https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMSA_FMS_URU/issue/feed วารสารวิทยาการจัดการและการบัญชี 2025-12-25T00:00:00+07:00 อาจารย์ ดร.ฐิติวรดา แสงสว่าง fms.uru2018@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>วารสารวิทยาการจัดการและการบัญชี </strong></p> <p><strong>กำหนดออก</strong> : 2 ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน และฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม</p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์</strong> : <br /> วารสารมีนโยบายรับตีพิมพ์บทความเพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ ผลงานวิจัยที่เป็นองค์ความรู้สำคัญในศาสตร์สาขาวิชาด้านการบริหารธุรกิจ การจัดการ การบริหารทรัพยากรมนุษย์ คอมพิวเตอร์ธุรกิจและสารสนเทศ การตลาด การบัญชี เศรษฐศาสตร์ และนิเทศศาสตร์ นำไปสู่การประยุกต์ใช้ ต่อยอด และพัฒนาชุมชน ท้องถิ่น สังคม</p> <p> เพื่อกระตุ้นส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาศักยภาพและความเข้มแข็งทางวิชาการให้กับ คณาจารย์ นักวิชาการ นักวิจัยและนักศึกษา ตลอดจนผู้ที่สนใจ ได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ประสบการณ์ในศาสตร์สาขาวิชาทางด้านวิทยาการจัดการ ก่อให้เกิดประโยชน์ คุณค่า สร้างการยอมรับในสังคม</p> <p><img src="https://so07.tci-thaijo.org/public/site/images/fmsuru2018/70g-0.jpg" alt="" width="580" height="372" /></p> <p> </p> https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMSA_FMS_URU/article/view/8466 ปัจจัยด้านการใช้งานแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าของผู้บริโภคเจเนอเรชั่นวายในจังหวัดกำแพงเพชร 2025-08-15T13:30:25+07:00 เพชรา บุดสีทา dr.aung1962@outlook.co.th อณุธิตา จันทร์สงเคราะห์ dr.aung1962@outlook.co.th <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ของผู้บริโภคเจนเนอเรชันวายจังหวัดกำแพงเพชร 2) ศึกษาปัจจัยด้านการใช้งานแพลตฟอร์มที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าของผู้บริโภคเจเนอเรชั่นวาย ในจังหวัดกำแพงเพชร 3) เปรียบเทียบปัจจัยด้านการใช้งานแพลตฟอร์มที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าของผู้บริโภคเจเนอเรชั่นวายในจังหวัดกำแพงเพชร ตามอาชีพของผู้บริโภคเจเนอเรชั่นวาย โดยใช้การสำรวจด้วยแบบสอบถามกับ กลุ่มตัวอย่างผู้บริโภคเจนเนอเรชั่นวาย จังหวัดกำแพงเพชรที่ซื้อผลิตภัณฑ์ผ่านช่องทางการตลาดโซเชียลมีเดีย จำนวน 324 คน โดยสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ วิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานและทดสอบความแปรปรวน ผลการวิจัยพบว่า 1) พฤติกรรม ซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ของผู้บริโภคเจนเนอเรชันวาย ที่เลือกซื้อมากที่สุดคือ แพลตฟอร์มซื้อสินค้าผ่านโซเชียลมีเดีย SHOPPEE TIKTOK ความถี่ในการซื้อสินค้าผานโซเชียลมีเดีย 1-2 ครั้ง / เดือน และ 3 -5 ครั้ง / เดือน ค่าใช้จ่ายกับการซื้อสินค้าออนไลน์ต่อครั้ง 500 – 1,000 บาท ประเภทสินค้าที่ซื้อผ่านออนไลน์คือสินค้าใช้ในบ้าน และสินค้า เพื่อสุขภาพ 2) ปัจจัยด้านการใช้งานแพลตฟอร์มที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าของผู้บริโภค เจเนอเรชั่นวาย ในจังหวัดกำแพงเพชรในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยปัจจัยด้านความปลอดภัยของข้อมูลและการทำธุรกรรมต่าง ๆ ด้านข้อมูลการบริการที่ครบถ้วน ด้านการออกแบบแพลตฟอร์มที่สวยงาม ด้านข้อมูลสินค้าที่ครบถ้วน ด้านการใช้ง่ายของแพลตฟอร์ม และด้านการสร้างเนื้อหาที่น่าสนใจตามลำดับ 3) ผู้บริโภคเจเนอเรชั่นวายในจังหวัดกำแพงเพชรที่มีอาชีพแตกต่างกันมีความคิดเห็นต่อปัจจัยด้านการใช้งานแพลตฟอร์มที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าในทุกด้านมีความแตกต่างอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการจัดการและการบัญชี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMSA_FMS_URU/article/view/8142 