https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/issue/feed
วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
2026-02-28T19:59:14+07:00
นายอนุชิต ปราบพาล
natthaphong.jan@mcu.ac.th
Open Journal Systems
<p> <strong>วารสารสังคมพัฒนศาสตร์</strong> เป็นวารสารวิชาการของวัดสนธิ์ (นาสน) ตำบลมะม่วงสองต้น อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการค้นคว้าและนำเสนอองค์ความรู้ทางด้านวิชาการ โดยการเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการแก่นักวิจัยนักวิชาการ คณาจารย์และนักศึกษา ในมิติเพื่อสนับสนุนการศึกษา การสอน การวิจัยในมหาวิทยาลัยสงฆ์รวมถึงคณะสงฆ์ไทย และสถาบันภายนอก รวมทั้งนักวิชาการและผู้สนใจ โดยเน้นสาขาวิชาเกี่ยวกับ การพัฒนาชุมชม การพัฒนาสังคม ศิลปะทั่วไปและมนุษยศาสตร์ ศาสนศึกษา ธุรกิจทั่วไป การจัดการและการบัญชี สังคมศาสตร์ทั่วไป การศึกษา รวมถึงสหวิทยาการด้านสังคมศาสตร์และและศาสตร์แห่งการพัฒนา โดยรับพิจารณาตีพิมพ์ต้นฉบับของบุคคลหรือองค์กร ทั้งภายในและภายนอกวัด เปิดรับบทความเฉพาะภาษาไทย ประเภท บทความวิจัย และ บทความวิชาการ</p> <p> บทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารสังคมพัฒนศาสตร์จะต้องผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างน้อย 2 ท่าน ในลักษณะปกปิดรายชื่อ (Double blind peer-reviewed) ผลงานที่ส่งมาจะต้องไม่เคยตีพิมพ์หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตีพิมพ์ในวารสารอื่น ผู้เขียนบทความจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การเสนอบทความวิชาการหรือบทความวิจัยเพื่อตีพิมพ์ในวารสาร อย่างเคร่งครัด รวมทั้งระบบการอ้างอิงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของวารสาร ทัศนะและข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความวารสาร ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความนั้น มิใช่ความคิดของคณะผู้จัดทำ และไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ ทั้งนี้กองบรรณาธิการไม่สงวนลิขสิทธิ์ในการคัดลอก แต่ให้อ้างอิงแสดงที่มา</p> <p><strong>วารสารสังคมพัฒนศาสตร์</strong> มีกำหนดออกเผยแพร่ปีละ 12 ฉบับ (รายเดือน)*</p> <table width="100%"> <tbody> <tr> <td width="32%"> <p>ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม</p> </td> <td width="35%"> <p>ฉบับที่ 2 เดือนกุมภาพันธ์</p> </td> <td width="31%"> <p>ฉบับที่ 3 เดือนมีนาคม</p> </td> </tr> <tr> <td width="32%"> <p>ฉบับที่ 4 เดือนเมษายน</p> </td> <td width="35%"> <p>ฉบับที่ 5 เดือนพฤษภาคม</p> </td> <td width="31%"> <p>ฉบับที่ 6 เดือนมิถุนายน</p> </td> </tr> <tr> <td width="32%"> <p>ฉบับที่ 7 เดือนกรกฎาคม</p> </td> <td width="35%"> <p>ฉบับที่ 8 เดือนสิงหาคม</p> </td> <td width="31%"> <p>ฉบับที่ 9 เดือนกันยายน</p> </td> </tr> <tr> <td width="32%"> <p>ฉบับที่ 10 เดือนตุลาคม</p> </td> <td width="35%"> <p>ฉบับที่ 11 เดือนพฤศจิกายน</p> </td> <td width="31%"> <p>ฉบับที่ 12 เดือนธันวาคม</p> </td> </tr> </tbody> </table> <p><em>*มีผลตั้งแต่ ปีที่ 8 ฉบับที่ 2 เดือนกุมภาพันธ์ 2568 เป็นต้นไป</em></p>
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10331
ปัญหาเกี่ยวกับสาเหตุตามกฎหมายที่ทำให้บุคคลพ้นจากภาวะผู้เยาว์และบรรลุนิติภาวะ
2026-02-13T17:00:55+07:00
จรวยพร เหมรังษี
jaruayporn13607@gmail.com
<div><a name="OLE_LINK5"></a></div> <div><a name="OLE_LINK4"></a></div> <div><a name="OLE_LINK7"></a></div> <div><a name="OLE_LINK6"></a><span lang="TH">การบัญญัติกฎหมายเกี่ยวกับการจำกัดความสามารถของผู้เยาว์มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองตัวผู้เยาว์ รวมถึงทรัพย์สินของผู้เยาว์ แต่ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป เห็นควรต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมของสาเหตุการบรรลุนิติภาวะ เนื่องจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของประเทศไทยได้บัญญัติเรื่องเกณฑ์การบรรลุนิติภาวะของผู้เยาว์ออกเป็น </span>2<span lang="TH"> ประการ คือ กรณีที่ </span>1 <span lang="TH">เกณฑ์การบรรลุนิติภาวะโดยอายุ ซึ่งเกณฑ์อายุยี่สิบปีบริบูรณ์นั้น เริ่มใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. </span>2466 <span lang="TH">โดยหากพิจารณาเปรียบเทียบกับบุคคลในยุคปัจจุบัน มีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงทั้งในด้านพัฒนาการ เทคโนโลยี การติดต่อสื่อสาร และในมุมมองของกฎหมายต่างประเทศทั้งสาธารณรัฐฝรั่งเศส สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี สมาพันธรัฐสวิส และสหราชอาณาจักรอังกฤษ กำหนดเกณฑ์อายุของการบรรลุนิติภาวะของผู้เยาว์อยู่ที่สิบแปดปีบริบูรณ์ จึงเห็นสมควรแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา </span>19<span lang="TH"> ใหม่ว่า บุคคลย่อมพ้นจากภาวะผู้เยาว์และบรรลุนิติภาวะเมื่อมีอายุสิบแปดปีบริบูรณ์ ส่วนกรณีที่ </span>2<span lang="TH"> เกณฑ์การบรรลุนิติภาวะโดยการสมรส ตามที่ผู้เขียนนำเสนอไว้ในประเด็นที่ </span>1 <span lang="TH">ก็จะสอดรับกันว่า เมื่อคู่สมรสทั้งสองฝ่ายอายุครบสิบแปดปีบริบูรณ์ก็จะบรรลุนิติภาวะ ตามมาตรา </span>19 <span lang="TH">และสามารถทำการสมรสได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากบุคคล ตามมาตรา </span>1436 <span lang="TH">ส่วนกรณีที่คู่สมรสอายุไม่ถึงสิบแปดปีบริบูรณ์ก็สามารถทำการสมรสได้ภายใต้เงื่อนไขของกฎหมาย แต่จะไม่สามารถบรรลุนิติภาวะโดยการสมรส เพราะอาจมีการใช้วิธีการจดทะเบียนสมรสเป็นเครื่องมือให้ตนเองนั้นบรรลุนิติภาวะ จึงเสนอยกเลิกการบรรลุนิติภาวะโดยการสมรส ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา </span>20</div>
2026-02-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10193
การเปลี่ยนผ่านของการศึกษาเพื่อพัฒนาอาชีพในประเทศไทย: จากระบบการฝึกเสมียนรับราชการสู่การศึกษาด้านอาชีพเพื่อการพึ่งพาตนเอง
2026-02-05T20:53:16+07:00
ปิยะ ศักดิ์เจริญ
piya.edu@rumail.ru.ac.th
เอกสิทธิ์ ชาตินทุ
eakkasit.c@rumail.ru.ac.th
