https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JPsychol/issue/feed วารสารจิตวิทยาแห่งประเทศไทย 2026-06-09T15:42:05+07:00 ศาสตราจารย์ ดร. อรัญญา ตุ้ยคำภีร์ atuicomepee@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>เกี่ยวกับวารสาร</strong></p> <p>วารสารจิตวิทยาแห่งประเทศไทย คลอบคลุมเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับจิตวิทยา ในสาชาวิชา จิตวิทยาทั่วไป จิตวิทยาการทดลอง จิตวิทยาการศึกษา จิตวิทยาการแนะแนว จิตวิทยาการปรึกษา จิตวิทยาพัฒนาการ จิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ จิตวิทยาชุมชน และ พุทธจิตวิทยา เป็นต้น โดยรับบทความวิจัย (Research articles) บทความวิชาการ (Academic articles) บทความปริทัศน์ (Review articles) และ บทวิจารณ์หนังสือ (Book review) ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าจะต้องไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร เอกสารการประชุม หรือสิ่งพิมพ์ใดมาก่อน (ยกเว้นรายงานการวิจัยและวิทยานิพนธ์/สารนิพนธ์) และไม่อยู่ในระหว่างการพิจารณารอตีพิมพ์ในวารสารอื่น</p> <p>โดยวารสารจิตวิทยาแห่งประเทศไทย ปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานวารสารวิชาการกลุ่มสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์ที่ สกอ. และ สกว. กำหนด โดยกองบรรณาธิการประกอบด้วย ศาสตราจารย์ และผู้ทรงคุณวุฒิระดับปริญญาเอกที่มีผลงานวิจัยอย่างต่อเนื่อง มาจากสถาบันภายนอกเป็นส่วนใหญ่ และมาจากสถาบันภายในส่วนหนึ่งและมีผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง (Peer Review) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีผลงานวิจัยอย่างต่อเนื่องทำหน้าที่ในการพิจารณากลั่นกรองบทความ จำนวน 3 คน โดยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เขียนจะไม่ทราบข้อมูลของกันและกัน (Double-blind peer review) และเป็นวารสารที่ออกตรงตามเวลาอย่างต่อเนื่อง ปีละ 2 ฉบับ ตามปีปฏิทิน คือ ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม – มิถุนายน ฉบับที่ 2 เดือน กรกฎาคม - ธันวาคม</p> https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JPsychol/article/view/10259 กระบวนการและทักษะการให้การปรึกษาและการบำบัดตามแนวซาเทียร์ 2026-02-19T15:16:46+07:00 ณฐวัฒน์ ล่องทอง nathawat.l@cmu.ac.th นาตาลี ฉันทะกุล nataliebm@hotmail.com <p class="Default" style="margin-bottom: 6.0pt; text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: .5in;"><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif; color: windowtext;">บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการและทักษะการปฏิบัติในการให้การปรึกษาและการบำบัดตามแนวซาเทียร์โมเดล (</span><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif; color: windowtext;">Satir Model) <span lang="TH">โดยนำเสนอกรอบการทำงานที่เป็นระบบและสามารถฝึกฝนได้ในบริบทวิชาชีพ เนื้อหาบูรณาการอุปมาอุปไมยภูเขาน้ำแข็งของโครงสร้างจิตใจและกระบวนการเปลี่ยนแปลงเข้ากับทักษะการปฏิบัติ โดยจำแนกกระบวนการบำบัดออกเป็น 3 ระยะ 5 ขั้นตอน ได้แก่ ระยะเริ่มต้น ซึ่งเน้นการเตรียมความพร้อมของผู้ให้การปรึกษาหรือผู้บำบัด การสร้างความเชื่อมโยง และการรับรู้คุณค่า เพื่อวางรากฐานความปลอดภัยทางจิตใจให้แก่ผู้รับบริการ ระยะกลาง <br />ซึ่งเป็นแก่นสำคัญของกระบวนการเปลี่ยนแปลง โดยเน้นการสร้างความตระหนักรู้ การท้าทายแบบแผน<br />ที่ไม่เหมาะสม และการเสนอทางเลือกใหม่ และระยะสุดท้าย ที่เน้นการเสริมพลัง การชี้แนะการฝึกปฏิบัติ และการตรึงการเปลี่ยนแปลงให้คงอยู่อย่างยั่งยืน บทสรุปของบทความชี้ให้เห็นว่าการใช้ตัวตนที่มีความสอดคล้องกลมกลืนของผู้ให้การปรึกษาหรือผู้บำบัด ร่วมกับทักษะเฉพาะในแต่ละระยะ เป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงปรัชญาของซาเทียร์เข้ากับการปฏิบัติจริง อันนำไปสู่การเติบโตและการเปลี่ยนแปลงของผู้รับบริการ</span></span></p> 2026-05-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สมาคมจิตวิทยาแห่งประเทศไทย https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JPsychol/article/view/11027 ความสุขจากการได้มีเท่าเดิม: การวิเคราะห์แนวคิดทางจิตวิทยาเชิงบวกเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืน 2026-05-04T07:33:53+07:00 วีร์ เมฆวิลัย weepositive7@gmail.com <p>สังคมร่วมสมัยกำลังเผชิญกับความท้าทายสำคัญในการแสวงหาความสุขที่ยั่งยืน แม้ความเจริญทางวัตถุ<br />จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่อัตราของภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลกลับสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ วัฒนธรรม<br />การบริโภคที่เน้นการได้มาซึ่งสิ่งใหม่อย่างไม่หยุดยั้งได้สร้างวงจรของการแสวงหาที่ไม่มีที่สิ้นสุด ส่งผลให้<br />เกิดปรากฏการณ์การปรับตัวทางความพึงพอใจที่ทำให้ความสุขจากการได้มาซึ่งสิ่งใหม่มีอายุสั้นและค่อย ๆ <br />เลือนหายไป บทความนี้นำเสนอแนวคิด ‘ความสุขจากการได้มีเท่าเดิม’ ผ่านการวิเคราะห์ทางจิตวิทยาเชิงบวก โดยใช้กรอบทฤษฎีความเป็นอยู่ที่ดี (PERMA model) ของ Seligman ในการวิเคราะห์ พบว่าความสุขจากการได้มีเท่าเดิมสามารถส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีได้ครบทุกองค์ประกอบของ PERMA ได้แก่ ผ่านการเพิ่มอารมณ์เชิงบวก (P) ความผูกพันกับกิจกรรมในปัจจุบัน (E) คุณภาพของสัมพันธภาพ (R) ความหมายในชีวิต (M) และความพึงพอใจต่อสิ่งที่ตนมีและทำได้แล้ว (A) กลไกหลักทางจิตวิทยา 2 ประการที่ขัดขวางความสุขจากสิ่งที่มีอยู่ ได้แก่ การปรับตัวทางความพึงพอใจและการเปรียบเทียบทางสังคม กลไกที่ส่งเสริม คือ สติและความรู้คุณ ซึ่งมีหลักฐานเชิงประจักษ์สนับสนุนอย่างมีนัยสำคัญต่อความเป็นอยู่ที่ดี การผสมผสานระหว่างความรู้คุณและสติช่วยต่อต้านการปรับตัว<br />ทางความพึงพอใจ ลดการเปรียบเทียบทางสังคม และสร้างความสุขที่ยั่งยืน แนวคิดนี้มีความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับภูมิปัญญาไทยและคำสอนทางพุทธศาสนา และมีศักยภาพในการประยุกต์ใช้เพื่อส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดี<br />อย่างยั่งยืนในบริบทสังคมไทยที่กำลังเผชิญกับอิทธิพลของสังคมดิจิทัลและวัฒนธรรมการบริโภคนิยม</p> 2026-05-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สมาคมจิตวิทยาแห่งประเทศไทย https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JPsychol/article/view/8181 ความใส่ใจทางการมองเห็นของทารกอายุ 5 สัปดาห์ และ 4 เดือน 2025-06-26T08:19:50+07:00 สุพัตรา สิทธิวัง ssittiwang.pattra@gmail.com พรรณระพี สุทธิวรรณ cpanrapee@yahoo.com แนนซี่ ฟีลด์เลอร์ nfiedler@eohsi.rutgers.edu <p>ความใส่ใจทางการมองเห็นมีบทบาทสำคัญต่อการรับรู้และพัฒนาการของทารก โดยเฉพาะปีแรก<br />ของชีวิต ระบบนี้ประกอบด้วย 3 โครงข่ายหลัก ได้แก่ โครงข่ายความตื่นตัว โครงข่ายการรับรู้สิ่งเร้า