https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/issue/feed
วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
2026-04-25T19:25:17+07:00
นายอนุชิต ปราบพาล
natthaphong.jan@mcu.ac.th
Open Journal Systems
<p> <strong>วารสารสังคมพัฒนศาสตร์</strong> เป็นวารสารวิชาการของวัดสนธิ์ (นาสน) ตำบลมะม่วงสองต้น อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการค้นคว้าและนำเสนอองค์ความรู้ทางด้านวิชาการ โดยการเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการแก่นักวิจัยนักวิชาการ คณาจารย์และนักศึกษา ในมิติเพื่อสนับสนุนการศึกษา การสอน การวิจัยในมหาวิทยาลัยสงฆ์รวมถึงคณะสงฆ์ไทย และสถาบันภายนอก รวมทั้งนักวิชาการและผู้สนใจ โดยเน้นสาขาวิชาเกี่ยวกับ การพัฒนาชุมชม การพัฒนาสังคม ศิลปะทั่วไปและมนุษยศาสตร์ ศาสนศึกษา ธุรกิจทั่วไป การจัดการและการบัญชี สังคมศาสตร์ทั่วไป การศึกษา รวมถึงสหวิทยาการด้านสังคมศาสตร์และและศาสตร์แห่งการพัฒนา โดยรับพิจารณาตีพิมพ์ต้นฉบับของบุคคลหรือองค์กร ทั้งภายในและภายนอกวัด เปิดรับบทความเฉพาะภาษาไทย ประเภท บทความวิจัย และ บทความวิชาการ</p> <p> บทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารสังคมพัฒนศาสตร์จะต้องผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างน้อย 2 ท่าน ในลักษณะปกปิดรายชื่อ (Double blind peer-reviewed) ผลงานที่ส่งมาจะต้องไม่เคยตีพิมพ์หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตีพิมพ์ในวารสารอื่น ผู้เขียนบทความจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การเสนอบทความวิชาการหรือบทความวิจัยเพื่อตีพิมพ์ในวารสาร อย่างเคร่งครัด รวมทั้งระบบการอ้างอิงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของวารสาร ทัศนะและข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความวารสาร ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความนั้น มิใช่ความคิดของคณะผู้จัดทำ และไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ ทั้งนี้กองบรรณาธิการไม่สงวนลิขสิทธิ์ในการคัดลอก แต่ให้อ้างอิงแสดงที่มา</p> <p><strong>วารสารสังคมพัฒนศาสตร์</strong> มีกำหนดออกเผยแพร่ปีละ 12 ฉบับ (รายเดือน)*</p> <table width="100%"> <tbody> <tr> <td width="32%"> <p>ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม</p> </td> <td width="35%"> <p>ฉบับที่ 2 เดือนกุมภาพันธ์</p> </td> <td width="31%"> <p>ฉบับที่ 3 เดือนมีนาคม</p> </td> </tr> <tr> <td width="32%"> <p>ฉบับที่ 4 เดือนเมษายน</p> </td> <td width="35%"> <p>ฉบับที่ 5 เดือนพฤษภาคม</p> </td> <td width="31%"> <p>ฉบับที่ 6 เดือนมิถุนายน</p> </td> </tr> <tr> <td width="32%"> <p>ฉบับที่ 7 เดือนกรกฎาคม</p> </td> <td width="35%"> <p>ฉบับที่ 8 เดือนสิงหาคม</p> </td> <td width="31%"> <p>ฉบับที่ 9 เดือนกันยายน</p> </td> </tr> <tr> <td width="32%"> <p>ฉบับที่ 10 เดือนตุลาคม</p> </td> <td width="35%"> <p>ฉบับที่ 11 เดือนพฤศจิกายน</p> </td> <td width="31%"> <p>ฉบับที่ 12 เดือนธันวาคม</p> </td> </tr> </tbody> </table> <p><em>*มีผลตั้งแต่ ปีที่ 8 ฉบับที่ 2 เดือนกุมภาพันธ์ 2568 เป็นต้นไป</em></p>
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10788
พฤติกรรมและความต้องการของนักท่องเที่ยวที่มีต่อการเข้าร่วมกิจกรรมกีฬา เพื่อส่งเสริมการเป็นเมืองกีฬาของจังหวัดภูเก็ต
2026-04-09T19:53:29+07:00
อรรถญา พิกุลพารุ่งโรจน์
adtaya.p@rsu.ac.th
ศิริชัย ขอเจริญ
adtaya.p@rsu.ac.th
<p>บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมและความต้องการของนักท่องเที่ยวที่มีต่อการเข้าร่วมกิจกรรมกีฬาเพื่อส่งเสริมการเป็นเมืองกีฬาของจังหวัดภูเก็ต เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล กลุ่มตัวอย่างคือ นักท่องเที่ยวที่เข้าร่วมกิจกรรมกีฬาจังหวัดภูเก็ต จำนวนทั้งหมด 400 คน จากผลการวิจัย พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุเฉลี่ย 31 - 40 ปี ระดับการศึกษาปริญญาตรี อาชีพค้าขาย, ธุรกิจส่วนตัว รายได้เฉลี่ยต่อเดือนมากกว่า 35,001 บาท พฤติกรรมการเข้าร่วม พบว่า เคยเข้าร่วมกิจกรรมกีฬา 5 - 8 ครั้ง ประเภทวิ่งมาราธอน วัตถุประสงค์เพื่อพักผ่อนในช่วงวันหยุด ลักษณะของผู้ร่วมเดินทางกับเพื่อน ระยะเวลาที่ใช้ในการทำกิจกรรม 1 วัน ค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วม 2,001 - 4,000 บาท สื่อที่รับข้อมูลข่าวสาร คือ เพื่อน เหตุผลที่เข้าร่วมเพื่อพบปะเพื่อนฝูงและทำกิจกรรมร่วมกัน ปัจจัยที่เลือกเข้าร่วมกิจกรรมกีฬา คือ ด้านสถานที่และความปลอดภัย ความต้องการของนักท่องเที่ยวที่เข้าร่วมกิจกรรมกีฬาแบ่งเป็น 4 ด้าน พบว่า ด้านกิจกรรมกีฬา ต้องการเข้าร่วมกิจกรรมวิ่งมาราธอนที่อำเภอกระทู้ และต้องการผู้เชี่ยวชาญในการจัดกิจกรรมและบริษัทออแกไนซ์ในการดูแลเรื่องการจัดกิจกรรม ด้านราคา ต้องการราคาที่เหมาะสมค่าสมัครต่ำกว่า 500 บาทต่อครั้ง และค่าที่พักและค่าเดินทางในการเข้าร่วม 500 - 1,000 บาทต่อครั้ง ด้านสถานที่และความปลอดภัย ต้องการที่จัดกิจกรรมในบริเวณที่ติดกับทะเล ด้านการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการขาย ต้องการข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น เว็บไซต์และ Facebook ล่วงหน้าอย่างน้อย 1 เดือน และ<br />การโปรโมทในการสมัครเข้าร่วมกิจกรรม เช่น การแจกคูปองเพื่อเลือกซื้ออาหารภายในงาน</p>
2026-04-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10617
ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์ ผ่านแอปพลิเคชัน TikTok
2026-03-27T20:24:08+07:00
อภิสิทธิ์ ฉ่ำเฉื่อย
saharat.youyou@gmail.com
ชิณโสณ์ วิสิฐนิธิกิจา
saharat.youyou@gmail.com
วัชระ ยี่สุ่นเทศ
saharat.youyou@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด 2) การตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน TikTok 3) เปรียบเทียบการตัดสินใจซื้อจำแนกตามข้อมูลส่วนบุคคล และ 4) ศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน TikTok กลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย t-test การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 21–30 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี เป็นพนักงานบริษัทเอกชน และมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 25,001–35,000 บาท ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดด้านผลิตภัณฑ์ ราคา ช่องทางการจัดจำหน่าย และการส่งเสริมการตลาด โดยรวมอยู่ในระดับความสำคัญมากที่สุด ส่วนการตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน TikTok โดยรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยมาก ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนที่แตกต่างกัน ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้ ปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ ราคา และการส่งเสริมการตลาด มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ขณะที่ด้านช่องทางการจัดจำหน่ายไม่มีอิทธิพล ข้อเสนอแนะคือ ผู้ประกอบการควรพัฒนาคุณภาพสินค้าให้ตรงกับความต้องการ สร้างความน่าเชื่อถือผ่านรีวิวผู้ใช้จริง กำหนดราคาให้เหมาะสม จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง พัฒนาคอนเทนต์วิดีโอและการถ่ายทอดสดให้ดึงดูดใจ และประยุกต์ใช้กลยุทธ์ Shoppertainment ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้ใช้ TikTok รวมทั้งให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือของร้านค้า การตอบสนองที่รวดเร็ว และพัฒนาการจัดส่ง พัฒนาบัญชีผู้ขายให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-04-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10616
การคงอยู่ของวิถีเกษตรกรรมและผลกระทบจากการขยายตัวของเมืองต่อเกษตรกร ในเขตชานเมือง: กรณีศึกษา ตำบลเกาะแต้ว อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา
2026-04-06T21:37:39+07:00
ศุภรัตน์ พิณสุวรรณ
csuparat@tsu.ac.th
นิสากร กล้าณรงค์