การวางแผนการเงินส่วนบุคคลเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจของครัวเรือน ตำบลสว่างแดนดิน อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร 2025-08-26T12:09:37+07:00 ขวัญสุดา พรมบุญ sumintorn@hotmail.com ปิยะดา พาคำกอง sumintorn@hotmail.com อณิมา ขันตากลิ่น sumintorn@hotmail.com สุมินทร เบ้าธรรม sumintorn@hotmail.com ดวงฤดี อู๋ sumintorn@hotmail.com จิราภา ชาลาธราวัฒนุ์ sumintorn@hotmail.com <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของการวางแผนการเงินส่วนบุคคลของประชาชนในครัวเรือนตำบลสว่างแดนดิน อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร กลุ่มตัวอย่างคือประชาชนในครัวเรือนจำนวน 369 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการทดสอบความแตกต่างรายคู่ด้วย วิธี Scheffe</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ประชาชนที่มีเพศแตกต่างกันมีการวางแผนการเงินส่วนบุคคลในทุกด้านไม่แตกต่างกัน ขณะที่ประชาชนที่มีอายุ ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ต่อเดือน และค่าใช้จ่ายของครัวเรือนต่อเดือนแตกต่างกันมีการวางแผนการเงินส่วนบุคคลในทุกด้านแตกต่างกัน นอกจากนี้ ประชาชนที่มีสถานภาพสมรสและภาระหนี้สินของตนเองและครอบครัวแตกต่างกันมีการวางแผนการเงินส่วนบุคคลด้านการซื้อสินทรัพย์และด้านการเตรียมการเกษียณแตกต่างกัน ในขณะที่ประชาชนที่มีจำนวนสมาชิกในครอบครัวแตกต่างกันมีการวางแผนการเงินส่วนบุคคลด้านการออมและการลงทุนแตกต่างกัน</p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการจัดการและการบัญชี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMSA_FMS_URU/article/view/8556 ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการเปิดรับสื่อดิจิทัลกับการใช้ประโยชน์จากสื่อดิจิทัลของประชาชนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ 2025-08-05T17:23:30+07:00 พิเชษฐ์ ศิริรัตนไพศาลกุล pichate.siri@gmail.com อัญมณี ภักดีมวลชน pichate.si@g.cmru.ac.th <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเปิดรับสื่อดิจิทัล ศึกษาพฤติกรรมการใช้ประโยชน์จากสื่อดิจิทัล และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการเปิดรับสื่อดิจิทัลกับการใช้ประโยชน์จากสื่อดิจิทัลของประชาชนทั่วไป ในเขตพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ การวิจัยนี้ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงสำรวจโดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน จำนวน 400 คน จากประชากรในจังหวัดเชียงใหม่ แบ่งเป็นกลุ่มอายุ 20-24 ปี อายุ 25-59 ปี และอายุ 60 ปีขึ้นไป สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์</p> <p> ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการเปิดรับสื่อดิจิทัลในชีวิตประจำวันทุกวัน คิดเป็นร้อยละ 86.50 โดยมีระยะเวลาในการเปิดรับสื่อดิจิทัลมากกว่า 5 ชั่วโมงต่อวันมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 40.50 กลุ่มตัวอย่างมีการใช้ประโยชน์จากสื่อดิจิทัลโดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.95 และ S.D. = 0.74) โดยกลุ่มตัวอย่างใช้ประโยชน์จากสื่อดิจิทัลเพื่อความบันเทิงมากที่สุด และผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการเปิดรับสื่อดิจิทัลกับการใช้ประโยชน์จากสื่อดิจิทัล พบว่า มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับต่ำ (r = 0.228) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการจัดการและการบัญชี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMSA_FMS_URU/article/view/9189 ผลกระทบของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงพลิกผันที่มีผลกระทบในทางบวกต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ 2025-10-22T15:00:18+07:00 ศิริชัย โชติสิริเมธานนท์ sirichai.ki@rmuti.ac.th เพ็ญศิริ โพริย้า sirichai.ki@rmuti.ac.th ศุภสิทธิ์ สมศรีใส sirichai.ki@rmuti.ac.th กัลยรัตน์ คำพรม sirichai.ki@rmuti.ac.th <p> งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาผลกระทบของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงพลิกผันต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยมีวัตถุประสงค์ในการศึกษาเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของการนำเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงพลิกผันที่มีผลต่อโครงสร้างพื้นฐานทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของมหาวิทยาลัยของรัฐ โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามที่มีตำแหน่งเป็นอาจารย์จากมหาวิทยาลัยของรัฐ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล และ มหาวิทยาลัยราชภัฏ เป็นกลุ่มตัวอย่าง และเมื่อผ่านกระบวนการ Data cleaning ทำให้ได้ข้อมูลที่ใช้ในการวิเคราะห์ทั้งหมด 393 ท่าน จากนั้นได้ทำการวิเคราะห์ด้วยรูปแบบของ การวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง ผลของการศึกษาผลการวิจัยพบว่าพบว่าเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงพลิกผันมีผลกระทบในทางบวกต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ นอกจากนี้เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงพลิกผันมีผลกระทบในทางบวกต่อทำให้มีการทำงานง่ายขึ้น และการทำงานมีความรวดเร็ว</p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการจัดการและการบัญชี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JMSA_FMS_URU/article/view/8526 เทคโนโลยีการเงินดิจิทัลในธุรกิจร้านอาหารสีเขียว 2025-08-20T17:23:51+07:00 นฤศร มังกรศิลา narusorn.m@rmutp.ac.th <p> ในบริบทที่ความยั่งยืนกลายเป็นเป้าหมายหลักของการพัฒนาเศรษฐกิจโลก เทคโนโลยีการเงินดิจิทัลได้แสดงบทบาทสำคัญในการสนับสนุนธุรกิจร้านอาหารสีเขียวให้สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับหลักการด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในด้านการลดการใช้ทรัพยากรกระดาษ การส่งเสริมพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างมีจิตสำนึก และการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการทางการเงิน บทความนี้มุ่งวิเคราะห์บทบาทการใช้เทคโนโลยีการเงินดิจิทัลในสามมิติหลัก ได้แก่ เทคโนโลยีบล็อกเชน การเงินดิจิทัลสีเขียว และปัญญาประดิษฐ์และข้อมูลขนาดใหญ่ โดยเฉพาะการจัดการบัญชีแบบเรียลไทม์ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือ และความปลอดภัยในการดำเนินธุรกรรมทางการเงิน</p> <p> จากการวิเคราะห์และสังเคราะห์ พบว่า บทบาทการใช้เทคโนโลยีการเงินดิจิทัลที่เหมาะสมควรประกอบด้วย 1) การสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่เอื้อต่อความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งผู้ประกอบการ ลูกค้า และหน่วยงานกำกับดูแล 2) การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลและการพัฒนาทักษะดิจิทัลของผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อเพิ่มความเข้าใจและการยอมรับในระบบใหม่ 3) การบูรณาการระบบการเงินดิจิทัลเข้ากับมาตรการ ด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นต์ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการและผู้บริโภคมีพฤติกรรมที่ยั่งยืน และ 4) การออกแบบระบบรางวัลและสิทธิประโยชน์เพื่อกระตุ้นการใช้บริการทางการเงินดิจิทัลในธุรกิจร้านอาหารสีเขียวอย่างแพร่หลาย</p> 2025-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการจัดการและการบัญชี