภอหนองไผ่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 ตามความคิดเห็นของผู้อำนวยการโรงเรียนและหัวหน้างานวิชาการในโรงเรียน จำแนกตามตำแหน่งหน้าที่ และประสบการณ์การทำงานโดยภาพรวมและรายด้าน พบว่า ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .</p>
มนูญพงศ์ ชัยพันธุ์
ชมพูพราว มิ่งมงคล
มานิตย์ ชัยพันธ์
พิชญาดา ดำแก้ว
บุณยณัฐ บัวราช
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
307
319
-
แนวทางพัฒนาการบริหารงานประกันคุณภาพการศึกษาตามมาตรฐานด้านกระบวนการบริหารและการจัดการของสถานศึกษา เครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษา ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 7
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9564
<p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและปัญหาการบริหารงานประกันคุณภาพการศึกษาตามมาตรฐานด้านกระบวนการบริหารและการจัดการของสถานศึกษา 2) เปรียบเทียบสภาพการบริหารงานประกันคุณภาพการศึกษาตามมาตรฐานด้านกระบวนการบริหารและการจัดการของสถานศึกษา 3) หาแนวทางพัฒนาการบริหารงานประกันคุณภาพการศึกษาตามมาตรฐานด้านกระบวนการบริหารและการจัดการของสถานศึกษา กำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยตารางของเครจซี่และมอร์แกน จำนวน 234 คน ประกอบด้วยผู้บริหารและครู เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม มีความเชื่อมั่นเท่ากับ .974 และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ความถี่ ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบค่าที วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหารงานประกันคุณภาพการศึกษาตามมาตรฐานด้านกระบวนการบริหารและการจัดการของสถานศึกษา รวมเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก 2) การเปรียบเทียบสภาพการบริหารงานประกันคุณภาพการศึกษาตามมาตรฐานด้านกระบวนการบริหารและการจัดการของสถานศึกษา ตามระดับการศึกษาของผู้บริหารไม่แตกต่างกัน ตามประสบการณ์การทำงานของผู้บริหารแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ <em>.</em>05 และ 3) แนวทางพัฒนาการบริหารงานประกันคุณภาพการศึกษาตามมาตรฐานด้านกระบวนการบริหารและการจัดการของสถานศึกษาพบว่า ควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมของครู บุคลากร คณะกรรมการสถานศึกษาในการวิเคราะห์สถานศึกษา การมีส่วนร่วมในการตรวจสอบประเมินผลการบริหารจัดการด้วยวิธีการที่หลากหลาย ควรเพิ่มการกำกับ ติดตาม และตรวจสอบผลการจัดการศึกษาโดยบูรณาการร่วมกับเทคโนโลยีและช่องทางออนไลน์ ผู้บริหารควรสร้างความตระหนักและความเข้าใจในการจัดทำแผนพัฒนาตนเองมีการสำรวจความต้องการของครู วางแผน และจัดสรรสภาพแวดล้อมทางกายภาพอย่างเหมาะสม ควรจัดทำคำสั่งแต่งตั้งผู้รับผิดชอบด้านการจัดระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการและการเรียนรู้เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างชัดเจน</p>
สุวิชญา โปธายะ
ประจบ ขวัญมั่น
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
320
333
-
แนวทางการพัฒนาการดำเนินการจัดทำการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง สู่ความสำเร็จของนิสิตหลักสูตรการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา วิทยาลัยการศึกษา มหาวิทยาลัยพะเยา
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9810
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบที่มีผลต่อความสำเร็จในการดำเนินการจัดทำการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองของนิสิตหลักสูตรการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา วิทยาลัยการศึกษา มหาวิทยาลัยพะเยา 2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการดำเนินการจัดทำศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองสู่ความสำเร็จ และ 3) เพื่อประเมินความเหมาะสมของแนวทางการพัฒนาการดำเนินการจัดทำศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองสู่ความสำเร็จ แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาองค์ประกอบที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการดำเนินการจัดทำการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นิสิตหลักสูตรการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา จำนวน 165 คน เลือกโดยวิธีการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ขั้นตอนที่ 2 การศึกษาแนวทางการพัฒนาการดำเนินการจัดทำการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองสู่ความสำเร็จ โดยการสนทนากลุ่มอาจารย์ที่ปรึกษา จำนวน 9 คน และตัวแทนนิสิต จำนวน 9 คน เลือกโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบบันทึกการสนทนากลุ่มและวิเคราะห์เนื้อหา และขั้นตอนที่ 3 การประเมินความเหมาะสมของแนวทางการพัฒนาการดำเนินการจัดทำการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองสู่ความสำเร็จ โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบประเมินแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) องค์ประกอบที่มีผลต่อความสำเร็จโดยรวมอยู่ในระดับมาก <br />โดยด้านอาจารย์ที่ปรึกษา มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 2) แนวทางการพัฒนาที่ได้ประกอบด้วย 6 ด้าน <br />รวม 30 แนวทาง ได้แก่ ด้านความรู้ทางวิชาการของนิสิต 7 แนวทาง ด้านการบริหารจัดการตนเองของนิสิต 4 แนวทาง ด้านคุณลักษณะของนิสิต 5 แนวทาง ด้านอาจารย์ที่ปรึกษา<br /> 4 แนวทาง ด้านการบริการวิชาการของมหาวิทยาลัย 4 แนวทาง ด้านการบริหารหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน 6 แนวทาง 3) ความเหมาะสมของแนวทางการพัฒนาโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านการบริการวิชาการของมหาวิทยาลัยมีค่าเฉลี่ยสูงสุด</p>
ทัศนีย์ ใหม่วงค์
โสภา อำนวยรัตน์
สันติ บูรณะชาติ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
334
347
-
แนวทางการส่งเสริมการจัดการเรียนการสอน ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ตามหลักภาวนา 4 กลุ่มโรงเรียนบางละมุง 4 สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 3
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9951
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันการส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ กลุ่มโรงเรียนบางละมุง 4 สพป.ชลบุรี เขต 3 2) เพื่อศึกษาวิธีการส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ตามหลักภาวนา 4 กลุ่มโรงเรียนบางละมุง 4 สพป.ชลบุรี เขต 3 3) เพื่อเสนอแนวทางการส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ตามหลักภาวนา 4 กลุ่มโรงเรียนบางละมุง 4 สพป.ชลบุรี เขต 3 เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากรสถานศึกษา 50 คน เลือกแบบเจาะจง และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 7 คน เลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยคือ แบบสอบถาม 5 ระดับ 5 ด้าน 25 ข้อ ความเที่ยงตรง 0.95 ความเชื่อมั่น .928 และแบบสัมภาษณ์ 4 ข้อ วิเคราะห์ด้วยค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันการส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ กลุ่มโรงเรียนบางละมุง 4 สพป.ชลบุรี เขต 3 โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก 2) วิธีการส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ตามหลักภาวนา 4 พบว่า วิธีการดำเนินการจัดหลักสูตรด้านการวัดผล การวิจัยในชั้นเรียน การจัดการแหล่งเรียนรู้ และการนิเทศการศึกษา ควรใช้กระบวนการติดตามและส่งเสริมพฤติกรรมเชิงบวกของผู้เรียน โดยเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน ควบคู่กับการส่งเสริมสมาธิและการจัดการอารมณ์ และ 3) แนวทางการส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ตามหลักภาวนา 4 พบว่า กายภาวนามุ่งเสริมสุขภาพและสมรรถภาพผ่านกิจกรรมกีฬา ศีลภาวนาเน้นบ่มเพาะคุณธรรมวินัย จิตตภาวนามุ่งฝึกสมาธิ สติ และการจัดการอารมณ์ และปัญญาภาวนา</p>
พระครูสังฆรักษ์ฬัสวัชร์ ฐิตสีโล (สุวรรณ์ฝ่าย)
พระครูกิตติญาณวิสิฐ (ธนา กิตติญาโน)
พระครูภาวนาวุฒิบัณฑิต (สมบัติ ธนปญฺโญ)
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
348
360
-
การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรม เรื่อง การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ สระบุรี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9639
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรม เรื่อง การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ สระบุรี 2) เพื่อทดลองและศึกษาผลการใช้หลักสูตรฝึกอบรม เรื่อง การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ประกอบด้วย (1) เปรียบเทียบความรู้เกี่ยวกับเรื่องการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ก่อนและหลังการฝึกอบรม (2) ศึกษาทักษะการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น และ (3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อหลักสูตรฝึกอบรม เรื่องการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ สระบุรี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 30 คน ซึ่งกลุ่มตัวอย่างนี้ได้มาจากความสมัครใจของนักเรียน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย หลักสูตรฝึกอบรมฯ แบบสอบถามความต้องการในการฝึกอบรม แบบทดสอบความรู้เกี่ยวกับเรื่องการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ แบบประเมินทักษะการปฏิบัติการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ และแบบสอบถามความพึงพอใจต่อหลักสูตรฝึกอบรม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีแบบ Dependent Sample และการวิเคราะห์เนื้อหา </p> <p><strong> </strong>ผลการวิจัยพบว่า 1. หลักสูตรฝึกอบรม เรื่อง การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ สระบุรี มีองค์ประกอบดังนี้ 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) เป้าหมาย 4) เนื้อหาสาระ 5) ระยะเวลา 6) โครงสร้างหลักสูตรฝึกอบรม 7) กิจกรรมการฝึกอบรม 8) สื่อการฝึกอบรม และ 9) การวัดและประเมินผล ผลของการประเมินผลการใช้หลักสูตรฝึกอบรมฯ มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด 2. ผลการใช้หลักสูตรฝึกอบรมฯ พบว่า 1) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา</p> <p>พัฒนาการ สระบุรี มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์หลังการฝึกอบรมสูงกว่าก่อนการฝึกอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ผลการประเมินวัดทักษะการปฏิบัติงานการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ในภาพรวมอยู่ในระดับคุณภาพดี 3) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น มีความพึงพอใจต่อหลักสูตรฝึกอบรมเรื่อง การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p>
สุวัทนา สงวนรัตน์
เกศราพร วทัญญู
ธนพร แถวไธสง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
361
372
-
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผล ของสถานศึกษา สังกัดกองการศึกษาเทศบาลเมืองตาก
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9958
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของสถานศึกษา 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของสถานศึกษา เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยศึกษาแนวคิดภาวะผู้นำเหนือผู้นำ ผู้วิจัยได้ศึกษาแนวคิดของแมนซ์และซิมส์ (Manz and Sims, 1991) เป็นกรอบการวิจัย ประชากร คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูในสถานศึกษา จาก 4 โรงเรียน จำนวน 160 คน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 113 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบกำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของเครจซี่และมอร์แกน (Krejcie and Morgan) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามมีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.976 และ 0.982 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา ในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านการการะตุ้นให้บุคลากรตั้งเป้าหมายด้วยตนเอง อยู่ในระดับมากที่สุด 2) ประสิทธิผลของสถานศึกษา ในภาพรวมอยู่ในระดับสูง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านกรอบการสอนที่พัฒนา และการจัดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพในทุกห้องเรียน อยู่ในระดับสูงสุด 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของสถานศึกษา ในภาพรวมมีความสัมพันธ์อยู่ในระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่ มีความสัมพันธ์อยู่ในระดับสูง คือ ด้านคุณภาพของหลักสูตรประกอบด้วยการเตรียม ความพร้อมในการจัดทำหลักสูตร</p> <p> </p>
ณัฐนันท์ ทองดี
จารุวรรณ นาตัน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
373
388
-
แนวทางการบริหารงานวิชาการอย่างเป็นระบบของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย เขต 2