jklanarong@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบริบทของครัวเรือนเกษตรกรด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม 2) วิเคราะห์ผลกระทบจากการขยายตัวของเมืองที่มีต่อพื้นที่เกษตรกรรม และ 3) ศึกษาแนวทางการรักษาวิถีเกษตรกรรมในเขตชานเมืองให้คงอยู่ควบคู่กับการพัฒนาเมือง เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพในพื้นที่ตำบลเกาะแต้ว คัดเลือกผู้ให้ข้อมูลหลักแบบเจาะจง ได้แก่ เกษตรกร ผู้นำชุมชน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม และการสังเกตแบบมีส่วนร่วม วิเคราะห์ด้วยวิธีพรรณนาวิเคราะห์ ผลการศึกษาพบว่า ครัวเรือนเกษตรกรมีวิถีการดำรงชีพแบบผสมผสาน โดยเกษตรกรรมยังเป็นแหล่งอาหารและรายได้เสริม การขยายตัวของเมืองทำให้พื้นที่เกษตรลดลงและเกิดแรงกดดันด้านที่ดิน ขณะเดียวกันเกษตรกรปรับตัวผ่านเกษตรผสมผสาน การผลิตเพื่อบริโภค การใช้เทคโนโลยี และทุนทางสังคม ทั้งนี้ การคงอยู่ของเกษตรกรรมชานเมืองจำเป็นต้องอาศัยการจัดการเชิงพื้นที่และการสนับสนุนเชิงนโยบายระดับท้องถิ่น</p>
2026-04-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10724
องค์ประกอบของระบบนิเวศทางการศึกษาที่เอื้อต่อการเสริมสร้างทักษะ การเป็นผู้ประกอบการของนักศึกษาคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล
2026-04-14T19:09:29+07:00
ศศินันท์ ศาสตร์สาระ
sasinun.s@rmutsb.ac.th
ธีระวัฒน์ มอนไธสง
sasinun.s@rmutsb.ac.th
อัจฉรา นิยมาภา
sasinun.s@rmutsb.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาองค์ประกอบของระบบนิเวศทางการศึกษาที่เอื้อต่อการเสริมสร้างทักษะการเป็นผู้ประกอบการของนักศึกษาคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลทั้ง 9 แห่ง เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) แบ่งเป็น ส่วนที่ 1 การวิจัยเชิงคุณภาพเครื่องมือที่ใช้คือ แบบสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ทรงคุณวุฒิ 8 ท่าน โดยเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วย ผู้บริหารคณะ, นักวิชาการ,ผู้ประกอบการและผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาธุรกิจ กลุ่มละ 2 ท่าน ใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) ส่วนที่ 2 การวิจัยเชิงปริมาณเครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารคณะและอาจารย์ผู้สอน สังกัดคณะบริหารธุรกิจ มทร.ทั้ง 9 แห่ง จำนวน 274 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางเครซี่และมอร์แกน ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า ระบบนิเวศทางการศึกษาตามกรอบทฤษฎีของ Bronfenbrenner มี 5 องค์ประกอบ ได้แก่ ระบบจุลภาค (Microsystem) ระบบกลาง (Mesosystem) ระบบภายนอก (Exosystem) ระบบมหภาค (Macrosystem) และระบบเวลา (Chronosystem) ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.30, S.D. =0.358) ระบบจุลภาค (Microsystem) มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.51) ผลการวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ มีความสอดคล้องกันคือสิ่งสำคัญที่สร้างความเป็นผู้ประกอบการของนักศึกษา เริ่มจากตัวนักศึกษา อาจารย์มีบทบาทเป็นพี่เลี้ยง ครอบครัวเป็นแรงสนับสนุนที่สำคัญ สถาบันการศึกษามีบทบาทในการสร้างสภาพแวดล้อมต่อการเรียนรู้ ผลการวิจัยนี้เป็นประโยชน์ต่อคณะบริหารธุรกิจ มทร. ในการออกแบบระบบนิเวศทางการศึกษาเพื่อการผลิตบัณฑิตให้เป็นผู้ประกอบการที่มีคุณภาพ มีจริยธรรม มีความยืดหยุ่น ปรับตัวได้ตลอดชีวิต พร้อมสร้างคุณค่าให้แก่ตนเอง ชุมชน ในโลกธุรกิจยุคใหม่ได้อย่างแท้จริง</p>
2026-04-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10693
การทำให้ความเชื่อเป็นสินค้าวัฒนธรรมดิจิทัล: กรณีศึกษาการสร้างมูลค่าทางวัฒนธรรมของเนื้อหาจิตวิญญาณบนแพลตฟอร์มยูทูบ
2026-04-09T19:51:32+07:00
พิษนุ อภิสมาจารโยธิน
phitsanua@nu.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการทำให้ความเชื่อด้านจิตวิญญาณ (เรื่องเล่าผี) เป็นสินค้าวัฒนธรรมดิจิทัล โดยมุ่งวิเคราะห์การสร้างมูลค่าทางวัฒนธรรมของเนื้อหาจิตวิญญาณบนแพลตฟอร์ม YouTube ภายใต้บริบทสังคมดิจิทัล งานวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบกรณีศึกษา โดยเลือกศึกษาช่อง YouTube ประเภทเรื่องเล่าผีที่มีผู้ติดตามมากกว่า 100,000 คน เก็บรวบรวมข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลจำนวน 15 คน ประกอบด้วยผู้ผลิตเนื้อหาและผู้ติดตามช่อง คัดเลือกด้วยวิธีการเจาะจง ร่วมกับการสังเกตเนื้อหา และการวิเคราะห์ข้อมูลจากแพลตฟอร์มดิจิทัล การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เนื้อหาเชิงตีความภายใต้กรอบแนวคิดการทำให้วัฒนธรรมเป็นสินค้า ผลการวิจัยพบว่า บริบทของสังคมดิจิทัลเอื้อต่อการนำความเชื่อด้านจิตวิญญาณ โดยเฉพาะเรื่องเล่าเหนือธรรมชาติ มาผลิตและเผยแพร่ในรูปแบบเนื้อหาดิจิทัลอย่างแพร่หลาย โดยเนื้อหาดังกล่าวถูกปรับโครงสร้างให้สอดคล้องกับตรรกะของแพลตฟอร์ม ทั้งในด้านรูปแบบการเล่าเรื่อง การใช้ภาพ เสียง จังหวะ และบรรยากาศ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและรักษาฐานผู้ชม กระบวนการดังกล่าวสามารถอธิบายได้ผ่านการทำให้เป็นสินค้า การทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน การผลิตเป็นจำนวนมาก และการผลิตซ้ำ ส่งผลให้เนื้อหาจิตวิญญาณถูกแปรสภาพเป็นสินค้าวัฒนธรรมดิจิทัลที่สามารถสร้างมูลค่าทั้งเชิงเศรษฐกิจและเชิงสัญลักษณ์ในสื่อร่วมสมัย นอกจากนี้ การสร้างมูลค่าทางวัฒนธรรมผ่านเนื้อหาจิตวิญญาณไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมิติทางเศรษฐกิจ แต่ยังสะท้อนกระบวนการเสริมสร้าง การผลิตซ้ำ และการธำรงรักษาความเชื่อที่ฝังรากอยู่ในสังคมไทย ทำให้ความเชื่อสามารถดำรงอยู่และปรับตัวได้ในยุคดิจิทัล แม้ในขณะเดียวกัน ความหมายดั้งเดิมบางส่วนอาจถูกลดทอนลงภายใต้กลไกตลาดและการบริโภคสื่อร่วมสมัย</p>
2026-04-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10655
ปัจจัยการบริหารทรัพยากรบุคคลที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงาน บริษัท ยูไนเต็ด เทคโนโลยี ดีเวลลอปเมนต์ จำกัด และบริษัท ในเครือ
2026-04-09T19:50:08+07:00
ภริดา อินทร์ใย
pharida1230@hotmail.com
ชิณโสณ์ วิสิฐนิธิกิจา
pharida123@hotmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยการบริหารทรัพยากรบุคคล 2) ศึกษาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงาน 3) เปรียบเทียบประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานจำแนกตามข้อมูลส่วนบุคคล และ 4) วิเคราะห์ปัจจัยการบริหารทรัพยากรบุคคลที่มีผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานบริษัท ยูไนเต็ด เทคโนโลยี ดีเวลลอปเมนต์ จำกัด และบริษัทในเครือ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณแบบสำรวจใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากประชากรพนักงาน 200 คน โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยสูตรของทาโร ยามาเน ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 ได้จำนวน 133 คน และเก็บข้อมูล 140 คน เพื่อให้ข้อมูลครอบคลุมทุกส่วนงานขององค์กร วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า โดยภาพรวมปัจจัยการบริหารทรัพยากรบุคคลและประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานอยู่ในระดับมาก โดยด้านการพัฒนาและฝึกอบรมมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ขณะที่ด้านการจ่ายค่าตอบแทนมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ผลการเปรียบเทียบจำแนกตามข้อมูลส่วนบุคคลพบว่า อายุส่งผลให้ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนเพศ ระดับการศึกษา สถานภาพสมรส อายุงาน หน่วยงาน และตำแหน่งงานไม่แตกต่างกัน ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณยังพบว่า ปัจจัยด้านการพัฒนาและฝึกอบรมเป็นปัจจัยเดียวที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนด้านการวางแผนกำลังคน การสรรหาและคัดเลือก การจ่ายค่าตอบแทน และการประเมินผลการปฏิบัติงานไม่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ข้อค้นพบสะท้อนว่า องค์กรควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาและฝึกอบรม เพื่อยกระดับศักยภาพของพนักงานและเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานขององค์กร</p>
2026-04-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10795
แนวทางการพัฒนาพฤติกรรมการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อการเป็นองค์กรแห่งความสุข สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2
2026-04-14T19:16:02+07:00
ทัศพร เกตุถนอม
