วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR <p>วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี (Journal of Mani Chettha Ram Wat Chommani) <br />เลขมาตรฐาน P-ISSN : 2774-0455 (Print): 2774-0455 (Print) E-ISSN : 2774-0978 (Online)<br />เป็นวารสารในกลุ่มมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ </p> <p> </p> th-TH thitiwattano@gmail.com (พระมหาฐิติวัสส์ หมั่นกิจ, ดร.) thitiwattano@gmail.com (พระมหาฐิติวัสส์ หมั่นกิจ, ดร.) Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 แนวทางการสอนเชิงสถานการณ์จำลองเพื่อพัฒนารูปแบบการจัดประสบการณ์ สำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9130 <p>บทความนี้เป็นการสังเคราะห์วรรณกรรมและออกแบบแนวทางการสอนเชิงสถานการณ์จำลอง เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดประสบการณ์สำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาการศึกษาปฐมวัย โดยบูรณาการทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ การเรียนรู้เชิงประสบการณ์ของ Kolb และการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เพื่อเสริมสมรรถนะด้านการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การสื่อสาร และการตัดสินใจในบริบทเสมือนจริง แนวทางดังกล่าวประกอบด้วยภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติอย่างเป็นระบบ ช่วยให้นักศึกษาเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางทฤษฎีกับการปฏิบัติจริง ฝึกบทบาทครูปฐมวัย และสะท้อนผลการเรียนรู้อย่างมีเหตุผล ข้อค้นพบของแนวทางชี้ว่า การสอนเชิงสถานการณ์จำลองช่วยส่งเสริมการเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง พัฒนาทักษะวิชาชีพ และยกระดับคุณภาพการผลิตครูปฐมวัยให้มีสมรรถนะและจิตวิญญาณความเป็นครูมืออาชีพในศตวรรษที่ 21</p> ชมพูพราว มิ่งมงคล, พิชญาดา ดำแก้ว, ชนาภา ทรัพย์เจริญ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9130 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การจัดการเชิงพุทธในบริบทของการสื่อสารทางการเมืองสมัยใหม่ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9165 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประยุกต์พุทธธรรมในการสื่อสารทางการเมืองสมัยใหม่ โดยเน้นความหมายและองค์ประกอบของการสื่อสาร ลักษณะเฉพาะของการสื่อสารทางการเมืองสมัยใหม่ หลักพุทธธรรมเพื่อการสื่อสารที่ดี และแนวทางการบูรณาการหลักธรรมเข้ากับกระบวนการสื่อสารทางการเมือง การสื่อสารถือเป็นกระบวนการแลกเปลี่ยนข้อมูล ความคิด และความรู้สึกระหว่างผู้ส่งสารและผู้รับสาร โดยประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก ได้แก่ ผู้ส่งสาร สารหรือข้อมูล ช่องทางการสื่อสาร และผู้รับสาร การสื่อสารทางการเมืองสมัยใหม่มีลักษณะเฉพาะคือ ความซับซ้อน การมีส่วนร่วมของประชาชน การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และการสร้างความโปร่งใส บทความนี้ได้นำหลักกาลามสูตร 10 ข้อมาประยุกต์กับการสื่อสารทางการเมือง โดยผู้ส่งสารต้องพิจารณาความถูกต้องของข้อมูล ใช้เหตุผลสุจริต และควบคุมอารมณ์ สารต้องชัดเจน ครบถ้วน และไม่สร้างความเข้าใจผิด ช่องทางต้องเหมาะสมและตรวจสอบได้ ผู้รับสารต้องฟัง วิเคราะห์ และตีความด้วยวิจารณญาณ การบูรณาการหลักพุทธธรรมช่วยให้การสื่อสารลดความขัดแย้ง สร้างความน่าเชื่อถือ และเสริมสร้างคุณธรรม นอกจากนี้ การประยุกต์หลักกาลามสูตรยังสนับสนุนการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ รอบคอบ และยั่งยืน โดยประชาชนและนักการเมืองสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลความคิดเห็นและข้อเรียกร้องได้อย่างโปร่งใส ดังนั้น ผลลัพธ์ของบทความนี้ชี้ให้เห็นว่าการนำหลักพุทธธรรมมาประยุกต์ใช้ในการสื่อสารทางการเมืองสมัยใหม่เป็นแนวทางที่ส่งเสริมความโปร่งใส ความร่วมมือ และการมีส่วนร่วมของประชาชน ทำให้กระบวนการสื่อสารทางการเมืองมีคุณธรรมและสร้างสังคมที่มั่นคงและยั่งยืน</p> <p><strong> </strong></p> พระครูศรีปัญญาโชติคุณ (ชุมพล ชุติปญฺโญ) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9165 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 สมรรถนะการจัดการเรียนรู้ภาษาไทยด้วยการศึกษาทางไกล ในบริบท 4C Lifelong Learning https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9168 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ภาษาไทยผ่านรูปแบบการศึกษาทางไกล ภายใต้บริบทของการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ที่เน้นการพัฒนาทักษะสำคัญในศตวรรษที่ 21 หรือ 4C ได้แก่ การคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) การสื่อสาร (Communication) การทำงานร่วมกัน (Collaboration) และความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) ผลการศึกษาพบว่า การจัดการเรียนรู้ภาษาไทยด้วยการศึกษาทางไกลต้องอาศัยสมรรถนะครูที่ครอบคลุมการออกแบบการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ <br />การใช้สื่อดิจิทัลและเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้เรียน นอกจากนี้ยังต้องเน้นการพัฒนา Soft Skills ที่สอดคล้องกับการเรียนรู้ตลอดชีวิต เช่น การแก้ปัญหา การสื่อสารเชิงรอบด้าน และการคิดสร้างสรรค์เชื่อมโยงกับสถานการณ์จริง สรุปได้ว่าสมรรถนะของครูผู้สอนภาษาไทยในการจัดการเรียนรู้ด้วยการศึกษาทางไกลควรบูรณาการทั้งด้านวิชาการ เทคโนโลยี และทักษะ 4C เพื่อเสริมสร้างศักยภาพผู้เรียนให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21</p> กิตติพล เชื้องาม , ปาริฉัตร ไชยเดช , พิชาญ ณ พัทลุง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9168 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การบริหารการศึกษาคณะสงฆ์ในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8864 <p>บทความนี้มีเจตนารมณ์ทางวิชาการเพื่อนำเสนอแนวทางการบริหารการศึกษาคณะสงฆ์ในบริบทของยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง โดยเน้นการวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์เกี่ยวกับการปรับตัวของระบบการศึกษาสงฆ์ให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางสังคม เทคโนโลยี และเศรษฐกิจโลก บนพื้นฐานแห่งบริบทการอธิบายความสำคัญของการศึกษาคณะสงฆ์ในฐานะเครื่องมือหลักในการธำรงรักษาพระพุทธศาสนาและเผยแผ่ธรรมะสู่สังคม การนำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับการบริหารการศึกษาในมิติของการพัฒนาศักยภาพบุคลากร การจัดสรรทรัพยากร และการวางแผนเชิงกลยุทธ์ที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วผ่านการวิเคราะห์บทบาทของเทคโนโลยีดิจิทัล การชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการบูรณาการหลักธรรมในพระพุทธศาสนากับแนวคิดสมัยใหม่เพื่อสร้างความยั่งยืนและความเข้มแข็งให้กับระบบการศึกษาคณะสงฆ์ รวมทั้ง แนวทางการพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษา การพัฒนาหลักสูตรที่เน้นทักษะการแก้ไขปัญหาสังคม และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างคณะสงฆ์กับหน่วยงานรัฐและเอกชน การศึกษานี้สะท้อนให้เห็นถึงการบริหารการศึกษาคณะสงฆ์ในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงควรมุ่งเน้นที่การปรับตัวอย่างมีระบบ เพื่อธำรงรักษาคุณค่าทางศาสนาและตอบสนองต่อความต้องการของสังคมในยุคปัจจุบันอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p> พระราชเมธีวชิรดิลก (ไพจิตร สาฆ้อง), พระกิตติสารสุธี (เชิดชัย แก้วอาษา), พระครูสุภัทรสีลโสภณ (สายัณห์ วงศ์สุรินทร์), พระมหาทศพร สุมุทุโก (อ่อนน้อม), สำราญ ศรีคำมูล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8864 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุของเทศบาลเมืองบ้านกรด อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8642 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุของเทศบาลเมืองบ้านกรด 2) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นต่อระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุของเทศบาลเมืองบ้านกรด จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ3) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุของเทศบาลเมืองบ้านกรด รูปแบบการวิจัยเป็นแบบผสมผสานวิธี แบ่งเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุในพื้นที่เทศบาลเมืองบ้านกรด จำนวน 323 คน โดยสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม ได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่า เท่ากับ 0.92 สถิติที่ใช้ใน<br />การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าความเบ้ ค่าความโด่ง การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว และการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือเป็นแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูล<br />โดยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ผู้สูงอายุที่มีระดับการศึกษาแตกต่างกัน มีความคิดเห็นต่อระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิตต่างกัน และ 3) แนวทาง<br />การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุของเทศบาลเมืองบ้านกรด ได้แก่ (1) ควรมีการจัดกิจกรรมรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุในช่วงวันสงกรานต์เป็นประจำทุกปี (2) สนับสนุนและส่งเสริมกิจกรรมที่เชื่อมโยงระหว่างคนในชุมชนและผู้สูงอายุ (3) ดำเนินการสำรวจสภาพแวดล้อมที่อาศัย คัดเลือกบ้านและซ่อมแซมบ้านของผู้สูงอายุที่มีฐานะยากจน (4) มีเจ้าหน้าที่คอยจัดการซ่อมแซมและบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าและประปาให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ (5) จัดการความปลอดภัยในที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุ และ <br />(6) สร้างพื้นที่เพื่อการประชุมและกิจกรรมของชมรมให้แก่ผู้สูงอายุ</p> นราธร ทองมี, กมลวรรณ วรรณธนัง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8642 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การประยุกต์ใช้หลักฆราวาสธรรม 4 เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน บ้านหนองแวง ตำบลน้ำโมง อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8610 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาหลักฆราวาสธรรม 4 ในพระพุทธศาสนา เถรวาท 2) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนบ้านหนองแวง ตำบลน้ำโมง อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย 3) เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้หลักฆราวาสธรรม 4 เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนบ้านหนองแวง ตำบลน้ำโมง อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการลงพื้นที่เก็บข้อมูลสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก ประกอบไปด้วย 1) พระสงฆ์ 2) ผู้นำชุมชน 3) ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง และ 4) ประชาชนบ้านหนองแวง จำนวน 25 รูป/คน แล้ววิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. หลักฆราวาสธรรม 4 ในพระพุทธศาสนาเถรวาท พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในอาฬวกสูตร ซึ่งเป็นการสนทนาระหว่างพระพุทธเจ้ากับอาฬวกยักษ์ เรื่องคุณธรรม 4 ประการ คือ สัจจะ ธรรม (ทมะ) ขันติ และจาคะ เป็นคุณธรรมที่ทำให้ไม่เศร้าโศกเมื่อละโลกนี้ไป ฆราวาสธรรม 4 เป็นหลักธรรมสำหรับผู้ครองเรือน ประกอบด้วย 1) สัจจะ ความจริง ซื่อสัตย์ จริงใจ 2) ทมะ การข่มใจ รู้จักฝึกฝนปรับปรุงตน แก้ไขข้อบกพร่อง 3) ขันติ ความอดทน มั่นในจุดหมาย ไม่ท้อถอย 4) จาคะ ความเสียสละผลประโยชน์ส่วนตนเพื่อส่วนรวม 2. สภาพปัจจุบันการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนบ้านหนองแวง ตำบลน้ำโมง อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย พบว่า ชุมชนพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วย (1) หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา 8 หลักธรรม คือ สังคหวัตถุ 4 สาราณียธรรม 6 พรหมวิหาร 4 สัปปุริสธรรม 7 อปริหานิยธรรม 7 ฆราวาสธรรม ศีล 5 และทิศ 6 (2) หลักเศรษฐกิจพอเพียง (3) การรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชน (4) ความสามัคคี (5) การเรียนรู้เท่าทันโลกาภิวัตน์ ส่วนปัญหาการพัฒนาคุณภาพชีวิตมี 8 ด้าน คือ ด้านครอบครัว เศรษฐกิจและหนี้สินครัวเรือน เทคโนโลยีและการสื่อสาร สุขภาพ สังคม การศึกษาและการเรียนรู้ สิ่งแวดล้อมและมลภาวะ ยาเสพติดและอบายมุข และ 3. การประยุกต์ใช้หลักฆราวาสธรรม 4 เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนบ้านหนองแวง ตำบลน้ำโมง อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย 3 ด้าน คือ 1) ด้านตนเอง ซื่อสัตย์ต่อตนเอง ควบคุมอารมณ์ตนเองได้ อดทนในการทำงานไม่ย่อท้อ สละทรัพย์และแรงกายเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น 2) ด้านครอบครัว ซื่อสัตย์ต่อคู่ครองไม่นอกใจ รู้จักข่มใจเวลาโกรธไม่ใช้ความรุนแรง อดทนต่อความยากลำบากที่ต้องเผชิญร่วมกัน สละความสุขส่วนตัวเพื่อความสุขของครอบครัวโดยรวม 3) ด้านสังคม เป็นคนมีสัจจะทำให้ผู้อื่นไว้วางใจและเชื่อถือ ไม่แสดงอารมณ์หรือพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในที่สาธารณะ อดทนต่อความคิดที่แตกต่าง รู้จักรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น และมีจิตอาสาในการช่วยเหลือสังคม</p> พระครูสิริปัญญาลังการ จิตฺตชญฺโญ (จิตตะวงษ์), พระครูจิรธรรมธัช, พระมหาประทีป อภิวฑฺฒโน (แถวพันธุ์) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8610 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างความสนใจนักเรียนสืบสานด้านวัฒนธรรม ประเพณีล้านนาของโรงเรียนอนุบาลเชียงใหม่ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8426 <p> การพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างความสนใจนักเรียนสืบสานด้านวัฒนธรรม ประเพณีล้านนาของโรงเรียนอนุบาลเชียงใหม่ เป็นงานวิจัยที่ดำเนินการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ปัญหาการขาดการสืบสานวัฒนธรรมประเพณี 2) ศึกษาแนวทางในการแก้ไขปัญหาโดยการพัฒนานวัตกรรม และ 3) ตรวจสอบประสิทธิภาพของนวัตกรรม ดำเนินการวิจัย 5 ขั้น ประกอบด้วย ขั้นที่ 1 ศึกษาสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น ขั้นที่ 2 รวบรวมข้อมูลจากแหล่งข้อมูลปฐมภูมิ รวม 18 คน โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกตามกรอบการสัมภาษณ์ ขั้นที่ 3 วิเคราะห์ข้อมูล โดยนำประเด็นจากการสัมภาษณ์และสรุปปัจจัยเงื่อนไขการขาดการสืบสานวัฒนธรรมประเพณี ขั้นที่ 4 พัฒนาและหาประสิทธิภาพของนวัตกรรมโดยการทดลองใช้จริง ขั้นที่ 5 สรุปผลการใช้นวัตกรรม</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การขาดการสืบสานวัฒนธรรมประเพณีล้านนาเกิดจาก เทคโนโลยีซึ่งมีอิทธิพลต่อนักเรียนในยุคศตวรรษที่ 21 ซึ่งเกิดมาพร้อมกับเครื่องใช้ที่เป็นเทคโนโลยีที่ผู้ปกครองจัดหาให้เพื่อใช้ค้นคว้า ทำการบ้าน การงาน เช่น โทรศัพท์มือถือซึ่งมีโปรแกรมที่รุมเร้าให้เกิดความสนใจ โดยเฉพาะในช่วงอายุช่วง 10 ขวบ มีความอยากรู้อยากเห็น กอปรกับผู้ปกครองและโรงเรียนให้ความสนใจด้านการอ่านออก เขียนได้จนขาดการสืบสานวัฒนธรรม การจัดกิจกรรมจึงจัดเพื่อให้ “ได้จัด” ผลที่เกิดขึ้นคือนักเรียนไม่กล้าพูดคำเมือง ขาดความสนใจเรียนวิชาดนตรีนาฏศิลปะและวัฒนธรรมไทย 2) จากประเด็นดังกล่าวผู้วิจัยจึงสืบค้นหาวิธีการหาแนวทางการจัดกิจกรรมเพื่อดึงดูดความสนใจของนักเรียนจากทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องและพบว่านวัตกรรมที่เหมาะสมกับวัยของนักเรียนและส่งเสริมให้มีส่วนร่วมในการออกแบบกิจกรรมการเรียน คือ “การส่งเสริมให้นักเรียนคิดนอกกรอบ” และ 3) จากผลการทดลองนวัตกรรม “คิดนอกกรอบ” 5 ขั้น คือ ขั้นที่ 1 ครูนำเสนอรูปภาพเครื่องดนตรีต่าง ๆ และกระตุ้นให้นักเรียนจินตนาการว่าเครื่องมือแต่ละอย่างใช้ทำอะไร ขั้นที่ 2 กระตุ้นให้จินตนาการว่ามีเสียงเป็นแบบใด ขั้นที่ 3 ครูเปิดเสียงการเล่นดนตรีทั้งหมด ขั้นที่ 4 ให้จินตนาการว่า เสียงแต่ละเสียงมาจากเครื่องดนตรีชิ้นใด และขั้นที่ 5 ครูนำเครื่องดนตรีจริง ให้นักเรียนสัมผัสด้วยตนเองและให้ลองใช้เครื่องดนตรีโดยสมัครใจ ไม่มีการบังคับให้เล่นเพลงอะไร ผลการการทดลองนวัตกรรมการเรียนการสอน พบว่า นักเรียนร้อยละ 50 สนใจฝึกฝนเล่นเครื่องดนตรีพื้นเมือง ร้อยละ 15 สนใจผลิตหรือพัฒนาเครื่องดนตรีพื้นเมืองซึ่งบรรพบุรุษมีไว้ที่บ้าน และร้อยละ 25 เลือกร้องเพลงพื้นเมือง ในขณะที่ผู้ปกครองร้อยละ 100 ส่งเสริมให้นักเรียนฝึกซ้อมเล่นเครื่องดนตรี ร้องเพลง ตามความถนัดของตนเอง</p> กรกฏ หลานรักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8426 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การบริหารงานพัสดุที่มีผลต่อความพึงพอใจของครูโรงเรียนร้องกวางอนุสรณ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาแพร่ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8760 <p> การวิจัยครั้งนี้วัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับปัญหาของการบริหารงานพัสดุที่มีผลต่อการดำเนินงานของครูโรงเรียนร้องกวางอนุสรณ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาแพร่ 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจและข้อเสนอแนะของการบริหารงานพัสดุ ประชากรประกอบไปด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียน<br />ร้องกวางอนุสรณ์ ปีการศึกษา 2567 จำนวน 79 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถาม แบบมาตราส่วน ประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ความถี่ ร้อยละ <br />ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับปัญหาของการบริหารงานพัสดุที่มีผลต่อการดำเนินงานของครูโรงเรียนร้องกวางอนุสรณ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาแพร่ ในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ความพึงพอใจและข้อเสนอแนะของครูโรงเรียนร้องกวางอนุสรณ์ที่มีต่อการบริหารงานพัสดุ โดยภาพรวมมีความพึงพอใจระดับมากที่สุด ส่วนข้อเสนอแนะ โรงเรียนควรส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารงานพัสดุ พัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความเข้าใจที่ตรงกัน เพิ่มการมีส่วนร่วมของครูในการวางแผน และประชาสัมพันธ์ข้อมูลการจำหน่ายพัสดุให้กว้างขวางขึ้น</p> ธีรวัฒน์ คำปิง, พิสิษฐ์ ยอดวันดี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8760 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การบริหารสภาพแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ในสถานศึกษา โรงเรียนร้องกวางอนุสรณ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาแพร่ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8764 <p>การศึกษาค้นคว้าอิสระนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาปัญหาสภาพแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ในสถานศึกษาโรงเรียนร้องกวางอนุสรณ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาแพร่ 2) เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารสภาพแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ในสถานศึกษาของโรงเรียนร้องกวางอนุสรณ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาแพร่ ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษาและคณะกรรมการสถานศึกษา ของโรงเรียนร้องกวางอนุสรณ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาแพร่ ปีการศึกษา 2567 จำนวน 92 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือแบบสอบ แบบมาตราส่วน ประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลที่ใช้ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า 1) การบริหารสภาพแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ในสถานศึกษาโรงเรียนร้องกวางอนุสรณ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาแพร่ โดยภาพรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาแยกเป็นรายด้าน พบว่า มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด 4 ด้าน ดังนี้ ด้านการเรียนการสอน รองลงมาซึ่งมีค่าเฉลี่ยเท่ากัน คือ ด้านการปฏิสัมพันธ์ของบุคคล และด้านการบริหารจัดการ ตามลำดับ มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก จำนวน 2 ด้าน ดังนี้ ด้านภูมิทัศน์ และด้านอาคารสถานที่ ตามลำดับ 2) แนวทางการบริหารสภาพแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ในสถานศึกษาของโรงเรียนร้องกวางอนุสรณ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาแพร่ พบว่า การบริหารสภาพแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ในสถานศึกษา ควรให้ความสำคัญกับการ<strong>จัดสรรงบประมาณหรือประสานงานเพื่อจัดหาโต๊ะ เก้าอี้ และอุปกรณ์การเรียนเพิ่มเติมให้เพียงพอ</strong> สถานศึกษามีอาคารเรียน ห้องเรียน และห้องปฏิบัติการครบถ้วน ควรมีการสำรวจอาคารสถานที่อย่างเป็นระบบ และวางแผนพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเน้นการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานที่เสื่อมสภาพ การจัดหาเทคโนโลยีการเรียนรู้ให้เพียงพอ และส่งเสริมการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการเรียนรู้</p> <p><strong> </strong></p> นฤภร ผ่องแผ้ว, พิสิษฐ์ ยอดวันดี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8764 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 พฤติกรรมทางจริยธรรมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนวัดทางหลวงโพธิ์ทอง อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8830 <p>การวิจัยเรื่องศึกษา พฤติกรรมทางจริยธรรมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนวัดทางหลวงโพธิ์ทอง อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนวัดทางหลวงโพธิ์ทอง และโรงเรียนวัดฝาง อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี ปีการศึกษา 2568 จำนวน 92 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติ t-test และสถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า : 1) นักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนวัดทางหลวงโพธิ์ทอง อำเภอเมืองจังหวัดนนทบุรี ให้ความสำคัญต่อพฤติกรรมทางจริยธรรม อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ () 3.97 มีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานอยู่ที่ (S.D.) 0.766 2) ผลการเปรียบเทียบพฤติกรรมทางจริยธรรมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนวัดทางหลวงโพธิ์ทอง จำแนกตาม เพศ อายุ และสถานภาพครอบครัว มีความคิดเห็นพฤติกรรมทางจริยธรรม ในภาพรวมและรายด้าน พบว่า มีพฤติกรรมทางจริยธรรมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 3) ผลการวิเคราะห์ปัญหาและข้อเสนอแนะของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย เกี่ยวกับพฤติกรรมทางจริยธรรม สรุปได้ว่า ควรเพิ่มกิจกรรมส่งเสริมจริยธรรม ควรเพิ่มการสอนนั่งสมาธิ และควรเพิ่มเวลาในการสอนด้านจริยธรรมให้มากขึ้น</p> พระครูปลัดธีระพันธ์ ญาณธีโร(หมอยาดี) ; พระราชวินัยวชิรเมธี (ผู้แต่ง) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8830 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8724 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโรงเรียน และ 3) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ข้าราชการครูของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 200 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จรูปเครซี่และมอร์แกน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น ตามสัดส่วนของครู ในโรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 33 ข้อ โดยแบบสอบถามภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ (r) อยู่ระหว่าง 0.48 - 0.83 มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.94 และแบบสอบถามประสิทธิผลของโรงเรียน อยู่ระหว่าง 0.63 - 0.96 มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.97 สถิติที่ใช้ ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานโดยใช้ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ประสิทธิผลของโรงเรียน โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด และ 3) ภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ <strong>.