<p>บทความวิชาการนี้มุ่งวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านของการศึกษาเพื่อพัฒนาอาชีพในประเทศไทยในเชิงประวัติศาสตร์และเชิงนโยบาย โดยพิจารณาพัฒนาการตั้งแต่ระบบการศึกษาในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่มุ่งผลิต “เสมียนรับราชการ” เพื่อตอบสนองความต้องการของรัฐสมัยใหม่ ไปสู่การจัดการศึกษาด้านอาชีพที่มุ่งเสริมสร้างทักษะการทำงาน สมรรถนะวิชาชีพ และความสามารถในการพึ่งพาตนเองของประชาชนในบริบทเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในยุคหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ผู้เขียนได้เรียบเรียงข้อมูลจากเอกสารเชิงประวัติศาสตร์ด้านการศึกษาและเอกสารนโยบายการศึกษา ครอบคลุมแผนแม่บททางการศึกษาของไทยตั้งแต่โครงการศึกษา พ.ศ. 2441 - 2474 แผนการศึกษาชาติ พ.ศ. 2475 - 2494 แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2503-ปัจจุบัน แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตลอดจนกฎหมายและนโยบายด้านอาชีวศึกษาและการศึกษาตลอดชีวิตในแต่ละช่วงเวลา ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า ค่านิยม “นิยมเป็นเสมียน” ได้กำหนดทิศทางของระบบการศึกษาไทยในระยะยาว ทำให้การศึกษาสายสามัญถูกยกย่องเหนือการศึกษาสายอาชีพ และส่งผลต่อโครงสร้างกำลังคนของประเทศ อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา โดยเฉพาะในยุคแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ การศึกษาด้านอาชีพได้รับการยกระดับให้เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ การผลิตแรงงานมีฝีมือ และต่อยอดสู่แนวคิดการศึกษาฐานสมรรถนะ การเรียนรู้ตลอดชีวิต และการเป็นผู้ประกอบการในศตวรรษที่ 21 บทความสรุปว่า การเปลี่ยนผ่านจากการศึกษาเพื่อรับราชการสู่การศึกษาเพื่อการพึ่งพาตนเองไม่ใช่เพียงการปรับหลักสูตรหรือรูปแบบการจัดการเรียนรู้ หากแต่เป็นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของการศึกษาไทย จากการมุ่งตำแหน่งและสถานะทางสังคม ไปสู่การพัฒนาศักยภาพมนุษย์เพื่อการดำรงชีวิต การพึ่งพาตนเอง การทำงาน และการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน</p>
2026-02-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10261
การพัฒนาสังคมเพื่อเสริมสร้างอัตลักษณ์ชุมชน
2026-02-09T17:12:39+07:00
พระอธิการอภิวิชญ์ เยี่ยมสวน
spurivisit@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์กระบวนการพัฒนาสังคมเชิงบูรณาการ ที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างอัตลักษณ์ชุมชนให้เกิดความยั่งยืนท่ามกลางวิกฤตการณ์โลกาภิวัตน์ ซึ่งหัวใจสำคัญของการพัฒนา คือ การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ทางการพัฒนาจากการมุ่งเน้นเพียงตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจกระแสหลัก มาสู่การพัฒนาบนฐานทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญา โดยใช้กรอบแนวคิดการพัฒนาที่ยึดชุมชนเป็นศูนย์กลางและการบริหารจัดการสินทรัพย์ในพื้นที่ เพื่อแปรเปลี่ยนคุณค่าทางจิตวิญญาณให้กลายเป็นทุนทางสัญลักษณ์ที่เข้มแข็งและมีอำนาจต่อรองในพื้นที่ทางสังคมยุคใหม่ กระบวนการพัฒนาที่สำคัญประกอบด้วย 4 เสาหลักที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ได้แก่ 1) การสร้างการมีส่วนร่วมในระดับการตัดสินใจร่วม เพื่อสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของและความตระหนักในคุณค่า 2) การอนุรักษ์และต่อยอดมรดกวัฒนธรรมให้เป็น "มรดกที่มีชีวิต" ที่มีความร่วมสมัยและสอดคล้องกับบริบทโลก 3) การยกระดับเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ผ่านเทคนิคการสื่อสารความหมาย เพื่อเปลี่ยนทุนวัฒนธรรมให้เป็นมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ และ 4) การจัดการทรัพยากรสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตดั้งเดิมและภูมิปัญญาพื้นถิ่น กลไกเหล่านี้ส่งผลให้เกิดการสะสมทุนทางสังคมและการสร้างความภาคภูมิใจในตัวตน และทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันทางสังคมที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการจัดการตนเองและการพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยภาครัฐควรปรับบทบาทเป็นผู้สนับสนุนการกระจายอำนาจและคุ้มครองสิทธิชุมชน มุ่งสร้างพื้นที่เรียนรู้ระหว่างวัยผ่านสื่อดิจิทัล พร้อมส่งเสริมการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมเพื่อประเมินคุณภาพชีวิต ชุมชนที่สร้างสมดุลระหว่างความเป็นสากลและท้องถิ่น</p>
2026-02-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10062
แนวคิด การดำเนินงาน และรูปแบบการจัดการของมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรม ด้านการบินและอวกาศในระดับนานาชาติ
2026-02-10T19:37:17+07:00
กริช วงศ์เจริญ
kritw216@gmail.com
ณัฐกรานต์ ไชยหาวงศ์
nattakarn@catc.or.th
พันศักดิ์ เนินทราย
pansak@catc.or.th
<p>การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ลักษณะเชิงระบบและรูปแบบการจัดการของมหาวิทยาลัยด้านการบินและอวกาศในระดับนานาชาติที่มีลักษณะเป็นมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรม ตลอดจนเพื่ออธิบายบทบาทของสถาบันการศึกษาในฐานะกลไกสำคัญของระบบนวัตกรรมอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ โดยใช้การวิเคราะห์เอกสารเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรมด้านการบินและอวกาศในต่างประเทศ จำนวน 5 แห่ง และการสัมภาษณ์เชิงลึกอาจารย์ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยในกลุ่มเดียวกัน จำนวน 5 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาสาระ ผลการวิจัยชี้ว่า มหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรมด้านการบินและอวกาศมีลักษณะร่วม คือ การดำเนินงานในลักษณะของระบบบูรณาการที่เชื่อมโยงพันธกิจด้านการเรียนการสอน การวิจัย และการพัฒนานวัตกรรมเข้ากับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและบริบทเชิงกลยุทธ์ขององค์กร โดยมีองค์ประกอบสำคัญครอบคลุมด้านการบริหารเชิงกลยุทธ์ โครงสร้างและสภาพแวดล้อมขององค์กร การจัดการวิชาการ การบริหารงานวิจัย การบริหารทรัพยากร การพัฒนาบุคลากร และความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมและพันธมิตร ซึ่งทำงานอย่างเชื่อมโยงและเกื้อหนุนกัน นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังสะท้อนให้เห็นว่า มหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรมด้านการบินและอวกาศมิได้ทำหน้าที่เพียงผลิตบัณฑิต แต่มีบทบาทเป็นศูนย์กลางของการสร้างองค์ความรู้ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนานวัตกรรมร่วมกับภาคอุตสาหกรรม ซึ่งมีนัยสำคัญต่อการพัฒนากำลังคน เทคโนโลยี และขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมการบินและอวกาศในระดับนานาชาติ ผลการวิจัยนี้มีส่วนช่วยขยายองค์ความรู้ โดยเสนอกรอบแนวคิดเชิงระบบ เพื่ออธิบายการจัดการมหาวิทยาลัยที่มุ่งสู่ความเป็นมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรมในบริบทของอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ และชี้ให้เห็นบทบาทเชิงกลยุทธ์ของมหาวิทยาลัยในฐานะกลไกสำคัญของระบบนวัตกรรมทั้งในระดับชาติและนานาชาติ</p>