kettanom23@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับและแนวทางการพัฒนาพฤติกรรมการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อการเป็นองค์กรแห่งความสุข สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 การศึกษาวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงพรรณนา กลุ่มตัวอย่างคือครูจำนวน 265 คน โดยการเปิดตารางสำเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกน จากนั้นใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วนของแต่ละสถานศึกษาด้วยวิธีจับสลาก เครื่องมือที่ใช้วิจัยคือแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.973 และแบบสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการบริหารการศึกษา จำนวน 5 คนได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า ระดับพฤติกรรมการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อการเป็นองค์กรแห่งความสุข โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.41, S.D. = 0.53) ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือด้านการตัดสินใจ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.48, S.D. = 0.69) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือด้านการติดต่อสื่อสาร (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.34, S.D. = 0.56) มีแนวทางการพัฒนาประกอบด้วย ด้านการตัดสินใจ ควรใช้ทักษะความรู้ความสามารถของผู้บริหารสรุปผลขั้นสุดท้ายของกระบวนการคิดอย่างมีเหตุผล ด้านการสร้างแรงจูงใจ ควรสร้างความกระตือรือร้นและความคิดเชิงบวกในการร่วมกันกำหนดทิศทางในอนาคต ด้านการมีมนุษยสัมพันธ์ ควรสร้างความเป็นกันเองทั้งทางกายและทางจิตใจที่ก่อให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกันให้ความช่วยเหลือ รับฟังความคิดเห็นด้วยความเต็มใจ ด้านการกำหนดเป้าหมาย ควรกำหนดเป้าหมายและนโยบายเพื่อให้สถานศึกษาดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน ด้านการติดต่อสื่อสาร ควรใช้วิธีการติดต่อสื่อสารกับบุคลากรด้วยวิธีการที่หลากหลายใช้ภาษาที่ชัดเจน เข้าใจง่าย ใช้หลักเหตุผลในการสื่อสารโดยการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน</p>
2026-04-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10773
ความสัมพันธ์ระหว่างระดับผลการดำเนินงานอย่างยั่งยืนกับกลุ่มอุตสาหกรรม และความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
2026-04-15T22:45:00+07:00
ศศกร ธนสารโสภณ
angeldutchess@gmail.com
สุนา สุทธิเกียรติ
sunamaria90@gmail.com
สุขมงคล เลิศภิรมย์สุข
sukmongkol_l@rmutt.ac.th
<p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ความสัมพันธ์ระหว่างระดับผลการดำเนินงานอย่างยั่งยืนกับกลุ่มอุตสาหกรรม และ 2) ความสัมพันธ์ระหว่างระดับผลการดำเนินงานอย่างยั่งยืนกับความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิจากบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่มีคะแนนผลการดำเนินงานอย่างยั่งยืนทั้งปี พ.ศ. 2566 และ 2567 ทั้งสิ้น 150 บริษัทที่มีข้อมูลครบถ้วน จึงได้ตัวอย่างในการวิจัยรวมทั้งสิ้น 300 ตัวอย่าง การวิจัยในครั้งนี้มีแหล่งข้อมูลหลัก คือ งบการเงินรายปีของกิจการซึ่งได้ถูกรวบรวมไว้อยู่ใน 56-1 The one report ของบริษัทนั้น ๆ และข้อมูลคะแนนผลการดำเนินงานอย่างยั่งยืน ที่จัดอันดับโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา โดยใช้สถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์สมมติฐานการวิจัยข้อมูลด้วยสถิติเชิงอนุมาน โดยใช้สถิติไคสแควร์ และการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ผลการดำเนินงานอย่างยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีความสัมพันธ์กับกลุ่มอุตสาหกรรมทั้งในปี 2566 (𝜒<sup>2</sup> = 32.887, <br />Sig = 0.047) และ ปี 2567 (𝜒<sup>2</sup> = 36.331 , Sig = 0.020) ผลการวิจัยยังพบอีกว่า ผลการดำเนินงานอย่างยั่งยืนไม่มีความสัมพันธ์กับความสามารถในการทำกำไรของกิจการที่วัดจากอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 โดยมีค่า R<sup>2</sup> เท่ากับ 0.141 ผลการวิจัยในครั้งนี้เป็นประโยชน์ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและบริษัทที่ตลาดหลักทรัพย์สำหรับการวางแผนการดำเนินงานด้าน ESG ต่อไป</p>
2026-04-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10723
รูปแบบการบริหารตามศาสตร์พระราชาเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โรงเรียนวัดทุ่งบัว สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1
2026-04-13T20:11:51+07:00
พุ่มพวง สังข์พงศ์
yakankay2006@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาและแนวทาง สร้างรูปแบบ ทดลองใช้ และประเมินรูปแบบการบริหารตามศาสตร์พระราชาเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โรงเรียนวัดทุ่งบัว สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 เป็นการวิจัยและพัฒนา (R&D) กลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย ครู 11 คน ผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คน ผู้เชี่ยวชาญ 9 คน นักเรียน 88 คน ผู้ปกครอง 79 คน และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน 9 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบประเมิน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) โรงเรียนประสบปัญหาสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำกว่าเกณฑ์ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนไม่เป็นไปตามเป้าหมาย และการบริหารจัดการขาดการมีส่วนร่วมจากภาคีเครือข่าย 2) รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ หลักการบริหารตามศาสตร์พระราชา กระบวนการบริหารตามศาสตร์พระราชา (เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา) คุณภาพผู้เรียน และ ปัจจัยความสำเร็จ ผลการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้จากผู้เชี่ยวชาญ ได้ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /><em> </em>= 4.94, 4.98 S.D.= 0.07, 0.04) 3) ผลการทดลองใช้รูปแบบพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 8 กลุ่มสาระเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.29 คะแนนเฉลี่ย O-NET เพิ่มขึ้น 3.95 คะแนน NT เพิ่มขึ้น 14.02 คะแนน และนักเรียนที่มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ระดับดีถึงดีเยี่ยมเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.85 ด้านความพึงพอใจที่มีต่อรูปแบบ <br />อยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน และ 4) ผลการประเมินรูปแบบโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.82, S.D. = 0.14) ทุกด้าน ทั้งด้านความเป็นไปได้ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /><em> </em>= 4.85) ความเป็นประโยชน์ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.82) ความเหมาะสม (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.80) และความถูกต้อง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /><em> </em>= 4.77) สะท้อนให้เห็นว่ารูปแบบมีคุณภาพสูงและพร้อมนำไปใช้ในทางปฏิบัติ</p>
2026-04-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10649
ความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุตำบลคุ้งตะเภา อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์
2026-04-14T18:15:02+07:00
วาสนา บุณยมณี
wasana49@gmail.com
กัญญาวีร์ ขำทับทิม
tassanee12615@gmail.com
กรรนิษฐา หนองคาย
tassanee12615@gmail.com
รัชมาลย์ ศรีการะเกตุ
tassanee12615@gmail.com
ทัศนีย์ ระย้า
tassanee12615@gmail.com
