วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD
<p>ยินดีต้อนรับสู่เว็บไซต์ วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ (Journal of Social Science and Development: JSSD) วารสารวิชาการที่ผ่านการประเมินคุณภาพและอยู่ในฐานข้อมูลศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) จัดพิมพ์โดยวัดสนธิ์ (นาสน) ตำบลมะม่วงสองต้น อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช<br />วารสารมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการศึกษาค้นคว้าและนำเสนอองค์ความรู้ทางวิชาการ โดยเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการแก่นักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ นิสิตนักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป เพื่อสนับสนุนการศึกษา การเรียนการสอน และการวิจัยของมหาวิทยาลัยสงฆ์ คณะสงฆ์ไทย และสถาบันการศึกษาภายนอก โดยยึดมั่นในความถูกต้อง ความโปร่งใส และมาตรฐานจริยธรรมการตีพิมพ์ในระดับสากล<br />บทความทุกเรื่องที่ได้รับการเผยแพร่ผ่านการประเมินคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 2 ท่าน ในรูปแบบปกปิดรายชื่อทั้งสองฝ่าย (Double-blind peer review) โดยบทความจากผู้นิพนธ์ภายในจะได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกหน่วยงานที่จัดทำวารสาร และไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้นิพนธ์<br />ทัศนะและข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความเป็นความรับผิดชอบของผู้นิพนธ์บทความนั้น มิใช่ทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ</p> <p> </p> <p><strong>ข้อมูลสำคัญของวารสาร</strong></p> <p>ชื่อวารสาร (ภาษาไทย): วารสารสังคมพัฒนศาสตร์</p> <p>ชื่อวารสาร (ภาษาอังกฤษ): Journal of Social Science and Development</p> <p>อักษรย่อ: JSSD</p> <p>ISSN 2774-0412 (Print) | ISSN 2774-1168 (Online)</p> <p>เจ้าของและผู้จัดพิมพ์: วัดสนธิ์ (นาสน) จังหวัดนครศรีธรรมราช</p> <p>กำหนดเผยแพร่: ปีละ 12 ฉบับ (รายเดือน)</p> <p>ปีที่ปัจจุบัน: ปีที่ 9 (พ.ศ. 2569 / ค.ศ. 2026)</p> <p>ภาษาที่รับตีพิมพ์: ภาษาไทย (รับบทความภาษาไทยที่มีชื่อเรื่อง บทคัดย่อ และคำสำคัญภาษาอังกฤษ)</p> <p>รูปแบบการประเมิน: Double-blind peer review โดยผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 2 ท่านต่อบทความ</p> <p>ประเภทการเข้าถึง: Open Access (เข้าถึงได้โดยเสรี ไม่มีค่าใช้จ่ายสำหรับผู้อ่าน)</p> <p>สัญญาอนุญาต: Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 (CC BY-NC-ND 4.0)</p> <p>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์: 4,900 บาทต่อบทความ<br />เกณฑ์ความซ้ำซ้อน: บทความวิจัยไม่เกิน 25% และบทความวิชาการไม่เกิน 10% ตรวจด้วยโปรแกรม CopyCatch ของระบบ ThaiJO</p> <p>อีเมลทางการของวารสาร: journal.jssd@sbss.ac.th</p> <p> </p> <p><strong>ประกาศสำคัญ</strong><br />วารสารเรียกเก็บค่าธรรมเนียมผ่านบัญชีธนาคารในนามวารสารสังคมพัฒนศาสตร์เพียงบัญชีเดียวเท่านั้น และติดต่อผู้นิพนธ์ผ่านระบบ ThaiJO และอีเมลทางการของวารสารเท่านั้น หากท่านได้รับการติดต่อ ได้รับใบเสร็จ หรือได้รับหนังสือรับรองการตีพิมพ์จากช่องทางอื่น โปรดตรวจสอบกับกองบรรณาธิการก่อนดำเนินการทุกครั้ง วารสารไม่มีตัวแทนหรือนายหน้ารับส่งบทความไม่ว่ากรณีใด</p>
วัดสนธิ์ (นาสน)
th-TH
วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
2774-0412
-
การพัฒนาความเป็นพลเมืองดิจิทัลของนักศึกษาครูสังคมศึกษา: จากแนวคิดสู่การสร้างจิตสำนึกในการรับมือกับข่าวปลอมและวาทกรรมสร้างความเกลียดชัง
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11473
<p>บทความวิชาการฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวคิด และกลไกการพัฒนาความเป็นพลเมืองดิจิทัลสำหรับนักศึกษาครูสังคมศึกษาในยุคศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นยุคที่เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อวิถีชีวิตในปัจจุบัน และการเรียนรู้ในรูปแบบวิถีถัดไป ท่ามกลางวิกฤตการณ์ข่าวปลอม และการแพร่กระจายของวาทกรรมสร้างความเกลียดชัง ที่ส่งผลต่อการแบ่งขั้วทางความคิดในสังคมดิจิทัล การพัฒนาความเป็นพลเมืองดิจิทัลสำหรับนักศึกษาครูสังคมศึกษาไม่ใช่เพียงการเพิ่มพูนทักษะทางเทคนิคเท่านั้น แต่คือการเปลี่ยนผ่านจากแนวคิดสู่การสร้าง "จิตสำนึกพลเมืองดิจิทัล" ผ่านสมรรถนะองค์รวม 3 มิติ ได้แก่ มิติด้านความรู้ มิติด้านทักษะ และมิติด้านคุณลักษณะหรือเจตคติ โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การสร้างวินัยแห่งการสื่อสาร การปฏิเสธการใช้วาทกรรมตีตราผู้อื่น และการสร้างวาทกรรมตอบโต้เชิงสร้างสรรค์ บทความนี้ได้นำเสนอกรอบแนวคิดการพัฒนาผ่าน "โมเดลสมรรถนะพลเมืองดิจิทัล 3 มิติ" ควบคู่กับยุทธศาสตร์การจัดการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ เช่น ปฏิบัติการนักสืบดิจิทัล และเสวนาเชิงวาทกรรมโต้กลับ เพื่อบ่มเพาะให้นักศึกษามี "ภูมิคุ้มกันทางปัญญา" และเติบโตเป็น "ผู้นำความคิดดิจิทัล" ที่เปี่ยมด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม ในการทำหน้าที่เป็นต้นแบบและผู้อำนวยความรู้ที่พร้อมขับเคลื่อนค่านิยมประชาธิปไตย เคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และร่วมปกป้องสิทธิเสรีภาพท่ามกลางความหลากหลายของสังคมยุคดิจิทัล นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อสถาบันผลิตครูในการบูรณาการรายวิชาพลเมืองดิจิทัลเข้าสู่หลักสูตร และการระบุสมรรถนะการรู้เท่าทันวาทกรรมเกลียดชังเป็นมาตรฐานวิชาชีพ เพื่อสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ปลอดภัย และยั่งยืนในสังคมประชาธิปไตย </p>
วิธัญญา แซ่ล้อ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-24
2026-07-24
9 7
13
22
-
การนำแนวคิดเศรษฐกิจสีน้ำเงินมาใช้ในประเทศไทยเพื่อความยั่งยืน
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11466
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสอดคล้องของแนวคิดเศรษฐกิจสีน้ำเงินกับแนวทางการจัดการทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน การศึกษาครั้งนี้ใช้วิธีการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดเศรษฐกิจสีน้ำเงิน ข้อค้นพบจากการศึกษาพบว่า มหาสมุทรและชายฝั่งเปรียบเสมือนกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย จากรายงานของธนาคารโลก พบว่า มูลค่าของเศรษฐกิจสีน้ำเงินสูงถึงร้อยละ 30 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ อย่างไรก็ตาม การตักตวงผลประโยชน์ในรูปแบบเดิมได้สร้างความเสื่อมโทรมต่อระบบนิเวศอย่างรุนแรง ทั้งการทำประมง การท่องเที่ยว การขนส่งทางทะเลและด้านพลังงานน้ำมัน เมื่อมีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลเพิ่มมากขึ้น จึงส่งผลให้เกิดความเสื่อมโทรมของทรัพยากร ดังนั้น การปรับเปลี่ยนสู่เศรษฐกิจสีน้ำเงินที่มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์ทรัพยากรสูงสุดควบคู่กับการรักษาความยั่งยืนของระบบนิเวศและความเป็นธรรมทางสังคม จึงเป็นเครื่องมือที่สำคัญและสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566 -2570) และแผนปฏิบัติการเศรษฐกิจสีน้ำเงินอาเซียน ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการเป็นศูนย์กลางทางทะเลของภูมิภาค จึงนำมาสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาที่กล่าวมาประกอบด้วย 3 มิติหลัก ได้แก่ 1) การเร่งรัดขับเคลื่อนการจัดการเชิงพื้นที่ทางทะเล 2) การส่งเสริมนวัตกรรม เทคโนโลยีสะอาด และนวัตกรรมการเงินสีน้ำเงิน 3) การยกระดับความร่วมมือพหุภาคีในภูมิภาคอาเซียน ดังนั้น ความสำเร็จระยะยาวในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีน้ำเงินของประเทศไทย จำเป็นต้องอาศัยกลไกการบริหารจัดการที่บูรณาการร่วมกันจากทุกภาคส่วน เพื่อส่งต่อฐานทรัพยากรที่มั่งคั่งและสมดุลสู่อนาคต</p>
ดวงพร อุไรวรรณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-24
2026-07-24
9 7
79
91
-
บทบาทครูในการส่งเสริมการจัดการอารมณ์เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11489
<p>บทความวิชาการฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอความสำคัญของการจัดการอารมณ์ (Emotion Regulation) และวิเคราะห์บทบาทเชิงรุกของครูในการส่งเสริมทักษะดังกล่าว เพื่อยกระดับสมรรถนะการเรียนรู้และการกำกับตนเองของผู้เรียนท่ามกลางบริบทความท้าทายของการจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21 โดยใช้วิธีการศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำเสนอบทบาทครูในการส่งเสริมการจัดการอารมณ์เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน จากการทบทวนวรรณกรรมพบว่า ภาวะความเครียดและอารมณ์เชิงลบเป็นอุปสรรคสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการทำงานของสมองส่วนการรู้คิด (Cognitive Function) นำไปสู่การลดลงของประสิทธิภาพในการประมวลผลและการเรียนรู้ของนักเรียน ดังนั้น การจัดการปัจจัยทางอารมณ์ที่เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ จึงถือเป็นหน้าที่สำคัญของครูผู้สอน ผลการศึกษาผ่านแนวคิดทฤษฎีการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคม (Social and Emotional Learning: SEL) ชี้ให้เห็นว่า การมีทักษะการจัดการอารมณ์ที่ดีเป็นกลไกสำคัญในการขยายพื้นที่ความจำขณะทำงาน ส่งเสริมแรงจูงใจภายใน และสร้างปฏิสัมพันธ์เชิงบวกในชั้นเรียน บทความนี้จึงนำเสนอการปรับเปลี่ยนบทบาทครูสู่การเป็นผู้อำนวยความสะดวกทางอารมณ์ผ่าน 5 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ 1) การเป็นแบบอย่างในการจัดการอารมณ์ 2) การสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางจิตวิทยา 3) การบูรณาการทักษะ SEL เข้าสู่กระบวนการจัดการเรียนรู้ 4) การเป็นที่ปรึกษาและผู้ให้การสนับสนุนเชิงบวก และ 5) การสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็งร่วมกับผู้ปกครองและภาคีเครือข่าย ท้ายที่สุด บทความได้เสนอแนะเชิงนโยบายให้สถาบันผลิตครูทบทวนและยกระดับสมรรถนะด้านจิตวิทยาพัฒนาการในหลักสูตรวิชาชีพครู และเสนอให้สถานศึกษากำหนดนโยบายโรงเรียนปลอดภัยอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตทางอารมณ์อันเป็นรากฐานสำคัญสู่ความสำเร็จทางการเรียนรู้อย่างยั่งยืน</p>
ศรัญญา อิสสะอาด
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-28
2026-07-28
9 7
230
239
-
การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การบริหารเชิงกลยุทธ์แบบบูรณาการผ่านกลไกความร่วมมือของภาคีเครือข่ายเพื่อความยั่งยืนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทย
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11480
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ข้อจำกัดสำคัญของการบริหารจัดการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ไทย 3 ประการ ได้แก่ โครงสร้างองค์กรที่ขาดการบูรณาการ ข้อจำกัดด้านงบประมาณและทรัพยากรที่พึ่งพิงส่วนกลางสูง และการยึดติดกับกฎระเบียบมากกว่าผลสัมฤทธิ์ต่อคุณภาพชีวิตประชาชนพร้อมทั้งนำเสนอแนวทางการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การบริหารจัดการผ่านกลไกความร่วมมือของภาคีเครือข่าย ท่ามกลางสภาวะผันผวนและเปราะบางของโลกยุค BANI World ที่ทำให้รูปแบบการบริหารราชการแนวดิ่งและการทำงานแบบแยกส่วนในปัจจุบันเริ่มถึงทางตัน ใช้วิธีการสังเคราะห์เอกสารและแนวคิด โดยคัดเลือกตำรา บทความวิชาการ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดการบริหารภาครัฐแนวใหม่ ทฤษฎีการบริหารจัดการแบบร่วมมือ และโมเดลภาคีนวัตกรรม จากแหล่งวิชาการในและต่างประเทศ วิเคราะห์เนื้อหาเชิงคุณภาพเพื่อสังเคราะห์เป็นกรอบแนวคิดสำหรับการบริหารเชิงกลยุทธ์ของอปท.ไทย ผลการวิเคราะห์พบว่า อปท. ไทยเผชิญข้อจำกัดสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ โครงสร้างองค์กรที่ขาดการบูรณาการ ข้อจำกัดด้านงบประมาณและทรัพยากรที่พึ่งพิงส่วนกลางสูง และการยึดติดกับกฎระเบียบมากกว่าผลสัมฤทธิ์ต่อคุณภาพชีวิตประชาชน จึงเสนอแนวทาง “การบริหารเชิงกลยุทธ์แบบบูรณาการผ่านกลไกความร่วมมือของภาคีเครือข่าย” เปลี่ยนบทบาทของอปท. จากผู้จัดทำบริการสาธารณะโดยลำพัง สู่ “ผู้อำนวยความสะดวกและประสานพลัง” ผ่านภาคี 5 ประสาน ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และภาคประชาชน ควบคู่กับการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงเครือข่ายของผู้บริหารท้องถิ่น ข้อเสนอแนะความสำเร็จของการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์นี้ มุ่งสู่ความยั่งยืนเชิงสถาบัน เศรษฐกิจ และสังคมของท้องถิ่น อาศัยการปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมาย การพัฒนาทักษะผู้นำยุคใหม่ในการบริหารเครือข่าย และการสร้างระบบนิเวศข้อมูลเปิดเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ที่แม่นยำ</p>
วิไลลักษณ์ เรืองสม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-29
2026-07-29
9 7
322
338
-
การบูรณาการหลักธรรมทางพระพุทธศาสนากับการพัฒนาเยาวชนในศตวรรษที่ 21: กรอบแนวคิดเชิงบูรณาการเพื่อเสริมสร้างคุณธรรมและจริยธรรม
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11383
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์บทบาทของหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาในการพัฒนาเยาวชนในศตวรรษที่ 21 ภายใต้ความท้าทายของสังคมดิจิทัลและกระแสโลกาภิวัตน์ที่ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรม ค่านิยม และกระบวนการเรียนรู้ของเยาวชนร่วมสมัย การศึกษานี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เอกสาร (Documentary Analysis) จากคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา แนวคิดทางจิตวิทยา และทฤษฎีทางการศึกษาที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาสังเคราะห์เป็นกรอบแนวคิดเชิงบูรณาการสำหรับการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมของเยาวชนในยุคดิจิทัล การศึกษา หลักธรรมสำคัญทางพระพุทธศาสนา ได้แก่ ศีล 5 พรหมวิหาร 4 อิทธิบาท 4 และไตรสิกขา สามารถทำหน้าที่เป็นกลไกการพัฒนาภายในของมนุษย์ที่ครอบคลุมทั้งมิติพฤติกรรม อารมณ์ และปัญญา โดยศีล 5 สอดคล้องกับแนวคิดการกำกับตนเอง (Self-Regulation) พรหมวิหาร 4 เชื่อมโยงกับการเรียนรู้ทางสังคมและอารมณ์ (Social and Emotional Learning: SEL) อิทธิบาท 4 สนับสนุนการสร้างแรงจูงใจภายใน และไตรสิกขาเอื้อต่อการพัฒนาการกำกับตนเองและการคิดระดับสูง (Executive Functions) ข้อค้นพบสำคัญของการศึกษาคือ การบูรณาการหลักธรรมทางพระพุทธศาสนากับแนวคิดทางจิตวิทยาสมัยใหม่สามารถพัฒนาเป็นกรอบแนวคิดเชิงบูรณาการที่มุ่งสร้าง “ภูมิคุ้มกันทางจริยธรรม” ผ่านกระบวนการพัฒนาจากภายในสู่ภายนอก อันช่วยส่งเสริมการกำกับตนเอง การควบคุมอารมณ์ การตัดสินใจเชิงจริยธรรม และการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัลของเยาวชนได้อย่างยั่งยืนบทสรุปของการศึกษาสะท้อนว่า การพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมของเยาวชนในศตวรรษที่ 21 ควรมุ่งเน้นการเสริมสร้างกลไกภายในควบคู่กับการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างครอบครัว สถานศึกษา และชุมชน เพื่อสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการพัฒนาเยาวชนให้เป็นพลเมืองดิจิทัลที่มีคุณภาพ มีความรับผิดชอบ และสามารถดำรงตนอยู่ในสังคมได้อย่างสมดุลและยั่งยืน</p>
เกวริฐา รองพล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-29
2026-07-29
9 7
339
346
-
ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะการจัดการโซ่อุปทานกับความยืดหยุ่นเชิงกลยุทธ์: กรณีศึกษาอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม จังหวัดสมุทรสาคร
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11345
<p>งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับลักษณะการจัดการโซ่อุปทานและความยืดหยุ่นเชิงกลยุทธ์ของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มในจังหวัดสมุทรสาคร 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะการจัดการโซ่อุปทานกับความยืดหยุ่นเชิงกลยุทธ์ของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มในจังหวัดสมุทรสาคร และ 3) ศึกษาอิทธิพลของลักษณะการจัดการโซ่อุปทาน ได้แก่ การแบ่งปันข้อมูลข่าวสาร ความสัมพันธ์กับคู่ค้า การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และความไว้วางใจระหว่างองค์กร ที่ส่งผลต่อความยืดหยุ่นเชิงกลยุทธ์ของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มในจังหวัดสมุทรสาคร การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้บริหาร ผู้จัดการแผนก หรือผู้รับผิดชอบงานด้านโซ่อุปทานและกลยุทธ์ ในสถานประกอบการอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม จังหวัดสมุทรสาคร จำนวน 400 คน โดยใช้สถิติ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ระดับลักษณะการจัดการโซ่อุปทานโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านความไว้วางใจระหว่างองค์กรมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดอยู่ในระดับมากที่สุด สำหรับระดับความยืดหยุ่นเชิงกลยุทธ์โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านความยืดหยุ่นในการตอบสนองต่อตลาดมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดอยู่ในระดับมาก ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ลักษณะการจัดการโซ่อุปทานมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความยืดหยุ่นเชิงกลยุทธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยมีความสัมพันธ์ในระดับสูง (r = .784) นอกจากนี้ ลักษณะการจัดการโซ่อุปทานทั้ง 4 ด้าน สามารถร่วมกันพยากรณ์ความแปรปรวนของความยืดหยุ่นเชิงกลยุทธ์ได้ โดยมีประสิทธิภาพในการพยากรณ์ได้ร้อยละ 61.5 โดยด้านความไว้วางใจระหว่างองค์กรเป็นตัวแปรที่มีอิทธิพลเชิงบวกต่อความยืดหยุ่นเชิงกลยุทธ์สูงที่สุด</p>
อัมพิกา เล่าประวัติชัย
บุญสาน ทระทึก
ฑิฏิวุฒิ ศรีมานพ
ปรีชา สวน
วิมลวัลย์ ทรงศิริยศ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-24
2026-07-24
9 7
1
12
-
แนวทางการพัฒนาการบริหารเชิงกลยุทธ์ของการดำเนินงานวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11545
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการบริหารเชิงกลยุทธ์ของการดำเนินงานวิชาการและเพื่อประเมินแนวทางการพัฒนาการบริหารเชิงกลยุทธ์ของการดำเนินงานวิชาการของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสานวิธี เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ทำการสุ่มแบบ แบ่งชั้นภูมิ จำนวน 317 คน และใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลโดยนำข้อมูลเชิงคุณภาพ ที่ได้ไปจำแนกจัดข้อมูลให้ เป็นหมวดหมู่ตามประเด็นและตีความตามกรอบแนวคิด จากนั้น ประเมินแนวทางการพัฒนาการบริหารเชิงกลยุทธ์ โดยการเลือก แบบเจาะจง ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหา ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความคิดของผู้ทรงคุณวุฒิที่มี ต่อ ด้านทั้ง 5 ด้าน ผลการวิจัยพบว่า วัตถุประสงค์ข้อที่ 1 ผลการศึกษาแนวทางแนวทางการพัฒนาการบริหารเชิงกลยุทธ์ของการดำเนินงานวิชาการของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ เรียงลำดับความต้องการจำเป็นจากมาก<br />ไปหาน้อย ได้แก่ ด้านการควบคุมและประเมินผล ด้านการวางแผนเชิงกลยุทธ์ ด้านการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติ และ ด้านการวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ตามลำดับ วัตถุประสงค์ข้อที่ 2 ผลการประเมินแนวทางการพัฒนาการบริหารเชิงกลยุทธ์ของการดำเนินงานวิชาการของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ ผลการประเมิน พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ทั้งนี้เพราะว่า แนวทางการพัฒนาการบริหารเชิงกลยุทธ์ของการดำเนินงานวิชาการของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ ได้ข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญซึ่งเป็นความเข้าใจท่องแท้ เกิดความเชี่ยวชาญ ชำราญ และมีประสบการณ์ในการบริหารงานเชิงกลยุทธ์</p>
ศิวาวุธ วิเวก
สุนิสา วงศ์อารีย์
สุชาดา บุบผา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-24
2026-07-24
9 7
23
31
-
การพัฒนาเมืองผ่านเทศกาลและการมีส่วนร่วมของชุมชนในจังหวัดสงขลา
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11363
