วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD
<p> <strong>วารสารสังคมพัฒนศาสตร์</strong> เป็นวารสารวิชาการของวัดสนธิ์ (นาสน) ตำบลมะม่วงสองต้น อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการค้นคว้าและนำเสนอองค์ความรู้ทางด้านวิชาการ โดยการเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการแก่นักวิจัยนักวิชาการ คณาจารย์และนักศึกษา ในมิติเพื่อสนับสนุนการศึกษา การสอน การวิจัยในมหาวิทยาลัยสงฆ์รวมถึงคณะสงฆ์ไทย และสถาบันภายนอก รวมทั้งนักวิชาการและผู้สนใจ โดยเน้นสาขาวิชาเกี่ยวกับ การพัฒนาชุมชม การพัฒนาสังคม ศิลปะทั่วไปและมนุษยศาสตร์ ศาสนศึกษา ธุรกิจทั่วไป การจัดการและการบัญชี สังคมศาสตร์ทั่วไป การศึกษา รวมถึงสหวิทยาการด้านสังคมศาสตร์และและศาสตร์แห่งการพัฒนา โดยรับพิจารณาตีพิมพ์ต้นฉบับของบุคคลหรือองค์กร ทั้งภายในและภายนอกวัด เปิดรับบทความเฉพาะภาษาไทย ประเภท บทความวิจัย และ บทความวิชาการ</p> <p> บทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารสังคมพัฒนศาสตร์จะต้องผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างน้อย 2 ท่าน ในลักษณะปกปิดรายชื่อ (Double blind peer-reviewed) ผลงานที่ส่งมาจะต้องไม่เคยตีพิมพ์หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตีพิมพ์ในวารสารอื่น ผู้เขียนบทความจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การเสนอบทความวิชาการหรือบทความวิจัยเพื่อตีพิมพ์ในวารสาร อย่างเคร่งครัด รวมทั้งระบบการอ้างอิงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของวารสาร ทัศนะและข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความวารสาร ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความนั้น มิใช่ความคิดของคณะผู้จัดทำ และไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ ทั้งนี้กองบรรณาธิการไม่สงวนลิขสิทธิ์ในการคัดลอก แต่ให้อ้างอิงแสดงที่มา</p> <p><strong>วารสารสังคมพัฒนศาสตร์</strong> มีกำหนดออกเผยแพร่ปีละ 12 ฉบับ (รายเดือน)*</p> <table width="100%"> <tbody> <tr> <td width="32%"> <p>ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม</p> </td> <td width="35%"> <p>ฉบับที่ 2 เดือนกุมภาพันธ์</p> </td> <td width="31%"> <p>ฉบับที่ 3 เดือนมีนาคม</p> </td> </tr> <tr> <td width="32%"> <p>ฉบับที่ 4 เดือนเมษายน</p> </td> <td width="35%"> <p>ฉบับที่ 5 เดือนพฤษภาคม</p> </td> <td width="31%"> <p>ฉบับที่ 6 เดือนมิถุนายน</p> </td> </tr> <tr> <td width="32%"> <p>ฉบับที่ 7 เดือนกรกฎาคม</p> </td> <td width="35%"> <p>ฉบับที่ 8 เดือนสิงหาคม</p> </td> <td width="31%"> <p>ฉบับที่ 9 เดือนกันยายน</p> </td> </tr> <tr> <td width="32%"> <p>ฉบับที่ 10 เดือนตุลาคม</p> </td> <td width="35%"> <p>ฉบับที่ 11 เดือนพฤศจิกายน</p> </td> <td width="31%"> <p>ฉบับที่ 12 เดือนธันวาคม</p> </td> </tr> </tbody> </table> <p><em>*มีผลตั้งแต่ ปีที่ 8 ฉบับที่ 2 เดือนกุมภาพันธ์ 2568 เป็นต้นไป</em></p>
วัดสนธิ์ (นาสน)
th-TH
วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
2774-0412
-
การจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรโดยใช้โครงงานเป็นฐานร่วมกับเทคนิคกระบวนการกลุ่ม ที่ส่งผลต่อความเป็นนวัตกรของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/9991
<p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบความเป็นนวัตกรของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรโดยใช้โครงงานเป็นฐานร่วมกับเทคนิคกระบวนการกลุ่ม และ 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรโดยใช้โครงงานเป็นฐานร่วมกับเทคนิคกระบวนการกลุ่มที่ส่งผลต่อความเป็นนวัตกรของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่กำลังศึกษาอยู่ในอำเภอสทิงพระ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 1 ห้องเรียน n= 15 โดยได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม และเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยนั้น ได้แก่ 1) แผนการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรโดยใช้โครงงานเป็นฐานร่วมกับเทคนิคกระบวนการกลุ่ม 2) แบบสังเกตความเป็นนวัตกร 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรโดยใช้โครงงานเป็นฐานร่วมกับเทคนิคกระบวนการกลุ่ม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) ความเป็นนวัตกรของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรโดยใช้โครงงานเป็นฐานร่วมกับเทคนิคกระบวนการกลุ่มสูงกว่าก่อนเรียนโดยมีค่าเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 10.47 และค่าเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 22.37 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ระดับความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรโดยใช้โครงงานเป็นฐานร่วมกับเทคนิคกระบวนการกลุ่ม อยู่ในระดับมากที่สุดโดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.84</p>