</strong>01 ซึ่งตัวแปรภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่สามารถพยากรณ์ประสิทธิผลของโรงเรียนได้ดีที่สุดจำนวน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการสื่อสาร ด้านการประชาสัมพันธ์ และด้านโอกาส มีอำนาจพยากรณ์ได้ร้อยละ 75.60 มีสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบและคะแนนมาตรฐานตามลำดับ ดังนี้</p> <p>Y′ = 0.442 + 0.226(X<sub>1</sub>) + 0.486(X<sub>2</sub>) + 0.198(X<sub>7</sub>)</p> <p>Z′ = 0.246(Z<sub>X1</sub>) + 0.461(Z<sub>X2</sub>) + 0.268(Z<sub>X7</sub>)</p> พัทธนันท์ อุทมล, เจริญวิชญ์ สมพงษ์ธรรม, จำรัส สอนกล้า ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8724 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการส่งเสริมคุณภาพสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ของนักเรียนตามหลักอริยสัจ 4 กลุ่มโรงเรียนบางละมุง 4 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 3 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8778 <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของนักเรียน กลุ่มโรงเรียนบางละมุง 4 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 3 2) ศึกษาวิธีการส่งเสริมคุณภาพสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของนักเรียนตามหลักอริยสัจ 4 กลุ่มโรงเรียนบางละมุง 4 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 3 และ 3) เสนอแนวทางการส่งเสริมคุณภาพสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของนักเรียนตามหลักอริยสัจ 4 กลุ่มโรงเรียนบางละมุง 4 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 3 เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณ สนับสนุนด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพ ประชากรเป็น ครู 50 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 7 คน โดยการคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์เชิงลึก สถิติที่ใช้เป็นการวิเคราะห์ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของนักเรียน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) วิธีการส่งเสริมคุณภาพสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของนักเรียนตามหลักอริยสัจ 4 พบว่า 1) การวางแผนและพัฒนาอาคารสถานที่ให้ปลอดภัย 2) การพัฒนาหลักสูตรและวิธีการสอนให้ทันสมัย 3) การจัดระบบบริการผู้เรียนที่ครอบคลุมทุกกลุ่ม 4) การวางแผนและออกแบบกิจกรรมผู้เรียนที่หลากหลาย และ 3) แนวทางการส่งเสริมคุณภาพสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของนักเรียนตามหลักอริยสัจ 4 พบว่า แนวทางสำคัญประกอบด้วย 1) การตรวจสอบและปรับปรุงอาคารสถานที่ให้ปลอดภัยและเหมาะสม 2) รูปแบบการเรียนการสอนที่ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี 3) การวางระบบบริการผู้เรียนที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ 4) การจัดกิจกรรมผู้เรียนที่สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น</p> พระเจตน์ เจตโน (เกิดแป๋), พระครูสังฆรักษณ์จักรกฤษณ์ ภูริปณโญ (กัติยัง), ณัฐนิชา ปัญญ์นิภา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8778 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 วิเคราะห์ความเชื่อและพิธีกรรมการบูชาพญานาค ที่มีผลต่อ วิถีชีวิตของชุมชน ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8757 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาความเชื่อและพิธีกรรมการบูชาพญานาคในพระพุทธศาสนา 2) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันเกี่ยวกับความเชื่อและพิธีกรรมการบูชาพญานาคที่มีผลต่อวิถีชีวิตของชุมชนตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย และ 3) เพื่อวิเคราะห์ความเชื่อและพิธีกรรมการบูชาพญานาคที่มีผลต่อวิถีชีวิตของชุมชนตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญทั้งสิ้น 25 รูป/คน ผู้วิจัยได้กำหนดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ด้วยวิธีการเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ความเชื่อและพิธีกรรมการบูชาพญานาคในพระพุทธศาสนา พบว่า ความเชื่อเกี่ยวกับพญานาคในบริบทลุ่มแม่น้ำโขง มิได้เป็นเพียงตำนานพื้นบ้านหรือความเชื่อเชิงจินตนาการเท่านั้น หากแต่เป็น “สัญลักษณ์กลาง” ที่หลอมรวมพระพุทธศาสนา วัฒนธรรมพื้นถิ่น 2) สภาพปัจจุบันเกี่ยวกับความเชื่อและพิธีกรรมการบูชาพญานาคที่มีผลต่อวิถีชีวิตของชุมชน พบว่า ความเชื่อเรื่องพญานาคในบริบทชาวพุทธ โดยเฉพาะในพื้นที่ตำบลในเมือง จังหวัดหนองคาย มิได้เป็นเพียงตำนานพื้นบ้าน หากแต่เป็นระบบความเชื่อที่หยั่งรากลึกในวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชุมชน โดยพญานาคทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับความเคารพบูชาและมีความผูกพันทางจิตวิญญาณอย่างแนบแน่น รูปธรรมของความเชื่อดังกล่าวสะท้อนผ่านรูปปั้นพญานาคที่ประดับตามบ้านเรือน ลวดลายบนเครื่องใช้ การสวดมนต์บูชา และการจัดเครื่องเซ่นในวันสำคัญทางศาสนา อีกทั้งยังมีบทบาทในศิลปกรรมวัด และ3) วิเคราะห์ความเชื่อและพิธีกรรมการบูชาพญานาคที่มีผลต่อวิถีชีวิตของชุมชน พบว่า ความเชื่อเรื่องพญานาคในตำบลในเมือง จังหวัดหนองคาย ทำหน้าที่เป็น “สัญลักษณ์กลาง” ที่หลอมรวมพระพุทธศาสนา ความเชื่อพื้นถิ่น และวิถีชีวิตร่วมสมัยเข้าด้วยกันอย่างแนบแน่น โดยแสดงออกผ่านพิธีกรรมสำคัญ เช่น งานบุญบั้งไฟพญานาค การรำถวาย และการบวงสรวง นอกจากนี้ พญานาคยังเป็นสื่อกลางในการสอนหลักธรรมทางพุทธศาสนา</p> พระมหานฤเบศร์ สุภาจาโร (ศรีชัยมูล), พระมหาไพฑูรย์ สิริธมฺโม, สมเดช นามเกตุ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8757 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 สภาพ ปัญหาการดำเนินงาน และแนวทางพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 2 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8729 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพ การดำเนินงานระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 2 2) เพื่อศึกษาปัญหา การดำเนินงานระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 2 ประชากรในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 67 คน ครูผู้ดูแลระบบสารสนเทศ จำนวน 57 คน รวม 118 คน ผู้วิจัยกำหนดขนาดตัวอย่างโดยใช้ตารางเครจซี่และมอร์แกน สุ่มแบบชั้นภูมิ ได้ประชากรกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 92 คน เครื่องมือที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลคือ<strong> </strong><strong>แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า </strong><strong>5 </strong><strong>ระดับ</strong> วิเคราะห์ข้อมูลด้วย <strong>สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ความถี่ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน </strong>3) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 2 ดำเนินการวิเคราะห์เนื้อหา และสรุปเป็นแนวทางการพัฒนา มีผู้ให้ข้อมูลในแบบสอบถาม ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียน 52 คน ครูผู้ดูแลระบบสารสนเทศ 40 คน รวม 92 คน ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพ การดำเนินงานระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 2 พบว่า โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2. ปัญหาการดำเนินงานระบบสารสนเทศเพื่อการบริหาร โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับปานกลาง และ 3. แนวทางการพัฒนาระบบสรสนเทศเพื่อการบริหารพบว่า ด้านฮาร์ดแวร์ ควรมีการอัพเกรดบำรุงรักษาคอมพิวเตอร์ให้เพียงพอและพร้อมใช้งาน ด้านซอฟต์แวร์ ควรมีแหล่งจัดเก็บข้อมูลที่นำไปอ้างอิงได้ ด้านบุคลากร ควรมีการให้ความรู้ด้านสารสนเทศอย่างสม่ำเสมอ สถานศึกษาควรมีขั้นตอนการเข้าถึง การจัดเก็บ และการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลอย่างเป็นระบบเพื่อลดความคลาดเคลื่อน</p> <p><strong> </strong></p> ปรารถนา พงษ์สระพัง, เจริญวิชญ์ สมพงษ์ธรรม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8729 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาการบริหารสถานศึกษาโดยใช้หลักธรรมาภิบาลของ ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8811 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารสถานศึกษาโดยใช้หลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เปรียบเทียบการบริหารสถานศึกษาโดยใช้หลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามวุฒิการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงาน ตำแหน่ง และขนาดสถานศึกษา และ 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาการบริหารสถานศึกษาโดยใช้หลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน และครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 297 คน สุ่มแบบแบ่งชั้นตามขนาดของสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาระหว่าง .67 – 1.00 และมีค่าความเที่ยง อยู่ที่ .95 การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่า การทดสอบความแตกต่างรายคู่แบบ LSD และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารสถานศึกษาโดยใช้หลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ผลการเปรียบเทียบการบริหารสถานศึกษาโดยใช้หลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามวุฒิการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงาน และตำแหน่ง มีความคิดเห็นไม่มีความแตกต่างกันทั้งในภาพรวมและรายด้าน ส่วนจำแนกตามขนาดสถานศึกษามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 3) แนวทางการพัฒนา คือ ผู้บริหารสถานศึกษาควรกำหนดกฎระเบียบ ข้อบังคับ แผนปฏิบัติงานให้อยู่ในกรอบของจรรยาบรรณวิชาชีพ พร้อมทั้งมอบหมายงานหน้าที่ความรับผิดชอบให้กับบุคลากรในสถานศึกษาโดยไม่เลือกปฏิบัติ เปิดโอกาสให้กับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาของสถานศึกษา ทั้งยังมีการกำหนดแผนงานการใช้ทรัพยากรของสถานศึกษาอย่างคุ้มค่า โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของสถานศึกษาเป็นสิ่งสำคัญ</p> รัชนันท์ อธิจันทรรัตน์, ชมแข พงษ์เจริญ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8811 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 รูปแบบการบริหารองค์กรแห่งการเรียนรู้ตามหลักพุทธธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 3 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8774 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษารูปแบบการบริหารองค์กรแห่งการเรียนรู้ตามหลักพุทธธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 3 เป็นการวิจัยและพัฒนา เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม 106 คน สัมภาษณ์เชิงลึก 7 คน สนทนากลุ่ม 9 คน ประชุมเชิงปฏิบัติการ 20 คน และ ประเมินรูปแบบ 19 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าความต้องการจำเป็น การวิเคราะห์เนื้อหา และการวิเคราะห์เอกสาร ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบัน และสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารองค์กรแห่งการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา พบว่า ด้านที่มีสภาพปัจจุบันสูงสุด ได้แก่ การทำงานอย่างเป็นระบบ ด้านที่มีสภาพที่พึงประสงค์สูงสุด ได้แก่ การกำหนดวิสัยทัศน์ร่วมกัน ด้านความต้องการจำเป็นเร่งด่วนสุงสุด คือ การกำหนดวิสัยทัศน์ร่วมกัน 2) การพัฒนารูปแบบการบริหารองค์กรแห่งการเรียนรู้ตามหลักพุทธธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา พบว่า ประกอบด้วย การใช้ความรอบรู้, การกำหนดแบบแผนความคิด, การกำหนดวิสัยทัศน์ร่วมกัน, การทำงานเป็นทีม และการทำงานอย่างเป็นระบบ บูรณาการร่วมกับหลักอิทธิบาท 4 มีองค์ประกอบ คือ หลักการ, วัตถุประสงค์, เนื้อหา, การนำไปใช้, แนวทางการวัดผล และเงื่อนไขความสำเร็จ 3) ความพึงพอใจของรูปแบบการบริหารองค์กรแห่งการเรียนรู้ตามหลักพุทธธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา พบว่า โดยภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก โดยทุกองค์ประกอบอยู่ในระดับมาก 4) การประเมินรูปแบบการบริหารองค์กรแห่งการเรียนรู้ตามหลักพุทธธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา พบว่า ค่าเฉลี่ยในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ทั้งด้านความเป็นประโยชน์ ด้านความเป็นไปได้ และ ด้านความเหมาะสม ดังนั้น ควรส่งเสริมการกำหนดวิสัยทัศน์ร่วมกันของผู้บริหารสถานศึกษา พัฒนาทักษะความรอบรู้และการทำงานเป็นทีมของบุคลากร เพื่อปรับปรุงอย่างยั่งยืน</p> พระเจษฏ์ฌกฤษฎ์ ปญฺญาธโร (อุดมวิชาญาณ), ทองดี ศรีตระการ, พระครูภาวนาวุฒิบัณฑิต (สมบัติ ฉลองนิติติกล) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8774 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการออกแบบกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรวัฒนธรรม เพื่อการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ในสวนเกษตร จังหวัดนครนายก https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8090 <p>การวิจัยในนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาแนวทางการออกแบบกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรวัฒนธรรมเพื่อการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ในสวนเกษตร จังหวัดนครนายก โดยดำเนินการวิจัยเชิงคุณภาพกับผู้ให้ข้อมูลหลัก (Key-Informant) ได้แก่ บุคลากรของสวนเกษตรที่เปิดพื้นที่การเรียนรู้หรือประกอบการด้านการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวชาวไทย และผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมหรือการท่องเที่ยว รวมจำนวน 30 คน ด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกจากเครื่องมือการวิจัยแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง (Semi-Structured Interview) สำหรับการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการศึกษาในสถานที่จริง นำมาวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์แก่นสาระ (Thematic Analysis) เพื่อสกัดใจความสำคัญที่สามารถนำมาเป็นแนวทางการออกแบบกิจกรรมการท่องเที่ยวได้</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การออกแบบกิจกรรมที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมเชิงปฏิบัติ การออกแบบกิจกรรมที่มีวัตถุประสงค์การเรียนรู้ชัดเจน การออกแบบกิจกรรมที่สนุกสนานและกระตุ้นการเรียนรู้ และการออกแบบกิจกรรมที่ออกแบบให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย เป็นแนวทางอันนำมาสู่การสร้างกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรวัฒนธรรมที่เอื้อต่อการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ มีประสิทธิภาพ สร้างประสบการณ์เชิงความหมาย และตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวได้อย่างแท้จริง ตลอดจนช่วยยกระดับกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรควบคู่กับการส่งเสริมการอนุรักษ์วัฒนธรรมให้ก่อเกิดความยั่งยืน</p> <p><em> </em></p> สุวดี บุญมาจรินนท์, กรกมล มุสิกชาติ, สิรินทร์นิชา รังสรรค์ธาดา, พิทักษ์ชัย ทศดร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8090 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ลาวในเอกสารของชาวตะวันตก https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8744 <p>บทความวิจัยฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจและสังคมลาวที่ปรากฏในเอกสารของชาวตะวันตกในคริสต์ศตวรรษที่ 17 และคริสต์ศตวรรษที่ 19 งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยทางประวัติศาสตร์ในการดำเนินการวิจัย เก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารชั้นต้น</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ด้านการเมืองการปกครองในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ลาวมีโครงสร้างทางการเมืองการปกครองที่ชัดเจน พระมหากษัตริย์มีอำนาจสูงสุด ทรงใช้อำนาจการบริหารบ้านเมืองผ่านผู้ปกครองตำแหน่งต่าง ๆ และการสร้างเสถียรภาพทางการเมืองการปกครองดำเนินไปพร้อมกับการสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะสยาม กัมพูชาและเวียดนาม กระทั่งเข้าสู่คริสต์ศตวรรษที่ 19 ลาวตกอยู่ภายใต้การปกครองของสยาม โครงสร้างทางการเมืองการปกครองมีความเปลี่ยนแปลงไม่มากนักเนื่องจากสยามปกครองลาวโดยอาศัยโครงสร้างการปกครองเดิม ลาวต้องเผชิญกับปัญหาการรุกรานของโจรฮ่อ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจและสังคม และการขยายอิทธิพลของฝรั่งเศส ด้านเศรษฐกิจ ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 และคริสต์ศตวรรษที่ 19 ระบบเศรษฐกิจลาวประกอบด้วยการเกษตรกรรม การประมง การเก็บของป่าล่าสัตว์และการค้า ซึ่งมีความสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมและทรัพยากร การค้าของลาวรุ่งเรืองสูงสุดในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 แม้จะค่อย ๆ ซบเซาลงก่อนเข้าสู่คริสต์ศตวรรษที่ 18 แต่ลาวก็ยังมีความสำคัญในฐานะแหล่งผลิตสินค้าและเป็นตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยนอยู่เสมอตลอดคริสต์ศตวรรษที่ 19 ส่วนด้านสังคมลาวตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 17-19 ลาวมีโครงสร้างทางสังคมเป็นลำดับชั้น ลักษณะทางสังคมตั้งอยู่บนพื้นฐานของเศรษฐกิจและความเชื่อ ความเชื่อเรื่องผีและพระพุทธศาสนามีบทบาทสำคัญต่อการควบคุมคนในสังคม มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ระบบความเชื่อมีอิทธิพลอย่างมากต่อจารีตประเพณีและศิลปวัฒนธรรม</p> พิมพ์ปฏิมา นเรศศิริกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8744 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การบริหารหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนร้องกวางอนุสรณ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาแพร่ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8768 <p> การวิจัยในนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาการบริหารหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนร้องกวางอนุสรณ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาแพร่ และ 2) เพื่อศึกษาแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนร้องกวางอนุสรณ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาแพร่ ประชากร คือ ผู้บริหารสถานศึกษา คณะกรรมการสถานศึกษา ข้าราชการครู และครูอัตราจ้าง รวมทั้งหมด 81 คน สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ความถี่ ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า 1) การบริหารหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนร้องกวางอนุสรณ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาแพร่ โดยภาพรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน โดยเรียงลำดับจากค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา ด้านการนิเทศกำกับติดตามประเมินผล ด้านการนำหลักสูตรสถานศึกษาสู่การปฏิบัติ ด้านการเตรียมความพร้อมของสถานศึกษา และด้านการปรับปรุงพัฒนา ตามลำดับ และ 2) แนวทางการบริหารหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนร้องกวางอนุสรณ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาแพร่ พบว่า ควรดำเนินการอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจากการเตรียมความพร้อม วางแผนและจัดสรรทรัพยากรอย่างชัดเจน การจัดทำหลักสูตรต้องอาศัยการมีส่วนร่วมและสอดคล้องกับความต้องการผู้เรียนและชุมชน การนำไปปฏิบัติควรยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ พร้อมสนับสนุนสื่อและเทคโนโลยี การนิเทศและประเมินผลต้องต่อเนื่อง ชัดเจน และใช้ผลเพื่อพัฒนา และสุดท้ายควรปรับปรุงหลักสูตรอย่างต่อเนื่องให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาและสังคม</p> กฤตเมธ พลพิชัย, พิสิษฐ์ ยอดวันดี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8768 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้พระปริยัติธรรม แผนกธรรม ในยุคดิจิทัล ตามหลักพหูสูต 5 ของสำนักศาสนศึกษา อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8910 <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้พระปริยัติธรรม