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9715
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา และ 2) พัฒนาและนำเสนอแนวทางการบริหารงานวิชาการอย่างเป็นระบบของผู้บริหารสถานศึกษา การวิจัยเป็นแบบผสมผสาน แบ่งเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 เป็นการศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็น กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 297 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่น .98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น ระยะที่ 2 เป็นการพัฒนาแนวทางการบริหารงานวิชาการอย่างเป็นระบบ ประกอบด้วย (1) การสร้างและตรวจสอบความครบถ้วนและความครอบคลุมของแนวทาง กลุ่มผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน และผู้ตรวจสอบ 1 คน เครื่องมือที่ใช้ เป็นแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและแบบบันทึกผลการตรวจสอบ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และ (2) การประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทาง โดยกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ทรงคุณวุฒิ 15 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบประเมินแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่น .90 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน </p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารงานวิชาการโดยรวมอยู่ในระดับมากและมากที่สุด ส่วนความต้องการจำเป็นมี 6 ด้าน ได้แก่ การวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ การพัฒนาหลักสูตรของสถานศึกษา การวัดผลและประเมินผล การนิเทศการศึกษา และการพัฒนาสื่อนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา และ 2) แนวทางการบริหารงานวิชาการอย่างเป็นระบบ มีความครบถ้วนและความครอบคลุมทั้ง 6 ด้าน 42 แนวทาง รวมทั้งมีความเหมาะสม และมีความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากและมากที่สุด ตามลำดับ ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาให้มีความเป็นระบบและสอดคล้องกับบริบทการจัดการศึกษา</p>
เทพฤทธิ์ แก้วถาวร
ธีระเดช จิราธนทัต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
389
404
-
แนวทางการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองบัวลำภูเขต 1
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9718
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในสถานศึกษา และ (2) พัฒนาและประเมินแนวทางการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในสถานศึกษา การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสานแบ่งเป็น 2 ระยะ โดยระยะที่ 1 มุ่งศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูจำนวน 313 คน เครื่องมือ คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น ระยะที่ 2 เป็นการพัฒนาและประเมินแนวทางการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในสถานศึกษา โดยดำเนินการ (1) สร้างและตรวจสอบแนวทาง จากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน และผู้ตรวจสอบ 1 คน ด้วยแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และการวิเคราะห์เนื้อหา และ (2) ประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทางโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 15 คน ด้วยแบบประเมิน วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า (1) สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในสถานศึกษาอยู่ในระดับมากและมากที่สุด ส่วนความต้องการจำเป็นมี 6 ด้าน ได้แก่ ด้านครูและบุคลากร ด้านการประเมินผล ด้านการบริหารจัดการ ด้านการจัดการเรียนการสอน ด้านพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี และด้านสื่อการสอน และ (2) แนวทางการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในสถานศึกษา ครอบคลุมทั้ง 6 ด้าน รวม 42 แนวทาง ซึ่งผ่านการตรวจสอบว่ามีความครบถ้วน เหมาะสม และมีความเป็นไปได้ในระดับมากและมากที่สุด สามารถนำแนวทางดังกล่าวไปใช้เป็นกรอบเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติสำหรับสถานศึกษาในการยกระดับคุณภาพการบริหารจัดการและการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ได้</p>
นนทนันท์ คมขำ
ธีระเดช จิราธนทัต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
405
419
-
แนวทางการนิเทศภายในสำหรับสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 3
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9716
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการนิเทศภายในสถานศึกษาขนาดเล็ก (2) พัฒนาแนวทางการนิเทศภายใน และ (3) ประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทางดังกล่าว โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยแบบผสมผสาน แบ่งการดำเนินการออกเป็น 3 ระยะ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการนิเทศภายในกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 279 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น ระยะที่ 2 พัฒนาและตรวจสอบความครบถ้วนของแนวทางการนิเทศภายในจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 6 คน โดยใช้การสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและการวิเคราะห์เนื้อหา และระยะที่ 3 ประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทางโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 15 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า (1)สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการนิเทศภายในสถานศึกษาขนาดเล็กโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีความต้องการจำเป็น 4 ด้าน ได้แก่ การศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหา การวางแผนการนิเทศ การดำเนินการนิเทศ และการประเมินผลการนิเทศ (2) แนวทางการนิเทศภายในที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 4 ด้าน รวม 24 แนวทาง ครอบคลุมกระบวนการนิเทศตามวงจรคุณภาพ PDCA ได้แก่ การวางแผน การดำเนินงาน การตรวจสอบ การปรับปรุงพัฒนา และ(3) แนวทางดังกล่าวได้รับการประเมินว่ามีความเหมาะสมและความเป็นไปได้อยู่ในระดับมาก จึงสามารถนำไปใช้เป็นกรอบในการพัฒนาระบบนิเทศภายในของสถานศึกษาขนาดเล็กให้เป็นระบบและสอดคล้องกับบริบทการจัดการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p><strong> </strong></p>
ยศพนธ์ ชัยงาม
ธีระเดช จิราธนทัต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
420
432
-
การจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐาน เรื่อง โครโมโซมและสารพันธุกรรมที่มีต่อแบบจำลองทางความคิดและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนพรานกระต่ายพิทยาคม จังหวัดกำแพงเพชร
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9851
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบแบบจำลองทางความคิดของนักเรียนหลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐานกับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐานกับการจัดการเรียนรู้แบบปกติและ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างแบบจำลองทางความคิดและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐาน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนพรานกระต่ายพิทยาคม จำนวน 2 ห้องเรียน 79 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม แบ่งออกเป็นกลุ่มทดลอง จำนวน 40 คนและกลุ่มควบคุม จำนวน 39 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบวัดแบบจำลองทางความคิด มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.80 และ 3) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.82 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีและค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) แบบจำลองทางความคิดหลังเรียนของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐานสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐานสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) แบบจำลองทางความคิดและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐานมีความสัมพันธ์กัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีความสัมพันธ์กันในระดับปานกลาง</p>
กฤษณะ ทัศนียานนท์
ดวงเดือน สุวรรณจินดา
จุฬารัตน์ ธรรมประทีป
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
433
447
-
การประเมินความต้องการจำเป็นแบบสมบูรณ์ เพื่อเตรียมความพร้อม ของครูในการส่งเสริมการเรียนรู้แบบควอนตัมในโรงเรียน ขนาดใหญ่พิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระบุรี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9983
<p>ภายใต้การเปลี่ยนผ่านจากการจัดการเรียนรู้แบบเดิมที่ยึดกรอบการสอนเชิงเส้นตรง ไปสู่การจัดการเรียนรู้แบบควอนตัมซึ่งมองการเรียนรู้เป็นระบบองค์รวมที่เชื่อมโยงและยืดหยุ่นตามบริบท งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อระบุและจัดลำดับความต้องการจำเป็นในการเตรียมความพร้อมของครูในการส่งเสริมการเรียนรู้แบบควอนตัมในโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระบุรี 2) เพื่อวิเคราะห์สาเหตุของ ความต้องการจำเป็น และ 3) พัฒนาแนวทางในการเตรียมความพร้อมของครูในการส่งเสริมการเรียนรู้แบบควอนตัม วิธีดำเนินการวิจัยระยะที่ 1 ระบุและจัดลำดับความต้องการจำเป็นด้วยแบบประเมินความต้องการจำเป็นแบบตอบสนองเดี่ยว กลุ่มตัวอย่าง คือ ครู 269 คน จากการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ PNI<sub>modified</sub> ระยะที่ 2 วิเคราะห์สาเหตุด้วยการสนทนากลุ่มด้วยการสนทนากลุ่มและวิเคราะห์แผนภูมิก้างปลา และระยะที่ 3 พัฒนาแนวทางการเตรียม ความพร้อมของครูในการส่งเสริมการเรียนรู้แบบควอนตัมด้วยเทคนิคกลุ่มสมมุตินัย ผู้ทรงคุณวุฒิในระยะที่ 2 และ 3 ใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) โดยเป็นผู้อำนวยการสถานศึกษา 1 คน รองผู้อำนวยการกลุ่มบริหารวิชาการ 2 คน และครู 5 คน รวมแล้วทั้งหมด 8 คน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการจำเป็นลำดับที่ 1 คือ ด้านการพัฒนาสื่อและ แหล่งเรียนรู้แบบควอนตัม (PNI<sub>modified</sub> = 0.135) 2) สาเหตุที่ทำให้เกิดความต้องการจำเป็น ที่สำคัญ คือ ภาระงานที่นอกเหนือจากงานสอนของครูมีมากเกินไป จนครูไม่มีเวลาที่จะ ไปสร้างหรือพัฒนาสื่อ และ 3) แนวทางในการพัฒนาเพื่อเตรียมความพร้อมของครู ในการส่งเสริมการเรียนรู้แบบควอนตัม คือ ครูควรได้รับการส่งเสริมความรู้ด้านการสร้างและพัฒนาสื่อ การสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ การปรับเปลี่ยนวิธีการสอนของครู เป็นต้น</p> <p>ผลการวิจัยนำไปสู่การสังเคราะห์แนวคิดระบบนิเวศการเรียนรู้เชิงพลวัตเพื่อครู ยุคควอนตัม ซึ่งสนับสนุนการพัฒนาความพร้อมของครูอย่างเป็นองค์รวมและสอดคล้องกับ การจัดการเรียนรู้ในบริบทการเปลี่ยนแปลง</p>
วิภารัตน์ ชีวิกุล
วรรณวิศา สืบนุสรณ์ คล้ายจำแลง
รัชพล วิทยานนท์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
448
461
-
ความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการเมืองในตำบลนาข้าวเสีย อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9561
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการเมืองในตำบลนาข้าวเสีย อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง และ 2) เพื่อนำเสนอแนวทางการส่งเสริมความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการเมืองในตำบลนาข้าวเสีย อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง โดยใช้การวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed-methods research) กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ ได้แก่ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในตำบลนาข้าวเสีย อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง จำนวน 364 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญเชิงคุณภาพ ได้แก่ ผู้นำชุมชน สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล ประชาชนทั่วไป จำนวน 2 คน และนักวิชาการท้องถิ่น รวม 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า</p> <ol> <li>ความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการเมืองในตำบลนาข้าวเสียโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการมีส่วนร่วมทางการเมือง มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา ได้แก่ ด้านการรับรู้ทางการเมือง ด้านการสื่อสารทางการเมือง และด้านพฤติกรรมการเมือง ตามลำดับ</li> </ol> <p><strong> </strong></p> <ol start="2"> <li>แนวทางการส่งเสริมความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการเมืองในตำบลนาข้าวเสีย อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง ผลการวิเคราะห์เชิงคุณภาพชี้ให้เห็นว่า ประชาชนมีการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระดับค่อนข้างสูง ขณะที่พฤติกรรมทางการเมืองโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยพฤติกรรมที่พบมากคือการปฏิบัติตามหน้าที่พลเมือง โดยเฉพาะการใช้สิทธิเลือกตั้งและการติดตามข่าวสาร อย่างไรก็ตาม การรับรู้ทางการเมืองยังเน้นความเข้าใจจากประสบการณ์ตรงมากกว่าการวิเคราะห์เชิงโครงสร้าง และประชาชนยังต้องการข้อมูลทางการเมืองที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือจากหน่วยงานท้องถิ่น</li> </ol>
