วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD <p> <strong>วารสารสังคมพัฒนศาสตร์</strong> เป็นวารสารวิชาการของวัดสนธิ์ (นาสน) ตำบลมะม่วงสองต้น อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการค้นคว้าและนำเสนอองค์ความรู้ทางด้านวิชาการ โดยการเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการแก่นักวิจัยนักวิชาการ คณาจารย์และนักศึกษา ในมิติเพื่อสนับสนุนการศึกษา การสอน การวิจัยในมหาวิทยาลัยสงฆ์รวมถึงคณะสงฆ์ไทย และสถาบันภายนอก รวมทั้งนักวิชาการและผู้สนใจ โดยเน้นสาขาวิชาเกี่ยวกับ การพัฒนาชุมชม การพัฒนาสังคม ศิลปะทั่วไปและมนุษยศาสตร์ ศาสนศึกษา ธุรกิจทั่วไป การจัดการและการบัญชี สังคมศาสตร์ทั่วไป การศึกษา รวมถึงสหวิทยาการด้านสังคมศาสตร์และและศาสตร์แห่งการพัฒนา โดยรับพิจารณาตีพิมพ์ต้นฉบับของบุคคลหรือองค์กร ทั้งภายในและภายนอกวัด เปิดรับบทความเฉพาะภาษาไทย ประเภท บทความวิจัย และ บทความวิชาการ</p> <p> บทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารสังคมพัฒนศาสตร์จะต้องผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างน้อย 2 ท่าน ในลักษณะปกปิดรายชื่อ (Double blind peer-reviewed) ผลงานที่ส่งมาจะต้องไม่เคยตีพิมพ์หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตีพิมพ์ในวารสารอื่น ผู้เขียนบทความจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การเสนอบทความวิชาการหรือบทความวิจัยเพื่อตีพิมพ์ในวารสาร อย่างเคร่งครัด รวมทั้งระบบการอ้างอิงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของวารสาร ทัศนะและข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความวารสาร ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความนั้น มิใช่ความคิดของคณะผู้จัดทำ และไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ ทั้งนี้กองบรรณาธิการไม่สงวนลิขสิทธิ์ในการคัดลอก แต่ให้อ้างอิงแสดงที่มา</p> <p><strong>วารสารสังคมพัฒนศาสตร์</strong> มีกำหนดออกเผยแพร่ปีละ 12 ฉบับ (รายเดือน)*</p> <table width="100%"> <tbody> <tr> <td width="32%"> <p>ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม</p> </td> <td width="35%"> <p>ฉบับที่ 2 เดือนกุมภาพันธ์</p> </td> <td width="31%"> <p>ฉบับที่ 3 เดือนมีนาคม</p> </td> </tr> <tr> <td width="32%"> <p>ฉบับที่ 4 เดือนเมษายน</p> </td> <td width="35%"> <p>ฉบับที่ 5 เดือนพฤษภาคม</p> </td> <td width="31%"> <p>ฉบับที่ 6 เดือนมิถุนายน</p> </td> </tr> <tr> <td width="32%"> <p>ฉบับที่ 7 เดือนกรกฎาคม</p> </td> <td width="35%"> <p>ฉบับที่ 8 เดือนสิงหาคม</p> </td> <td width="31%"> <p>ฉบับที่ 9 เดือนกันยายน</p> </td> </tr> <tr> <td width="32%"> <p>ฉบับที่ 10 เดือนตุลาคม</p> </td> <td width="35%"> <p>ฉบับที่ 11 เดือนพฤศจิกายน</p> </td> <td width="31%"> <p>ฉบับที่ 12 เดือนธันวาคม</p> </td> </tr> </tbody> </table> <p><em>*มีผลตั้งแต่ ปีที่ 8 ฉบับที่ 2 เดือนกุมภาพันธ์ 2568 เป็นต้นไป</em></p> วัดสนธิ์ (นาสน) th-TH วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ 2774-0412 การใช้เฟซบุ๊กเพื่อการรณรงค์หาเสียงการเลือกตั้ง นายกเทศมนตรีเมืองทุ่งสงของทีมสิงห์หนุ่ม https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/9722 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการใช้เฟซบุ๊กเพื่อการรณรงค์หาเสียงการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเมืองทุ่งสงของทีมสิงห์หนุ่มเกี่ยวกับ 1) แนวคิดการใช้เฟซบุ๊ก 2) หลักการใช้เฟซบุ๊ก เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสังเกตแบบมีส่วนร่วม เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลหลักที่เป็นผู้มีเกี่ยวข้องโดยตรงในการใช้เฟซบุ๊กเพื่อการรณรงค์หาเสียงการเลือกตั้งที่มีความเชี่ยวชาญการวางแผนและปฏิบัติการหาเสียงเลือกตั้ง เลือกแบบเจาะจง รวม 20 คน เครื่องมือการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์เชิงลึกแบบมีโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการสร้างข้อสรุป ผลการศึกษาพบว่า 1) แนวคิดการใช้เฟซบุ๊กเป็นเครื่องมือในการสร้างตัวตนและภาพลักษณ์ทางการเมืองของทีมสิงห์หนุ่มโดยเน้นการสื่อสารเชิงโต้ตอบ เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม ปฏิสัมพันธ์ได้อย่างรวดเร็ว ใช้การโฆษณาเจาะกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ ออกแบบเนื้อหาให้กระตุ้นการมีส่วนร่วมด้วยคลิป แฮชแท็ก และกิจกรรมออนไลน์ ใช้ในการสื่อสารนโยบายและผลงานผ่านภาพ วิดีโอ และเรื่องเล่าจากผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งและผู้สมัครรับเลือกตั้ง ใช้ในการแก้ข้อกล่าวหา 2) หลักการใช้เฟซบุ๊กในการหาเสียงเลือกตั้งยึดความเป็นระบบ เอกภาพ และประสิทธิผลด้วยรูปแบบการสื่อสารข้อมูลที่ชัดเจน การโน้มน้าวใจให้คล้อยตาม สร้างการมีส่วนร่วม สื่อสารแบบเจาะกลุ่ม สร้างภาพลักษณ์ผู้สมัคร และการจัดการข้อกล่าวหาจากการโจมตี โดยใช้เทคนิคหลากหลายเพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วมด้วยคำถามปลายเปิด แฮชแท็ก กิจกรรมออนไลน์ และการถ่ายทอดสด ด้านการเปลี่ยนพฤติกรรมทางการเมืองมุ่งให้ความรู้ ปรับทัศนคติ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมภายใต้หลักความจริงใจ โปร่งใส และเคารพสิทธิประชาชน</p> วิทยาธร ท่อแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-27 2025-12-27 8 12 1 16 การพัฒนาท้องถิ่นและภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน ในอำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/9369 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนฯ วิเคราะห์การพัฒนาท้องถิ่นและภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน และเสนอแนวทางในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในในอำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เป็นวิจัยเชิงผสมผสาน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่อยู่ในอำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 400 คน เลือกด้วยสูตรคำนวณ และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 20 คน เลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้วิจัยและเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์เชิงลึก สถิติในการวิจัย ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ เฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า คุณภาพชีวิตของประชาชนฯ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก สามารถเรียงเรียงค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ด้านสภาพแวดล้อมทางกายภาพ ด้านชีวิตในชุมชน ด้านชีวิตการทำงาน ด้านสุขภาพ ด้านชีวิตครอบครัว ด้านความมั่นคงความปลอดภัยทางเศรษฐกิจ และด้านการใช้สติปัญญา ตามลำดับ ผลการวิเคราะห์การพัฒนาท้องถิ่นและภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนฯ ด้านการเสริมสร้างขวัญและกำลังใจ ด้านยกระดับด้านความมั่นคงปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน ด้านส่งเสริม พัฒนา โครงสร้างพื้นฐาน เพื่อยกระดับเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว การค้า การลงทุน อุตสาหกรรม เศรษฐกิจ และด้านการเป็นแบบอย่างที่ดี ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในอำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ได้ร้อยละ 52.80 มีระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และข้อเสนอแนะให้มีการส่งเสริมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อยกระดับเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว การค้า การลงทุน อุตสาหกรรม เศรษฐกิจ และส่งเสริมการเป็นแบบอย่างที่ดีของผู้นำท้องถิ่น เพื่อให้เกิดขวัญและกำลังใจในการประพฤติ ปฏิบัติดี และเป็นต้นแบบในการพัฒนาท้องถิ่นต่อไป</p> ฐิรนันท์ วงศ์ชาญชัยศรี ภมร ขันธะหัตถ์ ธนิศร ยืนยง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-27 2025-12-27 8 12 28 40 ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 และการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลที่ส่งผลต่อการพัฒนาท้องถิ่นของเทศบาลตำบลในจังหวัดฉะเชิงเทรา https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/9370 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาระดับการพัฒนาท้องถิ่นของเทศบาลตำบลฯ วิเคราะห์ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 และการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลที่ส่งผลต่อการพัฒนาท้องถิ่นของเทศบาลตำบลฯ และเสนอแนวทางในการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลและการพัฒนาท้องถิ่นของเทศบาลตำบลในจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ในเทศบาลตำบลในจังหวัดฉะเชิงเทรา จำนวน 400 คน เลือกโดยใช้สูตรคำนวณ และผู้ให้ข้อมูล จำนวน 20 คน เลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้วิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์เชิงลึก สถิติที่ใช้วิจัย ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ระดับการพัฒนาท้องถิ่นของเทศบาลตำบลฯ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงค่าเฉลี่ยมากไปน้อย