แผนกธรรมในยุคดิจิทัล ของสำนักศาสนศึกษา อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ 2) เพื่อศึกษาวิธีการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้พระปริยัติธรรม แผนกธรรมในยุคดิจิทัล ตามหลักพหูสูต 5 ของสำนักศาสนศึกษา อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้พระปริยัติธรรม แผนกธรรม ในยุคดิจิทัล ตามหลักพหูสูต 5 ของสำนักศาสนศึกษา อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณ สนับสนุนด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนและผู้สอน จำนวน 50 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 7 คน โดยการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์เชิงลึก สถิติที่ใช้เป็นการวิเคราะห์ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า: 1) สภาพปัจจุบันการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้พระปริยัติธรรม แผนกธรรม ในยุคดิจิทัล ของสำนักศาสนศึกษา อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก 2) วิธีการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้พระปริยัติธรรมแผนกธรรม ในยุคดิจิทัล พบว่า เนื้อหาควรกระชับ ชัดเจน เข้าใจง่าย, กิจกรรมทางการเรียน เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม,กระบวนการสื่อสาร สร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการฟัง และแหล่งการเรียนรู้ มีพื้นที่เงียบสงบ ระบบเสียงดี และ 3) แนวทางการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้พระปริยัติธรรม แผนกธรรม ในยุคดิจิทัล ตามหลักพหูสูต พบว่า มีการจัดเนื้อหาที่กระชับ หลากหลาย ในขณะที่โครงสร้างเนื้อหาชัดเจน ใช้เทคนิคช่วยจำและแบ่งเนื้อหาเป็นส่วนย่อย เนื้อหาส่งเสริมทักษะการพูดและสื่อสาร เกิดการกระตุ้นการคิดวิเคราะห์และตั้งคำถาม และเชื่อมโยงกับชีวิตจริงและการปฏิบัติ</p> พระใบฎีกาชาญชัย อคฺคธมฺโม (จีนกลับ), พระครูสังฆรักษณ์จักรกฤษณ์ ภูริปญฺโญ (กัติยัง), ณัฐนิชา ปัญญ์นิภา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8910 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การส่งเสริมความสามารถในการคิดเชิงคำนวณด้วยการจัดการเรียนรู้ผสมผสาน แบบสืบเสาะหาความรู้สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาลบูรพาพิทยาคาร https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8808 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปฏิบัติการการส่งเสริมความสามารถในการคิดเชิงคำนวณ ด้วยการจัดการเรียนรู้ผสมผสานแบบสืบเสาะหาความรู้สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล บูรพาพิทยาคาร 2) ศึกษาความสามารถในการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้ผสมผสานแบบสืบเสาะหาความรู้ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่ได้รับการส่งเสริมความสามารถ ในการคิดเชิงคำนวณด้วยการจัดการเรียนรู้ผสมผสานแบบสืบเสาะหาความรู้ โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน (Classroom Action Research) แบบ PAOR มี 4 ขั้นตอน คือ ขั้นวางแผน (Plan) ขั้นปฏิบัติการ (Act) ขั้นสังเกตการณ์ (Observe) ขั้นสะท้อนผลการปฏิบัติ (Reflect) กลุ่มเป้าหมายคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 จำนวน 25 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) โรงเรียนเทศบาลบูรพาพิทยาคาร เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานร่วมกับการจัดการเรียนรู้สืบเสาะหาความรู้ แบบวัดความสามารถในการคิดเชิงคำนวณ แบบสัมภาษณ์นักเรียนรายบุคคล แบบบันทึกอนุทินของนักเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การส่งเสริมความสามารถในการคิดเชิงคำนวณด้วยการจัดการเรียนรู้ผสมผสานแบบสืบเสาะหาความรู้โดยใช้การผสมผสานแบบออนไลน์และออนไซต์สามารถยกระดับความสามารถในการคิดเชิงคำนวณได้ในแต่ละการจัดการเรียนรู้แต่ละรอบ 2) ความสามารถในการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้ผสมผสานแบบสืบเสาะหาความรู้ของนักเรียนเพิ่มขึ้น และ 3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่ที่ได้รับการส่งเสริมความสามารถในการคิดเชิงคำนวณด้วยการจัดการเรียนรู้ผสมผสานแบบสืบเสาะหาความรู้ภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.13, S.D.= 0.21)</p> ธนวัฒน์ อุทัยสา, สนิท ตีเมืองซ้าย, ขจรพงษ์ ร่วมแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8808 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาครูด้านการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนกุฉินารายณ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาฬสินธุ์ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9009 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาครูด้านการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนกุฉินารายณ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาฬสินธุ์ โดยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การศึกษา<br />ความต้องการจำเป็นใน การพัฒนาครูด้านการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning<strong> </strong>กลุ่มตัวอย่าง 218 คน ซึ่งผู้วิจัยได้เลือกกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีการเจาะจง (Purposive Sampling) เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI) ระยะที่ 2 การพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning กลุ่มเป้าหมายคือ ครู 92 คน ใช้แบบทดสอบก่อนและหลังการอบรม วิเคราะห์ข้อมูลด้วย t-test ระยะที่ 3 การทดลองการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning กลุ่มที่ทำการศึกษาเป็นนักเรียนที่ได้รับการสอนด้วยวิธี Active Learning โดยครูที่ผ่านการอบรม เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning และแบบประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินความสามารถ และประเมินความพึงพอใจ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบความแตกต่าง และระยะที่ 4 การศึกษาผลการทดลองการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ทำการวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังการทดลอง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ความต้องการจำเป็นอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียน และครูที่ผ่านการอบรมมีพัฒนาการด้านความรู้และทักษะในการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ครูมีความสามารถในการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับมาก และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้อยู่ในระดับมาก และพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ</p> อานนท์ นนทวัน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9009 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษาในสหวิทยาเขต พระศรีเจริญ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8944 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารงานบุคคล และ 2) ศึกษาแนวทางการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษาในสหวิทยาเขตพระศรีเจริญ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ กำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตาราง Krejcie and Morgan (1970) ได้กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการตอบแบบสอบถาม ได้แก่ ครูผู้สอน จำนวน 129 คน และผู้ให้ข้อมูลในการสัมภาษณ์ ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น .93 <strong> </strong>และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า</p> <ol> <li>การบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษาในสหวิทยาเขตพระศรีเจริญ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ ภาพรวมอยู่ในระดับมาก พิจารณารายด้าน พบว่า ค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ทุกด้าน โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านการวางแผนอัตรากำลังและกำหนดตำแหน่ง ด้านการสรรหาและบรรจุแต่งตั้ง ด้านวินัยและการรักษาวินัย ด้านการเสริมสร้างประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการ และด้านการออกจากราชการ</li> <li>แนวทางการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษา มีดังนี้ 1) ผู้บริหารต้องมีการจัดทำกรอบอัตรากำลังตามหลักเกณฑ์ ก.ค.ศ. อย่างต่อเนื่อง จัดหาทรัพยากรบุคคลให้เพียงพอกับความต้องการ 2) ผู้บริหารต้องดำเนินการสรรหาบุคลากรด้วยความยุติธรรมและโปร่งใส 3) ผู้บริหารต้องมีความยุติธรรมในการประเมินผลการปฏิบัติงาน มีการชมเชยเพื่อบำรุงขวัญและกำลังใจแก่บุคลากร 4) ผู้บริหารต้องปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีในการรักษาวินัย มีการชี้แจงให้บุคลากรเข้าใจเกี่ยวกับแนวปฏิบัติที่ถูกต้อง และ 5) ผู้บริหารควรให้ข้อมูลกับบุคลากรทราบถึงกฎหมายการออกจากราชการ</li> </ol> สมศักดิ์ บุญประจำ, สุรางคนา มัณยานนท์, นิภา พงศ์วิรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8944 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 คุณภาพการให้บริการในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยขององค์การบริหารส่วนตำบลวังหลวง อำเภอเฝ้าไร่ จังหวัดหนองคาย https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8923 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) คุณภาพการให้บริการในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 2) เปรียบเทียบคุณภาพการให้บริการในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 3) เพื่อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาคุณภาพการให้บริการในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กลุ่มตัวอย่างที่ คือประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่ขององค์การบริหารส่วนตำบลวังหลวง จำนวน 388 คน จากสูตร ทาโรยามาเน่ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมเป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.766 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ สถิติพรรณนา ได้แก่ จำนวน ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอนุมาน ได้แก่ สถิติค่า (T-Test) และใช้สถิติเอฟ (F-Test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>คุณภาพการให้บริการในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยขององค์การบริหารส่วนตำบลวังหลวง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการช่วยเหลือผู้ประสบภัย รองลงมา คือ ด้านการฝึกอบรม และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย</li> <li>ผลการการเปรียบเทียบ พบว่าโดยภาพรวมประชาชนที่มีอายุต่างกัน มีความคิดเห็นต่อคุณภาพการให้บริการในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแตกต่างกัน ส่วนประชาชนที่มีเพศ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่างกัน มีความคิดเห็นต่อคุณภาพการให้บริการในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ไม่แตกต่างกัน</li> <li>ข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาคุณภาพการให้บริการในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยขององค์การบริหารส่วนตำบลวังหลวง ได้แก่ จัดทำแผนการฝึกอบรมที่ครอบคลุมทุกประเภทของสาธารณภัยที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่ เช่น ไฟป่า น้ำท่วม วาตภัย หรืออุบัติเหตุทางถนน</li> </ol> จิรวุฒิ สุทธิสอน, บุญเหลือ บุบผามาลา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8923 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 คุณภาพการให้บริการขององค์การบริหารส่วนตำบลวังหลวง อำเภอเฝ้าไร่ จังหวัดหนองคาย https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8924 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) คุณภาพการให้บริการขององค์การบริหารส่วนตำบลวังหลวง 2) เปรียบเทียบคุณภาพการให้บริการขององค์การบริหารส่วนตำบลวัง และ 3) แนวทางในการพัฒนาคุณภาพการให้บริการขององค์การบริหารส่วนตำบลวังหลวง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือประชาชนในเขตพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลวังหลวง จำนวน 388 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมเป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.827 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ จำนวน ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูล ทดสอบสมมติฐาน โดยใช้สถิติค่าที (t-test) และใช้สถิติเอฟ (f-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>คุณภาพการให้บริการขององค์การบริหารส่วนตำบลวังหลวง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (= 3.73) และเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการรู้จักและเข้าใจผู้รับบริการ (= 4.30) รองลงมา คือ ด้านความเชื่อถือไว้วางใจได้ ( = 3.77) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ด้านความเป็นรูปธรรมของบริการ (= 3.39)</li> <li>ผลการเปรียบเทียบ พบว่าโดยภาพรวมประชาชนที่มีอายุต่างกัน มีความคิดเห็นต่อคุณภาพการให้บริการขององค์การบริหารส่วนตำบลวังหลวง แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนประชาชนที่มีเพศ ระดับการศึกษา และอาชีพต่างกัน มีความคิดเห็นต่อคุณภาพการให้บริการขององค์การบริหารส่วนตำบลวังหลวง ไม่แตกต่างกัน</li> <li>ข้อเสนอแนวทางในการพัฒนาคุณภาพการให้บริการขององค์การบริหารส่วนตำบลวังหลวง ได้แก่ จัดทำและเผยแพร่คู่มือขั้นตอนการขอรับบริการต่างๆ อย่างชัดเจน</li> </ol> ศิรินาถ นรโภชน์สกุล, โกศล สอดส่อง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8924 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 คุณภาพชีวิตในการทำงานของพนักงานเทศบาลตำบลโคกก่อง อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8940 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) คุณภาพชีวิตในการทำงานของพนักงาน 2) เปรียบเทียบระดับคุณภาพชีวิตในการทำงานของพนักงาน 3) เสนอแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตในการทำงานของพนักงาน ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ พนักงานที่ปฏิบัติงานอยู่ในเทศบาลตำบลโคกก่อง จำนวนทั้งหมด 104 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมเป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.810 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ จำนวน ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูล ทดสอบสมมติฐาน โดยใช้สถิติค่าที (t-test) และใช้สถิติเอฟ (f-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า </p> <ol> <li>คุณภาพชีวิตในการทำงานของพนักงานเทศบาลตำบลโคกก่อง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (μ = 3.90) และเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านสภาพที่ทำงานที่ปลอดภัย (μ = 4.21) รองลงมา คือ ด้านความภูมิใจในองค์การ (μ = 4.14) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ด้านสังคมสัมพันธ์ (μ = 3.43)</li> <li>ผลการเปรียบเทียบ โดยภาพรวม พบว่าพนักงานที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่างกัน มีคุณภาพชีวิตในการทำงานในเทศบาลตำบลโคกก่อง ไม่แตกต่างกัน</li> <li>ข้อเสนอแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตในการทำงานของพนักงานเทศบาลตำบลโคกก่อง ได้แก่ พิจารณาปรับค่าตอบแทนตามลักษณะงาน ภาระหน้าที่ และความรับผิดชอบของแต่ละตำแหน่งให้เหมาะสม</li> </ol> จันทวันต์ วงศ์จันดี, โกศล สอดส่อง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8940 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การเสริมสร้างเครือข่ายเศรษฐกิจฐานรากตลาดประมงพื้นบ้าน อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9008 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของการเสริมสร้างเครือข่ายเศรษฐกิจฐานรากตลาดประมงพื้นบ้าน อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี 2) เพื่อพัฒนาเครือข่ายเศรษฐกิจคุณธรรมฐานรากตลาดประมงพื้นบ้าน อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี และ 3) เพื่อนำเสนอและประเมินการส่งเสริมเครือข่ายเศรษฐกิจคุณธรรมฐานรากตลาดประมงพื้นบ้าน อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน มีเครื่องมือในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบทดสอบความรู้ และแบบประเมิน จากกลุ่มตัวอย่าง 235 คน โดยสุ่มแบบง่าย และ สัมภาษณ์ 9 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น การวิเคราะห์เนื้อหา และ สถิติค่า t-test </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของการเสริมสร้างเครือข่ายเศรษฐกิจฐานรากตลาดประมงพื้นบ้าน พบว่า ด้านที่มีความเร่งด่วนที่ต้องได้รับการส่งเสริมมากที่สุด คือ ด้านการมีส่วนร่วมของสมาชิกเครือข่าย, ด้านการปฏิสัมพันธ์เชิงแลกเปลี่ยน และ ด้านมีความสนใจร่วมกัน ตามลำดับ 2) เพื่อพัฒนาเครือข่ายเศรษฐกิจคุณธรรมฐานรากตลาดประมงพื้นบ้าน พบว่า มีอยู่ 3 แนวทาง คือ จักขุมา รู้จักสินค้า ดูของเป็น เก็งกำไรแม่นยำ วิธูโร ซื้อง่าย ขายคล่อง ได้ใจลูกค้า นิสสยสัมปันโน สร้างความน่าเชื่อถือ เข้าถึงแหล่งทุนได้ง่าย และ 3) เพื่อนำเสนอและประเมินการส่งเสริมเครือข่ายเศรษฐกิจคุณธรรมฐานรากตลาดประมงพื้นบ้าน พบว่า ผลการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยนความรู้ก่อนและหลังการส่งเสริม เมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนสอบทั้งสองครั้ง มีความรู้หลังส่งเสริมสูงกว่าก่อนเข้าส่งเสริมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ส่วนแนวทางการส่งเสริมเครือข่ายเศรษฐกิจคุณธรรมฐานรากตลาดประมงพื้นบ้าน อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก</p> เสาร์คำ ใส่แก้ว, บรรณวัชร พลคำ, ณปภัช พัชรกรโชติ, ภูวดิษฐ์ นันทสกุลสิทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9008 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีเชิงรุกตามหลัก อิทธิบาท 4 สำนักเรียนในเขตบางรัก กรุงเทพมหานคร https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8993 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีเชิงรุกสำนักเรียนในเขตบางรัก กรุงเทพมหานคร 2) เพื่อศึกษาวิธีการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีเชิงรุกตามหลักอิทธิบาท 4 สำนักเรียนในเขตบางรัก กรุงเทพมหานครและ 3) เพื่อเสนอแนวทางการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีเชิงรุกตามหลักอิทธิบาท 4 สำนักเรียนในเขตบางรัก กรุงเทพมหานคร เป็นการวิจัยเชิงผสานวิธี เก็บข้อมูลกับนักเรียนและผู้สอน จำวน 80 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 7 วิเคราะห์ข้อมูลโดย ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีเชิงรุก โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.95 โดย ทุกด้านอยู่ในระดับมาก 2) วิธีการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีเชิงรุกตามหลักอิทธิบาท 4 พบว่า มุ่งส่งเสริมฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสาในทุกด้านของการจัดการเรียนรู้ ได้แก่ การออกแบบการเรียน กิจกรรมการเรียนรู้ การเรียนรู้จากประสบการณ์จริง การจัดบรรยากาศการเรียน การใช้สื่อเทคโนโลยี และการวัดประเมินผล และ 3) แนวทางการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีเชิงรุกตามหลักอิทธิบาท 4 พบว่า การออกแบบการเรียนการสอนมุ่งส่งเสริมอิทธิบาท 4 ผ่านการจัดเนื้อหาและกิจกรรมที่สอดคล้องกับความสนใจของผู้เรียน สภาพแวดล้อมและสื่อช่วยกระตุ้นสมาธิและการพิจารณาตนเอง กิจกรรมการเรียนรู้จริงมีความหมายและสร้างแรงบันดาลใจ ใช้สื่อและเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อกระตุ้นการเรียนรู้ และวัดผลโดยเน้นการสะท้อนผลเพื่อพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง</p> พระมหาสราวุฒิ วุฑฺฒิจารี (แก้วโภค), ประวิทย์ ชัยสุข, พระมหาญาณวัฒน์ ฐิตวฑฺฒโน (บุดดาวงษ์) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8993 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 นโยบายทางการเมืองที่มีต่อการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ของศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชนตำบลโคกม่วง อำเภอคลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลา https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8782 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสภาพทั่วไปเกี่ยวกับนโยบายทางการเมืองที่มีต่อการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว และ แนวทางการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวของศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชนตำบลโคกม่วง อำเภอคลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลา เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ กำหนดแบบเจาะจง จำนวน 14 คน ได้แก่ 1) ผู้กำหนดนโยบายทางการเมือง 2) ผู้นำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ 3) บุคลากรของรัฐ 4) คณะทำงานศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชน 5) เจ้าหน้าที่สหวิชาชีพ และ 6) กลุ่มตัวแทนองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสัมภาษณ์ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ลึก และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) มีการกำหนดนโยบายตั้งแต่ระดับชาติจนถึงระดับพื้นที่ แต่เมื่อนำนโนบายไปสู่การปฏิบัติเกิดปัญหาในการดำเนินงานได้แก่ ด้านบุคลากร ด้านงบประมาณ ด้านวัสดุอุปกรณ์ และด้านการจัดการ 2) แนวทางการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวของศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชน ประกอบด้วย (1) การบูรณาการข้อมูลและทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (2) การให้ความรู้เรื่องทักษะชีวิตและบริการให้คำปรึกษาแก่ผู้เสียหาย (3) การเชื่อมพลังทุกภาคส่วน (4) ควรจัดอบรมบุคลากรในพื้นที่ให้มีทักษะการช่วยเหลือเหยื่อ (5) การสร้างเครือข่ายความปลอดภัยที่เข้าถึงง่าย (6) การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและรวดเร็ว และ (7) การเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรและพัฒนาความร่วมมือกับทุกภาคส่วน</p> วรรณา อ่อนประสงค์, พระมหาเอกกวิน