และโครงข่ายการจัดการ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความใส่ใจทางการมองเห็น โครงข่ายความตื่นตัวและโครงข่ายการรับรู้สิ่งเร้าของทารกอายุ 5 สัปดาห์ กับความใส่ใจทางการมองเห็นโครงข่ายการรับรู้สิ่งเร้าของทารกอายุ 4 เดือน กลุ่มตัวอย่างคือทารกที่ได้รับสัมผัสสารกำจัดศัตรูพืชตั้งแต่ระยะก่อนตั้งครรภ์ ภายใต้แผนงานวิจัย “โครงการ SAWASDEE” จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 137 คน โดยใช้เครื่องมือ NICU Network Neurobehavioral Scale (NNNS) และ Visual Habituation Task ในการประเมินพฤติกรรมความใส่ใจทางการมองเห็นของทารก ผลการศึกษาโดยการวิเคราะห์ถดถอยแบบลำดับขั้นพบว่าความใส่ใจทางการมองเห็น โครงข่ายความตื่นตัวของทารกอายุ 5 สัปดาห์มีความสัมพันธ์ทางลบกับความใส่ใจทางการมองเห็น โครงข่ายการรับรู้สิ่งเร้าของทารกอายุ 4 เดือนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β = -.31, <em>p</em> &lt; .01) <br />แต่ไม่พบความสัมพันธ์ของความใส่ใจทางการมองเห็น โครงข่ายการรับรู้สิ่งเร้าของทารกอายุ 5 สัปดาห์กับความใส่ใจทางการมองเห็น โครงข่ายการรับรู้สิ่งเร้าของทารกอายุ 4 เดือน ความแตกต่างของผลการศึกษานี้อาจสะท้อนช่วงเวลาพัฒนาการที่ต่างกันของโครงข่ายการรับรู้สิ่งเร้า ซึ่งยังไม่สมบูรณ์ในช่วงอายุ 5 สัปดาห์และเริ่มทำงานได้ชัดเจนขึ้นเมื่อทารกอายุประมาณ 3 - 4 เดือน ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าความใส่ใจทางการมองเห็นโครงข่ายความตื่นตัวที่ดี อาจเป็นรากฐานที่สำคัญต่อการพัฒนาความใส่ใจทางการมองเห็น โครงข่ายการรับรู้สิ่งเร้าที่ช่วยกำหนดทิศทางความสนใจของทารกและช่วยให้สามารถโฟกัสไปยังสิ่งเร้าที่เกี่ยวข้องได้</p> 2026-05-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สมาคมจิตวิทยาแห่งประเทศไทย https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JPsychol/article/view/8130 มุมมองของผู้ปฏิบัติงานในกระบวนการยุติธรรมต่อคุณลักษณะเชิงบริบทและองค์ประกอบของเครื่องมือประเมินความเสี่ยงด้านความรุนแรงในเด็กและวัยรุ่น 2025-06-26T15:37:40+07:00 ปิยพงศ์ แซ่ตั้ง piyapong.st@rumail.ru.ac.th มานิกา วิเศษสาธร Piyapong.st@rumail.ru.ac.th อัจศรา ประเสริฐสิน Piyapong.st@rumail.ru.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามุมมองของผู้ปฏิบัติงานในกระบวนการยุติธรรมต่อคุณลักษณะ<br />เชิงบริบทและองค์ประกอบของเครื่องมือประเมินความเสี่ยงด้านความรุนแรงในเด็กและวัยรุ่น อาศัยระเบียบ<br />วิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยาเก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ทำงานกับเด็กและวัยรุ่นที่มีพฤติกรรมรุนแรงไม่น้อยกว่า 5 ปี จำนวน 5 คน ด้วยเทคนิค Snowball วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการวิเคราะห์แก่นสาระ ผลการวิจัยสรุปเป็น 5 แก่นสาระ ได้แก่ (1) ความหมายของความรุนแรง (2) สถานการณ์การใช้เครื่องมือประเมินความเสี่ยงต่อการใช้ความรุนแรง (3) ความสำคัญและจำเป็นในการใช้เครื่องมือเพื่อคัดกรองและบำบัดฟื้นฟูพฤติกรรมรุนแรงของเด็กและวัยรุ่น (4) คุณลักษณะของเครื่องมือประเมินความเสี่ยงด้านความรุนแรงในเด็กและวัยรุ่นที่สอดคล้องกับความต้องการตามบริบทของผู้ปฏิบัติงานในกระบวนการยุติธรรม และ (5) องค์ประกอบของความรุนแรง ผลการศึกษานี้ทำให้ได้แนวทางสำหรับพัฒนามาตรวัดที่มีคุณลักษณะและองค์ประกอบตรงกับความต้องการของผู้ใช้งานและสอดคล้องกับบริบทสังคมไทย <br />เอื้อประโยชน์ต่อการนำไปใช้ในทางปฏิบัติโดยเฉพาะในงานด้านจิตวิทยาในกระบวนการยุติธรรม</p> 