คือ ด้านการวิเคราะห์ รองลงมา คือ ด้านเทคนิค ด้านมนุษยสัมพันธ์ ด้านการวินิจฉัย และด้านความคิดรวบยอด ตามลำดับ ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 และการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลที่ส่งผลต่อการพัฒนาท้องถิ่นของเทศบาลตำบลฯ ด้านหลักนิติธรรม หลักการเปิดเผย/ความโปร่งใส หลักการกระจายอำนาจ และเทคนิค ส่งผลต่อการพัฒนาท้องถิ่นของเทศบาลตำบลในจังหวัดฉะเชิงเทรา มีระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และแนวทางในการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาล และการพัฒนาท้องถิ่นของเทศบาลตำบลในจังหวัดฉะเชิงเทรา ผู้นำควรใช้ทักษะด้านการวางแผนเพื่อการพัฒนาที่เป็นลำดับขั้นตอน โดยใช้หลักธรรมาภิบาลเป็นหัวใจในการบริหารงาน อาทิ หลักนิติธรรม หลักความโปร่งใส และการกระจายอำนาจ เพื่อการพัฒนาท้องถิ่นเป็นธรรมและอย่างยั่งยืนต่อไป</p> พรวิจิตร วรศิลป์ วิทยา สุจริตธนารักษ์ ธนิศร ยืนยง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-27 2025-12-27 8 12 41 53 การพัฒนาทุนมนุษย์และการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในจังหวัดสระบุรี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/9371 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ในจังหวัดสระบุรี วิเคราะห์การพัฒนาทุนมนุษย์และการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน ในจังหวัดสระบุรี และเสนอแนวทางในการส่งเสริมการพัฒนาทุนมนุษย์การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีและแนวทางในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ในจังหวัดสระบุรี เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างการวิจัยเชิงปริมาณ ได้แก่ ประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่มีสิทธิ์เลือกตั้งในเขตจังหวัดสระบุรี จำนวน 400 คน เลือกโดยใช้สูตรการคำนวณ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญการวิจัยเชิงคุณภาพ จำนวน 20 คน เลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและการสัมภาษณ์เชิงลึก สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ เฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า คุณภาพชีวิตของประชาชน ในจังหวัดสระบุรี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงค่าเฉลี่ยมากไปน้อย คือ ด้านทัศนคติ รองลงมา คือ ด้านความสามารถ ด้านความสามารถทางสติปัญญา และด้านทักษะ ตามลำดับ ผลการวิเคราะห์การพัฒนาทุนมนุษย์และการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีของประชาชนในจังหวัดสระบุรี ด้านความสามารถ ด้านทัศนคติ หลักนิติธรรม หลักการกระจายอำนาจ และหลักตอบสนอง ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในจังหวัดสระบุรี ได้ร้อยละ 32.30 มีระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และแนวทางในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยการพัฒนาความสามารถของประชาชน การสร้างทัศนคติที่ดีให้แก่ประชาชน ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนำหลักการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดีเข้ามาใช้เป็นหลักในการพัฒนาทุนมนุษย์ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ตอบสนองความต้องการของประชาชนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป</p> ธีระยุทธ ครุฑพันธ์ วิทยา สุจริตธนารักษ์ ธนิศร ยืนยง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-27 2025-12-27 8 12 54 67 การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคจากการรับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ที่ไม่พึงประสงค์บนโทรศัพท์มือถือ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/9771 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดชอบของรัฐและภาคเอกชนตามหลักสิทธิมนุษยชน ในกรณีที่มีการนำเข้าข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งมีมาตรการป้องกันการเข้าถึงข้อมูล และเกี่ยวข้องกับมาตรการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอันเป็นการฉ้อโกงทรัพย์ รวมถึงการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่นโดยมิได้รับอนุญาต เกิดความเสียหายแก่ประชาชนผู้บริโภค 2) ศึกษาแนวคิดและทฤษฎีว่าด้วยความรับผิดของผู้นำเข้าข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์โดยปราศจากความยินยอมของเจ้าของข้อมูล โดยพิจารณาหลักความรับผิดของการกระทำและความเสียหาย ปัญหาการพิสูจน์สิทธิของผู้เสียหาย 3) ศึกษาแนวคิดทางกฎหมายที่เสนอให้ธนาคารและผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ร่วมรับผิดต่อผู้บริโภคในฐานะผู้ใช้บริการ มีบทบาทสำคัญในระบบธุรกรรมทางการเงินและทางอิเล็กทรอนิกส์ การวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการสังเกตการณ์และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นประชาชนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั่วไปในฐานะผู้บริโภค การศึกษารวบรวมเอกสาร งานวิจัย และกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับกฎหมายภายในประเทศและหลักการระหว่างประเทศ เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา พบว่า 1) ระบบกฎหมายไทยยังขาดบทบัญญัติที่กำหนดความรับผิดชอบของรัฐไว้อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรมในการคุ้มครองและเยียวยาประชาชนผู้เสียหายจากการละเมิดข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ 2) ข้อกฎหมายในปัจจุบันยังไม่ก่อให้เกิดผลคุ้มครองต่อผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพในทางปฏิบัติ 3) แนวคิดที่รัฐกำหนดให้ธนาคารและผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นผู้รับผิดชอบต่อผู้บริโภคยังไม่สอดคล้องกับหลักการชี้แนะขององค์การสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ซึ่งกำหนดให้รัฐต้องมีบทบาทในการปกป้องสิทธิ และร่วมกับภาคเอกชนในการป้องกัน แก้ไข ฟื้นฟู และเยียวยาความเสียหายแก่ประชาชนผู้บริโภคอย่างเป็นระบบและยั่งยืน</p> ณรงค์ ศรีสุวรรณ์ ชัดชัย กลั่นความดี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-28 2025-12-28 8 12 68 77 ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวการศึกษาคณิตศาสตร์ที่สอดคล้องกับชีวิตจริงเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/9776 <p>การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย 1) เพื่อศึกษาความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวการศึกษาคณิตศาสตร์ที่สอดคล้องกับชีวิตจริง 2) เพื่อศึกษาพฤติกรรมความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบกลุ่มเดียวทดสอบหลังเรียน (One-Shot Case Study) กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 47 คน ที่ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม เลือกกลุ่มเป้าหมายแบบเจาะจง จากนักเรียนในกลุ่มตัวอย่างที่มีทักษะการสื่อสารที่ดีและกล้าแสดงออกเป็นนักเรียนเป้าหมาย ในการสัมภาษณ์เพื่อศึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรมความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ พบว่า 1) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวการศึกษาคณิตศาสตร์ที่สอดคล้องกับ ชีวิตจริง เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ มีความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 60 ของคะแนนเต็ม มากกว่าร้อยละ 60 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวการศึกษาคณิตศาสตร์ที่สอดคล้องกับชีวิตจริงนักเรียนส่วนใหญ่แสดงพฤติกรรมความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ชัดเจนขึ้น สามารถแปลงสถานการณ์จากชีวิตจริงเป็นรูปแบบทางคณิตศาสตร์ได้เหมาะสม แสดงวิธีการแก้ปัญหาได้ถูกต้อง ตลอดจนสามารถตีความและประเมิน ผลลัพธ์ทางคณิตศาสตร์ได้อย่างมีเหตุผล ผลการวิจัยสะท้อนว่า การจัดการเรียนรู้ตามแนวการศึกษาคณิตศาสตร์ที่สอดคล้องกับชีวิตจริงมีศักยภาพในการส่งเสริมความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ ทั้งด้านความเข้าใจเชิงแนวคิดและการประยุกต์ใช้ความรู้ในชีวิตประจำวันสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการออกแบบการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์เพื่อพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานต่อไป</p> ทิพย์วรรณ ธนากรยิ่งยงค์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-28 2025-12-28 8 12 78 87 ปัจจัยนวัตกรรมชุมชนที่ส่งผลต่อความยั่งยืนในการดำเนินงานของผู้ประกอบการชุมชนในจังหวัดสมุทรสาคร https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/9802 <p>งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ 1) ศึกษาลำดับความสำคัญปัจจัยนวัตกรรมชุมชน และปัจจัยความยั่งยืนของผู้ประกอบการในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร 2) ศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อความยั่งยืนในการดำเนินงานของผู้ประกอบการในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร และ 