2026-02-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10139
การบริหารงานบุคคลตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อพัฒนาครู ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเพชรบุรี
2026-02-10T19:39:58+07:00
กฤษฎา พนันชัย
ajkritsadapananchai@gmail.com
ทัศพร เกตุถนอม
ajkritsadapananchai@gmail.com
<p>การวิจัยแบบผสมผสานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหารงานบุคคลตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อเปรียบเทียบการบริหารงานบุคคลตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามวุฒิการศึกษา ประสบการณ์ในการปฏิบัติงานและขนาดสถานศึกษา 3) เสนอแนวทางการพัฒนาการบริหารงานบุคคลตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อพัฒนาครูในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน <br>กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารและครูในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 285 คน และสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน <br>9 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง สถิติวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการบริหารงานบุคคลตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากโดยเรียงค่าเฉลี่ยมากไปน้อย คือ ด้านหลักนิติธรรม ด้านหลักความโปร่งใส ด้านหลักคุณธรรม ด้านหลักความคุ้มค่า ด้านหลักความรับผิดชอบ และด้านหลักความมีส่วนร่วม <br>2) ผลการเปรียบเทียบการบริหารงานบุคคลตามหลักธรรมาภิบาล พบว่า ผู้บริหารและครูที่มีวุฒิการศึกษา ประสบการณ์ในการปฏิบัติงานและขนาดสถานศึกษาต่างกัน มีความคิดเห็นแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ<br>ที่ระดับ 0.05 และ 3) แนวทางการพัฒนาด้านหลักนิติธรรม ควรเน้นการบริหารจัดการที่ยึดกฎระเบียบเป็นกติกา ด้านหลักคุณธรรม ควรประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี ด้านหลักความโปร่งใส ควรสร้างความไว้วางใจอย่างเปิดเผย <br>ด้านหลักการมีส่วนร่วม ควรเปิดโอกาสให้บุคลากรมีส่วนร่วมตัดสินใจ ด้านหลักความรับผิดชอบ ควรตระหนัก<br>ในหน้าที่และความรับผิดชอบและด้านหลักความคุ้มค่า ควรใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด</p>
2026-02-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10174
การตัดสินใจเลือกสำรองที่นั่งออนไลน์ผ่านตัวแทนท่องเที่ยวออนไลน์ และผ่านสายการบินโดยตรง
2026-02-10T19:41:36+07:00
ปพน พรประดิษฐ์
pornpradit.p@gmail.com
ธัญญรัตน์ คำเพราะ
pornpradit.p@gmail.com
จรียากรณ์ หวังศุภกิจโกศล
pornpradit.p@gmail.com
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบการตัดสินใจเลือกใช้ช่องทางการสำรองบัตรโดยสารเครื่องบินผ่านระบบออนไลน์ระหว่างการใช้บริการผ่านตัวแทนท่องเที่ยวออนไลน์กับการจองผ่านช่องทางออนไลน์ของสายการบินโดยตรง การวิจัยเป็นเชิงปริมาณ ด้วยวิธีการวิจัยเชิงสำรวจ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามผ่าน Google Form จากกลุ่มตัวอย่างคือผู้บริโภคชาวไทยที่มีประสบการณ์การใช้บริการจองการเดินทางผ่านช่องทางออนไลน์ ทั้งผ่านตัวแทนท่องเที่ยวออนไลน์ และสายการบินโดยตรง จำนวน 400 คน ซึ่งได้จากการสุ่มตามความสะดวก การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ และร้อยละ เพื่ออธิบายลักษณะทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง และเปรียบเทียบการตัดสินใจเลือกใช้ช่องทางการสำรองบัตรโดยสารระหว่างตัวแทนท่องเที่ยวออนไลน์และสายการบินโดยตรง ผลการวิจัยพบว่า ผู้ใช้บริการส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 20 - 30 ปี การศึกษาระดับปริญญาตรี ประกอบอาชีพพนักงานเอกชนหรือลูกจ้าง มีรายได้เฉลี่ย 25,001 - 35,000 บาท และ<br />มีวัตถุประสงค์การเดินทางเพื่อการท่องเที่ยว นอกจากนี้ ผู้ให้บริการท่องเที่ยวออนไลน์มีสัดส่วนผู้เลือกสูงกว่าด้านราคาที่แสดงราคาเปรียบเทียบชัดเจน ด้านช่องทางการจัดจำหน่ายมีขั้นตอนที่สะดวก ช่องทางชำระเงินที่หลากหลายและปลอดภัย ด้านผลิตภัณฑ์มีความหลากหลายของเที่ยวบิน และด้านการส่งเสริมทางการตลาดที่แสดงข้อมูลคุ้มค่าและส่งเสริมการตลาดผ่านสื่อโฆษณา ขณะที่การให้บริการผ่านช่องทางออนไลน์ของสายการบินมีสัดส่วนผู้เลือกสูงกว่าด้านช่องทางการจัดจำหน่ายที่ดึงดูดผู้บริโภคกับติดตามผลการชำระเงินที่รวดเร็ว และด้านผลิตภัณฑ์ที่มีการแสดงรายละเอียดของเที่ยวบินกับเป็นที่รู้จัก ผลการศึกษาสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์ของสายการบินและตัวแทนท่องเที่ยวให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-02-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10300
การพัฒนาสื่อประสมนิทานร่วมกับเทคนิค 5W1H เพื่อเสริมสร้างความสามารถการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
2026-02-10T19:43:09+07:00
ปภังกร หมัดตะทวี
paphangkorn.mad001@hu.ac.th
พล เหลืองรังษี