ปิยวีโร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8782 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่อประชาชนของเทศบาลตําบลคําม่วง อําเภอคําม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8926 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่อประชาชนของเทศบาลตําบลคําม่วง 2) เปรียบเทียบการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่อประชาชนของเทศบาลตําบลคําม่วง 3) เสนอแนวทางในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่อประชาชนในเขตเทศบาลตําบลคําม่วง กลุ่มตัวอย่างคือ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่ของเทศบาลตําบลคําม่วง จำนวน 363 คน ด้วยการใช้สูตรของ Yamane เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมเป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.848 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ จำนวน ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูล ทดสอบสมมติฐาน โดยใช้สถิติค่าที และใช้สถิติเอฟ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่อประชาชนของเทศบาลตําบลคําม่วง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านไฟฟ้าส่องสว่าง รองลงมา คือ ด้านทางระบายน้ำ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ด้านถนน</li> <li>ผลการเปรียบเทียบการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่อประชาชนของเทศบาลตําบลคําม่วง โดยภาพรวมประชาชนที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา และอาชีพต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่อประชาชนของเทศบาลตําบลคําม่วง ไม่แตกต่างกัน</li> <li>ข้อเสนอแนวทางในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่อประชาชนในเขตเทศบาลตําบลคําม่วง ได้แก่ สำรวจสภาพถนนในเขตเทศบาลอย่างละเอียด (ทั้งถนนหลัก ถนนซอย และถนนทางเกษตร)</li> </ol> ปวีณ์สุดา ศรีวงออน, โกศล สอดส่อง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8926 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ดิจิทัลของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู คณะศึกษาศาสตร์ วิทยาลัยสันตพล https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8981 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ดิจิทัลของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู คณะศึกษาศาสตร์ วิทยาลัยสันตพล และ 2) ตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ดิจิทัลของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูที่พัฒนาขึ้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต สาขาวิชาชีพครู คณะศึกษาศาสตร์ วิทยาลัยสันตพล ที่ฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 155 คน และครูพี่เลี้ยงในสถานศึกษาหน่วยฝึกประสบการณ์ จำนวน 155 คน โดยวิธีเลือกแบบเจาะจง รวมทั้งสิ้น 310 คน เครื่องมือเป็นแบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่นฉบับเท่ากับ 0.94 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์หาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน องค์ประกอบเชิงยืนยันและตรวจสอบความสอดคล้องกลมกลืนระหว่างรูปแบบเชิงสมมติฐานกับข้อมูลเชิงประจักษ์</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้ดิจิทัลของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู คณะศึกษาศาสตร์ วิทยาลัยสันตพล ประกอบด้วย 4 ปัจจัยคือ สมรรถนะดิจิทัล การออกแบบจัดการเรียนรู้ การใช้เทคโนโลยีจัดการเรียนรู้ และคุณลักษณะครูเทคโนโลยีดิจิทัล</p> <p>2) โมเดลที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์</p> สถิตย์ กุลสอน, วรรณี แก้วคำศรี, พรชัย วันทุม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8981 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 กับชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสตูล https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9011 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 2) ศึกษาชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพในสถานศึกษา 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 กับชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสตูล กลุ่มตัวอย่าง คือ ครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสตูล จำนวน 320 คน ปีการศึกษา2568 กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างเทียบจากตารางสำเร็จรูปของ Krejcie and Morgan และสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม แบ่งเป็น 3 ตอน ได้แก่ ตอนที่ 1 แบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไปจำนวน 5 ข้อ จำแนกเป็น เพศ อายุ วุฒิการศึกษา ประสบการณ์ และขนาดของสถานศึกษา ตอนที่ 2 แบบสอบถามเกี่ยวกับระดับทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 27 ข้อ ตอนที่ 3 แบบสอบถามเกี่ยวกับชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพในสถานศึกษา เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 32 ข้อ และได้ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเกี่ยวกับทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .975 และค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเกี่ยวกับชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพในสถานศึกษา มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .976 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพในสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก 3) ความสัมพันธ์ระหว่างทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 กับชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพในสถานศึกษา โดยรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูง (r = .909) อย่างมีระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .01</p> เอกนารี สุขมาศ, สุนทรี วรรณไพเราะ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9011 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาการบริหารงานบุคคลเพื่อผลเชิงบวกต่อสุขภาพองค์กรของโรงเรียนกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาบุเปือยยางใหญ่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8838 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน และสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารงานบุคคลเพื่อผลเชิงบวกต่อสุขภาพองค์กร และ 2) นำเสนอแนวทางการพัฒนาการบริหารงานบุคคลเพื่อผลเชิงบวกต่อสุขภาพองค์กร โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี <br />ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอนที่ปฏิบัติงานในโรงเรียนกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาบุเปือยยางใหญ่ จำนวน 96 คน และกลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียน จำนวน 8 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม แบบประมาณค่า 5 ระดับจำนวน 30 ด้าน รวม 60 ข้อ และแบบสัมภาษณ์ชนิดกึ่งโครงสร้าง จำนวน 10 ด้าน สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การจัดเรียงลำดับความสำคัญของความต้องการจําเป็น (PNI<sub>modified</sub>) และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p><strong> </strong>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการบริหารงานบุคคลเพื่อผลเชิงบวกต่อสุขภาพองค์กร โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง สภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารงานบุคคลเพื่อผลเชิงบวกต่อสุขภาพองค์กร โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และความจำเป็นสูงที่สุด คือ <br />ด้านการวางแผนอัตรากำลังเพื่อความเป็นผู้นำของผู้บริหาร และ 2) แนวทางการพัฒนาการ <br />มี 10 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการวางแผนอัตรากำลังเพื่อความเป็นผู้นำของผู้บริหาร 2) ด้านการวางแผนอัตรากำลังเพื่อความเข้มแข็งขององค์กร 3) ด้านการวางแผนอัตรากำลังเพื่ออำนาจอิทธิพลของผู้บริหาร 4) ด้านการวางแผนอัตรากำลังเพื่อการสนับสนุนทรัพยากร 5) ด้านการสรรหาและบรรจุแต่งตั้งเพื่ออำนาจอิทธิพลของผู้บริหาร 6) ด้านการวางแผนอัตรากำลังเพื่อการอยู่ร่วมกันของครู 7) ด้านการสรรหาและบรรจุแต่งตั้งเพื่อความเป็นผู้นำของผู้บริหาร 8) ด้านการวางแผนอัตรากำลังเพื่อการมุ่งเน้นวิชาการ 9) ด้านการสรรหาและบรรจุแต่งตั้งเพื่อความเข้มแข็งขององค์กร และ 10) ด้านการสรรหาและบรรจุแต่งตั้งเพื่อการอยู่ร่วมกันของครู</p> พัชราภรณ์ บุรวัตร์, เมธาวี โชติชัยพงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8838 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 สมรรถนะของผู้บริหารที่ส่งผลต่อการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9055 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาระดับการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา และ 3) เพื่อศึกษาสมรรถนะของผู้บริหารที่ส่งผลต่อประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1 กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 413 คน ได้มาโดยการเปิดตารางของ Krejice and Mogan และทำการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.868 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p><strong> </strong>ผลการวิจัยพบว่า 1) สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษา ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก <strong><br /></strong>2) การดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และ 3) สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษา 2 ตัวแปร ได้แก่ การมุ่งผลสัมฤทธิ์ และการพัฒนาตนเอง สามารถร่วมกันพยากรณ์การประกันคุณภายภายในสถานศึกษาได้ร้อยละ 59.10 โดยมีความคลาดเคลื่อนมาตรฐานของการพยากรณ์เท่ากับ 0<strong>.</strong>279 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> หทัยรัตน์ เจติรักษ์, สนั่น ประจงจิตร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9055 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการการบริหารสถานศึกษา ในยุคดิจิทัลของโรงเรียนพะเยาพิทยาคม จังหวัดพะเยา https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8182 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลของโรงเรียนพะเยาพิทยาคม ประชากรคือครูและบุคลากร โรงเรียนพะเยาพิทยาคมจำนวน 230 คน กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 130 คน ผู้วิจัยกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จรูปของ Krejcie และ Morgan จากนั้นทำการสุ่มอย่างง่ายโดยการใช้โปรแกรมสุ่ม ได้ครูและบุคลากรจำนวน 130 คน สำหรับคณะกรรมการสถานศึกษา จำนวน 5 คน ตัวแทนผู้ปกครองจำนวน 10 คน ตัวแทนนักเรียนจำนวน 10 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสอบถาม ลักษณะมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ เป็นการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ และนำมาวิเคราะห์ สถิติที่ใช้คือการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าสภาพปัญหาและความต้องการการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลของโรงเรียนพะเยาพิทยาคม ที่มีค่าเฉลี่ย ( ) มากที่สุดคือ งานการดำเนินการเกี่ยวกับการเลื่อนเงินเดือน กลุ่มบริหารงานบุคคลมีค่าเฉลี่ย ( ) อยู่ที่ 3.40 มีค่า (SD) อยู่ที่ 1.03 และสภาพปัญหาที่มีค่าเฉลี่ย ( ) น้อยที่สุดคือ งานเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา กลุ่มบริหารงานทั่วไป มีค่าเฉลี่ย ( ) อยู่ที่ 3.30 มีค่า (SD) อยู่ที่ 1.20 ส่วนความต้องการที่มีค่าเฉลี่ย ( ) น้อยที่สุด คือ งานพัฒนาหลักสูตรของสถานศึกษา กลุ่มบริหารวิชาการ มีค่าเฉลี่ย ( ) อยู่ที่ 4.33 มีค่า (SD) อยู่ที่ 0.97 จากผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นถึงงานการดำเนินการเกี่ยวกับการเลื่อนเงินเดือน เป็นงานที่ผู้บริหารควรให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ควรมีการพัฒนาระบบฐานข้อมูลบุคลากรที่เชื่อมโยงข้อมูลการประเมินเลื่อนเงินเดือน และพัฒนาระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติสำหรับกระบวนการเลื่อนเงินเดือน จัดตั้งคณะทำงานพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลในยุคดิจิทัลที่มีตัวแทนจากทุกกลุ่มงาน </p> พัทธพล วงศ์วาร, สำเนา หมื่นแจ่ม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8182 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาน่าน เขต 2 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9016 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 2 และ 2) เปรียบเทียบระดับภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 2 จำแนกตามขนาดสถานศึกษา และจำแนกตามที่ตั้งของสถานศึกษาเป็นอำเภอ รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยคือ ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 2 จำนวน 108 คน เลือกโดยใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ ที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.982 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 2 โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก โดยด้านการสร้างวัฒนธรรมเชิงดิจิทัล มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด และด้านความรู้ดิจิทัล มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด และ 2) ผลการเปรียบเทียบระดับภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามขนาดสถานศึกษา โดยรวมไม่แตกต่างกัน และผลการเปรียบเทียบระดับภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามที่ตั้งของสถานศึกษาเป็นอำเภอ โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> เกริกฤทธิ์ จันรุน, ศิริพร เสริตานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9016 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการบริหารงานงบประมาณของโรงเรียนในกลุ่มโรงเรียนหนองหลวง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 1 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9069 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารงานงบประมาณของโรงเรียนในกลุ่มโรงเรียนหนองหลวง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 1 และ 2) เพื่อหาแนวทางการบริหารงานงบประมาณของโรงเรียนในกลุ่มโรงเรียนหนองหลวง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 1 ขั้นตอนที่ 1 เก็บข้อมูลเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ใน<br />การวิจัย ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียน จำนวน 6 คน และครูผู้สอน จำนวน 80 คน รวม 86 คน กลุ่มโรงเรียนหนองหลวง ปีการศึกษา 2567 โดยการสุ่มอย่างง่าย และขั้นตอนที่ 2 เก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ แหล่งผู้ให้ข้อมูล จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น .931 วิเคราะห์ข้อมูลหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์เนื้อหา และนำเสนอด้วยความเรียง</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า</p> <ol> <li>การบริหารงานงบประมาณของโรงเรียนในกลุ่มโรงเรียนหนองหลวง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 1 โดยรวมและรายด้านมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก พิจารณารายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด จำนวน 1 ด้าน นอกนั้นอยู่ในระดับ มาก เรียงค่าเฉลี่ยจากสูงไปหาต่ำ คือ ด้านการจัดสรรงบประมาณ รองลงมาคือ ด้านการบริหารพัสดุและสินทรัพย์ ด้านการตรวจสอบติดตาม ประเมินผลและรายงาน<br />ผลการใช้เงิน และผลการดำเนินงาน ด้านการบริหารบัญชี ด้านการจัดทำและเสนอของบประมาณ ด้านการบริหารการเงิน และด้านที่มีค่าเฉลี่ยอันดับต่ำสุด คือ ด้านการระดมทรัพยากร และการลงทุนเพื่อการศึกษา ตามลำดับ</li> <li>แนวทางการบริหารงานงบประมาณของโรงเรียน ในกลุ่มโรงเรียนหนองหลวง สำนักงาน<br />เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 1 พบว่า แนวทางการบริหารงานงบประมาณ<br />ของโรงเรียน ทั้ง 7 ด้าน มีแนวทางการบริหารงานงบประมาณ จำนวน 57 แนวทาง </li> </ol> ศรัณย์ จันต๊ะอูป, จารุวรรณ แก่นทรัพย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9069 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหารกับความยุติธรรมในองค์การ ของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9124 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบ 1) ความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหารโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี 2) ความยุติธรรมในองค์การของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหารกับความยุติธรรมในองค์การของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี จำนวน 30 โรง ผู้ให้ข้อมูลโรงเรียนละ<br />2 คน ประกอบด้วย ผู้อำนวยการโรงเรียน 1 คน และครู 1 คน รวมผู้ให้ข้อมูล 60 คน โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจากการเปิดตารางกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างของเครจซีและมอรแกน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหารโรงเรียนตามแนวคิดของโกลแมน โบยาทซิส และแมคคี มีค่าความเชื่อมั่น เทากับ .972 และความยุติธรรมในองค์การของโรงเรียนตามแนวคิดของกริฟฟินและมัวร์เฮด มีค่าความเชื่อมั่น เทากับ .956 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือ ความถี่ ร้อยละ มัชฌิมเลขคณิต<br />ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหารโรงเรียน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่าอยู่ในระดับมากที่สุด 2 ด้าน และระดับมาก 2 ด้าน 2) ความยุติธรรมในองค์การของโรงเรียน โดยภาพรวมและรายด้าน พบว่าอยู่ในระดับมาก และ 3) ความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหารกับความยุติธรรมในองค์การของโรงเรียนมีความสัมพันธ์กันในระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> ชลบดินทร์ กลิ่นจันทร์, มัทนา วังถนอมศักดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9124 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้เทคนิค SQ6R ร่วมกับผังกราฟิก https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8965 <p> การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้เทคนิค SQ6R ร่วมกับผังกราฟิก 2) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/2 โรงเรียนอนุบาลและประถมสาธิต มหาวิทยาลัยนเรศวร <strong><em><br /></em></strong>ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 28 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 5 แผน มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.69, S.D. = 0.21) 2) แบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ แบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่า IOC ระหว่าง 0.80-1.00 ค่าความยากระหว่าง 0.20-0.82 ค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.24-0.86 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.84 และ 3) แบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้ จำนวน 4 ด้าน มีค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.67-1.00 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกันและแบบกลุ่มเดียว</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) คะแนนการทดสอบของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> วีรากร น้อยปักษา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8965 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 บทบาทเจ้าคณะพระสังฆาธิการในการส่งเสริมการปกครองคณะสงฆ์ อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8781 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาบทบาทเจ้าคณะพระสังฆาธิการกับการส่งเสริมการปกครองคณะสงฆ์ และ 2) เพื่อศึกษาแนวทางส่งเสริมบทบาทเจ้าคณะพระสังฆาธิการกับการส่งเสริมการปกครองคณะสงฆ์ อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง เป็นการวิจัยเชิงผสมผสาน โดยการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 168 รูป สุ่มแบบมีขั้นตอน รวบรวบข้อมูลด้วยแบบสอบถาม และสถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพ กำหนดกลุ่มเป้าหมาย แบบเจาะจง จำนวน 5 รูป/คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสัมภาษณ์ และวิเคราะห์ข้อมูลเนื้อหาโดยวิธีพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า</p> <ol> <li> บทบาทพระสังฆาธิการกับการส่งเสริมการปกครองคณะสงฆ์ อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง โดยรวมทั้ง 6 ด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านการศึกษาสงเคราะห์ มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านการปกครอง ด้านการศาสนศึกษา ด้านการเผยแผ่ ด้านการสาธารณะสงเคราะห์ และ ด้านการสาธารณูปการ ตามลำดับ</li> <li>แนวทางส่งเสริมบทบาทเจ้าคณะพระสังฆาธิการกับการส่งเสริมการปกครองคณะสงฆ์ อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง ประกอบด้วย 1) การพัฒนาภาวะผู้นำของเจ้าคณะพระสังฆาธฺการ 2) การสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทของเจ้าคณะพระสังฆาธิการ 3) การทำงานร่วมกันในพื้นที่ระหว่างวัด ท้องถิ่น ท้องที่ และประชาชนในการส่งเสริมการสงเคราะห์และการศึกษา และ 4) การปกครองคณะสงฆ์โดยเจ้าคณะพระสังฆาธิการ จะต้องมีการติดตามและประเมินผลโดยพระภิกษุสงฆ์ด้วย ข้อเสนอแนะ เจ้าคณะจังหวัดและเจ้าคณะทุกระดับจะต้องมีการจัดแผนพัฒนาพระสังฆาธิการอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเป็นการทบทวนบทบาทหน้าที่ของตนเองและเรียนรู้ในสิ่งที่ต้องดำเนินการตามบทบาทหน้าที่ที่ได้มอบหมาย</li> </ol> <p><u> </u></p> พระครูศาสนกิจจาทร (ชอบ เต็มราม), สุปรีชา ชำนาญพุฒิพร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8781 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลการจัดการเรียนรู้แบบ SQ5R เสริมด้วยแบบฝึกทักษะต่อความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9120 <p>&nbsp;การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ ระหว่างก่อนและหลังเรียน 2) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ หลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ต่อการจัดการเรียนรู้แบบ SQ5R เสริมด้วยแบบฝึกทักษะ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านหนองกุงคำไฮ จำนวน 21 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบ SQ5R เสริมด้วยแบบฝึกทักษะ 2) แบบฝึกทักษะ 3) แบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ การทดสอบค่าทีแบบไม่อิสระ และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มเดียว</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1.ความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หลังการจัดการเรียนรู้แบบ SQ5R เสริมด้วยแบบฝึกทักษะ สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05&nbsp; 2.ความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หลังการจัดการเรียนรู้แบบ SQ5R เสริมด้วยแบบฝึกทักษะ สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3.ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ต่อการจัดการเรียนรู้แบบ SQ5R เสริมด้วยแบบฝึกทักษะ อยู่ในระดับมากที่สุด</p> มัลลิกา หงษ์ชุมแพ, สมชาย พาชอบ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9120 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การบริหารสถานศึกษาสู่ความเป็นโรงเรียนพระราชทานขนาดใหญ่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน:พหุกรณีศึกษา https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9062 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษากระบวนการบริหารสถานศึกษา และ 2) ศึกษาปัญหาและแนวทางการแก้ไขปัญหาของการบริหารสถานศึกษาสู่ความเป็นโรงเรียนพระราชทานขนาดใหญ่ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ วิธีพหุกรณีศึกษา จากโรงเรียนที่ได้รับรางวัลสถานศึกษาพระราชทาน ระดับประถมศึกษาขนาดใหญ่ จำนวน 2 โรงเรียน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสัมภาษณ์ ทำการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า</p> <ol> <li>กระบวนการบริหารสถานศึกษา พบว่า โรงเรียนใช้กระบวนการบริหารตามวงจรการบริหารงานคุณภาพ PDCA มีขั้นตอนการบริหารงาน 4 -ขั้นตอน คือ 1) ขั้นตอนการวางแผน 2) ขั้นตอนการปฏิบัติ 3) ขั้นตอนการตรวจสอบ และ 4) ขั้นตอนการปรับปรุง ประยุกต์ใช้ S3P2 Model เป็นกลไกเสริมในการขับเคลื่อนคุณภาพการบริหารจัดการ</li> <li>ปัญหาและแนวทางการแก้ไขปัญหา ในภาพรวมจากการศึกษาโรงเรียนกรณีศึกษาทั้ง 2 โรงเรียน พบว่า 1) ด้านคุณภาพผู้เรียน ผู้เรียนเรียนกับครูไม่ตรงวิชาเอก แนวทางแก้ไข จัดสรรอัตรากำลังครูให้เหมาะสม จัดครูที่ตรงวิชาเอกให้ผู้เรียนได้เรียนรู้กับครูตรงวิชาเอกมากขึ้น 2) ด้านการบริหารหลักสูตรและงานวิชาการ ขาดการกำกับ ติดตามการใช้หลักสูตรจากทุกฝ่ายอย่างเป็นระบบ แนวทางแก้ไข กำกับติดตามการบริหารหลักสูตรสถานศึกษาในแต่ละปีการศึกษา 3) ด้านการบริหารและการจัดการศึกษา ครูและบุคลากรมองว่าแผนการดำเนินงานเป็นภาระเชิงเอกสาร แนวทางแก้ไข ใช้การประชุม PLC และเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 4) ด้านการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ครูขาดองค์ความรู้ในกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ แนวทางแก้ไข จัดอบรมให้ความรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญให้กับครู และ 5) ด้านความดีเด่นของสถานศึกษา ขาดการกำกับ ติดตาม และประเมินผลการดำเนินโครงการ แนวทางแก้ไข กำกับ ติดตาม และประเมินผลการดำเนินโครงการทุกปีการศึกษา</li> </ol> <p> </p> วีระยุทธ บาลจบ, กฤตฏ์ ชมภูวิเศษ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9062 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การบริหารแบบมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ ของกลุ่มโรงเรียนวชิรปราการ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 1 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9160 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารแบบมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ ของกลุ่มโรงเรียนวชิรปราการ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 1 2) เพื่อหาแนวทางในการส่งเสริมการบริหารแบบมีส่วนร่วม ในการแก้ปัญหาภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ ของกลุ่มโรงเรียนวชิรปราการ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 1 ประชากรและแหล่งข้อมูลที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ ผู้อำนวยการสถานศึกษา จำนวน 10 คน คณะกรรมการสถานศึกษา จำนวน 8 คน ครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 110 คน รวม 128 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ทั้งหมดจำนวน 104 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพการบริหารแบบมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ ของกลุ่มโรงเรียนวชิรปราการ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 1 โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับ มาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านเรียงลำดับจากค่าเฉลี่ยมากไปหาน้อย พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดคือ ด้านที่ 1 ด้านการมีส่วนร่วมตัดสินใจ อยู่ในระดับ มาก และด้านที่มีค่าเฉลี่ยลำดับสุดท้ายคือ ด้านที่ 2 ด้านการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติการ อยู่ในระดับ มาก 2. แนวทางการบริหารแบบมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ ของกลุ่มโรงเรียนวชิรปราการ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 1 พบว่า การบริหารแบบมีส่วนร่วมทั้ง 5 ด้าน มีแนวทางการบริหารแบบมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ 42 แนวทาง</p> <p><strong> </strong></p> เกรียงไกร สุขขา, จารุวรรณ แก่นทรัพย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9160 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การสังเคราะห์งานวิจัยเกี่ยวกับการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ระหว่างปี พ.ศ.2557-2567 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/7480 <p><strong> </strong>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย 1) เพื่อศึกษาคุณลักษณะงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 2) เพื่อประเมินคุณภาพงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 3) เพื่อเปรียบเทียบค่าขนาดอิทธิพลของการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แบบประเมินคุณภาพงานวิจัย 2) แบบสรุปรายละเอียดงานวิจัย งานวิจัยที่นำมาสังเคราะห์มีจำนวน 50 เรื่อง มาจาก 13 สถาบัน อยู่ระหว่างปี พ.ศ.2557-2567 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ขนาดอิทธิพลด้วยวิธีของ Glass วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงบรรยายและการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One way ANOVA) ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>งานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ส่วนใหญ่เป็นงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในปี 2564 มากที่สุด (14%) โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นสถาบันที่ผลิตงานวิจัยมากที่สุด (22%) โดยงานวิจัยจากสาขาวิชาหลักสูตรและการสอนเป็นสาขาที่มีการผลิตงานวิจัยมากที่สุด (48%) ซึ่งเป็นการศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มากที่สุด (38.60%)</li> <li>ผลการประเมินคุณภาพของงานวิจัยที่นำมาสังเคราะห์งานวิจัย จำนวน 50 เรื่อง โดยภาพรวมมีผลการประเมินอยู่ในระดับดี มีค่าเฉลี่ย () เท่ากับ 3.10 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน () เท่ากับ 0.48 ซึ่งงานวิจัยดังกล่าวมีผลการประเมินอยู่ในระดับคุณภาพดีจำนวน 34 เรื่อง (68%) และระดับคุณภาพดีมาก จำนวน 16 เรื่อง (32%) </li> </ol> <p> 3. คุณลักษณะงานวิจัยที่ทำให้ค่าขนาดอิทธิพลของการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นต่างกัน มีจำนวน 4 ตัวแปร ได้แก่ ระดับชั้นของประชากรหรือกลุ่มตัวอย่าง แบบแผนการวิจัย การแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ และสาระการเรียนรู้ที่ศึกษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 </p> ภูวรินทร์ อินนอก, นวพล นนทภา , รามนรี นนทภา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/7480 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเองของนักเรียน ในยุคศตวรรษที่ 21 ตามหลักโยนิโสมนสิการ กลุ่มโรงเรียนท่ามะกา 2 สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 2 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9119 <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับของทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเองของนักเรียนในยุคศตวรรษที่ 21 กลุ่มโรงเรียนท่ามะกา 2 สังกัด สพป. เขต 2 2) เพื่อศึกษาวิธีการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเองของนักเรียนในยุคศตวรรษที่ 21 ตามหลักโยนิโสมนสิการ กลุ่มโรงเรียนท่ามะกา 2 สังกัด สพป. เขต 2 และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเองของนักเรียนในยุคศตวรรษที่ 21 ตามหลักโยนิโสมนสิการ กลุ่มโรงเรียนท่ามะกา 2 สังกัด สพป. เขต 2 เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากรสถานศึกษา 80 คน โดยกำหนดกลุ่มตัวอย่างแบบ Six Singma และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 7 คน โดยการคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสอบถาม มีค่า Try Out เท่ากับ .981 และแบบสัมภาษณ์เชิงลึก สถิติที่ใช้เป็นการวิเคราะห์ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเองของนักเรียนในยุคศตวรรษที่ 21 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 3.94 ทุกด้านอยู่ในระดับมาก 2) วิธีพัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเองตามหลักโยนิโสมนสิการ มุ่งให้นักเรียนคิดอย่างมีเหตุผล รอบคอบ เป็นระบบ ทั้งด้านการเรียนรู้ คุณลักษณะ การบริหารจัดการ การสืบค้น และการประเมิน เพื่อสร้างผู้เรียนที่มีวินัย รับผิดชอบ และพัฒนาตนเองได้ยั่งยืน และ 3) แนวทางการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเองตามหลักโยนิโสมนสิการ พบว่า ผู้เรียนมีทักษะการคิดหลากหลาย ได้แก่ การคิดอย่างมีวิธี การคิดเป็นขั้นตอน การคิดอย่างมีเหตุผล และการคิดเชิงบวก ซึ่งช่วยให้วางแผน แก้ปัญหา สืบค้นข้อมูล และประเมินตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p> พระสุวัฒน์ สุวฑฺโฒ (พลบนิล), ยุทธวีร์ แก้วทองใหญ่, เผด็จ จงสกุลศิริ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9119 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การเรียนการสอนเพื่อปลูกฝังสังคหวัตถุ 4 ของนักเรียน โรงเรียนเขาแก้ววิทยาสรรพ์ อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9129 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการเรียนการสอนตามหลักสังคหวัตถุ 4 แก่นักเรียนโรงเรียนเขาแก้ววิทยาสรรพ์ 2) เพื่อเปรียบเทียบการเรียนการสอนเพื่อปลูกฝังสังคหวัตถุ 4 แก่นักเรียนโรงเรียนเขาแก้ววิทยาสรรพ์ 3) เพื่อเสนอแนวทางการเรียนการสอนเพื่อปลูกฝังสังคหวัตถุ 4 แก่นักเรียนโรงเรียนเขาแก้ววิทยาสรรพ์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่นักเรียนโรงเรียนเขาแก้ววิทยาสรรพ์ จำนวน 159 คน โดยการสุ่มแบบเจาะจง ใช้แบบสอบถามที่มีความเชื่อมั่น 0.920 และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการพรรณนาวิธีตามหลักอุปนัยวิธี</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <ol> <li>สภาพการเรียนการสอนเพื่อปลูกฝังสังคหวัตถุ 4 แก่นักเรียนโรงเรียนเขาแก้ววิทยาสรรพ์ อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>ผลการเปรียบเทียบการสอนการสอนเพื่อปลูกฝังสังคหวัตถุ 4 แก่นักเรียนโรงเรียนเขาแก้ววิทยาสรรพ์ พบว่า 1) นักเรียนที่มีเพศต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการเรียนการสอนเพื่อปลูกฝังสังคหวัตถุ 4 แก่นักเรียน แตกต่างกัน 2) นักเรียนที่มีอายุต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการเรียนการสอนเพื่อปลูกฝังสังคหวัตถุ 4 แก่นักเรียน ไม่แตกต่างกัน 3) นักเรียนที่มีการศึกษาต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการเรียนการสอนเพื่อปลูกฝังสังคหวัตถุ 4 แก่นักเรียน ไม่แตกต่างกัน</li> </ol> <p>3. เสนอแนวทางการเรียนการสอนเพื่อปลูกฝังสังคหวัตถุ 4 แก่นักเรียนโรงเรียนเขาแก้ววิทยาสรรพ์ การเสียสละ ครูควรสอดแทรกหลักธรรมในบทเรียนทุกชั้นปี การจัดกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างคุณธรรมให้กับนักเรียน ปิยะวาจา ครูควรส่งเสริมการพูดให้มาก อัตถจริยา ให้นักเรียนประพฤติตนในสิ่งที่เป็นประโยชน์ครู พ่อ แม่ หรือบุคคลอื่น สมานัตตตา ครูต้องอบรมสั่งสอนนักเรียนให้มีคุณธรรม จริยธรรม และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่นักเรียนอย่างสม่ำเสมอ</p> พระครูบุญประภากร ปภากโร(สุบรรณ์), อุดร จันทวัน, พระครูสุตคุณวรากร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9129 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 EXPLORING ENGLISH VOCABULARY LEARNING STRATEGIES THROUGH AI INTEGRATION OF THAI UNIVERSITY STUDENTS: A CASE STUDY https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8140 <p> </p> <p> </p> <p> </p> Anawin Khlakheang, Amorn Cherngroongroj ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8140 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการบริหารงานวิชาการตามแนวคิดเดมมิ่งของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9219 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารงานวิชาการตามแนวคิดเดมมิ่ง การวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะดังนี้ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพพึงประสงค์และความต้องการจำเป็นในการบริหารงานวิชาการตามแนวคิดแนวเดมมิ่ง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย จํานวน 335 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ด้านสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์มีค่าความเชื่อมั่น 0.97 และ 0.98 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและความต้องการจําเป็น ระยะที่ 2 การออกแบบแนวทางการบริหารงานวิชาการตามแนวคิดเดมมิ่ง ใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง ระยะที่ 3 การประเมินแนวทางการบริหารงานวิชาการตามแนวคิดเดมมิ่ง โดยใช้แบบประเมินแนวทาง 3 ด้าน ได้แก่ ความเป็นประโยชน์ ความเหมาะสม และความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1)สภาพปัจจุบันของการบริหารงานวิชาการตามแนวคิดเดมมิ่ง โดยรวมอยู่ในระดับมาก สภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุดและความต้องการจำเป็นมากที่สุดคือ การวัดผลประเมินผล 2) การออกแบบแนวการบริหารงานวิชาการตามแนวคิดเดมมิ่ง มีทั้งหมด 65 แนวทาง คือ ด้านการวัดผลประเมินผล 16 แนวทาง ด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา 7 แนวทาง ด้านการพัฒนาและใช้สื่อเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา 10 แนวทาง ด้านการพัฒนาหลักสูตร 14 แนวทาง ด้านการนิเทศการศึกษา 6 แนวทาง และด้านการจัดการเรียนการสอน 12 แนวทาง 3) การประเมินแนวทางการบริหารงานวิชาการการตามแนวคิดเดมมิ่งมีความเป็นประโยชน์ ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ อยู่ในระดับมากที่สุด</p> ณัชชา ปัสสาสัย, กฤตฏ์ ชมภูวิเศษ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9219 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาคุณลักษณะนวัตกรของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษเขต 4 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9134 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาคุณลักษณะนวัตกรของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 และ 2)เพื่อศึกษาการพัฒนาคุณลักษณะนวัตกรของครูในสถานศึกษาที่นำไปสู่นวัตกรรมทางการสอนที่สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของโรงเรียนขนาดเล็ก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 กลุ่มตัวอย่างคือ ครูในสังกัดจำนวน 322 คน โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น ตามสัดส่วนขนาดของโรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.97 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาคุณลักษณะนวัตกรของครูในสถานศึกษาของสำนักเขตพื้นที่การศึกษประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 พบว่า ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (Xˉ=4.30,S.D.=.45) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ความมุ่งมั่นในความสำเร็จมีค่าเฉลี่ยสูงสุดในระดับ มากที่สุด (Xˉ=4.55) ขณะที่การยอมรับการเปลี่ยนแปลง มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดในระดับมาก (Xˉ=4.16) และ 2) ผลการศึกษาการพัฒนาคุณลักษณะนวัตกรของครูในสถานศึกษาที่นำไปสู่นวัตกรรมทางการสอนที่สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของโรงเรียนขนาดเล็ก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 พบว่า มี 6 ด้านประกอบด้วย 1 ) ความกล้า, 2) ความอดทนต่อความคลุมเครือ 3) ความมุ่งมั่นในความสำเร็จ 4) การรับรู้ความสามารถของตนเอง 5) การยอมรับการเปลี่ยนแปลง และ 6) ความสนใจในการแก้ปัญหา</p> มุนินทร์ นวลเนตร, เจริญวิชญ์ สมพงษ์ธรรม, จำรัส สอนกล้า ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9134 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาแนวคิดเรื่องความยุติธรรมและความเท่าเทียมของท่าน พุทธทาสภิกขุผ่านหนังสือธัมมิกสังคมนิยม https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9135 <p> การศึกษาวิจัยมีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาความหมายความยุติธรรมและความเท่าเทียมของท่านพุทธทาสภิกขุ ผ่านหนังสือธัมมิกสังคมนิยม พบว่า ความหมายของ “ความยุติธรรม” และ “ความเท่าเทียม” ตามแนวคิดของท่านพุทธทาสภิกขุ ผ่านหนังสือ <em>ธัมมิกสังคมนิยม</em> รวมทั้งวิเคราะห์แนวคิดดังกล่าวในบริบทของพระพุทธศาสนาที่มีอิทธิพลต่อแนวคิดทางการเมืองและสังคม การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยอาศัยการวิจัยเอกสาร (Documentary Research) และการตีความวรรณกรรมเชิงพรรณนา (2) เพื่อศึกษาถึงแนวคิดความยุติธรรมและความเท่าเทียมในบริบทของพุทธศาสนาที่มีอิทธิพลส่งผลต่อแนวคิดทางการเมืองและสังคมการวิจัยครั้งนี้ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เป็นการวิจัยเอกสาร โดยใช้แนวคิดการตีความหมายในเชิงตัวบทเอกสาร</p> <p>ผลการวิจัย 1<strong><em>.</em></strong>) ความหมายความยุติธรรมและความเท่าเทียมของท่านพุทธทาสภิกขุ ผ่านหนังสือธัมมิกสังคมนิยม พบว่า ความหมายของ “ความยุติธรรม” และ “ความเท่าเทียม” ตามแนวคิดของท่านพุทธทาสภิกขุ ผ่านหนังสือ ธัมมิกสังคมนิยม รวมทั้งวิเคราะห์แนวคิดดังกล่าวในบริบทของพระพุทธศาสนาที่มีอิทธิพลต่อแนวคิดทางการเมืองและสังคม 2<strong><em>.