<p>วิจัยเชิงพรรณนาภาคตัดขวาง ศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพ พฤติกรรมสุขภาพผู้สูงอายุตำบลคุ้งตะเภา อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุ 60 ปี เลือกแบบเฉพาะเจาะจงจากคะแนนกิจวัตรประจำวันสูงอายุ 12 คะแนนขึ้นไป ขนาดกลุ่มตัวอย่างใช้สูตร Yamane จำนวน 334 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามวัดความรอบรู้ด้านสุขภาพ และ แบบสอบถามพฤติกรรมสุขภาพ ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาได้ค่า 0.62 และ 0.64 ความเชื่อมั่นจากค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาครอนบาค ที่ 0.83 และ 0.84 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า ผู้สูงอายุมีความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับดีมาก รายด้าน ประกอบด้วย ทักษะการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพ ทักษะความเข้าใจข้อมูลสุขภาพ ทักษะการสื่อสารด้านสุขภาพ ทักษะการตัดสินใจด้านสุขภาพ ทักษะการจัดการตนเอง และทักษะการรู้เท่าทันสื่อ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.71, S.D. = 0.62 ) พบค่าเฉลี่ยสูงสุด ทักษะด้านความเข้าใจข้อมูลสุขภาพ M = 3.72, S.D. = 0.61 ค่าเฉลี่ยต่ำสุดในทักษะด้านการรู้เท่าทันสื่อ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.71, S.D. = 0.62) ด้านพฤติกรรมสุขภาพ 3 อ 2 ส พบว่าผู้สูงอายุมีพฤติกรรมสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับดี รายด้าน ประกอบด้วย ด้านการบริโภคอาหาร ด้านการออกกำลังกาย ด้านการจัดการกับอารมณ์ ด้านการสูบบุหรี่ และด้านการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อยู่ในระดับดี (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 2.75, S.D. = 0.72 ) ค่าเฉลี่ยสูงสุดพบในพฤติกรรมด้านการรับประทานอาหารและการจัดการอารมณ์ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 2.75, S.D. = 0.73 ) และค่าเฉลี่ยต่ำสุด พบที่ พฤติกรรมด้านการสูบบุหรี่ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 2.75, S.D. = 0.73) ผลการศึกษานี้ใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการวางแผนการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความรอบรู้ ด้านสุขภาพและวิธีการปรับพฤติกรรมสุขภาพในกลุ่มผู้สูงอายุได้ต่อไป</p>
2026-04-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10698
ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหาร ประเภทหม้อไฟของวัยรุ่นในจังหวัดพิษณุโลก
2026-04-14T18:17:10+07:00
เมธี วิเศษเขตร์การณ์
jmack0440@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด 2) พฤติกรรมการบริโภคอาหารประเภทหม้อไฟ และ 3) ความสัมพันธ์และอิทธิพลของปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารประเภทหม้อไฟ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือวัยรุ่นในจังหวัดพิษณุโลก จำนวน 387 คน ได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบไคสแควร์ สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นต่อปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.48) และมีพฤติกรรมการบริโภคอาหารประเภทหม้อไฟอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.94) นอกจากนี้ ปัจจัยส่วนบุคคลด้านรายจ่ายต่อเดือนมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภคอาหารประเภทหม้อไฟและปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด ได้แก่ ด้านผลิตภัณฑ์ ราคา สถานที่จัดจำหน่าย การส่งเสริมการขาย บุคลากร กระบวนการ และสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับพฤติกรรมการบริโภคอาหารประเภทหม้อไฟอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (r) เท่ากับ 0.311, 0.259, 0.407, 0.397, 0.325, 0.355 และ 0.310 ตามลำดับ ทั้งนี้ ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดด้านสถานที่จัดจำหน่ายและด้านการส่งเสริมการขายเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารประเภทหม้อไฟ และสามารถพยากรณ์พฤติกรรมการบริโภคได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 (β = 0.289 และ 0.214) ดังนั้นผู้ประกอบการควรกำหนดราคาให้เข้าถึงได้และจัดโปรโมชั่นหรือส่วนลด เพื่อให้สอดคล้องกับกำลังซื้อของวัยรุ่น</p>
2026-04-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10750
ส่วนประสมการตลาดออนไลน์และความไว้วางใจต่อการตัดสินใจซื้อเสื้อผ้าแฟชั่น ผ่าน TikTok Live ในอำเภอหาดใหญ่จังหวัดสงขลา
2026-04-17T01:13:30+07:00
พีระพงษ์ สงวนศิลป์
anuwat@tsu.ac.th
ธนัช โดดเจ็ดริ้ว
anuwat@tsu.ac.th
อนุวัต สงสม
sanuwat52@gmail.com
<p>การเติบโตของการซื้อขายผ่านการถ่ายทอดสด (Live Commerce) บน TikTok Live ส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสินค้าเสื้อผ้าแฟชั่นที่ไม่สามารถตรวจสอบหรือทดลองได้ก่อนซื้อจึงก่อให้เกิดความไม่แน่นอนและการรับรู้ความเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อ ดังนั้น การทำความเข้าใจปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อในบริบทดังกล่าวจึงมีความสำคัญ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาส่วนประสมการตลาดออนไลน์ และ 2) ศึกษาความไว้วางใจที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อเสื้อผ้าแฟชั่นผ่าน TikTok Live ในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 385 คน จากการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือคือแบบสอบถามออนไลน์ และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ และการถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ส่วนประสมการตลาดออนไลน์ทั้ง 6 ด้าน ส่งผลเชิงบวกต่อการตัดสินใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยเรียงลำดับอิทธิพลจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านช่องทางการจำหน่าย ด้านการให้บริการส่วนบุคคล ด้านการรักษาความเป็นส่วนตัว ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านส่งเสริมการตลาด และด้านราคา สะท้อนบทบาทของความสะดวกในการเข้าถึงสินค้าและความต่อเนื่องของกระบวนการสั่งซื้อ ขณะที่ความไว้วางใจจำนวน 4 ด้าน ส่งผลเชิงบวกต่อการตัดสินใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยเรียงลำดับอิทธิพล ได้แก่ ด้านการให้ข้อผูกมัด ด้านความใส่ใจ ด้านการให้ความสะดวกสบาย และด้านการแก้ไขสถานการณ์ ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของความน่าเชื่อถือและการตอบสนองของผู้ขายในการลดการรับรู้ความเสี่ยง ดังนั้น ผู้ประกอบการควรพัฒนาช่องทางการจำหน่ายให้ใช้งานง่ายและสร้างความเชื่อมั่นผ่านข้อมูลที่โปร่งใสและการรับประกันสินค้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตัดสินใจซื้อในบริบท Live Commerce</p>
2026-04-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10751
อิทธิพลของการยอมรับเทคโนโลยีและคุณภาพการบริการทางอิเล็กทรอนิกส์ ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าบนแพลตฟอร์ม Shopee ของผู้บริโภคในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
2026-04-17T01:41:18+07:00
จันทกานต์ อะโนราช
anuwat@tsu.ac.th
สุจิตรา ไชยพงษ์
anuwat@tsu.ac.th
อนุวัต สงสม
anuwat@tsu.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาอิทธิพลของการยอมรับเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าบนแพลตฟอร์ม Shopee ของผู้บริโภคในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และ 2) ศึกษาอิทธิพลของคุณภาพการบริการทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าบนแพลตฟอร์ม Shopee ของผู้บริโภคในพื้นที่เดียวกัน การวิจัยเป็นรูปแบบเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริโภคที่เคยซื้อสินค้าบนแพลตฟอร์ม Shopee อย่างน้อย 2 ครั้งขึ้นไป จำนวน 400 คน จากการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เก็บข้อมูลโดยแบบสอบถาม และ การวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยการยอมรับเทคโนโลยีทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ การรับรู้ประโยชน์ การรับรู้ความง่าย ความตั้งใจใช้งาน การรับรู้ความเสี่ยง และทัศนคติต่อการใช้งาน ส่งผลเชิงบวกต่อการตัดสินใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยสามารถอธิบายความแปรปรวนของการตัดสินใจซื้อได้ร้อยละ 84 ซึ่งด้านการรับรู้ความง่ายมีอิทธิพลสูงที่สุด 2) ปัจจัยคุณภาพการบริการทางอิเล็กทรอนิกส์ทั้ง 5 ด้าน คือ ความเป็นรูปธรรมของการบริการ ความเชื่อถือไว้วางใจ การตอบสนองต่อผู้รับบริการ การให้ความมั่นใจ และการรู้จักและเข้าใจผู้รับบริการ ส่งผลเชิงบวกต่อการตัดสินใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยด้านการตอบสนองต่อผู้ใช้บริการมีอิทธิพลสูงที่สุด สะท้อนให้เห็นว่าทั้งปัจจัยด้านเทคโนโลยีและปัจจัยด้านคุณภาพบริการทางอิเล็กทรอนิกส์ มีบทบาทร่วมกันในการกำหนดพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ของผู้บริโภค ผลจากการศึกษาครั้งนี้ ชี้ให้เห็นปัจจัยเชิงลำดับความสำคัญที่ผู้ประกอบการแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซควรให้ความสำคัญ เพื่อยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้และกระตุ้นการตัดสินใจซื้อในบริบทเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจอย่างอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา</p>
2026-04-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10802
แนวทางการจัดการการท่องเที่ยวเชิงอัตลักษณ์พื้นถิ่น เพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชน จังหวัดนครศรีธรรมราช
2026-04-17T20:04:20+07:00
ฐิติมา รัตนพงษ์
thitima_rat@nstru.ac.th
คณิต เขียววิชัย
Thitima_rat@nstru.ac.th
<p>การวิจัยแนวทางการจัดการการท่องเที่ยวเชิงอัตลักษณ์พื้นถิ่นเพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชน จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นการวิจัยเชิงพัฒนาใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ดำเนินการเป็น 3 ระยะ ดังนี้ระยะที่ 1 ศึกษาและสังเคราะห์องค์ประกอบอัตลักษณ์พื้นถิ่น ใช้ผู้ให้ข้อมูลหลักจำนวน 34 คน จากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคชุมชน และนักวิชาการ เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและเชิงธีม ผลพบว่าอัตลักษณ์พื้นถิ่นสามารถสังเคราะห์ได้เป็น 6 มิติ ได้แก่ วัฒนธรรม ประเพณี ศิลปะ อาหาร ภูมิปัญญา และทรัพยากรธรรมชาติ โดยมีอัตลักษณ์เด่น ได้แก่ พลังศรัทธาทางศาสนา งานหัตถกรรมเครื่องถม และวิถีชีวิตชุมชนคีรีวง ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ระยะที่ 2 พัฒนาแนวทาง ใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 420 คน ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่ วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา ผลพบว่าแนวทางการจัดการประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ การวางแผนบนฐานอัตลักษณ์ การออกแบบประสบการณ์ การมีส่วนร่วมของชุมชน การสร้างมูลค่าเชิงซอฟต์พาวเวอร์ และการบริหารสมดุลระหว่างการอนุรักษ์กับการท่องเที่ยว โดยมีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.38) เครื่องมือวิจัยผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (IOC เฉลี่ย = 0.96) และมีค่าความเชื่อมั่นอยู่ในระดับสูง (Cronbach’s Alpha = 0.89) ระยะที่ 3 ประเมินและรับรองแนวทางโดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 9 คน ใช้แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ วิเคราะห์ด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลพบว่าแนวทางมีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.49) และสามารถนำไปใช้ได้จริงในบริบทพื้นที่ การจัดการการท่องเที่ยวบนฐานอัตลักษณ์ควรบูรณาการอัตลักษณ์สู่การออกแบบประสบการณ์และการสร้างมูลค่าอย่างสมดุล เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างยั่งยืน</p>
2026-04-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10700
คุณภาพชีวิตที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน ของพนักงานตรวจค้น บริษัทท่าอากาศยานไทยจำกัด (มหาชน) (สุวรรณภูมิ)
2026-04-25T16:01:51+07:00
นันท์นภัส ไวยนันท์
mafia.npw@gmail.com
ชิณโสณ วิสิฐนิธิกิจา
Mafia.npw@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตของพนักงานตรวจค้น 2) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงานตรวจค้น 3) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงาน จำแนกตามข้อมูลส่วนบุคคล และ 4) เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน ของพนักงานตรวจค้น บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 125 ราย ใช้แบบสอบถาม เป็นเครื่องมือในการวิจัย โดยใช้สถิติใน การวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยและค่าเฉลี่ย การทดสอบสมมติฐานแบบ t-test, F-test (One-way ANOVA) และ Multiple Regression Analysis ผลการศึกษาพบว่าส่วนใหญ่ เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 51 - 60 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ตำแหน่งเจ้าหน้าที่ตรวจค้นอาวุโส 6 อายุงาน มากกว่า 15 ปี และรายได้เฉลี่ย 20,001 - 30,000 บาท 1) คุณภาพชีวิตของพนักงานตรวจค้น ภาพรวมอยู่ในระดับความสำคัญมาก 2) ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงานตรวจค้น ภาพรวมมีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยมาก 3) การเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงานตรวจค้นจำแนกตามข้อมูลส่วนบุคคล พบว่า ข้อมูลส่วนบุคคล ด้านอายุ ระดับตำแหน่ง ที่แตกต่างกันมีผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงานตรวจค้น บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (สุวรรณภูมิ) ที่แตกต่างกัน 4) คุณภาพชีวิตที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงานตรวจค้น พบว่า ด้านค่าตอบแทนที่เพียงพอและยุติธรรม ด้านบูรณาการด้านสังคมหรือทำงานร่วมกัน ด้านความสมดุลระหว่างงานกับชีวิตความเป็นอยู่ และด้านลักษณะงานที่เป็นประโยชน์และสัมพันธ์กับสังคม มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงานตรวจค้น บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (สุวรรณภูมิ) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
2026-04-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10886
แนวทางการบริหารจัดการสำหรับการระดมทรัพยากรสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร
2026-04-16T19:28:54+07:00
จักรพงษ์ จักรสิทธิ์
nuiy2102@gmail.com
สุนิสา วงศ์อารีย์
nuiy2102@gmail.com
สุชาดา บุบผา
nuiy2102@gmail.com
<p>การวิจัยเรื่อง แนวทางบริหารจัดการสำหรับการระดมทรัพยากรสถานศึกษาขนาดเล็กสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหาแนวทางการบริหารจัดการสำหรับการระดมทรัพยากรสถานศึกษาขนาดเล็กสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เพื่อการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพและยั่งยืน การศึกษาในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยเลือกผู้ให้ข้อมูลสำคัญแบบเจาะจงจำนวน 9 คน ประกอบด้วยผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาและครูในสถานศึกษาขนาดเล็กเป็นผู้เชี่ยวชาญ เครื่องมือที่ใช้คือแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา จากนั้นจึงนำร่างแนวทางมาตรวจสอบความเหมาะสมผ่านแบบยืนยันข้อมูล ผลการศึกษาพบว่า แนวทางการบริหารจัดการระดมทรัพยากรประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านวัสดุอุปกรณ์และเทคโนโลยี มุ่งสร้างเครือข่ายร่วมกับภาคเอกชนและชุมชนเพื่อสนับสนุนไอที รวมถึงการใช้ทรัพยากรร่วมกันในกลุ่มเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษา จัดกิจกรรมระดมทุน เช่น ผ้าป่าการศึกษาติดต่อภาคเอกชนและองค์กรอื่นๆ 2) ด้านทรัพยากรบุคคล เน้นการระดมจิตอาสา ปราชญ์ชาวบ้าน จัดสรรหรือหมุนเวียนครูที่มีอยู่เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนนักการภารโรงและธุรการ และสร้างความสัมพันธ์ที่เข้มแข็งกับคณะกรรมการสถานศึกษาเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้และงานบริหาร 3) ด้านเงินทุนหรืองบประมาณเน้นจัดกิจกรรมระดมทุนอย่างเป็นระบบ สร้างความโปร่งใสในการจัดการเงินบริจาค และแสวงหางบสมทบจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จากการประเมินและยืนยันโดยผู้เชี่ยวชาญ พบว่าแนวทางทั้ง 3 ด้านได้รับผลการยืนยันว่ามีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และสามารถนำไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานจริงได้ทุกแนวทาง ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนสถานศึกษาขนาดเล็กให้ก้าวข้ามข้อจำกัดด้านทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-04-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10712
การศึกษาสมรรถนะด้านทักษะการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ ของนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต สาขาวิชาชีพครู มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช
2026-04-12T13:53:53+07:00
กุสุมา ใจสบาย
kusuma_jai@nstru.ac.th
ธนเทพ นำพรวัฒนากุล