ณัฐวัฒน์ กิตติธนาชูพันธ์
สิทธิพงษ์ สิทธิภัทรประภา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
462
474
-
มาตรการการเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง: ศึกษากรณี รูปแบบ ขั้นตอนหรือวิธีการตามพระราชบัญญัติการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาทางปกครอง พ.ศ.2542
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9357
<p>การวิจัยเรื่อง “มาตรการการเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง: ศึกษากรณีรูปแบบ ขั้นตอน หรือวิธีการตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542” มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และหลักกฎหมายเกี่ยวกับเงื่อนไขความสมบูรณ์ของคำสั่งทางปกครองในด้านรูปแบบ ขั้นตอน หรือวิธีการ รวมทั้งการแก้ไขเยียวยาความบกพร่อง (2) วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลปกครองเกี่ยวกับการเพิกถอนคำสั่งตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) และ (3) เสนอหลักเกณฑ์ในการจำแนกความเป็น “สาระสำคัญ” ของข้อบกพร่องเชิงกระบวนการการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแบบวิเคราะห์เอกสารและวิเคราะห์คำพิพากษา (Doctrinal Legal Research and Case Analysis) โดยศึกษาคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้นและศาลปกครองสูงสุดที่เกี่ยวข้อง จำนวน 25 คดี คัดเลือกแบบเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและการสังเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ข้อบกพร่องที่พบมากที่สุดคือ การไม่เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียรับฟังหรือโต้แย้งก่อนออกคำสั่ง (ร้อยละ 36) รองลงมาคือ การไม่แสดงเหตุผลประกอบคำสั่ง (ร้อยละ 24) และปัญหาองค์ประกอบคณะกรรมการหรือขั้นตอนตามกฎหมาย (ร้อยละ 20 ตามลำดับ) ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งร้อยละ 60 ของคดีที่ศึกษา โดยใช้หลักเกณฑ์พิจารณาความเป็นสาระสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ (1) ความร้ายแรงของข้อบกพร่อง (2) ผลกระทบต่อสิทธิของผู้ถูกสั่ง (3) ผลต่อสาระของคำสั่ง และ (4) ความสามารถในการเยียวยาภายหลังอย่างไรก็ดี ยังไม่ปรากฏหลักเกณฑ์กลางที่เป็นระบบและชัดเจน ส่งผลให้แนวคำพิพากษามีความแตกต่างในบางกรณี งานวิจัยเสนอให้กำหนดกรอบการประเมินความเป็นสาระสำคัญอย่างเป็นระบบ เพื่อเสริมสร้างความแน่นอนทางกฎหมายและการคุ้มครองสิทธิของประชาชนตามหลักนิติรัฐ</p> <p> </p>
สมาน กาบมาลา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
475
487
-
การพัฒนาการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนที่มีผลต่อการไปใช้สิทธิเลือกตั้งท้องถิ่นขององค์การบริหารส่วนตำบลวังวน อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9558
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนที่มีผลต่อการไปใช้สิทธิเลือกตั้งท้องถิ่น และ 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนที่มีผลต่อการไปใช้สิทธิเลือกตั้งท้องถิ่นขององค์การบริหารส่วนตำบลวังวน อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลวังวน จำนวน 355 คน โดยใช้สูตรของทาโร่ ยามาเน่ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนที่มีผลต่อการไปใช้สิทธิเลือกตั้งท้องถิ่นขององค์การบริหารส่วนตำบลวังวน โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ด้านการมีส่วนร่วมทางการเมือง ด้านการยอมรับความแตกต่างทางวัฒนธรรมทางการเมือง ด้านการคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล และด้านความตื่นตัวทางการเมือง ตามลำดับ และ 2) แนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนที่มีผลต่อการไปใช้สิทธิเลือกตั้งท้องถิ่นขององค์การบริหารส่วนตำบลวังวน ประกอบด้วย 5 ด้าน พบว่า (1) ควรสนับสนุนให้มีการจัดกิจกรรมรณรงค์เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับความสำคัญของการเลือกตั้งท้องถิ่น (2) ควรส่งเสริมให้มีการเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็น (3) ควรส่งเสริมให้มีการปลูกฝังการมีส่วนร่วมทุกระดับ (4) ควรสนับสนุนให้มีการจัดเวทีรับฟังปัญหา และ (5) ควรสนับสนุนให้มีการเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็น</p>
ฉัตรชัย เพ็งสุวรรณ์
กันตภณ หนูทองแก้ว
พระมหาเอกกวิน ปิยวีโร (อะซิ่ม)
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
488
502
-
ความต้องการจำเป็นในการบริหารงานบุคลากรของผู้บริหารวิทยาลัยสังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดหนองบัวลำภู
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9923
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการบริหารงานบุคลากรของผู้บริหารวิทยาลัย สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดหนองบัวลำภู กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารจำนวน 10 คน และครูจำนวน 142 คน รวมทั้งสิ้น 152 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถาม แบ่งออกเป็น 3 ตอน ประกอบด้วย ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ตอนที่ 2 แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ เกี่ยวกับสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารงานบุคลากร จำนวน 60 ข้อ ครอบคลุมการบริหารงานบุคลากร 5 ด้าน และตอนที่ 3 คำถามปลายเปิดเพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะเพิ่มเติม โดยเครื่องมือผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาและมีค่าความเชื่อมั่นตามเกณฑ์มาตรฐาน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นด้วยดัชนีลำดับความสำคัญ (PNI <em><sub>Modified</sub></em>) ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันของการบริหารงานบุคลากรของผู้บริหารวิทยาลัย สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดหนองบัวลำภู โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ในขณะที่สภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อวิเคราะห์ดัชนีความต้องการจำเป็น พบว่า ด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ด้านการพัฒนาบุคลากร รองลงมาคือด้านการประเมินผลการปฏิบัติงาน และด้านการธำรงรักษาบุคลากร ตามลำดับ</p>
ศิวกร อินภูษา
ประจิตร มหาหิง
ยิ่งสรรค์ หาพา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
503
515
-
ผลการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7Es เสริมด้วยผังกราฟิก ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตอุดรธานี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9954
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ตรวจสอบประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้ให้เป็นไปตามเกณฑ์ 75/75 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการจัดการเรียนรู้กับเกณฑ์ร้อยละ 75 และ 4) ศึกษาระดับความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7Es ร่วมกับการใช้ผังกราฟิกกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ ชั้นปีที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 27 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ การหาประสิทธิภาพ E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub> การทดสอบค่าทีแบบไม่อิสระ และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มเดียว</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7Es เสริมด้วยผังกราฟิกมีประสิทธิภาพเท่ากับ 79.01/78.13 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการจัดการเรียนรู้สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 4) นักศึกษามีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7Es เสริมด้วยผังกราฟิกอยู่ในระดับมาก</p>
จิราวรรณ พาชอบ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
516
524
-
การศึกษากรอบความคิดเติบโตด้านการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของนักศึกษาสาขาวิชาการประถมศึกษา (2 ภาษา) คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10017
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับกรอบความคิดเติบโตด้านการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของนักศึกษาสาขาวิชาการประถมศึกษา (2 ภาษา) (2) เปรียบเทียบกรอบความคิดเติบโตด้านการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของนักศึกษาที่มีเพศและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแตกต่างกัน และ (3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างกรอบความคิดเติบโต เพศ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือนักศึกษาสาขาวิชาการประถมศึกษา (2 ภาษา) คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี จำนวน 58 คน เก็บข้อมูลแบบเต็มจำนวน เครื่องมือที่ใช้วิจัยคือแบบสอบถามกรอบความคิดเติบโตด้านการเรียนรู้ภาษาอังกฤษที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น จำนวน 48 คำถาม ครอบคลุม 6 ด้าน โดยมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.89 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และสหสัมพันธ์เพียร์สัน</p> <p>ผลวิจัยพบว่า (1) นักศึกษามีระดับกรอบความคิดเติบโตด้านการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยรวมอยู่ในระดับสูง ( = 4.12, S.D. = 0.43) (2) กรอบความคิดเติบโตด้านการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของนักศึกษาไม่แตกต่างกันตามเพศและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ <strong>.</strong>05 และ (3) กรอบความคิดเติบโตมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับต่ำกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = .28, p < .05) และไม่พบความสัมพันธ์กับเพศ ผลวิจัยแสดงให้เห็นว่านักศึกษาครูสองภาษามีศักยภาพในการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษผ่านความเชื่อเชิงบวกต่อความสามารถของตนเอง และสนับสนุนความจำเป็นในการบูรณาการกิจกรรมส่งเสริมกรอบความคิดเติบโตในหลักสูตรการผลิตครูสองภาษาเพื่อยกระดับการเรียนรู้ภาษาอังกฤษอย่างยั่งยืน</p>
เปรมพล วิบูลย์เจริญสุข
สรรเสริญ เลาหสถิตย์
สุมาลี งามสมบัติ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
525
540
-
การบริหารทรัพยากรบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูเจเนอเรชั่นวาย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 2
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9717
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหารทรัพยากรบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 2 2) ศึกษาระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูเจเนอเรชั่นวาย 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารทรัพยากรบุคคลกับแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน และ 4) ศึกษาปัจจัยการบริหารทรัพยากรบุคคลที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน กลุ่มตัวอย่างคือครูเจเนอเรชั่นวาย ปีการศึกษา 2567 จำนวน 285 คน กำหนดขนาดตัวอย่างด้วยตาราง Krejcie และ Morgan สุ่มแบบแบ่งชั้นตามขนาดสถานศึกษาและสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ .973 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สหสัมพันธ์เพียร์สัน และถดถอยพหุคูณแบบคัดเลือกเข้า</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารทรัพยากรบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก ด้านสูงสุดคือการสรรหาและคัดเลือกบุคลากร และด้านต่ำสุดคือการธำรงรักษาบุคลากร 2) แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูเจเนอเรชั่นวายโดยรวมอยู่ในระดับมาก ด้านสูงสุดคือการทำงานร่วมกันเป็นทีม และด้านต่ำสุดคือวัฒนธรรมองค์กร 3) การบริหารทรัพยากรบุคคลมีความสัมพันธ์ทางบวกกับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานในระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ <strong> .</strong>01 (r = .714**) โดยเด่นในด้านการธำรงรักษาบุคลากรและด้านการเสริมสร้างประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน 4) การบริหารทรัพยากรบุคคลทั้ง 6 ด้านร่วมกันพยากรณ์แรงจูงใจได้ร้อยละ 37.10 (R² = .371) อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ<strong> .</strong>01 โดยทุกด้านมีอิทธิพลเชิงบวก และด้านการพัฒนาบุคลากรมีอิทธิพลสูงสุด สรุปได้ว่า การบริหารทรัพยากรบุคคลที่มีประสิทธิภาพเป็นปัจจัยสำคัญต่อการยกระดับแรงจูงใจและคุณภาพการปฏิบัติงานของครูเจเนอเรชั่นวายในสถานศึกษา</p>
