https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/issue/feed วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ 2026-09-30T15:20:15+07:00 นายธีรวัฒน์ ทองบุญชู natthaphong.jan@mcu.ac.th Open Journal Systems <p>ยินดีต้อนรับสู่เว็บไซต์ วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ (Journal of Social Science and Development: JSSD) วารสารวิชาการที่ผ่านการประเมินคุณภาพและอยู่ในฐานข้อมูลศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) จัดพิมพ์โดยวัดสนธิ์ (นาสน) ตำบลมะม่วงสองต้น อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช<br />วารสารมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการศึกษาค้นคว้าและนำเสนอองค์ความรู้ทางวิชาการ โดยเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการแก่นักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ นิสิตนักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป เพื่อสนับสนุนการศึกษา การเรียนการสอน และการวิจัยของมหาวิทยาลัยสงฆ์ คณะสงฆ์ไทย และสถาบันการศึกษาภายนอก โดยยึดมั่นในความถูกต้อง ความโปร่งใส และมาตรฐานจริยธรรมการตีพิมพ์ในระดับสากล<br />บทความทุกเรื่องที่ได้รับการเผยแพร่ผ่านการประเมินคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 2 ท่าน ในรูปแบบปกปิดรายชื่อทั้งสองฝ่าย (Double-blind peer review) โดยบทความจากผู้นิพนธ์ภายในจะได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกหน่วยงานที่จัดทำวารสาร และไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้นิพนธ์<br />ทัศนะและข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความเป็นความรับผิดชอบของผู้นิพนธ์บทความนั้น มิใช่ทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ</p> <p> </p> <p><strong>ข้อมูลสำคัญของวารสาร</strong></p> <p>ชื่อวารสาร (ภาษาไทย): วารสารสังคมพัฒนศาสตร์</p> <p>ชื่อวารสาร (ภาษาอังกฤษ): Journal of Social Science and Development</p> <p>อักษรย่อ: JSSD</p> <p>ISSN 2774-0412 (Print) | ISSN 2774-1168 (Online)</p> <p>เจ้าของและผู้จัดพิมพ์: วัดสนธิ์ (นาสน) จังหวัดนครศรีธรรมราช</p> <p>กำหนดเผยแพร่: ปีละ 12 ฉบับ (รายเดือน)</p> <p>ปีที่ปัจจุบัน: ปีที่ 9 (พ.ศ. 2569 / ค.ศ. 2026)</p> <p>ภาษาที่รับตีพิมพ์: ภาษาไทย (รับบทความภาษาไทยที่มีชื่อเรื่อง บทคัดย่อ และคำสำคัญภาษาอังกฤษ)</p> <p>รูปแบบการประเมิน: Double-blind peer review โดยผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 2 ท่านต่อบทความ</p> <p>ประเภทการเข้าถึง: Open Access (เข้าถึงได้โดยเสรี ไม่มีค่าใช้จ่ายสำหรับผู้อ่าน)</p> <p>สัญญาอนุญาต: Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 (CC BY-NC-ND 4.0)</p> <p>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์: 4,900 บาทต่อบทความ<br />เกณฑ์ความซ้ำซ้อน: บทความวิจัยไม่เกิน 25% และบทความวิชาการไม่เกิน 10% ตรวจด้วยโปรแกรม CopyCatch ของระบบ ThaiJO</p> <p>อีเมลทางการของวารสาร: journal.jssd@sbss.ac.th</p> <p> </p> <p><strong>ประกาศสำคัญ</strong><br />วารสารเรียกเก็บค่าธรรมเนียมผ่านบัญชีธนาคารในนามวารสารสังคมพัฒนศาสตร์เพียงบัญชีเดียวเท่านั้น และติดต่อผู้นิพนธ์ผ่านระบบ ThaiJO และอีเมลทางการของวารสารเท่านั้น หากท่านได้รับการติดต่อ ได้รับใบเสร็จ หรือได้รับหนังสือรับรองการตีพิมพ์จากช่องทางอื่น โปรดตรวจสอบกับกองบรรณาธิการก่อนดำเนินการทุกครั้ง วารสารไม่มีตัวแทนหรือนายหน้ารับส่งบทความไม่ว่ากรณีใด</p> https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/12022 กรอบแนวคิดการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ชีวภาพฮาลาลจากของ เสียโรงเชือดสัตว์ปีกภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน 2026-09-01T16:49:47+07:00 สุริยะ ขันธชัย suriya.khanthachai@fiskars.com อนันต์ สะเล็ม suriya.khanthachai786@gmail.com วลีด อีซอ suriya.khanthachai786@gmail.com <p>การเพิ่มขึ้นของขยะพลาสติกจากปิโตรเลียมและของเสียจากโรงเชือดสัตว์ปีกเป็นประเด็นสำคัญ ด้านความยั่งยืน บรรจุภัณฑ์พลาสติกชีวภาพจากวัสดุชีวภาพหมุนเวียนจึงได้รับความสนใจในฐานะทางเลือกภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนและระบบอาหารที่ยั่งยืน โดยของเสียจากโรงเชือดสัตว์ปีก เช่น ขน ผิวหนัง คอลลาเจน และเคราติน มีศักยภาพในการเพิ่มมูลค่าเป็นวัสดุบรรจุภัณฑ์ชีวภาพที่ย่อยสลายได้ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์องค์ความรู้ด้านความยั่งยืนฮาลาล เศรษฐกิจชีวภาพหมุนเวียน การเพิ่มมูลค่าของเสีย และบรรจุภัณฑ์ชีวภาพ เพื่อพัฒนา Halal Bioplastic Packaging Framework การศึกษานี้ใช้การทบทวนวรรณกรรมเชิงบรรยายและเชิงแนวคิด (Narrative and Conceptual Literature Review) โดยสืบค้นจากฐานข้อมูล Scopus, Web of Science, ScienceDirect และ Google Scholar ในช่วง ค.ศ. 2015 - 2026 ด้วยคำค้นที่เกี่ยวข้องกับ halal packaging, poultry slaughterhouse waste, keratin, collagen, bioplastic, biodegradable packaging, circular economy และ sustainable food system จากนั้นคัดเลือกเอกสารที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และสังเคราะห์ด้วย Thematic Content Synthesis ผลการทบทวนพบ 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1) ขน เคราติน ผิวหนัง และคอลลาเจนมีศักยภาพเป็นวัตถุดิบชีวภาพมูลค่าเพิ่ม 2) การแปรรูปของเสียเป็นบรรจุภัณฑ์สนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน 3) วัสดุชีวภาพมีศักยภาพลดการพึ่งพาพลาสติกจากฟอสซิลและผลกระทบสิ่งแวดล้อม 4) บรรจุภัณฑ์ฮาลาลต้องควบคุมความสอดคล้องตามหลักฮาลาลตลอดห่วงโซ่คุณค่า และ 5) การบูรณาการ Halalan Tayyiban เศรษฐกิจหมุนเวียน ESG และความยั่งยืน สามารถนำไปสู่กรอบแนวคิดบรรจุภัณฑ์ฮาลาลที่ครอบคลุมมิติศาสนา สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งสามารถใช้เป็นพื้นฐานสำหรับการวิจัยเชิงประจักษ์ การประเมินวัฏจักรชีวิต และการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ฮาลาลอย่างยั่งยืนในอนาคต</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/12100 คุณสมบัติของอินฟลูเอนเซอร์ในมุมมองของพุทธนวัตกรรมยุคโซเชียลมีเดีย 2026-09-14T12:03:39+07:00 ชญาภา ไตรวิชญ์สกุล t.chayapa9@gmail.com บุญเลิศ โอฐสู boonlert.ot@mcu.ac.th <p>บทความวิชาการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอมุมมองเกี่ยวกับคุณสมบัติของอินฟลูเอนเซอร์ตามแนวพุทธนวัตกรรมในยุคโซเชียลมีเดีย ผ่านการสร้างสรรค์เนื้อหาบนแพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น ติ๊กต็อก ยูทูบ และเฟซบุ๊กซึ่งทำหน้าที่ถอดรหัสและเผยแผ่ความรู้เรื่อง “กรรม” จากคำสอนจากการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจากการศึกษาทบทวน รวบรวมวิเคราะห์ข้อมูล เรียบเรียงจากเอกสารในพระไตรปิฎก และข่าวสารผ่านทางแอปพลิเคชัน ผลการศึกษาพบว่าการทำหน้าที่เป็นพุทธบริษัทที่ดีและเป็นแบบอย่างที่น่าเชื่อถือของอินฟลูเอนเซอร์ ต้องอาศัยการพัฒนาปัญญาในทางธรรมต่างจากทางโลกตามหลักปัญญาวุฒิธรรม 4 ประการ ประกอบด้วย 1) สัปปุริสสังเสวะ การเข้าหาแหล่งความรู้ที่น่าเชื่อถือจากการเลือกและอ้างอิงแหล่งความรู้ที่ไว้ใจได้ (Sourcing) ได้แก่ พระธรรมวินัย พระไตรปิฎก และคำสอนของสัตบุรุษหรือผู้ทรงคุณวุฒิทางศาสนา 2) สัทธัมมัสสวนะการตระหนักรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) รับฟังข้อมูลข่าวสารอย่างใส่ใจ ขยันหมั่นเพียรสืบค้นข้อมูลข่าวสารทางธรรมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อคัดกรองข้อมูลบริสุทธิ์ออกจากข่าวปลอม (Fake News) 3) โยนิโสมนสิการ การทำใจให้แยบคาย การวิเคราะห์คิดเชื่อมโยงเพื่อเข้าถึงความจริง รู้จักมอง รู้จักคิดพิจารณา วิเคราะห์สืบสาวเชื่อมโยงที่จะหาความจริงและใช้ประโยชน์จากข่าวสารข้อมูลที่สื่อกันนั้นได้ และ 4) “ธัมมานุธัมมปฏิบัต” การลงมือปฏิบัติอย่างสอดคล้องตามหลักการ ระหว่างองค์ประกอบทั้งหลายในระบบ ทั้งที่เป็นหลักการ วิธีการ และจุดมุ่งหมาย กระบวนการดังกล่าวถือเป็นพุทธนวัตกรรมในการพัฒนาปัญญาที่เป็นระบบ ช่วยเสริมสร้างศักยภาพของอินฟลูเอนเซอร์ในการสื่อสารธรรมะแก่ชุมชนออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อขับเคลื่อนสังคมสู่การดำรงชีวิตที่ดีงามอย่างแท้จริง</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11901 ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุที่ส่งผลต่อผลการดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชนจังหวัดน่าน 2026-08-17T16:16:58+07:00 เจนนภนต์ ภาคภูมิ sorrawat.som@uru.ac.th ศรวัสย์ สมสวัสดิ์ sorrawat.som@uru.