kusuma_jai@nstru.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาตัวชี้วัดสมรรถนะด้านทักษะการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ 2) ศึกษาสมรรถนะด้านทักษะการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ และ 3) วิเคราะห์ลักษณะข้อผิดพลาดด้านทักษะการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ การศึกษาวิจัยนี้ใช้การวิจัยแบบผสานวิธี กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต สาขาวิชาชีพครู มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 121 คน โดยวิธีการสุ่มแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบวัดสมรรถนะด้านทักษะการวิจัย เป็นแบบตรวจผลงานเกณฑ์การให้คะแนนแบบรูบริกส์ 4 ระดับ มีค่า IOC ตั้งแต่ .80 - 1.00 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ .916 เก็บข้อมูลโดยการอ่านตรวจรายงานการวิจัย สถิติที่ใช้ คือ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) ตัวชี้วัดสมรรถนะด้านทักษะการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ คือ 1.1) การกำหนดปัญหา ตั้งชื่อเรื่องและเขียนบทนํา 1.2) การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1.3) วิธีดำเนินการวิจัย 1.4) การวิเคราะห์ข้อมูลและนำเสนอผลการวิจัย 1.5) การสรุปผลการวิจัย อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ และ 1.6) การเขียนรายงานส่วนต้นและส่วนท้าย รวม 26 ตัวชี้วัด <br />2) นักศึกษามีคะแนนสมรรถนะด้านทักษะการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้เฉลี่ยร้อยละ 73.17 โดยนักศึกษาส่วนใหญ่ร้อยละ 33.88 มีสมรรถนะด้านทักษะการวิจัยในระดับดี 3) ลักษณะข้อผิดพลาดด้านทักษะการวิจัย<br />เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่พบมากที่สุด 3 อันดับ คือ 3.1) การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง มีการทบทวนวรรณกรรมไม่ครบถ้วน การอ้างอิงไม่ทันสมัย ขาดการสังเคราะห์และสรุปองค์ความรู้ 3.2) การเขียนรายงานส่วนต้นและส่วนท้าย มีรายการเอกสารไม่ครบถ้วน และ 3.3) การสรุปและอภิปรายผล การอภิปรายผลไม่มีความลุ่มลึก ขาดการอ้างอิงผลการวิจัยที่สอดคล้องกัน</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10648
การพัฒนารูปแบบการบริหารระบบนิเวศการเรียนรู้ตามแนวคิดการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านการใฝ่เรียนรู้ ของนักเรียนระดับประถมศึกษา
2026-04-12T15:56:11+07:00
เอกรัฐ ทุ่งอ่วน
ekaratthoongourn@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานของรูปแบบ 2) สร้างรูปแบบ 3) ศึกษาผลการใช้รูปแบบ และ 4) ประเมินรูปแบบ โดยดำเนินการวิจัย 4 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาข้อมูลพื้นฐานของรูปแบบ ขั้นตอนที่ 2 สร้างและตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบ ขั้นตอนที่ 3 ศึกษาผลการใช้รูปแบบขั้นตอนที่ 4 ประเมินรูปแบบ กลุ่มเป้าหมายในการวิจัย คือ นักเรียนโรงเรียนบ้านแม่ยางร้องฯ ปีการศึกษา 2566 จำนวน 96 คน และ 2567 จำนวน 93 คน ผลการวิจัยพบว่า 1.การพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านการใฝ่เรียนรู้ของนักเรียนควรกำหนดนโยบายการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ และส่งเสริมการจัดกิจกรรมที่มุ่งพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านการใฝ่เรียนรู้ 2. รูปแบบการบริหารระบบนิเวศการเรียนรู้ฯ มี 5 องค์ประกอบ ได้แก่ หลักการ จุดมุ่งหมาย กระบวนการ การวัดและประเมินผล และเงื่อนไขความสำเร็จ 3. ผลการใช้รูปแบบฯ พบว่า ผู้เรียนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านการใฝ่เรียนรู้ในปีการศึกษา 2566 อยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.34, S.D.= 0.73) และในปีการศึกษา 2567 อยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.63, S.D.= 0.48) ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบแล้วพบว่า ผู้เรียนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านการใฝ่เรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น 4. ผลการประเมินรูปแบบการบริหารระบบนิเวศการเรียนรู้ฯ ปีการศึกษา 2567 ประเด็นด้านความเป็นไปได้โดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.43, S.D. = 0.63) และในประเด็นด้านความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.65, S.D. = 0.50) ผลการประเมินความพึงพอใจของผู้เกี่ยวข้องต่อการดำเนินงานตามรูปแบบการบริหารระบบนิเวศการเรียนรู้ฯ ปีการศึกษา 2567 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.45, S.D. = 0.53)</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10607
ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจใช้บริการร้าน Arimassage นวดเพื่อสุขภาพ
2026-04-16T19:53:40+07:00
เอริ คิชิ
g679901803004@kbu.ac.th
ชิณโสณ์ วิสิฐนิธิกิจา
g679901803004@kbu.ac.th
วัชระ ยี่สุ่นเทศ
g679901803004@kbu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดของร้าน Arimassage นวดเพื่อสุขภาพ 2) ศึกษาการตัดสินใจใช้บริการ 3) เปรียบเทียบการตัดสินใจใช้บริการจำแนกตามข้อมูลส่วนบุคคล และ 4) ศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจใช้บริการ การวิจัยนี้เป็นการวิจัย เชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลจากผู้ใช้บริการร้าน Arimassage นวดเพื่อสุขภาพ จำนวน 400 คน โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยสูตรของ Cochran ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 เนื่องจากไม่ทราบจำนวนประชากรที่แน่นอน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุ 31 - 40 ปี ระดับปริญญาตรี อาชีพพนักงานบริษัทเอกชน รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001 - 40,000 บาท ใช้บริการนวดแผนไทย และมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมสุขภาพ โดยภาพรวมปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ย 3.73 และภาพรวมการตัดสินใจใช้บริการอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ย 3.85 ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ข้อมูลส่วนบุคคลที่แตกต่างกัน มีการตัดสินใจใช้บริการไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณพบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจใช้บริการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ได้แก่ ด้านลักษณะทางกายภาพ (Beta = 0.603, Sig. = 0.000) ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย (Beta = 0.224, Sig. = 0.001) ด้านกระบวนการ (Beta = 0.216, Sig. = 0.000) และด้านราคา (Beta = 0.126, Sig. = 0.014) ตามลำดับ ผลการวิจัยสะท้อนว่า ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับสภาพแวดล้อมของร้าน ความสะดวกในการเข้าถึงบริการ กระบวนการให้บริการ และราคาที่เหมาะสม เพื่อส่งเสริมการตัดสินใจใช้บริการของลูกค้า</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10680
การพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานร่วมกับสื่อวีดิทัศน์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสตรีทุ่งสง
2026-04-14T18:15:43+07:00
นฤมล รัตนบุรี
fonnarumon99@gmail.com
อัญชลี แสงอาวุธ
fonnarumon99@gmail.com
สิริสวัสช์ ทองก้านเหลือง
fonnarumon99@gmail.com
<p>บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานร่วมกับสื่อวีดิทัศน์ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และมีดัชนีประสิทธิผลตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไป 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนของนักเรียน 3) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงทดลองโดยสุ่มกลุ่มเดียวที่มีการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนสตรีทุ่งสง จำนวน 30 คน ซึ่งได้จากการสุ่มเป็นกลุ่ม (cluster sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่อยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) แบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ และ 4) แบบสอบถามวัดความพึงพอใจ เครื่องมือมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) 0.98 โดยใช้ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ t-test for Dependent Samples ผลการวิจัยพบว่า 1) แผนการจัดการเรียนรู้มีประสิทธิภาพ 82.69/84.83 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80 และมีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.64 แสดงว่านักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนร้อยละ 64 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 33.93, S.D. = 2.30) สูงกว่าก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 23.20, S.D.= 2.52) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 3) ความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์หลังเรียน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 66.60, S.D.= 4.51) สูงกว่าก่อนเรียน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 46.47, S.D.= 5.16) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) ความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานร่วมกับสื่อวีดิทัศน์อยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.45, S.D.= 0.49)</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10755