<p>การวิจัยเรื่อง “การพัฒนาเมืองผ่านเทศกาลและการมีส่วนร่วมของชุมชนในจังหวัดสงขลา” มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์บทบาทของเทศกาลและอีเวนต์ต่อการพัฒนาเมืองจังหวัดสงขลา 2) ศึกษาการมีส่วนร่วมของชุมชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการขับเคลื่อนกิจกรรมเมือง และ 3) พัฒนาโมเดลการพัฒนาเมืองผ่านเทศกาลและการมีส่วนร่วมของชุมชนในจังหวัดสงขลา วิจัยเป็นแบบเชิงคุณภาพ ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม และเวทีเสวนาในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ นักวิชาการ และภาคประชาชน จำนวน 40 คน คัดเลือกแบบเจาะจง วิเคราะห์เนื้อหาและวิเคราะห์ประเด็นหลัก ผลการวิจัยพบว่า เทศกาลและอีเวนต์มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาจังหวัดสงขลาในมิติเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม โดยช่วยกระตุ้นการใช้จ่าย สร้างรายได้แก่ผู้ประกอบการ ดึงดูดนักท่องเที่ยว สร้างความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ท้องถิ่น พัฒนาพื้นที่การเรียนรู้ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ทั้งนี้ เทศกาลเป็นกลไกในการกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างภาพลักษณ์ และยกระดับประสบการณ์การท่องเที่ยว แต่พบข้อจำกัดด้านการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน การบริหารจัดการ และความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานเมือง ผู้วิจัยได้พัฒนา “Event for City Model: 4P+3E” ประกอบด้วยความร่วมมือจาก 4 ภาคส่วน คือ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และภาควิชาการ/วิชาชีพ ร่วมกับยุทธศาสตร์การพัฒนา 3 ด้าน คือ การสร้างอัตลักษณ์และประสบการณ์เมือง การพัฒนาระบบนิเวศและโครงสร้างพื้นฐานเมือง และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมควบคู่กับการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับคุณภาพชีวิตของชุมชน โมเดลสามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาเมืองผ่านเทศกาล โดยความร่วมมือของทุกภาคส่วนเพื่อสร้างความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว</p>
ภัททิรา กลิ่นเลขา
ไชยยะ ธนพัฒน์ศิริ
ชนาธิป ลีนิน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-24
2026-07-24
9 7
32
44
-
ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการเรียนรู้ ของผู้เรียน กลุ่มโรงเรียนบางพลี 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 2
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11395
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการเรียนรู้ของผู้เรียน และ 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการเรียนรู้ของผู้เรียน กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูกลุ่มโรงเรียนบางพลี 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 2 จำนวน 155 คน เครื่องมือการวิจัย คือ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.45, S.D. = 0.57) ด้านการส่งเสริมบรรยากาศการเรียนการสอนมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.58, S.D. = 0.52) และด้านการนิเทศการสอนมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.36, S.D. = 0.56) 2) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการเรียนรู้ของผู้เรียน 2.1) ด้านการบริหารหลักสูตรและการสอน ควรมุ่งส่งเสริมให้ครูมีส่วนร่วมในการพัฒนาหลักสูตรที่สอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาและบริบทของชุมชน พร้อมสนับสนุนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก 2.2) ด้านการนิเทศการสอน ผู้บริหารควรดำเนินกระบวนการนิเทศแบบกัลยาณมิตรควบคู่กับการสะท้อนผลอย่างสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาศักยภาพการจัดการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง 2.3) ด้านการกำกับติดตามความก้าวหน้าของผู้เรียน ควรนำข้อมูลสารสนเทศและเทคโนโลยีมาใช้เป็นฐานในการติดตามพัฒนาการของผู้เรียนร่วมกับการวัดและประเมินผลตามสภาพจริง 2.4) ด้านการส่งเสริมบรรยากาศการเรียนการสอนควรสร้างบรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ผ่านแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p>
ธีระพงษ์ อุทธา
ทัศพร เกตุถนอม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-24
2026-07-24
9 7
45
57
-
การพัฒนาภาวะผู้นำทางการศึกษาของผู้บริหารสตรีในยุคดิจิทัล: การวิจัยเชิงชีวประวัติ ดร.ศรประภา สิริภัทรวิช
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11450
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาชีวประวัติและเส้นทางชีวิตของ ดร.ศรประภา สิริภัทรวิช ผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงการเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จ 2) วิเคราะห์ปัจจัยและบริบทที่ส่งผลต่อการพัฒนาภาวะผู้นำทางการศึกษาของ ดร.ศรประภา สิริภัทรวิช และ 3) สังเคราะห์บทเรียนและแนวทางจากชีวิตของ ดร.ศรประภา สิริภัทรวิช เป็นแบบอย่างสำหรับการพัฒนาผู้บริหารสตรีในวงการศึกษา งานวิจัยนี้ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพแบบชีวประวัติ (Biographical Research) โดยผ่านการพิจารณาจริยธรรมการวิจัยและได้รับความยินยอมจากผู้ให้ข้อมูลแล้ว เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก การวิเคราะห์เอกสาร และการสังเกตการณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วย Narrative Analysis และ Content Analysis ผลการวิจัยพบว่า 1) เส้นทางชีวิตมีจุดเปลี่ยนสำคัญ 3 ช่วง ได้แก่: การได้รับการชี้นำจากป้าในฐานะพี่เลี้ยงชีวิต การก้าวสู่ตำแหน่งรองผู้อำนวยการในวัย 28 ปี และการเดินทางแลกเปลี่ยนที่ญี่ปุ่น 2) ปัจจัยภาวะผู้นำประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่: การมีพี่เลี้ยงชีวิต บุคลิกภาพการคิดบวก การพัฒนาตนเองต่อเนื่อง และการพิสูจน์ตนเองด้วยผลงาน และ 3) บทเรียนสำคัญ 5 ประการ ได้แก่: จังหวะสำคัญกว่าความเร็ว การสื่อสารคือหัวใจของผู้นำ พิสูจน์ด้วยผลงาน ทำงานเป็นทีมก่อนนำทีม และทำดีที่สุดแล้วไม่เสียใจ การวิจัยนี้เสนอองค์ความรู้ใหม่เกี่ยวกับบทบาทของโซเชียลมีเดียในการขยายอิทธิพลของผู้บริหารสตรีในยุคดิจิทัลโดยไม่ต้องพึ่งโครงสร้างอำนาจแบบดั้งเดิม ซึ่งแตกต่างจากงานวิจัยด้านภาวะผู้นำสตรีในบริบทตะวันตกที่เน้นการเรียกร้องสิทธิ์อย่างตรงไปตรงมา สะท้อนให้เห็นว่ากลยุทธ์การนำทางผ่านเขาวงกตแห่งภาวะผู้นำต้องปรับให้สอดคล้องกับบริบทวัฒนธรรมของแต่ละสังคม</p>
ปรียา บุญเขียน
พร้อมพิไล บัวสุวรรณ
สุชาดา นันทะไชย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-24
2026-07-24
9 7
58
67
-
การศึกษาแนวทางการพัฒนาพื้นที่ชุมชนโดยรอบมหาวิทยาลัยราชภัฎวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยมีส่วนร่วมของประชานในพื้นที่ตำบลสะแกกรัง อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11456
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและวิเคราะห์สภาพการณ์พื้นที่ชุมชนโดยรอบมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตำบลสะแกกรัง อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี และ 2) สร้างแนวทางการพัฒนาชุมชนโดยรอบมหาวิทยาลัยฯ โดยการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ตำบลสะแกกรัง เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเจาะจง จำนวน 35 คน ได้แก่ กำนันและผู้ใหญ่บ้านโดยรอบมหาวิทยาลัย 8 คน แกนนำชุมชนประกอบด้วยปราชญ์ชุมชนและผู้นำอาวุโสของชุมชน 5 คน คณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลสะแกกรัง 5 คน และประชาชนในพื้นที่เขตเทศบาลตำบลสะแกกรัง 17 คน วิธีดำเนินการวิจัย ได้แก่ การค้นคว้าและวิเคราะห์จากเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม และการสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการณ์พื้นที่ชุมชนโดยรอบมหาวิทยาลัยฯ เป็นชุมชนที่เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยเมืองอู่ไทยมีบทบาทสำคัญในฐานะเมืองหน้าด่านเป็นสมรภูมิสำคัญในการขับไล่พม่า ความสำคัญทางยุทธศาสตร์นี้ต่อเนื่องมาจนถึงสมัยกรุงธนบุรี เมื่อมีการย้ายเมืองอู่ไทยมาไว้ที่บ้านสะแกกรัง และเติบโตเป็นชุมชนต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งยังเป็นแหล่งเลี้ยงปลาในกระชังบนแม่น้ำสะแกกรัง มีวิถีชาวแพ และมีการรวมกลุ่มอาชีพเครื่องจักสานเกาะเทโพ 2) แนวทางการพัฒนาชุมชนโดยรอบมหาวิทยาลัยฯ ประกอบด้วย 2.1) การพัฒนาแหล่งเพาะเลี้ยงปลาแรด 2.2) การสร้างโรงสีชุมชนในพื้นที่มหาวิทยาลัย 2.3) ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีทางการเกษตร 2.4) การยกระดับและพัฒนากลุ่มจักสาน 2.5) การพัฒนาและยกระดับที่พักโฮมสเตย์ชุมชน 2.6) สถานที่พักแคมป์ปิ้งและคาร์แคมป์ และ 2.7) การสร้างเส้นทางท่องเที่ยวทางจักรยานและทางน้ำ โดยพัฒนาท่าเรือร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น </p>
วิไลลักษณ์ เรืองสม
ดรุณศักดิ์ ตติยะลาภะ
ดาวราย ลิ่มสายหั้ว
จารุณี มุมบ้านเซ่า
หทัยรัตน์ อ่วมน้อย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-24
2026-07-24
9 7
68
78
-
ผลของการประยุกต์โยคะร่วมกับผ้าขาวม้าที่มีต่อความอ่อนตัวและคุณภาพ การนอนหลับของผู้สูงอายุ
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11458
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการประยุกต์โยคะร่วมกับผ้าขาวม้าที่มีต่อความอ่อนตัวและคุณภาพการนอนหลับของผู้สูงอายุ ก่อนการฝึก ระหว่างการฝึกสัปดาห์ที่ 4 และหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้สูงอายุเพศหญิง ในชมรมผู้สูงอายุเทศบาลนครระยอง อายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 20 คน โดยการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เป็นกลุ่มทดลอง 1 กลุ่ม เข้าร่วมโปรแกรมการประยุกต์โยคะร่วมกับผ้าขาวม้า โดยเน้นท่าฝึกความอ่อนตัวและการหายใจ เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 วัน วันละ 60 นาที ทดสอบความอ่อนตัวโดยใช้แบบทดสอบเอื้อมแขนแตะมือด้านหลัง และนั่งเก้าอี้ยื่นแขนแตะปลายเท้า และทดสอบคุณภาพการนอนหลับด้วยแบบประเมิน The Pittsburgh Sleep Quality Index ก่อนการฝึก ระหว่างการฝึกสัปดาห์ที่ 4 และหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 วิเคราะห์หาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ ผลการวิจัยพบว่า นั่งเก้าอี้ยื่นแขนแตะปลายเท้า 1.898 ± 1.935, 2.757 ± 2.230 และ 3.461 ± 2.614 การทดสอบเอื้อมแขนแตะมือด้านหลัง 0.068 ± 2.024, 0.355 ± 2.001 และ 0.629 ± 1.977 และคุณภาพการนอนหลับ 6.050 ± 1.572, 4.800 ± 2.215 และ 3.350 ± 1.496 ผลการวิเคราะห์พบว่า นั่งเก้าอี้ยื่นแขนแตะปลายเท้า (F = 18.650, p <.001) เอื้อมแขนแตะมือด้านหลัง (F = 27.276, p< .001) และคุณภาพการนอนหลับ (F = 60.419, p < .001) แตกต่างกันอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และผลการเปรียบเทียบรายคู่พบว่าก่อนการฝึก ระหว่างการฝึกสัปดาห์ที่ 4 และหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปได้ว่า โปรแกรมการประยุกต์โยคะร่วมกับผ้าขาวม้าช่วยพัฒนาความอ่อนตัวและคุณภาพการนอนหลับของผู้สูงอายุได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
