วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD <p>ยินดีต้อนรับสู่เว็บไซต์ วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ (Journal of Social Science and Development: JSSD) วารสารวิชาการที่ผ่านการประเมินคุณภาพและอยู่ในฐานข้อมูลศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) จัดพิมพ์โดยวัดสนธิ์ (นาสน) ตำบลมะม่วงสองต้น อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช<br />วารสารมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการศึกษาค้นคว้าและนำเสนอองค์ความรู้ทางวิชาการ โดยเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการแก่นักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ นิสิตนักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป เพื่อสนับสนุนการศึกษา การเรียนการสอน และการวิจัยของมหาวิทยาลัยสงฆ์ คณะสงฆ์ไทย และสถาบันการศึกษาภายนอก โดยยึดมั่นในความถูกต้อง ความโปร่งใส และมาตรฐานจริยธรรมการตีพิมพ์ในระดับสากล<br />บทความทุกเรื่องที่ได้รับการเผยแพร่ผ่านการประเมินคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 2 ท่าน ในรูปแบบปกปิดรายชื่อทั้งสองฝ่าย (Double-blind peer review) โดยบทความจากผู้นิพนธ์ภายในจะได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกหน่วยงานที่จัดทำวารสาร และไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้นิพนธ์<br />ทัศนะและข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความเป็นความรับผิดชอบของผู้นิพนธ์บทความนั้น มิใช่ทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ</p> <p> </p> <p><strong>ข้อมูลสำคัญของวารสาร</strong></p> <p>ชื่อวารสาร (ภาษาไทย): วารสารสังคมพัฒนศาสตร์</p> <p>ชื่อวารสาร (ภาษาอังกฤษ): Journal of Social Science and Development</p> <p>อักษรย่อ: JSSD</p> <p>ISSN 2774-0412 (Print) | ISSN 2774-1168 (Online)</p> <p>เจ้าของและผู้จัดพิมพ์: วัดสนธิ์ (นาสน) จังหวัดนครศรีธรรมราช</p> <p>กำหนดเผยแพร่: ปีละ 12 ฉบับ (รายเดือน)</p> <p>ปีที่ปัจจุบัน: ปีที่ 9 (พ.ศ. 2569 / ค.ศ. 2026)</p> <p>ภาษาที่รับตีพิมพ์: ภาษาไทย (รับบทความภาษาไทยที่มีชื่อเรื่อง บทคัดย่อ และคำสำคัญภาษาอังกฤษ)</p> <p>รูปแบบการประเมิน: Double-blind peer review โดยผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 2 ท่านต่อบทความ</p> <p>ประเภทการเข้าถึง: Open Access (เข้าถึงได้โดยเสรี ไม่มีค่าใช้จ่ายสำหรับผู้อ่าน)</p> <p>สัญญาอนุญาต: Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 (CC BY-NC-ND 4.0)</p> <p>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์: 4,900 บาทต่อบทความ<br />เกณฑ์ความซ้ำซ้อน: บทความวิจัยไม่เกิน 25% และบทความวิชาการไม่เกิน 10% ตรวจด้วยโปรแกรม CopyCatch ของระบบ ThaiJO</p> <p>อีเมลทางการของวารสาร: journal.jssd@sbss.ac.th</p> <p> </p> <p><strong>ประกาศสำคัญ</strong><br />วารสารเรียกเก็บค่าธรรมเนียมผ่านบัญชีธนาคารในนามวารสารสังคมพัฒนศาสตร์เพียงบัญชีเดียวเท่านั้น และติดต่อผู้นิพนธ์ผ่านระบบ ThaiJO และอีเมลทางการของวารสารเท่านั้น หากท่านได้รับการติดต่อ ได้รับใบเสร็จ หรือได้รับหนังสือรับรองการตีพิมพ์จากช่องทางอื่น โปรดตรวจสอบกับกองบรรณาธิการก่อนดำเนินการทุกครั้ง วารสารไม่มีตัวแทนหรือนายหน้ารับส่งบทความไม่ว่ากรณีใด</p> วัดสนธิ์ (นาสน) th-TH วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ 2774-0412 การประเมินเส้นทางประสบการณ์ผู้โดยสารและการเทียบเคียงแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศของ ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิและดอนเมืองกับท่าอากาศยานชางงี ประเทศสิงคโปร์ ผ่านบทวิจารณ์ออนไลน์ของผู้โดยสาร https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11771 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์เส้นทางประสบการณ์ผู้โดยสาร (Passenger Experience Journey) โดยการระบุจุดแข็งและประเด็นปัญหาของท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิและดอนเมือง ผ่านบทวิจารณ์ออนไลน์บนแพลตฟอร์ม Skytrax และ 2) เสนอแนวทางการยกระดับการจัดการประสบการณ์ผู้โดยสารผ่านการเทียบเคียงแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศของท่าอากาศยานชางงี ประเทศสิงคโปร์ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากบทวิจารณ์ออนไลน์ของผู้โดยสารต่างชาติ ปี ค.ศ. 2022 ถึง 2026 จำนวน 74 บทวิจารณ์ เครื่องมือที่ใช้คือแบบบันทึกการสกัดข้อมูลและสมุดรหัสข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยพบว่ามีความแตกต่างอย่างเด่นชัด กล่าวคือ ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิประสบปัญหาคอขวดด้านความจุระบบ โดยเฉพาะกระบวนการตรวจคนเข้าเมืองและข้อจำกัดทางกายภาพ ขณะที่ท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมืองเผชิญความท้าทายด้านทักษะทางอารมณ์ของบุคลากรและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ไม่สอดคล้องกับการปฏิบัติการบินตลอด 24 ชั่วโมง จากการเทียบเคียงสมรรถนะกับท่าอากาศยานชางงี พบว่า มีการใช้ระบบเทคโนโลยีอัตโนมัติแบบไร้รอยต่อร่วมกับการบริหารจัดการคู่เจรจาผ่านข้อตกลงระดับการให้บริการ (SLA) ที่เข้มงวด ผู้วิจัยจึงได้สังเคราะห์องค์ความรู้ใหม่เป็น “โมเดลการยกระดับประสบการณ์ผู้โดยสารอัจฉริยะแบบไร้รอยต่อ” (SSPE Model) พร้อมเสนอแนะให้บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่ออุดช่องว่างการดำเนินงานผ่านกลยุทธ์ขับเคลื่อน 4 ด้าน แทนการพึ่งพาเพียงการขยายโครงสร้างพื้นฐาน ดังนั้น การยกระดับสู่การเป็นท่าอากาศยานอัจฉริยะตามกรอบ SSPE Model จึงเป็นปัจจัยชี้ขาดสำคัญในการสร้างความประทับใจและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน<br /><br /></p> อนุสรณ์ โพธิ์แก่นแก้ว วงศา เหล่าวรวิทย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 9 8 1 14 การวิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการลดระดับความขัดแย้งทางการเมืองและความเชื่อมั่นของประชาชนเพื่อสร้างเกราะป้องกันให้คนในชุมชน กรณีศึกษา : ชุมชนเขตดินแดง กรุงเทพมหานคร https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11651 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการรับรู้วาทกรรมสร้างความเกลียดชังและความฉลาดทางดิจิทัลผ่านสื่อสังคมออนไลน์ 2) ศึกษาระดับการลดความขัดแย้งทางการเมืองและการสร้างความเชื่อมั่นในชุมชน และ 3) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้วาทกรรมสร้างความเกลียดชังและความฉลาดทางดิจิทัลกับการลดความขัดแย้งทางการเมืองและการสร้างความเชื่อมั่นในชุมชนของประชาชนในเขตดินแดง การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชนในเขตดินแดงที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปและใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นประจำ จำนวน 400 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ประชาชนมีการรับรู้วาทกรรมสร้างความเกลียดชังผ่านสื่อสังคมออนไลน์และมีความฉลาดทางดิจิทัลโดยรวมอยู่ในระดับมาก สะท้อนถึงการรับรู้ที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองและการใช้สื่อดิจิทัลอย่างเหมาะสม 2) การลดความขัดแย้งทางการเมือง และการสร้างความเชื่อมั่นในชุมชนอยู่ในระดับมาก ประชาชนให้ความสำคัญกับการเคารพความคิดเห็นที่แตกต่าง และการอยู่ร่วมกันในชุมชนอย่างสันติแม้มีความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกัน และ 3) การรับรู้วาทกรรมสร้างความเกลียดชังและความฉลาดทางดิจิทัลมีความสัมพันธ์เชิงบวกระดับต่ำกับการลดความขัดแย้งทางการเมืองและการสร้างความเชื่อมั่นในชุมชนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แสดงว่าปัจจัยทั้งสองมีส่วนสนับสนุนการส่งเสริมความปรองดองและความเชื่อมั่นในชุมชน แม้ผลการวิจัยจะแตกต่างจากสมมติฐานที่คาดว่าจะมีความสัมพันธ์เชิงลบ</p> อรชุน เพชรรัตน์ สุดาภรณ์ กิจกุลนำชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 9 8 15 24 การมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนของประชาชนในองค์การบริหารส่วนตำบลทรายขาว อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11673 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน และ 2) ศึกษาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนของประชาชนในองค์การบริหารส่วนตำบลทรายขาว อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี 1) การวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างจำนวน 365 ราย โดยใช้สถิติค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ 2) การวิจัยเชิงคุณภาพ สัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 25 ราย ได้แก่ ผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบล 7 ราย ผู้นำท้องที่ 8 ราย ผู้นำศาสนา 3 รายและภาคตัวแทนประชาชน 7 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ ผลการวิจัยพบว่า 1) การมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 3.32) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านการรับรู้ข่าวสารข้อมูลมีค่าเฉลี่ยสูงสุดอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 3.85) รองลงมาคือด้านการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 