สุรวิทย์ กลัดมี
ดลศักดิ์ ไทรเล็กทิม
จรีพร นาคสัมฤทธิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
541
554
-
แนวทางการบริหารสถานศึกษาตามแนวคิดโรงเรียนในฐานะชุมชน แห่งการเรียนรู้ของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10004
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์<br />ในการบริหารสถานศึกษาตามแนวคิดโรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียน<br />ในสังกัดกรุงเทพมหานคร และ 2) นำเสนอแนวทางการบริหารสถานศึกษาตามแนวคิดโรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงผสานวิธี แบ่งการวิจัยออกเป็น 2 ระยะ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ในการบริหารสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้อำนวยการสถานศึกษา รองผู้อำนวยการสถานศึกษา และครู โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 390 คน เครื่องมือที่ใช้ แบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .79 สถิติที่ใช้ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ 2) ศึกษาแนวทางการบริหารสถานศึกษาตามแนวคิดโรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้อำนวยการสถานศึกษาและผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 6 คน เครื่องมือที่ใช้ แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าความต้องการจำเป็น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันด้านการปฏิบัติการมีค่าเฉลี่ยสูงสุด สภาพที่พึงประสงค์ด้านการปฏิบัติการมีค่าเฉลี่ยสูงสุด และลำดับค่าความต้องการจำเป็นด้านการตัดสินใจ มีค่าความต้องการจำเป็นเป็นลำดับแรก (PNI<sub>modified</sub> = 0.35) และ 2) แนวทางการบริหารสถานศึกษาตามแนวคิดโรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร มี 4 แนวทาง 17 กระบวนการดำเนินงาน ได้แก่ แนวทางที่ 1 <br />การตัดสินใจ 4 กระบวนการ แนวทางที่ 2 การดำเนินการ 5 กระบวนการ แนวทางที่ 3 การรับผลประโยชน์ 4 กระบวนการ และแนวทางที่ 4 การประเมินผล 4 กระบวนการ</p>
ณัฐวุฒิ รูปสูง
จรีพร นาคสัมฤทธิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
555
566
-
กลยุทธ์การสร้างแบรนด์ของโรงเรียนเอกชนระดับอนุบาล เขตบางแค สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9986
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการสร้างแบรนด์ของโรงเรียนเอกชนระดับอนุบาลในเขตบางแค สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน และ 2) สร้าง กลยุทธ์แบรนด์ของโรงเรียนเอกชนระดับอนุบาลในเขตบางแค สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ให้ข้อมูลแบบเจาะจง จำนวน 19 คน แบ่งเป็นผู้ให้ข้อมูลด้านการสร้างแบรนด์ ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียน ครูอนุบาล และผู้ปกครองอนุบาล และผู้ให้ข้อมูลด้านการสร้างกลยุทธ์แบรนด์ ได้แก่ ผู้บริหารระดับสูงในสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ผู้บริหารโรงเรียนเอกชนระดับอนุบาล และผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การสร้างแบรนด์ของโรงเรียนเอกชนระดับอนุบาลประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) การวางตำแหน่งแบรนด์ด้านคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และความปลอดภัย (2) การสร้างเอกลักษณ์แบรนด์ที่สะท้อนความอบอุ่นและคุณธรรมไทย (3) การดำเนินกลยุทธ์แบรนด์ที่มุ่งพัฒนาคุณภาพภายในอย่างยั่งยืนโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และ (4) การสื่อสารแบรนด์ผ่านสื่อออนไลน์และออฟไลน์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อคุณภาพการจัดการศึกษา และ 2) กลยุทธ์การสร้างแบรนด์ของโรงเรียนเอกชนระดับอนุบาลตามแนวคิด 7Ps ได้แก่ ด้านผลิตภัณฑ์ที่เน้นคุณภาพการจัดการศึกษาแบบองค์รวม ด้านราคาที่สะท้อนคุณค่า ด้านสถานที่ที่มีสภาพแวดล้อมปลอดภัย ด้านการส่งเสริมการตลาดที่สื่อสารอย่างทันสมัยและต่อเนื่อง ด้านบุคลากรที่เป็นตัวแทนของแบรนด์ ด้านกระบวนการที่ได้มาตรฐาน และด้านสิ่งแวดล้อมทางกายภาพที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ยืนยันคุณภาพ</p> <p><strong> </strong></p>
อันทิรา จำปาเกตุ
จรีพร นาคสัมฤทธิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
567
579
-
ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อเครื่องสำอางของนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8784
<p>การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยประชากรศาสตร์ ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อเครื่องสำอางของนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย 2) เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด ได้แก่ ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านราคา ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย ด้านการส่งเสริมการตลาด ด้านบุคลากร ด้านกระบวนการให้บริการ และด้านลักษณะทางกายภาพ ที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อเครื่องสำอางของนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย และ 3) เพื่อศึกษาการเปรียบเทียบปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการการตัดสินใจเลือกซื้อเครื่องสำอางของนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research Methodology) กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยราชภัฏเลย ปีการศึกษา 2565 จำนวน 367 คน โดยวิธีสุ่มแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม มีค่าคุณภาพของเครื่องมือ .96 วิเคราะห์ข้อมูลหา ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติเชิงอนุมานทดสอบ สถิติ t-test และ F-test (One-way ANOVA)</p> <p><strong> </strong>ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อเครื่องสำอางของนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย โดยภาพรวม พบว่า มีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย รองลงมา คือ ด้านกระบวนการ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือ ด้านบุคลากร และ 2) ผลการเปรียบเทียบปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อเครื่องสำอางของนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย จำแนกตามเพศ อายุ คณะ ชั้นปีการศึกษา รายได้เฉลี่ยต่อเดือน พบว่า มีความคิดเห็นแตกต่างกัน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
รวัฒน์ มันทรา
อารีรัตน์ ภูธรรมะ
พรรณธวรรณ บุตรดีสุวรรณ
จันทมาศ ทาอ่อน
กุลสตรี คิดคำนวน
อรณิชา เล็กสมทิศ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
580
591
-
ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสิงห์บุรี อ่างทอง
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9997
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับประสิทธิผลของสถานศึกษา 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของสถานศึกษา และ 4) ศึกษาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสิงห์บุรี อ่างทอง โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและข้าราชการครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสิงห์บุรี อ่างทอง จำนวน 275 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซี่และมอร์แกน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.97 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ประสิทธิผลของสถานศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวกกับประสิทธิผลของสถานศึกษาในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 4) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา ได้แก่ ด้านความคิดสร้างสรรค์ ด้านการทำงานเป็นทีม และด้านวิสัยทัศน์ ซึ่งสามารถร่วมกันทำนายประสิทธิผลของสถานศึกษาได้ร้อยละ 51.60 สามารถเขียนเป็นสมการพยากรณ์ในสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ คือ <strong> = </strong>1.849 + 0.280<strong>X</strong><sub>4</sub> + 0.183<strong>X</strong><sub>5</sub> + 0.137<strong>X</strong><sub>1</sub> และรูปแบบคะแนนมาตรฐาน คือ <strong> = </strong>0.367X<sub>4</sub> + 0.239X<sub>5</sub> + 0.170X<sub>1</sub></p> <p><strong> </strong></p>
ชยุต มีสมบัติดี
จรีพร นาคสัมฤทธิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
592
604
-
แนวทางการส่งเสริมความพร้อมในการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของครู : กรณีศึกษาในโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10032
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของความพร้อมในการใช้ปัญญาประดิษฐ์ของครู โรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร 2) เพื่อศึกษาแนวทางการส่งเสริมความพร้อมในการใช้ปัญญาประดิษฐ์ของครู โรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร การวิจัยแบ่งเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 ศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างข้าราชการครูโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร จํานวน 91 คน โดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น .967 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจําเป็น ระยะที่ 2 ศึกษาจากผู้ให้ข้อมูล 4 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> <strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> 1) สภาพปัจจุบันของความพร้อมในการใช้ปัญญาประดิษฐ์ของครูโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับปานกลาง สภาพที่พึงประสงค์โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก และค่าดัชนีความต้องการจําเป็นเรียงลําดับความต้องการจําเป็นจากมากไปหาน้อย ดังนี้ 1) ด้านการรับรู้ความสามารถทางเทคโนโลยีของตนเอง 2) ด้านการมีปฏิสัมพันธ์กับนักเรียน 3) ด้านการตระหนักทางจริยธรรม และ 2) แนวทางการส่งเสริมความพร้อมในการใช้ปัญญาประดิษฐ์ของครู ประกอบด้วย 3 ด้าน 15 แนวทาง ได้แก่ ด้านการรับรู้ความสามารถทางเทคโนโลยีของตนเอง 7 แนวทาง ด้านการมีปฏิสัมพันธ์กับนักเรียน 5 แนวทาง และด้านการตระหนักทางจริยธรรม 4 แนวทาง</p>
วิมลศิริ บุญเฉลียว
พร้อมพิไล บัวสุวรรณ
สุดารัตน์ สารสว่าง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
605
616
-
กลยุทธ์การจัดการงานอีเว้นท์กีฬาอย่างยั่งยืนด้วยปัญญาประดิษฐ์จากมุมมองการรับรู้และการยอมรับของผู้เข้าร่วม กรณีซีเกมส์ ครั้งที่ 33
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10046
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาศักยภาพการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการจัดการงานอีเว้นท์กีฬา โดยพิจารณาการรับรู้และการยอมรับของผู้เข้าร่วมงาน 2) วิเคราะห์ปัจจัยด้านสังคม วัฒนธรรม และความยั่งยืนที่มีอิทธิพลต่อทัศนคติและพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในงาน<br />อีเว้นท์กีฬา และ3) พัฒนากลยุทธ์การจัดการงานอีเว้นท์กีฬาอย่างยั่งยืนที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ในบริบทของงานกีฬาขนาดใหญ่ โดยใช้กรณีศึกษาการแข่งขันซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร งานวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน เก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากแบบสอบถามผู้เข้าร่วมงานจำนวน 400 คน และข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการงานกีฬา เทคโนโลยีดิจิทัล และความยั่งยืน จำนวน 15 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยสรุปตามวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) ผู้เข้าร่วมงานมีการรับรู้และทัศนคติต่อการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการจัดการงานอีเว้นท์กีฬาอย่างยั่งยืนอยู่ในระดับมากทุกมิติ โดยเฉพาะด้านการรับรู้ประโยชน์ ทัศนคติ และเจตนาพฤติกรรมในการมีส่วนร่วม สะท้อนถึงความพร้อมในการยอมรับการจัดการงานกีฬาที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ 2) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ การรับรู้ประโยชน์ ความเชื่อมั่นและความปลอดภัยของข้อมูล ความง่ายในการใช้งาน รวมถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและมิติสังคม และ3) จากการบูรณาการผลการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ สามารถพัฒนากลยุทธ์การจัดการงานอีเว้นท์กีฬาอย่างยั่งยืนที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์จำนวน 5 กลยุทธ์ ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดงานกีฬาขนาดใหญ่และกิจกรรมระดับนานาชาติในอนาคตได้อย่างเป็นรูปธรรม</p>
รัศมี อัจฉริยไพศาลกุล
พัทธมน คำนูเอนก
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
617
628
-
ความท้าทายและแนวทางการปรับตัวของสถานศึกษาขนาดเล็ก ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์โลก
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10057