2026-05-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สมาคมจิตวิทยาแห่งประเทศไทย https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JPsychol/article/view/8103 ปัจจัยทางจิตวิทยาที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงานในชีวิตวิถีถัดไปของ เจ้าหน้าที่สำนักงานบริการ บริษัทสื่อสารโทรคมนาคมแห่งหนึ่ง กรุงเทพมหานคร 2025-06-26T15:38:40+07:00 นัยนา ดอรมาน dr.nyadrn@gmail.com จิระสุข สุขสวัสดิ์ Jirasuk.suk@stou.ac.th <p>ในยุคที่สภาพแวดล้อมการทำงานเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในบริบทของชีวิตวิถีถัดไป <br />การรักษาความสุขในการทำงานกลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้น การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับทุนทางจิตวิทยาเชิงบวก กลวิธีการเผชิญปัญหา และความสุขในการทำงานในชีวิตวิถีถัดไปของเจ้าหน้าที่สำนักงานบริการ บริษัทสื่อสารโทรคมนาคมแห่งหนึ่ง กรุงเทพมหานคร และ (2) สร้างสมการทำนายความสุขในการทำงานในชีวิตวิถีถัดไป กลุ่มตัวอย่าง คือ เจ้าหน้าที่สำนักงานบริการ บริษัทสื่อสารโทรคมนาคมแห่งหนึ่ง กรุงเทพมหานคร จำนวน 169 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวัดทุนทางจิตวิทยาเชิงบวก แบบวัดกลวิธีการเผชิญปัญหาแบบมุ่งแก้ไขปัญหา แบบวัดกลวิธีการเผชิญปัญหาแบบมุ่งอารมณ์ แบบวัดกลวิธีการเผชิญปัญหาแบบหลีกหนี และแบบวัดความสุขในการทำงานในชีวิตวิถีถัดไป มีค่าความเที่ยง เท่ากับ .90, .73, .60, .60 และ .89 ตามลำดับ สถิติ<br />ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า (1) ทุนทางจิตวิทยาเชิงบวก การเผชิญปัญหาแบบมุ่งแก้ไขปัญหาและความสุข<br />ในการทำงานในชีวิตวิถีถัดไปอยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนการเผชิญปัญหาแบบมุ่งอารมณ์ และการเผชิญปัญหาแบบหลีกหนีอยู่ในระดับมาก และ (2) ทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกการเผชิญปัญหาแบบมุ่งอารมณ์ และการเผชิญปัญหาแบบหลีกหนี ส่งผลต่อความสุขในการทำงานในชีวิตวิถีถัดไปอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และสามารถร่วมกันทำนายความสุขในการทำงานในชีวิตวิถีถัดไปได้ ร้อยละ 64 โดยมีสมการทำนายความสุข<br />ในการทำงานในชีวิตวิถีถัดไปโดยใช้คะแนนมาตรฐาน คือ Z'= .78Z<sub>1 </sub>+.21Z<sub>3 </sub>-.12Z<sub>4 </sub></p> 2026-05-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สมาคมจิตวิทยาแห่งประเทศไทย https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JPsychol/article/view/8237 ความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์การทำงานกับความฉลาดรู้ทางสังคม ของข้าราชการตำรวจกองบังคับการปราบปราม 2025-07-03T17:22:49+07:00 ชัยการ วาทะงาม dr.cynwtm@gmail.com วัลภา สบายยิ่ง cyn168w@gmail.com นัยนา ดอรมาน cyn168w@gmail.com <p>ข้าราชการตำรวจกองบังคับการปราบปรามปฏิบัติหน้าที่ที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ซับซ้อนและหลากหลาย ความฉลาดรู้ทางสังคมเป็นคุณลักษณะสำคัญที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับประสบการณ์การทำงาน และความฉลาดรู้ทางสังคมของข้าราชการตำรวจกองบังคับการปราบปราม และ (2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์การทำงานกับความฉลาดรู้ทางสังคมของข้าราชการตำรวจกองบังคับการปราบปราม กลุ่มตัวอย่าง คือ ข้าราชการตำรวจกองบังคับการปราบปราม จำนวน 153 คน