3.48) ด้านกระบวนการวิเคราะห์และวางแผน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 3.24) และด้านความโปร่งใสและธรรมาภิบาล (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 3.12) ส่วนด้านกระบวนการติดตามและประเมินผลมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 2.89) ตามลำดับ และ 2) ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน ข้อเสนอแนะเชิงแนวทางพบว่า ควรยกระดับคุณภาพเวทีประชาคมท้องถิ่นโดยใช้ศาสนสถานเป็นฐานในการเชื่อมโยง นำเทคโนโลยีดิจิทัลสมัยใหม่เข้ากับสื่อท้องถิ่นอย่างมีประสิทธิภาพ การยกระดับความโปร่งใสด้วยการเปิดเผยข้อมูลเชิงรุก และส่งเสริมการเพิ่มผลิตภัณฑ์เกษตรการแปรรูป และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศวัฒนธรรม การติดตามและประเมินผลการควรมีประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบ เพื่อสร้างการบริหารงานท้องถิ่นที่ โปร่งใส และตอบสนองต่อชุมชนได้อย่างแท้จริง </p> สุทธิพงค์ วงค์วรรณา ณิชารีย์ ปรีชา ไพรัตน์ ฉิมหาด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 9 8 25 38 การศึกษากระบวนการออกแบบสถานการณ์ปัญหาของนักศึกษาครูคณิตศาสตร์ภายใต้การศึกษาชั้นเรียนด้วยวิธีการแบบเปิด https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11821 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) อธิบายกระบวนการออกแบบสถานการณ์ปัญหาของนักศึกษาครูภายใต้การศึกษาชั้นเรียนด้วยวิธีการแบบเปิด และ 2) วิเคราะห์ผลการใช้สถานการณ์ปัญหาในชั้นเรียน ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบกรณีศึกษา โดยเป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ระดับประถมศึกษา ผู้เข้าร่วมวิจัยคือ นักศึกษาครูคณิตศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 28 คน ซึ่งร่วมออกแบบ ทดลองสอน สังเกต และสะท้อนผลเป็นเวลา 8 สัปดาห์ ส่วนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 40 คนเป็นบริบทของการนำบทเรียนไปใช้ เครื่องมือวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้ แผนกระดาน แบบบันทึกการสังเกตชั้นเรียนใบงานนักเรียน และแบบบันทึกการสะท้อนผล เก็บข้อมูลด้วยการสังเกตแบบมีส่วนร่วมและหลักฐานจากชั้นเรียน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาตามกรอบการศึกษาชั้นเรียนด้วยวิธีการแบบเปิด ซึ่งจำแนกข้อมูลเป็นกระบวนการออกแบบ แนวคิดที่คาดการณ์ แนวคิดที่เกิดขึ้นจริง และผลการสะท้อน ผลการวิจัยพบว่า 1) ในขั้นการออกแบบสถานการณ์ปัญหาร่วมกัน นักศึกษาครูเริ่มจากการวิเคราะห์เนื้อหาเรื่องจำนวนที่มากกว่า 10 ออกแบบสถานการณ์ปัญหาที่สัมพันธ์กับประสบการณ์ของผู้เรียน และคาดการณ์แนวคิดของนักเรียนหลายลักษณะ 2) ในขั้นการสังเกตชั้นเรียนร่วมกัน สถานการณ์ปัญหาเปิดโอกาสให้นักเรียนแสดงแนวคิดทางคณิตศาสตร์ ได้แก่ การนับทีละตัว การระบุจำนวน 20 และ 21 การเปรียบเทียบจำนวนโดยใช้ความสัมพันธ์มากกว่า -น้อยกว่า และการสร้างประโยคสัญลักษณ์ และ 3) ในขั้นการสะท้อนผลการเรียนรู้ร่วมกัน นักศึกษาครูคณิตศาสตร์พบข้อจำกัดเกี่ยวกับสื่อ การนำเสนอสถานการณ์ปัญหา และช่องว่างระหว่างแนวคิดที่คาดการณ์กับแนวคิดจริงของนักเรียน ข้อค้นพบดังกล่าวนำไปใช้เป็นหลักฐานในการปรับปรุงบทเรียนให้เหมาะสมกับการเรียนรู้ของผู้เรียน</p> ธิฎารัตน์ รุจิราวินิจฉัย คณิตา ปามุทา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 9 8 39 49 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อสมรรถนะของเจ้าหน้าที่ฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ บริษัทตัวแทนขนส่งสินค้าระหว่างประเทศทางอากาศ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11822 <p>บทความครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับปัจจัยภาวะผู้นำ ปัจจัยค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กรที่มีอิทธิพลต่อสมรรถนะของเจ้าหน้าที่ฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ บริษัทตัวแทนขนส่งสินค้าระหว่างประเทศทางอากาศ และ 2) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อสมรรถนะของเจ้าหน้าที่ดังกล่าว ใช้รูปแบบวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ เจ้าหน้าที่ฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ของบริษัทตัวแทนขนส่งสินค้าระหว่างประเทศทางอากาศ จำนวน 178 คน คัดเลือกด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นแบบหลายตัวแปร ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยภาวะผู้นำด้านการบริหารทีม (X1) อิทธิพลและแรงบันดาลใจ (X2) การคิดวิเคราะห์และตัดสินใจ (X3) และปัจจัยค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กรด้านการปรับตัวและการเปลี่ยนแปลง (X4) ค่านิยมและความเชื่อ (X5) และการสร้างสรรค์และการมุ่งผลสำเร็จ (X6) สามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของสมรรถนะของเจ้าหน้าที่ฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ได้ร้อยละ 52.00 และเมื่อปรับแก้แล้วสามารถอธิบายได้ร้อยละ 50.30 (R² = .520, Adjusted R² = .503) โดยแบบจำลองมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (F = 30.87, p &lt; .001) ทั้งนี้ พบว่า การบริหารทีม อิทธิพลและแรงบันดาลใจ และการสร้างสรรค์และการมุ่งผลสำเร็จ มีอิทธิพลเชิงบวกต่อสมรรถนะ ขณะที่การคิดวิเคราะห์และตัดสินใจ และค่านิยมและความเชื่อ มีอิทธิพลเชิงลบ ส่วนการปรับตัวและการเปลี่ยนแปลงไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ สมการถดถอยที่ได้คือ Y = 1.249 + 0.576 (X<sub>1</sub>) + 0.088 (X<sub>2</sub>) - 0.170 (X<sub>3</sub>) + 0.087 (X<sub>4</sub>) - 0.115 (X<sub>5</sub>) + 0.209 (X<sub>6</sub>) ผลการวิจัยสามารถใช้เป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายการพัฒนาภาวะผู้นำและการเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เหมาะสม เพื่อยกระดับสมรรถนะและเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการในธุรกิจตัวแทนขนส่งสินค้าระหว่างประเทศทางอากาศ</p> อธิป สาโรวาท รัชตะ จันทร์พาณิชย์ ปิยวิทย์ มั่งมูล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 9 8 50 59 การพัฒนาชุมชนตามหลักสังคหวัตถุธรรมของนักการเมืองท้องถิ่น ในเทศบาลตำบลทุ่งสว่าง อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11645 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการพัฒนาชุมชนของนักการเมืองท้องถิ่นในเทศบาลตำบลทุ่งสว่าง อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสังคหวัตถุธรรมกับการพัฒนาชุมชนของนักการเมืองท้องถิ่นในเทศบาลตำบลทุ่งสว่าง อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา และ 3) นำเสนอแนวทางการพัฒนาชุมชนตามหลักสังคหวัตถุธรรมของนักการเมืองท้องถิ่นในเทศบาลตำบลทุ่งสว่าง อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา รูปแบบการวิจัยเป็นแบบผสมผสาน แบ่งเป็น 2 ขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 การวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปที่มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งในเขตเทศบาลตำบลทุ่งสว่าง จำนวน 326 คน โดยสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหพันธ์ และขั้นตอนที่ 2 การวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 รูปหรือคน เลือกแบบเจาะจง เครื่องมือเป็นแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนาชุมชนของนักการเมืองท้องถิ่นในเทศบาลตำบลทุ่งสว่าง อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา อยู่ในระดับมาก 2) หลักสังคหวัตถุธรรมกับการพัฒนาชุมชนของนักการเมืองท้องถิ่นในเทศบาลตำบลทุ่งสว่าง อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา มีความสัมพันธ์เชิงบวก อยู่ในระดับน้อย (R = .453**) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 3) นำเสนอการพัฒนาชุมชนตามหลักสังคหวัตถุธรรมของนักการเมืองท้องถิ่นในเทศบาลตำบลทุ่งสว่าง อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา พบว่า ทาน บริจาคสิ่งของหรือเงินสนับสนุนกิจกรรมของชุมชน ปิยวาจา หลีกเลี่ยงการพูดจาที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง อัตถจริยา อาสาช่วยดำเนินงานสาธารณะเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของชุมชนสมานัตตตา เข้าร่วมกิจกรรมของชุมชนอย่างต่อเนื่อง</p> รภิวัฒน์ ปกรณ์ปริยาภรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 9 8 60 70 สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของภาวะผู้นำแบบมุ่งเป้าหมายของผู้บริหารโรงเรียนเอกชนในอำเภอเทพา จังหวัดสงขลา https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11591 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาผู้บริหารโรงเรียนเอกชนอำเภอเทพาตามแนวคิดภาวะผู้นำแบบมุ่งเป้าหมาย โดยเปรียบเทียบตามการรับรู้ของครูและผู้บริหาร และ 2) จัดลำดับความต้องการจำเป็นในการพัฒนาภาวะผู้นำดังกล่าว ประชากรคือผู้บริหาร 34 คน และครู 363 คน โดยกลุ่มผู้ให้ข้อมูลในการวิจัยกำหนดให้ผู้บริหารเป็นผู้ให้ข้อมูลทั้งหมด และกำหนดจำนวนครูตามสูตรของ Yamane ได้จำนวนผู้ให้ข้อมูลขั้นต่ำ 190 คน จากนั้นแบ่งย่อยด้วยการสุ่มแบบแบ่งชั้นกระจายตามโรงเรียนที่สังกัดตามสัดส่วนจำนวนครูในโรงเรียนต่อครูทั้งหมด มีอัตราการตอบกลับของผู้บริหารร้อยละ 82.4 (28 คน) และครูร้อยละ 90.5 (172 คน) เครื่องมือคือแบบสอบถามแบบคู่ขนาน 2 ฉบับ มีค่า S-CVI เท่ากับ 1.00 และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.96 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI modified) และ Welch's t-test ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันของภาวะผู้นำแบบมุ่งเป้าหมายตามการประเมินของครูอยู่ในระดับปานกลาง (M = 3.19) ขณะที่ผู้บริหารประเมินตนเองในระดับมาก (M = 3.94) สภาพที่พึงประสงค์ของทั้งสองกลุ่มอยู่ในระดับมาก (M = 3.93 และ 4.12 ตามลำดับ) องค์ประกอบที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุดตามการประเมินของครูคือ การสื่อสารเป้าหมายเป็นศูนย์กลางขององค์กร (PNI = 0.244) รองลงมาคือ การนำเป้าหมายสู่การปฏิบัติ (0.240) การสร้างการขับเคลื่อนเป้าหมายร่วม (0.231) และการเชื่อมโยงความหมายของงาน (0.221) ผลการทดสอบ Welch's t-test พบว่าการรับรู้ของผู้บริหารและครูแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญในทุกองค์ประกอบ (p &lt; .001) โดยมีขนาดผลระดับใหญ่ (Cohen's d = -0.955 ถึง -1.117)</p> มีซาน แสงอารี พงษ์ลิขิต เพชรผล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 9 8 83 94 การพัฒนาระบบการเรียนการสอนสังคมศึกษาตามหลักอริยสัจ 4 เพื่อพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ สำหรับนิสิตหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11880 <p class="5175" style="margin-top: 0cm; text-indent: 36.0pt;">การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาระบบ 2) พัฒนาระบบ 3) ทดลองใช้ระบบ และ 4) ประเมินระบบการเรียนการสอนสังคมศึกษาตามหลักอริยสัจ 4 เพื่อพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เป็นการวิจัยและพัฒนา แบบผสมผสานเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ดำเนินการ 4 ระยะ ระยะที่ 1 ศึกษาเอกสารและสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 15 คน ด้วยแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ระยะที่ 2 พัฒนาระบบและตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ 9 คน โดยใช้แบบตรวจสอบความเหมาะสมและความถูกต้องของร่างระบบ ระยะที่ 3 ทดลองใช้กับนิสิต 59 คน ด้วยแบบประเมินกระบวนการตามหลักอริยสัจ 4 แบบประเมินสมรรถนะ แบบทดสอบก่อน - หลังเรียน ระยะที่ 4 ประเมินระบบผ่านการสนทนากลุ่ม 27 คน โดยใช้แบบตรวจสอบร่างระบบ และประเมินระบบโดยผู้ประเมิน 30 คน ด้วยแบบประเมินระบบ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที ค่าขนาดอิทธิพลของ Cohen และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนานิสิตครูสังคมศึกษาควรดำเนินการอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่วิเคราะห์ปัญหา วิเคราะห์สาเหตุ กำหนดเป้าหมาย จัดการเรียนรู้ ประเมินผล สะท้อนคิด และปรับปรุงการสอน 2) ระบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ ผลผลิต และข้อมูลป้อนกลับ โดยใช้หลักอริยสัจ 4 เป็นกรอบดำเนินงาน มีความถูกต้องและความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด 3) ผลการทดลองใช้แสดงให้เห็นว่ากระบวนการเรียนรู้และสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของนิสิตเพิ่มขึ้น คะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 มีค่าขนาดอิทธิพลของ Cohen เท่ากับ 4.84 และ 4) ผลการประเมินหลังการใช้พบว่าระบบมีความเหมาะสม ช่วยพัฒนาการวิเคราะห์ การออกแบบการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล การสะท้อนคิด และการปรับปรุงการสอนได้</p> ทวีโชค เหรียญไกร สุวัฒสัน รักขันโท ธีระพงษ์ สมเขาใหญ่ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 9 8 95 111 การพัฒนาตัวบ่งชี้ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11922 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาตัวบ่งชี้ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา 2) ทดสอบความสอดคล้องของโมเดลความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างตัวบ่งชี้ที่พัฒนาขึ้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์ และ 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา ใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสานวิธี ได้แก่ การสังเคราะห์เอกสาร 33 รายการ การวิจัยเชิงปริมาณจากประชากร 2,363 คน เก็บข้อมูล จากกลุ่มตัวอย่าง 331 คน โดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน และการวิจัยเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนาตัวบ่งชี้ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ 4 องค์ประกอบหลัก 13 องค์ประกอบย่อย และ 52 ตัวบ่งชี้ เป็นด้านการกำหนดทิศทางองค์กร 12 ตัวบ่งชี้ การกำหนดกลยุทธ์ 12 ตัวบ่งชี้ การนำกลยุทธ์สู่การปฏิบัติ 16 ตัวบ่งชี้ และการควบคุมประเมินผล 12 ตัวบ่งชี้ โดยเครื่องมือมีคุณภาพสูง (IOC = 0.80 - 1.00, มีค่าความเชื่อมั่น = .632 - .885) ผ่านเกณฑ์ทุกข้อ 2) ผลการทดสอบความสอดคล้องของโมเดลพบว่า โมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์อยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม (CFI = 0.998, RMSEA = 0.042) ตัวแปรหลักทั้ง 4 ด้านมีค่าน้ำหนักองค์ประกอบผ่านเกณฑ์ทุกตัวแปร โดยตัวบ่งชี้ ทั้ง 52 ตัวบ่งชี้ มีค่าน้ำหนักองค์ประกอบอยู่ระหว่าง 0.520 ถึง 0.998 และ 3) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยการจัดการอย่างเป็นระบบใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ ได้แก่ การกำหนดทิศทางด้วย Big Data และเป้าหมายเชิงรุก การกำหนดกลยุทธ์ด้วยการคิดเชิงระบบและตัดงานซ้ำซ้อน การนำสู่การปฏิบัติที่คล่องตัว โดยใช้ทีมเฉพาะกิจและ RACI Matrix และการควบคุมประเมินผลเรียลไทม์ผ่านดิจิทัล เพื่อสร้างสถานศึกษาที่ยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพสูง</p> นิพนธ์ นิลคง สุธาสินี แสงมุกดา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 9 8 112 121 การคุ้มครองสิทธิของผู้ถือครองมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้: ศึกษาแนวทางการพัฒนากฎหมายเฉพาะของประเทศไทย https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/12015 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัญหาและข้อจำกัดของกฎหมายและมาตรการในการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้และผู้ที่มีความสัมพันธ์กับมรดกดังกล่าวในประเทศไทย 2) เพื่อศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดสถานะทางกฎหมายและสิทธิของผู้ทรงสิทธิมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ และ 3) เพื่อวิเคราะห์และเสนอแนวทางการพัฒนากลไกทางกฎหมายสำหรับการคุ้มครองสิทธิของผู้ทรงสิทธิมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ โดยครอบคลุมการให้ความยินยอมล่วงหน้าโดยเสรีและได้รับข้อมูลครบถ้วน และการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม ซึ่งผู้วิจัยกำหนดกลุ่มประชากรเป้าหมายในการวิจัยครั้งนี้จำนวนทั้งสิ้น 25 คน แบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม กลุ่มละ 5 คน โดยคัดเลือกแบบเจาะจงจากบุคคลที่มีความรู้ หรือมีประสบการณ์โดยตรงกับมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ผลการวิจัย พบว่า กฎหมายไทยยังขาดการกำหนดสถานะและสิทธิของผู้ที่มีความสัมพันธ์กับมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ผู้วิจัยจึงเสนอแนวคิดหน่วยทางวัฒนธรรมเพื่อใช้เป็นฐานในการกำหนดสถานะในระดับสากล และแนวคิดผู้ทรงสิทธิมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้เป็นฐานในการกำหนดในระดับรัฐ พร้อมเสนอให้รับรองสิทธิการให้ความยินยอมล่วงหน้าโดยเสรีและได้รับข้อมูลครบถ้วน และการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรมและเท่าเทียมแก่ผู้ทรงสิทธิมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ แนวทางดังกล่าวจะนำไปสู่การพัฒนากฎหมายเฉพาะที่คุ้มครองทั้งมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้และผู้ทรงสิทธิอย่างเป็นระบบ สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทยและมาตรฐานสากล ตลอดจนส่งเสริมการสืบทอดและการใช้ประโยชน์จากมรดกทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน</p> สุธี อังศุชัยกิจ เอกพงษ์ สารน้อย ช้องนาง วิพุธานุพงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 9 8 122 134 การพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงระบบร่วมกับชุดแบบฝึก เพื่อเสริมสร้างทักษะการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11786 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงระบบร่วมกับชุดแบบฝึก เพื่อเสริมสร้างทักษะการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านหัวสะพานมิตรภาพที่ 217 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 จำนวน 32 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ มีค่า IOC 0.86 2) แบบประเมินทักษะการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนภาษาไทย มีค่า IOC 0.84 3) ชุดแบบฝึกทักษะการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนภาษาไทย มีค่า IOC 0.98 4) แบบประเมินความพึงพอใจ มีค่า IOC 0.78 สถิติการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test for Dependent Samples) ผลการวิจัยพบว่า 