สุริยพงศ์ ขุนศรีแก้ว
ปรีดา เบ็ญคาร
ชุติมา จันทรจิตร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-31
2026-01-31
9 1
1
9
-
ผลการใช้โมเดลการออกแบบเชิงกลยุทธ์ฐานอริยสัจ 4 (DSNM Model) ที่มีต่อการพัฒนาทักษะการออกแบบผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์และคุณธรรม ในการทำงานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/9763
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อเปรียบเทียบ ทักษะการออกแบบผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ (Creative Product Design Skills) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างก่อนและหลังการได้รับการจัดการเรียนรู้ และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจ (Satisfaction) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อกระบวนการจัดการเรียนรู้ด้วยโมเดลการออกแบบเชิงกลยุทธ์ฐานอริยสัจ 4 (DSNM Model) โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนโรงเรียนเทศบาลวัดศรีสมบูรณ์ จำนวน 40 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบประเมินทักษะ และแบบวัดคุณธรรม วิเคราะห์ข้อมูลด้วย t-test for Dependent Samples ผลการวิจัยพบว่า 1) ทักษะการออกแบบหลังเรียน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 32.45, S.D. = 2.15) สูงกว่าก่อนเรียน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 18.20, S.D. = 3.40) อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;t" alt="equation" /> = 24.15, = <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;d" alt="equation" /> 5.01) ซึ่งผลลัพธ์เชิงประจักษ์ (Outcome) แสดงให้เห็นว่าผู้เรียนมีพัฒนาการก้าวกระโดดด้านความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ผลงานที่แปลกใหม่และการใส่ใจในรายละเอียดเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน อันเป็นผลจากการฝึกคิดวิเคราะห์ในขั้นสมุทัยและจินตนาการในขั้นนิโรธ 2) คุณธรรมในการทำงานอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.68, S.D. = 0.42) โดยพบการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเชิงบวกที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะความรับผิดชอบและความเพียรพยายามในการแก้ปัญหาอุปสรรคจากการลงมือปฏิบัติจริงในขั้นมรรค และ 3) ความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.75, S.D. = 0.38) สะท้อนผลกระทบที่สำคัญคือ ระบวนการช่วยให้ระบบการคิดออกแบบมีความชัดเจนเป็นลำดับขั้นตอน ลดความสับสนในการทำงาน ส่งผลให้ผู้เรียนเกิดความตระหนักรู้และมองเห็นคุณค่าเชิงประจักษ์ของการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้สร้างสรรค์นวัตกรรม</p>
ฉัตรชัย แก้วดี
วัสสา รวยรวย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-31
2026-01-31
9 1
10
20
-
แรงจูงใจที่มีผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ของพนักงาน บริษัท ฟอร์ไมก้า (ประเทศไทย) จำกัด
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/9828
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาแรงจูงใจที่มีผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานบริษัท ฟอร์ไมก้า (ประเทศไทย) จำกัด โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณที่มุ่งเน้นการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจและประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานตามกรอบแนวคิดทฤษฎีแรงจูงใจสองปัจจัยของ Herzberg วัตถุประสงค์การวิจัยประกอบด้วย 5 ประการ มีวัตถุประสงค์การวิจัย 5 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อศึกษาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของพนักงาน 2) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงาน 3) เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานจำแนกตามข้อมูลส่วนบุคคล 4) เพื่อศึกษาปัจจัยจูงใจที่มีผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน และ 5) เพื่อศึกษาปัจจัยค้ำจุนที่มีผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน กลุ่มตัวอย่างคือพนักงานจำนวน 200 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ t-test, One-way ANOVA และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า พนักงานมีระดับแรงจูงใจในการทำงานและประสิทธิภาพการปฏิบัติงานโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาข้อมูลส่วนบุคคล พบว่าความแตกต่างด้านเพศ อายุ ระดับการศึกษา สถานภาพสมรส และอายุงาน ไม่ส่งผลให้ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่รายได้เฉลี่ยต่อเดือนส่งผลให้ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สำหรับปัจจัยจูงใจ พบว่าลักษณะงานเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนปัจจัยค้ำจุน ได้แก่ ตำแหน่งงาน สภาพแวดล้อมในการทำงาน และโอกาสความก้าวหน้าในอนาคต มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ข้อเสนอแนะจากการวิจัยคือ องค์กรควรให้ความสำคัญกับการออกแบบลักษณะงานให้เหมาะสม ส่งเสริมสภาพแวดล้อมในการทำงาน และพัฒนาระบบความก้าวหน้าในอาชีพ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงาน</p>