นงนภัส นามวิเศษ
วิชาญ มะวิญธร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-24
2026-07-24
9 7
92
102
-
ผลการจัดการเรียนรู้ออนไลน์โดยใช้การอภิปรายกลุ่มย่อยร่วมกับแผนผังความคิดที่มีต่อ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาการเป็นผู้ประกอบการทางการท่องเที่ยวเชิงการศึกษา ของนิสิตหลักสูตรการศึกษานอกระบบ มหาวิทยาลัยทักษิณ
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11490
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาการเป็นผู้ประกอบการทางการท่องเที่ยวเชิงการศึกษาของนิสิตหลังการจัดการเรียนรู้ออนไลน์โดยใช้การอภิปรายกลุ่มย่อยร่วมกับแผนผังความคิดกับเกณฑ์ร้อยละ 80 และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของนิสิตต่อการจัดการเรียนรู้ออนไลน์โดยใช้การอภิปรายกลุ่มย่อยร่วมกับแผนผังความคิด กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นิสิตหลักสูตรการศึกษานอกระบบ มหาวิทยาลัยทักษิณ ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาการเป็นผู้ประกอบการทางการท่องเที่ยวเชิงการศึกษา ปีการศึกษา 2568 จำนวน 50 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ออนไลน์โดยใช้การอภิปรายกลุ่มย่อยร่วมกับแผนผังความคิด 2) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ การเก็บรวบรวมข้อมูลดำเนินการโดยจัดการเรียนรู้ออนไลน์จำนวน 5 หน่วย รวม 45 ชั่วโมง จากนั้นทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและสอบถามความพึงพอใจของนิสิต วิเคราะห์ข้อมูลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้การทดสอบค่าทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างเดียว และวิเคราะห์ข้อมูลความพึงพอใจโดยใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนิสิตมีคะแนนเฉลี่ย 86.44 คะแนน (S.D. = 0.81) ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) ความพึงพอใจของนิสิตต่อการจัดการเรียนรู้ออนไลน์โดยใช้การอภิปรายกลุ่มย่อยร่วมกับแผนผังความคิดโดยรวมอยู่ในระดับมาก (M = 4.32, S.D. = 0.29) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการจัดการเรียนรู้ออนไลน์มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนด้านการใช้การอภิปรายกลุ่มย่อย ด้านการใช้แผนผังความคิด และด้านการวัดและประเมินผล มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก</p>
นพเก้า ณ พัทลุง
นูรีมัน เจ๊ะเย๊ะ
ศุภธิดา โชติช่วง
ชยานันท์ ชบาพฤกษ์
พรชิตา โพธิ์สาลี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-24
2026-07-24
9 7
103
111
-
การพัฒนาทักษะการอ่าน สะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ในห้องเรียนรวมที่มีความหลากหลาย โดยใช้ชุดกิจกรรม ตามหลักการออกแบบการเรียนรู้ที่เป็นสากล
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11501
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพัฒนาการทักษะการอ่านสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ในห้องเรียนรวมที่มีความหลากหลาย โดยใช้ชุดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านตามหลักการออกแบบการเรียนรู้ที่เป็นสากล รูปแบบการวิจัยเชิงกรณีศึกษาทั้งห้องเรียน ประชากรคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ <strong>2 </strong>โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มเป้าหมายคือนักเรียนจำนวน 30 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจงจากห้องเรียนที่มีความหลากหลายด้านภาษา ความสามารถทางการอ่าน พฤติกรรมการเรียนรู้ และความพร้อมในการเรียนรู้ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย ชุดกิจกรรมตามหลักการออกแบบการเรียนรู้ที่เป็นสากล แบบทดสอบการอ่านสะกดคำ แบบประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ แบบบันทึกหลังการสอน และแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยทดสอบก่อนและหลังการจัดกิจกรรม ประเมินพฤติกรรมระหว่างเรียน บันทึกผลหลังสอน และสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า หลังการจัดกิจกรรม มีคะแนนเฉลี่ยทักษะการอ่านสะกดคำเพิ่มขึ้นจาก 14.00 คะแนน ร้อยละ 70.00 เป็น 16.73 คะแนน ร้อยละ 83.67 คะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ <strong>.</strong>001, t (29) = 4.91, p < .001 นักเรียน 23 คนจาก 30 คนมีคะแนนเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 76.67 พฤติกรรมการเรียนรู้อยู่ในระดับดีถึงดีมาก และความพึงพอใจโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ย 2.56 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.62 ผลการวิจัยสะท้อนว่า ชุดกิจกรรมดังกล่าวช่วยลดอุปสรรคในการเรียนรู้ เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการอ่านสะกดคำ ส่งเสริมการมีส่วนร่วม และสนับสนุนพัฒนาการทางการอ่านของนักเรียนในห้องเรียนรวม</p>
กชพร คงสุข
วีรมลล์ โล้เจริญรัตน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-24
2026-07-24
9 7
112
125
-
การอุ้มบุญและความเป็นแม่: เสียงและประสบการณ์ชีวิตของผู้หญิง
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11511
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการให้ความหมายต่อการอุ้มบุญ และมุมมองต่อความเป็นแม่ของผู้หญิงไทยที่อุ้มบุญเชิงพาณิชย์ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 28 คน ซึ่งคัดเลือกแบบเจาะจงและการบอกต่อ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาแบบสร้างประเด็นหลัก ทั้งนี้ในบริบทของไทยการจ้างตั้งครรภ์แทนเชิงพาณิชย์ถือเป็นการกระทำที่มีความผิดตาม พ.ร.บ. คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. 2558 ผลการศึกษาพบว่า ผู้หญิงตั้งครรภ์แทนเชิงพาณิชย์ให้ความหมายต่อการอุ้มบุญใน 4 ลักษณะ ได้แก่ การอุ้มบุญในฐานะ 1) ทางรอดของชีวิตภายใต้ภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจ 2) โอกาสในการเติมเต็มความฝันและสร้างความมั่นคงในอนาคต 3) งานที่ทำเพื่อครอบครัว และ 4) การเป็นผู้ให้ชีวิตหรือผู้สร้างครอบครัวให้สมบูรณ์แก่ผู้มีบุตรยาก ส่วนมุมมองต่อความเป็นแม่ ประกอบด้วย 1) กลุ่มที่เกิดความผูกพันกับเด็กในครรภ์และเผชิญความเจ็บปวดจากการส่งมอบเด็กหลังคลอด และ 2) กลุ่มที่รักษาระยะห่างทางอารมณ์กับเด็กในครรภ์ โดยยึดโยงความเป็นแม่ของตนเองเข้ากับบทบาทการเลี้ยงดูบุตรของตน จากประสบการณ์ของผู้หญิงที่เคยเกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์แทนเชิงพาณิชย์ อันเป็นการกระทำที่ไม่สอดคล้องกับกฎหมายไทย สะท้อนความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างความเป็นแม่ ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และความไม่เท่าเทียมทางเพศ อันมีนัยสำคัญต่อการพัฒนามาตรการคุ้มครองสิทธิและศักดิ์ศรีของผู้หญิงในบริบทของเทคโนโลยีการเจริญพันธุ์ร่วมสมัย </p>
จุฑาทิพย์ พวงแฉล้ม
รุ่งนภา เทพภาพ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-24
2026-07-24
9 7
126
137
-
การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการเคลื่อนไหวพื้นฐาน โดยใช้เทคนิคแม่แบบผสมทฤษฎีการเชื่อมโยง เพื่อพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์การเคลื่อนไหวประกอบเพลง ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนแย้มจาดวิชชานุสรณ์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11527
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมและแผนการจัดการเรียนรู้ตามคู่มือครูให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 2) เปรียบเทียบทักษะความคิดสร้างสรรค์ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ของนักเรียนที่ได้รับการเรียนรู้ด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ทั้งสองรูปแบบ 3) เปรียบเทียบทักษะความคิดสร้างสรรค์การเคลื่อนไหวประกอบเพลงระหว่างนักเรียนที่ได้รับการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมกับนักเรียนที่ได้รับการเรียนรู้ตามคู่มือครู การศึกษานี้ใช้วิธีการวิจัยแบบกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมที่ไม่เท่าเทียมกัน วัดผลก่อนและหลัง การทดลอง (Non-equivalent control group pretest-posttest design) กลุ่มตัวอย่าง ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster random sampling) ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนแย้มจาดวิชชานุสรณ์ จำนวน 42 คน จาก 2 ห้องเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรม แผนการจัดการเรียนรู้ตามคู่มือครู และแบบประเมินทักษะความคิดสร้างสรรค์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าประสิทธิภาพ E1/E2 การทดสอบค่าทีแบบกลุ่มไม่อิสระ การทดสอบค่าทีแบบกลุ่มอิสระ ผลการวิจัยพบว่า 1) แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมมีประสิทธิภาพเท่ากับ 75.32/78.73 แผนการจัดการเรียนรู้ตามคู่มือครูมีประสิทธิภาพเท่ากับ 50.56/50.48 2) นักเรียนที่ได้รับการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมและตามคู่มือครูมีทักษะความคิดสร้างสรรค์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) นักเรียนที่ได้รับการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมมีทักษะความคิดสร้างสรรค์สูงกว่านักเรียนที่ได้รับการเรียนรู้ตามคู่มือครูอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมสามารถส่งเสริมทักษะความคิดสร้างสรรค์การเคลื่อนไหวประกอบเพลงของนักเรียนระดับประถมศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
เกลียวขวัญ ลำภา
กุลนาถ พุ่มอำภา
เทวิกา ประดิษฐบาทุกา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-24
2026-07-24
9 7
138
150
-
การบริหารจัดการการเลือกตั้งที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการเลือกตั้ง องค์การบริหารส่วนตำบล ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11532