3) ศึกษานวัตกรรมชุมชนที่ส่งผลต่อความยั่งยืนในการดำเนินงานของผู้ประกอบการในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร การศึกษาใช้วิธีวิจัยเชิงปริมาณ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างผู้ประกอบการจำนวน 400 ราย เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถาม และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ ค่า t - test ค่า F - test ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างผู้ตอบแบบสอบถามเป็นเพศหญิงอายุระหว่าง 31 - 40 ปี มีระดับการศึกษาปริญญาตรีประเภทของผู้ประกอบการชุมชนกลุ่มการผลิตสินค้า จำนวนสมาชิกในกลุ่ม 6 - 10 คน จำนวนปีที่จัดตั้ง 4 - 6 ปี และประสบการณ์ดำเนินธุรกิจ น้อยกว่า 5ปี กว่า 5 ปี ปัจจัยทางนวัตกรรมชมชุน ในภาพ อยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.27, S.D. = 0.231) ความยั่งยืนในการดำเนินงานของผู้ประกอบการ ในภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.27, S.D. = 0.266) ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ประเภทของผู้ประกอบการที่แตกต่างกันส่งผลให้ความยั่งยืนในการดำเนินงานแตกต่างกันในทุกด้านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ข้อค้นพบที่น่าสนใจคือ ผู้ประกอบการที่มีประสบการณ์ดำเนินธุรกิจน้อยกว่า 5 ปี มีระดับความยั่งยืนในการดำเนินงานสูงกว่ากลุ่มที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่าในทุกมิติของนวัตกรรมชุมชน ซึ่งอาจเกิดจากความยืดหยุ่นในการปรับตัว นอกจากนี้ การสนับสนุนจากภายนอกยังมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความยั่งยืนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 เป็นแนวทางสำคัญให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้ในการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างมั่นคง</p> ธวัชชัย สาธร บุญสาน ทระทึก ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-28 2025-12-28 8 12 88 99 การดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อนไตเรื้อรังระยะที่ 3 ที่บ้านในชุมชน: https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/9478 <p style="font-weight: 400;">โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ มักมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ โดยหนึ่งในภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อย และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคุณภาพชีวิต คือภาวะไตเรื้อรัง ซึ่งอาจนำไปสู่ความพิการและการต้องฟอกไตในอนาคต หากผู้ป่วยไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม วัตถุประสงค์ของการศึกษาครั้งนี้ เพื่อวิเคราะห์ และเปรียบเทียบ สาเหตุ กลไกการเกิดโรค พยาธิสภาพ สรีรวิทยา อาการและอาการแสดง การดำเนินโรค ข้อมูลสุขภาพของกรณีศึกษาและเสนอแนวทางการวางแผนการพยาบาลผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อนไตเรื้อรังระยะที่ 3 ในบริบทของการดูแลที่บ้าน โดยมีการศึกษาผู้ป่วยจำนวน 2 ราย รายแรกเป็นผู้หญิงไทยวัย 76 ปี มีประวัติเป็นโรคเบาหวานมา 19 ปี สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี มีโรคร่วม เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และไตเรื้อรังระยะที่ 3 ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ร่วมกับความดันโลหิตสูง และภาวะไตเรื้อรังระยะที่ 3 ส่วนผู้ป่วยรายที่สองเป็นหญิงไทยอายุ 87 ปี มีประวัติเป็นโรคเบาหวานมา 24 ปี แต่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ และมีโรคร่วมเช่นเดียวกัน การศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างของผลลัพธ์ทางสุขภาพระหว่างผู้ป่วยที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีกับผู้ป่วยที่ควบคุมไม่ได้ การศึกษาครั้งนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการดูแลผู้ป่วยเบาหวานในชุมชน โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะแทรกซ้อนไตเรื้อรังระยะที่ 3 การได้รับการสนับสนุนจากชุมชน และการให้คำแนะนำที่เหมาะสมจากบุคลากรสุขภาพสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมโรค ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนรุนแรง และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิผล</p> จุฑาธิป เอ้งเถี้ยว ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-28 2025-12-28 8 12 100 112 การวิเคราะห์อิทธิพลของการเสพติดสื่อสังคมออนไลน์และปัจจัยที่เกี่ยวข้องในการทำนายภาวะกลัวการตกกระแส (FOMO) ของวัยรุ่นในอำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/9477 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยด้านประชากร การเสพติดสื่อสังคมออนไลน์ และภาวะกลัวการตกกระแส (FOMO) ของวัยรุ่นในอำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยดังกล่าว และ 3) วิเคราะห์อิทธิพลของการเสพติดสื่อสังคมออนไลน์ในการทำนายภาวะ FOMO โดยกลุ่มตัวอย่างคือวัยรุ่นจำนวน 400 คน ที่ได้จากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน ใช้แบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ค่าสหสัมพันธ์เพียร์สัน และการถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 48.0) อายุระหว่าง 20 - 22 ปี (ร้อยละ 78.8) ใช้สื่อสังคมออนไลน์เฉลี่ย 4 - 6 ชั่วโมงต่อวัน (ร้อยละ 39.3) และ Instagram เป็นแพลตฟอร์มที่นิยมใช้มากที่สุด (ร้อยละ 47.3) ระดับการเสพติดสื่อสังคมออนไลน์ของวัยรุ่นอยู่ในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย 3.02, S.D. = 0.66) ในขณะที่ภาวะ FOMO อยู่ในระดับน้อย (ค่าเฉลี่ย 2.50, S.D. = 0.74) แสดงให้เห็นว่าวัยรุ่นแม้จะใช้เวลาอยู่บนสื่อสังคมออนไลน์ในระดับค่อนข้างสูง แต่ความรู้สึกกลัวการตกกระแสกลับไม่ปรากฏในระดับรุนแรง 2) การวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่า ปัจจัยด้านประชากร เช่น เพศและอายุ ไม่มีความสัมพันธ์กับภาวะ FOMO และการเสพติดสื่อสังคมออนไลน์มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับ FOMO (r = 0.529, p&lt;0.001) และ 3) การเสพติดสื่อสังคมออนไลน์ยังสามารถทำนายภาวะ FOMO ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β=0.53, F = 154.46, R = 0.91, R² = 0.82) โดยอธิบายความแปรปรวนของภาวะ FOMO ได้ถึงร้อยละ 82.00 ผลลัพธ์ดังกล่าวเน้นย้ำความจำเป็นในการส่งเสริมให้วัยรุ่นใช้สื่อออนไลน์อย่างมีสติ ซึ่งจะช่วยลดโอกาสเกิดการเสพติดสื่อและลดความกังวลจากการกลัวตกกระแสในกลุ่มเยาวชนได้</p> พิษนุ อภิสมาจารโยธิน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-28 2025-12-28 8 12 128 141 ปัจจัยด้านตราสินค้าที่ส่งผลต่อความภักดีของผู้บริโภคสั่งอาหารออนไลน์ บนแอปพลิเคชันเดลิเวอรี่ในจังหวัดฉะเชิงเทรา https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/9719 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาอิทธิพลของปัจจัยการสร้างตราสินค้าที่ส่งผลต่อความภักดีของผู้บริโภคที่สั่งอาหารออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชันเดลิเวอรี่ในจังหวัดฉะเชิงเทรา และ 2) เพื่อศึกษาอิทธิพลของการรับรู้คุณภาพอาหารที่มีต่อความภักดี ปัจจุบันพบว่างานวิจัยน้อยขาดการบูรณาการปัจจัยด้านตราสินค้ากับการรับรู้คุณภาพอาหารในบริบทบริการเดลิเวอรี่ การวิจัยเป็นแบบเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริโภคที่เคยใช้บริการสั่งอาหารออนไลน์ จำนวน 385 คน โดยสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการถดถอยพหุคูณ (MRA) ผลการวิจัยเชิงพรรณนา พบว่าผู้ตอบส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ 57.00 อายุ 18 - 25 ปี ร้อยละ 28.00 การศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 42.50 รายได้ไม่เกิน 15,000 บาท ร้อยละ 31.50 และประกอบอาชีพรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 26.25 ระดับความคิดเห็นภาพรวมอยู่ในระดับมากทั้งด้านความคิดต่อตราสินค้า (เฉลี่ย 3.73) ความรู้สึกต่อตราสินค้า (เฉลี่ย 3.75) การรับรู้คุณภาพอาหาร (เฉลี่ย 3.71) และความภักดีเชิงทัศนคติ (เฉลี่ย 3.70) ผลการถดถอยพหุคูณชี้ว่า ตัวแปรที่ส่งผลต่อความภักดีอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ความชอบต่อตราสินค้า ความไว้วางใจ ภาพลักษณ์ตราสินค้า และการรับรู้คุณภาพอาหารภายนอก ขณะที่การรับรู้ตราสินค้า ความเชื่อมโยงตราสินค้า และการรับรู้คุณภาพอาหารภายในไม่มีนัยสำคัญ ดังนั้น ผู้ประกอบการธุรกิจแอปพลิเคชันเดลิเวอรี่ควรให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์ที่ก่อให้เกิดความรู้สึกในเชิงบวกแก่ผู้บริโภค ผ่านการใช้งานที่สนุกสนาน เข้าถึงง่าย และมีปฏิสัมพันธ์เป็นมิตร</p> ศิริวรรณ ศศะภูริ สมบัติ ธำรงสินถาวร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-28 2025-12-28 8 12 142 151 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการใช้แบบจำลองภาษาขนาดใหญ่เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี ในเขตกรุงเทพมหานคร https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/9672 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจและพฤติกรรมการใช้แบบจำลองภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ของนักศึกษาระดับปริญญาตรีในเขตกรุงเทพมหานคร