1) องค์ประกอบของกระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงระบบ ประกอบด้วย 1) ปัจจัยนำเข้า 2) กระบวนการ และ3) ผลผลิต 2) กระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงระบบร่วมกับชุดแบบฝึก (5-Step Systematic Learning Model) มี 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1) ขั้นกระบวนการตั้งคำถาม 2) ขั้นสำรวจและอ่านสร้างความเข้าใจ 3) ขั้นคิดวิเคราะห์และเจาะลึก 4) ขั้นถ่ายทอดและฝึกทักษะการเขียน และ 5) ขั้นสรุปและสะท้อนคิด ผลการทดลองใช้กับนักเรียนกลุ่มทดลองนำร่อง (Tryout) จำนวน30 คน ได้ค่าประสิทธิภาพ E1/E2 เท่ากับ 90.6/92.57 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนด และประเมินประสิทธิผลการใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงระบบร่วมชุดแบบฝึก พบว่า ทักษะการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนภาษาไทยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อกระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงระบบร่วมกับชุดแบบฝึก อยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.71, S.D. = 0.45)</p> ศุภมาส นุ่นสกุล ธนเทพ นำพรวัฒนากุล จุติพร อัศวโสวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 9 8 135 147 มาตรการทางกฎหมายการใช้อำนาจของรัฐในการป้องกันและควบคุมสื่อออนไลน์ บนเฟซบุ๊ก: การศึกษาหลักการ แนวคิด ทฤษฎี และปัญหาทางกฎหมายของประเทศไทยในการป้องกันการคุกคามทางเพศ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/12128 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์หลักการ แนวคิด ทฤษฎี ตลอดจนปัญหาและอุปสรรคของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจของรัฐในการป้องกันและควบคุมสื่อออนไลน์บนเฟซบุ๊ก โดยเฉพาะกรณีการคุกคามทางเพศบนสื่อสังคมออนไลน์ในประเทศไทย การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการวิจัยเอกสาร โดยศึกษาแนวคิดทฤษฎีทางกฎหมาย ทฤษฎีการสื่อสารผ่านสื่อกลางคอมพิวเตอร์ แนวคิดพื้นที่สาธารณะ และแนวคิดการกำกับดูแลดิจิทัล ควบคู่กับการวิเคราะห์ตัวบทกฎหมายไทยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายอาญา และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผลการวิจัยพบว่า รัฐมีหน้าที่คุ้มครองประชาชนและประโยชน์สาธารณะแต่การใช้อำนาจต้องอยู่ภายใต้หลักนิติรัฐ สิทธิมนุษยชน และหลักความจำเป็น ความเหมาะสม และความได้สัดส่วน ขณะที่กฎหมายไทยยังมีช่องว่างในการรับมือการคุกคามทางเพศบนเฟซบุ๊ก โดยนิยามและฐานความผิดเกี่ยวกับการคุกคามทางเพศออนไลน์ยังไม่ครอบคลุมพฤติกรรมดิจิทัลบางรูปแบบ เช่น การเผยแพร่ภาพหรือคลิปทางเพศโดยไม่ได้รับความยินยอม (Revenge Porn) และการสะกดรอยติดตามทางออนไลน์ (Cyberstalking) ทำให้ต้องอาศัยการปรับใช้กฎหมายหลายฉบับซึ่งยังไม่สอดคล้องกับลักษณะของโลกดิจิทัล อีกทั้งยังขาดมาตรการที่สามารถระงับความเสียหายได้อย่างรวดเร็ว และมีข้อจำกัดในการบังคับใช้กับแพลตฟอร์มข้ามพรมแดน ดังนั้น การพัฒนากฎหมายและกลไกกำกับดูแลสื่อออนไลน์ควรมุ่งสร้างดุลยภาพระหว่างการคุ้มครองประชาชนกับการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ โดยเน้นหลักความได้สัดส่วน ความโปร่งใส การตรวจสอบถ่วงดุล และการกำกับดูแลร่วมกันมากกว่าการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่รัฐเพียงฝ่ายเดียว</p> น้ำทิพย์ สมทอง ปุญญาดา จงละเอียด ธานี วรภัทร์ จรัญ ศรีสุข พระครูนิติธรรมบัณฑิต (สุริยา คงคาไหว) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 9 8 148 161 โครงสร้างองค์กร วัฒนธรรมองค์กร และแรงจูงใจในการเรียนต่อระดับปริญญาโท ที่สัมพันธ์กับความผูกพันต่อองค์กรของผู้จัดการสาขา ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11906 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับโครงสร้างองค์กร วัฒนธรรมองค์กร แรงจูงใจในการเรียนต่อระดับปริญญาโท และความผูกพันต่อองค์กร 2) ศึกษาอิทธิพลของโครงสร้างองค์กร วัฒนธรรมองค์กร และแรงจูงใจในการเรียนต่อระดับปริญญาโทต่อความผูกพันต่อองค์กร และ 3) เสนอแนวทางส่งเสริมความผูกพันต่อองค์กรของผู้จัดการสาขาธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) การวิจัยเชิงปริมาณมีประชากร 970 คน คำนวณด้วยสูตร Yamane ได้ขั้นต่ำ 284 คน สุ่มอย่างง่าย และได้แบบสอบถามสมบูรณ์ 293 ชุด วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการถดถอยพหุคูณเพื่อทดสอบอิทธิพลต่อความผูกพันต่อองค์กร ผลการวิจัยพบว่า ตัวแปรทั้งสี่อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย (S.D.) เท่ากับ 4.05 (0.68), 4.22 (0.61), 4.15 (0.64) และ 4.01 (0.56) ตามลำดับ วัฒนธรรมองค์กรมีอิทธิพลเชิงบวกสูงที่สุด (β = 0.225, p&lt;.001) รองลงมาคือแรงจูงใจในการเรียนต่อ (β = 0.205, p = .001) ส่วนโครงสร้างองค์กรไม่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญเมื่อพิจารณาร่วมกับตัวแปรอื่น (β = 0.034, p = .557) ซึ่งอาจสะท้อนว่าองค์ประกอบของโครงสร้างองค์กรมีทิศทางแตกต่างกัน ทั้งเชิงบวก เชิงลบ และไม่มีนัยสำคัญ จึงทำให้อิทธิพลโดยรวมลดลงเมื่อวิเคราะห์ร่วมกับวัฒนธรรมองค์กรและแรงจูงใจผลนี้อาจสะท้อนว่า ผู้จัดการสาขามีบทบาทภายใต้โครงสร้างองค์กรเดียวกัน ขณะที่การรับรู้วัฒนธรรมและแรงจูงใจแตกต่างกันมากกว่า จึงเชื่อมโยงกับความผูกพันได้เด่นชัดกว่า แบบจำลองมีนัยสำคัญทางสถิติ (F = 16.303, p&lt;.001) และอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 14.5 (R² = 0.145) นอกจากนี้ สมมติฐานพื้นฐานร่วมและความเป็นอิสระในการตัดสินใจมีอิทธิพลต่อความผูกพันต่อองค์กร จึงควรส่งเสริมค่านิยมร่วม การพัฒนาตนเอง และอิสระในการตัดสินใจ เพื่อเสริมสร้างความผูกพันต่อองค์กรและสนับสนุนการบริหารทรัพยากรมนุษย์ของ ธ.ก.ส.</p> ปริวรรต คงกัลป์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 9 8 162 174 ผลการทดลองใช้รูปแบบการบริหารวิทยาลัยการพาณิชย์นาวีสู่ความเป็นเลิศตามมาตรฐานสากลด้วยกลไกเครือข่ายความร่วมมือ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11772 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลการใช้รูปแบบการบริหารสถานศึกษาความเป็นเลิศเฉพาะทางด้านพาณิชย์นาวีสู่มาตรฐานสากลโดยใช้กลไกเครือข่ายความร่วมมือ ในด้านความสำเร็จของการใช้ทรัพยากรและเทคโนโลยีร่วมกัน และประสิทธิผลของการประสานความร่วมมือและความไว้วางใจระหว่างวิทยาลัยกับสถานประกอบการเครือข่าย ใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา (Research and Development Design) ระยะทดลองปฏิบัติงานจริงตลอดปีการศึกษา กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย บุคลากรภายในวิทยาลัย 82 คน จากประชากร 105 คน สุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิตามสายงาน และผู้แทนสถานประกอบการ 128 คน จาก 188 แห่ง สุ่มแบบง่าย เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบบันทึกการปฏิบัติงาน แบบบันทึกรายงานการประชุม และแบบประเมินความสำเร็จในการใช้ทรัพยากรร่วมกันและการประสานความร่วมมือ ซึ่งมีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80 ถึง 1.00 และค่าความเชื่อมั่น 0.92 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า การนำรูปแบบการบริหารไปทดลองใช้ผ่านยุทธศาสตร์ร่วมออกแบบหลักสูตร บริหารทรัพยากร พัฒนาบุคลากร และรับรองสมรรถนะ มีระดับความสำเร็จในการใช้ทรัพยากรและเทคโนโลยีจำลองสถานการณ์ร่วมกันในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 4.79 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.41 และมีประสิทธิผลของการประสานความร่วมมือและการสร้างความไว้วางใจระหว่างองค์กรในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 4.71 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.42 ข้อมูลเชิงคุณภาพสะท้อนว่า ข้อตกลงแบ่งปันเครื่องจำลองสถานการณ์และอู่ต่อเรือนอกเวลาทำการ ช่วยให้จัดการเรียนการสอนภาคปฏิบัติได้ตามเกณฑ์มาตรฐานสากลลดข้อจำกัดงบประมาณครุภัณฑ์ราคาสูงของภาครัฐ และสนับสนุนการจัดการอาชีวศึกษาเฉพาะทางให้สอดคล้องกับข้อบังคับองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ ในการผลิตกำลังคนเข้าสู่ตลาดแรงงานพาณิชย์นาวี</p> ไชยเชษฐ์ ย้อยยางทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 9 8 175 185 การสังเคราะห์กรอบแนวทางการเตรียมความพร้อมของวิสาหกิจเพื่อสังคมด้านเกษตรและอาหารต่อเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในบริบทกฎหมายภูมิอากาศไทย https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11810 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวคิดเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ กฎหมายภูมิอากาศไทย และบริบทของวิสาหกิจเพื่อสังคมด้านเกษตรและอาหาร 2) วิเคราะห์องค์ประกอบสำคัญของการเตรียมความพร้อมต่อเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และ 3) สังเคราะห์กรอบแนวทางการเตรียมความพร้อมในบริบทกฎหมายภูมิอากาศไทย เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแบบศึกษาเอกสาร คัดเลือกแบบเจาะจงจำนวน 28 รายการ โดยไม่กำหนดปีเริ่มต้นและสืบค้นถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2569 จากฐานข้อมูลวารสารวิชาการ เว็บไซต์หน่วยงานรัฐ และองค์การระหว่างประเทศ โดยคัดเอกสารที่เกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์ เข้าถึงฉบับเต็ม และตรวจสอบแหล่งที่มาได้ เครื่องมือคือแบบบันทึกและสกัดข้อมูลเอกสาร วิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงคุณภาพและการสังเคราะห์เชิงแนวคิด ผลการวิจัยพบว่า 1) วิสาหกิจเพื่อสังคมด้านเกษตรและอาหารอยู่ในบริบทที่เชื่อมโยงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน กฎหมายภูมิอากาศ เครื่องมือเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ระบบอาหาร และพันธกิจทางสังคม 2) ความพร้อมประกอบด้วย 6 ด้าน ได้แก่ กฎหมายและนโยบาย ข้อมูลคาร์บอน กระบวนการดำเนินงานคาร์บอนต่ำ การเชื่อมโยงผลลัพธ์ทางสังคมกับสิ่งแวดล้อม ตลาดและแหล่งทุนสีเขียว และการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม และ 3) องค์ประกอบทั้ง 6 ด้านสามารถจัดเป็นกระบวนการต่อเนื่อง 6 ขั้นภายใต้ SE-LCR Framework ตั้งแต่การรับรู้กติกา การจัดระบบข้อมูล การปรับการดำเนินงาน การบูรณาการผลลัพธ์ การเชื่อมตลาดและแหล่งทุน จนถึงการปรับปรุงบนฐานความเป็นธรรม โดย 6 ด้านอธิบายสิ่งที่กิจการต้องพร้อมส่วน 6 ขั้นอธิบายแนวทางพัฒนาความพร้อม กรอบดังกล่าวเป็นข้อเสนอเชิงสังเคราะห์ที่ยังไม่ได้ทดสอบเชิงประจักษ์ ภาครัฐและหน่วยงานสนับสนุนจึงควรใช้เป็นฐานเบื้องต้นในการออกแบบมาตรการด้านความรู้ ข้อมูล เทคโนโลยี และแหล่งทุนให้เหมาะกับขนาดและศักยภาพของกิจการ พร้อมคำนึงถึงเกษตรกร ชุมชน และกลุ่มเปราะบางในการเปลี่ยนผ่าน</p> ภาณุพงษ์ ณาภูมิ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 9 8 186 200 การพัฒนากิจกรรมศิลปะและต่อยอดผลิตภัณฑ์เพื่อส่งเสริมสุขภาวะทางใจสำหรับบุคลากรทางการแพทย์โรงพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11819 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาความต้องการในการสร้างสรรค์งานศิลปะ 2) เพื่อออกแบบกิจกรรมศิลปะ 3) เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบจากผลงานศิลปะ และ 4) เพื่อประเมินความพึงพอใจต่อกิจกรรมศิลปะและผลิตภัณฑ์ เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ประชากร ได้แก่ บุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ บุตรหลานบุคลากรโรงพยาบาล ศิลปิน และผู้ที่สนใจ กลุ่มตัวอย่างเลือกแบบอาสาสมัคร จำนวน 36 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามความต้องการ แบบประเมินความพึงพอใจกิจกรรมศิลปะ และแบบประเมินความพึงพอใจต่อผลิตภัณฑ์ ผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิโดยมีค่าดัชนีความสอดคล้องที่ระดับ 0.50 การเก็บรวบรวมข้อมูลดำเนินการ 4 ระยะ ได้แก่ สำรวจพื้นที่ ศึกษาความต้องการ จัดกิจกรรมศิลปะ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า บุคลากรมีความต้องการกิจกรรมศิลปะที่เปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ผลงานและสะท้อนอัตลักษณ์จังหวัดเพชรบุรี จึงพัฒนากิจกรรมศิลปะและทดลองผลการประเมินความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับดีมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.55, S.D. = 0.58) ผู้เข้าร่วมเห็นว่ากิจกรรมช่วยสร้างความเพลิดเพลิน ลดความเครียด และส่งเสริมการเรียนรู้อัตลักษณ์ท้องถิ่น นอกจากนี้ยังสามารถต่อยอดผลงานศิลปะเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบ ได้แก่ ผ้าห่มและหมอนซุกมือ โดยผลิตภัณฑ์ผ้าห่มมีความพึงพอใจอยู่ในระดับดี (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.47, S.D. = 0.84) และหมอนซุกมืออยู่ในระดับดีมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.75, S.D. = 0.44) สะท้อนว่ากระบวนการศิลปะแบบมีส่วนร่วมสามารถส่งเสริมสุขภาวะของบุคลากร ควบคู่กับการพัฒนาศิลปะในพื้นที่และการสร้างมูลค่าเพิ่มจากอัตลักษณ์ท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> ทิพเนตร์ แย้มมณีชัย ตฤณภัทร ชัยสิทธิศักดิ์ จาตุรนต์ ปานน้ำผึ้ง ศิริก้อย ชุตาทวีสวัสดิ์ รัตนชฎา เตียวจำเริญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 9 8 201 219 ทักษะการนิเทศของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมการปฏิบัติงาน ของครูในอำเภอมวกเหล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11861 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาทักษะการนิเทศของผู้บริหารสถานศึกษาในอำเภอมวกเหล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2 และ 2) เสนอแนวทางการพัฒนาทักษะการนิเทศของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมการปฏิบัติงานของครูด้านการจัดการเรียนรู้ ซึ่งแนวทางดังกล่าวสังเคราะห์จากความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิ การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงพรรณนา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูในอำเภอมวกเหล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2 จำนวน 196 คน จากการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซี่และมอร์แกนและการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 5 คน ซึ่งคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาอย่างเป็นระบบ 5 คน ผลการวิจัยพบว่า 1) ทักษะการนิเทศของผู้บริหารสถานศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และ 2) แนวทางการพัฒนาทักษะการนิเทศของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมการปฏิบัติงานของครูด้านการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ ทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์มุ่งสร้างความไว้วางใจ ทักษะด้านความเป็นผู้นำมุ่งกำหนดทิศทาง ทักษะด้านเทคนิคมุ่งให้คำแนะนำด้านการจัดการเรียนรู้ และทักษะด้านการประเมินผลการปฏิบัติงานมุ่งให้การนิเทศมีความเป็นธรรม โปร่งใส ซึ่งมีความสัมพันธ์และสนับสนุนการนิเทศร่วมกัน นำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการนิเทศภายในและส่งเสริมการปฏิบัติงานของครูอย่างเป็นระบบ สามารถใช้เป็นกลไกในการยกระดับคุณภาพการนิเทศภายในสถานศึกษา และใช้เป็นแนวทางในการวางแผนพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อขับเคลื่อนคุณภาพการจัดการเรียนรู้ในระดับพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม<strong> </strong></p> ศิริพร ท้าวน้อย ทัศพร เกตุถนอม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 9 8 220 232 การบริหารจัดการความเสี่ยงของการจัดแสดงนิทรรศการในมหกรรมโลก 2025 โอซากา-คันไซ ประเทศญี่ปุ่น https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11885 <p>โครงการมหกรรมระดับโลก มีความซับซ้อนและเผชิญความเสี่ยงในหลายมิติ จึงจำเป็นต้องมีระบบการบริหารจัดการความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการบริหารจัดการความเสี่ยงของการจัดแสดงนิทรรศการในมหกรรมโลก 2025 โอซากา–คันไซ ประเทศญี่ปุ่น เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ที่ใช้แบบแผนการวิจัยการศึกษาเฉพาะกรณี เก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้รับจ้าง ผู้บริหารโครงการ ผู้ปฏิบัติงานโครงการฝ่ายต่าง ๆ และผู้จัดการและผู้ประสานงานขององค์กรผู้จัดงานประเทศญี่ปุ่น จำนวน 30 คน ด้วยแบบสัมภาษณ์กึ่งมีโครงสร้าง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า การบริหารความเสี่ยงควรเปลี่ยนจากการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไปสู่การบริหารความเสี่ยงเชิงรุกแบบบูรณาการตลอดวงจรโครงการ ประกอบด้วย 3 มิติ คือ 1) มิติโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ การบริหารความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาลและโครงสร้างการบริหาร การบริหารความเสี่ยงด้านการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ 2) มิติการขับเคลื่อนโครงการ ได้แก่ การบริหารความเสี่ยงด้านการจัดซื้อจัดจ้าง การบริหารความเสี่ยงด้านการดำเนินงาน การบริหารความเสี่ยงด้านกฎหมายและบริบทประเทศเจ้าภาพ และ 3) มิติกลไกสนับสนุน ได้แก่ การบริหารความเสี่ยงด้านบุคลากรและการจัดการองค์ความรู้ การบริหารความเสี่ยงด้านการสื่อสารและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และการบริหารความเสี่ยงเชิงรุกและการติดตามประเมินผล องค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยนี้ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาระบบบริหารความเสี่ยงสำหรับโครงการมหกรรมระดับนานาชาติของประเทศไทย ตลอดจนสนับสนุนการกำหนดนโยบาย การวางแผน และการดำเนินโครงการของหน่วยงานภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส ยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง และเกิดความยั่งยืนในระยะยาว</p> กันยารัตน์ กุยสุวรรณ จตุพร ทิพยทิฆัมพร กิตติยา ศรีสุข กาญจนา ภัทราวิวัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 9 8 233 248 การศึกษาองค์ประกอบภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้สอนภาษาอังกฤษ ในบริบทการอุดมศึกษาไทย https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11865 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและประเมินความเหมาะสมขององค์ประกอบภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้สอนภาษาอังกฤษในบริบทการอุดมศึกษาไทย โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสานซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การสังเคราะห์เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2) การสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน เพื่อยืนยันและปรับปรุงองค์ประกอบ และ 3) การประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ขององค์ประกอบโดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบวิเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและข้อมูลเชิงปริมาณด้วยความถี่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่าองค์ประกอบภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้สอนภาษาอังกฤษประกอบด้วย 8 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การกำหนดวิสัยทัศน์และเป้าหมาย 2) การพัฒนาวิชาชีพครูภาษาอังกฤษ 3) การเป็นผู้นำ 4) การสร้างชุมชนการเรียนรู้ 5) การสร้างแรงจูงใจ 6) ทักษะของผู้สอนภาษาอังกฤษ 7) การบริหารหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน และ 8) การสร้างสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ ผลการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน พบว่าภาวะผู้นำทางวิชาการควรครอบคลุมการกำหนดทิศทาง การพัฒนาวิชาชีพ การสร้างความร่วมมือและการส่งเสริมการเรียนรู้โดยบูรณาการความรู้ด้านภาษา การสอนและเทคโนโลยีสู่การปฏิบัติจริง ผลการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญพบว่าองค์ประกอบทั้ง 8 ด้าน มีความเหมาะสมและความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุด โดยองค์ประกอบการบริหารหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนมีคะแนนเฉลี่ยสูงสุด (M = 4.85, S.D. = 0.34) ขณะที่องค์ประกอบการสร้างแรงจูงใจมีคะแนนเฉลี่ยต่ำสุด (M = 4.81, S.D. = 0.38) ผลการวิจัยใช้เป็นกรอบพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้สอนภาษาอังกฤษและเป็นข้อมูลพื้นฐานเพื่อพัฒนาวิชาชีพในสถาบันอุดมศึกษา</p> นันทณัฏฐ์ เวียงอินทร์ อำนาจ ไชยสงค์ ณัฐพล วงศ์ประทุม ธันยาภักค์ คมธัชนิธิชยวัศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 9 8 249 260 ระดับการถูกแทนที่ด้วยปัญญาประดิษฐ์ของอาชีพกับค่าจ้างและการจ้างงาน: การประเมินด้วยกรอบช่วงการทำงานอัตโนมัติและการสั่งงาน AI แบบมีการกำกับ (CREATE-R) https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11698 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินระดับและการกระจายของการถูกแทนที่ด้วย AI รายอาชีพ และ 2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์กับค่าจ้างและการจ้างงาน ใช้การวิจัยเชิงปริมาณจากข้อมูลทุติยภูมิของ U.S. Bureau of Labor Statistics เดือนพฤษภาคม 2024 ครอบคลุมอาชีพระดับละเอียดที่มีข้อมูลสมบูรณ์ 805 อาชีพ ประเมินด้วย GPT-4o-mini, Claude Haiku 4.5 และ Gemini 2.5 Flash ภายใต้กรอบ CREATE-R และเฉลี่ยคะแนน คะแนนเฉลี่ยแทนร้อยละของงานหลักที่ AI ปัจจุบันทำให้เป็นอัตโนมัติได้ วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา สหสัมพันธ์เพียร์สัน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ภายในชั้น การตรวจสอบความตรงเชิงลู่เข้ากับดัชนีภายนอก และการถดถอยเชิงเส้น ผลการวิจัยพบว่า คะแนนระหว่างแบบจำลองมีความสัมพันธ์สูง และคะแนนเฉลี่ยมีความสอดคล้องสัมบูรณ์ระดับดี (ICC(A,k) = 0.827) คะแนนเฉลี่ยสัมพันธ์กับดัชนี AI Occupational Exposure ในระดับสูง (r = 0.727, n = 664) สนับสนุนความตรงเชิงลู่เข้า แต่มิใช่การตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญโดยตรงหรือหลักฐานการแทนที่แรงงานที่เกิดขึ้นจริงในตลาดแรงงาน ระดับการถูกแทนที่เฉลี่ยเท่ากับร้อยละ 32.1 และเมื่อถ่วงน้ำหนักด้วยการจ้างงานเท่ากับร้อยละ 35.0 โดยการจ้างงานร้อยละ 28.7 อยู่ในอาชีพที่มีคะแนนตั้งแต่ 50 ขึ้นไป งานเสมียนและงานข้อความซ้ำมีคะแนนสูง ส่วนงานใช้แรงกายและทักษะมือมีคะแนนต่ำ คะแนนการถูกแทนที่สัมพันธ์ทางบวกในระดับต่ำกับลอการิทึมค่าจ้างมัธยฐาน (r = 0.234, p &lt; .001) และลอการิทึมการจ้างงาน (r = 0.134, p &lt; .001) ซึ่งต่างจากระบบอัตโนมัติยุคก่อนที่มักกระทบงานค่าจ้างต่ำถึงปานกลาง ข้อค้นพบสนับสนุนการพัฒนาทักษะเสริม AI และการช่วยเหลือกลุ่มงานเสมียนค่าจ้างต่ำที่เปราะบาง</p> อนิรุธ สืบสิงห์ จักริน วชิรเมธิน ฐิติ ราศีกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 9 8 261 271 การศึกษาองค์ประกอบภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11859 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา โดยมุ่งสังเคราะห์กรอบแนวคิดที่สอดคล้องกับบริบทการบริหารสถานศึกษาในยุคปัจจุบันการวิจัยดำเนินการเป็น 2 ขั้นตอน ได้แก่ 1) เพื่อศึกษาและสังเคราะห์องค์ประกอบภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาจากเอกสาร ตำราและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จำนวน 10 แหล่ง ภายในระยะเวลาไม่เกิน 10 ปี โดยคัดเลือกองค์ประกอบที่มีความถี่ร้อยละ 50 ขึ้นไป และ 2) เพื่อตรวจสอบความเหมาะสมและความเป็นไปได้ขององค์ประกอบ โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน ที่มีประสบการณ์การบริหารการศึกษาไม่น้อยกว่า 10 ปี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบวิเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา ค่า IOC ตั้งแต่ .50 ขึ้นไปทุกข้อ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย (M) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ผลการวิจัยพบว่า องค์ประกอบภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา จากการสังเคราะห์เอกสารและการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1) การกำหนดทิศทางองค์กร 2) การคิดเชิงกลยุทธ์ 3) การกำหนดกลยุทธ์ 4) การบริหารทรัพยากรบุคคล และ 5) หลักธรรมาภิบาล โดยทั้ง 5 ด้านมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงและเสริมซึ่งกันและกันอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ผลการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่า องค์ประกอบมีความเหมาะสมและความเป็นไปได้โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.64 และ 4.72 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.48 และ 0.28 ตามลำดับ แสดงให้เห็นว่าองค์ประกอบดังกล่าวสามารถใช้เป็นกรอบแนวคิดในการวิจัย ตลอดจนเป็นแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา</p> อำนาจ ไชยสงค์ นันทณัฏฐ์ เวียงอินทร์ ณัฐพล วงศ์ประทุม ธันยาภักค์ คมธัชนิธิชยวัศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 9 8 272 282 การสังเคราะห์มาตรฐานการศึกษาและแนวทางการพัฒนาแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศของโรงเรียนนอกระบบ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11797 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศของโรงเรียนนอกระบบ และ 2) สังเคราะห์ลักษณะและรูปแบบของแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ จำแนกตามประเภทสถานศึกษาและมิติคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ด้วย 3 แนวทาง ได้แก่ การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) และการสังเคราะห์เชิงระบบ กลุ่มตัวอย่างเป็นรายงานผลงานแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ 22 แห่ง ได้มาจากกลุ่มที่ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติ 12 แห่ง และกลุ่มที่เลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ให้ครอบคลุมทุกประเภทอีก 10 แห่ง เครื่องมือคือแบบวิเคราะห์เนื้อหาและกรอบการสังเคราะห์วรรณกรรมที่ตรวจสอบคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา เชิงเปรียบเทียบ และการสังเคราะห์เชิงระบบ ผลการวิจัยพบว่า 1) แนวปฏิบัติที่เป็นเลิศต้องเป็นที่ยอมรับในวงวิชาการ มีหลักฐานความสำเร็จที่ตรวจสอบได้ และบันทึกเผยแพร่อย่างเป็นระบบ ภายใต้มาตรฐานการศึกษาโรงเรียนนอกระบบ พ.ศ. 2562 และหลักเกณฑ์การประเมินที่ สช. ประกาศใช้ และ 2) แนวปฏิบัติที่เป็นเลิศมีความหลากหลายตามบริบท โดยประเภทวิชาชีพมีสัดส่วนสูงสุด (ร้อยละ 31.8) และจำแนกตามมาตรฐานได้เป็น 2 ด้านหลัก คือ ด้านการบริหารจัดการ (ร้อยละ 36.4) และด้านการจัดการเรียนการสอน (ร้อยละ 27.3) ซึ่งมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพเป็นเป้าหมายร่วมกันผลการสังเคราะห์นำไปสู่รูปแบบเชิงระบบ 3 องค์ประกอบ ได้แก่ ปัจจัยนำเข้า กระบวนการตามวงจร PDCA และผลลัพธ์คือคุณภาพผู้เรียน โดยมีปัจจัยความสำเร็จ 5 ประการเป็นกลไกขับเคลื่อน สามารถใช้เป็นแนวทางให้ผู้บริหารและครูนำไปเทียบเคียง (Benchmarking) และต่อยอดจัดทำแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศของสถานศึกษาตนเองได้ </p> ศรัญญา รณศิริ สุวิธิดา จรุงเกียรติกุล ธีระศักดิ์ ทั่งสุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 9 8 283 291 แนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรสำนักทรัพยากร น้ำบาดาลเขต กรมทรัพยากรน้ำบาดาล https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11809 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรสำนักทรัพยากรน้ำบาดาลเขต กรมทรัพยากรน้ำบาดาล 2) เปรียบเทียบประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรสำนักทรัพยากรน้ำบาดาลเขต กรมทรัพยากรน้ำบาดาล จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพ การปฏิบัติงานของบุคลากรสำนักทรัพยากรน้ำบาดาลเขต