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาความท้าทายของสถานศึกษาขนาดเล็กท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์โลก และ 2) เพื่อศึกษาแนวทางการปรับตัวของสถานศึกษาขนาดเล็กในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 ภายใต้บริบทดังกล่าว การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 8 คน ซึ่งคัดเลือกแบบเจาะจงจากผู้บริหารสถานศึกษาขนาดเล็กในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหาและการวิเคราะห์ประเด็นหลัก ร่วมกับการวิเคราะห์เชิงบรรยาย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ความท้าทายของสถานศึกษาขนาดเล็กท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์โลก แบ่งออกเป็น 6 ด้าน ได้แก่ ด้านอำนาจอ่อน ด้านเทคโนโลยี ด้านการจัดอันดับและการแข่งขันระดับโลก ด้านแรงงานข้ามชาติ ด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ และ ด้านการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม 2) แนวทางการปรับตัวของสถานศึกษาขนาดเล็กสามารถสังเคราะห์ได้เป็น 4 ด้านหลัก ได้แก่ ด้านการพัฒนาผู้เรียนโดยคำนึงถึงบริบทและความยืดหยุ่นของการเรียนรู้ ด้านการใช้เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการบริหารและการจัดการเรียนการสอน ด้านการจัดการข้อมูลรายบุคคลเพื่อรองรับการเคลื่อนย้ายของนักเรียน และ ด้านการเตรียมความพร้อมและการรับมือกับสถานการณ์วิกฤติ</p>
ศิริประภา ชัยพิเดช
วรรณวิศา สืบนุสรณ์ คล้ายจำแลง
สุชาดา นันทะไชย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
629
641
-
ผลกระทบของการทำงานเป็นกะต่อสุขภาวะของพนักงานร้าน 7-Eleven ในเขตกรุงเทพมหานคร
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9414
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของการทำงานเป็นกะต่อสุขภาวะ (สุขภาพกาย สุขภาพจิต คุณภาพชีวิต และพฤติกรรมสุขภาพ) ของพนักงานร้าน 7-Eleven ในเขตกรุงเทพมหานคร เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.98 ในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากพนักงานร้าน 7-Eleven จำนวน 400 คน ที่ได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิและการกำหนดสัดส่วนตามเขตพื้นที่ สาขา และลักษณะเวลาการทำงาน วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานโดยใช้การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผลกระทบของการทำงานเป็นกะต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิต คุณภาพชีวิต และพฤติกรรมสุขภาพของพนักงาน อยู่ในระดับปานกลาง โดยมีผลกระทบเชิงลบต่อสุขภาพกายและคุณภาพชีวิตของพนักงานเพียงเล็กน้อย (ไม่มีนัยสำคัญทางสภิติ) แต่มีผลกระทบเชิงลบต่อสุขภาพจิตและพฤติกรรมสุขภาพของพนักงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยสามารถทำนายผลกระทบได้ร้อยละ 33.7 และ 9.7 ตามลำดับ</p>
สรัญญา บัลลังก์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
642
655
-
แนวทางการพัฒนาจรณทักษะสำหรับศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8228
<p> การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาจรณทักษะสำหรับศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 และ 2) หาแนวทาง เป็นการวิจัยผสมผสานวิธี แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาจรณทักษะสำหรับศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหาร และรองผู้บริหารสถานศึกษา โดยสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น จำนวน 132 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ มีความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.99 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระยะที่ 2 หาแนวทาง จากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน ได้จากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือเป็นคำถามแบบกึ่งโครงสร้าง ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>จรณทักษะสำหรับศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด พิจารณารายด้านพบว่า อยู่ในระดับมากที่สุด 5 ด้าน ได้แก่ ทักษะด้านการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ทักษะด้านภาวะผู้นำ ทักษะด้านการทำงานเป็นทีม ทักษะด้านความเป็นมืออาชีพ ทักษะด้านการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น อยู่ในระดับมาก 2 ด้าน ได้แก่ ทักษะด้านการสื่อสาร ทักษะด้านการศึกษาเรียนรู้และใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ</li> <li>แนวทางการพัฒนาจรณทักษะสำหรับศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา มีทั้งหมด 32 แนวทาง ประกอบด้วย 1) ทักษะการสื่อสาร มี 5 แนวทาง 2) ทักษะด้านการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ มี 5 แนวทาง 3) ทักษะภาวะผู้นำ มี 6 แนวทาง 4) ทักษะการทำงานเป็นทีม มี 5 แนวทาง 5) ทักษะด้านความเป็นมืออาชีพ มี 5 แนวทาง 6) ทักษะการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น มี 4 แนวทาง และ7) ทักษะการศึกษาเรียนรู้และใช้เทคโนโลยี มี 2 แนวทาง ได้รับการยืนยันว่าใช้ได้ทุกแนวทาง</li> </ol> <p> </p>
กิ่งกาญจน์ พันธ์เสนา
พนายุทธ เชยบาล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
656
669
-
การประเมินโครงการอบรมคุณธรรม จริยธรรมนำตน จริยชนนำชาติ โรงเรียนบ้านจำปา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10108
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลการดำเนินโครงการใน 4 ระดับ ได้แก่ปฏิกิริยา การเรียนรู้ พฤติกรรม และผลลัพธ์ ตามกรอบการประเมินของเคิร์กแพทริก การวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วยครูและนักเรียนโรงเรียนบ้านจำปา จำนวน 42 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบทดสอบ แบบสังเกต แบบประเมิน และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย 1) ด้านปฏิกิริยา พบว่า ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด สะท้อนถึงการยอมรับและความพึงพอใจต่อรูปแบบการจัดกิจกรรม เนื้อหา และสื่อการอบรมที่มีความเหมาะสมกับบริบทของผู้เข้าร่วมโครงการ 2) ด้านการเรียนรู้ พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เข้าร่วมโครงการหลังการอบรมสูงกว่าก่อนการอบรม และผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ แสดงให้เห็นว่ากระบวนการอบรมสามารถส่งเสริมความรู้และความเข้าใจด้านคุณธรรมและจริยธรรมของผู้เข้าร่วมโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3) ด้านพฤติกรรม พบว่าผู้เข้าร่วมโครงการมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในภาพรวมอยู่ในระดับมาก สะท้อนถึงการนำความรู้และคุณธรรมที่ได้รับจากการอบรมไปประยุกต์ใช้ในการแสดงพฤติกรรมเชิงบวกในชีวิตประจำวัน และ 4) ด้านผลลัพธ์ของโครงการในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ทั้งในมิติของผู้เรียนและบรรยากาศการเรียนรู้ของสถานศึกษา โดยข้อมูลเชิงคุณภาพสนับสนุนว่า โครงการช่วยส่งเสริมการแสดงพฤติกรรมเชิงคุณธรรมอย่างเป็นรูปธรรม และเอื้อต่อการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่ส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมอย่างยั่งยืน</p> <p>ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การประเมินโครงการตามกรอบการประเมิน 4 ระดับของเคิร์กแพทริกสามารถสะท้อนผลลัพธ์การพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมของผู้เรียนได้อย่างเป็นระบบ และสามารถใช้เป็นแนวทางในการติดตามและพัฒนาโครงการด้านคุณธรรมในสถานศึกษา อย่างยั่งยืน</p>
กรรณิการ์ เสือแสง
วีระยุทธ ชาตะกาญจน์
อรรครา ธรรมาธิกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
670
682
-
การศึกษาความต้องการจำเป็นและแนวทางพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองบัวลำภู
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10021
<p>การวิจัยครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสำรวจระดับการดำเนินงาน สภาพที่คาดหวัง และความจำเป็นในการพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่อาศัยเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือสนับสนุน ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองบัวลำภู รวมถึงการสังเคราะห์แนวทางการพัฒนาระบบดังกล่าวให้เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสาน โดยเก็บข้อมูลจากผู้บริหารสถานศึกษาและครูจำนวน 308 คน ซึ่งกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามเกณฑ์เครซี่และมอร์แกน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามและการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยสะท้อนว่า การดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลทั้งในสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับสูง แนวทางการพัฒนาที่ได้จากการวิจัยเน้นการใช้ข้อมูลนักเรียนอย่างเป็นระบบ การประยุกต์เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการคัดกรองและติดตาม การสร้างความร่วมมือระหว่างโรงเรียน ครอบครัว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการพัฒนาทักษะดิจิทัลอย่างปลอดภัยผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจและการแก้ไขปัญหาของนักเรียนในบริบทดิจิทัล</p>
เชวงศักดิ์ พฤกษเทเวศ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
683
691
-
การประเมินโครงการพัฒนาสมรรถนะการใช้ภาษาต่างประเทศ โรงเรียนคลองพนสฤษดิ์พิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตรัง กระบี่
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10105
<p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อประเมินความก้าวหน้า 2) เพื่อประเมินผลสรุป 3) เพื่อประเมินคุณค่าภายใน 4) เพื่อประเมินผลสำเร็จ ของโครงการพัฒนาสมรรถนะการใช้ภาษาต่างประเทศ โรงเรียนคลองพนสฤษดิ์พิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตรัง กระบี่ ตามแนวคิดการประเมินของสคริฟเว่น (Scriven) ใน 4 ด้าน กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้อำนวยการสถานศึกษา ครู และนักเรียนโรงเรียนคลองพนสฤษดิ์พิทยา ปีการศึกษา 2568 จำนวน 46 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามความคิดเห็นและแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ด้านการประเมินความก้าวหน้าอยู่ในระดับมาก โครงการมีการดำเนินกิจกรรมสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ เนื้อหามีความต่อเนื่อง เหมาะสมกับบริบทของผู้เรียนและโรงเรียน และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของครูและนักเรียน 2) ด้านการประเมินผลสรุปอยู่ในระดับมาก นักเรียนมีพัฒนาการด้านทักษะการใช้ภาษาต่างประเทศทั้งการฟัง พูด อ่าน และเขียน มีความมั่นใจ เจตคติที่ดี และสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน รวมถึงเกิดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 3) ด้านการประเมินคุณค่าภายในอยู่ในระดับมาก โครงการมีการบริหารจัดการที่เป็นระบบ กระบวนการดำเนินงาน สื่อ และเครื่องมือประเมินมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ 4) ด้านการประเมินผลสำเร็จอยู่ในระดับมาก โครงการส่งผลให้นักเรียนมีพัฒนาการด้านสมรรถนะการใช้ภาษาต่างประเทศ สามารถนำความรู้ไปใช้จริง และสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่ดีภายในโรงเรียน โดยสรุป โครงการพัฒนาสมรรถนะการใช้ภาษาต่างประเทศของโรงเรียนคลองพนสฤษดิ์พิทยา เป็นโครงการที่มีคุณภาพ บรรลุวัตถุประสงค์ และสามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาโครงการด้านภาษาต่างประเทศในสถานศึกษาอื่นต่อไป</p>
ฐิติพันธ์ ชูวงศ์ยิ่งไพศาล
วีระยุทธ ชาตะกาญจน์
อรรครา ธรรมาธิกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
692
704
-
การประเมินโครงการส่งเสริมศักยภาพ กิจกรรมสนุกอ่าน สำราญเขียน โรงเรียนหมู่บ้านป่าไม้พระราชประสงค์ 1 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10110
<p>การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินโครงการส่งเสริมศักยภาพ กิจกรรมสนุกอ่าน สำราญเขียน ของนักเรียนโรงเรียนหมู่บ้านป่าไม้พระราชประสงค์ 1 ใน 6 ด้าน ได้แก่ 1) วัตถุประสงค์ของโครงการ 2) กระบวนการเรียนรู้ 3) กระบวนการดำเนินงานเพื่อนำไปสู่การพัฒนาโครงการ 4) การนำโครงการไปสู่การปฏิบัติ 5) ผลลัพธ์ของโครงการ และ 6) การกำกับโครงการอย่างต่อเนื่อง กลุ่มตัวอย่างแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้ดำเนินโครงการ จำนวน 11 คน และกลุ่มผู้เข้าร่วมโครงการนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3–6 จำนวน 49 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสัมภาษณ์และแบบสอบถามความพึงพอใจ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) ด้านการประเมินวัตถุประสงค์ของโครงการอยู่ในระดับ มากที่สุด โดยวัตถุประสงค์และแผนการดำเนินโครงการมีความชัดเจน สอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษา (2) ด้านการประเมินกระบวนการเรียนรู้ อยู่ในระดับ มากที่สุด กระบวนการจัดกิจกรรมได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องมีส่วนร่วม (3) ด้านการประเมินเพื่อนำไปสู่การพัฒนาโครงการอยู่ในระดับ มากที่สุด มีการใช้การประเมินก่อน–หลังเรียน และนำผลไปปรับปรุงการจัดการเรียนการสอน (4) ด้านการประเมินโครงการเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติอยู่ในระดับ มากที่สุด สภาพแวดล้อม เวลาเรียน หลักสูตร และสื่อการเรียนรู้มีความเหมาะสม (5) ด้านการประเมินผลลัพธ์ของโครงการอยู่ในระดับมากที่สุด นักเรียนมีพัฒนาการด้านการอ่าน การเขียน และการคิดวิเคราะห์สูงขึ้น ครูสามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในชุมชนวิชาชีพได้ และ (6) ด้านการกำกับโครงการอย่างต่อเนื่องอยู่ในระดับ มากที่สุด มีระบบการนิเทศ ติดตาม นำผลไปปรับปรุงพัฒนา ส่งผลให้โครงการมีความต่อเนื่องและยั่งยืน</p>