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความคิดเห็นของการมุ่งเน้นความเป็นผู้ประกอบการ ความสามารถทางนวัตกรรม และผลการดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชนจังหวัดน่าน 2) ศึกษาความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างการมุ่งเน้นความเป็นผู้ประกอบการ และความสามารถทางนวัตกรรมที่ส่งผลต่อผลการดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชนจังหวัดน่าน โดยศึกษากับกลุ่มผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชน จำนวน 360 ราย ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างอย่างง่ายด้วยระบบคอมพิวเตอร์ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและความเชื่อมั่น ทำการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ ผลการวิจัย พบว่า ผลการวิเคราะห์ระดับความคิดเห็นของผู้ตอบแบบสอบถามมีระดับความคิดเห็นต่อความสามารถทางนวัตกรรมสูงที่สุด (M = 5.69, SD = 0.911) รองลงมา คือ การมุ่งเน้นความเป็นผู้ประกอบการ (M = 5.67, SD = 0.806) อยู่ในระดับเห็นด้วยมากทั้งสองด้าน ขณะที่ผลการดำเนินงานอยู่ในระดับเห็นด้วยค่อนข้างมาก มีค่าเฉลี่ย (M = 5.27, SD = 0.836) ตามลำดับ ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุที่ส่งผลต่อผลการดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชนจังหวัดน่าน พบว่า ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;x^{2}" alt="equation" /> = 58.056, df = 42, <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;x^{2}" alt="equation" />/<em>df</em> = 1.382, p - Value = 0.051, SRMR = 0.025, RMSEA = 0.033, GFI = 0.974, CFI = 0.996, NFI = 0.985 โดยการมุ่งเน้นความเป็นผู้ประกอบการมีอิทธิพลทางตรงต่อความสามารถทางนวัตกรรม เป็นไปตามสมมติฐาน (b = 0.63, p&lt;0.001) การมุ่งเน้นความเป็นผู้ประกอบการมีอิทธิพลทางตรงต่อผลการดำเนินงาน เป็นไปตามสมมติฐาน (b = 0.40, p&lt;0.001) ความสามารถทางนวัตกรรมมีอิทธิพลทางตรงต่อผลการดำเนินงาน เป็นไปตามสมมติฐาน (b = 0.39, p&lt;0.001) นอกจากนี้การมุ่งเน้นความเป็นผู้ประกอบการมีอิทธิพลทางอ้อมไปยังผลการดำเนินงาน โดยผ่านตัวแปรด้านความสามารถทางนวัตกรรม (b = 0.25, p&lt;0.001) ดังนั้นควรส่งเสริมเป็นผู้ประกอบการควบคู่กับการพัฒนาความสามารถทางนวัตกรรมซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับผลการดำเนินงาน</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/12215 การวิเคราะห์พฤติกรรมการเรียนรู้และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนธรรมศึกษาผ่านระบบประเมินผลออนไลน์ด้วยแนวทางการวิเคราะห์ข้อมูลการเรียนรู้ 2026-09-02T12:29:32+07:00 อภิชาติ รอดนิยม apichat.rod@mcu.ac.th พระมหาปุณณ์สมบัติ ปภากโร apichat.rod@mcu.ac.th ปิยภัทร์ จิรปุณญโชติ apichat.rod@mcu.ac.th พระสมุห์ประเสริฐชัย แซ่อึ้ง apichat.rod@mcu.ac.th ประสาน สุวรรณรักษ์ apichat.rod@mcu.ac.th <p>การประเมินผลธรรมศึกษาดั้งเดิมเน้นท่องจำ แพลตฟอร์มออนไลน์ส่วนใหญ่ละเลยข้อมูลพฤติกรรม การวิเคราะห์ข้อมูลการเรียนรู้จึงสำคัญต่อการพัฒนาการสอน บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมการทดสอบออนไลน์ของนักเรียนธรรมศึกษาด้วยแนวทางการวิเคราะห์ข้อมูลการเรียนรู้ 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนธรรมศึกษาก่อนและหลังการใช้แพลตฟอร์มประเมินผลออนไลน์ และ 3) เพื่อสังเคราะห์แนวทางการนำข้อมูลเชิงพฤติกรรมไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนธรรมศึกษา ใช้การวิจัยและพัฒนา กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนมัธยมศึกษา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 1,500 คน กลุ่มตัวอย่างกำหนดขนาดด้วยสูตรทาโร่ ยามาเน่ สุ่มแบบชั้นภูมิตามสัดส่วน 316 คน เครื่องมือคือแพลตฟอร์มบันทึกพฤติกรรมและแบบทดสอบ ซึ่งผ่านเกณฑ์ดัชนีความสอดคล้องและค่าความเชื่อมั่น เก็บข้อมูลจากการทดลองใช้จริง วิเคราะห์ด้วยสถิติพรรณนา สถิติทดสอบทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน และวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ด้านพฤติกรรม ฟังก์ชันแจ้งผลทันทีกระตุ้นให้ทำข้อสอบซ้ำ ส่งผลดีต่อความเข้าใจเชิงลึก 2) ด้านผลสัมฤทธิ์ คะแนนเฉลี่ยหลังใช้ (39.83, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 4.92) สูงกว่าก่อนใช้ (27.45, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 5.78) อย่างมีนัยสำคัญที่ .05 (t=23.67, p=.000) ชั้นโทพัฒนาสูงสุดและไม่มีผู้เรียนระดับปรับปรุง 3) ด้านแนวทางประยุกต์ใช้ ข้อมูลรายหมวดช่วยให้จัดรูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสานได้ตรงจุด หมวดธรรมะพัฒนาสูงสุดร้อยละ 51.87 ต่อยอดสู่การเรียนรู้แบบปรับตัว สรุปได้ว่าการประยุกต์ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลการเรียนรู้เปลี่ยนการประเมินผลจากการท่องจำสู่การวิเคราะห์กระบวนการรู้คิด ข้อมูลพฤติกรรมช่วยให้ผู้สอนทราบข้อบกพร่องรายบุคคล ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นและยกระดับมาตรฐานธรรมศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/12147 หลักสูตรฝึกอบรมตามแนวคิดปรากฏการณ์เป็นฐานเพื่อพัฒนาความสามารถในการฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต 2026-08-25T10:32:11+07:00 คเณศณิษฐา สมบูรณ์ชัยสกุล nidarin.ju@skru.ac.th นิดาริน จุลวรรณ nidarin.ju@skru.ac.th พิณพนธ์ คงวิจิตต์ nidarin.ju@skru.ac.th อธิกมาส มากจุ้ย nidarin.ju@skru.ac.th <p>บทความวิจัยเรื่องหลักสูตรฝึกอบรมตามแนวคิดปรากฏการณ์เป็นฐานเพื่อพัฒนาความสามารถในการฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมตามแนวคิดปรากฏการณ์เป็นฐาน เพื่อพัฒนาความสามารถในการฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต และเพื่อศึกษาประสิทธิผลของหลักสูตรฝึกอบรมที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาภาษาไทย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาการฟัง การดู การพูดสำหรับครูภาษาไทย ประจำภาคการศึกษาต้น ปีการศึกษา 2567 จำนวน 30 คน การคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย ซึ่งการวิจัยนี้ใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนา เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง แบบสอบถามความคิดเห็น หลักสูตรฝึกอบรม แผนการจัดการเรียนรู้ แบบวัดความสามารถในการฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ และเกณฑ์การประเมินความสามารถ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ และมีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ ผลการวิจัยพบว่าหลักสูตรฝึกอบรมที่พัฒนาขึ้นมีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 5.00, S.D. = 0.00) โดยยึดหลักสำคัญของแนวคิดปรากฏการณ์เป็นฐาน ได้แก่ การเรียนรู้จากสภาพจริงและบริบท การยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ การเรียนรู้แบบสืบเสาะโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน และการบูรณาการความรู้แบบสหวิทยาการ และหลักสูตรฝึกอบรมมีประสิทธิผลในการพัฒนาความสามารถในการฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ โดยคะแนนหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นว่าหลักสูตรที่พัฒนาขึ้นสามารถส่งเสริมความสามารถในการฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณของนักศึกษาปริญญาบัณฑิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/12063 การพัฒนากฎหมายว่าด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้องคดี เกี่ยวกับสัญญาทางปกครองในศาลปกครอง 2026-08-24T15:39:56+07:00 จรวยพร เหมรังษี jaruayporn13607@gmail.com โกเมศ ขวัญเมือง gomeskwanmaung@gmail.com พระสิทธินิติธาดา (ชลัช พรหมะวัน) jaruayporn13607@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและอุปสรรคเกี่ยวกับการดำเนินคดีและ<br />การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทหลังฟ้องคดีในคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง 2) เพื่อเสนอแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้องคดีเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสาร และกระบวนการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญจำนวน 20 รูป/คน รวมถึงการสนทนากลุ่มเฉพาะผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 9 รูป/คน และนำข้อมูลที่ได้ทั้งหมดมาวิเคราะห์นำเสนอผลแบบพรรณนา ผลการศึกษาพบว่า 1) สภาพปัญหาและอุปสรรคเกี่ยวกับการดำเนินคดีและการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทหลังฟ้องคดีในคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง พบว่า เนื่องด้วยคดีของศาลปกครองค่อนข้างใช้ระยะเวลาพิจารณาคดีที่ยาวนานโดยเฉพาะข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ซึ่งระยะเวลาที่ยาวนานทำให้เกิดความเสียหายที่ไม่สามารถเยียวยาได้ แม้ในปัจจุบันคู่กรณีสามารถไกล่เกลี่ยข้อพิพาทหลังฟ้องคดีได้ แต่กระบวนการไกล่เกลี่ยดังกล่าวยังมีข้อจำกัดหลายประการ ทั้งเรื่อง ความยากในการเข้าถึง ค่าใช้จ่าย และเวลา ซึ่งขัดกับหลักการที่ต้องการให้กระบวนการไกล่เกลี่ยสามารถเข้าถึงง่าย 2) เพื่อให้ศาลปกครองมีอำนาจในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้องคดีเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองได้ภายใต้หลักความชอบด้วยกฎหมาย จึงควรมีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 66/1 และจัดทำร่างระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้องคดีเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง พ.