pol@hu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาสื่อประสมนิทานร่วมกับเทคนิค 5W1H เพื่อเสริมสร้างความสามารถการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างกลุ่มที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อประสมนิทานร่วมกับเทคนิค 5W1H กับกลุ่มที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบปกติ และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อประสมนิทานร่วมกับเทคนิค 5W1H เพื่อเสริมสร้างความสามารถการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสหศาสตร์วิทยาคาร ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 50 คน จาก 2 ห้องเรียน โดยสุ่มห้องเรียนเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย สื่อประสมนิทานร่วมกับเทคนิค 5W1H แบบวัดประสิทธิภาพสื่อ E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub> แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบ Mann–Whitney U test เพื่อเปรียบเทียบ 2 กลุ่มอิสระ ผลการวิจัยพบว่า 1) สื่อประสมนิทานร่วมกับเทคนิค 5W1H เป็นสื่อมัลติมีเดีย ประกอบด้วย คำศัพท์ภาษาอังกฤษ เนื้อหานิทาน และคำถามท้ายบทที่สอดคล้องกับเทคนิค 5W1H มีประสิทธิภาพ E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub> = 83.67/82.33 เป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษของกลุ่มที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อประสมนิทานร่วมกับเทคนิค 5W1H สูงกว่ากลุ่มที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อประสมนิทานร่วมกับเทคนิค 5W1H อยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.93, S.D. = 0.20)</p>
2026-02-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10305
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่บูรณาการการคิดเชิงออกแบบร่วมกับ Generative AI ที่มีต่อความสามารถในการสร้างสรรค์สื่อการสอนวิทยาศาสตร์
2026-02-20T00:35:22+07:00
ปิยพร วงศ์อนุ
Piyaporn.won@lru.ac.th
วิระ อิสโร
wira.isa@lru.ac.th
อิศรารัตน์ มาขันพันธ์
idsararat26@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่บูรณาการการคิดเชิงออกแบบ 2) ศึกษาสมรรถนะด้านการสร้างสรรค์สื่อการสอนวิทยาศาสตร์ของนักศึกษาและ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้นแบบกลุ่มเดียวทดสอบหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย จำนวน 52 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม รูปแบบการจัดการเรียนรู้พัฒนาด้วยพื้นฐานกระบวนการคิดเชิงออกแบบ ได้แก่ การทำความเข้าใจผู้เรียน การกำหนดปัญหา การสร้างแนวคิด การพัฒนาต้นแบบ และการทดสอบ โดยบูรณาการการใช้ Generative AI เพื่อสนับสนุนการออกแบบและพัฒนาสื่อการสอน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบประเมินคุณภาพรูปแบบการจัดการเรียนรู้ แบบประเมินสมรรถนะด้านการสร้างสรรค์สื่อการสอนวิทยาศาสตร์ และแบบประเมินความพึงพอใจของนักศึกษา ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) โดยผู้เชี่ยวชาญ มีค่าอยู่ระหว่าง 0.67 - 1.00 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 4 ขั้นตอน 1) สำรวจปัญหาและบริบท 2) กำหนดประเด็นวิทยาศาสตร์ เชื่อมโยงจุดประสงค์การเรียนรู้ และสาระสำคัญ 3) สนับสนุนการออกแบบแนวคิด โครงร่าง และพัฒนาต้นแบบสื่อ 4) นำเสนอผลงาน และปรับปรุงสื่อ ผลการตรวจสอบคุณภาพ พบว่า อยู่ในระดับดีมาก (M = 4.51) ผลการประเมินสมรรถนะการสร้างสรรค์สื่อการสอนวิทยาศาสตร์ของนักศึกษา อยู่ในระดับดี (M = 3.75) ทั้งด้านการออกแบบสื่อตามกระบวนการคิดเชิงออกแบบและการประยุกต์ใช้ Generative AI เพื่อสนับสนุนการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ นอกจากนี้ นักศึกษามีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ อยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.59) </p>
2026-02-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10073
ผลของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเพื่อนคู่คิดสี่สหายร่วมกับเทคนิค SQ4R ที่มีต่อความสามารถในการอ่านวิเคราะห์ ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง
2026-02-03T14:23:14+07:00
สมพร ศรีภุมมา
sompond.spm@gmail.com
<p>การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านวิเคราะห์ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงก่อนและหลังการเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเพื่อนคู่คิดสี่สหายร่วมกับเทคนิค SQ4R 2) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านวิเคราะห์ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงหลังการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเพื่อนคู่คิดสี่สหายร่วมกับเทคนิค SQ4R กับเกณฑ์ร้อยละ 60 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ นักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาเทคนิคเครื่องกล วิทยาลัยเทคนิคอุตสาหกรรมยานยนต์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 32 คน ที่ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่มโดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเพื่อนคู่คิดสี่สหายร่วมกับเทคนิค SQ4R จำนวน 3 แผน และแบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านวิเคราะห์ จำนวน 30 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างเดียว และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกัน ผลการวิจัยพบว่าความสามารถในการอ่านวิเคราะห์ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงหลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเพื่อนคู่คิดสี่สหายร่วมกับเทคนิค SQ4R (M = 25.19, SD = 1.96) สูงกว่าก่อนเรียน (M = 17.75, SD = 2.50) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ความสามารถในการอ่านวิเคราะห์ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงหลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเพื่อนคู่คิดสี่สหายร่วมกับเทคนิค SQ4R (M = 25.19, SD = 1.96) สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 60 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สะท้อนให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเพื่อนคู่คิดสี่สหายร่วมกับเทคนิค SQ4R สามารถนำมาใช้ในการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านวิเคราะห์ให้แก่ผู้เรียนได้</p>
2026-02-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10141
การสร้างกรอบแนวคิดเชิงทฤษฎีของความเชื่อมั่นทางการเงินและพฤติกรรมการเสี่ยงของผู้ประกอบการ SME ที่ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน
2026-02-05T20:55:37+07:00
อิทธิกร ตั้งดวงทิพย์