ดารารัตน์ เรืองนวล
วีระยุทธ ชาตะกาญจน์
พณกฤษ บุญพบ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
705
717
-
แนวทางการพัฒนาชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพในยุคศตวรรษที่ 21 ของโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองบัวลำภู
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9966
<p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันสภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการเป็นชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพในยุคศตวรรษที่ 21 และ 2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพในยุคศตวรรษที่ 21 เป็นการวิจัยแบบผสมผสานระหว่างเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหาร และครูในโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาใน จังหวัดหนองบัวลำภูจำนวน 242 คน โดยกําหนดกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้สูตรของ Krejcie & Morgan เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น 0.90 และ แบบสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ วิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาสภาพปัจจุบันสภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของการเป็นชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ในยุคศตวรรษที่ 21 จากตารางที่ 1 พบ พบว่าการพัฒนาชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพในยุคศตวรรษที่ 21 ของโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองบัวลำภูสภาพปัจจุบันโดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.45, S.D. = 0.50) และ ด้าน สภาพที่พึงประสงค์พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( =4.71, S.D.=0.11) และ 2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ในยุคศตวรรษที่ 21 พบว่า มี 6 แนวทางประกอบด้วย 1) แนวทางด้านการมีวิสัยทัศน์ร่วม 2) แนวทางด้านการมีโครงสร้างสนับสนุนชุมชน 3) แนวทางด้านภาวะผู้นำร่วม 4) แนวทางด้านทีมร่วมแรงร่วมใจ 5) แนวทางด้านชุมชนกัลยาณมิตร 6) แนวทางด้านการเรียนรู้และการพัฒนาวิชาชีพ</p>
เชวงศักดิ์ พฤกษเทเวศ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
718
728
-
RESEARCH STRATEGIES FOR ETHNIC VILLAGE CULTURAL TOURISM BRANDS UNDER THE BACKGROUND OF RURAL TOURISM: A CASE STUDY OF MOYANG VILLAGE, GUIZHOU PROVINCE
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9612
<p>This study examines the development of a cultural tourism brand for Moyang (Ziyomang) Village, a Buyi ethnic settlement in Guizhou Province, within the broader context of China’s rural revitalization strategy. The research applies a mixed methods design, incorporating literature analysis, fieldwork (50 hours of video, 2,000 photographs), 28 purposively selected key informant interviews, and 300 distributed questionnaires (278 valid; 92.7% response rate). Findings reveal that systematic cultural excavation, structured brand-building, experience design enhancement, and sustained community participation form the core components of an effective ethnic village cultural tourism brand. The study proposes three theoretical contributions: (1) the Cultural Gene Decoding Brand Value Translation Model; (2) the Digital Empowerment–Community Empowerment Synergy Framework; and (3) the Dual-Ecosystem Coordination Model. Empirical results demonstrate measurable improvements in visitor satisfaction and tourism income (13.4% increase within six months of brand implementation). This study provides a validated operational framework for branding ethnic villages and offers practical recommendations for rural tourism governance.</p> <p><strong> </strong></p>
Yang Mai
Anucha Pangkesorn
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
729
745
-
A STUDY ON THE RELATIONSHIP BETWEEN THE DEVELOPMENT OF A “COMMUNICATIVE CHINESE” COURSE FOR THAI STUDENTS BASED ON TAYLOR'S PRINCIPLES AND LEARNING OUTCOMES
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9834
<p>The development of the “Communicative Chinese” course for Thai students has progressed in practice, but several challenges remain, including unclear teaching objectives, content misaligned with learners’ real-life needs, and limited opportunities for interactive and practical communication. Guided by Taylor’s Principles of Curriculum Development—which emphasize the alignment of objectives, content, learning experiences, and evaluation—this study employed a mixed-methods design to investigate the current status of course development and its relationship with students’ learning outcomes. Quantitative data were collected from 59 Thai students enrolled in the “Communicative Chinese” course through a questionnaire, while qualitative insights were obtained from semi-structured interviews with three experts. Quantitative analyses included descriptive statistics, correlation analysis, and inferential tests (t-tests and ANOVA) using SPSS.</p> <p> The results indicated that students’ perceptions of the four course development dimensions—course objectives, content, activities, and evaluation—were at the “Agree” level. A very strong positive correlation was found between overall course development and learning outcomes (r = 0.927, p < .01). Further analysis revealed strong correlations between each course dimension and learning outcomes, with correlation coefficients of 0.878, 0.909, 0.862, and 0.896, respectively. These findings confirm that well-developed course components significantly enhance learners’ communicative competence and learning performance.</p>
Fanghua Ouyang
Usaporn Klinkasorn
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
746
759
-
THE RELATIONSHIP BETWEEN INTEGRATED TEACHING STRATEGY AND STUDENTS' COMPREHENSIVE ABILITY IN MODERN COLLEGE OF NORTHWEST UNIVERSITY
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10044
<p>The objectives of this research were: 1) to study the integrated teaching strategies in Modern College of Northwest University, 2) to study the students' comprehensive ability in Modern College of Northwest University, and 3) to study the relationship between integrated teaching strategies and students' comprehensive ability in Modern College of Northwest University. This study adopts a quantitative method to explore the relationship between integrated teaching strategies and students' comprehensive ability. The accidental random sampling was 367 students at Modern College of Northwest University, selected according to Krejcie and Morgan table (1970). The research instrument was a self-designed questionnaire. The statistics used were frequency, percentage, mean, standard deviation, and Pearson product moment correlation coefficient.</p> <p>The research results were:</p> <ol> <li>Integrated teaching strategy in Modern College of Northwest University in 5 aspects was at a high level (=3.57, S.D.=1.04).Considering the results of these 5 research aspects were as follows: the highest rank was "real-world problem-solving", indicates a high level (=3.60, S.D.=1.04). Followed by" technological integration" (=3.58, S.D.=1.02), whereas “active learning techniques” was the lowest rank (=3.54, S.D.=1.03).</li> <li>Students’ comprehensive ability in Modern College of Northwest University in 6 aspects was at a high level (=3.57, S.D.=1.06). Considering the results of these 6 research aspects were as follows: the highest rank was “collaboration and teamwork”, indicates a high level (=3.57, S.D.=1.06). Followed by “knowledge integration” and “communication skills” (=3.57,S.D.=1.05), whereas “practical application” was the lowest rank (=3.55, S.D.=1.08).</li> <li>It was found that the correlation between integrated teaching strategy and students' comprehensive ability has a positive correlation at the high level with statistical significance level at .01 (r=0.90**).</li> </ol>
Liu Xizhuo
Wichian Intarasompun
Nuttamon Punchatree
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
760
772
-
หากเจ้าอาวาสต้องมาจากการเลือกตั้ง : ความเป็นไปได้ อุปสรรค และเงื่อนไขความสำเร็จ
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10084
<p> บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์แนวคิดเรื่องการนำระบบการเลือกตั้งมาใช้กับตำแหน่งเจ้าอาวาส ภายใต้บริบทการปกครองคณะสงฆ์ไทย โดยมุ่งศึกษาความหมายและหลักการของการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย เปรียบเทียบกับโครงสร้างการได้มาซึ่งตำแหน่งเจ้าอาวาสตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 รวมทั้งพิจารณาความเป็นไปได้ อุปสรรค ความเสี่ยง และเงื่อนไขความสำเร็จของการนำระบบดังกล่าวมาใช้ในทางปฏิบัติ ผู้เขียนใช้วิธีการศึกษาเชิงเอกสารและการวิเคราะห์เชิงแนวคิด โดยศึกษากฎหมายคณะสงฆ์ หลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แนวคิดธรรมาภิบาล ตลอดจนงานวิชาการที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบกับหลักการปกครองคณะสงฆ์และพระธรรมวินัย พบว่า แม้การเลือกตั้งจะเป็นกลไกที่ช่วยเสริมสร้างความชอบธรรมและการมีส่วนร่วมของผู้ถูกปกครองในระบบการเมืองของรัฐ แต่เมื่อพิจารณาในบริบทของคณะสงฆ์ การเลือกตั้งเจ้าอาวาสยังมีข้อจำกัดสำคัญทั้งในเชิงกฎหมายและเชิงโครงสร้างการปกครอง อีกทั้งยังมีความเสี่ยงต่อการเกิดความขัดแย้งภายในวัด การแบ่งฝ่าย การแสวงหาความนิยม และการลดทอนคุณค่าทางพระธรรมวินัย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเป็นเอกภาพและเสถียรภาพของคณะสงฆ์ จึงเสนอว่า หากจะนำระบบการเลือกตั้งเจ้าอาวาสมาใช้ จำเป็นต้องมีการปรับปรุงกฎหมายให้รองรับอย่างชัดเจน กำหนดคุณสมบัติผู้สมัครที่ยึดหลักธรรมวินัยเป็นแกนกลาง ออกแบบกระบวนการที่โปร่งใส และกำหนดบทบาทของเจ้าคณะผู้ปกครองในการกำกับดูแล ทั้งนี้ ภายใต้บริบทปัจจุบัน ระบบการแต่งตั้งยังคงเหมาะสมกว่าการเลือกตั้ง แต่ควรได้รับการพัฒนาให้มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้มากยิ่งขึ้น</p>
พระปลัดมนู ฐานจาโร (ช่วยคิด)
พระชลญาณมุนี (สมโภช ธมฺมโภชฺโช)
ฉัตรชัย แนวพญา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
773
786
-
กระบวนการเสริมสร้างพลังอำนาจของชุมชนเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่ยั่งยืน
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10040