ได้มาโดยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวัดประสบการณ์การทำงาน และแบบวัดความฉลาดรู้ทางสังคม มีความเที่ยงทั้งฉบับเท่ากับ .87 และ .88 ตามลำดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน <br />ผลการศึกษาพบว่า (1) ประสบการณ์การทำงานของข้าราชการตำรวจกองบังคับการปราบปราม อยู่ในระดับ<br />มากที่สุด และความฉลาดรู้ทางสังคมข้าราชการตำรวจกองบังคับการปราบปราม อยู่ในระดับมาก และ <br />(2) ประสบการณ์การทำงานมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความฉลาดรู้ทางสังคม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ <br />(r=.68, p &lt;.01)</p> 2026-05-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สมาคมจิตวิทยาแห่งประเทศไทย https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JPsychol/article/view/7655 การเสริมสร้างสุขภาพจิตผู้สูงอายุ ตามแนวทางการปฏิบัติสมาธิเบื้องต้น กรณีศึกษาสถาบันพลังจิตตานุภาพ จังหวัดตาก 2025-07-18T15:50:15+07:00 คุณากร สุปน kunakorn.supon2025@gmail.com ธันย์นรี พรไพรเพชร kunakorn.supon2025@gmail.com <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบสุขภาพจิตของผู้สูงอายุตามแนวทางการปฏิบัติสมาธิเบื้องต้น กรณีศึกษาสถาบันพลังจิตตานุภาพ จังหวัดตาก ก่อนและหลังจากการปฏิบัติสมาธิเบื้องต้น ประชากร คือ อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ที่เข้าร่วมการปฏิบัติสมาธิเบื้องต้นตามแนวทางสถาบันจิตตานุภาพ ที่สมัครใจเข้ารับการปฏิบัติสมาธิเบื้องต้น อย่างน้อย 1 เดือน จำนวน 21 คน เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi-experimental design) ร่วมกับการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสนทนากลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ ดัชนีชี้วัดสุขภาพจิตคนไทยฉบับสมบูรณ์ มีค่าความน่าเชื่อถือของทั้งฉบับเท่ากับ 0.87 ค่าสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสถิติ t-test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผู้สูงอายุก่อนปฏิบัติสมาธิเบื้องต้นมีสุขภาพจิตเท่ากับคนทั่วไป รองลงมาคือ <br />มีสุขภาพจิตต่ำกว่าคนทั่วไป และมีสุขภาพจิตสูงกว่าคนทั่วไป ผู้สูงอายุหลังปฏิบัติสมาธิเบื้องต้นมีสุขภาพจิตเท่ากับคนทั่วไป รองลงมาคือ มีสุขภาพจิตมากกว่าคนทั่วไป และมีสุขภาพจิตต่ำกว่าคนทั่วไป ผลการเปรียบเทียบสุขภาพจิตของผู้สูงอายุก่อนและหลังปฏิบัติก่อนปฏิบัติตามแนวทางการปฏิบัติสมาธิเบื้องต้น กรณีศึกษาสถาบันพลังจิตตานุภาพ จังหวัดตาก เป็นระยะเวลา 1 เดือน พบว่า แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกของสุขภาพจิตหลังการฝึกสมาธิเบื้องต้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> 2026-05-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สมาคมจิตวิทยาแห่งประเทศไทย https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JPsychol/article/view/8863 การศึกษาศักยภาพการดูแลใจตนของนักศึกษาพยาบาล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ 2025-09-03T12:30:32+07:00 ชญาณิน สลีมิน wachira.s@psu.ac.th พิเชษฐ์ สุวรรณจินดา pichet.su@psu.ac.th <p>การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับศักยภาพการดูแลใจตนและศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับศักยภาพการดูแลใจตนของนักศึกษาพยาบาล กลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 1–4 จำนวน 180 คน คัดเลือกโดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น