ittikorntangdoungthip@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ผ่านแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง (Semi-structured Interview) เพื่อศึกษามุมมอง ประสบการณ์ และกระบวนการตัดสินใจทางการเงินของผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ภายใต้สภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจกลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเจาะจง จำนวน 15 ราย ซึ่งเป็นผู้ประกอบการที่มีประสบการณ์ด้านการบริหารธุรกิจและสามารถดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่องท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจวัตถุประสงค์ของการวิจัยประกอบด้วย 1) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นทางการเงินของผู้ประกอบการ SMEs ในภาวะวิกฤต 2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อมั่นทางการเงินกับการบริหารจัดการความเสี่ยงเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ และ 3) พัฒนากรอบแนวคิดเชิงทฤษฎีเพื่อเสริมสร้างความยั่งยืนทางการเงินสำหรับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อความเชื่อมั่นทางการเงินประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ 1) ปัจจัยด้านคุณลักษณะส่วนบุคคลและจิตวิทยาการบริหาร 2) ปัจจัยด้านวินัยและระบบการจัดการทางการเงิน 3) ปัจจัยด้านทุนทางสังคมและเครือข่ายความสัมพันธ์ และ 4) ปัจจัยด้านบริบทเชิงสถาบันและนโยบายภายนอก นอกจากนี้ ความเชื่อมั่นทางการเงินมิได้เป็นเพียงสภาวะทางความรู้สึก แต่มีความสัมพันธ์เชิงพลวัตกับพฤติกรรมการบริหารความเสี่ยง โดยทำหน้าที่เป็นกลไกคัดกรองความเสี่ยง สนับสนุนการจัดการความเสี่ยงเชิงรุก และมีอิทธิพลต่อการกำหนดกลยุทธ์การอยู่รอดของธุรกิจจากการสังเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยได้พัฒนากรอบแนวคิดเชิงทฤษฎี “กลไกความสำเร็จอย่างยั่งยืน” (Sustainable Success Mechanism) ซึ่งอธิบายความเชื่อมโยงระหว่างองค์ประกอบหลักของความเชื่อมั่นทางการเงิน การบริหารความเสี่ยง และผลลัพธ์ด้านความยั่งยืนทางธุรกิจ กรอบแนวคิดดังกล่าวสะท้อนปฏิสัมพันธ์ของตัวแปรสำคัญและมีคุณค่าในการต่อยอดองค์ความรู้ด้านการบริหารธุรกิจใน</p>
2026-02-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10150
ความสัมพันธ์ระหว่างบรรยากาศองค์การกับการทำงานเป็นทีมของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพระนครศรีอยุธยา
2026-02-04T23:33:45+07:00
วิภารัตน์ สุภาเพียร
wiparatsupapean@gmail.com
สุธาสินี วิยาภรณ์
suthasinee.wiy@bkkthon.ac.th
ธัญศญา ธรรศโสภาณ
thansaya.tha@bkkthon.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับบรรยากาศองค์การของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพระนครศรีอยุธยา 2) ศึกษาระดับการทำงานเป็นทีมของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพระนครศรีอยุธยา 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างบรรยากาศองค์การกับการทำงานเป็นทีมของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพระนครศรีอยุธยา การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือครูผู้สอนที่ปฏิบัติงานโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพระนครศรีอยุธยา จำนวน 1,365 คน กลุ่มตัวอย่างคือครูผู้สอนที่ปฏิบัติงานโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพระนครศรีอยุธยา จำนวน 302 คน กำหนดคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างจากตารางเครซี่และมอร์แกน ใช้วิธีการสุ่มแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ใน การเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบสอบถามมีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ได้แก่ แบบสอบถามเกี่ยวกับสถานภาพทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม <br />โดยเป็นแบบสำรวจรายการเลือกตอบมีข้อคำถามจำนวน 4 ข้อ แบบสอบถามเกี่ยวกับบรรยากาศองค์การในโรงเรียนมีข้อคำถามจำนวน 30 ข้อ แบบสอบถามเกี่ยวกับการทำงานเป็นทีมของครูในโรงเรียนมีข้อคำถามจำนวน 25 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับบรรยากาศองค์การของโรงเรียน โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.10, S.D. = 0.34) 2) ระดับการทำงานเป็นทีมของครูในโรงเรียน โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.14, S.D. = 0.33) และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างบรรยากาศองค์การกับการทำงานเป็นทีมของครูในโรงเรียนมีความสัมพันธ์เชิงบวกอยู่ในระดับปานกลาง (r = .617, p < .001) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001</p>
2026-02-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10277
ส่วนประสมทางการตลาด 4P’s ที่มีต่อการตัดสินใจซื้อรถยนต์พลังงานสะอาดของผู้บริโภคในจังหวัดสงขลา
2026-02-12T14:59:58+07:00
ประสิทธิ์ รุ่งเรือง
prasit.ru@skru.ac.th
ลักขณา ดำชู
patumporn.hi@skru.ac.th
ปทุมพร ชโนวรรณ
patumporn.hi@skru.ac.th
ปทุมพร หิรัญสาลี
patumporn.hi@skru.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความคิดเห็นของส่วนประสมทางการตลาด 4P’s และการตัดสินใจซื้อรถยนต์พลังงานสะอาดของผู้บริโภคในจังหวัดสงขลา และ 2) เพื่อศึกษาอิทธิพลส่วนประสมของการตลาด 4P’s ที่มีต่อการตัดสินใจซื้อรถยนต์พลังงานสะอาดของผู้บริโภคในจังหวัดสงขลา บทความนี้เป็นวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้วิธีเจาะจงจากผู้บริโภคที่เคยซื้อรถยนต์พลังงานสะอาดที่พักอาศัยอยู่ในจังหวัดสงขลา จำนวน 400 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย การวิเคราะห์ความสัมพันธ์แบบพหุคูณ และการวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการวิจัย พบว่า 1) ส่วนประสมทางการตลาด 4P’s ประกอบด้วย ด้านผลิตภัณฑ์ และด้านราคามีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด สำหรับด้านช่องทางการจัดจำหน่าย และด้านการส่งเสริมการตลาดมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก และการตัดสินใจซื้อมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ส่วนประสมทางการตลาด 4P’s ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านราคา ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย และด้านการส่งเสริมการตลาดมีอิทธิพลเชิงบวกต่อการตัดสินใจซื้อรถยนต์พลังงานสะอาด งานวิจัยนี้สามารถอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 90.80 ชี้ให้เห็นว่า ผู้บริโภคให้ความสำคัญต่อส่วนประสมทางการตลาด 4P’s ในการตัดสินใจซื้อรถยนต์พลังงานสะอาด โดยเฉพาะด้านผลิตภัณฑ์ และด้านราคา ซึ่งแสดงถึงความคาดหวังต่อคุณภาพ เทคโนโลยี ความคุ้มค่าในระยะยาว ขณะที่ด้านช่องทางการจัดจำหน่ายและการส่งเสริมการตลาดมีบทบาทต่อการสร้างการรับรู้ ความสะดวกในการเข้าถึงสินค้า และความเชื่อมั่นต่อผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังสะท้อนถึงความสำคัญของการกำหนดกลยุทธ์การตลาดเพื่อกระตุ้นการยอมรับรถยนต์พลังงานสะอาดของผู้บริโภคในปัจจุบัน</p>