ศ..... เพื่อวางหลักเกณฑ์ วิธีการ ในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้องคดีเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองขึ้น ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการคดีของศาลปกครอง</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/12055 การจัดการความขัดแย้งแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อ การพัฒนาทีมงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสมุทรสงคราม 2026-09-07T12:16:00+07:00 เอื้อมฝัน ทองประหยัด auykuma@gmail.com พิชญาภา ยืนยาว auykuma@gmail.com จินตนา ศิริธัญญารัตน์ auykuma@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการจัดการความขัดแย้งแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสงคราม 2) ศึกษาระดับการพัฒนาทีมงานของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสงคราม และ 3) ศึกษาปัจจัยด้านการความขัดแย้งแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการพัฒนาทีมงานของครู กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ข้าราชการครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสงคราม จำนวน 222 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม ทั้งหมด 3 ส่วน ส่วนที่ 1 สถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนที่ 2 แบบสอบถามสอบถามเกี่ยวกับระดับการจัดการความขัดแย้งแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา ส่วนที่ 3 แบบสอบถามระดับการพัฒนาทีมงานของครู สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับการจัดการความขัดแย้งแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากทุกด้าน 2) ระดับการพัฒนาทีมงานของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสงคราม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากทุกด้าน 3) ด้านการจัดการความขัดแย้งแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการพัฒนาทีมงานของครู ประกอบด้วย การยอมรับที่จะปฏิบัติตามมีอิทธิพลต่อการพัฒนาทีมงานของครูมากที่สุด (Beta = 0.34) รองลงมา ได้แก่ การมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย (Beta = 0.27) การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ (Beta = 0.25) และความยืดหยุ่น (Beta = 0.12) ส่งผลต่อการพัฒนาทีมงานของครู อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยร่วมกันทำนายได้ร้อยละ 90.60 สมการวิเคราะห์การถดถอยในรูปของคะแนนมาตรฐาน คือ <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\hat{z}" alt="equation" /><sub>tot </sub>= 0.25 (Z<sub>1</sub>) + 0.34 (Z<sub>7</sub>) + 0.27 (Z<sub>2</sub>) + 0.12 (Z<sub>5</sub>)</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11996 การศึกษาปัญหาและความต้องการในการพัฒนาทักษะการพูดภาษาจีนของนักศึกษาสาขาวิชาภาษาจีน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-08-24T16:28:35+07:00 มินตรา ปริปุณณะ mintra@snru.ac.th ปาณิภรณ์ ธีระวงศนันท์ minnielol000@gmail.com ณัฐชยา อนุ minnielol000@gmail.com กัลยาณี ลีนาลาด mintra@snru.ac.th ณัฐพร อารีล้น mintra@snru.ac.th พัชดาภรณ์ วงค์ตาผา mintra@snru.ac.th ภัทรธีรา อุณาพรหม mintra@snru.ac.th วรดา ว่องไว mintra@snru.ac.th ศุภานัน สงคราม mintra@snru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัญหาในการพัฒนาทักษะการพูดภาษาจีน และ 2) ศึกษาความต้องการในการพัฒนาทักษะการพูดภาษาจีนของนักศึกษาสาขาวิชาภาษาจีน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาสาขาวิชาภาษาจีน ชั้นปีที่ 1 ทั้งหมด จำนวน 26 คน โดยเลือกศึกษากลุ่มดังกล่าวเนื่องจากเป็นผู้เรียนในระยะเริ่มต้นที่มีพื้นฐานและประสบการณ์การเรียนภาษาจีนแตกต่างกัน จากนักศึกษาจำนวน 26 คน เนื่องด้วยข้อจำกัดทางด้านเวลามีผู้ตอบแบบสอบถามไม่ครบถ้วนจำนวน 2 ฉบับ จึงมีแบบสอบถามที่สมบูรณ์และสามารถนำมาวิเคราะห์ข้อมูลได้จำนวน 24 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 92.31 ของกลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์เชิงลึกครอบคลุม 4 ด้าน และเครื่องมือได้รับการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน พบว่า แบบสอบถามมีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ เฉลี่ยเท่ากับ 0.83 และแบบสัมภาษณ์มีค่า IOC เฉลี่ยเท่ากับ 0.78 ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษามีปัญหาในการพัฒนาทักษะการพูดภาษาจีนโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 2.51) ขณะที่มีความต้องการในการพัฒนาทักษะการพูดภาษาจีนโดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.15) เมื่อพิจารณาความต้องการเป็นรายด้าน พบว่าด้านเนื้อหาการเรียนการสอนมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.27) ผลการสัมภาษณ์เชิงลึกพบว่า นักศึกษามีแรงจูงใจในการพัฒนาทักษะการพูดภาษาจีน โดยเฉพาะการมองเห็นโอกาสในการนำภาษาจีนไปใช้ในการประกอบอาชีพ ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้ควรให้ความสำคัญกับเนื้อหาที่สามารถนำไปใช้สื่อสารในสถานการณ์จริง และกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนฝึกพูดอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจและพัฒนาสมรรถนะด้านการสื่อสารภาษาจีนอย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/12021 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากกิจกรรมปรับพื้นฐานความรู้เบื้องต้นด้านการตลาดจําแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลของนักศึกษาปริญญาตรี หลักสูตรบริหารธุรกิจ สาขาวิชาการตลาด มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา 2026-09-04T13:39:13+07:00 จาริณี เธียรเจริญ prasit.ru@skru.ac.th บำรุงพงษ์ พงษ์พานิช prasit.ru@skru.ac.th ประสิทธิ์ รุ่งเรือง prasit.ru@skru.ac.th <p>การปรับพื้นฐานความรู้ด้านการตลาดมีความสำคัญต่อการเตรียมความพร้อมของนักศึกษาก่อนเข้าสู่การเรียนในระดับอุดมศึกษา อย่างไรก็ตาม นักศึกษาแต่ละคนมีพื้นฐานและปัจจัยส่วนบุคคลที่แตกต่างกัน ซึ่งอาจส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนปรับพื้นฐานความรู้เบื้องต้นด้านการตลาดของนักศึกษาปริญญาตรี จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากร ได้แก่ นักศึกษาหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาการตลาด คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา ปีการศึกษา 2569 ที่เข้าร่วมกิจกรรมปรับพื้นฐานความรู้เบื้องต้นด้านการตลาด จำนวน 95 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่และร้อยละ และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบค่าทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างอิสระ (Independent Samples t-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดสงขลา และไม่ว่าปัจจัยส่วนบุคคลด้านเพศ ภูมิลำเนา ประเภทการศึกษาที่สำเร็จการศึกษาจากสถาบันเดิม และผลการเรียนเฉลี่ยสะสมของสถาบันการศึกษาเดิมที่แตกต่างกัน ล้วนมีผลสัมฤทธิ์การเรียนปรับพื้นฐานความรู้เบื้องต้นด้านการตลาดไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า การจัดกิจกรรมปรับพื้นฐานที่บูรณาการการบรรยายร่วมกับการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ด้วยการให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการสร้างองค์ความรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ การเรียนรู้ร่วมกัน โดยสอดแทรกกิจกรรมคิด วิเคราะห์ปัญหาและร่วมหาทางแก้ไขพร้อมนำเสนอหน้าชั้นเรียน ทำให้สามารถลดความแตกต่างของพื้นฐานผู้เรียน และส่งเสริมความพร้อมในการศึกษารายวิชาทางการตลาดได้อย่างเท่าเทียมกัน</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/12031 แนวทางการบริหารแบบให้ความรู้แก่ผู้ปกครองเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนด้านการทำงานเป็นทีมของโรงเรียนเอกชนในจังหวัดปทุมธานี 2026-08-24T16:43:04+07:00 สุนนท์ โกมลภมร sunon028@gmail.com ทัศพร เกตุถนอม sunon028@gmail.com โอภาส กิจกำแหง sunon028@gmail.com <p>การวิจัยเชิงพรรณนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเสนอแนวทางการบริหารแบบให้ความรู้แก่ผู้ปกครองเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนด้านการทำงานเป็นทีมของโรงเรียนเอกชนในจังหวัดปทุมธานี กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ปกครองของผู้เรียนโรงเรียนเอกชน จำนวน 338 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซี่และมอร์แกน และสุ่มอย่างง่ายตามสัดส่วนของแต่ละสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง มีค่าดัชนีความสอดคล้องตั้งแต่ 0.67 - 1.00 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.979 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า ระดับการบริหารแบบให้ความรู้แก่ผู้ปกครองเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนด้านการทำงานเป็นทีมของโรงเรียนเอกชนในจังหวัดปทุมธานี โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านการดูแลสุขภาพของผู้เรียน ด้านการรู้จิตวิทยาพัฒนาการ ด้านการเสริมสร้างวินัยเชิงบวก และด้านการอบรมเลี้ยงดูผู้เรียน มีแนวทางการพัฒนาดังนี้ 1) ด้านการดูแลสุขภาพของผู้เรียน ควรส่งเสริมความร่วมมือระหว่างบ้านและโรงเรียน โดยให้ความรู้แก่ผู้ปกครองเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพกายและสุขภาพจิตผ่านกิจกรรมและช่องทางการสื่อสารที่หลากหลาย 