</em></strong>) ผลการวิจัยแนวคิดความยุติธรรมและความเท่าเทียมในบริบทของพุทธศาสนาที่มีอิทธิพลส่งผลต่อแนวคิดทางการเมืองและสังคม พบว่า แนวคิดความยุติธรรม และความเท่าเทียมในบริบทของพุทธศาสนาที่มีอิทธิพลส่งผลต่อแนวคิดทางการเมืองและสังคมของ ท่านพุทธทาสภิกขุมอง “ความยุติธรรม” ไม่ใช่เพียงการใช้กฎหมายหรือการลงโทษ แต่หมายถึงความถูกต้องตามธรรมะ (ธรรมยุติ) ซึ่งทุกชีวิตควรได้รับปัจจัยพื้นฐานอย่างพอเพียงโดยปราศจากการกดขี่หรือเอารัดเอาเปรียบ แนวคิดใน ธัมมิกสังคมนิยม มุ่งสร้างสังคมที่เสมอภาค สันติสุข และปลอดจากความเหลื่อมล้ำ โดยชี้ให้เห็นว่าความยุติธรรมเกิดจากตัณหาและการยึดติดในวัตถุเกินความจำเป็น</p> พระครูสมุห์ณรงค์เดช โชติปัญฺโญ (ลมเชย) , พิศาล มุกดารัศมี, ธนศักดิ์ สายจำปา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9135 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ข้อเสนอการพัฒนาระบบฐานข้อมูลของโรงเรียนในกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาที่ 6 โพธิ์ไทร-ไร่ใต้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9162 <p>การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความต้องการใช้ฐานข้อมูลของโรงเรียน และ 2) เพื่อศึกษาข้อเสนอการพัฒนาระบบฐานข้อมูลของโรงเรียนในกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาที่ 6 โพธิ์ไทร-ไร่ใต้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 <br />กลุ่มประชากรคือ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน ที่ปฏิบัติงานในโรงเรียนกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาที่ 6 โพธิ์ไทร-ไร่ใต้ จำนวน 107 คน โดยเลือกแบบแบบเจาะจง เครื่องมือการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการใช้ฐานข้อมูลของโรงเรียน โดยรวมอยู่ในระดับมาก และ 2) ข้อเสนอการพัฒนาระบบฐานข้อมูลของโรงเรียนในกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาที่ 6 <br />โพธิ์ไทร-ไร่ใต้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 ดังนี้ ควรพัฒนาระบบฐานข้อมูลที่มีความยืดหยุ่นและเป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน รองรับการปรับปรุงและอัปเดตข้อมูลได้อย่างสะดวก โดยใช้เทคโนโลยี Web-Based หรือ Cloud-Based เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงและจัดการข้อมูลให้เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียน ระบบควรสามารถเชื่อมโยงกับระบบสารสนเทศภายในและ API ของหน่วยงานภาครัฐ ครอบคลุมข้อมูลด้านครูและบุคลากร การลา ทรัพย์สิน ครุภัณฑ์ เอกสาร และข่าวสาร พร้อมฟังก์ชันวิเคราะห์ข้อมูล สร้างรายงานอัตโนมัติ บันทึกต้นทุน และระบบแจ้งเตือน/ติดตาม </p> วรรธะศิริ พุ่มทอง, เจริญวิชญ์ สมพงษ์ธรรม, สุรศักดิ์ หลาบมาลา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9162 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 แรงจูงใจในการปฏิบัติงานที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์การของครู วิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการ การอาชีวศึกษา จังหวัดราชบุรี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9170 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชนจังหวัดราชบุรี 2) ระดับความผูกพันต่อองค์การของครูวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชนจังหวัดราชบุรี และ 3) แรงจูงใจในการปฏิบัติงานที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อ องค์การของครูวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชนจังหวัดราชบุรี ปีการศึกษา 2567 การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงทำนาย ใช้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 207 คน ได้มาจากการใช้หลักการคำนวณของ ทาโร่ ยามาเน่ และใช้วิธีสุ่มแบบแบ่งชั้นจำแนกตามวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.988 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้การวิเคราะห์การถดถอยแบบพหุคูณขั้นตอน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) แรงจูงใจในการปฏิบัติงานวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาจังหวัดราชบุรี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าสูงสุด คือ ด้านลักษณะของงานที่ทำ รองลงมาคือ ด้านความรับผิดชอบ และด้านน้อยที่สุดคือ ด้านความก้าวหน้าในอาชีพ 2) ความผูกพันต่อองค์การของครูวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จังหวัดราชบุรี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าสูงสุด คือ ด้านความเต็มใจที่จะทุ่มเทความพยายามอย่างมากเพื่อองค์การ รองลงมาคือ ด้านความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะคงความเป็นสมาชิกขององค์การ และด้านน้อยที่สุดคือ ด้านความเชื่อและยอมรับในเป้าหมายและค่านิยมขององค์การ 3) แรงจูงใจในการปฏิบัติงานที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์การของครูวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาจังหวัดราชบุรี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สามารถพยากรณ์ความผูกพันต่อองค์การของครูวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาจังหวัดราชบุรี ได้ร้อยละ 83.30</p> ดุลยวัฒน์ พัฒนวงศ์ไทย, สุภัทรศักดิ์ คำสามารถ, ปฐมพรณ์ อินทรางกูร ณ อยุธยา, วิเชียร อินทรสมพันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9170 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 บทบาทผู้บริหารที่ส่งผลต่อบรรยากาศองค์การในวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จังหวัดราชบุรี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9171 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับบทบาทผู้บริหารวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชน 2) ระดับบรรยากาศองค์การในวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชน 3) บทบาทผู้บริหารที่ส่งผลต่อบรรยากาศองค์การในวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จังหวัดราชบุรี การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพยากรณ์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารและครู สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จังหวัดราชบุรี ปีการศึกษา 2567 จำนวน 207 คน จากประชากร 211 คน สุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิตามสัดส่วนของประชากร เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ <strong>.</strong>991 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ <strong> </strong>ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน <strong> </strong>และใช้การวิเคราะห์การถดถอยแบบพหุคูณขั้นตอน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับบทบาทของผู้บริหารวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จังหวัดราชบุรี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านบทบาทการกำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา ได้แก่ ด้านบทบาทการจัดตั้งควบคุมองค์การให้สมดุล ส่วนด้านบทบาทการสนับสนุนวัฒนธรรมองค์การที่มีประสิทธิผล มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด 2) ระดับบรรยากาศองค์การในวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จังหวัดราชบุรี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านความผูกพันธ์องค์การ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา ได้แก่ ด้านโครงสร้างองค์การ ส่วนด้านการได้รับการยอมรับการให้รางวัล มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด 3) บทบาทผู้บริหารที่ส่งผลต่อบรรยากาศองค์การในวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จังหวัดราชบุรี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และสามารถพยากรณ์บรรยากาศองค์การในวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จังหวัดราชบุรี ได้ร้อยละ 87.40</p> <p> </p> พรรณยะมล พัฒนวงศ์ไทย, สุภัทรศักดิ์ คำสามารถ, ปฐมพรณ์ อินทรางกูร ณ อยุธยา, วิเชียร อินทรสมพันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9171 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารที่ส่งผลต่อคุณภาพของผู้เรียนในสถานศึกษา กลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาที่ 5 และ 6 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9163 <p>การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับคุณภาพของผู้เรียนในสถานศึกษา และ 3) ศึกษาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารที่ส่งผลต่อคุณภาพของผู้เรียนในสถานศึกษากลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาที่ 5 และ 6 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบปริมาณ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยคือ ครูผู้สอนในกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาที่ 5 และ 6 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 จำนวน 140 กลุ่มตัวอย่าง กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครซี่ มอร์แกน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.96 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณแบบเป็นขั้นตอน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาที่ 5 และ 6 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) คุณภาพของผู้เรียนในสถานศึกษา กลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาที่ 5 และ 6 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 โดยรวมอยู่ในระดับมาก และ <br />3) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหาร ด้านการกำกับติดผตามลการพัฒนานักเรียน ส่งผลต่อคุณภาพของผู้เรียนในสถานศึกษากลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาที่ 5 และ 6 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 <br />มีค่าสัมประสิทธิสหสัมพันธ์พหุคูณเท่ากับ 0.24 สามารถพยากรณ์คุณภาพของผู้เรียนในสถานศึกษากลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาที่ 5 และ 6 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานีเขต 3 ได้ร้อยละ 6 มีสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบและคะแนนมาตรฐาน ดังนี้ = 3.40 + 0<strong>.</strong>23 (X<sub>4</sub>), = 0<strong>.</strong>24Z<sub>x4</sub></p> ณิชกานต์ ทองเหลือ, เจริญวิชญ์ สมพงษ์ธรรม, ชารี มณีศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9163 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การบริหารจัดการสู่ความเป็นเลิศสำหรับโรงเรียนคุณธรรม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9157 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศของ<strong><br></strong>การบริหารจัดการโรงเรียนคุณธรรม และ 2) หาวิธีการบริหารจัดการสู่ความเป็นเลิศสำหรับ<strong><br></strong>โรงเรียนคุณธรรม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 โดยใช้<strong><br></strong>ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัยเป็น 2 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 ศึกษาวิธีการ<strong><br></strong>ปฏิบัติที่เป็นเลิศของการบริหารจัดการโรงเรียนคุณธรรม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา<strong><br></strong>ประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้บริหารสถานศึกษาและครูที่ปฏิบัติงาน<strong><br></strong>ในโรงเรียนที่มีวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศของการบริหารจัดการโรงเรียนคุณธรรม สังกัดสำนักงาน<strong><br></strong>เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 และการสังเกต จำนวน 1 โรงเรียน ที่มาจาก<strong><br></strong>การเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสัมภาษณ์และแบบสังเกตและวิเคราะห์ข้อมูล<strong><br></strong>เชิงเนื้อหา ระยะที่ 2 หาวิธีการบริหารจัดการสู่ความเป็นเลิศสำหรับโรงเรียนคุณธรรม สังกัด<strong><br></strong>สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนครเขต 3 โดยการสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ<strong><br></strong>จำนวน 9 คน ที่มาจากการเลือกแบบเจาะจง การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1) วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศของการบริหารจัดการโรงเรียนคุณธรรม<br>สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 ประกอบด้วย 4 ด้าน<br>24 วิธีการ 2) วิธีการบริหารจัดการสู่ความเป็นเลิศสำหรับโรงเรียนคุณธรรม สังกัดสำนักงาน<br>เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 ที่ได้รับการยืนยันว่าใช้ได้ ประกอบด้วย<br>4 ด้าน 24 วิธีการ</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> การบริหารจัดการ, โรงเรียนคุณธรรม, สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา<br>ประถมศึกษาสกลนคร เขต 3</p> ยลดา หมายมั่น, พนายุทธ เชยบาล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9157 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การบริหารงานพัสดุในโรงเรียนการศึกษาสงเคราะห์ กลุ่ม 4 สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9326 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์การบริหารงานพัสดุ และ 2) เพื่อศึกษาแนวทางพัฒนาการบริหารงานพัสดุในโรงเรียนการศึกษาสงเคราะห์ กลุ่ม 4 สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ เจ้าหน้าที่พัสดุ และครู ในโรงเรียนการศึกษาสงเคราะห์ กลุ่ม 4 สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ จำนวน 3 โรงเรียน 156 คน โดยอาศัยสูตรและตารางสำเร็จรูปจาก เครจซี่และมอร์แกน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ จากนั้นใช้การสุ่มอย่างง่ายตามโรงเรียน เครือมือที่ใช้เป็น แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น 0.92 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ วิเคราะห์ความต้องการจําเป็น (PNI <sub>Modified</sub>)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาระดับสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์การบริหารงานพัสดุ พบว่า สภาพปัจจุบันจะเป็นอยู่ในระดับมาก และ สภาพที่พึงประสงค์ โดยภาพรวมพบว่าอยู่ในระดับมากที่สุด และ 2) เพื่อศึกษาแนวทางพัฒนาการบริหารงานพัสดุในโรงเรียนการศึกษาสงเคราะห์ กลุ่ม 4 สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ประกอบด้วย 1) ด้านการยืม (PNI Modified = 0.19) พัสดุหลายอย่างควรมีเลขตรวจรับ จะได้สะดวกต่อการตรวจสอบ การยืม การคืน และการตรวจสอบพัสดุประจำปี 2) ด้านการเก็บ การบันทึก การเบิกจ่าย (PNI Modified=0.13) การจัดเก็บ การจ่ายพัสดุ ควรมีบัญชีพัสดุหรือทะเบียนที่เป็นปัจจุบัน มีการเบิกจ่ายที่ถูกต้องตามใบเบิกพัสดุ 3) ด้านการจำหน่ายพัสดุ (PNI Modified=0.11) สถานศึกษาควรมีการตรวจสอบพัสดุประจำปีทุกสิ้นปีงบประมาณเพื่อทำการจำหน่ายพัสดุอย่างสุจริตโปร่งใส และด้านการบำรุงรักษา การตรวจสอบ (PNI Modified=0.10) สถานศึกษามีการวางแผนในการบำรุงรักษาพัสดุซ่อมแซมให้พร้อมใช้งานตลอดเวลา</p> สุรีภรณ์ อารีย์, สุรางคนา มัณยานนท์, พรรณี สุวัตถี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9326 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 A STUDY ON THE RELATIONSHIP BETWEEN CULTURE ADAPTATION ANDACADEMIC CULTURE EXPERIENCE OF CHINESE STUDENTS STUDYING IN THAILAND https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9309 <p> </p> <p> </p> Junze Qin, Usaporn Klinkasorn ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9309 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาประสิทธิภาพการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการองค์กรคุณธรรมต้นแบบเทศบาลตำบลเกาะเพชร อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9376 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาระดับการพัฒนาประสิทธิภาพการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการองค์กรคุณธรรมต้นแบบ และ 2) เพื่อศึกษาแนวทางในการพัฒนาประสิทธิภาพการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการองค์กรคุณธรรมต้นแบบของเทศบาลตำบลเกาะเพชร อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช กลุ่มตัวอย่างคือ ประชาชนในเทศบาลตำบลเกาะเพชร จำนวน 371 คน กลุ่มตัวอย่างได้จากการคัดเลือกแบบเจาะจง ค่าความเชื่อมั่น ได้ค่าเท่ากับ 0.881 เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามและวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนาได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการพัฒนาประสิทธิภาพการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการองค์กรคุณธรรมต้นแบบเทศบาลตำบลเกาะเพชร อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช ภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านโดยเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย พบว่า ด้านการมีส่วนร่วมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านทำความดีเพื่อความดี และ ด้านที่น้อยที่สุดคือ ด้านทำตามหลักความจริงมีค่าเฉลี่ย ด้านระเบิดจากข้างใน และ ด้านทำแบบองค์รวม และ 2) ข้อเสนอแนะการพัฒนาประสิทธิภาพการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการองค์กรคุณธรรต้นแบบ เทศบาลตำบลเกาะเพชร อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช ประกอบด้วย การสร้างความตระหนักรู้และการเปลี่ยนแปลงภายในของบุคลากร การบูรณาการงานทุกฝ่ายให้สอดคล้องและเชื่อมโยงกัน การจัดทำฐานข้อมูลที่ครบถ้วน ทันสมัยและเชื่อถือได้ การเปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการกำหนดนโยบายด้านคุณธรรมของเทศบาล ส่วน การพัฒนาด้านการทำความดีเพื่อความดี ควรเน้นการปลูกฝังจิตสำนึกของบุคลากรและประชาชนให้เห็นความสำคัญของการทำความดีโดยไม่หวังผลตอบแทน</p> อติกานต์ เพ็ญนุกูล, สิทธิพงษ์ สิทธิภัทรประภา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9376 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 อิทธิพลของสื่อที่มีผลต่อการรับรู้ข่าวสารทางการเมือง ของประชาชนเทศบาลนครหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9205 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับอิทธิพลของสื่อที่มีผลต่อการรับรู้ข่าวสารทางการเมือง และ 2) ศึกษาปัญหาและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับอิทธิพลของสื่อที่มีผลต่อการรับรู้ข่าวสารทางการเมืองของประชาชนในเทศบาลนครหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือประชาชนที่มีสัญชาติไทยและมีภูมิลำเนาในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยตารางสำเร็จรูป ทาโร่ ยามาเน่ ได้กลุ่มตัวอย่าง 398 คน และสุ่มตัวอย่างแบบอย่างง่าย เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถาม จำนวน 3 ตอนรวม 25 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.951 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย ( <strong>)</strong> และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า</p> <ol> <li>อิทธิพลของสื่อที่มีผลต่อการรับรู้ข่าวสารทางการเมืองของประชาชนเทศบาลนครหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.47, S.D. = 0.31) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านพฤติกรรมทางการเมือง ( <strong> </strong>= 4.52, S.D.<strong> = </strong>0.36) รองลงมาคือ ด้านการส่งเสริมการรับรู้ข่าวสารทางการเมือง ( <strong> </strong>= 4.48, S.D. = 0.38) และ ด้านเจตคติทางการเมือง ( <strong> </strong>= 4.41, S.D. = 0.35) ตามลำดับ</li> <li>ปัญหาเกี่ยวกับการรับรู้ข่าวสารทางการเมืองของประชาชนเทศบาลนครหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ได้แก่ 1) ขาดความรู้ความเข้าใจและไม่เท่าทันสื่อ 2) ไม่มีทักษะการใช้เทคโนโลยี และ 3) รับข่าวสารจากสื่อเพียงแหล่งเดียว ข้อเสนอแนะ 1) มีการอบรมและรณรงค์ให้ประชาชนรู้เท่าทันสื่อ 2) ส่งเสริมให้เข้าถึงข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ และ 3) สื่อท้องถิ่นต้องมีบทบาทในการส่งข้อมูลให้กับประชาชน</li> </ol> ธนิตา เขียวหอม, กันตภณ หนูทองแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9205 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิดวิเคราะห์ ในรายวิชาประวัติศาสตร์ ชาติไทย ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 3 (ปวช. 3) สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9351 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ ตามเกณฑ์ 80/80 2. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน 3. เปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ก่อนเรียนและหลังเรียน และ 4. ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาต่อการจัดการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 3/1 (ปวช.3) แผนกวิชาบัญชี วิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษ ปีการศึกษา 2567 จำนวน 40 คน กำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้วิธีการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 8 แผน มีคะแนนเฉลี่ย 4.54 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน มีความยากง่าย ระหว่าง .28-.80 ค่าอำนาจจำแนกรายข้อ ระหว่าง .22-.77 และค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .82 แบบทดสอบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ก่อนเรียนและหลังเรียน มีความยากง่าย ระหว่าง .28-.80 ค่าอำนาจจำแนกรายข้อ ระหว่าง .20-.85 และค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .92 และแบบสอบถามความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ มีค่า IOC เท่ากับ 1.00 ทุกข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐาน ด้วยค่าที แบบไม่เป็นอิสระต่อกัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า: 1. ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ มีประสิทธิภาพ 83.42/81.92 เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด 2. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. เปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 4. ความพึงพอใจของนักศึกษาต่อการจัดการเรียนรู้ โดยรวม ความพึงพอใจของนักศึกษาต่อการจัดการเรียนรู้ อยู่ในระดับมากที่สุด</p> ปภัสสร จักษุพันธ์; ระพิน ชูชื่น (ผู้แต่ง); มัธยม เรืองแสน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9351 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 เรียนรู้จากความเงียบ: อัตชาติพันธุ์วรรณนาว่าด้วยการสร้างอัตลักษณ์ของอาจารย์ใหม่ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9385 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่ออธิบายประสบการณ์ของอาจารย์ใหม่ที่เผชิญกับความเงียบของผู้เรียนในชั้นเรียน (2) เพื่อสำรวจและตีความกระบวนการเรียนรู้และการปรับตัวของอาจารย์ใหม่ผ่านการสะท้อนตนเอง และ (3) เพื่อทำความเข้าใจการก่อรูปอัตลักษณ์ครูในระยะเริ่มต้นของชีวิตวิชาชีพ การศึกษาวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีอัตชาติพันธุ์วรรณนาซึ่งผู้วิจัยเป็นทั้งผู้สอนและผู้สังเกตตนเอง โดยเก็บข้อมูลจากความทรงจำ บันทึกสะท้อนคิด การสังเกตระหว่างการสอนและการวิเคราะห์ประสบการณ์ส่วนตัว</p> <p>ผลการศึกษาพบว่าความเงียบของผู้เรียนไม่เพียงสร้างความไม่มั่นใจให้กับอาจารย์ใหม่ แต่ยังเป็นกระจกสะท้อนภายใน ที่เปิดโอกาสให้เกิดการเรียนรู้เชิงลึกเกี่ยวกับการสื่อสาร การยอมรับความไม่สมบูรณ์และการสร้างอัตลักษณ์ทางวิชาชีพ กระบวนการไตร่ตรองอย่างต่อเนื่องทำให้อาจารย์ใหม่ค่อย ๆ เปลี่ยนจากการมุ่งควบคุมชั้นเรียน ไปสู่การเข้าใจความเงียบในฐานะพื้นที่ของการฟังและการเติบโต ผลการวิจัยจึงชี้ให้เห็นว่าความเงียบมิใช่อุปสรรคต่อการสอน หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างอัตลักษณ์ครูที่ตั้งอยู่บนฐานของการเรียนรู้ตนเองและความเข้าใจในผู้อื่น</p> อนิรุทธิ์ สมเสาร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9385 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการนิเทศภายในโรงเรียนโดยใช้แนวคิดชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเลย หนองบัวลำภู https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9372 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการนิเทศภายในโรงเรียนโดยใช้แนวคิดชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ 2) สร้างแนวทาง และ 3) ประเมินแนวทาง วิธีดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็น ระยะที่ 2 สร้างแนวทางการนิเทศภายในโรงเรียนโดยใช้แนวคิดชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ และระยะที่ 3 การประเมินแนวทางการนิเทศภายในโรงเรียนโดยใช้แนวคิดชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยวิธีการพรรณนาวิเคราะห์</p> <p><strong> </strong><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> <strong> </strong></p> <ol> <li>สภาพปัจจุบันมีระดับการปฏิบัติเกี่ยวกับการนิเทศภายในโรงเรียนโดยใช้แนวคิดชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก สภาพที่พึงประสงค์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และค่าดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นเรียงลำดับจากค่ามากไปน้อยดังนี้ 1) ด้านการสร้างสื่อและเครื่องมือการนิเทศ 2) ด้านการประเมินผลการนิเทศ 3) ด้านการวิเคราะห์สภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการ 4) ด้านการปฏิบัติการนิเทศ และ 5) ด้านการวางแผนการนิเทศ</li> <li>แนวทางการนิเทศภายในโรงเรียนโดยใช้แนวคิดชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ได้แนวทาง 5 ด้าน</li> <li>ผลการประเมินแนวทางการนิเทศภายในโรงเรียนโดยใช้แนวคิดชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน</li> </ol> อภิสัณห์ พรมสอน, สุชาติ บางวิเศษ, จุฑามาส ศรีจำนงค์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9372 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลการจัดกิจกรรมศิลปะเป็นกลุ่มที่มีต่อทักษะการวางแผนของเด็กปฐมวัยในเครือข่ายโรงเรียนเทศบาลจังหวัดขอนแก่น https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9375 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาทักษะการวางแผนของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัดกิจกรรมศิลปะเป็นกลุ่ม และ 2) เปรียบเทียบทักษะการวางแผนของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัดกิจกรรม กลุ่มตัวอย่างคือเด็กปฐมวัยชาย–หญิง อายุ 5–6 ปี ชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาลบ้านตูม สังกัดสำนักการศึกษาเทศบาลนครขอนแก่น จำนวน 20 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่มโดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดกิจกรรมศิลปะเป็นกลุ่ม จำนวน 24 แผน และ 2) แบบสังเกตทักษะการวางแผนของเด็กปฐมวัย จำนวน 14 ข้อ การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้การสังเกตพฤติกรรมระหว่างการปฏิบัติกิจกรรม แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์หาค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังการจัดกิจกรรมโดยใช้สถิติ t-test แบบ Dependent Samples</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ทักษะการวางแผนของเด็กปฐมวัยก่อนการจัดกิจกรรมศิลปะเป็นกลุ่มอยู่ในระดับปานกลาง และหลังการจัดกิจกรรมอยู่ในระดับสูง และ 2) ทักษะการวางแผนของเด็กปฐมวัยหลังได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะเป็นกลุ่มสูงกว่าก่อนได้รับกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ<strong><em> .