2026-02-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10323
การจัดการทรัพยากรมนุษย์และกลยุทธ์การตลาดดิจิทัลที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพ โลจิสติกส์และความได้เปรียบทางการแข่งขันของธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
2026-02-23T11:58:24+07:00
พรพรรณา เล่าประวัติชัย
boonsan_09@hotmail.com
วราเดช วีระพัฒน์
boonsant@sau.ac.th
ทีปกร สังข์ทอง
boonsant@sau.ac.th
บุษรา มุ้ยอิ้ง
boonsant@sau.ac.th
พัฒนพงษ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร
boonsant@sau.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการจัดการทรัพยากรมนุษย์ กลยุทธ์การตลาดดิจิทัล ประสิทธิภาพโลจิสติกส์ และความได้เปรียบทางการแข่งขันของธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 2) ศึกษาการจัดการทรัพยากรมนุษย์ที่มีต่อประสิทธิภาพโลจิสติกส์ ของธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 3) ศึกษากลยุทธ์การตลาดดิจิทัล ที่มีต่อประสิทธิภาพโลจิสติกส์ ของธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และ 4) ศึกษาประสิทธิภาพโลจิสติกส์ที่มีต่อความได้เปรียบทางการแข่งขันของธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ประกอบการหรือผู้บริหาร จำนวน 400 ราย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีตำแหน่งผู้จัดการ ธุรกิจวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม มีจำนวนพนักงานอยู่ 6-50 คน กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ดำเนินธุรกิจในภาคการค้าส่งและค้าปลีก และเปิดดำเนินกิจการมาแล้ว 6-10 ปี กลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นเกี่ยวกับ 1) การจัดการทรัพยากรมนุษย์ โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) กลยุทธ์การตลาดดิจิทัลโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3) ประสิทธิภาพโลจิสติกส์โดยรวมอยู่ในระดับมาก และ 4) ความได้เปรียบทางการแข่งขันโดยรวมอยู่ในระดับมาก ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า การจัดการทรัพยากรมนุษย์ มีอิทธิพลเชิงบวกต่อประสิทธิภาพโลจิสติกส์มากที่สุด (β = .315, p < .05) กลยุทธ์การตลาดดิจิทัล มีอิทธิพลเชิงบวกต่อประสิทธิภาพโลจิสติกส์ในลำดับรองลงมา (β = .256, p < .05) ส่วนประสิทธิภาพโลจิสติกส์ มีอิทธิพลเชิงบวกต่อ ความได้เปรียบทางการแข่งขัน ของธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยพหุคูณมาตรฐาน β = .412 44</p>
2026-02-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10197
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาพระนครศรีอยุธยา
2026-02-04T23:35:41+07:00
จิรศักดิ์ เชี่ยวกสิกรณ์
6733100204@bkkthon.ac.th
สุธาสินี วิยาภรณ์
thansaya.tha@bkkthon.ac.th
ธัญศญา ธรรศโสภณ
suthasinee.wiy@bkkthon.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพระนครศรีอยุธยา 2) ศึกษาประสิทธิผลของสถานศึกษา และ3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของสถานศึกษา วิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ กำหนดประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ ครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพระนครศรีอยุธยา ประจำปีการศึกษา 2568 จำนวนทั้งสิ้น 1,365 คน จากนั้นจึงทำการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 302 คน ตามตารางกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างเครซี่และมอร์แกน และดำเนินการสุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิตามขนาดของสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาและประสิทธิผลของสถานศึกษา ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาพบว่า แบบสอบถามทุกข้อมีค่าอยู่ระหว่าง 0.50 - 1.00 และมีระดับความเชื่อมั่นเท่ากับ .93 ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ผลการศึกษาพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาแสดงผลในระดับมากที่สุดทุกด้านและโดยภาพรวม ซึ่ง 2 ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดตามลำดับ ได้แก่ ด้านการทำงานเป็นทีม และด้านความคิดสร้างสรรค์ 2) ประสิทธิผลของสถานศึกษาอยู่ในระดับสูงสุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า 2 ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ได้แก่ ความสามารถในการพัฒนานักเรียนให้มีเจตคติทางบวก และความสามารถในการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาสถานศึกษา และ <br />3) ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสิทธิผลของสถานศึกษาในระดับต่ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001</p>
2026-02-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10244
ปัจจัยแรงจูงใจที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่สินเชื่อธนาคาร UPA
2026-02-05T20:51:39+07:00
สุประวิชช์ วิเศษณ์วรมงคล
goojay_1301@hotmail.com
ชิณโสณ์ วิสิฐนิธิกิจา