2) ด้านการรู้จิตวิทยาพัฒนาการ ควรให้ความรู้แก่ผู้ปกครองเกี่ยวกับพัฒนาการตามช่วงวัย ผ่านการประชุม การอบรม การทำสื่อประชาสัมพันธ์ 3) ด้านการเสริมสร้างวินัยเชิงบวก ควรให้ความรู้แก่ผู้ปกครองเกี่ยวกับการปลูกฝังวินัยเชิงบวก โดยส่งเสริมการเป็นแบบอย่างที่ดี 4) ด้านการอบรมเลี้ยงดูผู้เรียน ควรส่งเสริมความร่วมมือระหว่างบ้านและโรงเรียน โดยจัดประชุม อบรม และกิจกรรมให้ความรู้แก่ผู้ปกครอง</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/12086 แนวทางการบริหารงานประกันคุณภาพภายในของหัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เพื่อส่งเสริมการปฏิบัติงานด้านการทำงานเป็นทีมของครูในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดปราจีนบุรี 2026-09-04T13:39:45+07:00 สมประสงค์ ชินคำ 66008113003@siamtechno.ac.th ทัศพร เกตุถนอม kettanom23@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา และเสนอแนวทางการพัฒนาการบริหารงานประกันคุณภาพภายในของหัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เพื่อส่งเสริมการปฏิบัติงานด้านการทำงานเป็นทีมของครูในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดปราจีนบุรี กลุ่มตัวอย่างคือครูจำนวน 210 คน โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางสำเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกน จากนั้นใช้การสุ่มอย่างง่าย ตามสัดส่วนจำนวนครู เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม มาตราส่วนประเมินค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่น 0.976 และ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง จากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารงานประกันคุณภาพภายในของหัวหน้าศูนย์พัฒนา เด็กเล็ก โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /><strong> </strong>= 4.40) เรียงลำดับแนวทางการพัฒนาจากค่าเฉลี่ยมากไปน้อย ดังนี้ 1.1) ด้านการกำหนดมาตรฐานการศึกษา เปิดโอกาสให้ครูมีส่วนร่วมในการกำหนดมาตรฐานและ ค่าเป้าหมาย 1.2) ด้านการจัดทำรายงานการประเมินตนเอง ควรจัดทำเป็นประจำทุกปี 1.3) ด้านการติดตามผลการดำเนินงาน ติดตามผลอย่างเป็นระบบ 1.4) ด้านการดำเนินงานตามแผน กำหนดบทบาทหน้าที่การขับเคลื่อนโครงการให้ชัดเจน 1.5) ด้านการจัดทำแผนพัฒนาการจัดการศึกษา ร่วมกันวิเคราะห์ข้อมูลและจัดทำแผน และ 1.6) ด้านการประเมินผลและตรวจสอบคุณภาพการศึกษาภายใน ดำเนินการประเมินอย่างเป็นระบบด้วยเครื่องมือที่เหมาะสม และ 2) การส่งเสริมการปฏิบัติงานด้านการทำงานเป็นทีมของครู โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /><strong> </strong>= 4.45) โดยเรียงลำดับจากด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดไปต่ำสุด ได้แก่ ด้านการมีมนุษยสัมพันธ์ ด้านการมีส่วนร่วมในการทำงาน ด้านการสื่อสารอย่างเปิดเผย และด้านการกำหนดเป้าหมาย</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/12081 การศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการในการจัดการเรียนรู้ ทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของนิสิต นักศึกษาครู 2026-09-04T13:40:17+07:00 ศุภธิดา โชติช่วง supathida.c@tsu.ac.th วิทวัฒน์ ขัตติยะมาน supathida.c@tsu.ac.th นพเก้า ณ พัทลุง supathida.c@tsu.ac.th กิตติธัช คงชะวัน supathida.c@tsu.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันตลอดจนปัญหาในการจัดการเรียนรู้ทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของนิสิตนักศึกษาครูในระดับสถาบันอุดมศึกษาพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง โดยกลุ่มตัวอย่างที่นำมาใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ คือ นิสิตนักศึกษาครูที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาภาษาอังกฤษ จำนวน 123 คน และใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ ตามสัดส่วนของสถาบัน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วยแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์เชิงลึก และแบบสนทนากลุ่ม สำหรับสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า ในภาพรวมนิสิตมีความคิดเห็นต่อสภาพปัญหาการสื่อสารภาษาอังกฤษอยู่ในระดับปานกลาง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 3.25, σ = 0.86) โดยประเด็นปัญหาที่มีความสำคัญมากที่สุดคือความวิตกกังวลต่อความถูกต้องทางหลักไวยากรณ์จนส่งผลทำให้พวกเขาไม่กล้าที่จะสื่อสารพูดคุยออกมาอย่างคล่องแคล่ว (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 3.61, S.D = 0.94) และความยากลำบากในการเลือกใช้คำศัพท์ให้มีความเหมาะสมกับบริบทของวิชาชีพครู (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 3.61, S.D. = 0.97) สำหรับสภาพปัจจุบันและปัญหาทางด้านสัทศาสตร์นั้น นิสิตระบุว่าอิทธิพลของโครงสร้างเสียงภาษาถิ่นเดิมส่งผลกระทบโดยตรงทำให้การออกเสียงภาษาอังกฤษขาดความชัดเจนและการลงเสียงหนักเบาไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 3.10, S.D. = 0.88) ส่วนด้านความต้องการในการจัดการเรียนรู้นั้น ในภาพรวมมีความต้องการอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.19, S.D. = 0.85) โดยนิสิตมีความต้องการในระดับมากที่สุดให้ผู้สอนช่วยสร้างบรรยากาศการเรียนรู้เพื่อลดความวิตกกังวล (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.70, S.D. = 0.67) และต้องการการสนับสนุนและคำแนะนำจากอาจารย์ในขณะปฏิบัติกิจกรรม (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.50, S.D. = 0.71)</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/12143 ปัจจัยที่มีผลต่อความตั้งใจออมในกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในจังหวัดนครสวรรค์ 2026-09-08T13:40:05+07:00 ฐิติวรดา เนกขำ thitiworradas67@nu.ac.th ภัทรพร พงศาปรมัตถ์ thitiworradas67@nu.ac.th <p>การออมเพื่อการเกษียณมีความสำคัญต่อความมั่นคงทางการเงินในอนาคตของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความตั้งใจออมในกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในจังหวัดนครสวรรค์ ได้แก่ ปัจจัยส่วนบุคคลและเศรษฐกิจ ความรู้เกี่ยวกับ กบข. ทัศนคติ และแรงจูงใจ การวิจัยเชิงปริมาณนี้เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 380 คน โดยใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบตามสะดวก (Convenience sampling) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบค่าที (Independent Samples t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-way ANOVA) และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Linear Regression Analysis) ผลการวิจัยพบว่า อายุที่แตกต่างกันมีความตั้งใจออมใน กบข. แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยกลุ่มอายุ 50 - 59 ปี มีความตั้งใจออมสูงกว่ากลุ่มอื่น ส่วนระดับการศึกษา รายได้เฉลี่ยต่อเดือน และภาระหนี้สินเฉลี่ยต่อเดือน มีความตั้งใจออมไม่แตกต่างกัน นอกจากนี้ ตัวแปรอิสระสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของความตั้งใจออมได้ร้อยละ 42.2 (R² = 0.422) โดยปัจจัยด้านทัศนคติมีผลต่อความตั้งใจออมมากที่สุด (β = 0.337) รองลงมาคือแรงจูงใจ (β = 0.328) และความรู้เกี่ยวกับ กบข. (β = 0.124) ตามลำดับ ในทิศทางเดียวกัน ข้อเสนอแนะจากการวิจัยคือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรส่งเสริมการออมโดยเน้นสร้างทัศนคติเชิงบวกต่อการออมใน กบข. ควบคู่กับการสร้างแรงจูงใจและการให้ความรู้เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์และทางเลือกในการออม โดยเฉพาะการสื่อสารกับบุคลากรที่มีอายุน้อย เพื่อสร้างความตระหนักถึงการเตรียมความพร้อมทางการเงินตั้งแต่ระยะเริ่มต้น</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/12119 ผลการจัดกิจกรรมการพัฒนาศักยภาพครูสู่ผู้อำนวยการเรียนรู้ (Facilitator) เพื่อยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ในพื้นที่ จังหวัดนครศรีธรรมราช 2026-09-07T16:21:19+07:00 ธวัชชัย คงนุ่ม thanatcha_rat@nstru.ac.th ธณัฐชา รัตนพันธ์ thanatcha_rat@nstru.ac.th กตัญญุตา บางโท thanatcha_rat@nstru.ac.th รัฐพร กลิ่นมาลี thanatcha_rat@nstru.ac.th รัชนี สิทธิศักดิ์ thanatcha_rat@nstru.ac.th กิตติศักดิ์ ใจอ่อน thanatcha_rat@nstru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์ทักษะสำคัญของผู้อำนวยการเรียนรู้ของครูและบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช 2) เพื่อประเมินความพึงพอใจที่มีต่อหลักสูตรพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการศึกษาเพื่อเป็นผู้หนุนนำครูสู่ผู้อำนวยการเรียนรู้ในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และ 3) เพื่อศึกษาแนวทางการยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ จำนวน 106 คน และกลุ่มตัวอย่างเชิงคุณภาพ จำนวน 9 คน มาจากผู้บริหารสถานศึกษา ศึกษานิเทศก์ และครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี/คอมพิวเตอร์ ในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสำรวจทักษะสำคัญของผู้อำนวยการเรียนรู้ แบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อหลักสูตรพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการศึกษา และแบบสัมภาษณ์แนวทางการจัดการเรียนรู้ เก็บรวบรวมข้อมูลจากการอบรมและการสัมภาษณ์จากการลงขยายผลเชิงพื้นที่ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) ทักษะสำคัญผู้อำนวยการเรียนรู้ที่สูงสุดจากการอบรม คือ ทักษะการตั้งคำถามเพื่อกระตุ้นการเรียนรู้ 2) ครูและบุคลากรทางการศึกษามีความเข้าใจต่อบทบาทของครูในฐานะผู้อำนวยการเรียนรู้อยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.66) และ 3) ครูและบุคลากรทางการศึกษาเห็นว่า การพัฒนาครูสู่ผู้อำนวยการเรียนรู้เป็นสิ่งที่มีบทบาทสำคัญในการยกระดับคุณภาพนักเรียน และการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานวิชาชีพครูให้สูงขึ้นได้</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/12125 ผลของการจัดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมร่วมกับเทคนิคจิ๊กซอว์ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ เรื่องการพัฒนาหลักสูตร ของนักศึกษาครูวิทยาศาสตร์ 2026-09-08T13:36:24+07:00 ศศิธร บุญไพโรจน์ sasithorn.b@ubru.ac.th ปริญ สิริลาภโภคิน parin.s@ubru.ac.th นวลใย ญารักษา nualyai.y@ubru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของกลุ่มทดลอง 3) ศึกษาพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ และ 4) ศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมร่วมกับเทคนิคจิ๊กซอว์ของนักศึกษากลุ่มทดลอง การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental Research) กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาชีววิทยา จำนวน 2 หมู่เรียน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 25 คน และกลุ่มควบคุม 27 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) ใช้แบบแผนการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มควบคุมที่ไม่เทียบเท่า วัดผลก่อนและหลังเรียน (Nonequivalent Control-Group Design) เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ทั้งสองรูปแบบ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบสังเกตพฤติกรรมการมีส่วนร่วม และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีแบบสองกลุ่มอิสระ (Independent Samples t-Test) และแบบไม่อิสระ (Dependent Samples t-Test) ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของกลุ่มทดลอง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 13.56, S.D. = 2.75) สูงกว่ากลุ่มควบคุม (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 13.07, S.D. = 2.43) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของกลุ่มทดลองหลังเรียน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 24.16, S.D. = 2.03) สูงกว่าก่อนเรียน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 19.30, S.D. 2.55) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 22.10) 3) นักศึกษากลุ่มทดลองมีพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในการเรียนรู้โดยรวมอยู่ระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.35, S.D. = 0.41) และ 4) นักศึกษากลุ่มทดลองมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.52, S.D. = 0.38)</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11958 แนวทางเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการสร้างความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจขนส่งในจังหวัดขอนแก่น 2026-08-22T21:04:55+07:00 เนตรชยา เรืองฤทธิ์ netchaya.r@kkumail.com ปานปั้น รองหานาม Netchaya.r@kkumail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทและรูปแบบความร่วมมือของภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ศึกษาอุปสรรคและข้อจำกัด และเสนอแนวทางเสริมสร้างความร่วมมือเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจขนส่งเจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส ในจังหวัดขอนแก่น ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเอกสาร โดยรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิจากกฎหมาย นโยบาย แผนพัฒนา รายงานและข้อมูลสถิติของหน่วยงานรัฐ เอกสารเผยแพร่ต่อสาธารณะของบริษัท และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง คัดเลือกเอกสารตามความเกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์และความน่าเชื่อถือของแหล่งที่มา โดยให้ความสำคัญกับเอกสารที่เผยแพร่ในช่วง พ.ศ. 2561–2569 และใช้กฎหมาย แนวคิด และทฤษฎีก่อนช่วงเวลาดังกล่าวเมื่อยังเกี่ยวข้องกับกรอบการวิเคราะห์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงคุณภาพและการวิเคราะห์เชิงประเด็น ผลการวิเคราะห์เอกสารพบว่า ภาครัฐมีบทบาทด้านนโยบายและโครงสร้างพื้นฐาน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทด้านถนน การจราจร การจัดการพื้นที่ และการส่งเสริมผู้ประกอบการ ส่วนบริษัทขนส่งมีบทบาทด้านบริการและระบบปฏิบัติการ อย่างไรก็ตาม เอกสารที่ศึกษายังไม่แสดงหลักฐานเพียงพอของกลไกความร่วมมือเฉพาะระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับเจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส ในจังหวัดขอนแก่นอย่างเป็นระบบ ประเด็นข้อจำกัดที่สังเคราะห์ได้ ได้แก่ ต้นทุนและการแข่งขันด้านราคา โครงสร้างพื้นฐานและพื้นที่ให้บริการ คุณภาพและความน่าเชื่อถือของบริการ และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน แนวทางที่เสนอประกอบด้วย การจัดตั้งกลไกประสานงานระดับพื้นที่ การพัฒนาจุดรวบรวมพัสดุระดับชุมชน การพัฒนาผู้ประกอบการและยกระดับคุณภาพบริการ และการพัฒนาฐานข้อมูลกับตัวชี้วัดร่วม ทั้งนี้ ข้อเสนอเป็นผลจากการสังเคราะห์เอกสาร ซึ่งควรนำไปทดลองและประเมินผลในพื้นที่จริง เนื่องจากข้อมูลสาธารณะยังไม่เพียงพอสำหรับยืนยันต้นทุน ประสิทธิภาพ และระดับปัญหาคุณภาพบริการของบริษัทในจังหวัดขอนแก่นโดยตรง</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/12092 ปัจจัยส่วนประสมการตลาดบริการที่มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจเลือก โรงเรียนนานาชาติของผู้ปกครอง: กรณีศึกษาโรงเรียนนานาชาติแห่งหนึ่งในเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี 2026-09-07T15:51:37+07:00 พฤษดา ศิริโสภณ phruetsada@gmail.com บุษบา อู่อรุณ phruetsada@gmail.com <p><strong>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ </strong>1) <strong>ศึกษาความคิดเห็นของผู้ปกครองและความสัมพันธ์ระหว่างส่วนประสมการตลาดบริการกับการตัดสินใจเลือกโรงเรียนนานาชาติในเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี และ </strong>2) <strong>เสนอแนะแนวทางปรับปรุงส่วนประสมการตลาดบริการของโรงเรียน เป็นการวิจัยแบบผสมผสานเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากผู้ปกครองนักเรียน</strong><strong>ปัจจุบัน </strong>238 <strong>คน ด้วยแบบสอบถาม</strong><strong>ออนไลน์ที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพ และเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากผู้บริหารและบุคลากรฝ่ายการตลาด </strong>4 <strong>คน ด้วยการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบไคสแควร์ ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า ผู้ปกครองมีความคิดเห็นต่อการตัดสินใจเลือกโรงเรียน</strong><strong>ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก และมีความคิดเห็นด้านส่วนประสมการตลาดบริการ (</strong>7Ps) <strong>อยู่ในระดับมากต่อด้านผลิตภัณฑ์ (หลักสูตรและกิจกรรม) บุคลากร (ครูผู้สอน) ด้านกระบวนการ และด้านลักษณะทางกายภาพ ขณะที่ด้านราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประโยชน์ที่ได้รับ ประเด็นที่ได้รับคะแนนสูงสุด ได้แก่ ความทันสมัยของการจัดการเรียนการสอน ความรู้ความสามารถของครู ระบบความปลอดภัย และความสะดวกในการสมัครเรียน ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่า ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านสถานที่ ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย</strong> (<strong>การรัสมัคร</strong>)<strong> ด้านการส่งเสริมการตลาด ด้านกระบวนการ และด้านลักษณะทางกายภาพ มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจเลือกโรงเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .</strong>05 <strong>ในขณะที่ด้านราคาและด้านบุคลากรไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญ ข้อเสนอแนะในการปรับปรุง ได้แก่ การทบทวนโครงสร้างค่าธรรมเนียม การลดภาระค่าใช้จ่ายกิจกรรมส่งเสริมนอกหลักสูตรการพัฒนาช่องทางการสื่อสารให้หลากหลายประชาสัมพันธ์ และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรฝ่ายสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพบริการ สร้างความเชื่อมั่นระยะยาวแก่ผู้ปกครอง และสนับสนุนการพัฒนาโรงเรียนอย่างยั่งยืน</strong></p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11856 อำนาจการตัดสินใจของชุมชนในการกำหนดโครงการความรับผิดชอบต่อสังคม ของภาคธุรกิจเอกชนไทยกับผลที่ปรากฏต่อเศรษฐกิจฐานราก: การวิจัยเอกสารเชิงคุณภาพแบบพหุกรณี 2026-09-04T13:37:50+07:00 ภาณุพงษ์ ณาภูมิ bhanupong.nab@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับและลักษณะอำนาจการตัดสินใจของชุมชนในการกำหนดโครงการความรับผิดชอบต่อสังคมเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก 2) จำแนกและเปรียบเทียบรูปแบบการกระจายอำนาจระหว่างภาคธุรกิจ ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และ 3) วิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงเปรียบเทียบระหว่างอำนาจการตัดสินใจกับผลที่ปรากฏต่อเศรษฐกิจฐานราก เป็นการวิจัยเอกสารเชิงคุณภาพแบบพหุกรณี ใช้เอกสาร 20 รายการ ครอบคลุม 9 กรณีหลักและ 3 กรณีประกอบ ใช้แบบสกัดข้อมูลรายกรณี วิเคราะห์เนื้อหาเชิงคุณภาพ รายกรณี และเปรียบเทียบข้ามกรณี ผลการวิจัยพบว่า อำนาจการตัดสินใจแตกต่างกันตามขั้นตอนของโครงการ ใน 9 กรณีหลัก พบอำนาจควบคุมการผลิตระดับสูง 8 กรณี แต่ไม่พบอำนาจกำหนดราคาและตลาดระดับสูง การกระจายอำนาจจำแนกได้ 4 รูปแบบ ได้แก่ 1) ภาคธุรกิจกำหนดกรอบและชุมชนเข้าร่วมตามระบบ 2) ภาคธุรกิจควบคุมตลาดหรือมาตรฐาน ขณะที่ชุมชนควบคุมการผลิต 3) หลายฝ่ายร่วมกันตัดสินใจ และ 4) ชุมชนมีฐานอำนาจเดิม โดยธุรกิจเสริมทรัพยากรและระบบ ผลเปรียบเทียบพบว่า กรณีที่ชุมชนมีองค์กรและกติกาเดิมปรากฏความเป็นเจ้าของ ประโยชน์ส่วนรวม และความต่อเนื่องชัดกว่ากรณีที่เข้าร่วมตามกรอบธุรกิจ ขณะที่กรณีที่ธุรกิจควบคุมตลาดปรากฏช่องทางจำหน่ายและยอดขาย แต่หลักฐานรายได้สุทธิ อำนาจต่อรอง และความเป็นธรรมในการแบ่งผลประโยชน์ยังไม่ครบถ้วน โดยสรุป อำนาจของชุมชนขึ้นอยู่กับสิทธิในการกำหนดเงื่อนไขและควบคุมทรัพยากรของโครงการ องค์ความรู้ใหม่ คือ กรอบอำนาจการตัดสินใจแบบแยกตามขั้นตอนและทรัพยากร ซึ่งชี้ว่า การมีส่วนร่วมไม่เท่ากับการมีอำนาจ และการควบคุมการผลิตไม่เท่ากับการควบคุมตลาด ภาคธุรกิจจึงควรค่อยๆ ถ่ายโอนอำนาจด้านมาตรฐาน ราคา และตลาดให้ชุมชนตามระดับความพร้อม</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/12129 ผลของการเรียนรู้โดยใช้พอดแคสต์ที่มีต่อความสามารถและความมั่นใจในการสนทนาทางโทรศัพท์เพื่อการสื่อสารธุรกิจภาษาอังกฤษของนักศึกษาภาษาอังกฤษ 2026-09-12T12:39:28+07:00 กฤษมาศ พันธุ์มูสิก kritsamad.pun@sru.ac.th <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการสนทนาทางโทรศัพท์เพื่อการสื่อสารธุรกิจภาษาอังกฤษก่อนและหลังเรียนโดยใช้พอดแคสต์ 2) ศึกษาคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ของความสามารถในการสนทนาทางโทรศัพท์เพื่อการสื่อสารธุรกิจภาษาอังกฤษ และ 3) ศึกษาความมั่นใจในการสนทนาทางโทรศัพท์เพื่อการสื่อสารธุรกิจภาษาอังกฤษ เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง แบบกลุ่มเดียวสอบก่อน - หลัง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาสาขาวิชาภาษาอังกฤษชั้นปีที่ 3 จำนวน 32 คน สุ่มแบบแบ่งกลุ่ม ใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม ทดลอง 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้พอดแคสต์ ค่าความเหมาะสมระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.64) 2) แบบประเมินความสามารถในการสนทนาทางโทรศัพท์เพื่อการสื่อสารธุรกิจภาษาอังกฤษ ค่าความเหมาะสมระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.59) 3) แบบสอบถามความมั่นใจในตนเองด้านการสนทนาทางโทรศัพท์เพื่อการสื่อสารธุรกิจภาษาอังกฤษ ค่าดัชนีความสอดคล้อง 0.90 ความเชื่อมั่น 0.85 และ 4) แบบสัมภาษณ์ความมั่นใจในตนเอง ค่าดัชนีความสอดคล้อง 1.00 สถิติวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบทีแบบไม่อิสระต่อกัน คะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) นักศึกษามีความสามารถในการสนทนาทางโทรศัพท์เพื่อการสื่อสารธุรกิจภาษาอังกฤษหลังเรียน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /><strong> </strong>= 81.38, S.D. = 6.11) สูงกว่าก่อนเรียน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /><strong> </strong>= 42.28, S.D. = 6.62), t (31) = 60.32 และ p &lt; .001 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2) นักศึกษาคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์อยู่ในระดับสูง (GS = 67.73) และ 3) นักศึกษามีความมั่นใจในการสนทนาทางโทรศัพท์ธุรกิจภาษาอังกฤษอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /><strong> </strong>= 4.54, S.D. = 0.24) ผลการสัมภาษณ์นักศึกษามีความมั่นใจในการสนทนามากขึ้น</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/12095 การพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาโดยใช้แนวคิดการบริหารเชิงกลยุทธ์ 5 พลัง เพื่อประสิทธิผลการดำเนินงานโรงเรียนสิ่งแวดล้อมศึกษา โรงเรียนมัธยมวัดหนองจอก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 2 2026-09-10T17:28:05+07:00 ประจวบ อินทแย้ม vice.prachuap@gmail.com <p>บทความวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานและความต้องการจำเป็น 2) พัฒนารูปแบบ 3) ทดลองใช้รูปแบบ และ4) ประเมินรูปแบบ ใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนา 4 ระยะ ได้แก่ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานจากแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องโดยใช้แบบวิเคราะห์เอกสาร และความต้องการจำเป็นกับกลุ่มผู้ให้ข้อมูล 13 คน ได้แก่ คณะผู้บริหารสถานศึกษา 4 คน และคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 9 คน ด้วยการสนทนากลุ่ม ใช้แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม และการวิเคราะห์เนื้อหา 2) พัฒนารูปแบบกับผู้เชี่ยวชาญ 13 คน ด้วยการสนทนากลุ่ม ใช้แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ วิเคราะห์ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ การวิเคราะห์เนื้อหา 3) ทดลองใช้รูปแบบและประเมินคุณภาพกับกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ คณะกรรมการงานโรงเรียนสีเขียว 6 คน ใช้แบบประเมินคุณภาพการดำเนินงาน วิเคราะห์ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ 4) เป็นการประเมินรูปแบบกับกลุ่มตัวอย่าง 46 คน ได้แก่ คณะผู้บริหาร 4 คน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน 9 คน คณะกรรมการงานโรงเรียนสีเขียว 18 คน หัวหน้ากลุ่มสาระฯ 9 คน และตัวแทนผู้ปกครองเครือข่าย 6 คน ผลการวิจัยพบว่า 1) สถานศึกษาขาดการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นระบบในหลายด้าน ควรพัฒนาแนวทางการดำเนินงานให้เป็นรูปธรรม 2) รูปแบบมี 5 องค์ประกอบ คือ หลักการของรูปแบบ วัตถุประสงค์ของรูปแบบ กระบวนการของรูปแบบ การประเมินผลของรูปแบบ เงื่อนไขความสำเร็จและการนำรูปแบบไปใช้ มีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.91, S.D. = .10) 3) เมื่อทดลองใช้ พบว่า สถานศึกษามีค่าเฉลี่ย มีการดำเนินงานโรงเรียนสิ่งแวดล้อมศึกษา 98.17 คะแนน (ระดับดีเยี่ยม) และ4) ผลการประเมินรูปแบบ พบว่า มีความถูกต้องและความเป็นประโยชน์ ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.83, S.D. = .45)</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/12126 การพัฒนาบทเรียนออนไลน์ตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคชันนิสม์ เรื่องการถ่ายภาพดิจิทัลพื้นฐาน สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ 2026-09-04T13:41:36+07:00 ดนัสวินส์ จีนด้วง danatsawin@pbpvc.ac.th พัฒนา ศิริกุลพิพัฒน์ pattana.s@tsu.ac.th ชัชวาล ชุมรักษา chatchawan@tsu.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์ตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคชันนิสม์ เรื่องการถ่ายภาพดิจิทัลพื้นฐาน สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยบทเรียนออนไลน์ที่พัฒนาขึ้น 3) เพื่อประเมินทักษะการถ่ายภาพดิจิทัลพื้นฐานของผู้เรียนหลังการเรียน 4) เพื่อประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนรู้ผ่านบทเรียนออนไลน์ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนประกาศนียบัตรวิชาชีพ แผนกดิจิทัลกราฟิก วิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569 รวมจำนวนนักเรียนทั้งหมด 72 คน ซึ่งได้มาจากวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ 1) บทเรียนออนไลน์ 2) แบบประเมินคุณภาพบทเรียนออนไลน์ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4) แบบประเมินทักษะการถ่ายภาพดิจิทัลเบื้องต้น 5) แบบสอบถามความพึงพอใจ การเก็บรวบรวม ดำเนินการโดยประเมินคุณภาพบทเรียนจากผู้เชี่ยวชาญหาประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังเรียน ประเมินทักษะปฏิบัติ และศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียน สถิติที่ใช้ 1) ค่าเฉลี่ย 2) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 3) การหาประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub>) 4) t - test independent ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้เนื่องจากผ่านการพัฒนาและปรับปรุงอย่างเป็นระบบ 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 21.64) เนื่องจากบทเรียนออนไลน์เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา 3) ทักษะการถ่ายภาพดิจิทัลพื้นฐานหลังเรียนในภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 21.55, S.D. = 1.25) เนื่องจากผู้เรียนได้สร้างสรรค์ชิ้นงานด้วยตนเอง 4) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ผ่านบทเรียนออนไลน์ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.74, S.D. = 0.44) </p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11904 การประเมินการดำเนินงานของศูนย์กีฬาเพื่อความเป็นเลิศ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตชลบุรีโดยใช้ CIPPiest Model 2026-08-19T20:47:18+07:00 ธิคิพงษ์ สุขดี thitipong.petnsu@gmail.com ศิระ อภิชาติวิสุทธิ์ thitipong.tnsu@gmail.com รัตนา บุญลือ thitipong.tnsu@gmail.com อนันต์ เสมรสุวรรณ thitipong.tnsu@gmail.com ฉัตรชัย แสงสุขีลักษณ์ thitipong.tnsu@gmail.com <p>การวิจัยแบบผสมผสานนี้มีการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการประเมินการดำเนินงานของศูนย์กีฬาเพื่อความเป็นเลิศ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตชลบุรีโดยใช้ CIPP<sub>iest </sub>Model กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหาร ผู้ฝึกสอน นักกีฬา นักกีฬาที่สำเร็จการศึกษา และผู้บริหารสมาคมกีฬาหรือผู้ใช้บัณฑิตในองค์กรกีฬา จำนวน 400 คน โดยได้มาจากวิธีการสุ่มแบบสองขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 ทำการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นอย่างเป็นสัดส่วน และขั้นตอนที่ 2 ทำการสุ่มอย่างง่ายและกลุ่มผู้ให้ข้อมูลในการสัมภาษณ์เป็นผู้บริหารสมาคมกีฬาหรือผู้ใช้บัณฑิต ในองค์กรกีฬา จำนวน 20 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบประเมินมาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์แบบอุปนัย ผลการวิจัย พบว่า 1) การประเมินด้านบริบทของหลักสูตรด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิตซึ่งประกอบด้วย ด้านผลกระทบ ด้านประสิทธิผล ด้านความยั่งยืน ด้านการถ่ายโยงความรู้ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก 2) ศูนย์กีฬาเพื่อความเป็นเลิศมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตชลบุรี สร้างผลกระทบเชิงบวกและมีประสิทธิผลสูง โดยผลิตนักกีฬาที่มีวินัยและทักษะเข้าสู่ทีมชาติและประสบความสำเร็จในเวทีนานาชาติ รวมถึงบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาที่มีความรู้ ความสามารถทางกีฬาตรงตามความต้องการขององค์กรกีฬา ด้านความยั่งยืนยังเป็นข้อจำกัด เนื่องจากการพัฒนานักกีฬาเข้าสู่ทีมชาติในบางชนิดกีฬาลดลงและไม่ต่อเนื่อง และด้านการถ่ายโยงความรู้ทำได้ดีในระดับทีมและองค์กรต้นสังกัด</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/12036 คุณลักษณะและแรงจูงใจในงานอาสาสมัคร: การศึกษาเชิงปรากฏการณ์วิทยา เพื่อการพัฒนาระบบบริหารจัดการจิตอาสาเชิงกลยุทธ์ 2026-09-07T15:38:59+07:00 นครินทร์ ทองศรี nakharin.th@kkumail.com ณรงค์ เกียรติคุณวงศ์ nakharin.th@kkumail.com <p>การวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ทำความเข้าใจแก่นแท้ของประสบการณ์ชีวิตและคุณลักษณะที่หล่อหลอมการอุทิศตนของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) 2) วิเคราะห์ระบบแรงจูงใจเชิงผสมผสานและปัจจัยที่สัมพันธ์กับความผูกพันและการคงอยู่ของ อสม. ท่ามกลางความท้าทายและพลวัตพหุช่วงวัย และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนาระบบบริหารจัดการจิตอาสาเชิงกลยุทธ์ที่สนับสนุนการคงอยู่ของ อสม. อย่างยั่งยืน การศึกษาใช้ระเบียบวิธีปรากฏการณ์วิทยาเชิงพรรณนา โดยใช้ทฤษฎีการจูงใจสองปัจจัยของเฮิรตซ์เบิร์กเป็นแนวคิดนำทาง ผู้ให้ข้อมูลสำคัญคัดเลือกแบบเจาะจงจำนวน 8 ท่าน ประกอบด้วย อสม. 7 ท่าน และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขผู้รับผิดชอบงาน อสม. 1 ท่าน ในพื้นที่เทศบาลตำบลเขาสวนกวาง เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกและวิเคราะห์ข้อมูลตามแนวทาง 7 ขั้นตอนของโคลัยซซี ผลการศึกษาพบว่า 1) การอุทิศตนสัมพันธ์กับจิตสาธารณะ ความผูกพันต่อชุมชน และการหลอมรวมบทบาท อสม. เข้ากับอัตลักษณ์ของตน 2) เงินค่าป่วยการและสวัสดิการเป็นปัจจัยค้ำจุนที่ช่วยลดความไม่พึงพอใจ ขณะที่การได้รับการยอมรับ การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และเครือข่ายทางสังคมเป็นปัจจัยจูงใจที่สนับสนุนความผูกพันต่อบทบาท 3) ภาระการรายงานผ่านระบบดิจิทัลเป็นความท้าทายสำหรับ อสม. สูงวัย และ 4) ความไม่ชัดเจนของการพ้นบทบาทส่งผลต่อการรับรู้ความมั่นคงและคุณค่าของการปฏิบัติงาน ข้อค้นพบนี้นำไปสู่แนวทางการบริหารจัดการจิตอาสาเชิงกลยุทธ์ที่ให้ความสำคัญกับสวัสดิการ การยอมรับและการเสริมพลังการสนับสนุนการทำงานข้ามช่วงวัย และการจัดการการพ้นบทบาทอย่างเหมาะสม เพื่อสนับสนุนการคงอยู่ของ อสม. อย่างยั่งยืน</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/12048 การพัฒนารูปแบบการบริหารเชิงระบบโดยใช้การมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อยกระดับสถานศึกษาสู่โรงเรียนคุณภาพของโรงเรียนวัดควนแร่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพัทลุง เขต 1 2026-09-12T16:43:03+07:00 วันทนี พลเพชร ponpetch2511@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐาน 2) พัฒนารูปแบบ 3) ศึกษาผลการใช้รูปแบบ และ 4) ประเมินรูปแบบการบริหารเชิงระบบโดยใช้การมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อยกระดับสถานศึกษาสู่โรงเรียนคุณภาพของโรงเรียนวัดควนแร่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพัทลุง เขต 1 เป็นการวิจัยและพัฒนา ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ครูผู้สอน 12 คน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน 7 คน ผู้แทนชุมชน 5 คน และนักเรียนปีการศึกษา 2567 จำนวน 140 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบประเมิน และแบบบันทึกที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า1) สถานศึกษามีความจำเป็นในการพัฒนาระบบการบริหารเชิงระบบที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการวางแผนการติดตามประเมินผล และการสะท้อนผลอย่างต่อเนื่อง 2) รูปแบบการบริหารเชิงระบบโดยใช้การมีส่วนร่วมของชุมชน (PAER Model) ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) หลักการของรูปแบบ 2) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ <br />3) ปัจจัยนำเข้า 4) กระบวนการบริหารเชิงระบบแบบ มีส่วนร่วม 5) ผลลัพธ์ และ 6) การวัดและประเมินผล กระบวนการดำเนินงาน 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผนแบบมีส่วนร่วม (P) การลงมือปฏิบัติ (A) การประเมินผล (E) และการสะท้อนผล (R) 3) การบริหารจัดการ มีความเป็นระบบ ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน ส่งผลให้การดำเนินงานตามตัวชี้วัดคุณภาพสถานศึกษาทั้ง 5 ด้านอยู่ในระดับมากที่สุด และเกิดการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการสถานศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.62, S.D. = 0.30) และ 4) รูปแบบมีความเหมาะสมโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.79, S.D. = 0.24)</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/12140 การศึกษาเปรียบเทียบโครงสร้างพื้นที่ทางจักรวาลวิทยาในวรรณกรรมไตรภูมิพระร่วงและคัมภีร์ซานไห่จิง 2026-09-12T16:39:38+07:00 สุชนา หลงเจริญ lsuchana@aru.ac.th นภัสสรณ์ เหลืองศักดิ์ศรี lnapatsorn@aru.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาโครงสร้างพื้นที่ทางจักรวาลวิทยาในวรรณกรรมไตรภูมิพระร่วงและคัมภีร์ซานไห่จิง 2) เปรียบเทียบโครงสร้างพื้นที่ทางจักรวาลวิทยาระหว่างไตรภูมิพระร่วงกับคัมภีร์ซานไห่จิง 3) เปรียบเทียบลักษณะการจัดระเบียบพื้นที่ ตามความหมายทางสังคมและวัฒนธรรมที่ปรากฏในวรรณกรรมทั้งสองเรื่อง การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพเชิงวิเคราะห์เปรียบเทียบวรรณกรรม โดยใช้กรอบแนวคิดมานุษยวิทยา ศาสนา และภูมิศาสตร์จินตภาพ ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลปฐมภูมิ ได้แก่ ไตรภูมิพระร่วงและคัมภีร์ซานไห่จิง และวิเคราะห์ข้อมูลทุติยภูมิ ทำการสรุปผลเปรียบเทียบผ่าน 3 ประเด็น คือ 1) โครงสร้างและมิติทางกายภาพของพื้นที่จักรวาลวิทยา 2) กลไกการจัดระเบียบพื้นที่ตามระบบความเชื่อและคุณค่าทางสังคม และ 3) นัยเชิงอุดมการณ์และโครงสร้างอำนาจที่แฝงอยู่ในพื้นที่ ผลการวิจัยพบว่า 1) ไตรภูมิพระร่วงนำเสนอพื้นที่แนวดิ่งที่มีเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลาง ขณะที่คัมภีร์ซานไห่จิงนำเสนอพื้นที่แนวนอนที่แผ่จากภูมิศาสตร์จริงตรงศูนย์กลางไปสู่พื้นที่ปรัมปรา 2) ไตรภูมิพระร่วงจัดภพภูมิผูกตำแหน่งพื้นที่เข้ากับสภาวะทางจิตและระดับบุญบารมี ส่วนคัมภีร์ซานไห่จิงจัดวางแบบขยายจากเขตภูมิประเทศและทรัพยากรที่มนุษย์คุ้นเคยไปสู่พื้นที่ห่างไกลเหนือธรรมชาติ สะท้อนวิธีที่มนุษย์โบราณใช้ทำความเข้าใจธรรมชาติและสิ่งแปลกใหม่ 3) ไตรภูมิพระร่วงจัดวางพื้นที่แบบ “แกนแนวดิ่งเชิงจริยธรรม” สถาปนาความชอบธรรมทางการเมืองของชนชั้นผู้ปกครองผ่านสภาวะธรรมราชา ส่วนคัมภีร์ซานไห่จิงจัดวางแบบ “แกนแนวนอนเชิงขอบเขตความรู้” จาก “ศูนย์กลางทางวัฒนธรรม” ออกจาก “ความเป็นอื่น” เพื่อให้ผู้ปกครองอ้างสิทธิ์และความชอบธรรมในการปกครองผ่านพิธีกรรมและการครอบครองความรู้ทางภูมิศาสตร์ดังกล่าว</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/12162 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารโรงเรียน กับการเป็นองค์กรนวัตกรรมของโรงเรียน สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตรัง เขต 2 2026-09-04T13:43:31+07:00 กฤษณพงศ์ สิทธิชัย f.krisanapong41@gmail.com นริศ แก้วสีนวล narit27@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารโรงเรียน 2) ศึกษาการเป็นองค์กรนวัตกรรมของโรงเรียน 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์กับการเป็นองค์กรนวัตกรรมของโรงเรียน และ 4) พยากรณ์การเป็นองค์กรนวัตกรรมของโรงเรียนโดยองค์ประกอบภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณแบบสหสัมพันธ์ กลุ่มตัวอย่าง 103 โรงเรียน โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นอย่างเป็นสัดส่วนตามขนาดโรงเรียนและสุ่มอย่างง่ายด้วยวิธีจับสลาก กำหนดผู้ให้ข้อมูลโรงเรียนละ 2 คน คือ ผู้บริหารโรงเรียนและครูหัวหน้างานวิชาการ ได้รับแบบสอบถามสมบูรณ์จาก 95 โรงเรียน คิดเป็นร้อยละ 92.23 เครื่องมือเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) 0.80 - 1.00 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ .916 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการถดถอยพหุคูณแบบ Enter ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์โดยรวมอยู่ในระดับดี โดยการทำงานเป็นทีมมีค่าเฉลี่ยสูงสุด 2) การเป็นองค์กรนวัตกรรมโดยรวมอยู่ในระดับดี โดยโครงสร้างองค์การที่เหมาะสมมีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูงกับการเป็นองค์กรนวัตกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = .782, p &lt; .001) และ 4) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ทั้ง 5 ด้านร่วมกันพยากรณ์การเป็นองค์กรนวัตกรรมได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีอำนาจพยากรณ์ร้อยละ 61.10 (R² = .611, R²adj = .590) เมื่อพิจารณารายตัวแปร พบว่า มี 4 ด้านที่สามารถพยากรณ์ได้อย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ การมีความยืดหยุ่นและปรับตัว การมีความคิดสร้างสรรค์ การทำงานเป็นทีม และการมีวิสัยทัศน์ มีสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน คือ Z'y = .168Z1 + .265Z2 + .139Z3 + .312Z4 + .204Z5</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/12352 การมีส่วนร่วมของประชาชนและการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืนที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการจัดการขยะมูลฝอย อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2026-09-21T13:30:51+07:00 สรศักดิ์ พัดพิมาย Sayaporn.may@gmail.com <p>บทความวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับประสิทธิผลการจัดการขยะมูลฝอย 2) วิเคราะห์การมีส่วนร่วมของประชาชนและการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืนที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการจัดการขยะมูลฝอย และ 3) เสนอแนวทางในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน การพัฒนาท้องถิ่น และประสิทธิผลการจัดการขยะมูลฝอย ของอำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยใช้วิธีวิจัยแบบผสานวิธี คือ วิจัยเชิงปริมาณและคุณภาพ ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ ประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปที่มีสิทธิเลือกตั้งในเขตอำเภอบางปะอินจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยคำนวณหากลุ่มตัวอย่าง ใช้สูตรของทาโร ยามาเน่ กลุ่มตัวอย่างการวิจัยเชิงปริมาณ จำนวน 400 คน และเชิงคุณภาพ จำนวน 20 คน ประกอบด้วย นายกเทศมนตรี รองนายกเทศมนตรี รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบล กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนทั่วไป เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม และ<br />แบบสัมภาษณ์เชิงลึก โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการปฏิบัติงานภาคสนาม และนำข้อมูลที่ได้ไปดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลตามขั้นตอน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1) สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ 2) สถิติเชิงอนุมาน คือ การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิผลการจัดการขยะมูลฝอย โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน 2) การมีส่วนร่วมของประชาชนและการพัฒนาท้องถิ่น โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน และ 3) เสนอแนวทางในการเพิ่มประสิทธิผลการจัดการขยะมูลฝอย เพิ่มกลไกคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง นวัตกรรมการแปรรูปขยะ หรือมาตรการทางสังคม เทศบัญญัติท้องถิ่น</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/12038 แนวทางการพัฒนาการดำเนินงานสัมพันธ์กับชุมชนของสถานศึกษา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ 2026-09-10T17:27:15+07:00 ธีรภัทร ตะกรุดแก้ว 62008113030@siamtechno.ac.th สมกูล ถาวรกิจ 62008113030@siamtechno.ac.th ทัศพร เกตุถนอม 62008113030@siamtechno.ac.th <p>การวิจัยแบบผสมผสานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการดำเนินงานด้านความสัมพันธ์กับชุมชนของสถานศึกษาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารสถานศึกษา และ 2) เสนอแนวทางการพัฒนาการดำเนินงานด้านความสัมพันธ์กับชุมชนของสถานศึกษาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู ปีการศึกษา 2567 จำนวน 242 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของ Krejcie and Morgan และสุ่มตัวอย่างแบบง่าย ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 5 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.863 และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า การดำเนินงานด้านความสัมพันธ์กับชุมชนของสถานศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.25, S.D. = 0.62) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านงานกรรมการสถานศึกษามีค่าเฉลี่ยสูงสุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.46, S.D. = 0.57) รองลงมา ได้แก่ ด้านงานเยี่ยมบ้านนักเรียน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.26, S.D. = 0.59) ด้านงานสานสัมพันธ์ชุมชน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.22, S.D. = 0.62) และด้านงานทุนทรัพย์เพื่อการพัฒนาการศึกษา มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.06, S.D. = 0.61) แนวทางการพัฒนาประกอบด้วย การเสริมสร้างบทบาทของคณะกรรมการสถานศึกษาในการกำหนดนโยบาย วางแผน และติดตามการดำเนินงาน การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสถานศึกษา ผู้ปกครอง ชุมชน และเครือข่ายภาคี การดำเนินงานเยี่ยมบ้านนักเรียนอย่างเป็นระบบ และการระดมทรัพยากรจากทุกภาคส่วน<br />เพื่อสนับสนุนการจัดการศึกษา ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวช่วยเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างสถานศึกษากับชุมชน และส่งเสริมประสิทธิภาพการบริหารสถานศึกษาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11972 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องพีระมิด โดยใช้สื่อรูปธรรมตามแนวทาง CPA ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบบริบทเป็นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 2026-09-10T17:26:40+07:00 พิริยา ปรุงเลิศบัวทอง piriya.p@yru.ac.th ยาฮารียะห์ ดือราแม yahariyahdueramae@gmail.com อับดุลอาซิส หะมะ 736704003@yru.ac.th อุลฮุสนา จือนารา 736804018@yru.ac.th อามีนา เย็ง 736804023@yru.ac.th <p>บทความวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง พีระมิด ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้สื่อรูปธรรมตามแนวทาง CPA ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบบริบทเป็นฐาน 2) เพื่อศึกษาความก้าวหน้าทางการเรียนของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ในการวิจัยนี้มีประชากร คือ นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 ของโรงเรียนพัฒนาวิทยา จำนวน 10 ห้อง จำนวน 349 คน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/4 จำนวน 37 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบยกกลุ่ม โดยใช้ห้องเรียน เป็นหน่วยในการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ 5 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบปรนัย จำนวน 10 ข้อ (มีค่า p อยู่ระหว่าง 0.25 - 0.73 ค่า r อยู่ระหว่าง 0.20 - 0.55 และ KR-20 = 0.47) และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ ความก้าวหน้าทางการเรียนและการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มสัมพันธ์ ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยมีคะแนนเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของการทดสอบก่อนเรียน และหลังเรียน ดังนี้ M = 3.59, S.D. = 1.40 และ M = 7.16, S.D. = 1.52 ตามลำดับ 2) นักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนอยู่ในระดับปานกลาง (&lt;g&gt; = 0.56) และ 3) นักเรียน มีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด (M = 4.72, S.D. = 0.48)</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์