โดยบูรณาการทฤษฎีการยอมรับเทคโนโลยี ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน และทฤษฎีรวมว่าด้วยการยอมรับและการใช้เทคโนโลยี กลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาระดับปริญญาตรี 400 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ และการวิเคราะห์ความแปรปรวน ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยด้านการรับรู้ประโยชน์ การรับรู้ความง่ายในการใช้งาน อิทธิพลทางสังคม การรับรู้ความสามารถในการควบคุม และแรงจูงใจใฝ่สุข มีอิทธิพลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อความตั้งใจในการใช้งาน โดยการรับรู้ประโยชน์เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงสุด สำหรับพฤติกรรมการใช้งานจริงถูกกำหนดโดยสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยและความเคยชิน โดยความเคยชินเป็นตัวพยากรณ์ที่มีอิทธิพลมากที่สุด นอกจากนี้ ความตระหนักด้านจริยธรรมทำหน้าที่เป็นตัวแปรกำกับเชิงลบที่ลดทอนความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ประโยชน์กับความตั้งใจใช้งาน ในขณะที่ความรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์เป็นตัวแปรกำกับเชิงบวกที่เสริมแรงความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความง่ายกับความตั้งใจใช้งาน อีกทั้งยังพบความแตกต่างระหว่างชั้นปี โดยนักศึกษาชั้นปีที่ 3 และ 4 มีการใช้งานที่เข้มข้นกว่านักศึกษาชั้นปีที่ 1 และ 2 ผลการศึกษาสะท้อนว่า LLMs ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรการเรียนรู้ สถาบันอุดมศึกษาจึงควรพัฒนานโยบายและหลักสูตรที่ส่งเสริมความฉลาดทางดิจิทัลและสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย ควบคู่กับการสร้างความตระหนักด้านจริยธรรมเพื่อความถูกต้องทางวิชาการ</p> สุวรรณ จันทิวาสารกิจ บุญสาน ทระทึก ชัยมงคล ศรีจันทรา ปราชญา เทียมผาสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-29 2025-12-29 8 12 152 165 การพัฒนาชุดกิจกรรมอันปลั๊กโค้ดดิ้ง เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การเขียนโปรแกรมแบบวนซ้ำด้วย Scratch สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/9799 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดกิจกรรมอันปลั๊กโค้ดดิ้ง 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังเรียน และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนา โดยใช้แบบแผนการวิจัยแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/5 โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จำนวน 40 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) สื่อบอร์ดเกมอันปลั๊กโค้ดดิ้ง BINGGO SCRATCH 3) แบบประเมินคุณภาพสื่อโดยผู้เชี่ยวชาญ 4) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 10 ข้อ ที่ผ่านการวิเคราะห์หาค่าความเชื่อมั่น และ 5) แบบประเมินความพึงพอใจ 4 ด้าน ที่ผ่านการหาค่าความเชื่อมั่น เครื่องมือทุกชิ้นผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบที ผลการวิจัยพบว่า 1) ได้ชุดกิจกรรมอันปลั๊กโค้ดดิ้งที่ประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ และสื่อบอร์ดเกมอันปลั๊กโค้ดดิ้ง โดยผลการประเมินคุณภาพชุดกิจกรรมโดยผู้เชี่ยวชาญ พบว่ามีความเหมาะสมในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.67, S.D. = 0.25) โดยด้านประโยชน์และการนำไปใช้มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 2) ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พบว่าคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 9.96) สูงกว่าก่อนเรียน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 6.68) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน พบว่า มีความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.83, S.D. = 0.34) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านกิจกรรมและการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจสูงสุด</p> อภิญญา ช่วยศรี รัฐพร กลิ่นมาลี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-29 2025-12-29 8 12 166 179 ภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/9724 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 โดยจำแนกตามเพศ ระดับการศึกษา อายุและประสบการณ์ในการทำงาน การศึกษาวัยนี้ใช้วิธีวิจัยแบบงานวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คือ ครูผู้สอน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 จำนวน 306 คน ดำเนินการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ โดยเทียบสัดส่วนของจำนวนประชากรกับกลุ่มตัวอย่างที่กำหนด จากนั้นจึงทำการสุ่มอย่างง่าย เพื่อให้ได้ครบตามจำนวนกลุ่มตัวอย่างที่กำหนด เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวบข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .94 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบความแตกต่างระหว่างกลุ่มตัวอย่างด้วย ค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 โดยรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ค่าเฉลี่ยเป็นอันดับแรก คือ ด้านความคิดสร้างสรรค์ รองลงมา คือ ด้านการสื่อสาร อันดับสุดท้าย คือ ด้านความร่วมมือ 2) ผลการเปรียบเทียบระดับภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 พบว่า ภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 จำแนกตามเพศ อายุ และประสบการณ์การทำงาน โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ยกเว้นจำแนกตามระดับการศึกษา โดยรวมต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ</p> นำโชค ภักดีหาร เอกวัฒน์ ล้อสุนิรันดร์ กัญภร เอี่ยมพญา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-29 2025-12-29 8 12 180 192 กรณีศึกษาความสัมพันธ์การจ้างแรงงานคนต่างด้าวผู้ย้ายถิ่นโดยทางบก ทะเล และอากาศในประเทศไทย https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/9770 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์ ความเป็นมา หลักการ แนวคิด ทฤษฎี รูปแบบผู้ย้ายถิ่น กฎหมายระหว่างประเทศ ต่างประเทศ ประเทศไทยผู้ย้ายถิ่นโดยทางบก ทะเล และอากาศในประเทศไทย การจ้างแรงงานผู้ย้ายถิ่นโดยทางบก ทะเล และอากาศในประเทศไทย เพื่อเสนอแนะและพัฒนากฎหมายและแนวคิดการจ้างแรงงานผู้ย้ายถิ่น การวิจัยเป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากหนังสือ ตำรา บทความวิชาการ งานวิจัย และสื่อออนไลน์ แล้วนำมาจำแนก วิเคราะห์ สังเคราะห์ และสรุปผลการวิจัย ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการโยกย้ายถิ่นตามลักษณะอัตวิสัยของผู้ย้ายถิ่น การย้ายถิ่นโดยบังคับ (forced migration) มีลักษณะของการเป็นผู้ลี้ภัย นอกจากนี้ รูปแบบการโยกย้ายถิ่นตามสถานะทางกฎหมายทั้งสามรูปแบบ เป็นการอธิบายพฤติกรรมการโยกย้ายถิ่นของบุคคลที่สัมพันธ์กับเงื่อนไขของกฎหมาย รูปแบบการจ้างแรงงานตามมาตรา 63 (2) คนต่างด้าวเข้ามาหรืออยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง แต่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อรอการส่งกลับออกไปนอกราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง มีขอบเขตรวมถึงการโยกย้ายถิ่นระหว่างประเทศตามพิธีสารเพื่อการต่อต้านการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐานทางบก ทางทะเล และทางอากาศ รวมถึงอนุสัญญาสหประชาชาติเพื่อต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติที่จัดตั้งในลักษณะองค์กร ค.ศ. 2000 ซึ่งกำหนดให้รัฐต้องดำเนินการส่งตัวผู้โยกย้ายถิ่นกลับรัฐของตนตามบทบัญญัติ (Article 18) อย่างไรก็ดี ได้กำหนดข้อยกเว้นไว้ตาม (Article 19 (1)) สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการดังกล่าวต้องดำเนินไปอย่างสมดุล ระหว่างอำนาจรัฐกับการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ย้ายถิ่น</p> วรรณเวช ศรีสวัสดิ์ วาทิน หนูเกื้อ ขวัญแก้ว พอขุนทด ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-29 2025-12-29 8 12 193 203 ผลของการฝึกแบบผสมผสานที่มีต่อความแม่นยำในการเสิร์ฟมือบน ของนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/9777 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) ศึกษาผลของการฝึกแบบผสมผสานเพื่อพัฒนาความแม่นยำในการเสิร์ฟมือบนของนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม และ 2) เปรียบเทียบผลการฝึกแบบผสมผสานเพื่อพัฒนาความแม่นยำในการเสิร์ฟมือบนของนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐมก่อนการฝึกและหลังการฝึก 8 สัปดาห์ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง กลุ่มประชากร คือ นักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม จำนวน 14 คน และกลุ่มตัวอย่าง คือ นักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม จำนวน 12 คน โดยการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ รูปแบบการฝึกแบบผสมผสานเพื่อพัฒนาความแม่นยำในการเสิร์ฟมือบนและแบบทดสอบทักษะการเสิร์ฟมือบนของนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐมซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาด้วยค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 1 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .96 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการเปรียบเทียบความแม่นยำในการเสิร์ฟมือบนภายในกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้สถิติค่า “ที” ก่อนและหลังการฝึก 8 สัปดาห์ ผลการวิจัย พบว่า ก่อนการฝึกกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยความแม่นยำในการเสิร์ฟมือบนวอลเลย์บอล เท่ากับ 9.83 มีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 1.40 และภายหลังการฝึก 8 สัปดาห์ กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยความแม่นยำในการเสิร์ฟมือบน เท่ากับ 19.58 มีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 3.31 และเมื่อเปรียบเทียบความแม่นยำในการเสิร์ฟมือบนของนักกีฬาวอลเลย์หญิงของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม พบว่า นักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐมมีความแม่นยำในการเสิร์ฟมือบนหลังการฝึก 8 สัปดาห์ ดีกว่าก่อนการฝึกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> อำนวย สอิ้งทอง ณัฐวรรธน์ สถิราวิวัฒน์ หฤษนันท์ คู่กุศลสิน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-29 2025-12-29 8 12 204 212 แนวทางการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการกับการทำงาน (WIL) สำหรับสาขาการท่องเที่ยวและการบริการ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/9779 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการของสถานประกอบการต่อคุณลักษณะผู้สำเร็จการศึกษาที่พึงประสงค์ของหลักสูตรอนุปริญญาศิลปศาสตร์ สาขาการท่องเที่ยวและการบริการ และเพื่อเสนอแนวทางการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการกับการทำงาน (Work-Integrated Learning: WIL) ให้สอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการและตลาดแรงงาน การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสานวิธี โดยข้อมูลเชิงปริมาณเก็บรวบรวมด้วยแบบสอบถามความคิดเห็นของสถานประกอบการเกี่ยวกับคุณลักษณะผู้สำเร็จการศึกษาที่พึงประสงค์ จากกลุ่มตัวอย่างผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว การบริการ และธุรกิจโรงแรม จำนวน 35 แห่ง ในจังหวัดภูเก็ต กระบี่ สุราษฎร์ธานี พังงา สงขลา ตรัง และสตูล ซึ่งได้มาจากประชากรโดยการสุ่มแบบเจาะจง และข้อมูลเชิงคุณภาพเก็บจากการสนทนากลุ่มกับผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหารสถานประกอบการ อาจารย์ประจำหลักสูตร และศิษย์เก่า จำนวน 10 คน ผลการวิจัยพบว่า สถานประกอบการมีความต้องการต่อคุณลักษณะผู้สำเร็จการศึกษาในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.55, S.D. = 0.63) โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับสมรรถนะด้านคุณธรรม จริยธรรม (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.60, S.D. = 0.65) รองลงมาคือด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.58, S.D. = 0.57) และด้านทักษะปฏิบัติในงานบริการและการท่องเที่ยว (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.56, S.D. = 0.72) แนวทางการพัฒนารูปแบบ WIL ควรมุ่งเน้นการจัดการเรียนรู้แบบ Placement หรือ Practicum เพื่อให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติจริง พัฒนาสมรรถนะตามผลลัพธ์การเรียนรู้ (Learning Outcomes) ตามแนวคิดการจัดการศึกษาเชิงผลลัพธ์ (Outcome-Based Education: OBE) ที่สะท้อนความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะที่จำเป็นในวิชาชีพ พร้อมทั้งพัฒนาระบบประเมินผลและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และชุมชน เพื่อพัฒนาหลักสูตรเชิงสมรรถนะให้สอดคล้องกับตลาดแรงงานและผลิตผู้สำเร็จการศึกษาที่มีคุณภาพ มีสมรรถนะตรงความต้องการ และสามารถประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน</p> กิตติยา ฤทธิภักดี อัศวยุช เทศอาเส็น ปวรรณรัตน์ ประเทืองไทย เบญจวรรณ แก้วสวัสดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-29 2025-12-29 8 12 213 226 กลยุทธ์การพัฒนาสมรรถนะครูและบุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนละอายพิทยานุสรณ์ในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/9778 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันการพัฒนาสมรรถนะของครูและบุคลากรทางการศึกษา โรงเรียนละอายพิทยานุสรณ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช 2) พัฒนากลยุทธ์ในการเสริมสร้างสมรรถนะดังกล่าว และ3) ตรวจสอบความเหมาะสมของกลยุทธ์ที่พัฒนาขึ้น โดยงานวิจัยนี้แบ่งออกเป็น 3 ระยะดังนี้ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพการบริหารจัดการปัจจุบัน ผ่านการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 24 คน ประกอบด้วย ผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษา โดยใช้แบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระยะที่ 2 พัฒนากลยุทธ์ด้วยการสัมภาษณ์เชิงกึ่งโครงสร้าง ตามแนวทาง สุนทรียะสาธก (AI) กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 12 คน ได้แก่ คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้อำนวยการโรงเรียน รองผู้อำนวยการโรงเรียน หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ และผู้ทรงคุณวุฒิทางการศึกษาเพื่อสร้างกลยุทธ์ด้วย SOAR Analysis นำไปสู่กลยุทธ์การพัฒนาสมรรถนะครูและบุคลากรทางการศึกษา 6 ด้าน ได้แก่ 1) การพัฒนาครูต้นแบบด้านคุณธรรมวิชาชีพ 2) การส่งเสริมการทำงานเป็นทีมผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) 3) การเสริมสร้างการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอนสมัยใหม่4) การยกระดับความสามารถทางวิชาการของครู 5) การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นแบบมีส่วนร่วมและทักษะการจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น 6) การส่งเสริมการสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมผ่านการวิจัยในชั้นเรียน ระยะที่ 3 ตรวจสอบความเหมาะสมของกลยุทธ์ โดยประเมินในมิติด้านความถูกต้อง ความเป็นไปได้ ความสอดคล้อง และประโยชน์ใช้สอย ผ่านการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 8 คน ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียน ครูผู้เชี่ยวชาญศึกษานิเทศก์ และผู้แทนผู้ปกครอง ผลการวิจัยยืนยันว่ากลยุทธ์ทั้ง 6 ประการ มีความเหมาะสามารถนำไปใช้ได้จริงในการพัฒนาสมรรถนะครูและบุคลากรทางการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ของโรงเรียนละอายพิทยานุสรณ์</p> ชวกร มณีโลกย์ พณกฤษ บุญพบ นพรัตน์ ชัยเรือง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-29 2025-12-29 8 12 227 238 การจัดการบำรุงรักษาเครื่องจักรในกระบวนการผลิตไส้กรองไอเสียรถยนต์ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/9341 <p>การวิจัยครั้งนี้มีที่มาจากปัญหาการหยุดขัดข้องบ่อยของเครื่องจักร D1 Coating ซึ่งเป็นจุดวิกฤตสำคัญในสายการผลิตไส้กรองไอเสียรถยนต์ จากข้อมูลย้อนหลัง 4 เดือนพบว่าเครื่องจักรมีอัตราการขัดข้องสูงถึง 9.02% ความพร้อมใช้งานเพียง 88.98% ค่า MTBF 2,200 นาที/ครั้ง และค่า MTTR 275 นาที/ครั้ง ส่งผลให้เกิดความสูญเสียด้านเวลา คุณภาพ และต้นทุนการผลิต การวิจัยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบำรุงรักษาเครื่องจักร และ 2) เพื่อวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาการขัดข้องของเครื่อง D1 Coating อย่างเป็นระบบ กระบวนการวิจัยประกอบด้วยการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลการหยุดเครื่อง การวิเคราะห์แนวโน้มความเสียหาย และการประยุกต์ใช้เครื่องมือคุณภาพ 7 ประการ (7 QC Tools) และแผนผังก้างปลาเพื่อระบุสาเหตุรากของปัญหา ผลพบว่าสาเหตุหลักมาจากสายพานที่หย่อนและหลุดจากมู่เลย์ รวมถึงแบริ่งที่ไม่ได้รับการบำรุงรักษาตามรอบเวลา ทำให้เกิดการสึกหรอและเพิ่มโอกาสการหยุดชะงักของเครื่องจักร จากนั้นได้พัฒนาแผนการบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์ โดยสร้างแบบจำลองอนุกรมเวลา 3 วิธี ได้แก่ แบบองค์ประกอบ แบบฮอลต์–วินเทอร์ส และแบบดับเบิลเอ็กซ์โพเนนเชียล พร้อมประเมินค่าความคลาดเคลื่อนเพื่อเลือกแบบจำลองที่เหมาะสมที่สุด ผลการปรับปรุงพบว่าอัตราการขัดข้องลดลงเหลือ 0.04% ความพร้อมใช้งานเพิ่มขึ้นเป็น 99.98% ค่า MTTR ลดลงเหลือ 10 นาที/ครั้ง และค่า MTBF เพิ่มขึ้นเป็น 11,505 นาที/ครั้ง สะท้อนให้เห็นว่าการบูรณาการการบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์และเชิงป้องกันช่วยเพิ่มความเสถียรของเครื่องจักรอย่างมีประสิทธิผล ข้อเสนอแนะคือควรพัฒนาระบบฐานข้อมูลการบำรุงรักษาแบบรวมศูนย์ และจัดรอบตรวจเชิงพยากรณ์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างความยั่งยืนให้ระบบบำรุงรักษาในระยะยาว</p> พัฒนพงษ์ สมไพร ศักดิ์ชาย รักการ อัตภกร กลิ่นความดี สำเริง เนตรภู่ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-29 2025-12-29 8 12 239 248 