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารจัดการการเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2) ศึกษาประสิทธิผลการเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนตำบล ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ 3) ศึกษาการบริหารจัดการการเลือกตั้งที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนตำบล ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ กรรมการการเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วนตำบล และผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วนตำบล ในเขตพื้นที่ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 342 คน โดยการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างที่ได้จากการสุ่มอย่างง่ายตามวิธีคำนวณสูตรของทาโร ยามาเน่ โดยมีสัดส่วนความคลาดเคลื่อนที่ยอมรับได้เท่ากับ .05 ณ ระดับความเชื่อมั่น 95% เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถาม ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ ได้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 0.89 โดยการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว การทดสอบ LSD การวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการบริหารจัดการการเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนตำบล ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ระดับประสิทธิผลการเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนตำบล ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และ 3) การบริหารจัดการการเลือกตั้งที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนตำบล ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ การบริหารจัดการด้านเป้าหมาย การบริหารจัดการด้านกระบวนการ และการบริหารจัดการด้านการบริหารทรัพยากร</p>
วีรยุทธ วิเศษบุญ
อภิชาติ พานสุวรรณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-24
2026-07-24
9 7
151
165
-
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ SQ5R ผสานเทคนิค 4W1H เพื่อสร้างเสริมทักษะการอ่านจับใจความ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11561
<p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ SQ5R ผสานเทคนิค 4W1H เพื่อสร้างเสริมทักษะการอ่านจับใจความ 2) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ SQ5R ผสานเทคนิค 4W1H เพื่อสร้างเสริมทักษะการอ่านจับใจความ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และ 3) ประเมินประสิทธิผลรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ SQ5R ผสานเทคนิค 4W1H เพื่อสร้างเสริมทักษะการอ่านจับใจความ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดพิบูลยารามมิตรภาพที่ 232 จำนวน 20 คน ใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบประเมินทักษะการอ่านจับใจความ แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียน สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" />) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การทดสอบค่าที (t-test dependent Samples) ผลการวิจัย 1. องค์ประกอบรูปเเบบการจัดการเรียนรู้แบบ SQ5R ผสานเทคนิค 4W1H ได้แก่ 1) หลักการและแนวคิด 2) วัตถุประสงค์ 3) เนื้อหา 4) กระบวนการจัดการเรียนรู้ 5) การวัดประเมินผล 6) บทบาทผู้ที่เกี่ยวข้อง 2. รูปเเบบการจัดการเรียนรู้แบบ SQ5R ผสานเทคนิค 4W1H เพื่อสร้างเสริมทักษะการอ่านจับใจความ มีกระบวนการจัดการเรียนรู้ 7 ขั้น คือ 1) สำรวจ 2) ตั้งคำถาม 3) อ่าน 4) บันทึก 5) จดจำ 6) ทบทวน 7) สะท้อนคิด 3. ประเมินประสิทธิผลการใช้รูปเเบบการจัดการเรียนรู้แบบ SQ5R ผสานเทคนิค 4W1H ทักษะการอ่านจับใจความของนักเรียนอยู่ในระดับดีมาก ร้อยละ 90 ระดับดี ร้อยละ 10 , ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 25.55, S.D.=2.06) สูงกว่าก่อนเรียน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 15.85, S.D.=3.31) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และนักเรียนมีความพึงพอใจระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.76, S.D. = 0.14)</p>
พฤติกานต์ เมืองมณี
นิลรัตน์ นวกิจไพฑูรย์
จุติพร อัศวโสวรรณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-24
2026-07-24
9 7
166
179
-
การศึกษาองค์ประกอบภาวะผู้นำการเรียนรู้ของผู้บริหารโรงเรียน และสมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11571
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบภาวะผู้นำการเรียนรู้ของผู้บริหารโรงเรียนและองค์ประกอบสมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 และ 2) เพื่อประเมินความเหมาะสมขององค์ประกอบภาวะผู้นำการเรียนรู้ของผู้บริหารโรงเรียนและองค์ประกอบสมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 การดำเนินการวิจัย ขั้นตอนที่ 1 การสังเคราะห์องค์ประกอบภาวะผู้นำการเรียนรู้ของผู้บริหารโรงเรียน และองค์ประกอบสมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 ขั้นตอนที่ 2 การประเมินความเหมาะสมขององค์ประกอบภาวะผู้นำการเรียนรู้ของผู้บริหารโรงเรียน และองค์ประกอบสมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 โดยกลุ่มเป้าหมายในการประเมินความเหมาะสมขององค์ประกอบ คือ ผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ อาจารย์ผู้สอนทางการบริหารและพัฒนาการศึกษาในมหาวิทยาลัย ผู้บริหารและครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ จำนวน 5 ท่าน โดยเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสังเคราะห์องค์ประกอบและแบบประเมินความเหมาะสมมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า องค์ประกอบภาวะผู้นำการเรียนรู้ของผู้บริหารโรงเรียน มี 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การเรียนรู้เป็นทีม 2) สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ 3) การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการปฏิบัติงาน 4) ความคิดสร้างสรรค์ 5) การเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง และ 6) นวัตกรรมการเรียนรู้ โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.57, S.D. = 0.23) ส่วนองค์ประกอบสมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 มี 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การบริหารหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ 2) การบริหารจัดการชั้นเรียน 3) การใช้เทคโนโลยีทางการศึกษา 4) คุณธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพครู และ 5) การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ โดยผู้ทรงคุณวุฒิประเมินความเหมาะสมในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.73, S.D. = 0.31)</p>
จิดาภา บุตรสุวรรณ์
ทรัพย์หิรัญ จันทรักษ์
อนงลักษณ์ หนูหมอก
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-24
2026-07-24
9 7
180
193
-
มาตรการทางกฎหมายในการแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่อนุรักษ์ ศึกษากรณี บทกำหนดโทษตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11568
<p><strong> </strong>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสำคัญของปัญหา แนวคิด วัตถุประสงค์ หลักการ และทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติ รวมทั้งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้วิธีการศึกษาข้อมูลจากเอกสารทางกฎหมายและการเปรียบเทียบเชิงนโยบาย เพื่อหาแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขมาตรการทางกฎหมายเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติให้มีความเหมาะสม และสอดคล้องกับสภาพปัญหาในประเทศไทย ซึ่งจากผลการศึกษาพบว่า มาตรการทางกฎหมายในปัจจุบันยังมีปัญหาที่สำคัญ ได้แก่ 1) รูปแบบการลงโทษที่จำกัด โดยมุ่งเน้นโทษจำคุกในอัตราที่สูง และขาดความยืดหยุ่น 2) ขาดการกำหนดคำนิยามคำว่า “แสวงหาประโยชน์เชิงพาณิชย์” ไว้อย่างชัดเจน ส่งผลให้เกิดปัญหาในการตีความ และการบังคับใช้กฎหมายในทางปฏิบัติ 3) ไม่มีการจำแนกลักษณะของการกระทำความผิด และ 4) บทลงโทษระหว่างการกระทำเพื่อยังชีพกับเพื่อแสวงหาประโยชน์เชิงพาณิชย์ยังไม่แยกออกจากกัน ทั้งที่ความร้ายแรง และผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติต่างกัน นอกจากนี้ พบว่า บทลงโทษยังขาดกลไกฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติที่เชื่อมโยงกับการลงโทษอีกด้วย ผู้วิจัยจึงมีข้อเสนอแนะให้มีการแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 โดยกำหนดคำนิยาม การแสวงหาประโยชน์เชิงพาณิชย์ เพื่อให้กฎหมายมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจโดยมิชอบ รวมถึงการกำหนดโทษทางอาญาที่เหมาะสม และครอบคลุม ได้สัดส่วนสอดคล้องกับการกระทำความผิด ตลอดจนเพิ่มมาตรการการลงโทษในรูปแบบที่มุ่งเน้นการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลายจากการกระทำผิดอย่างเหมาะสม เพื่อช่วยให้ทรัพยากรได้รับการเยียวยาอย่างเป็นรูปธรรม</p>
สิริรัตน์ เผ่าน้อย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-25
2026-07-25
9 7
194
206
-
แนวทางการพัฒนาการปฏิบัติงานของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดในการจัดการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีและสมาชิกสภาเทศบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11646
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบทบาทของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประจำจังหวัดในการจัดการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีและสมาชิกสภาเทศบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2) ศึกษาความท้าทายและอุปสรรคที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดพบในการจัดเลือกตั้งนายกเทศมนตรีและสมาชิกสภาเทศบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนา การปฏิบัติงานของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดในการจัดเลือกตั้งนายกเทศมนตรี และสมาชิกสภาเทศบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 19 คน ซึ่งคัดเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด เจ้าหน้าที่และคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกับการจัดเลือกตั้ง ผู้สมัครรับเลือกตั้ง และผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้ง เครื่องมือ ที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์แก่นสาระ (Thematic Analysis) ร่วมกับการวิเคราะห์เชิงพรรณนา (Descriptive Analysis) และตรวจสอบ ความเหมาะสมของแนวทางการพัฒนาโดยการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเลือกตั้ง ผลการวิจัยพบว่า 1) สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด มีบทบาทในการจัดการเลือกตั้ง 3 ด้าน ได้แก่ การบริหารจัดการการเลือกตั้ง การกำกับดูแลและตรวจสอบการเลือกตั้ง และการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตย 2) ความท้าทายและอุปสรรคในการจัดการเลือกตั้งประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ ด้านกฎหมาย ด้านทรัพยากร ด้านบริบทพื้นที่ และด้านความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน และ 3) แนวทางการพัฒนาควรเน้นการพัฒนา ด้านกฎหมายและแนวปฏิบัติ การพัฒนาด้านทรัพยากร และบุคลากร การพัฒนาด้านการสื่อสารและการสร้างความเข้าใจตามบริบทพื้นที่ และการพัฒนาด้าน ความร่วมมือของประชาชน องค์ความรู้ใหม่ชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาการจัดการเลือกตั้งที่มีประสิทธิภาพ ควรเชื่อมโยงความท้าทายที่เกิดขึ้นกับกลไกการพัฒนาที่สอดคล้องกันในแต่ละด้านเพื่อยกระดับการเลือกตั้งท้องถิ่นให้มีความสุจริต</p>