goojay_1301@hotmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณแบบสำรวจ มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยจูงใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่สินเชื่อ ธนาคาร UPA 2) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่สินเชื่อ ธนาคาร UPA 3) เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่สินเชื่อ ธนาคาร UPA จำแนกตามข้อมูลส่วนบุคคล 4) เพื่อศึกษาปัจจัยจูงใจที่มีผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่สินเชื่อ ธนาคาร UPA และ 5) เพื่อศึกษาปัจจัยค้ำจุนที่มีผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่สินเชื่อ ธนาคาร UPA ประชากร ได้แก่ เจ้าหน้าที่สินเชื่อจำนวน 825 ราย กำหนดกลุ่มตัวอย่าง 270 ราย โดยคำนวณตามสูตรของ Yamane และใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ตามแนวคิดของลิเคิร์ต มีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.984 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ t-test การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยจูงใจในการปฏิบัติงานโดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานโดยรวมอยู่ในระดับมาก 3) อายุ ระยะเวลาการปฏิบัติงาน และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนที่แตกต่างกัน ส่งผลให้ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ขณะที่เพศ ระดับการศึกษา และสถานภาพสมรสไม่แตกต่าง 4) ปัจจัยจูงใจด้านความก้าวหน้า ความรับผิดชอบ การยอมรับนับถือ และความสำเร็จของงาน มีอิทธิพลเชิงบวกต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานอย่างมีนัยสำคัญ และ 5) ปัจจัยค้ำจุนด้านตำแหน่งงานและโอกาสก้าวหน้า มีอิทธิพลเชิงบวกต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p>
2026-02-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10240
การศึกษาการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการระบบสินค้าคงคลัง กรณีศึกษา บริษัท ฟิกซ์ อินเตอร์ เทรดดิ้ง จำกัด
2026-02-09T17:17:28+07:00
น้ำฝน สะละโกสา
sutida_t@kpru.ac.th
เอกรัฐ ปัญญาเทพ
Sutida_t@kpru.ac.th
ฮาซาน
Sutida_t@kpru.ac.th
สุธิดา ทับทิมศรี
Sutida_t@kpru.ac.th
<p>จากกรณีศึกษาบริษัท ฟิกซ์ อินเตอร์ เทรดดิ้ง จำกัด พบว่าบริษัทยังไม่มีการจัดทำระบบสินค้าคงคลังการบันทึกข้อมูลสินค้ายังใช้วิธีการจดบันทึกลงในสมุด ส่งผลให้การค้นหาข้อมูลสินค้าใช้เวลาเฉลี่ย 12.45 นาทีต่อรายการ และพบความคลาดเคลื่อนของข้อมูลสินค้าคงเหลือคิดเป็นร้อยละ 18.60 ของรายการทั้งหมด ส่งผลให้การตรวจสอบจำนวนสินค้าคงเหลือ การติดตามรายการเช่า คืนสินค้า และการวางแผนการให้บริการลูกค้าเป็นไปด้วยความล่าช้าก่อให้เกิดความสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันของการจัดการระบบสินค้าคงคลัง และ 2) เพื่อหาแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการสินค้าคงคลังด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพร่วมกับการวัดผลเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก และประเมินผลการใช้งานระบบจากพนักงานที่เกี่ยวข้อง จำนวน 23 คน โดยใช้แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า หลังการนำโปรแกรมสำเร็จรูปมาประยุกต์ใช้ ระยะเวลาในการค้นหาข้อมูลลดลงเหลือเฉลี่ย 3.20 นาทีต่อรายการ ลดลงคิดเป็นร้อยละ 74.29 ความคลาดเคลื่อนของข้อมูลลดลงเหลือร้อยละ 4.15 ความพึงพอใจของผู้ใช้งานระบบอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />) = 4.36, S.D. = 0.58 คิดเป็นร้อยละ 87.20 โดยผู้ตอบแบบสอบถามให้ความเห็นว่าระบบช่วยให้สามารถตรวจสอบข้อมูลการเช่า คืนสินค้าได้รวดเร็วขึ้น มีระบบแจ้งเตือนก่อนถึงกำหนดวันคืนสินค้า ซึ่งช่วยลดความผิดพลาดและสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อเสนอแนะจากการวิจัย ได้แก่ การจัดกลุ่มสินค้าตามหลัก FSN Analysis และการพัฒนาระบบร่วมกับเทคโนโลยี Barcode เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการสินค้าคงคลังในอนาคต</p>
2026-02-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10236
ประสบการณ์การตัดสินใจของผู้เรียนในการเลือกเรียนหลักสูตรภาคอากาศ สถาบันการบินพลเรือน: การวิจัยเชิงคุณภาพ
2026-02-04T23:36:52+07:00
สิรวิชญ์ ชูช่วย
siravit.sc@gmail.com
อภิรดา จิตจริง
japirada747@gmail.com
วรันตรี ปลั่งวัฒนะ
warantri622@gmail.com
<p>ปัจจุบันมีความต้องการเกี่ยวกับธุรกิจการบินมากขึ้นหลังยุคโควิดระบาด แต่กลับว่ามีผู้สนใจเข้าศึกษาในหลักสูตรภาคอากาศของสถาบันการบินพลเรือนลดลงอย่างต่อเนื่อง การวิจัยเชิงคุณภาพนี้จึงมุ่งอธิบายประสบการณ์การตัดสินใจเลือกเข้าศึกษาของผู้เรียนในหลักสูตรภาคอากาศ สถาบันการบินพลเรือน (สบพ.) โดยใช้แนวคิดปรากฏการณ์วิทยาเชิงพรรณนาตามแนวคิดของ Husserl เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลจำนวน 5 คน ใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหาสำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยพบสาระสำคัญที่เกี่ยวกับการตัดสินใจเพื่อเข้าศึกษาต่อใน 5 มิติหลัก ได้แก่ 1) ความเป็นไปได้ทางการเงิน ประกอบด้วย การวางแผนงบประมาณชีวิตระหว่างเรียน แรงหนุนจากครอบครัว ต้นทุนด้านหลักสูตรเป็นการตัดสินใจแบบลงทุนและสภาพคล่องครอบครัวคือเงื่อนไขที่อยู่เบื้องหลัง 2) คุณภาพการจัดการเรียนรู้และระบบสนับสนุน ประกอบด้วย หลักสูตรเหมือนกันแต่รูปแบบและเวลาเรียนจบทำให้ต่างกัน การบริหารจัดการของหลักสูตรคือตัวชี้ชะตาความสำเร็จและสภาพแวดล้อมการเรียนรู้และความปลอดภัย 3) ความน่าเชื่อถือของสถาบัน ประกอบด้วย ชื่อเสียงของสถาบันเป็นตัวกรองคุณภาพ และภาพลักษณ์ของสถาบันมีผลไม่เท่ากัน 4) ครอบครัวคือแรงผลักสำคัญ ประกอบด้วย ความฝันในการเป็นนักบิน คือความภาคภูมิใจเป็นพลังผลัก และอิทธิพลครอบครัวจากแรงหนุนสู่แรงกังวล และ 5) การคาดการณ์อาชีพในอนาคต ประกอบด้วย อาชีพนักบินเป็นเป้าหมาย หลักสูตรภาคอากาศเป็นเส้นทางสู่การทำงานและรับรู้ความเสี่ยงในอาชีพแต่ยังมีความหวัง ซึ่งผลการศึกษาสามารถนำไปใช้เพื่อทำความเข้าใจประสบการณ์ที่แท้จริงที่มีผลต่อการตัดสินใจของผู้เรียน รวมถึงใช้ในการบริหารจัดการหลักสูตร</p>
2026-02-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10313
ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน ของพนักงาน บริษัท ภิญโญ เดคคอร์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด
2026-02-14T15:47:31+07:00
กานติมา ภิญโญ
g679901804423@kbu.ac.th
สุธรรม พงศ์สำราญ