การสื่อสารการตลาดออนไลน์ของผู้ประกอบการธุรกิจร้านกาแฟ ในเมืองเซี่ยงไฮ้
2026-04-11T13:35:33+07:00
หม่า หยีเน่อ
puripat.k@rbru.ac.th
ภูริพัฒน์ แก้วตาธนวัฒนา
puripat.k@rbru.ac.th
จำเริญ คังคะศรี
puripat.k@rbru.ac.th
ดนัย โชติแสง
puripat.k@rbru.ac.th
นิสากร ยินดีจันทร์
puripat.k@rbru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการสื่อสารการตลาดออนไลน์ของผู้ประกอบการธุรกิจร้านกาแฟในเมืองเซี่ยงไฮ้ และเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะส่วนบุคคลของผู้ประกอบการธุรกิจร้านกาแฟในเมืองเซี่ยงไฮ้กับการสื่อสารการตลาดออนไลน์ ใช้วิธีการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) เก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจร้านกาแฟในเมืองเซี่ยงไฮ้ โดยการสุ่มตัวอย่างแบบโควตา (Quota Sampling) ใช้สูตรของทาโร่ยามาเน่ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติ T-test และ ANOVA เปรียบเทียบความแตกต่างเป็นรายคู่ด้วยวิธีเชฟเฟ และการวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson Correlation) ผลการวิจัยพบว่า การสื่อสารการตลาดออนไลน์ของของผู้ประกอบการธุรกิจร้านกาแฟในเมืองเซี่ยงไฮ้ ด้านการโฆษณา การประชาสัมพันธ์การส่งเสริมการขาย การขายโดยบุคคล และการตลาดทางตรง โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.26 และพบว่า ลักษณะส่วนบุคคลของผู้ประกอบการธุรกิจร้านกาแฟในเมืองเซี่ยงไฮ้ ด้านเพศ อายุ ระดับการศึกษา และรายได้ของผู้ประกอบการธุรกิจร้านกาแฟในเมืองเซี่ยงไฮ้มีความสัมพันธ์กับการโฆษณาออนไลน์ การประชาสัมพันธ์ออนไลน์ การส่งเสริมการขายออนไลน์ การขายโดยบุคคลออนไลน์ และการตลาดทางตรงออนไลน์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ดังนั้น การสื่อสารการตลาดออนไลน์เป็นกลยุทธ์สำคัญของผู้ประกอบการธุรกิจร้านกาแฟในเมืองเซี่ยงไฮ้ในการสื่อสารข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับคุณภาพและบริการต่าง ๆ ไปสู่ผู้บริโภคกาแฟเพื่อสร้างความเข้าใจ สร้างการยอมรับระหว่างธุรกิจร้านกาแฟกับผู้บริโภค เพื่อมุ่งหวังให้เกิดพฤติกรรมการซื้อกาแฟ และการบอกต่อคุณภาพและบริการจากผู้ประกอบการธุรกิจร้านกาแฟในเมืองเซี่ยงไฮ้ไปสู่ผู้บริโภค</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10843
ความสมมาตรของโครงสร้างอักษรจีนกับกลยุทธ์การพัฒนาการเรียนการสอน อักษรจีน สำหรับสาขาวิชาภาษาจีน คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง
2026-04-13T20:05:55+07:00
ภานุกรณ์ จันทร์สว่าง
panukornkpj@gmail.com
<p>งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาความสมมาตรในโครงสร้างอักษรจีนที่ถือเป็นฐานในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนอักษรจีน เพื่อเสริมสร้างทักษะการเขียนอักษรจีนให้กับผู้เรียน วิธีดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่ 1) การประเมินข้อผิดพลาดการเขียนก่อนจัดการเรียนการสอน 2) การจำแนกและวิเคราะห์ประเภทอักษรจีนจากตารางอักษรจีนระดับต้น (《初等手写汉字表》) จำนวน 300 ตัว 3) การทดลองการสอน โดยผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.67 - 1.00 และ4) การประเมินผลหลังการสอน ข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์ด้วยค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างสัมพันธ์ ผลการวิเคราะห์ก่อนการสอนพบว่า ปัญหาข้อผิดพลาดในการเขียน ได้แก่ การวางตำแหน่งเส้นขีดคลาดเคลื่อน องค์ประกอบไม่สมดุล และโครงสร้างบิดเบือน ดังนั้นการออกแบบการสอนได้จำแนกอักษรจำนวน 41 ตัว แบ่งเป็น 7 ประเภทความสมมาตร นำมาใช้เป็นเนื้อหาหลักในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ผลการวิจัยหลังการสอนแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการด้านการเขียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ <br />โดยค่าเฉลี่ยคะแนนเพิ่มขึ้นจาก 1.93 (S.D. = 0.74) ก่อนการสอน เป็น 6.43 (S.D. = 1.14) หลังการสอน (t = −25.31, df = 29, p<.001) ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การจัดการเรียนการสอนโดยใช้โครงสร้างสมมาตรเป็นฐานช่วยพัฒนาความสามารถในการจดจำและการเขียนของอักษรจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังส่งเสริมความเข้าใจเชิงวัฒนธรรมด้านความกลมกลืนและความสมดุล อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ใช้กลุ่มตัวอย่างมีเพียง 30 คน และไม่มีกลุ่มควบคุม จึงควรมีการศึกษาวิจัยทดลองในวงกว้างมากยิ่งขึ้น เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการสอนในอีกระดับต่อไป</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10640
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจท่องเที่ยวในจังหวัดฉะเชิงเทราหลังสถานการณ์โควิด
2026-04-12T13:53:10+07:00
อังคณา วิสิฐนิธิกิจา
angkana.ploykam@gmail.com
สุธรรม พงศ์สำราญ
angkana.ploykam@gmail.com
สุทธิกร กิ่งแก้ว
angkana.ploykam@gmail.com
<p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ปัจจัยด้านองค์ประกอบการท่องเที่ยว 2) การตัดสินใจท่องเที่ยว 3) เปรียบเทียบการตัดสินใจท่องเที่ยวในจังหวัดฉะเชิงเทราหลังสถานการณ์โควิด จำแนกตามข้อมูลส่วนบุคคล 4) ปัจจัยด้านองค์ประกอบการท่องเที่ยวที่มีผลต่อการตัดสินใจท่องเที่ยวในจังหวัดฉะเชิงเทราหลังสถานการณ์โควิด แบบไม่ทราบจำนวนประชากรที่แน่นอน ของ W.G. Cochran ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% เลือกกลุ่มตัวอย่าง 400 ราย โดยใช้เครื่องมือแบบสอบถามเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานแบบ t-test ,F-test (One-way ANOVA) และ Multiple Regression Analysis พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็น เพศหญิง อายุระหว่าง 31 - 40 ปี อาชีพรับจ้าง/พนักงานบริษัท การศึกษาระดับปริญญาตรี รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 15,001 - 20,000 บาท มาเพื่อมาทำบุญไหว้พระ และมาวัดหลวงพ่อโสธร ปัจจัยด้านองค์ประกอบการท่องเที่ยว อยู่ในระดับสำคัญมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.21, S.D. = 0.486) การตัดสินใจท่องเที่ยว ภาพรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.29, S.D. = 0.580) เพศ อายุ อาชีพ แหล่งท่องเที่ยวที่มามีผลต่อการตัดสินใจท่องเที่ยวในจังหวัดฉะเชิงเทราหลังสถานการณ์โควิด ที่แตกต่างกัน ปัจจัยด้านองค์ประกอบการท่องเที่ยวด้านสิ่งดึงดูดใจ ด้านการเข้าถึง และด้านการบริการหรือที่พักมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจท่องเที่ยวในจังหวัดฉะเชิงเทราหลังสถานการณ์โควิด อย่างมีระดับนัยสำคัญ 0.05 ข้อเสนอแนะคือ ควรพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้สะอาด สวยงาม และเข้าถึงสะดวก พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสม โดยให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลและส่งเสริมอัตลักษณ์ท้องถิ่น ขณะที่ภาครัฐสนับสนุนนโยบาย การจัดกิจกรรม และการตลาดดิจิทัล รวมถึงควรศึกษาความพึงพอใจเชิงลึกและเปรียบเทียบพื้นที่อื่นเพื่อพัฒนาอย่างเหมาะสม</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10839
ธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการสิทธิทรัพย์สินทางปัญญา ของมหาวิทยาลัยราชภัฏในกลุ่มภาคเหนือ
2026-04-13T20:01:38+07:00
วราภรณ์ อัศวลาภสกุล
warapornatsawalapsakun@gmail.com
เมธาพร จันไทย
warapornatsawalapsakun@gmail.com