โดยใช้เครื่องมือวิจัย คือ แบบวัดศักยภาพการดูแลใจตนที่มีค่าความเชื่อมั่น .98 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ในการนำเสนอระดับศักยภาพการดูแลใจตน โดยใช้ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson’s product-moment correlation coefficient) เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับศักยภาพ<br />การดูแลใจตนของนักศึกษาพยาบาลโดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ p &lt;<strong> .</strong>05 ผลการศึกษาพบว่า<br />นักศึกษาพยาบาลส่วนใหญ่ (ร้อยละ 80.60) มีศักยภาพการดูแลใจตนในระดับสูง ส่วนปัจจัยส่วนบุคคลพบว่า<br />ไม่มีความสัมพันธ์กับศักยภาพการดูแลใจตนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p>จากผลการวิจัยครั้งนี้สะท้อนถึงบทบาทของหลักสูตรในการออกแบบกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพจิต<br />ในสถาบันการศึกษาพยาบาล จึงควรจัดกิจกรรมให้แก่นักศึกษาทุกคนโดยมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะภายในและการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดูแลใจตนอย่างยั่งยืน และข้อมูลที่ได้สามารถใช้ในการพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างสุขภาพจิตและสิ่งแวดล้อมทางการเรียนที่เกื้อหนุนต่อนักศึกษาพยาบาลให้สามารถรับมือกับความเครียดและพัฒนาความเข้มแข็งทางจิตใจเพื่อการเป็นพยาบาลวิชาชีพในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-05-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สมาคมจิตวิทยาแห่งประเทศไทย https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JPsychol/article/view/8966 ประสบการณ์ของครูแนะแนวในฐานะผู้ให้การปรึกษาในช่วงเปลี่ยนผ่านจากโควิด-19: การวิเคราะห์เชิงปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความ 2025-09-26T10:18:14+07:00 ชลนภา เหลืองรังษี 64920724@go.buu.ac.th ดลดาว วงศ์ธีระธรณ์ doldao@go.buu.ac.th เด่นชัย ปราบจันดี denchai@go.buu.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อศึกษาประสบการณ์ของครูแนะแนวในฐานะผู้ให้การปรึกษาในช่วงเปลี่ยนจากโควิด-19 โดยใช้ระเบียบวิธีการวิเคราะห์เชิงปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความ (Interpretative Phenomenological Analysis: IPA) ผู้เข้าร่วมคือครูแนะแนวในระดับมัธยมศึกษาจำนวน 3 คน ปัจจุบันครูทั้ง 3 คน ทำงานในโรงเรียนรัฐบาลขนาดใหญ่ แต่ก็เคยมีประสบการณ์ในการทำงานในโรงเรียนขนาดอื่นและเอกชน เป็นครูที่มีประสบการณ์ในการให้การปรึกษาและทำงานในช่วงก่อนและหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ไม่น้อยกว่า 5 ปี ตามคุณสมบัติที่เหมาะสม สอดคล้องกับเกณฑ์การคัดเลือกแบบเจาะจง ผลการศึกษาพบว่า ประสบการณ์ของครูแนะแนวในฐานะผู้ให้การปรึกษาประกอบไปด้วย 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1) การให้การปรึกษานักเรียนเป็นหัวใจของบริการแนะแนว 2) การประสานงานกับทุกภาคส่วนเป็นสิ่งจำเป็น 3) ความท้าทายของการทำงานช่วงโควิด-19 และ 4) แนวคิดที่สำคัญในการทำงานในช่วงเปลี่ยนผ่าน ข้อค้นพบนี้สะท้อนบทบาทของครูแนะแนวในฐานะผู้ให้การปรึกษาที่ต้องปรับตัวรับมือกับความเปลี่ยนแปลง ทั้งยังเชื่อมโยงกับงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และให้ข้อเสนอแนะเชิงประยุกต์แก่การบริการแนะแนวหลังวิกฤต</p> 2026-06-09T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สมาคมจิตวิทยาแห่งประเทศไทย