</em></strong>01 เมื่อพิจารณารายด้าน ได้แก่ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ การวางแผนร่วมกันในกลุ่ม การแก้ปัญหา การแบ่งปัน การมีน้ำใจ ระเบียบวินัย ความรับผิดชอบ และความเชื่อมั่นในตนเอง พบว่าทุกด้านมีพัฒนาการสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ <strong><em>.</em></strong>01 เช่นกัน ผลการวิจัยสรุปได้ว่าการจัดกิจกรรมศิลปะเป็นกลุ่มช่วยส่งเสริมทักษะการวางแผนของเด็กปฐมวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> เจนจิรา พรมผิว, นนทชนนปภพ ปาลินทร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9375 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาพลวัตของอาจารย์มหาวิทยาลัยรุ่นใหม่ในการจัดการเรียนการสอนนักศึกษาวัยผู้ใหญ่: อัตชาติพันธุ์วรรณนาในบริบทบัณฑิตศึกษา https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9386 <p>การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) สำรวจประสบการณ์เชิงอัตวิสัยของอาจารย์มหาวิทยาลัยรุ่นใหม่เผชิญในการจัดการเรียนการสอนแก่นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาที่มีอายุและประสบการณ์วิชาชีพสูงกว่า (2) วิเคราะห์รูปแบบของการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างอาจารย์รุ่นใหม่กับนักศึกษาวัยผู้ใหญ่ผ่านกระบวนการสร้างอำนาจเชิงความร่วมมือและการยอมรับความเชี่ยวชาญจากประสบการณ์ของผู้เรียน และ (3) ศึกษาผลกระทบของพลวัตด้านอายุและประสบการณ์ที่มีต่อการสร้างความสัมพันธ์เชิงวิชาชีพ การมีส่วนร่วมในชั้นเรียนและการออกแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและตอบสนองต่อความหลากหลายของผู้เรียน ผ่านระเบียบวิธีวิจัยเชิงอัตชาติพันธุ์วรรณนา (Autoethnography) โดยสะท้อนและวิเคราะห์ประสบการณ์การสอนภายใต้บริบทวัฒนธรรมของบัณฑิตศึกษา</p> <p>ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าอำนาจในการสอนไม่ได้จำกัดอยู่ที่ตำแหน่งหรือวุฒิการศึกษา หากแต่อยู่ที่ความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์และการจัดการเรียนรู้เชิงกระบวนการ นอกจากนี้ความเปราะบางเชิงกลยุทธ์ของผู้สอนยังมีส่วนสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่เปิดกว้างและมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ข้อเสนอแนะเน้นการออกแบบหลักสูตรและพัฒนาศักยภาพอาจารย์ให้ตอบสนองต่อความหลากหลายของผู้เรียนระดับบัณฑิตศึกษา โดยส่งเสริมการเรียนรู้ที่บูรณาการความรู้จากประสบการณ์ของผู้เรียนอย่างมีคุณค่า</p> อนิรุทธิ์ สมเสาร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9386 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียนโรงเรียนขยายโอกาสในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9291 <p> การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน และ 2. เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียนโรงเรียนขยายโอกาสในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้คือ ผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนขยายโอกาสในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 จำนวน 400 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซี่และมอร์แกน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แบบสอบถาม และ 2) แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า 1) การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียนโรงเรียนขยายโอกาสในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) ข้อเสนอแนะในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียนโรงเรียนขยายโอกาสในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 ดังนี้ โรงเรียนและผู้ปกครองควรร่วมมือกันส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียน โดยสร้างความเข้าใจในเป้าหมายทางการศึกษา ส่งเสริมวินัย ความรับผิดชอบ และค่านิยมที่ดี ผู้ปกครองควรติดตามพัฒนาการของบุตรหลาน สนับสนุนการคิดวิเคราะห์และแรงจูงใจในการเรียน ขณะที่โรงเรียนควรรักษาการสื่อสารสองทาง เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและกิจกรรม<br />ต่าง ๆ ทั้งสองฝ่ายควรเป็นแบบอย่างและร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้และ<br />การพัฒนานักเรียนอย่างรอบด้าน</p> คมกริช ศรีธัญรัตน์, เมธาวี โชติชัยพงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9291 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 รูปแบบการดูแลผู้สูงอายุของไทยในสถานการณ์การแพร่ระบาด โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8277 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษารูปแบบการดูแลผู้สูงอายุของไทยในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และ 2) เพื่อศึกษาข้อเสนอเชิงนโยบายการดูแลผู้สูงอายุของไทยในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยใช้วิธีวิจัยเชิงเอกสาร ด้วยวิธีรวบรวมข้อมูลจากเอกสารปฐมภูมิ ได้แก่ บทความ รายงานการวิจัย วิทยานิพนธ์ หนังสือหรือตำรา วารสารวิจัยและพัฒนาด้านสุขภาพ และวารสารพยาบาลและเอกสารทุติยภูมิ ได้แก่ ปริทัศน์งานวิจัย บทคัดย่องานวิจัย และบทคัดย่อบทความ ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการดูแลผู้สูงอายุของไทยในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มี 5 รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบที่ 1 การสร้างความรู้ความเข้าใจและการให้คำแนะนำสำหรับผู้สูงอายุ รูปแบบที่ 2 การส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุให้ห่างไกลจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 รูปแบบที่ 3 รูปแบบการจัดการดูแลผู้ป่วยสูงอายุ รูปแบบที่ 4 รูปแบบการให้ความช่วยเหลือเยียวยา และรูปแบบที่ 5 รูปแบบการดำเนินงาน “กิจกรรมฟื้นฟูสู่วิถีปกติใหม่ และ 2) ข้อเสนอเชิงนโยบายการดูแลผู้สูงอายุของไทยในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พบว่า ภาครัฐควรมีการเตรียมการวางแผนเชิงรุกในการดูแลผู้สูงอายุให้มีประสิทธิภาพ จัดทำทะเบียนผู้สูงอายุทุกคนที่อยู่ในชุมชนรับผิดชอบเพื่อให้ง่ายและสะดวกต่อการดูแลหรือรักษา ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุถ่ายทอดภูมิปัญญาการกินอยู่แบบเศรษฐกิจพอเพียงในชุมชน และควรส่งเสริมให้มีการจัดสวัสดิการที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุให้ได้รับสิทธิประโยชน์เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดี</p> เดชรภัทร์ กลิ่นบัวแก้ว, นฤมล อนุสนธิ์พัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/8277 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำแบบพลิกผันของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9313 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบและตัวชี้วัดภาวะผู้นำ แบบพลิกผันของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ และ 2) เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบภาวะผู้นำแบบพลิกผันของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด องค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ จำแนกตามขนาดของสถานศึกษา การวิจัยครั้งนีแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาองค์ประกอบและตัวชี้วัดภาวะผู้นำแบบพลิกผันของผู้บริหารสถานศึกษา โดยการศึกษาแบบปฏิบัติการที่เป็นเลิศของผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 3 คน ที่ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกและยืนยันองค์ประกอบและ ตัวชี้วัดภาวะผู้นำแบบพลิกผัน โดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน เครื่องมือในการวิจัย เป็นแบบสัมภาษณ์และแบบยืนยันองค์ประกอบและตัวชี้วัดภาวะผู้นำแบบพลิกผัน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ความถี่และร้อยละ และ ระยะที่ 2 ศึกษาและเปรียบเทียบภาวะผู้นำแบบพลิกผันของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างเป็นครูผู้สอน จำนวน 232 คน โดยใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น เครื่องมือเป็นแบบสอบถาม มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีความเชื่อมั่นเท่ากับ .984 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสถิติสำเร็จรูปทางสังคมศาสตร์หาร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบเอฟ แบบกลุ่มตัวอย่างเป็นอิสระต่อกัน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ตามวิธีของเชฟเฟ่</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า องค์ประกอบของภาวะผู้นำแบบพลิกผันของผู้บริหารสถานศึกษา มี 7 องค์ประกอบ 55 ตัวชี้วัด และ ภาวะผู้นำแบบพลิกผันของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ อยู่ในระดับมาก จำแนกตามขนาดของสถานศึกษาอยู่ในระดับมากทุกขนาดสถานศึกษา เมื่อเปรียบเทียบกันแตกต่างกัน </p> กรกช โสภา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9313 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ศักยภาพของเทคนิคบัญชีบริหารเชิงกลยุทธ์ต่อการสร้างความได้ เปรียบทางการแข่งขันของธุรกิจสินค้าออนไลน์ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9324 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาศักยภาพของเทคนิคบัญชีบริหารเชิงกลยุทธ์ที่ส่งผลต่อการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันของธุรกิจสินค้าออนไลน์ โดยเป็นการวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่างคือผู้ประกอบการธุรกิจขายสินค้าออนไลน์ในจังหวัดตาก จำนวน 350 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล และทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Linear Regression) เพื่อทดสอบสมมติฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 25–35 ปี ระดับการศึกษาปริญญาตรี รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001–40,000 บาท และส่วนใหญ่ขายสินค้าผ่านช่องทาง TikTok ส่วนในด้านศักยภาพของเทคนิคบัญชีบริหารเชิงกลยุทธ์ พบว่าอยู่ในระดับมาก ( =4.17, S.D.=0.811) โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับการวิเคราะห์ต้นทุนตามกิจกรรม รองลงมาคือการวิเคราะห์ลูกค้ามูลค่าสูง การวิเคราะห์ห่วงโซ่คุณค่า และการวิเคราะห์ต้นทุนเปรียบเทียบกับคู่แข่ง ขณะที่ความได้เปรียบทางการแข่งขันของธุรกิจสินค้าออนไลน์อยู่ในระดับมากที่สุด ( =4.18, S.D.=0.794) โดยด้านความสามารถในการตอบสนองความต้องการลูกค้าและการเข้าถึงตลาดได้รวดเร็วเป็นปัจจัยเด่น</p> <p>ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า การวิเคราะห์ต้นทุนตามกิจกรรม การวิเคราะห์ห่วงโซ่คุณค่า และการวิเคราะห์ต้นทุนเปรียบเทียบกับคู่แข่ง มีอิทธิพลต่อการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันของธุรกิจสินค้าออนไลน์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ขณะที่การวิเคราะห์ลูกค้ามูลค่าสูงไม่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p> </p> พรพรรณ สีเทียน, ระวีวรรณ วจีสุวรรณ, วาสินี สุขโภคี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9324 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 THE DESIGN OF THE UNIVERSITY-BASED CURRICULUM OF "LANGUAGE ACQUISITION" BASED ON GARDNER'S MULTIPLE INTELLIGENCES THEORY https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9289 <p> </p> Li Shuntian, Usaporn Klinkasorn ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9289 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 พุทธสถาปัตยกรรมพระมหาธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9384 <p>การวิจัยนี้มุ่งศึกษาอิทธิพลทางศาสนาที่ส่งผลต่อการก่อสร้างและพัฒนาการทางสถาปัตยกรรม มีวัตถุประสงค์การวิจัย ได้แก่ 1) เพื่อศึกษาพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของพระบรมธาตุเจดีย์ภายใต้อิทธิพลทางศาสนาต่าง ๆ 2) เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่สะท้อนความเชื่อและหลักธรรมทางศาสนา 3) เพื่อศึกษาบทบาทของเจดีย์ในการเผยแพร่และรักษาพระพุทธศาสนาในภาคใต้ 4) เพื่อประเมินความสำคัญทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณของเจดีย์ต่อชุมชนท้องถิ่นและความสำคัญทางจิตวิญญาณของพระบรมธาตุเจดีย์วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยใช้วิธีการศึกษาแบบพหุวิธี (Multi-Method Approach) ประกอบด้วยการศึกษาเอกสาร การสำรวจภาคสนาม และการสัมภาษณ์เชิงลึก กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 15 คน ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ศิลปะ พระสงฆ์ผู้ดูแลวัด และผู้นำชุมชนท้องถิ่น เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลคือ แบบสังเกตการณ์แบบมีโครงสร้าง และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน และมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (CVI) อยู่ในระดับดี การวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) และการวิเคราะห์เชิงธีม (Thematic Analysis) พร้อมตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลตามหลักของ Lincoln และ Guba</p> <p>ผลการวิจัยสรุปได้ว่า (1) พระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราชมีพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ต่อเนื่องตั้งแต่สมัยศรีวิชัย นครศรีธรรมราช จนถึงรัตนโกสินทร์ แสดงถึงการผสมผสานอิทธิพลของมหายาน เถรวาท และพราหมณ์–ฮินดู (2) องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม เช่น ฐานแปดเหลี่ยม ตัวระฆัง และยอดฉัตร สะท้อนหลักธรรมสำคัญในพุทธศาสนา ได้แก่ อริยมรรคมีองค์แปด ธรรมจักร และพระรัตนตรัย (3) พระบรมธาตุเจดีย์ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางศาสนาและวัฒนธรรมของภาคใต้ เป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ธรรมะและสร้างความต่อเนื่องทางศรัทธาของชุมชน ทั้งในพิธีกรรม การศึกษา และการแสวงบุญ สรุปได้ว่า พระบรมธาตุเจดีย์มิได้เป็นเพียงโบราณสถาน แต่เป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณที่หล่อหลอมอัตลักษณ์ของชาวนครศรีธรรมราชอย่างยั่งยืน</p> <p><strong> </strong></p> พระยอดคม คุณสิทฺโธ (ชัยนิรัติศัย) , ณัฐมน ตั้งพานทอง, ศิโรตม์ ทองก้อน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9384 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบายสาธารณะของ องค์การบริหารส่วนตำบลช้างกลาง อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9359 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบายสาธารณะขององค์การบริหารส่วนตำบลช้างกลาง อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช 2) เพื่อศึกษาแนวทางส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบายสาธารณะขององค์การบริหารส่วนตำบลช้างกลาง อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี ประชากรและกลุ่มตัวอย่างคือ ประชาชนตำบลช้างกลาง จำนวน 385 คน และ สัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 10 คน เครื่องมือเป็นแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า 1) การมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบายสาธารณะขององค์การบริหารส่วนตำบลช้างกลาง ภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านโดยเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย พบว่า การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก รองลงมาคือ การมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงาน การมีส่วนร่วมในการติดตามประเมินผล ด้านที่น้อยที่สุด คือ การมีส่วนร่วมในการร่วมคิดและการมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ และ 2) แนวทางส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบายสาธารณะขององค์การบริหารส่วนตำบลช้างกลาง ประกอบด้วย แนวทางส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการร่วมคิด การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ แนวทางส่งเสริมขององค์การบริหารส่วนตำบลช้างกลาง อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช การมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงาน การมีส่วนร่วมในการติดตามและประเมินผลและแนวทางส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์</p> ชุติมา สืบสาย, พระมหาเอกกวิน ปิยวีโร (อะซิ่ม) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9359 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนากระบวนการจัดการขยะแบบมีประสิทธิภาพ ในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9377 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาระดับการพัฒนากระบวนการจัดการขยะเเบบมีประสิทธิภาพในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช 2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนากระบวนการจัดการขยะเเบบมีประสิทธิภาพในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช เป็นการวิจัยแบบผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณและคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยเชิงปริมาณคือ ประชาชนในพื้นที่เขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช จำนวน 399 คนคน ส่วนผู้ให้ข้อมูลสำคัญในการวิจัยเชิงคุณภาพได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนากระบวนการจัดการขยะ จำนวน 5 รูป เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์เชิงลึกและวิเคราะห์โดยใช้สถิติพรรณนาได้แก่ ความถี่ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ประกอบกับ การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p><strong> ผลการวิจัยพบว่า : </strong></p> <ol> <li>1. ระดับพัฒนากระบวนการจัดการชยะแบบมีประสิทธิภาพในเขตเทศบาลนครศรีธรรมราช โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้าน Reduce (ลดการใช้) มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก รองลงมาคือ ด้าน Reuse (การใช้ซ้ำ) มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ด้าน Repair (การซ่อมแซม) มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ด้าน Recycle (รีไซเคิล) มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง และ ด้าน Reject (หลีกลี่ยงการใช้วัสดุที่ใช้ครั้งเดียว) มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก และ 2. แนวทางการพัฒนากระบวนการจัดการขยะเเบบมีประสิทธิภาพในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช คือ ความรู้ความเข้าใจและปลูกฝังจิตสำนึกให้แก่ประชาชนโดยมีการเสนอให้จัดกิจกรรมรณรงค์และประชาสัมพันธ์ในชุมชนและสถานศึกษาเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการคัดแยกขยะอย่างถูกต้อง การเสนอแนวทางการสร้างแรงจูงใจ เช่น การจัดตั้งธนาคารขยะ การให้ส่วนลดสำหรับผู้ที่นำภาชนะมาเองและการจัดหาจุดบริการซ่อมแซมฟรี รวมถึงการพัฒนาระบบการจัดการขยะให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้</li> </ol> เพ็ญพร โอษฐฤทธิ์, พระมหาเอกกวิน ปิยวีโร (อะซิ่ม) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9377 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การแก้ปัญหาการเขียนคำภาษาไทยไม่ถูกต้องของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้แบบฝึกหัดการเขียนคำในมาตราตัวสะกด https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9352 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อแก้ปัญหาการเขียนคำภาษาไทยไม่ถูกต้องของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้แบบฝึกหัดการเขียนคำในมาตราตัวสะกด และ (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนก่อนและหลังการเรียน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านคลองสัก อำเภอเมือง จังหวัดตาก จำนวน 4 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อน–หลัง เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาภาษาไทย จำนวน 6 แผน และแบบฝึกหัดการเขียนคำในมาตราตัวสะกด 1 ชุด เก็บข้อมูลด้วยแบบทดสอบก่อนและหลังเรียน เรื่อง “มาตราตัวสะกดในภาษาไทย” วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และผลต่างของคะแนน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า หลังการจัดกิจกรรมด้วยแบบฝึกหัดการเขียนคำในมาตราตัวสะกด นักเรียนมีความสามารถในการเขียนคำถูกต้องมากขึ้น โดยเฉพาะคำในกลุ่มมาตราแม่กก แม่กน และแม่กด คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 11.25 (<strong><em>S.D. = </em></strong>1.19) และหลังเรียนเท่ากับ 16.50 (<strong><em>S.D. = </em></strong>3.25) ผลต่างของคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 5.25 คะแนน หรือคิดเป็นร้อยละ 26.25 ของคะแนนเต็ม 20 คะแนน แสดงให้เห็นว่าการฝึกซ้ำผ่านแบบฝึกหัดช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจอักขรวิธีและพัฒนาความถูกต้องในการเขียนคำไทยอย่างมีนัยสำคัญ</p> <p>สรุปได้ว่า แบบฝึกหัดการเขียนคำในมาตราตัวสะกดเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพและสามารถประยุกต์ใช้ได้จริงในห้องเรียนขนาดเล็ก ช่วยส่งเสริมทั้งความรู้ด้านภาษาไทยและพฤติกรรมการเรียนรู้เชิงรุกของผู้เรียนระดับประถมศึกษา</p> นันทิกร อุดมศิลป์, จาตุรนต์ ศรีจินดา, ธัญญารัศมิ์ ศิริกลิ่นแคฆ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9352 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 บทบาทและผลกระทบของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ต่อการบริหารสถานศึกษาในโรงเรียนกลุ่มเครือข่ายที่ 45 สำนักงานเขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9354 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาบทบาทและผลกระทบของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ต่อการบริหารสถานศึกษาในโรงเรียนกลุ่มเครือข่ายที่ 45 สำนักงานเขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร 2) เพื่อวิเคราะห์ข้อดี ข้อเสีย และความท้าทายของการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ 3) เพื่อเสนอแนวทางในการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และลดผลกระทบเชิงลบต่อการบริหารสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 113 คน โดยเปิดตารางเครซี่และมอร์แกน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .93 วิเคราะห์ข้อมูลโดย ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การรับรู้เกี่ยวกับบทบาทและผลกระทบของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ต่อการบริหารสถานศึกษา รายด้านและโดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) การรับรู้เกี่ยวกับข้อดี ข้อเสีย และความท้าทายของการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) รายด้านและโดยรวมอยู่ในระดับมาก และ 3) แนวทางในการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และลดผลกระทบเชิงลบ รายด้านและโดยรวมอยู่ในระดับมาก</p> อามัน อับดุลซาลาม, ศิริพร เสริตานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9354 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของการออกแบบบทเรียนซ่อมเสริมต่อความสามารถในการแก้ปัญหาของนักศึกษาวิชาชีพครู https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9353 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) เพื่อศึกษาผลเรียนรู้ด้านการออกแบบบทเรียนซ่อมเสริมของนักศึกษาวิชาชีพครูต่อความสามารถในการแก้ปัญหา 2) เพื่อศึกษาผลการประเมินตนเองของนักศึกษาต่อการแก้ปัญหาการเรียนรู้ในห้องเรียนประถมศึกษา เป็นการวิจัยเชิงทดลองขั้นต้น แบบแผนการวิจัยการทดลองแบบกลุ่มตัวอย่างกลุ่มเดียว กลุ่มตัวอย่างได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง กำหนดคุณสมบัติเป็นนักศึกษาวิชาชีพครู ที่ศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 ในรายวิชาหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ จำนวน 83 คน เครื่องมือในการเก็บข้อมูล คือแบบทดสอบก่อนและหลังเรียน และแบบประเมินตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยายด้วยค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน แบบทดสอบที แบบไม่เป็นอิสระต่อกัน</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า</p> <p>1) ผลการเรียนรู้ด้านการออกแบบบทเรียนซ่อมเสริมของนักศึกษาวิชาชีพครู พบว่าความรู้ในการแก้ปัญหาการเรียนรู้นักศึกษากลุ่มตัวอย่างอยู่ในระดับปานกลาง ผลการทดสอบหลังเรียนของนักศึกษาในเนื้อหาการออกแบบบทเรียนซ่อมเสริม ได้ คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 62.48 ซึ่งสูงกว่าร้อยละของคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน เมื่อทดสอบนัยสำคัญทางสถิติโดยใช้การทดสอบ t ที่ไม่เป็นอิสระ พบว่ามีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> <p>2) ผลการประเมินตนเองของนักศึกษากลุ่มตัวอย่างต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน พบว่านักศึกษากลุ่มตัวอย่างมีความเห็นว่าการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐานเป็นประโยชน์ต่อการนำไปใช้ในวิชาชีพครูในระดับเห็นด้วยอย่างยิ่ง</p> บุษราคัม อินทสุก, จิรพันธ์ สง่าวิทยากุล, จินดามณี เลิศมโนกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9353 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การใช้หลักพรหมวิหารธรรมมาใช้เพื่อสร้างความปรองดองทางการเมืองของประชาชนในอำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9447 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการนำหลักพรหมวิหารธรรมมาใช้เพื่อสร้างความปรองดองทางการเมืองของประชาชนในอำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช 2) เปรียบเทียบการนำหลักพรหมวิหารธรรมมาใช้เพื่อสร้างความปรองดองทางการเมืองของประชาชนในอำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช จำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพและรายได้ต่อเดือน และ 3) ศึกษาแนวทางการส่งเสริมการนำหลักพรหมวิหารธรรมมาใช้เพื่อสร้างความปรองดองทางการเมืองของประชาชนในอำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช กลุ่มตัวอย่างคือ ประชาชน จำนวน 400 คน เครื่องมือเป็นแบบสอบถามโดยค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับอยู่ที่ .980 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ระดับการนำหลักพรหมวิหารธรรมมาใช้เพื่อสร้างความปรองดองทางการเมืองของประชาชนในอำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช พบว่า ทุกด้านอยู่ในระดับมาก</li> <li>การเปรียบเทียบการนำหลักพรหมวิหารธรรมมาใช้เพื่อสร้างความปรองดองทางการเมืองของประชาชนในอำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช จำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพและรายได้ต่อเดือนโดยภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05</li> <li>แนวทางการส่งเสริมการนำหลักพรหมวิหารธรรมมาใช้เพื่อสร้างความปรองดองทางการเมืองของประชาชนในอำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ เมตตาส่งเสริมโดยการจัดกิจกรรมที่ให้ทุกฝ่ายได้พูดคุยอย่างสร้างสรรค์ กรุณา ช่วยสร้างพลังการช่วยเหลือและการเยียวยาผ่านกิจกรรมอาสาสมัคร มุทิตา ยกย่องความสำเร็จของทุกกลุ่มเพื่อปลูกฝังความสุขใจ ขณะที่ อุเบกขา ส่งเสริมผ่านการรู้เท่าทันสื่อและอบรมให้พลเมืองมีใจเป็นกลาง</li> </ol> ศักดิ์ศิธร ชุมแก้ว, พระมหาเอกกวิน ปิยวีโร (อะซิ่ม) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9447 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 1 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9336 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาขนาดเล็กสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัยเขต 1 ประชากร คือ สถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 1 รวม 76 แห่ง กลุ่มตัวอย่าง คือ สถานศึกษาขนาดเล็ก รวมทั้งสิ้น 66 แห่ง ได้จากการกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้ตารางสำเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกน โดยกำหนดกลุ่มผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอนในสถานศึกษาขนาดเล็ก รวมจำนวนทั้งสิ้น 132 คน โดยใช้วิธีการเทียบสัดส่วนตามอำเภอและการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถามมีลักษณะเป็นมาตราประมาณค่า 5 ระดับ มีค่า IOC ระหว่าง 0.60 – 1.00 ค่าความเชื่อมั่น ทั้งฉบับเท่ากับ 0.987 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า</p> <p>ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 1 ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.49, S.D. = 0.59) และเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากที่สุด โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากสูงไปต่ำ ได้แก่ ด้านการทำงานเป็นทีมและด้านความยืดหยุ่น ตามลำดับ และอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากสูงไปหาต่ำได้แก่ ด้านแรงจูงใจ ด้านวิสัยทัศน์และด้านจินตนาการ ตามลำดับ</p> จตุพล ถนอมศักดิ์, นิคม นาคอ้าย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9336 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัญหาและอุปสรรคในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของศูนย์ปฏิบัติการป้องกัน และปราบปรามยาเสพติด อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9382 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการป้องกันและปราบปราม ยาเสพติด และ (2) เพื่อหาข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของของศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ จากกลุ่มตัวอย่าง 101 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามเพื่อวัดระดับปัญหาที่เป็นปัญหาและอุปสรรคในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ และค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า</p> <p> 1) ระดับปัญหาและอุปสรรคในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของของศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ปัญหาและอุปสรรคในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด โดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย อยู่ในระดับมาก 2 ด้าน คือ ปัญหาด้านงบประมาณและเครื่องมือเครื่องใช้ ปัญหาด้านลักษณะของพื้นที่และงานที่ปฏิบัติ และอยู่ในระดับปานกลาง 3 ด้าน โดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย คือ ด้านปัญหาและอุปสรรคที่เกิดจากกำลังพล ปัญหาด้านการให้ความร่วมมือของประชาชน หน่วยงานหรือองค์กรอื่น ๆ ปัญหาด้านการสนับสนุนของผู้บังคับบัญชา ตามลำดับ</p> <p>2) ผลการศึกษาข้อเสนอแนะปัญหาและอุปสรรคในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พบว่า (1) ควรมีการประสานงานระหว่างองค์กรภาครัฐและเอกชนในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด และจัดทำแผนการดำเนินงานร่วมกันของหลายฝ่ายอย่างชัดเจน (2) รัฐบาลควรจัดสรรงบประมาณและทรัพยากร รวมถึงจัดหาเครื่องมือที่ทันสมัยให้เพียงพอต่อการปฏิบัติงาน (3) ควรมีการดำเนินการในศูนย์เพื่อประสานการดูแลผู้ผ่านการบำบัดฟื้นฟูในระดับพื้นที่ (จังหวัด/อำเภอ) อย่างจริงจัง เพื่อติดตามดูแลให้ความช่วยเหลือ สร้างอาชีพและโอกาสทางเศรษฐกิจ เพื่อป้องกันการกลับไปใช้ยาเสพติดซ้ำ</p> พิธธนวดี สมคะเณย์, ปิยะวัตร ภูนาชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9382 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 สิทธิของผู้ต้องหาในคดีอาญาในการถูกควบคุมตัวโดยพนักงานสอบสวน https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9342 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสิทธิของผู้ต้องหาในคดีอาญาในการถูกควบคุมตัวโดยพนักงานสอบสวน วิเคราะห์บทบัญญัติของกฎหมายไทย แนวคำพิพากษาศาลฎีกา และแนวปฏิบัติของพนักงานสอบสวน รวมถึงประเมินปัญหา ข้อจำกัด และช่องว่างในการคุ้มครองสิทธิผู้ต้องหา เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้เอกสารการวิจัย และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 กำหนดบทบัญญัติที่ชัดเจนเกี่ยวกับสิทธิผู้ต้องหา ได้แก่ สิทธิในการได้รับแจ้งเหตุแห่งการจับกุม สิทธิในการเข้าถึงทนายความ และสิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติจริงยังพบความไม่สอดคล้องและข้อจำกัด เช่น การไม่แจ้งสิทธิครบถ้วน การควบคุมตัวเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด และการจำกัดสิทธิในการเข้าถึงทนายความ ปัญหาเหล่านี้เกิดจากการขาดมาตรฐานปฏิบัติ คู่มือสำหรับพนักงานสอบสวน การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ และกลไกตรวจสอบที่ไม่ชัดเจน งานวิจัยเสนอแนวทางการปรับปรุงกฎหมายและแนวปฏิบัติ ได้แก่ การแจ้งสิทธิผู้ต้องหาอย่างครบถ้วน การเข้าถึงทนายความอย่างเต็มที่ การจัดทำมาตรฐานปฏิบัติ (SOP) คู่มือสำหรับพนักงานสอบสวน การติดตามและตรวจสอบการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการปรับปรุงให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เช่น ICCPR และหลักการขององค์การสหประชาชาติ แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้การควบคุมตัวผู้ต้องหาเป็นไปอย่างโปร่งใส ยุติธรรม และสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมในสังคมไทย</p> วิชาญ จันทร์อินทร์, จันทร์สม จันทร์อินทร์, สมาน กาบมาลา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9342 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัญหาข้อกฎหมายในการออกคำสั่งและการเพิกถอนคำสั่งทางปกครองเป็นการให้ประโยชน์กับผู้รับคำสั่ง https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9340 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการออกคำสั่งและหลักเกณฑ์การเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง 2) เพื่อศึกษา ทฤษฎี ทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นคำสั่งและการเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง และ 3) เพื่อนำเสนอแนะแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองไทย เป็นการวิจัยคุณภาพ โดยศึกษาวิจัยจากเอกสาร ตัวบทกฎหมาย กฎ ระเบียบ เอกสารทางกฎหมาย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้คือ แบบฟอร์มบันทึกข้อมูลจากเอกสาร โดยวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา</p> <p>ผลจากการวิจัยพบว่า 1) ผลศึกษาการออกคำสั่งและหลักเกณฑ์การเพิกถอนคำสั่งทางปกครองพบว่า ซึ่งปัญหาเกี่ยวกับการเพิกถอนคําสั่งทางปกครองที่ให้ประโยชน์กรณีการเรียกเงินสวัสดิการและเงินประโยชน์เกื้อกูลของทางข้าราชการ คืนจากผู้ที่รับไป โดยไม่มีสิทธิมีปัญหา กรณีการเรียกเงินสวัสดิการและเงินประโยชน์เกื้ออกูลของทางราชการ คืนจากผู้ที่รับไปโดยไม่มีสิทธิ 2) ผลการศึกษา ทฤษฎี ทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นคำสั่งและการเพิกถอน พบว่า ประการที่สอง คําสั่งเรียกเงินสวัสดิการและเงินประโยชน์เกื้อกูลของทางราชการคืนจากผู้ที่รับไปโดยไม่มีสิทธิมีสถานะเป็นคําสั่งทางปกครองหรือไม่ ดังที่กล่าวมาแล้วว่า การที่ทางราชการได้มอบเงินให้แก่ผู้มีคําขอรับเงินสวัสดิการหรือเงินประโยชน์เกื้อกูลนั้น จะต้องมีกฎหมาย กฎ หรือระเบียบให้อำนาจในการอนุมัติ และ 3) ข้อเสนอแนะ ควรเน้นเรื่องความโปร่งใส, การมีส่วนร่วมของประชาชน การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและหลักความยุติธรรม, ความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ<strong>, </strong>การกำหนดอำนาจหน้าที่ให้ชัดเจน<strong>, </strong>การนำเทคโนโลยีมาใช้, และการปรับปรุงบทบัญญัติที่ยังคลุมเครือ</p> สมาน กาบมาลา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9340 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การประเมินหลักสูตรสังคมสงเคราะห์ศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2563) คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9835 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินหลักสูตรสังคมสงเคราะห์ศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ตามกรอบ CIPPI Model และ 2) เสนอแนวทางการพัฒนาหลักสูตร เก็บข้อมูลแบบสัมภาษณ์ กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 22 รูป/คน แบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 103 รูป/คน และ การสนทนากลุ่ม กับผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 8 รูป/คน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยวิธีวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลของการศึกษาพบว่า</p> <p> 1) พบว่านักศึกษามีความคิดเห็นต่อหลักสูตรในทุกด้านอยู่ในระดับมาก ทั้งด้านบริบทของรายวิชา ปัจจัยนำเข้าเกี่ยวกับสื่อการเรียนรู้ และด้านกระบวนการของหลักสูตร ครอบคลุมการจัดการเรียนรู้และการวัดประเมินผล สะท้อนว่าหลักสูตรมีความเหมาะสม มีคุณภาพ และสามารถสนับสนุนการเรียนรู้ของนักศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p> 2) เสนอแนวทางการพัฒนาหลักสูตร บริบทโครงสร้าง รายวิชา คุณสมบัติผู้สอนและผู้เรียน กระบวนการจัดการเรียนการสอน การบริหารหลักสูตร และการวัดประเมินผลมีความสอดคล้องและเอื้อต่อการเรียนรู้ อย่างไรก็ตาม ควรปรับวัตถุประสงค์ให้สอดคล้องกับเกณฑ์ผลการเรียนรู้ใหม่ ปรับลำดับรายวิชาและเพิ่มหน่วยกิตด้านปฏิบัติ พร้อมทั้งพัฒนาความหลากหลายของวิธีประเมิน บัณฑิตที่สำเร็จการศึกษามีคุณภาพ ได้รับการยอมรับจากแหล่งฝึกและสถานประกอบการ สามารถทำงานร่วมกับสหวิชาชีพ มีภาวะผู้นำและสมรรถนะตามมาตรฐานวิชาชีพ แต่ควรเสริมทักษะด้านเทคโนโลยีและภาษาอังกฤษเพื่อยกระดับศักยภาพในอนาคต</p> พระมหาสุรไกร ชินพุทฺธิสิริ (คงบุญวาสน์) , วรเทพ เวียงแก ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9835 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/7574 <p>บทความวิจัยครั้งมีวัตถุประสงค์ เพื่อ1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับประสิทธิผลของสถานศึกษา 3) ศึกษาความสัมพันธ์ของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของสถานศึกษา 4) ศึกษาตัวแปรพยากรณ์ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างจำนวน 320 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของเครจซี่และมอร์แกน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.972 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน <br />การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบปกติและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบเป็นขั้นตอน</p> <p> ผลวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3 ภาพรวมอยู่ในระดับมาก <br />2) ประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3 ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา กับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3 ภาพรวมมีความสัมพันธ์กันในทิศทางบวกระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากับ .628 <br />4) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา ด้านการกระตุ้นเชาว์ปัญญา ด้านการคำนึงถึงปัจเจกบุคคล และด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์สามารถร่วมกันทำนายประสิทธิผลของสถานศึกษา ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 ตัวแปรทั้ง 3 ตัว สามารถอธิบายการแปรผันประสิทธิผลของสถานศึกษาได้ร้อยละ 40.1 (R<sup>2</sup> = .410) <br />สร้างสมการพยากรณ์ถดถอยในรูปแบบของคะแนนดิบ คือ</p> <p> = 1.880 + .286 (X<sub>3</sub>) + .199(X<sub>4</sub>) + .144(X<sub>1</sub>) <br />สร้างสมการพยากรณ์ในรูปแบบคะแนนมาตรฐาน คือ</p> <p> <sub>y</sub> = .328(X<sub>3</sub>)+.225(X<sub>4</sub>) + .141(X<sub>1</sub>)</p> ปัทวรรณ บุญจันทร์, ทิพมาศ เศวตวรโชติ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/7574 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยเน้นกระบวนการสืบสอบร่วมกับการใช้คำถามเพื่อเสริมสร้างความคิดรวบยอด สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9868 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและหาประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้โดยเน้นกระบวนการสืบสอบร่วมกับการใช้คำถามเพื่อเสริมสร้างความคิดรวบยอด สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ให้เป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบความคิดรวบยอดของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ก่อนเรียนและหลังเรียน และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ดังกล่าว การวิจัยใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนา ขั้นตอนที่ 1 เป็นการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้และหาประสิทธิภาพของแผน โดยผ่านการประเมินความเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 คน และทดลองใช้กับนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างจำนวน 42 คน ขั้นตอนที่ 2 เป็นการทดลองใช้แผนการจัดการเรียนรู้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนโกสัมพีวิทยา อำเภอโกสัมพีนคร จังหวัดกำแพงเพชร ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบวัดความคิดรวบยอด แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ <strong><em>t-test </em></strong>แบบไม่อิสระ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) แผนการจัดการเรียนรู้มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด และมีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.27/84.67 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 2) นักเรียนมีความคิดรวบยอดและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3)นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ในระดับมากที่สุด ผลการวิจัยสรุปได้ว่าการจัดการเรียนรู้โดยเน้นกระบวนการสืบสอบร่วมกับการใช้คำถามสามารถเสริมสร้างความคิดรวบยอดและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิผล</p> กรรณิการ์ ทองรักษ์, อารีย์ ปรีดีกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมณีเชษฐาราม วัดจอมมณี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMCR/article/view/9868 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700