<p>บทความวิชาการนี้มุ่งศึกษากระบวนการสร้างพลังอำนาจของชุมชนเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน โดยเน้นว่าการพัฒนาศักยภาพของชุมชนเป็นหัวใจสำคัญของการจัดการทรัพยากรน้ำให้เกิดประสิทธิภาพและความต่อเนื่อง การบูรณาการหลักการบริหารตามแนวคิดของอองรี ฟาโย ได้แก่ การวางแผน การจัดองค์การ การสั่งการ การประสานงาน และการควบคุม เข้ากับแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศทั้ง 6 ด้าน ช่วยให้การดำเนินงานด้านน้ำมีโครงสร้างที่ชัดเจน เป็นระบบ และเอื้อต่อการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในชุมชน กระบวนการดังกล่าวเปิดโอกาสให้ชุมชนมีบทบาทสำคัญตั้งแต่การร่วมคิด ร่วมวางแผน จัดองค์กร ขับเคลื่อนกิจกรรม ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงการติดตามและควบคุมการดำเนินงานให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ ครอบคลุมการจัดการน้ำอุปโภคบริโภค ความมั่นคงน้ำภาคการผลิต การรับมือปัญหาน้ำท่วมและอุทกภัย การจัดการคุณภาพน้ำและการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ การฟื้นฟูป่าต้นน้ำ และการบริหารจัดการเชิงระบบ ผลจากการประยุกต์ใช้หลัก POCCC ทำให้ชุมชนเกิดการรวมกลุ่มอย่างเข้มแข็ง มีการแบ่งบทบาทหน้าที่ที่ชัดเจน เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน และสามารถตัดสินใจบนฐานข้อมูลและความรู้ในพื้นที่ ส่งผลให้การแก้ไขปัญหาน้ำเป็นไปอย่างเหมาะสม ลดความขัดแย้ง เพิ่มความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำ และลดความเสี่ยงจากน้ำท่วม น้ำแล้ง และคุณภาพน้ำเสื่อมโทรม องค์ความรู้ที่ได้รับสะท้อนว่า ความยั่งยืนของการจัดการทรัพยากรน้ำจะเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง เมื่อชุมชนเป็นศูนย์กลางของการบริหารจัดการและได้รับการเสริมพลังอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง</p>
ประสาน เจริญศรี
ณปภัช พัชรกรโชติ
บรรณวัชร พลคำ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
787
799
-
ก้าวตามร้อยพระบาทด้วยศาสตร์แห่งพระราชา สู่การพัฒนาการบริหารการศึกษาให้ยั่งยืน
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9882
<p>ศาสตร์แห่งพระราชา สู่การพัฒนาการบริหารการศึกษาให้ยั่งยืน มุ่งเน้นการประยุกต์ใช้หลักแห่งปรัชญาของพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 มาเป็นกรอบแนวทางในการบริหารจัดการสถานศึกษา</p> <p>และการพัฒนาระบบการศึกษาไทยให้เกิดความยั่งยืนอย่างแท้จริง หลักการสำคัญที่นำมาใช้ในการบริหารจัดการ จะเน้นความพอประมาณ มีเหตุผล และการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี การบริหารการศึกษาแบบมีส่วนร่วม เพื่อนำไปสู่การบริหารชทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส ควบคู่ไปกับหลักการทรงงานที่ว่า "ความเข้าใจ เข้าถึงสถานการณ์ และการพัฒนา" ที่เป็นกระบวนการในการวิเคราะห์ปัญหา แก้ไขปัญหา การเข้าถึงบริบทของชุมชนและผู้เรียน และการวางแผนพัฒนาที่เป็นขั้นตอน มีแบบแผนและมีความต่อเนื่อง</p> <p> การนำศาสตร์พระราชามาบูรณาการในการบริหารการศึกษา ไม่เพียงแต่จะช่วยยกระดับ</p> <p>คุณภาพการจัดการเรียนการสอน แต่ยังเป็นการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และการสร้าง<br />ความตระหนักรู้ถึงการพึ่งพาตนเองให้แก่ผู้เรียน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งในระดับบุคคล องค์กร และชุมชนโดยรวม ทำให้สถานศึกษาเป็นรากฐานที่มั่นคงสำหรับ<br />การพัฒนาประเทศสืบต่อไป</p>
คุณากร พันธุระศรี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
800
813
-
อัตลักษณ์วัฒนธรรมกะเหรี่ยงโปว์ผ้าทอลายไซโคล้งสะ สู่การจัดการผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ร่วมสมัย
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9741
<p>บทความวิชาการนี้เป็นการศึกษาอัตลักษณ์วัฒนธรรมกะเหรี่ยงโปว์ผ่านภูมิปัญญาผ้าทอลายไซโคล้งสะของชุมชนบ้านท่ามะขาม อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี สู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ร่วมสมัย โดยเปลี่ยนจากการทอผ้าแบบดั้งเดิมที่ใช้เวลานานและต้นทุนสูง มาเป็นการสกรีนลายลงบนเสื้อยืด เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตและกำลังซื้อของนักท่องเที่ยวในปัจจุบัน รวมทั้ง วิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส อุปสรรค นำไปสู่กลยุทธ์ของผ้าทอลายไซโคล้งสะ ผลการศึกษาพบว่า การเปลี่ยนกระบวนการผลิตจากงานทอผ้าที่ใช้เวลานานและต้นทุนสูง มาเป็นการสกรีนลวดลายและเพ้นท์สีลงบนเสื้อยืด ซึ่งช่วยลดระยะเวลาผลิตเหลือเพียงหน่วยนาที ก่อให้เกิดการประหยัดต่อขนาด การสร้างมูลค่าเพิ่มโดยใช้แนวคิด IKEA Effect ผ่านกิจกรรม Workshop ที่ให้นักท่องเที่ยวได้ลงสีลวดลายด้วยตนเอง สร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของ และ ความภาคภูมิใจ ทำให้ผู้บริโภคยินดีจ่ายในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดทั่วไป การจัดการห่วงโซ่คุณค่ายังเน้นการเชื่อมโยงกับชุมชน โดยใช้วัตถุดิบและการออกแบบจากภูมิปัญญาท้องถิ่น กระจายงานสู่คนในชุมชน จัดจำหน่ายผ่านแหล่งท่องเที่ยวสำคัญและช่องทางออนไลน์</p>
ปิรันธ์ ชิณโชติ
อภิเชษฐ์ ขำเลิศ
นงลักษณ์ เพิ่มชาติ
อภิลักษณ์ ธรรมวิมุตติ
ถิรวุฒิ แสงมณีเดช
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
814
829
-
โมเดล WICS ในการพัฒนาผู้นำภาครัฐและเอกชนในยุค AI-Driven
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9733
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์และนำเสนอกรอบแนวคิดการประยุกต์ใช้โมเดล WICS (Wisdom–Intelligence–Creativity–Synthesis) สำหรับการพัฒนาภาวะผู้นำในภาครัฐและภาคเอกชนในยุค AI-Driven ซึ่งเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และข้อมูลขนาดใหญ่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเชิงนโยบายและเชิงกลยุทธ์ การศึกษาใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพโดยอาศัยการวิเคราะห์เชิงเอกสารข้อมูลถูกวิเคราะห์จากตำรา บทความวิชาการ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะผู้นำ โมเดล WICS ปัญญาประดิษฐ์ และการพัฒนาองค์กรทั้งในและต่างประเทศ ด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและการสังเคราะห์เชิงแนวคิดซึ่งช่วยเสริมสมรรถนะของผู้นำในการรับมือกับความซับซ้อนและความไม่แน่นอนของบริบทสมัยใหม่ บทความนำเสนอการประยุกต์ใช้โมเดล WICS ในภาครัฐ เช่น การพัฒนานวัตกรรมสาธารณะ การเสริมทักษะด้านข้อมูล และการกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ และในภาคเอกชน เช่น นวัตกรรมสินค้า การวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค และการบริหารทีมงานดิจิทัล ผลการสังเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าโมเดล WICS เป็นกรอบแนวคิดที่เหมาะสมและมีศักยภาพสำหรับการพัฒนาภาวะผู้นำไทยให้ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และใช้ปัญญาประดิษฐ์อย่างรับผิดชอบและยั่งยืน</p>
นิติธร จันทเดช
ปัจจัย ปิยะชน
รัชดาวรรณ ธุวะนุติ
ริชาร์ด มีเดอร์ส
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
830
840
-
พุทธปรัชญากับการพัฒนาชุมชน : แนวทางแห่งความ ยั่งยืนแบบมีส่วนร่วม
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9635
<p>บทความเรื่อง พุทธปรัชญากับการพัฒนาชุมชน : แนวทางแห่งความยั่งยืนแบบมีส่วนร่วมที่มุ่งเน้นการขับเคลื่อนและพัฒนาชุมชนให้มีความ เข้มแข็งและยั่งยืน โดยเน้นที่การพัฒนาคน ให้มีคุณภาพทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา เพื่อนำไปสู่การพัฒนาชุมชนโดยรวม การพัฒนาตามแนวพุทธวิถีเป็นการพัฒนาที่อยู่บนพื้นฐานของการ พึ่งตนเอง โดยอาศัยหลักธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาผสมผสานกับการจัดการสมัยใหม่ การพัฒนาชุมชนตามแนวพุทธวิถีในบริบทสังคมไทยมักอาศัยการทำงานร่วมกันของ <strong>3 </strong>สถาบันหลักที่เรียกว่า<strong> "</strong>บวร" (บ้าน<strong>, </strong>วัด<strong>, </strong>โรงเรียน/ราชการ) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการถ่ายทอดและประยุกต์ใช้หลักธรรมสู่การปฏิบัติจริง 1. บ้าน (ชุมชน/ประชาชน) เป็นศูนย์กลางของการพึ่งตนเองและเป็นผู้ปฏิบัติหลัก โดยเน้นการสร้าง ความเชื่อในกฎแห่งกรรม ทำให้เกิดคุณธรรมพื้นฐาน เช่น ความซื่อสัตย์สุจริต ความละอายและเกรงกลัวต่อบาป (หิริโอตตัปปะ) และความสามัคคี (สังคหวัตถุ 4) ซึ่งเป็นรากฐานของความเข้มแข็งทางสังคม 2. วัด (ศาสนา/พระสงฆ์) ทำหน้าที่เป็น ศูนย์กลางทางจิตใจ และ ศูนย์การเรียนรู้<strong> </strong>และ 3. โรงเรียน/ราชการ (การศึกษา/ส่วนราชการ) ทำหน้าที่บูรณาการหลักพุทธธรรมเข้ากับหลักสูตรและแผนพัฒนาชุมชน เพื่อสร้าง พลเมืองที่มีคุณภาพ (มีคุณธรรม จริยธรรม และปัญญา) และส่งเสริมการพัฒนาอาชีพที่ยึดหลัก สัมมาอาชีวะ การพัฒนาอาชีพในชุมชนตามแนวพุทธวิถี ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่การเพิ่มรายได้เท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับ คุณภาพชีวิตและคุณธรรม ในการทำงาน โดยใช้กรอบของอริยสัจ 4 ในการดำเนินงาน 4 ขั้นตอน ทุกข์ (การศึกษาสภาพปัญหา) สมุทัย (การค้นหาสาเหตุ) นิโรธ (เป้าหมาย) มรรค (แนวทางปฏิบัติ)</p>
จริยา ทองคำ
พระปกรณ์ สมาจาโร นุชม่วง
พระครูบวรชัยวัฒน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
841
853
-
การบริหารเชิงพุทธ : ภาวะผู้นำบนฐานแห่งธรรม
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9540
<p>บทความเรื่อง การบริหารเชิงพุทธ : ภาวะผู้นำบนฐานแห่งธรรม ในยุคที่เทคโนโลยีและโลกาภิวัตน์ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว องค์กรต่าง ๆ เผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อน การบริหารจัดการที่มุ่งเน้นเพียงผลกำไรอาจไม่เพียงพออีกต่อไป "การบริหารเชิงพุทธ" (Buddhist Management) จึงเป็นแนวทางที่น่าสนใจ ซึ่งเป็นการผสานหลักธรรมในพระพุทธศาสนาเข้ากับการบริหารสมัยใหม่ เพื่อสร้าง "ภาวะผู้นำบนฐานแห่งธรรม" และนำไปสู่การก่อตั้ง "วัฒนธรรมองค์กรที่ยึดถือคุณธรรมเป็นหลัก" อย่างแท้จริง โดยยึดถือประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ หลักธรรมเพื่อการบริหารจัดการ การบริหารเชิงพุทธไม่ใช่เพียงการนำพิธีกรรมทางศาสนามาใช้ แต่เป็นการน้อมนำ หลักธรรมที่เป็นสากล มาปรับใช้ในการตัดสินใจและการปฏิบัติงาน เช่น หลักอิทธิบาท 4 ส่งเสริมให้เกิด ความมุ่งมั่น พากเพียร ใส่ใจ และใช้ปัญญาในการพิจารณาตรวจสอบ ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาตนเองและทีมงานให้มีคุณภาพ มีจริยธรรม และทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลักพรหมวิหาร 4 สร้างภาวะผู้นำที่มีความ เข้าใจ เห็นอกเห็นใจ และปรารถนาดีต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย ผู้นำที่ดำเนินตามหลักธรรมนี้จะมี "สติ" ในการบริหารจัดการ ทำให้การตัดสินใจตั้งอยู่บนฐานของความรอบคอบ ยุติธรรม และมองเห็นผลกระทบในระยะยาว ความสำเร็จที่แท้จริงของการบริหารเชิงพุทธจึงเป็นทางออกที่ชาญฉลาดสำหรับองค์กรสมัยใหม่ที่ต้องการความมั่นคงท่ามกลางความผันผวน โดยใช้ ธรรมะเป็นเข็มทิศนำทาง ในการสร้าง ผู้นำที่มีจิตสำนึกและความรับผิดชอบ (Conscious Leadership) และสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็งจากภายในสู่ภายนอก การสร้าง ความเชื่อมั่นและความไว้วางใจ เป็นรากฐานสำคัญของความยั่งยืนอย่างไม่หยุดยั้ง ความสำเร็จที่แท้จริง ในมุมมองนี้ จึงไม่วัดกันที่ตัวเลขผลกำไรเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึง ความผาสุกของบุคลากรและสังคมไปพร้อมกัน</p>
จริยา ทองคำ
พระปกรณ์ สมาจาโร (นุชม่วง)
พระครูบวรชัยวัฒน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
854
869
-
ผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่สร้างสรรค์ต่อการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ: โอกาสและความท้าทาย
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10272
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่สร้างสรรค์ (AI) ต่อการเรียนรู้ภาษาอังกฤษในบริบทการศึกษาร่วมสมัย โดยเฉพาะเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (AI) เช่น ChatGPT, Claude และ Gemini ที่กำลังเปลี่ยนแปลงการเรียนการสอนภาษาอย่างรวดเร็วการศึกษานี้ใช้วิธีการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบจากเอกสารทางวิชาการ หนังสือ บทความวิชาการ และบทความวิจัย เพื่อสังเคราะห์ความรู้เกี่ยวกับโอกาสและความท้าทายของเทคโนโลยีนี้</p> <p>ผลการศึกษาพบว่าปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่สร้างสรรค์นำเสนอโอกาสที่สำคัญในหลายมิติ ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพในการฝึกทักษะการพูด ฟัง อ่าน เขียนภาษาอังกฤษ โดยให้ข้อเสนอแนะแบบทันทีและสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ปรับเปลี่ยนตามความต้องการของผู้เรียน การเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ที่ไม่จำกัดเวลาและสถานที่ และการลดความวิตกกังวลในการใช้ภาษาอังกฤษ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) สนับสนุนการเรียนรู้แบบอิสระ ส่งเสริมแรงจูงใจการเรียนผ่านการโต้ตอบที่น่าสนใจ และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์การสื่อสารในสถานการณ์จริง การใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีความท้าทาย เช่น ความถูกต้องของข้อมูล การพึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไปจนอาจลดทักษะการคิดวิเคราะห์ ประเด็นจริยธรรมเกี่ยวกับการลอกเลียนงานและความซื่อสัตย์ทางวิชาการ ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยี และความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูล</p> <p>การบูรณาการปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ากับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษควรดำเนินการอย่างรอบคอบ โดยต้องมีการพัฒนานโยบาย แนวปฏิบัติที่ชัดเจนและการฝึกอบรมครูให้มีสมรรถนะทางดิจิทัล เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างเต็มศักยภาพ การวิจัยในอนาคตควรมุ่งเน้นการประเมินผลระยะยาวของการใช้ปัญญาประดิษฐ์ ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและพัฒนาแนวทางการใช้งานที่เหมาะสมกับบริบทการศึกษาไทย</p> <p> </p>