กาญจนา งามสมชาติ
อภิชาติ พานสุวรรณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-25
2026-07-25
9 7
207
218
-
แนวทางการบริหารงานวิชาการเพื่อการเสริมสร้างทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ของครู ด้านการจัดการเรียนรู้ โรงเรียนในกลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการศึกษาที่ 6 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11513
<p>การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยแบบผสมผสานทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหารงานวิชาการของโรงเรียน 2) ศึกษาระดับทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ของครู 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารงานวิชาการกับทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ และ 4) เสนอแนวทางการบริหารงานวิชาการเพื่อเสริมสร้างทักษะดังกล่าว ประชากร คือ ผู้อำนวยการโรงเรียน รองผู้อำนวยการโรงเรียน และครู จำนวน 342 คน โรงเรียนในกลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการศึกษาที่ 6 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างโดยเทียบตารางของ Krejcie, R. V. & Morgan, D. W. จำนวน 192 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับของ Likert และแบบสอบถามคำถามปลายเปิด มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) 0.80 - 1.00 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.98 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" />) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน (r) ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารงานวิชาการโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.58) โดยเฉพาะด้านการพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายใน 2) ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ของครูอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.37) โดยด้านการประเมินและวิเคราะห์ข้อมูลมีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3) การบริหารงานวิชาการมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับทักษะการคิดเชิงวิพากษ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 (r = 0.747) 4) แนวทางสำคัญในการส่งเสริมทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ ได้แก่ การส่งเสริมให้ครูวิเคราะห์ปัญหา การผลิตสื่อการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) การจัดตั้งชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) และการทำวิจัยในชั้นเรียน เพื่อเป็นการจัดการเชิงโครงสร้างการบริหารงานวิชาการให้มีระบบและคุณภาพสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของครูอย่างแท้จริง</p>
กัญญ์นิษฐา พูนคุณาศิริ
ไตรรัตน์ สิทธิทูล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-28
2026-07-28
9 7
219
229
-
การพัฒนาตัวแบบการท่องเที่ยวฮาลาลอย่างยั่งยืนเชิงสังคมวิทยาเพื่อการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจชุมชนในประเทศไทย
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11762
<p><strong> </strong>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์และศักยภาพของการท่องเที่ยวฮาลาลในประเทศไทย 2) วิเคราะห์ปัจจัยทางสังคมวิทยาที่ส่งผลต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวฮาลาลอย่างยั่งยืน และ 3) พัฒนาตัวแบบการท่องเที่ยวฮาลาลอย่างยั่งยืนเชิงสังคมวิทยา เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ แบบพหุกรณีศึกษาร่วมกับการศึกษาปรากฏการณ์เชิงสังคมวิทยา ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 20 คน ได้แก่ นักวิชาการด้านการท่องเที่ยวและสังคมวิทยา 3 คน ผู้กำหนดนโยบายและผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ 3 คน ผู้ประกอบการท่องเที่ยวฮาลาล 3 คน ผู้นำศาสนาและชุมชนมุสลิม 3 คน ผู้แทนองค์กรภาคประชาชน 3 คน และนักท่องเที่ยวมุสลิม 5 คน เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ประเทศไทยมีศักยภาพด้านวัฒนธรรมอาหารสูง แต่ขาดการบูรณาการนโยบายและระบบรับรองฮาลาลเชิงพื้นที่ 2) ปัจจัยความสำเร็จ คือ การทำงานประสานกันขององค์ประกอบย่อยตามทฤษฎีโครงสร้างหน้าที่นิยมโดยใช้ทุนทางสังคมของชุมชนเป็นฐาน 3) ผู้วิจัยได้พัฒนาตัวแบบ “SHEEP Model” เพื่อแก้ปัญหาการขาดตัวแบบการพัฒนาที่เชื่อมโยงมิติทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมอย่างเป็นระบบ ประกอบด้วย ทุนทางสังคม ระบบนิเวศฮาลาล การเสริมสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจ ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม และการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม ตัวแบบปรับมุมมองจากฮาลาลที่เป็นเครื่องมือการตลาดไปสู่กลไกทางสังคมวิทยาที่ฝังตัวในวิถีชุมชนเพื่อสร้างเสถียรภาพแก่โครงสร้างหน้าที่ของระบบสังคม ผู้วิจัยเสนอแนะให้ภาครัฐและองค์กรศาสนาเปลี่ยนระบบรับรองรายสถานประกอบการเป็นการรับรองมาตรฐานฮาลาลเชิงพื้นที่ท่องเที่ยว และจัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนระดับจังหวัดเพื่อบูรณาการนโยบายและงบประมาณระดับพื้นที่ร่วมกัน</p>
นาวาวี อารวรรณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-28
2026-07-28
9 7
240
250
-
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน เพื่อเสริมสร้างทักษะการอ่านจับใจความภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11560
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน เพื่อเสริมสร้างทักษะการอ่านจับใจความภาษาไทย และประเมินประสิทธิผลของรูปแบบที่พัฒนาขึ้น กลุ่มเป้าหมาย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านคอกช้าง มีนักเรียนจำนวน 20 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ มีค่า IOC 0.95 2) แบบประเมินทักษะการอ่านจับใจความ มีค่า IOC 0.98 3) แบบประเมินความพึงพอใจ มีค่า IOC 0.99 สถิติการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test for Dependent Samples) ผลการวิจัยพบว่า 1) องค์ประกอบของรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน ได้แก่ 1) การเรียนรู้แบบออฟไลน์ 2) การเรียนรู้แบบออนไลน์ 3) การมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ 4) การวัดและประเมินผล 5) การผสมผสานสื่อประสม และ 6) การผสมผสานโดยใช้ CLASSROOM WEBSITES สัดส่วนการเรียน 70 : 30 2) รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน (READ Model) มี 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1) R - Ready & Retrieve (Online) 2) E - Explore & Extract (Face-to-Face) 3) A - Apply & Analyze (Face-to-Face) 4) D - Demonstrate & Deliver (Face-to-Face / Online) และ 5) Reflective Meta-Cognition (Blended) ผลการทดลองใช้กับนักเรียนกลุ่มทดลองนำร่อง (Tryout) จำนวน 20 คน ได้ค่าประสิทธิภาพ E1/E2 เท่ากับ 87.78/89.00 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนด และ 3) ประเมินประสิทธิผลการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน พบว่า ทักษะการอ่านจับใจความหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน อยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.58, S.D. = 0.55) <strong> </strong></p>
วศิณีย์ รุ่งรังษี
ธนเทพ นำพรวัฒนากุล
จุติพร อัศวโสวรรณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-28
2026-07-28
9 7
251
262
-
แรงจูงใจด้านปัจจัยดึงของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มาเยือนชุมชนคีรีวง อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11557
<p>การวิจัยเชิงปริมาณนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแรงจูงใจด้านปัจจัยดึงของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มาเยือนชุมชนคีรีวง อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช และเปรียบเทียบความแตกต่างจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล กลุ่มตัวอย่างคือนักท่องเที่ยวชาวไทย จำนวน 400 คน สุ่มตัวอย่างตามสะดวก เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบค่าที (t-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-way ANOVA) ผลการศึกษาพบว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 21 - 30 ปี เป็นลูกจ้างหรือพนักงานบริษัท การศึกษาระดับปริญญาตรี และมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 15,000 - 30,000 บาท แรงจูงใจด้านปัจจัยดึงโดยรวมอยู่ในระดับมาก (mean = 4.09, S.D. = 0.61) เมื่อพิจารณารายด้าน ด้านธรรมชาติและวิวทิวทัศน์ของแหล่งท่องเที่ยวมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือด้านวิถีชีวิตและอัตลักษณ์ของชุมชน และด้านความเป็นมิตรของชุมชนและความคุ้มค่า (mean = 4.29, S.D. = 0.71; mean = 4.10, S.D. = 0.86; mean = 3.89, S.D. = 0.85 ตามลำดับ) ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่านักท่องเที่ยวที่มีระดับการศึกษาต่างกันมีแรงจูงใจด้านปัจจัยดึงด้านวิถีชีวิตและอัตลักษณ์ของชุมชนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (F(2, 397) = 4.262, p = .015) ขณะที่นักท่องเที่ยวที่มีเพศ อายุ อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนแตกต่างกันมีแรงจูงใจไม่แตกต่างกัน ผลดังกล่าวสะท้อนว่าธรรมชาติและวิถีชีวิตอันเป็นเอกลักษณ์คือสิ่งดึงดูดใจหลักของชุมชน ผู้ประกอบการจึงควรแบ่งส่วนตลาดโดยใช้เกณฑ์ระดับการศึกษา รักษาจุดเด่นด้านธรรมชาติ และออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เชิงลึกสำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่มการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี</p>
ภัทรวรรณ แท่นทอง
วรุตม์ สามารถ
สมใจ หนูผึ้ง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-28
2026-07-28
9 7
263
273
-
ผลของโปรแกรมการให้คำปรึกษาแบบกลุ่มตามทฤษฎีการบำบัดความคิดและพฤติกรรมด้วยการประยุกต์เทคนิคตัวแบบและบทบาทสมมติต่อความเชื่อมั่นในตนเองในการดูแลผู้ป่วยของนักศึกษาพยาบาล