<p>บทความนี้ศึกษาปัญหาและข้อเสนอเชิงนโยบายในการบริหารจัดการสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของมหาวิทยาลัยราชภัฏในกลุ่มภาคเหนือ โดยวิเคราะห์ภายใต้กรอบกฎหมายมหาชนและหลักธรรมาภิบาล รวมถึงความสอดคล้องกับหลักความเป็นธรรมและความชอบด้วยกฎหมาย ผลการศึกษาพบว่า แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน เช่น พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พระราชบัญญัติสิทธิบัตร และพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2564 แต่การบังคับใช้ในมหาวิทยาลัยราชภัฏในกลุ่มภาคเหนือยังมีข้อจำกัดเฉพาะ กล่าวคือ 1) ระเบียบภายในของแต่ละมหาวิทยาลัยมีความแตกต่างและขาดมาตรฐานร่วม ส่งผลให้สถานะความเป็นเจ้าของสิทธิระหว่างผู้วิจัยกับมหาวิทยาลัยไม่ชัดเจน 2) การกำหนดหลักเกณฑ์การแบ่งปันผลประโยชน์มีความหลากหลายและไม่สอดคล้องกัน บางแห่งกำหนดโดยฝ่ายบริหารเป็นหลักโดยไม่มีแนวทางกลาง 3) กลไกการเปิดเผยข้อมูลและการตรวจสอบยังไม่เป็นระบบ เช่น การไม่เปิดเผยสัดส่วนรายได้หรือเกณฑ์การพิจารณาสิทธิอย่างชัดเจน และ 4) ข้อจำกัดด้านศักยภาพของหน่วยงานบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งกระทบต่อประสิทธิภาพในการถ่ายทอดเทคโนโลยี เมื่อพิจารณาตามหลักธรรมาภิบาล ยังพบข้อบกพร่องด้านความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการมีส่วนร่วม โดยเฉพาะผู้วิจัยที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลและมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย ส่งผลต่อแรงจูงใจและการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัย บทความเสนอว่า ควรพัฒนาระบบการบริหารจัดการในเชิงโครงสร้าง โดย 1) ปรับปรุงระเบียบภายในให้มีความชัดเจนและพัฒนาเป็นมาตรฐานร่วมในระดับภูมิภาค 2) กำหนดระบบแบ่งปันผลประโยชน์ที่เป็นธรรม โปร่งใส และเปรียบเทียบได้ 3) ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้วิจัยและผู้มีส่วนได้เสีย และ 4) พัฒนาศักยภาพหน่วยงานบริหารจัดการให้มีความเชี่ยวชาญและมีประสิทธิภาพ</p>
2026-04-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10613
การจัดการเชิงกลยุทธ์ในสภาพแวดล้อมแบบ BANI
2026-04-12T13:52:20+07:00
วิภาวี วลีพิทักษ์เดช
mynameaon24@gmail.com
สวรรยา พิณเนียม
sawanya_pin@hotmail.com
สุริษา ประสิทธิ์แสงอารีย์
surisapra@hotmail.com
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอมุมมองของการจัดการเชิงกลยุทธ์ซึ่งเป็นหัวใจของการดำเนินธุรกิจ โดยการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง การจัดทำกลยุทธ์ที่เหมาะสมควรต้องสอดคล้องกับบริบทของโลก ในอดีตสภาพแวดล้อมทางธุรกิจเป็นสิ่งที่คาดเดาสถานการณ์ได้ การจัดทำกลยุทธ์ขององค์กรจึงสามารถมุ่งเน้นการสร้างความได้เปรียบอย่างยั่งยืน องค์กรทั่วไปจะใช้การวิเคราะห์ตัวแบบแรงกดดันทั้ง 5 ประการ เพื่อตรวจสอบสถานการณ์ของอุตสาหกรรมและเลือกเครื่องมือกลยุทธ์ นอกจากนั้นองค์กรยังได้สร้างความได้เปรียบจากการสะสมทรัพยากรเชิงกลยุทธ์ที่มีคุณค่า หายาก ลอกเลียบแบบไม่ได้ โดยองค์กรบริหารการใช้ทรัพยากรได้มีประสิทธิภาพตามทฤษฎีฐานทรัพยากร แต่เมื่อไม่นานนี้สถานการณ์ของโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย สภาพแวดล้อมจึงมีความเปราะบาง สร้างความวิตกกังวลให้ผู้คน ไม่สามารถประเมินทิศทางที่เป็นเส้นตรงได้และมีความเข้าใจได้ยาก การจัดทำกลยุทธ์เช่นเดิมที่ต้องการเติบโตอย่างยั่งยืนจึงเป็นไปได้ยาก กลยุทธ์ในยุคนี้จึงควรมีความคล่องตัว หยิบฉวยผลประโยชน์ระยะสั้นอย่างรวดเร็ว และเต็มใจที่จะละทิ้งเพื่อปรับสู่กลยุทธ์ใหม่ตามทฤษฎีความได้เปรียบชั่วคราว รวมทั้งกลยุทธ์ที่จัดทำขึ้นควรได้รับความชอบธรรมจากสังคมด้านคุณประโยชน์ แสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคม และสร้างบรรทัดฐานใหม่ จนเป็นที่ยอมรับตามหลักทฤษฎีการยอมรับจากสังคม ดังนั้น กลยุทธ์ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ยุคนี้จึงเป็น การต่อสู้กับการอยู่รอดในสภาพแวดล้อมที่มีความผันผวนและท้าทาย บทความนี้จึงมีประโยชน์ต่อผู้บริหารและธุรกิจในการตรวจสอบสถานการณ์ที่เปราะบางและลดความเสี่ยงในการจัดทำกลยุทธ์ธุรกิจ</p>
2026-04-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10663
การพัฒนารูปแบบการให้คำปรึกษาออนไลน์สำหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัวในกระบวนการยุติธรรม
2026-04-15T22:47:52+07:00
สิธยา อนุสนธิ์
paaninie@gmail.com
<p>บทความนี้มุ่งนำเสนอแนวทางการพัฒนารูปแบบการให้คำปรึกษาออนไลน์สำหรับเด็ก เยาวชนและครอบครัวในกระบวนการยุติธรรม ผ่านการสังเคราะห์หลักฐานเชิงประจักษ์จากงานวิจัยทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศอย่างเป็นระบบ เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายดังกล่าวมีสภาวะความเปราะบางสูงและมักเผชิญกับอุปสรรคหลายด้านในการเข้าถึงการบริการสุขภาพจิต การทบทวนวรรณกรรมชี้ว่า การให้คำปรึกษาออนไลน์มีประสิทธิผลเทียบเท่ากับการให้คำปรึกษาแบบพบหน้าโดยตรง โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชนที่มีแนวโน้มยอมรับและมีส่วนร่วมกับรูปแบบดิจิทัลได้ดีกว่า ดังนั้น การให้คำปรึกษาออนไลน์จึงเป็นนวัตกรรมที่มีศักยภาพ ในการลดช่องว่างการเข้าถึงการบริการสุขภาพจิตได้อย่างเป็นรูปธรรมโดยเฉพาะในประชากรกลุ่มที่ขาดการดูแลมาอย่างยาวนานในบริบทของประเทศไทย ระบบศาลเยาวชนและครอบครัวที่ดำเนินการภายใต้พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 ได้วางหลักการให้กระบวนการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูดำเนินไปควบคู่กับกระบวนการยุติธรรม จึงเปิดพื้นที่ให้บริการด้านสุขภาพจิตในรูปแบบใหม่มีบทบาทอย่างชัดเจน รูปแบบที่บทความนี้เสนอประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 5 ประการ ได้แก่ 1) การประเมินความต้องการและความพร้อมเบื้องต้น 2) การวางแผนการให้คำปรึกษาแบบบูรณาการที่ตอบสนองต่อบริบทเฉพาะของผู้รับบริการ 3) การดำเนินการให้คำปรึกษาผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เหมาะสมและปลอดภัย 4) การเปิดพื้นที่ให้ครอบครัวมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย และ 5) การติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง บทความนี้ได้ให้ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติสำหรับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องพร้อมระบุทิศทางการวิจัยในอนาคตที่จำเป็นต่อการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตสำหรับเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรมของไทยให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป</p>
2026-04-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10749
พระสังฆาธิการกับบทบาทนักพัฒนาในยุคดิจิทัล: แนวทางการเสริมสร้างพลัง ทางปัญญาและเทคโนโลยี
2026-04-09T19:52:23+07:00
พระปลัดสิรภพ งามเรียบ
phrasirapop@gmail.com
พระสมุห์ธนภัทร ทิพย์วงษ์
Phrasirapop@gmail.com
ดิเรก นุ่นกล่ำ
Phrasirapop@gmail.com
เดชชาติ ตรีทรัพย์
Phrasirapop@gmail.com
<p>บทความนี้เป็นการนำเสนอเรื่อง พระสังฆาธิการกับบทบาทนักพัฒนาในยุคดิจิทัล แนวทางการเสริมสร้างพลังทางปัญญาและเทคโนโลยีซึ่งมีบทบาทในทุกมิติของชีวิต พระสังฆาธิการคือประทีปทางจิตวิญญาณผู้ธำรงรักษาวิถีแห่งศรัทธาและจริยธรรมให้มั่นคงในสังคมไทย ขณะเดียวกันก็ทรงบทบาทนักพัฒนาผู้เปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์ในการรังสรรค์พุทธสถานให้เป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้และการพึ่งพาตนเอง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนบนฐานแห่งธรรมลักษณ์และสันติสุข บทความนี้มุ่งวิเคราะห์บทบาทของพระสังฆาธิการในฐานะนักพัฒนาในยุคดิจิทัล โดยเน้นการเสริมพลังทางปัญญาและเทคโนโลยีควบคู่กับหลักจริยธรรมเชิงพุทธ อันเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนพระพุทธศาสนาให้ยังคงความร่วมสมัยและเข้าถึงผู้คนได้อย่างแท้จริง จากการศึกษาพบว่าพระสังฆาธิการ ในยุคปัจจุบันมีบทบาทหลากหลาย ทั้งด้านการเป็นผู้ผลิตสื่อธรรมะดิจิทัล ผู้ให้คำปรึกษาทางจิตวิญญาณ รวมถึงผู้เชื่อมโยงเครือข่ายศรัทธาในระดับชุมชนและสังคม การเปลี่ยนผ่านนี้นำมาซึ่งทั้งโอกาสและความท้าทาย ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการปรับโครงสร้างทางความคิด การพัฒนาองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีดิจิทัล และการส่งเสริมคุณธรรมควบคู่กันไป พระสังฆาธิการในปัจจุบันมีบทบาทหลากหลาย ทั้งเป็นผู้ผลิตสื่อธรรมะดิจิทัล ผู้นำกิจกรรมศาสนาออนไลน์ และผู้เชื่อมโยงเครือข่ายศรัทธา การเปลี่ยนผ่านนี้มาพร้อมโอกาสและความท้าทาย ซึ่งต้องอาศัยการปรับโครงสร้างทางความคิด พัฒนาทักษะดิจิทัล และส่งเสริมคุณธรรมไปพร้อมกันสรุปได้ว่า แนวทางการเสริมสร้างพลังทางปัญญาและเทคโนโลยีของพระสังฆาธิการ คือการผสานความรู้ทางธรรมเข้ากับทักษะดิจิทัลอย่างรู้เท่าทันและมีวิจารณญาณ เพื่อธำรงรักษาศรัทธาในโลกเสมือนจริงและขับเคลื่อนพระพุทธศาสนาให้มั่นคงยั่งยืนในสังคมยุคใหม่</p>
2026-04-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์