กัมพล นะวัน
สุกันต์ แสงโชติ
วิวัตน์ ทองวาด
วัฒนา มุลเมืองแสน
วาริน วรรณาวงศ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
870
883
-
สุขภาวะองค์รวมแนวพุทธ
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10080
<p>หนังสือเรื่อง “สุขภาวะองค์รวมแนวพุทธ” ที่นำมาวิจารณ์ในครั้งนี้ เป็นผลงานทางวิชาการด้านพระพุทธศาสนาและสุขภาวะที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง เห็นได้จากการตีพิมพ์เผยแพร่ต่อเนื่องถึง 33 ครั้ง โดยสำนักพิมพ์โรงพิมพ์ผลิธัมม์ ลักษณะสำคัญประการหนึ่งของหนังสือเล่มนี้ คือการไม่สงวนลิขสิทธิ์ในการจัดพิมพ์ ทั้งนี้เพื่อเปิดโอกาสให้สังคมสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ได้อย่างเสรี อย่างไรก็ตาม เพื่อคงไว้ซึ่งความถูกต้องของเนื้อหา ผู้ประสงค์จะจัดพิมพ์เผยแพร่จำเป็นต้องขอรับต้นฉบับจากวัดญาณเวศกวัน ตำบลบางกระทึก อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม 73210 ซึ่งสะท้อนถึงความรอบคอบและความรับผิดชอบทางวิชาการของผู้จัดทำ</p> <p> ในเชิงเนื้อหา หนังสือเล่มนี้มีจุดเด่นที่การนำเสนอแนวคิด สุขภาวะองค์รวมตามกรอบพุทธศาสนา อย่างเป็นระบบ โดยบูรณาการหลักธรรมเข้ากับมิติสุขภาวะทั้งทางกาย จิต สังคม และปัญญา ผู้เขียนใช้วิธีอธิบายที่ละเอียด ลุ่มลึก และขยายความอย่างกว้างขวาง จนทำให้เนื้อหามีลักษณะเชิงอรรถาธิบาย (expository) ที่เข้มข้น เหมาะสำหรับผู้อ่านในระดับบัณฑิตศึกษาและนักวิชาการ อย่างไรก็ตาม ความละเอียดดังกล่าว แม้จะช่วยเพิ่มความสมบูรณ์ของเนื้อหา แต่ในบางตอนอาจทำให้ผู้อ่านทั่วไปเข้าถึงสาระสำคัญได้ยาก และขาดการสรุปเชิงประมวลที่ช่วยเชื่อมโยงประเด็นหลักให้ชัดเจนยิ่งขึ้น</p> <p> ในด้านรูปแบบและสำนวน หนังสือใช้ภาษาทางวิชาการที่มีความเป็นระบบ มีการอ้างอิงหลักธรรมและแนวคิดเชิงปรัชญาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนมาตรฐานการเขียนในระดับดุษฎีบัณฑิต ซึ่งเป็นทั้งจุดแข็งและข้อจำกัดในเวลาเดียวกัน กล่าวคือ หนังสือมีคุณค่าอย่างสูงในฐานะงานวิชาการเชิงลึก แต่ยังเปิดช่องให้ตั้งคำถามเชิงวิจารณ์ว่า การนำเสนอองค์ความรู้ดังกล่าวสามารถปรับให้เกิดความสมดุลระหว่างความลุ่มลึกทางทฤษฎีกับความชัดเจนในการประยุกต์ใช้เชิงปฏิบัติได้มากน้อยเพียงใด โดยสรุป หนังสือ “สุขภาวะองค์รวมแนวพุทธ” เป็นผลงานที่มีคุณค่าทางวิชาการสูง และเป็นฐานความรู้สำคัญในการศึกษาประเด็นสุขภาวะตามแนวพุทธศาสนา อย่างไรก็ตาม การวิจารณ์เชิงวิชาการยังคงมีความจำเป็น เพื่อสะท้อนทั้งจุดเด่น จุดจำกัด และศักยภาพของหนังสือในการพัฒนาองค์ความรู้ด้านสุขภาวะองค์รวมให้สอดคล้องกับบริบทสังคมร่วมสมัย</p>
พระครูสุตรัตนวาที (พชรพล วิถีธรรม)
พระครูสุธีสารบัณฑิต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
884
893
-
เทคโนโลยีแก้ทุกข์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10078
<p>หนังสือ เทคโนโลยีกับการแก้ทุกข์ ของพระเดชพระคุณพระพรหมพัชรญาณมุนี (พระอาจารย์ชยสาโร) นับเป็นผลงานทางพุทธศาสนาที่มีคุณค่าเชิงนวัตกรรมทางความคิด (Conceptual Innovation) อย่างเด่นชัด เนื่องจากมิได้มุ่งอธิบายเทคโนโลยีในฐานะปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อศีลธรรมและวิถีชีวิตของมนุษย์เพียงในเชิงผลลัพธ์ หากแต่ยกระดับการวิเคราะห์ไปสู่การพิจารณา “รากฐานของปัญหา” ในระดับโครงสร้างจิตใจของมนุษย์ตามกรอบอริยสัจ 4 ซึ่งเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา เมื่อพิจารณางานด้านพุทธศาสนาและเทคโนโลยีโดยทั่วไป พบว่าส่วนใหญ่มักมุ่งเน้นการวิพากษ์เทคโนโลยีในฐานะต้นเหตุของความเสื่อมทางศีลธรรม ความฟุ้งซ่านของจิตใจ หรือการห่างเหินจากศาสนา อันเป็นการวิเคราะห์ในระดับ “อาการ” (Symptom) ของปัญหา มากกว่าการเข้าถึง “สาเหตุเชิงโครงสร้าง” (Structural Cause) ของความทุกข์ ขณะที่หนังสือเล่มนี้เสนอกรอบมุมมองที่แตกต่างออกไป โดยชี้ให้เห็นว่า เทคโนโลยีมิใช่ต้นเหตุโดยตัวมันเอง หากแต่เป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้กิเลส ตัณหา และอุปาทาน ซึ่งมีอยู่เดิมในจิตของมนุษย์ แสดงตัวออกมาอย่างเข้มข้นและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น</p> <p>ในเชิงพุทธปรัชญา แนวคิดดังกล่าวสะท้อนการทำความเข้าใจ “ความทุกข์” ในฐานะสภาวธรรม (Dhamma) ที่สัมพันธ์กับโครงสร้างของขันธ์ 5 มากกว่าการมองทุกข์เป็นเพียงปัญหาทางสังคมหรือเทคโนโลยีภายนอก การอธิบายความทุกข์ในหนังสือเล่มนี้จึงครอบคลุมทั้ง กายิกทุกข์ และ เจตสิกทุกข์ ตลอดจนขยายไปสู่การทำความเข้าใจ ทุกขลักษณะ ในฐานะคุณสมบัติพื้นฐานของสรรพสิ่งที่ไม่เที่ยง ไม่คงที่ และทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ซึ่งสอดคล้องกับสภาวะของโลกเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและไม่หยุดนิ่ง คุณค่าใหม่ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การนำหลักอริยสัจ 4 มาใช้เป็น “กรอบวิเคราะห์เชิงกระบวนการ” (Process-oriented Framework) ในการทำความเข้าใจปัญหาเทคโนโลยี กล่าวคือ มิได้หยุดอยู่ที่การชี้ให้เห็นทุกข์เท่านั้น หากแต่เชื่อมโยงไปถึงสมุทัย อันได้แก่ ตัณหา อวิชชา และอุปาทานที่แฝงอยู่ในพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยี เช่น การยึดติดกับตัวตนดิจิทัล การแสวงหาการยอมรับทางสังคม และการเสพความพึงพอใจอย่างไม่รู้จบ จากนั้นจึงชี้ให้เห็นความเป็นไปได้ของนิโรธ หรือการคลี่คลายความทุกข์ ผ่านการพัฒนาสติและปัญญา และเสนอแนวทางมรรคในฐานะการดำเนินชีวิตอย่างมีสติ มีศีลธรรม และมีปัญญาในโลกเทคโนโลยี</p> <p> ในมิติที่แตกต่างจากงานพุทธศาสนาเชิงอนุรักษนิยม หนังสือเล่มนี้มิได้ปฏิเสธหรือมองเทคโนโลยีเป็นภัย หากแต่เสนอให้พุทธศาสนิกชน “ให้โอกาสพุทธธรรม” ในการทำหน้าที่เป็นเครื่องมือภายใน (Inner Tool) หรือกล่าวได้ว่าเป็น “เทคโนโลยีทางจิตใจ” ที่พระพุทธองค์ทรงพัฒนาไว้แล้วอย่างสมบูรณ์ แนวคิดนี้ช่วยพลิกกรอบความเข้าใจเดิมที่มองพระพุทธศาสนาเป็นเพียงระบบความเชื่อหรือพิธีกรรม ไปสู่การมองว่าเป็นองค์ความรู้เชิงปฏิบัติที่มีศักยภาพในการแก้ปัญหาความทุกข์ของมนุษย์ในทุกยุคสมัย รวมถึงยุคดิจิทัล</p> <p> ด้วยเหตุนี้ หนังสือ เทคโนโลยีกับการแก้ทุกข์ มีคุณค่าใหม่และความแตกต่างจากงานด้านพุทธศาสนาและเทคโนโลยีใน 3 ประการสำคัญ ได้แก่ 1) การย้ายจุดเน้นจากการวิพากษ์เทคโนโลยีภายนอก ไปสู่การวิเคราะห์โครงสร้างทุกข์ภายในจิตมนุษย์ 2) การประยุกต์อริยสัจ 4 เป็นกรอบคิดเชิงระบบในการทำความเข้าใจและแก้ปัญหาสังคมร่วมสมัย 3) การเสนอพุทธธรรมในฐานะเทคโนโลยีทางปัญญาและจิตใจที่สามารถนำมาใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ดังนั้น หนังสือเล่มนี้จึงมิใช่เพียงงานธรรมเทศนาร่วมสมัย หากแต่เป็นผลงานเชิงพุทธปรัชญาประยุกต์ที่มีศักยภาพในการต่อยอดสู่งานวิจัย งานนโยบายทางวัฒนธรรม และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์ในสังคมเทคโนโลยีอย่างยั่งยืน</p>
พระมหาฉัตรชัย ชยญาณเมธี
พระครูสุธีสารบัณฑิต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
894
906
-
พุทธศาสนาในฐานะเป็นรากฐานของวิทยาศาสตร์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/10079
<p>หนังสือ พุทธศาสนาในฐานะเป็นรากฐานของวิทยาศาสตร์ ของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตโต) เป็นผลงานเชิงวิชาการที่นำเสนอความสัมพันธ์ระหว่างพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์ โดยมีที่มาจากการบรรยายปาฐกถาพิเศษเนื่องในวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เนื้อหามุ่งชี้ให้เห็นจุดร่วม จุดต่าง เป้าประสงค์ และขีดจำกัดของทั้งสองศาสตร์ในการอธิบายความจริงของโลกและชีวิต หนังสือมีความยาว 232 หน้า ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2535 และได้รับการตีพิมพ์ซ้ำถึง 11 ครั้ง สะท้อนคุณค่าและอิทธิพลทางวิชาการอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม คำถามเชิงวิจารณ์ที่สำคัญคือ การพัฒนาจากงานปาฐกถาสู่ข้อเสนอเชิงทฤษฎีสามารถเชื่อมโยงกับบริบทวิทยาศาสตร์ร่วมสมัยได้ลึกเพียงใด</p> <p> สาระสำคัญของหนังสือครอบคลุมพัฒนาการของศาสนา แนวคิดพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ และความสัมพันธ์เชิงเหตุผลระหว่างวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และศาสนา ผู้เขียนนำเสนออย่างเป็นระบบและเข้าใจง่าย ช่วยให้ผู้อ่านเห็นลักษณะเฉพาะของแต่ละศาสตร์โดยไม่สับสนในกรอบคิดหรือเป้าหมาย อย่างไรก็ดี ในเชิงวิพากษ์ การอภิปรายยังคงอยู่ในระดับกรอบแนวคิดทั่วไป และยังเปิดคำถามว่าได้เชื่อมโยงกับการถกเถียงในปรัชญาวิทยาศาสตร์ร่วมสมัยมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะประเด็นสถานะของความรู้ ความเป็นกลางทางคุณค่า และบทบาทของมนุษย์ในกระบวนการสร้างองค์ความรู้</p> <p> ผู้วิจารณ์เห็นว่าหนังสือเล่มนี้มีคุณูปการสำคัญต่อการเปิดพื้นที่ทางปัญญาให้มองพุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์ในเชิงบูรณาการ โดยเฉพาะสำหรับผู้อ่านทั่วไปและนักวิชาการข้ามสาขา ขณะเดียวกัน หนังสือก็ท้าทายผู้อ่านเชิงวิชาการระดับสูงให้ต่อยอดด้วยกรอบปรัชญาวิทยาศาสตร์เพิ่มเติม เพื่อพัฒนาการอภิปรายไปสู่ระดับทฤษฎีที่เข้มข้นยิ่งขึ้นในบริบทสังคมร่วมสมัย</p>
พวงเพชร วัฒนวิเชียร
พระครูสุธีสารบัณฑิต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
907
917
-
พุทธวิธีในการสอน
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9973
<p>หนังสือ พุทธวิธีในการสอน เป็นผลงานทางวิชาการด้านพุทธศาสนศึกษาที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่งของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ซึ่งเรียบเรียงจากการบรรยายในช่วงที่ท่านดำรงสมณศักดิ์เป็นพระศรีวิสุทธิโมลี อันเป็นยุคสำคัญของการวางรากฐานความคิดด้านพุทธปรัชญาและพุทธวิธีการศึกษาในสังคมไทยสมัยใหม่ ผู้ประพันธ์ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในฐานะพระนักวิชาการผู้บูรณาการหลักพระพุทธศาสนาเข้ากับศาสตร์ร่วมสมัย โดยเฉพาะด้านการศึกษา จริยศาสตร์ และการพัฒนามนุษย์อย่างเป็นองค์รวม ผลงานสำคัญของท่าน เช่น พุทธธรรม ได้รับการยกย่องในระดับสากล และส่งผลให้ท่านเป็นชาวไทยคนแรกที่ได้รับรางวัล UNESCO Prize for Peace Education เมื่อ พ.ศ. 2537 สะท้อนบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการศึกษาเพื่อสันติภาพบนฐานของปัญญาและคุณธรรม สาระสำคัญของหนังสือมุ่งศึกษาพระพุทธเจ้าในฐานะ “พระบรมศาสดา” หรือ “พระบรมครู” โดยเน้นพระอัจฉริยภาพด้านการสอนเป็นหัวใจของการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ผู้ประพันธ์ชี้ให้เห็นว่า ความยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้าไม่ได้อยู่เพียงการตรัสรู้สัจธรรม หากแต่อยู่ที่ความสามารถในการถ่ายทอดธรรมให้สอดคล้องกับบุคคล สถานการณ์ และบริบทที่แตกต่างกัน หนังสือเล่มนี้จึงมิใช่เพียงการรวบรวมตัวอย่างการสอนจากพุทธประวัติ หากเป็นการสังเคราะห์เป็น “ระบบพุทธวิธีในการสอน” ที่มีโครงสร้าง แนวคิด และหลักการชัดเจน</p> <p><strong> </strong>ในเชิงเนื้อหา ผู้ประพันธ์นำเสนอกรอบแนวคิดสำคัญ ได้แก่ คุณสมบัติของผู้สอนตามแนวพุทธที่เน้นคุณธรรมภายใน ความบริสุทธิ์แห่งเจตนา เมตตา และปัญญา หลักทั่วไปในการสอนที่คำนึงถึงผู้เรียนเป็นศูนย์กลางและการสอนตามลำดับขั้นแห่งปัญญา ลีลาการสอนของพระพุทธเจ้าที่ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับจริตผู้ฟัง ตลอดจนรูปแบบ วิธีการ กลวิธี และอุบายในการสอน เช่น การสนทนา การตั้งคำถาม การใช้อุปมาอุปไมย เหตุและผล และประสบการณ์ตรง เนื้อหาทั้งหมดได้รับการเรียบเรียงอย่างเป็นระบบ ผ่านการวิเคราะห์และสังเคราะห์เชิงแนวคิด ทำให้หนังสือมีความสมบูรณ์ทั้งด้านเนื้อหาและโครงสร้างทางวิชาการ จากการวิเคราะห์สามารถสังเคราะห์กรอบแนวคิดของหนังสือได้เป็นองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ ตัวผู้สอน กระบวนการสอน วิธีการและเครื่องมือ และผลลัพธ์การเรียนรู้ ซึ่งมุ่งพัฒนามนุษย์อย่างเป็นองค์รวมทั้งด้านปัญญา คุณธรรม และการดำเนินชีวิต กรอบแนวคิดดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า พุทธวิธีในการสอน เป็นระบบการจัดการเรียนรู้เชิงบูรณาการที่เชื่อมโยงผู้สอน กระบวนการ วิธีการ และผลลัพธ์เข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน</p> <p><strong> </strong>ด้วยเหตุนี้ พุทธวิธีในการสอน จึงมิใช่เพียงตำราทางพระพุทธศาสนา หากเป็นงานวิชาการที่มีคุณูปการต่อศาสตร์การศึกษาในภาพรวม สามารถใช้เป็นฐานคิดในการพัฒนาการเรียนการสอน การฝึกครู และการพัฒนามนุษย์ในสังคมร่วมสมัยได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในบริบทพุทธศาสนศึกษาและการศึกษาทั่วไป</p>
พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (อำพล มูลอาษา)
พระครูสุธีสารบัณฑิต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี
2026-02-28
2026-02-28
9 1
918
928