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11722
<p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดซ้ำมีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความเชื่อมั่นในตนเองในการดูแลผู้ป่วยของนักศึกษาพยาบาล ระยะก่อนทดลอง หลังทดลอง และติดตามผล 1 เดือน ประชากรคือนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 2 ของคณะพยาบาลศาสตร์แห่งหนึ่ง จำนวน 89 คน กลุ่มตัวอย่าง 30 คน คัดเลือกแบบเจาะจงจากผู้มีคะแนนความเชื่อมั่นในตนเองในการดูแลผู้ป่วยระดับต่ำถึงปานกลางและสมัครใจเข้าร่วม เครื่องมือวิจัย ได้แก่ 1) แบบวัดความเชื่อมั่นในตนเองในการดูแลผู้ป่วยของนักศึกษาพยาบาล จำนวน 20 ข้อ ค่าดัชนีความสอดคล้องรายข้อเท่ากับ 1.00 และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .937 และ 2) โปรแกรมการให้คำปรึกษาแบบกลุ่ม จำนวน 8 ครั้ง ครั้งละ 60 - 90 นาที ค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ และการเปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธีบอนเฟร์โรนี ผลการวิจัยพบว่า คะแนนเฉลี่ยความเชื่อมั่นในตนเองในการดูแลผู้ป่วยแตกต่างกันตามระยะการวัดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ, F (1.39, 40.28) = 126.16, p < .001 โดยคะแนนหลังทดลอง (M = 90.17, S.D. = 9.33) และติดตามผล 1 เดือน (M = 90.73, S.D. = 10.96) สูงกว่าก่อนทดลอง (M = 66.20, S.D. = 8.52) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) ส่วนคะแนนหลังทดลองกับติดตามผลไม่แตกต่างกัน (p = 1.000) ผลการวิจัยแสดงว่า ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มตัวอย่างมีความเชื่อมั่นในตนเองในการดูแลผู้ป่วยเพิ่มขึ้น และคะแนนยังคงอยู่ในระยะติดตามผล 1 เดือน โปรแกรมจึงอาจนำไปประยุกต์เป็นกิจกรรมเตรียมความพร้อมก่อนฝึกปฏิบัติทางคลินิกในนักศึกษาที่มีคะแนนระดับต่ำถึงปานกลาง</p>
สินาพร ธนาเวศ
อมราพร สุรการ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-29
2026-07-29
9 7
274
286
-
อิทธิพลของการฟื้นฟูบริการต่อความพึงพอใจและความตั้งใจใช้บริการซ้ำของผู้บริโภคในธุรกิจคลินิกเสริมความงามประเทศไทย
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11661
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) อิทธิพลของการฟื้นฟูบริการต่อความพึงพอใจของผู้บริโภคในธุรกิจคลินิกเสริมความงาม 2) อิทธิพลของความพึงพอใจต่อความตั้งใจใช้บริการซ้ำ 3) อิทธิพลทางตรงของการฟื้นฟูบริการต่อความตั้งใจใช้บริการซ้ำ และ 4) บทบาทของความพึงพอใจในฐานะตัวแปรส่งผ่านระหว่างการฟื้นฟูบริการและความตั้งใจใช้บริการซ้ำ การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้บริโภคชาวไทยที่เคยใช้บริการคลินิกเสริมความงาม เคยประสบความล้มเหลวในการบริการ และได้รับการฟื้นฟูบริการภายใน 1 ปีที่ผ่านมา จำนวน 400 คน โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบไม่อาศัยความน่าจะเป็นด้วยวิธีการสุ่มแบบลูกโซ่ (Snowball Sampling) เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามออนไลน์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและโมเดลสมการเชิงโครงสร้าง (Structural Equation Modeling: SEM) ผลการวิเคราะห์พบว่าโมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์อยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ (CMIN/DF = 2.593, RMSEA = 0.063, CFI = 0.917 และ TLI = 0.911) ผลการวิจัยพบว่า การฟื้นฟูบริการมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความพึงพอใจของผู้บริโภค (β = 0.58) และความพึงพอใจมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความตั้งใจใช้บริการซ้ำ (β = 0.77) ขณะที่การฟื้นฟูบริการมีอิทธิพลทางตรงต่อความตั้งใจใช้บริการซ้ำในทิศทางเชิงลบ (β = -0.17) แต่มีอิทธิพลทางอ้อมผ่านความพึงพอใจ (β = 0.45) แสดงให้เห็นว่าความพึงพอใจทำหน้าที่เป็นตัวแปรส่งผ่าน ดังนั้น ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับการป้องกันความผิดพลาดในการบริการควบคู่กับการพัฒนากระบวนการฟื้นฟูบริการ เพื่อสร้างความพึงพอใจ ฟื้นฟูความเชื่อมั่น และส่งเสริมความตั้งใจใช้บริการซ้ำของผู้บริโภค</p>
รัญชิดา สุจินต์วงศ์
ลลิตา โกศการิกา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-29
2026-07-29
9 7
287
298
-
ปัญหาทางกฎหมายและแนวทางการพัฒนากฎหมายเกี่ยวกับสัญญารับเหมาก่อสร้าง
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11526
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) แนวคิด ทฤษฎี และหลักการเกี่ยวกับสัญญารับเหมาก่อสร้าง 2) กฎหมายเกี่ยวกับสัญญารับเหมาก่อสร้างของต่างประเทศและประเทศไทย 3) วิเคราะห์ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับสัญญารับเหมาก่อสร้าง และ 4) เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพจากการศึกษากฎหมาย เอกสารวิชาการ และกฎหมายเปรียบเทียบของต่างประเทศ ผลการศึกษาพบว่า แนวคิดและหลักการของสัญญารับเหมาก่อสร้างตั้งอยู่บนหลักเสรีภาพในการทำสัญญา หลักความสุจริต และหลักความรับผิดตามสัญญา ขณะที่กฎหมายของต่างประเทศหลายประเทศมีหลักเกณฑ์เฉพาะรองรับสัญญารับเหมาก่อสร้าง แต่ประเทศไทยยังคงใช้บทบัญญัติทั่วไปเป็นหลัก ส่งผลให้เกิดปัญหาในการตีความและบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะกรณีงานก่อสร้างบกพร่อง การก่อสร้างล่าช้า การใช้วัสดุไม่เป็นไปตามสัญญา ความไม่ชัดเจนของขอบเขตความรับผิดของผู้เกี่ยวข้อง และการขาดมาตรฐานกลางในการควบคุมคุณภาพงานก่อสร้าง ซึ่งก่อให้เกิดข้อพิพาทและส่งผลกระทบต่อการคุ้มครองสิทธิของคู่สัญญา ผลการวิจัยนำเสนอองค์ความรู้ใหม่ในรูปแบบ “CCP Model” (Construction Contract Protection Model) เพื่อเป็นกรอบในการพัฒนากฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับสัญญารับเหมาก่อสร้าง โดยกำหนดหลักเกณฑ์ด้านสิทธิ หน้าที่ ความรับผิด การจัดสรรความเสี่ยง การรับประกันผลงาน และการระงับข้อพิพาทอย่างเป็นระบบ ข้อเสนอแนะจากการวิจัย คือ ควรตรากฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับสัญญารับเหมาก่อสร้าง โดยกำหนดระยะเวลารับประกันผลงานไม่น้อยกว่าห้าปี และกรณีโครงสร้างหลักไม่น้อยกว่าสิบปี พร้อมกำหนดมาตรฐานการควบคุมคุณภาพงานก่อสร้างและกลไกเยียวยาความเสียหายที่ชัดเจน วิจารณ์ ผลการวิจัยสะท้อนว่าการใช้บทบัญญัติทั่วไปยังไม่สามารถรองรับลักษณะเฉพาะของสัญญารับเหมาก่อสร้างได้อย่างเพียงพอ จึงควรพัฒนากฎหมายเฉพาะเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการคุ้มครองคู่สัญญาและลดข้อพิพาทในทางปฏิบัติ</p>
ธีรวัฒน์ วีระวัฒน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-29
2026-07-29
9 7
299
309
-
ปัจจัยด้านองค์กรที่ส่งผลต่อความปลอดภัยในการปฏิบัติงานของพนักงานคลังสินค้า กรณีศึกษาสายการบินแห่งหนึ่ง
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11564
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความคิดเห็นของพนักงานฝ่ายคลังสินค้าเกี่ยวกับความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน 2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านองค์กรกับความปลอดภัยในการปฏิบัติงานของพนักงานฝ่ายคลังสินค้า และ 3) เสนอแนวทางส่งเสริมและพัฒนาความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลจากประชากรทั้งหมด ได้แก่ พนักงานที่ปฏิบัติงานในคลังสินค้าของสายการบินแห่งหนึ่ง จำนวน 175 คน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า 1) ระดับความคิดเห็นของพนักงานฝ่ายคลังสินค้าต่อปัจจัยที่ส่งผลต่อความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ปัจจัยด้านองค์กรทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ การฝึกอบรม เครื่องมือที่ใช้ในการปฏิบัติงาน ความรู้และทักษะ และสภาพแวดล้อมในการปฏิบัติงาน มีอิทธิพลเชิงบวกต่อความปลอดภัยในการปฏิบัติงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยความรู้และทักษะมีอิทธิพลมากที่สุด (β = 0.492, p < .001) รองลงมาคือเครื่องมือที่ใช้ในการปฏิบัติงาน (β = 0.158, <br />p = .025) การฝึกอบรม (β = 0.138, p = .034) และสภาพแวดล้อมในการปฏิบัติงาน (β = 0.131, p = .026) ตามลำดับ และ 3) จากการสังเคราะห์เอกสารและผลการวิเคราะห์ข้อมูล พบว่า ความปลอดภัยในการปฏิบัติงานของพนักงานคลังสินค้าขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย องค์กรจึงควรพัฒนาการฝึกอบรม สภาพแวดล้อมการทำงาน อุปกรณ์ การมีส่วนร่วมของพนักงาน การประเมินความเสี่ยง และการสื่อสารด้านความปลอดภัย เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยอย่างยั่งยืน ผลการศึกษาสามารถใช้กำหนดมาตรการด้านความปลอดภัย และพัฒนาระบบบริหารจัดการความปลอดภัยของคลังสินค้าในอุตสาหกรรมการบิน</p>
ศศิธร นวมมณีรัตน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-29
2026-07-29
9 7
310
321
-
ชุมชนแห่งการดูแล: ประสบการณ์การดูแลผู้สูงอายุโดยชุมชนของบ้านชื่นสุข จังหวัดเชียงราย
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11497
<p>การศึกษามีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการดำเนินงานของบ้านชื่นสุขในการดูแลผู้สูงอายุและผลที่เกิดขึ้นต่อผู้สูงอายุและการสร้างชุมชนแห่งการดูแล 2) วิเคราะห์ปัจจัยแห่งความสำเร็จของการดำเนินงาน และ <br />3) เสนอแนะแนวทางการพัฒนาการดูแลผู้สูงอายุโดยชุมชนและการสร้างชุมชนแห่งการดูแล เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้แนวคิดจริยศาสตร์การดูแลและชุมชนแห่งการดูแลในการวิเคราะห์ข้อมูล คัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเฉพาะเจาะจงจำนวน 23 คน รวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกเป็นหลัก วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาและเชิงประเด็น ผลการศึกษาพบว่า บ้านชื่นสุขในฐานะศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแบบไป-กลับ ช่วยลดความโดดเดี่ยวทางสังคม ส่งเสริมสุขภาวะกายและใจของผู้สูงอายุกลุ่มเสี่ยง อีกทั้งได้สร้างให้เกิดการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายภายในชุมชน เกิดเป็นชุมชนแห่งการดูแลที่คนในชุมชนร่วมกันรับผิดชอบต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ปัจจัยแห่งความสำเร็จ ได้แก่ ประสบการณ์/องค์ความรู้ด้านการดูแลผู้สูงอายุของชุมชน การมีวิสัยทัศน์ร่วมที่เห็นคุณค่าของผู้สูงอายุ ภาวะผู้นำที่เข้มแข็ง การมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย การออกแบบบริการที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้สูงอายุ และวัฒนธรรมแห่งความเอื้ออาทรของชุมชน ส่วนแนวทางในการพัฒนาชุมชนแห่งการดูแลควรมุ่งพัฒนาระบบนิเวศแห่งการดูแลที่เชื่อมโยงผู้สูงอายุ ครอบครัว และภาคีเครือข่าย ผ่านระบบการดูแลซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ 1) คนและความสัมพันธ์ทางสังคม 2) ระบบและกลไกการดูแล และ 3) การเรียนรู้และความยั่งยืน โดยองค์ประกอบทั้ง 3 ส่วน ทำงานเชื่อมโยงและเกื้อหนุนกัน จนนำไปสู่การก่อรูปของชุมชนแห่งการดูแลที่มีความยั่งยืนและคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้สูงอายุในชุมชน</p>