กรมทรัพยากรน้ำบาดาล การวิจัยนี้เป็นการวิจัย แบบผสานวิธี ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการวิจัยเชิงปริมาณมีประชากรเป็น บุคลากรสำนักทรัพยากรน้ำบาดาลเขต กรมทรัพยากรน้ำบาดาล จำนวน 534 คน และกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 228 คน ซึ่งกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของทาโร ยามาเน่ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.76 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญประกอบด้วยผู้บริหาร หัวหน้างาน และผู้ปฏิบัติงาน จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสัมภาษณ์ และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านเวลามีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด และด้านคุณภาพของงานมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด ผลการเปรียบเทียบพบว่า บุคลากรที่มีปัจจัยส่วนบุคคล แตกต่างกันมีประสิทธิภาพการปฏิบัติงานไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สำหรับแนวทางการ พัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ 1) ระดับควผูกพันต่อองค์การ2) ความพึงพอใจ ในงาน 3) พฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ 4) สภาพแวดล้อมในการทำงาน และ 5) พฤติกรรมการใช้สื่อสังคม ออนไลน์</p> อินทิรา อินทรวิเชียร กมลวรรณ วรรณธนัง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 9 8 292 307 รูปแบบการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ตามแนวพระพุทธศาสนา https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11650 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์สภาพทั่วไปของการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ 2) วิเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี และหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวข้องกับการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ และ 3) สร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับรูปแบบการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ตามแนวพระพุทธศาสนา ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกด้วยเครื่องมือที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีพรรณนา จากกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 25 รูป/คน ประกอบด้วยพระสงฆ์ นักวิชาการ ผู้นำชุมชน ผู้กำหนดนโยบาย และผู้แทนภาคประชาสังคม แบ่งเป็น 5 กลุ่ม และจัดเสวนากลุ่ม (Focus Group) จากผู้ทรงคุณวุฒิด้านพระพุทธศาสนา สังคมศาสตร์ และการจัดการความขัดแย้ง จำนวน 8 รูป/คน ผลการวิจัยพบว่า 1) การสร้างความปรองดองสมานฉันท์ในประเทศไทยยังเผชิญความขัดแย้งทางการเมือง สังคม และอุดมการณ์ แม้มีความพยายามจากหลายภาคส่วน แต่ยังขาดการมีส่วนร่วม การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง และกลไกติดตามผลอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความปรองดองยังไม่ยั่งยืน 2) การสร้างความปรองดองที่มีประสิทธิภาพควรบูรณาการทฤษฎีความขัดแย้ง ทฤษฎีการสร้างความปรองดอง และหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ได้แก่ <br />ทิฏฐิสามัญญตา ศีลสามัญญตา ปรโตโฆสะ และกัลยาณมิตตตา เพื่อส่งเสริมความเข้าใจ การยอมรับความแตกต่าง ความไว้วางใจ และความเป็นธรรมในสังคม 3) งานวิจัยได้พัฒนาองค์ความรู้ใหม่เป็น B-SHARE Model ร่วมกับกระบวนการ A-B-R-P โดยบูรณาการหลักพรหมวิหาร 4 สังคหวัตถุ 4 สาราณียธรรม 6 และอคติ 4 เพื่อพัฒนาจิตสำนึกสันติ ส่งเสริมการมีส่วนร่วม ฟื้นฟูความสัมพันธ์ คลี่คลายความขัดแย้งอย่างเป็นระบบ นำไปสู่การสร้างความปรองดองสมานฉันท์ที่สอดคล้องกับบริบทสังคมไทยและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติและยั่งยืน</p> เครือวรรณ เทพดำ สุปรีชา ชำนาญพุฒิพร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 9 8 308 320 การพัฒนาคุณภาพชีวิตของกลุ่มเปราะบางในชุมชนรอบวัดคูหาสวรรค์ อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11812 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับคุณภาพชีวิต และ 2) ศึกษาข้อเสนอแนะในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของกลุ่มเปราะบางในชุมชนรอบวัดคูหาสวรรค์ อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี 1) การวิจัยเชิงคุณภาพ สัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 28 ราย ได้แก่ นักวิชาการพัฒนาชุมชน จำนวน 1 ราย ผู้นำท้องถิ่น จำนวน 5 ราย ประธานชุมชน 5 ชุมชน จำนวน 5 ราย บุคลากรของสถานพยาบาลในพื้นที่ จำนวน 3 ราย พระภิกษุวัดคูหาสวรรค์ พระอารามหลวง จำนวน 5 ราย และประชาชน จำนวน 9 ราย โดยการวิเคราะห์ การจำแนก การจัดระบบ การสังเคราะห์ และนำเสนอข้อมูลเชิงพรรณนา และ 2) การวิจัยเชิงปริมาณ มีประชากรกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 379 ราย ในเขตการปกครองของเทศบาลเมืองพัทลุง โดยใช้สถิติค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ 1) คุณภาพชีวิตของกลุ่มเปราะบาง<br />ในชุมชนรอบวัดคูหาสวรรค์ อยู่ในระดับปานกลาง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 2.89) โดยด้านการลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 3.10) รองลงมา คือ ด้านการสร้างความคุ้มครองทางสังคมที่เพียงพอและเหมาะสมกับคนทุกช่วงวัย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 3.04) ด้านการพัฒนาคนสำหรับโลกยุคใหม่ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 2.83) และด้านการแก้ไขปัญหาความยากจนข้ามรุ่นแบบมุ่งเป้า (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 2.59) ตามลำดับ และ 2) ข้อเสนอแนะ ควรมุ่งเน้นการสร้างศักยภาพในการพึ่งพาตนเอง พัฒนาอาชีพและรายได้ ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและทักษะดิจิทัล พัฒนาระบบคุ้มครองทางสังคมเชิงรุก รวมถึงเสริมสร้างความพร้อมรับมือภัยธรรมชาติและสภาพภูมิอากาศ <br />โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และใช้วัดเป็นศูนย์กลางบูรณาการพัฒนาชุมชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบางอย่างยั่งยืน</p> พระมหาสราวุฒิ สราวุฑฺโฒ (คงดำ) ดิเรก นุ่นกล่ำ ไพรัตน์ ฉิมหาด ณิชารีย์ ปรีชา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 9 8 321 336 ทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและความรู้ทางการบัญชีที่ส่งผลต่อ ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของนักตรวจสอบภาษีสรรพากรภาค 5 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11897 <p>การวิจัยเชิงปริมาณนี้เพื่อศึกษาทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและความรู้ความเข้าใจด้านบัญชีที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของนักตรวจสอบภาษีในสำนักงานสรรพากรภาค 5 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักตรวจสอบภาษีที่ปฏิบัติงานในสำนักงานสรรพากรภาค 5 จำนวน 237 คน จากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วน เครื่องมือในการวิจัยคือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ประกอบด้วยค่าความถี่ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งใช้การวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณเพื่อทดสอบอิทธิพลของตัวแปรอิสระที่มีต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของนักตรวจสอบภาษี พบว่า ทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศสององค์ประกอบ ได้แก่ ทักษะด้านเทคโนโลยีขั้นพื้นฐาน และทักษะด้านการเรียนรู้เทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องส่งผลเชิงบวกต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของนักตรวจสอบภาษีในด้านความถูกต้องและครบถ้วนของงานด้านความสามารถในการปฏิบัติงานให้บรรลุเป้าหมาย และด้านความรวดเร็วในการปฏิบัติงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 แต่ทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศไม่ส่งผลต่อประสิทธิภาพ สะท้อนให้เห็นว่า ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและการพัฒนาทักษะให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการปฏิบัติงานตรวจสอบภาษีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และความรู้ความเข้าใจด้านบัญชีได้แก่ ความรู้ด้านการวิเคราะห์งบการเงิน ทักษะทางวิชาชีพบัญชี และความรู้ด้านภาษีอากร ส่งผลเชิงบวกต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานทั้งสามด้านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 แสดงให้เห็นว่า นักตรวจสอบภาษีที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน ประยุกต์ใช้หลักวิชาชีพบัญชี และตีความกฎหมายภาษีอากรได้อย่างถูกต้อง ย่อมสามารถตรวจสอบข้อมูล ระบุประเด็นความเสี่ยง และดำเนินงานตามเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ</p> ไอลดา ผิวอ่อน สุรีย์ โบษกรนัฏ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 9 8 337 349 การศึกษาองค์ประกอบการใช้ปัญญาประดิษฐ์ เพื่อการจัดการเรียนรู้ของครูประถมศึกษา https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11863 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาและตรวจสอบยืนยันองค์ประกอบการใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อการจัดการเรียนรู้ของครูประถมศึกษา โดยใช้การวิจัยเอกสารร่วมกับการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ แหล่งข้อมูลประกอบ ด้วยเอกสารทางวิชาการ บทความวิจัย และบทความวิชาการที่เกี่ยวข้อง จำนวน 20 แหล่ง เผยแพร่ระหว่างปี ค.