การมีส่วนร่วมของชุมชนในสถานศึกษายุคใหม่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/9773 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การมีส่วนร่วมของชุมชนในสถานศึกษายุคใหม่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา และ 2) แนวทางการมีส่วนร่วมของชุมชนในสถานศึกษายุคใหม่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหาร ครู และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาของจังหวัดในภาคกลางตอนบน จำนวน 367 คน โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางเครจซีและมอร์แกน จากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ เป็นแบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้การวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) การมีส่วนร่วมของชุมชนในสถานศึกษายุคใหม่ โดยรวมอยู่ในระดับมาก และ 2) แนวทางการมีส่วนร่วมของชุมชนในสถานศึกษายุคใหม่ ได้แก่ 1) การร่วมคิดตัดสินใจ พบว่า ชุมชนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางและนโยบายของโรงเรียน และร่วมตัดสินใจกำหนดแผนพัฒนาการศึกษาของสถานศึกษา 2) การร่วมวางแผน พบว่า ชุมชนมีส่วนร่วมในการวางแผนและกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน และนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารการจัดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง 3) การร่วมดำเนินงาน พบว่า ชุมชนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนกิจกรรม เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง และสร้างนวัตกรการเรียนรู้ยุคใหม่ผ่านระบบเทคโนโลยี AI 4) การประเมินผล พบว่า ชุมชนควรมีบทบาทในการประเมินผล เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความโปร่งใส และประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของนักเรียน ตลอดจนความพึงพอใจการบริการ และ 5) การร่วมรับผลประโยชน์ พบว่า เน้นการแบ่งปันความรู้ ทักษะ และโอกาสที่เกิดจากการดำเนินงานของโรงเรียน เพื่อช่วยให้เกิดความผูกพันและความร่วมมืออย่างต่อเนื่องระหว่างโรงเรียนกับชุมชน</p> กอบชัย เมฆดี ธีระวัฒน์ มอนไธสง อัจฉรา นิยมาภา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-29 2025-12-29 8 12 249 257 ศึกษากรณีผลกระทบที่เกิดจากสินค้าไม่ปลอดภัย https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/9800 <p>การคุ้มครองผู้บริโภคถือเป็นกลไกพื้นฐานในการสร้างความเป็นธรรมระหว่างผู้ประกอบธุรกิจและผู้บริโภค โดยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ได้กำหนดกระบวนการเยียวยาความเสียหายแก่ผู้บริโภคเมื่อได้รับความเสียหายจากสินค้าไม่ปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติยังพบว่าการกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษตามกฎหมายดังกล่าวมิได้สะท้อนถึงความเสียหายที่แท้จริง และยังไม่เพียงพอในการยับยั้งพฤติกรรมที่ไม่เป็นธรรมของผู้ประกอบธุรกิจ ทำให้การคุ้มครองผู้บริโภคยังไม่เกิดประสิทธิผลเท่าที่ควรงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ ได้แก่ 1) เพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์ในการพิจารณาค่าเสียหายเชิงลงโทษในกรณีความรับผิดต่อสินค้าที่ไม่ปลอดภัย ให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง 2) เพื่อศึกษาปัญหาของมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 และเปรียบเทียบกับแนวทางการกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษในระบบกฎหมายของสหรัฐอเมริกาและประเทศไทย 3) เพื่อวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เป็นหลักในการกำหนดและคำนวณค่าเสียหายเชิงลงโทษ ให้มีมาตรฐานและความยุติธรรมมากยิ่งขึ้นผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการกำหนดค่าสินไหมทดแทนในปัจจุบันยังไม่ครอบคลุมมิติของความเสียหายที่ผู้บริโภคได้รับจริง อีกทั้งขาดกลไกป้องปรามที่มีประสิทธิภาพ จึงเสนอให้มีการทบทวนหลักเกณฑ์การกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษ เพิ่มความชัดเจนของมาตรา 11 รวมทั้งพิจารณาบูรณาการหลักกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในการคำนวณค่าเสียหาย เพื่อยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองผู้บริโภคไทยให้มีประสิทธิผลและสอดคล้องกับแนวทางสากลมากยิ่งขึ้นในเชิงปฎิบัติอย่างแท้จริง</p> สมชัย ทรัพย์ศิริผล ขวัญแก้ว พอขุนทด ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-29 2025-12-29 8 12 258 268 อิทธิพลของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่มีต่อประสิทธิภาพการจัดการโซ่อุปทานของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/9801 <p>วิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่มีและประสิทธิภาพการจัดการโซ่อุปทานของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 2) ศึกษาอิทธิพลของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่มีต่อประสิทธิภาพการจัดการโซ่อุปทานของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 3) เสนอแนวทางการพัฒนาการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่มีต่อประสิทธิภาพการจัดการโซ่อุปทานของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 400 ราย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน (Stepwise Multiple Regression Analysis) ผลการวิจัยพบว่า ผู้ประกอบการมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและมีประสิทธิภาพการจัดการโซ่อุปทานในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT), ระบบอัตโนมัติและปัญญาประดิษฐ์ (AI), การบริหารจัดการข้อมูลบนคลาวด์ และการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ มีอิทธิพลเชิงบวกต่อประสิทธิภาพการจัดการโซ่อุปทานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และร่วมกันพยากรณ์ความผันแปรได้ร้อยละ 58.5 ปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงสุดคือด้าน IoT (β = .315) เนื่องจากช่วยในการติดตามสถานะสินค้าแบบเรียลไทม์ นอกจากนี้ยังพบองค์ความรู้ใหม่ว่า การบริหารจัดการข้อมูลบนคลาวด์เป็นปัจจัยเพียงด้านเดียวที่ส่งผลต่อความรวดเร็วในการตอบสนองมากที่สุด (β = .412) แนวทางการพัฒนาควรเน้นการบูรณาการข้อมูลผ่านระบบคลาวด์เพื่อความยืดหยุ่นในการประสานงาน และเร่งประยุกต์ใช้ IoT เพื่อความแม่นยำในการติดตามสินค้า ควบคู่กับการส่งเสริมทักษะดิจิทัลของบุคลากรให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง</p> ธนิดา กิจจารักษ์ ณิธิกร บัวขม สุวรรณ จันทิวาสารกิจ สุมนา สุขพันธ์ ฐิติ ศรีธนนันท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-29 2025-12-29 8 12 269 280 การพัฒนากลยุทธ์สู่ความเป็นเลิศ ของสำนักงานกีฬา มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/9380 <p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยภายในและภายนอกที่มีผลต่อการดำเนินงานของสำนักงานกีฬา มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ 2) เพื่อพัฒนากลยุทธ์สู่ความเป็นเลิศในการบริหารจัดการด้านการกีฬา โดยใช้กระบวนการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม และการจับคู่กลยุทธ์ กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริหารและหัวหน้าสำนักงานกีฬา จำนวน 16 คน เครื่องมือแบบประเมินปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก แบบเครื่องมือสนทนากลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า สำนักงานกีฬาของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ สามารถกำหนดกลยุทธ์การบริหารจัดการได้ 4 ประเภท รวมทั้งสิ้น 25 กลยุทธ์ ประกอบด้วย มีกลยุทธ์เชิงรุก จำนวน 7 ตัว โดยมุ่งเน้นองค์กรควรใช้จุดแข็งที่มีอยู่ร่วมกับโอกาสภายนอกเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน เช่น การพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศเพื่อสนับสนุนการสอนและงานวิจัยด้านกีฬา กลยุทธ์เชิงป้องกัน จำนวน 6 ตัว ซึ่งเป็นการนำจุดแข็งขององค์กรมาใช้เพื่อลดผลกระทบจากอุปสรรคภายนอก เช่น การจัดระบบบริหารจัดการที่มีความชัดเจนโปร่งใส และมีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของนโยบายภาครัฐและบริบททางการเมือง กลยุทธ์เชิงแก้ไข จำนวน 6 ตัว การใช้โอกาสภายนอกเพื่อลดจุดอ่อนภายในองค์กร การพัฒนาทักษะและสมรรถนะของบุคลากร กลยุทธ์เชิงรับ จำนวน 6 ตัว เน้นการลดจุดอ่อนและรับมือกับอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้น การพัฒนาโครงสร้างองค์กรให้มีความยืดหยุ่นต่อข้อจำกัดทางกฎหมายและระบบราชการ การพัฒนาทักษะ การสรรหาบุคลากรรุ่นใหม่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างวัย การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านเทคโนโลยีและการสร้างกลไกความร่วมมือข้ามฝ่ายเพื่อเสริมสร้างความต่อเนื่องและประสิทธิภาพในการดำเนินของสำนักงานกีฬาอย่างยั่งยืน</p> สุกัญญา ฤทธิ์งาม อรุณรัตน์ ศรีวิทัศน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-29 2025-12-29 8 12 281 290 การพัฒนารูปแบบการบริหารเชิงกลยุทธ์การจัดการเชิงพื้นที่โดยใช้สถานศึกษาและชุมชนเป็นฐานเพื่อสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ โรงเรียนบ้านปากบาง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/9774 <p>วัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการพัฒนารูปแบบการบริหารเชิงกลยุทธ์การบริหารจัดการเชิงพื้นที่โดยใช้สถานศึกษาและชุมชนเป็นฐานเพื่อสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ โรงเรียนบ้านปากบาง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 2) พัฒนารูปแบบฯ 3) ศึกษาผลการใช้รูปแบบฯ 4) ประเมินรูปแบบฯ เป็นงานวิจัยและพัฒนา (R&amp;D) กลุ่มเป้าหมาย ครู คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ตัวแทนผู้ปกครองและนักเรียน 205 คน โดยคัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน แบบวิเคราะห์สภาพแวดล้อม แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบตรวจสอบความถูกต้องและความเป็นไปได้และแบบตรวจสอบความเหมาะสมของคู้มือ สถิติ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย 1) โรงเรียนมีสภาพแวดล้อมที่เป็นจุดแข็ง 10 ข้อ จุดอ่อน 10 ข้อ โอกาส 5 ข้อและอุปสรรค 6 ข้อ 2) องค์ประกอบของรูปแบบ ได้แก่ หลักการ จุดมุ่งหมาย กระบวนการการบริหารเชิงกลยุทธ์การจัดการเชิงพื้นที่ 7 กลยุทธ์ และการวัดและประเมินผล รูปแบบฯและคู่มือการใช้รูปแบบโดยรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด 3) ผลการใช้ระบบนิเวศการเรียนรู้ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้และมีความพร้อมใช้ในระดับมากที่สุดและมีระบบนิเวศการเรียนรู้ด้านฐานทุนวัฒนธรรม 10 แห่งและโครงงานฐานวิจัยนักเรียน 10 เรื่อง 4) ผลการประเมินรูปแบบฯ พบว่า 1) มีความถูกต้องและมีความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุด 2) ครู คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานและนักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด</p> ศกลวรรณ สุขมี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 8 12 291 305 กฎหมายต้นแบบว่าด้วยการจัดทำบริการสาธารณะโดยภาคประชาสังคมไทย https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/9772 <p>งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาทางกฎหมายของการจัดทำบริการสาธารณะโดยภาค<br />ประชาสังคม ศึกษาวิเคราะห์การบังคับใช้กฎหมายของญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ฮังการี เปรียบเทียบกับประเทศไทย รวมถึงวิเคราะห์กฎหมายต้นแบบที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งใช้ข้อมูลจากเอกสารทั้งของไทยและต่างประเทศ มีเครื่องมือในการวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์จากกลุ่มบุคคล 5 กลุ่ม ได้แก่ ภาคประชาสังคม เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานกับภาคประชาสังคม นักกฎหมาย นักการเมืองและอาจารย์มหาวิทยาลัย แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์เชิงเนื้อหาเปรียบเทียบ ผลการวิจัยพบว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับการจัดทำบริการสาธารณะโดยภาคประชาสังคม ไม่มีการรับรองหรือคุ้มครอง<br />ภาคประชาชนซึ่งมีจิตอาสาที่ได้เข้าร่วมปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐหรือเอกชน ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมทางกฎหมายแก่ภาคประชาสังคมดังกล่าว รวมทั้งไม่ได้มีการกำหนดปริมณฑลหรือขอบเขตแห่งการจัดทำบริการสาธารณะ และระบบการป้องกันและแก้ไขการดำเนินการอันฉ้อฉล อันอาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อรัฐหรือต้องผูกพันตามพันธสัญญาระหว่างประเทศจากการดำเนินงานของภาคประชาสังคมที่ไม่มีขอบเขต จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องมีกฎหมายต้นแบบว่าด้วยการจัดทำบริการสาธารณะโดยภาคประชาสังคม ซึ่งมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการจัดทำบริการสาธารณะโดยภาคประชาสังคม ส่งเสริม สนับสนุน คุ้มครองป้องกันบุคคลดังกล่าว กับทั้งบัญญัติให้มีปริมณฑลแห่งการดำเนินงาน มาตรการทางกฎหมายที่ใช้ในการคุ้มครอง กลไกในการตรวจสอบ สิทธิประโยชน์ที่ควรได้รับ กับทั้งกองทุนที่ใช้ในการจัดทำบริการสาธารณะ รวมตลอดถึงองค์กรที่ให้การสนับสนุน ส่งเสริม คุ้มครองป้องกันบุคคลเช่นว่านั้น เพื่อให้ภาคประชาสังคมเป็นหุ้นส่วนกับรัฐในการจัดทำบริการสาธารณะได้อย่างแท้จริง</p> กิตติ์รัฐ ประเสริฐฤทธิ์ สุเมธ รอยกุลเจริญ สังเวียน เทพผา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 8 12 306 317 โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียน ในโรงเรียนขนาดเล็กสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/9796 <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับคุณภาพผู้เรียนโรงเรียนขนาดเล็ก และปัจจัยเชิงสาเหตุที่นำมาศึกษา 2) ตรวจสอบโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยการบริหาร 3) ศึกษาแนวทางพัฒนาปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ โรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปีการศึกษา 2566 จำนวน 360 โรงเรียน ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา และครู ใช้การสุ่มแบบหลายขั้นตอน รวมครูและผู้บริหารเป็น 720 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.48 – 0.63 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าความเบ้ ค่าความโด่ง ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน การวิจัยในนี้ ใช้วิธีวิจัยเชิงปริมาณ เป็นการหาความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับคุณภาพผู้เรียนโรงเรียนขนาดเล็กและปัจจัยเชิงสาเหตุที่นำมาศึกษา ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /><em> </em>= 4.73) การเป็นคนดีและการมีทักษะชีวิต มีค่าเฉลี่ยสูงสุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /><em> </em>= 4.74) รองลงมา คือ การมีความรู้ความสามารถตามหลักสูตร (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /><em> </em>= 4.72) การมีความสามารถในการคิด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /><em> </em>= 4.71) 2) โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยการบริหาร ที่สร้างขึ้นมีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ค่าไค-สแควร์ (Chi-square) เท่ากับ 66.58 ที่องศาอิสระ df เท่ากับ 56 ค่าความน่าจะเป็น (p-value) เท่ากับ 0.157 (Close fit) ค่าไค-สแควร์สัมพัทธ์ (χ2/df) เท่ากับ 1.18 ค่า RMSEA เท่ากับ .016 ค่า (GFI) เท่ากับ .99 ค่า (AGFI) เท่ากับ .96 3) แนวทางพัฒนาปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียน โดยปัจจัยที่ส่งผลมี 4 ตัวคือ ปัจจัยกลยุทธ์ขององค์การ ปัจจัยภาวะผู้นำทางวิชาการ ปัจจัยสุขภาพองค์การ และปัจจัยจัดการ</p> นพพล ศุภวิทยาเจริญกุล เพลินพิศ ธรรมรัตน์ สุมัทนา หาญสุริย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 8 12 318 332 การส่งเสริมกิจกรรมสภานักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/9798 <p>บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการส่งเสริมกิจกรรมสภานักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เปรียบเทียบการส่งเสริมกิจกรรมสภานักเรียนจำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา ประสบการณ์การปฏิบัติงาน และขนาดของสถานศึกษา และ 3) ศึกษาแนวทางในการส่งเสริมกิจกรรมสภานักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นครูจำนวน 341 คน และผู้ให้ข้อมูล จำนวน 5 คน ที่ได้จากการกำหนดตามตารางของเครซี่และมอร์แกน และสุ่มแบบแบ่งชั้นตามขนาดของสถานศึกษา และสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ชนิดกึ่งโครงสร้าง ที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพและมีค่าความเชื่อมั่น 0.974 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที และการทดสอบเอฟ ผลการวิจัยพบว่า โดยภาพรวมการส่งเสริมกิจกรรมสภานักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษาอยู่ในระดับมากที่สุด การเปรียบเทียบพบว่า ครูที่มีเพศ อายุ และประสบการณ์ปฏิบัติงานต่างกัน มีความคิดเห็นไม่แตกต่างกันโดยนัยสำคัญทางสถิติ แต่ครูที่มีระดับการศึกษาและขนาดของสถานศึกษาต่างกัน มีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ .001 ตามลำดับ แนวทางการส่งเสริมกิจกรรมสภานักเรียนประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาผู้เรียน การเสริมสร้างภาวะผู้นำ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ การสนับสนุนการประชุมสภานักเรียน และการส่งเสริมผลการปฏิบัติงาน โดยผู้บริหารสถานศึกษามีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบาย สนับสนุนทรัพยากร เปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วม และติดตามผลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยส่งเสริมให้สภานักเรียนพัฒนาภาวะผู้นำ ความร่วมมือ และความรับผิดชอบ อันนำไปสู่การบริหารจัดการที่โปร่งใสและมีส่วนร่วมภายในสถานศึกษา</p> ปรารถนา อินทรสมเคราะห์ ศิลป์ชัย สุวรรณมณี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 8 12 333 346 การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องนาฏยศัพท์โดยใช้รูปแบบการสอน ทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/9941 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องนาฏยศัพท์ โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้ได้ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบทักษะปฏิบัติทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องนาฏยศัพท์ โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์ ระหว่างหลังเรียนเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 80 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องนาฏยศัพท์โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนควนขนุน จำนวน 2 ห้องเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์ 2) แบบประเมินทักษะปฏิบัตินาฏยศัพท์ และ 3) แบบวัดความพึงพอใจ ผลการวิจัย 1) การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องนาฏยศัพท์ โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพของ กระบวนการเรียนการสอน คะแนนระหว่างเรียน เท่ากับ 81 ประสิทธิภาพของคะแนนหลังเรียน เท่ากับ 82.40 ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ เท่ากับ 81/82.40 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 2) พบว่าผลการเปรียบเทียบทักษะปฏิบัติของผู้เรียน หลังเรียนเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 80 ของนักเรียน มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) พบว่าความพึงพอใจหลังเรียนของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องนาฏยศัพท์โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์ ของนักเรียน โดยรวมอยู่ ในระดับมาก</p> กนกกาญจน์ อินยอด อริสรา บุญรัตน์ เก็ตถวา บุญปราการ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 8 12 347 358 สมุนไพรท้องถิ่นกับการยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจฐานราก กรณีศึกษาโครงการ "พืชยาแห่งแผ่นดิน" ในบริบทการพัฒนาชุมชนของ เทศบาลเมืองปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/9723 <p>ปัจจุบันสังคมไทยพึ่งพาการแพทย์แผนปัจจุบันอย่างเข้มข้นจนทำให้ชุมชนท้องถิ่นสูญเสียอำนาจ ในการดูแลสุขภาพด้วยตนเอง ขณะที่ภูมิปัญญาสมุนไพรซึ่งเป็นทุนทางวัฒนธรรมและสะท้อนความหลากหลาย ทางชีวภาพค่อย ๆ เสื่อมความสำคัญ บทความนี้วิเคราะห์พลวัตการพัฒนาสมุนไพรท้องถิ่นในฐานะพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจสีเขียว โดยใช้กรณีโครงการ “พืชยาแห่งแผ่นดิน: สมุนไพรท้องถิ่น พัฒนาชีวิต สร้างเศรษฐกิจชุมชน” ซึ่งนิสิตระดับดุษฎีบัณฑิต สาขาการพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช-วิทยาลัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช ดำเนินในเขตเทศบาลเมืองปากพนัง เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2568 โดยมีผู้สูงอายุและอาสาสมัครรวม 100 คนเข้าร่วม โครงการมุ่งยกระดับมาตรฐานการผลิตสมุนไพรและสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านผลิตภัณฑ์สบู่และน้ำมันนวด การศึกษาใช้กรอบเฮลิกซ์สี่ด้านเพื่อวิเคราะห์การบูรณาการระหว่างรัฐ สถาบันการศึกษา เอกชน และภาคประชาสังคม ผลการศึกษาพบว่าการพัฒนาสมุนไพรส่งผลเชิงบวกสามมิติ ได้แก่ มิติสุขภาพที่เสริมการพึ่งตนเองและฟื้นฟูภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย มิติเศรษฐกิจที่ช่วยสร้างรายได้ให้ผู้เข้าร่วมเฉลี่ยเดือนละ 1,500 บาท และมิติสังคม-สิ่งแวดล้อมที่เสริมทุนทางสังคมและอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพผ่านสมุนไพรสำคัญ เช่น เหงือกปลาหมอ ไพล ขมิ้น และตะไคร้ ความสำเร็จของโครงการพึ่งพาการสร้างห่วงโซ่คุณค่าอย่างครบวงจรตั้งแต่การอนุรักษ์ การผลิต การแปรรูป การตลาด และการหมุนเวียนผลประโยชน์กลับสู่ชุมชน ข้อเสนอเชิงนโยบายเน้นการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาชุมชน เสริมกลไกแบ่งปันผลประโยชน์อย่าง เป็นธรรม พัฒนาระบบอบรมและติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ และบูรณาการความรู้สมุนไพรเข้าสู่หลักสูตรเพื่อสร้างผู้ประกอบการสังคมรุ่นใหม่ที่เห็นคุณค่าภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างแท้จริงยิ่งขึ้น</p> พระมหาภัทรเดช ชยุตฺตโม (สิริพัฒนาญาณ) พระปลัดสิรภพ ปิยสีโล (งามเรียบ) สุพัฒน์ นาคเสน สิทธิชัย ชีวะโรรส ชนะทีปกร คงศรีทอง เตือนใจ ขุนทอง สุนทร รัตนบุรี พระวัชรพุทธิบัณฑิต (ปรีดา บัวเมือง) ไพรัตน์ ฉิมหาด ดิเรก นุ่นกล่ำ ณิชารีย์ ปรีชา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-27 2025-12-27 8 12 17 27 บทบาทวิทยาลัยชุมชนสตูลในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/9797 <p>การพัฒนาวิทยาลัยชุมชนสู่ความยั่งยืนเป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์สำคัญต่อการเสริมสร้างศักยภาพของชุมชนและพัฒนาผู้สำเร็จการศึกษาให้มีคุณภาพในศตวรรษที่ 21 บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์บทบาทของวิทยาลัยชุมชนสตูลในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ผ่านการสนับสนุนพันธกิจ 5 ด้าน ได้แก่ 1) การจัดการศึกษาหลักสูตรอนุปริญญา ประกาศนียบัตร และสัมฤทธิบัตรเพื่อสร้างสรรค์ปัญญาและเพิ่มศักยภาพคนในชุมชน 2) การบริการวิชาการที่ตอบสนองความต้องการและการประกอบอาชีพของพื้นที่ 3) การวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อการจัดการศึกษาและคุณภาพชีวิต 4) การอนุรักษ์และสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคมของภูมิปัญญาท้องถิ่น และ 5) การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อความเข้มแข็งของชุมชน การศึกษานี้ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการวิเคราะห์เอกสารนโยบาย รายงานการดำเนินงาน และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้บริหาร อาจารย์ และบุคลากร โดยวิเคราะห์ประเด็นที่สะท้อนบทบาทของวิทยาลัยชุมชนในฐานะ “กลไกการพัฒนาชุมชนที่ยั่งยืน” ซึ่งช่วยยืนยันผลการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า วิทยาลัยชุมชนสตูลมีส่วนสำคัญในการบูรณาการแนวคิดความยั่งยืนและทักษะชีวิตในการจัดการเรียนรู้ การพัฒนากิจกรรมและโครงการชุมชนที่ส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับชุมชน หน่วยงานท้องถิ่น และภาคเอกชน รวมถึงการขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมที่ตอบสนองบริบทพื้นที่ สรุปได้ว่าการดำเนินงานเชิงรุกควบคู่กับการบูรณาการ SDGs และพันธกิจทั้ง 5 ด้าน ทำให้วิทยาลัยชุมชนสตูลสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชนและสังคมยั่งยืน และสนับสนุนการพัฒนาผู้สำเร็จการศึกษาให้มีความสามารถปรับตัวและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างต่อเนื่อง</p> กิตติยา ฤทธิภักดี อุใบ หมัดหมุด ปิยะพร จันทร์เพ็ชร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-28 2025-12-28 8 12 113 127 พระพุทธศาสนากับสิทธิมนุษยชน: การศึกษาเปรียบเทียบหลักคำสอนในพระไตรปิฎก กับปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/9775 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดสิทธิมนุษยชนตามพระไตรปิฎก 2) ศึกษาแนวคิดและหลักการตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน พ.ศ. 2491 และ 3) เปรียบเทียบความสอดคล้องและความแตกต่างระหว่างหลักพุทธธรรมกับหลักสิทธิมนุษยชน เพื่อสะท้อนประเด็นและปัญหาการนำไปประยุกต์ใช้ในสังคมร่วมสมัย การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีวิจัยเอกสารจากพระไตรปิฎก เอกสารทางพระพุทธศาสนา เอกสารกฎหมายระหว่างประเทศ และงานวิชาการที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่า พระพุทธศาสนาและหลักสิทธิมนุษยชนมีจุดร่วมสำคัญในการยืนยันศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นมนุษย์ โดยมุ่งคุ้มครองชีวิต ความเสมอภาค และการไม่เลือกปฏิบัติ หลักเบญจศีลทำหน้าที่เป็นกลไกทางศีลธรรมที่สอดคล้องกับการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน ได้แก่ สิทธิในชีวิต ทรัพย์สิน ศักดิ์ศรี ความจริง และความปลอดภัย ขณะที่หลักกรรมและการปฏิเสธระบบวรรณะในพระพุทธศาสนาสอดคล้องกับหลักความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติของสิทธิมนุษยชน นอกจากนี้ หลักเมตตากรุณาและพรหมวิหาร 4 ยังเป็นฐานจริยธรรมสำคัญที่ช่วยลดความรุนแรงและส่งเสริมสันติภาพในสังคม ชึ่งทั้งสองแนวคิดมีความแตกต่างโดยพระพุทธศาสนาเน้นการพัฒนาจิตใจส่วนบุคคลและความรับผิดชอบต่อการกระทำตามหลักกรรม ขณะที่สิทธิมนุษยชนเน้นการคุ้มครองสิทธิผ่านกลไกทางกฎหมายและสถาบันทางสังคม องค์ความรู้ใหม่จากการศึกษานี้คือ “โมเดลบูรณาการสิทธิมนุษยชนบนฐานศีลธรรมทางพระพุทธศาสนา” ซึ่งเชื่อมโยงแนวคิดเรื่องสิทธิเข้ากับหน้าที่ทางศีลธรรม เพื่อส่งเสริมการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างยั่งยืนทั้งในระดับปัจเจกและโครงสร้างสังคม โดยมีข้อเสนอแนะให้ภาครัฐและภาคการศึกษาบูรณาการหลักสิทธิมนุษยชนเข้ากับหลักศีลธรรมทางศาสนา เพื่อสร้างสันติสุขในสังคมไทยและสังคมโลกอย่างเป็นรูปธรรม</p> เสรี ปานทน พระครูนิติธรรมบัณฑิต (สุริยา สุริโย) บัญญัติ แพรกปาน ภัควลัญชญ์ ทองสงค์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 8 12 359 368