รุ่งนภา เทพภาพ
ชวนนท์ กาญจนสุวรรณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-30
2026-07-30
9 7
347
360
-
ผลของโปรแกรมการบริหารจัดการโดยหลักธรรมาภิบาล ต่อความผาสุกของบุคลากรสาธารณสุขอำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11401
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการบริหารจัดการโดยหลักธรรมาภิบาลต่อความผาสุกและความพึงพอใจของบุคลากรสาธารณสุขอำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง ประชากรคือบุคลากรสาธารณสุข 62 คน กลุ่มตัวอย่าง 34 คน กำหนดขนาดตัวอย่างด้วยโปรแกรม G*Power ตามเกณฑ์การคัดเข้า ดำเนินโปรแกรมการบริหารจัดการโดยหลักธรรมาภิบาล 12 สัปดาห์ ระหว่างมกราคม-มีนาคม 2567 กลุ่มตัวอย่างเข้าร่วมโปรแกรมการบริหารจัดการโดยหลักธรรมาภิบาลและกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สัปดาห์ที่ 5 และ 10 เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบประเมินความผาสุกและแบบประเมินความพึงพอใจมีดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 0.79 และ 0.77 และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.87 และ 0.85 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ paired t-test ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 30–39 ปี สถานภาพโสด ระดับการศึกษาปริญญาตรี และตำแหน่งนักวิชาการสาธารณสุข หลังการทดลอง 12 สัปดาห์ พบว่าคะแนนเฉลี่ยความผาสุกโดยรวมเพิ่มขึ้นจาก 16.735 (S.D. = 1.503) เป็น 29.735 (S.D. = 1.232) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p<.001 คะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจโดยรวมเพิ่มขึ้นจาก 34.588 (S.D. = 2.349) เป็น 44.647 (S.D. = 1.823) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.001) เมื่อพิจารณารายด้าน ได้แก่ งานในความรับผิดชอบ สภาพแวดล้อมในหน่วยงาน ภาวะผู้นำและวัฒนธรรมองค์กร โอกาสและความก้าวหน้าในการปฏิบัติงาน และดุลยภาพระหว่างชีวิตการทำงานกับชีวิตส่วนตัว พบว่าทุกด้านมีคะแนนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.001) จากผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการบริหารจัดการโดยหลักธรรมาภิบาลสามารถส่งเสริมความผาสุกและความพึงพอใจของบุคลากรสาธารณสุขได้อย่างมีประสิทธิผล และนำไปขยายผลในหน่วยงานสาธารณสุขอื่นที่มีบริบทใกล้เคียงเพื่อยกระดับความผาสุกและพึงพอใจของบุคลากรสาธารณสุข</p>
ธรรมรัตน์ เพชรี
นิพนธ์ จิตอนุกูล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-31
2026-07-31
9 7
361
349
-
การพัฒนารูปแบบการสอนเชิงรุกด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลโดยใช้กรณีศึกษาเป็นฐาน จากโจทย์ปัญหาที่เกิดขึ้นของการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการคิดเชิงสร้างสรรค์ ให้กับผู้เรียนในเขตอำเภอบางพลีจังหวัดสมุทรปราการ
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11552
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนเชิงรุกด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลโดยใช้กรณีศึกษาเป็นฐาน และ 2) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของกระบวนการสอนที่พัฒนาขึ้นต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการคิดเชิงสร้างสรรค์ของผู้เรียน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนในเขตอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 60 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก และแบบวัดทักษะการคิดเชิงสร้างสรรค์ ผลการประเมินคุณภาพรูปแบบการสอนโดยผู้เชี่ยวชาญ พบว่า มีความเหมาะสมในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /><em> </em>= 4.84) โดยด้านมาตรฐานความถูกต้องมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" />= 4.93) และด้านมาตรฐานความเป็นประโยชน์มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /><em> </em>= 4.71) ผลการศึกษาประสิทธิภาพของรูปแบบการสอนพบว่า นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /><em> </em>= 18.75, S.D. = 1.76) ) สูงกว่าก่อนเรียน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /><em> </em>= 12.58, S.D. = 2.08) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (<em>t</em> =21.45, < .05) โดยมีคะแนนเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 49.0 นอกจากนี้ ครูผู้สอนมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการสอนในระดับมากที่สุด โดยด้านที่ส่งเสริมความคิดละเอียดลออมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.40) และด้านที่ส่งเสริมความคิดคล่องแคล่วมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.33) ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลควบคู่กับกรณีศึกษาเป็นฐานในการจัดการเรียนการสอน ช่วยเพิ่มแรงจูงใจและความสนใจใฝ่เรียนรู้ของนักเรียน ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง และพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และการคิดเชิงสร้างสรรค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรมีการนำรูปแบบการสอนดังกล่าวไปทดลองใช้ในบริบทและรายวิชาอื่นเพิ่มเติม เพื่อยืนยันประสิทธิผลในการนำไปประยุกต์ใช้ในวงกว้างต่อไป</p>
ทรงรัฏต์ ชอุ่มดวง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-31
2026-07-31
9 7
375
389
-
แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานระดับอาวุโส: กรณีศึกษา แผนกบริหารค่าตอบแทนและเงินเดือนของสายการบินแห่งหนึ่ง
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11470
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัญหาและสาเหตุที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานระดับอาวุโสในแผนกบริหารค่าตอบแทนและเงินเดือนของสายการบินกรณีศึกษา และ 2) เพื่อเสนอแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานระดับอาวุโสในแผนกบริหารค่าตอบแทนและเงินเดือนของสายการบินกรณีศึกษา โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้างจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 5 คน ซึ่งคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงธีม (Thematic Analysis) ผลการวิจัยพบว่า ปัญหาประสิทธิภาพการทำงานไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนบุคลากรเพียงอย่างเดียว แต่มีสาเหตุจากข้อจำกัดเชิงระบบ ได้แก่ ความซับซ้อนของกระบวนการทำงาน การขาดการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ข้อจำกัดของระบบสารสนเทศ และภาระงานที่มีความผันผวน ส่งผลให้เกิดภาระงานสะสม เพิ่มความเสี่ยงต่อข้อผิดพลาด และลดความรวดเร็วในการบริหารจัดการค่าตอบแทน นอกจากนี้ ข้อมูลด้านค่าตอบแทนมีแหล่งที่มาจากหลายหน่วยงานและมีเงื่อนไขเฉพาะของธุรกิจการบิน ทำให้การตรวจสอบและประมวลผลข้อมูลใช้เวลามาก ผลการวิจัยนำไปสู่การเสนอแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน 3 ด้าน ได้แก่ 1) การพัฒนาระบบข้อมูลและการบูรณาการข้อมูล 2) การปรับปรุงกระบวนการทำงานและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และ 3) การพัฒนาศักยภาพบุคลากรและการบริหารจัดการภาระงาน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาระบบสารสนเทศ การกำหนดมาตรฐานข้อมูล การลดขั้นตอนการทำงานแบบแมนนวล การพัฒนาทักษะด้านดิจิทัล และการปรับปรุงการประสานงานระหว่างหน่วยงานเพื่อเพิ่มความถูกต้อง ความรวดเร็ว และประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ทั้งนี้ ผลการวิจัยสามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาระบบสารสนเทศ การบูรณาการข้อมูล และการปรับปรุงกระบวนการบริหารค่าตอบแทนและเงินเดือนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น</p>
เก็จแก้ว เรืองด้วยธรรม
วรันตรี ปลั่งวัฒนะ
ณัฐกรานต์ ไชยหาวงศ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-31
2026-07-31
9 7
390
399
-
ศึกษาวิเคราะห์การเจริญโพชฌงค์ในโพชฌังควิภังค์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11405
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาโครงสร้างเนื้อหาสาระสำคัญในโพชฌังควิภังค์ 2) ศึกษาการเจริญโพชฌงค์ในพระไตรปิฎก 3) วิเคราะห์การเจริญโพชฌงค์ในโพชฌังควิภังค์ เป็นงานวิจัยคุณภาพเชิงวิเคราะห์ด้านเอกสาร โดยศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากพระไตรปิฎก อรรถกถา เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องนำมาวิเคราะห์ เรียบเรียง และนำเสนอข้อมูลอย่างเป็นระบบ ผลการวิจัยพบว่า 1) โครงสร้างเนื้อหาสำคัญในโพชฌังควิภังค์ปรากฏในพระไตรปิฎกเล่มที่ 35 หมวดคัมภีร์พระอภิธรรมปิฎก โพชฌังควิภังค์ หมายถึง แจกแจง จำแนกโพชฌงค์ 7 ตามแนวสุตตันตภาชนียนัยและอภิธรรมภาชนียนัย โพชฌงค์ทั้ง 7 ต่างทำหน้าที่ของตนและสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด เริ่มจากสติสัมโพชฌงค์หรือการเจริญสติอย่างต่อเนื่องเป็นโพชฌงค์ข้อแรก มีอุปการะแก่โพชฌงค์ที่เหลือ 2) การเจริญโพชฌงค์ คือ การทำให้โพชฌงค์แต่ละองค์ธรรมเกิดขึ้น มีความสัมพันธ์กับธรรมหมวดอื่น โพชฌงค์มีความสำคัญในฐานะเป็นธรรมโอสถ เป็นคุณเครื่องตรัสรู้ โพชฌงค์กับกัลยาณมิตร โพชฌงค์กับโยนิโสมนสิการ ในฐานะอริยมรรคมีองค์ 8 ในฐานะเครื่องช่วยในการดำรงชีวิต สติสัมโพชฌงค์เป็นอุปการะแก่โพชฌงค์ทุกข้อ เป็นเครื่องดำเนินชีวิตไม่ให้ประมาท 3) การวิเคราะห์การเจริญโพชฌงค์ในโพชฌังควิภังค์มี 2 แนว คือ แนวแรกวิเคราะห์ตามแนวพระสูตร มี 3 นัย และแนวที่ 2 วิเคราะห์ตามแนวอภิธรรม มี 4 นัย ประเด็นธรรมที่สัมพันธ์กับโพชฌงค์ เช่น อาสวะ นิวรณ์ และสังโยชน์ เป็นต้น วิเคราะห์การเจริญโพชฌงค์ตามแนวโพธิปักขิยธรรม 37 ประการซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาปัญญาเพื่อการตื่นรู้ของมนุษย์คือถึงนิพพาน</p>
พชรา ฟ้าภิยโย
พระเมธีวรญาณ
พระมหายุทธนา นรเชฏฺโฐ
สุเทพ พรมเลิศ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-31
2026-07-31
9 7
400
411