ศ. 2016 - 2024 และผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน คัดเลือกแบบเจาะจงจากผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ หรือประสบการณ์ด้านปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีดิจิทัล การจัดการเรียนรู้ การพัฒนาครู การวัดและประเมินผลทางการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบบันทึกการวิเคราะห์เอกสารและแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา การจัดหมวดหมู่ การสังเคราะห์องค์ประกอบ การแจกแจงความถี่ และการตรวจสอบยืนยันจากผู้เชี่ยวชาญ โดยกำหนดเกณฑ์คัดเลือกองค์ประกอบที่มีความถี่ตั้งแต่ 10 แหล่งขึ้นไป หรือร้อยละ 50 ของแหล่งข้อมูลทั้งหมด ผลการวิจัยพบว่า องค์ประกอบการใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อการจัดการเรียนรู้ของครูประถมศึกษา ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ รวม 25 พฤติกรรมบ่งชี้ ได้แก่ 1) การวางแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยปัญญาประดิษฐ์ มีความถี่ 17 แหล่ง คิดเป็นร้อยละ 85 2) การผลิตสื่อและนวัตกรรมการเรียนรู้ด้วยปัญญาประดิษฐ์ มีความถี่ 18 แหล่ง คิดเป็นร้อยละ 90 3) การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยปัญญาประดิษฐ์ มีความถี่ 15 แหล่ง คิดเป็นร้อยละ 75 4) การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ด้วยปัญญาประดิษฐ์ มีความถี่ 14 แหล่ง คิดเป็นร้อยละ 70 และ 5) จริยธรรมและความปลอดภัยในการใช้ปัญญาประดิษฐ์ มีความถี่ 17 แหล่ง คิดเป็นร้อยละ 85 โดยองค์ประกอบด้านการผลิตสื่อและนวัตกรรมการเรียนรู้ด้วยปัญญาประดิษฐ์มีความถี่สูงสุด ผลการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่าองค์ประกอบทั้ง 5 ด้านมีความเหมาะสม ครอบคลุมกระบวนการจัดการเรียนรู้ของครูประถมศึกษา และสามารถนำไปใช้เป็นกรอบในการพัฒนาครูและพัฒนาเครื่องมือวิจัยต่อไปได้</p> ณัฐพล วงศ์ประทุม นันทณัฏฐ์ เวียงอินทร์ อำนาจ ไชยสงค์ ธันยาภักค์ คมธัชนิธิชยวัศ นฤมล วงศ์ประทุม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 9 8 350 360 มาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาในการรับทราบข้อกล่าวหาในชั้นสอบสวน https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11895 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สภาพปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาในการรับทราบข้อกล่าวหาในชั้นสอบสวน 2) เปรียบเทียบมาตรการทางกฎหมายของประเทศไทยกับต่างประเทศ และ 3) เสนอแนวทางพัฒนามาตรการทางกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิดังกล่าว การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้วิธีวิจัยเอกสาร ศึกษาข้อมูลจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กฎหมายที่เกี่ยวข้อง หลักสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ คำพิพากษาของศาล ตำรา บทความวิชาการ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องโดยวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและเชิงเปรียบเทียบ ผลการวิจัยพบว่า 1) กฎหมายไทยรับรองสิทธิของผู้ต้องหาในการรับทราบข้อกล่าวหา แต่ยังขาดหลักเกณฑ์ที่กำหนดรายละเอียดและมาตรฐานการแจ้งข้อกล่าวหาให้ชัดเจน โดยเฉพาะความครบถ้วนและเข้าใจได้ของข้อเท็จจริง พฤติการณ์ และฐานความผิด ส่งผลให้การปฏิบัติของพนักงานสอบสวนแตกต่างกัน และอาจกระทบต่อสิทธิในการเตรียมการต่อสู้คดีและสิทธิในการมีทนายความ 2) ต่างประเทศและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศกำหนดให้การแจ้งข้อกล่าวหามีรายละเอียดเพียงพอ ชัดเจน เข้าใจง่าย และตรวจสอบได้ พร้อมมีกลไกควบคุมและตรวจสอบการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ และ 3) ไทยควรกำหนดหลักเกณฑ์และมาตรฐานการแจ้งข้อกล่าวหาให้ชัดเจน กำหนดสาระสำคัญและวิธีการแจ้งที่เหมาะสม รวมทั้งมีกลไกตรวจสอบและเยียวยาเมื่อมีการแจ้งข้อกล่าวหาไม่ครบถ้วนหรือไม่ชัดเจน เพื่อให้ผู้ต้องหาสามารถเข้าใจสิทธิและหน้าที่ของตนได้อย่างถูกต้อง และสามารถใช้สิทธิทางกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การรับรองสิทธิตามกฎหมายเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ จำเป็นต้องมีกฎเกณฑ์และกลไกที่ชัดเจนเพื่อให้การคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาเกิดผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง</p> ชื่นสุมน ณ นคร นวพร สืบเสาะ สุดาภรณ์ กิจกุลนำชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 9 8 361 374 ปัจจัยเชิงสาเหตุที่ส่งผลต่อความสามารถในการฟื้นตัวขององค์กรภายใต้ภาวะไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ: บทบาทของภาวะผู้นำดิจิทัล ความคล่องตัวขององค์กร และนวัตกรรมองค์กร https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11597 <p>ภายใต้บริบทของเศรษฐกิจโลกที่เผชิญความผันผวนและความไม่แน่นอนอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัล วิกฤตเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ และการแข่งขันทางธุรกิจที่ทวีความรุนแรง องค์กรจำเป็นต้องพัฒนาความสามารถในการฟื้นตัว เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและสร้างความยั่งยืนในระยะยาว บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับปัจจัยเชิงสาเหตุที่ส่งผลต่อความสามารถในการฟื้นตัวขององค์กรภายใต้ภาวะไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ โดยมุ่งวิเคราะห์บทบาทของภาวะผู้นำดิจิทัล ความคล่องตัวขององค์กร และนวัตกรรมองค์กร การศึกษาครั้งนี้ใช้การทบทวนวรรณกรรมเชิงบูรณาการ โดยสืบค้นบทความวิจัย บทความวิชาการ และหนังสือทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษที่เผยแพร่ระหว่างปี ค.ศ. 2010 - 2025 คัดเลือกเอกสารที่เกี่ยวข้องกับประเด็นการศึกษา และสังเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) ผลการสังเคราะห์พบว่า ความสามารถในการฟื้นตัวขององค์กรมิได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งโดยลำพัง หากแต่เป็นผลจากการบูรณาการทรัพยากร ความสามารถ และกระบวนการบริหารจัดการภายในองค์กร โดยภาวะผู้นำดิจิทัลมีบทบาทในการกำหนดวิสัยทัศน์ ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง และส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรม ความคล่องตัวขององค์กรช่วยให้องค์กรสามารถรับรู้ ตอบสนอง และปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่นวัตกรรมองค์กรเป็นกลไกสำคัญในการสร้างคุณค่าใหม่เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน บทความนำเสนอกรอบแนวคิดเชิงบูรณาการ Digital Leadership-Organizational Agility–Organizational Innovation-Organizational Resilience Framework เพื่ออธิบายความเชื่อมโยงของปัจจัยดังกล่าว และเสนอแนวทางเชิงวิชาการสำหรับการพัฒนาองค์กรให้สามารถปรับตัว รับมือกับความไม่แน่นอน และเสริมสร้างความยั่งยืนในการดำเนินงานในระยะยาว </p> ธาริณีย์ คงดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 9 8 71 82 การปฏิรูปโปรเตสแตนต์: อำนาจการตีความทางศาสนากับการเปลี่ยนผ่านสู่โลกสมัยใหม่ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11780 <p>บทความวิชาการนี้มุ่งวิเคราะห์การปฏิรูปโปรเตสแตนต์ผ่านมิติอำนาจการอธิบายคำสอนและกำหนดความเชื่อ ซึ่งแต่เดิมเป็นของศาสนจักร ผู้เขียนตั้งคำถามว่าอำนาจนี้เปลี่ยนไปอย่างไร และเกี่ยวข้องกับการเข้าสู่โลกสมัยใหม่ของยุโรปอย่างไร การศึกษาใช้เอกสารทางประวัติศาสตร์และงานวิชาการ วิเคราะห์การเคลื่อนไหวของมาร์ติน ลูเธอร์ ผ่านคำถามว่าใครมีสิทธิกำหนดความหมายของบาป การกลับใจ การอภัยบาป และความรอด ผลการศึกษาพบว่า ข้อโต้แย้งของลูเธอร์เริ่มจากการจำหน่ายใบไถ่บาป ก่อนขยายไปสู่การตั้งคำถามต่ออำนาจผูกขาดการตีความพระคัมภีร์ของศาสนจักรโรมันคาทอลิก ฝ่ายโปรเตสแตนต์ถือพระคัมภีร์เป็นหลักสูงสุดในการตรวจสอบคำสอน แต่ผู้อธิบายหลักนี้คือนักเทววิทยาและคริสตจักรโปรเตสแตนต์ ส่วนผู้รับรองว่าคำอธิบายใดมีผลบังคับคือรัฐดินแดน ความเปลี่ยนแปลงนี้สัมพันธ์กับยุโรปสมัยใหม่ตอนต้นสามด้าน ได้แก่ รัฐดินแดนมีบทบาทมากขึ้นในการกำหนดศาสนาและจัดระเบียบสังคม การแปลพระคัมภีร์เป็นภาษาท้องถิ่นรวมถึงแท่นพิมพ์ช่วยส่งเสริมการอ่านและการตรวจสอบตัวบท อีกทั้งการเกิดคริสตจักรหลายกลุ่มทำให้เกิดความหลากหลาย และนำไปสู่ความขัดแย้งและสงครามศาสนา แต่ในระยะยาวได้ผลักดันให้เกิดการแสวงหากรอบการอยู่ร่วมกัน การปฏิรูปโปรเตสแตนต์จึงเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างศาสนา รัฐ ความรู้ และผู้ศรัทธาเปลี่ยนแปลงไป พร้อมกับการเข้าสู่โลกสมัยใหม่ตอนต้นของยุโรป การปฏิรูปจึงไม่ได้ทำให้อำนาจทางศาสนาหมดไป อำนาจบางส่วนถ่ายไปยังคริสตจักรโปรเตสแตนต์ บางส่วนไปผูกกับรัฐดินแดน ผู้เขียนเสนอให้ศึกษาเปรียบเทียบกับพุทธศาสนาในสังคมไทย และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีการสื่อสารกับอำนาจการตีความ เทียบกรณีแท่นพิมพ์กับสื่อสังคมออนไลน์</p> สุรดา กาลวิบูลย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 9 8 375 384