g679901804423@kbu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของพนักงาน 2) ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงาน 3) การเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานจำแนกตามข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงาน 4) ปัจจัยจูงใจที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงาน และ 5) ปัจจัยค้ำจุนที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงานบริษัท ภิญโญ เดคคอร์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด โดยใช้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 100 คน วิธีการเก็บข้อมูลใช้คำนวณสัดส่วนพนักงานตามแผนกที่สังกัดและใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเก็บข้อมูล โดยแบบสอบถามมีค่าดัชนีความสอดคล้องของเนื้อหา (IOC) อยู่ระหว่าง 0.67 - 1.00 คำนวณค่าความเชื่อมั่นวิธีครอนบาคอัลฟาได้ .983 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือสถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) สถิติที่ใช้ คือ ค่าร้อยละ (Percentage) และค่าเฉลี่ย (Mean) สถิติเชิงอนุมาน (Inferential Statistics) ใช้สำหรับทดสอบสมมุติฐาน สถิติที่ใช้คือ t-test การวิเคราะห์แบบ ANOVA ใช้ F-test, (One-way ANOVA) และ Multiple Regression Analysis ผลการวิจัย พบว่า 1) ปัจจัยจูงใจ และปัจจัยค้ำจุนค่ามีค่าเฉลี่ยภาพรวมมอยู่ในระดับมาก 2) ประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ภาพรวมมีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับมาก 3) การเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานจำแนกตามข้อมูลส่วนบุคคล พบว่า ด้านระดับการศึกษาและด้านแผนกที่สังกัดแตกต่างกันมีประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานแตกต่าง ที่ระดับนัยสำคัญ .05 4) ปัจจัยจูงใจที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน พบว่า ด้านความก้าวหน้าในหน้าที่การทำงานมีผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน ที่ระดับนัยสำคัญ .05 และ 5) ปัจจัยค้ำจุนที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน พบว่า ด้านโอกาสที่จะได้รับความก้าวหน้าในหน้าที่การงานมีผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน ที่ระดับนัยสำคัญ .05</p>
2026-02-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10135
รูปแบบการวิจัยเพื่อเสริมสร้างปัญญาและคุณธรรมด้วยหลักพระพุทธศาสนา ของไทยและนานาชาติ
2026-02-10T19:39:02+07:00
ไพรัตน์ ฉิมหาด
thanapat5919@gmail.com
วนิดา เหมือนจันทร์
thanapat5919@gmail.com
พระสมุห์ธนภัทร ทิพย์วงษ์
thanapat5919@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์สภาพปัญหาและความต้องการวิจัยต่อการเสริมสร้างปัญญาและคุณธรรมด้วยหลักพระพุทธศาสนาของไทยและนานาชาติในปัจจุบัน 2) วิเคราะห์องค์ประกอบการวิจัยต่อการเสริมสร้างปัญญาและคุณธรรมด้วยหลักพระพุทธศาสนาของไทยและนานาชาติ และ 3) พัฒนาระบบงานบริหารการวิจัยต่อการเสริมสร้างปัญญาและคุณธรรมด้วยหลักพระพุทธศาสนาของไทยและนานาชาติ วิจัยเชิงคุณภาพร่วมกับเชิงปฏิบัติการ เครื่องมือเป็นแบบสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้ให้ข้อมูลคือ ผู้บริหารระดับสูง ผู้บริหารวิทยาลัยสงฆ์ บัณฑิต ศิษย์เก่าและปัจจุบัน นักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิการวิจัยและการพัฒนา โดยเลือกแบบเจาะจง สนทนากลุ่มผู้บริหารมหาวิทยาลัย ผู้ทรงคุณพระพุทธศาสนาวิจัยและพัฒนา วิเคราะห์ข้อมูลเชิงประเด็น เชิงเนื้อหาและการสังเกตการณ์กลุ่มบุคลากรและนิสิต ผลการวิจัยพบว่า 1) การแก้ปัญหาและความต้องการวิจัยต่อการเสริมสร้างปัญญาและคุณธรรม ต้องใช้กลยุทธิ์การบูรณาการข้ามศาสตร์และหลักธรรมกับชีวิตประจำวัน ร่วมกับโอกาสด้านกระแส AI และจริยธรรม วางตำแหน่งงานวิจัยให้เป็นผู้นำในการสร้างกรอบจริยธรรมดิจิทัล งานวิจัยสร้างยุทธศาสตร์ภาครัฐและสร้างอัตลักษณ์ให้โดดเด่น 2) องค์ประกอบการวิจัยมี 4 ด้าน คือ ด้านปรัชญาและหลักธรรมเน้นหลักไตรสิกขาเป็นเสมือนเข็มทิศของการวิจัย ด้านวิชาการ ขับเคลื่อนด้วยกลไกข้ามศาสตร์ทั้งครุศาสตร์และสังคมศาสตร์ ด้านบุคคลเน้นที่เป้าหมายที่จะพัฒนาทั้งหลักจริต 6 บัว 4 เหล่าและโยนิโสมนสิการมาร่วมพัฒนา และปัจจัยที่เอื้อต่อความสำเร็จมีหลักธรรมและสภาพแวดล้อมที่ส่งผลให้งานวิจัยประสบความสำเร็จและยั่งยืน และ 3) การประเมินผลการดำเนินการพัฒนาระบบงานบริหารการวิจัย คือ การบริหารจัดการงานวิจัย ระบบและกลไกการวิจัย รูปแบบการวิจัย สภาพปัญหาและความต้องการวิจัยและการเผยแพร่ การยอมรับและการนำผลงานวิจัยไปใช้ โดยมีค่าเฉลี่ย 4.78 4.71 4.48 4.44 4.36 ตามลำดับ</p>
2026-02-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10109
ผลของรูปแบบการโค้ชด้วยดิจิทัลคอนเทนต์ผ่านแอปพลิเคชันไลน์เพื่อพัฒนาความสามารถในการพัฒนาสินค้าชุมชนของกลุ่มเกษตรกรบ้านโนนสวรรค์ อำเภอบ้านด่าน จังหวัดบุรีรัมย์
2026-02-04T23:31:21+07:00
ภาณุพันธ์ นิลรัตนานนท์
panupan.pl@gmail.com
นุชจรี บุญเกต
panupan.pl@gmail.com
ขจรศักดิ์ สงวนสัตย์
panupan.pl@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการพัฒนาสินค้าชุมชนของกลุ่มชาวบ้านโนนสวรรค์ ที่ได้รับรูปแบบการโค้ชด้วยดิจิทัลคอนเทนต์ที่แตกต่างกันผ่านไลน์ในการฝึกอบรม และ 2) ศึกษาความคิดเห็นของกลุ่มชาวบ้านโนนสวรรค์ที่มีต่อรูปแบบการโค้ชด้วยดิจิทัลคอนเทนต์ สมมติฐานของการวิจัยคือ ชาวบ้านที่ได้รับการฝึกอบรมด้วยดิจิทัลคอนเทนต์ร่วมกับการโค้ชผ่านไลน์แบบกลุ่มจะมีความสามารถในการพัฒนาสินค้าชุมชนสูงกว่าการโค้ชผ่านไลน์แบบรายบุคคล กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือ กลุ่มชาวบ้านโนนสวรรค์ อำเภอบ้านด่าน จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 50 คน ซึ่งสุ่มเข้ากลุ่มทดลอง 2 กลุ่ม คือ กลุ่มทดลองที่ 1 ได้รับการโค้ชแบบกลุ่ม และกลุ่มทดลองที่ 2 ได้รับการโค้ชแบบรายบุคคล กลุ่มละ 25 คน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ ดิจิทัลคอนเทนต์เพื่อการโค้ชเรื่องการพัฒนาสิค้าชุมชน แผนการฝึกอบรมแบบประเมินความสามารถในการพัฒนาสินค้าชุมชน และแบบสอบถามความคิดเห็นต่อรูปแบบการโค้ชการวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพื้นฐานได้แก่ ค่า <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> และ ค่า S.D. และการทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า ชาวบ้านที่ได้รับการฝึกอบรมด้วยดิจิทัลคอนเทนต์ร่วมกับการโค้ชผ่านไลน์แบบกลุ่มจะมีความสามารถในการพัฒนาสินค้าชุมชนสูงกว่าการโค้ชผ่านไลน์แบบรายบุคคล ผลการศึกษาความคิดเห็นต่อรูปแบบการโค้ช ความคิดเห็นของกลุ่มชาวบ้านต่อรูปแบบการโค้ชด้วยดิจิทัลคอนเทนต์แบบกลุ่ม อยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.72) และ กลุ่มชาวบ้านต่อรูปแบบการโค้ชด้วยดิจิทัลคอนเทนต์แบบรายบุคคล อยู่ในระดับเหมาะสมมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.29) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p>
2026-02-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์