ศุรเชษฐ์ ชำนิปั้น
ชิณโสณ์ วิสิฐนิธิกิจา
อิงอร ตั้นพันธ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-31
2026-01-31
9 1
21
31
-
การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจความฉลาดทางกีฬา ของนักกีฬาฟุตบอลชาย มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/9713
<p>งานวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจความฉลาดทางกีฬาของนักกีฬาฟุตบอลชาย มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬาฟุตบอลชาย มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติที่เข้าร่วมการแข่งขันพลศึกษาเกมส์ ครั้งที่ 48 “สุโขทัยเกมส์” จำนวน 144 คน ได้มาจากสุ่มตัวอย่างแบบ 2 ขั้นตอน โดยขั้นตอนที่ 1 ทำการสุ่มอย่างง่าย โดยกำหนด 8 วิทยาเขต โดยวิธีการจับฉลาก โดยแบ่งเป็นภาคละ 2 วิทยาเขต ขั้นตอนที่ 2 ทำการสุ่มแบบแบ่งขั้น วิทยาเขตละ 18 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามจำนวน 27 ข้อ (IOC = 0.60 - 1.00 และ α = 0.87) วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ ด้วยวิธีวิเคราะห์องค์ประกอบหลัก และหมุนแกนองค์ประกอบ โดยใช้วิธีแวริแมกซ์ ผลการวิจัยพบว่าองค์ประกอบเชิงสำรวจความฉลาดทางกีฬาของนักกีฬาฟุตบอลชายมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติมี 6 องค์ประกอบ โดยเรียงลำดับตามค่าไอเกน จากมากไปน้อยคือ 1) ความสามารถในการควบคุมตนเอง ประกอบด้วย 6 ตัวแปร มีค่าไอเกน 5.059 อธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 18.739 2) ความสามารถในการสื่อสารและการทำงานเป็นทีม ประกอบด้วย 5 ตัวแปร มีค่าไอเกน 4.189 อธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 15.513 3) ความสามารถในการใช้กลยุทธ์การเล่นเกมรุก-รับ ประกอบด้วย 4 ตัวแปร มีค่าไอเกน 3.763 อธิบายความ แปรปรวนได้ร้อยละ 13.936 4) ความสามารถในการปรับตัว ประกอบด้วย 4 ตัวแปร มีค่าไอเกน 3.755 อธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 13.909 5) ความสามารถในการแก้ปัญหา ประกอบด้วย 4 ตัวแปร มีค่าไอเกน 3.638 อธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 13.476 6) ความสามารถในการรับรู้และการประมวลผลข้อมูลประกอบด้วย 4 ตัวแปร มีค่าไอเกน 3.418 อธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 12.661</p>
ศริลรัชภ์ พรมหู
ธิติพงษ์ สุขดี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-31
2026-01-31
9 1
32
42
-
การยอมรับเทคโนโลยีและความพึงพอใจที่ส่งผลต่อความภักดีของผู้ใช้บริการ โมบายแบงก์กิ้ง ของธนาคารกรุงไทย ในอำเภอเมือง จังหวัดสงขลา
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/9617
<p>การวิจัยเชิงปริมาณแบบสำรวจนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยการยอมรับเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อความภักดีของผู้ใช้ Mobile Banking ของธนาคารกรุงไทย ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดสงขลา และ 2) ศึกษาความพึงพอใจที่ส่งผลต่อความภักดีของผู้ใช้ Mobile Banking ของธนาคารกรุงไทย ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดสงขลา กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ใช้บริการ Mobile Banking ของธนาคารกรุงไทยจำนวน 359 คน ซึ่งได้จากการสุ่มแบบเจาะจง ครื่องมือการวิจัยที่ใช้คือแบบสอบถาม ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ได้ค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.66-1.00 และผ่านการทดสอบความเชื่อมั่นกับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 30 คน พบค่าความเชื่อมั่นรวมของแบบสอบถามเท่ากับ 0.92 การวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่าปัจจัยการยอมรับเทคโนโลยี ซึ่งประกอบด้วย การรับรู้ความง่ายในการใช้งาน ทัศนคติในการใช้งาน และความไว้วางใจในการใช้งาน ส่งผลเชิงบวกต่อความภักดีในการใช้บริการแอปพลิเคชัน Mobile Banking ของธนาคารกรุงไทย ณ ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.01 โดยปัจจัยด้านทัศนคติในการใช้งานมีค่าสัมประสิทธิ์ถดถอยมากที่สุด ขณะที่ความพึงพอใจ ซึ่งประกอบไปด้วย ความรวดเร็ว ความสะดวกสบาย และความปลอดภัย ส่งผลเชิงบวกต่อความภักดีในการใช้บริการแอปพลิเคชัน Mobile Banking ของธนาคารกรุงไทย ณ ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.01 โดยปัจจัยด้านความสะดวกสบาย มีค่าสัมประสิทธิ์ถดถอยมากที่สุด ผลการวิจัยดังกล่าว จะเป็นประโยชน์กับธนาคารที่ให้บริการออนไลน์ ในการนำผลการวิจัยไปใช้กำหนดกลยุทธ์การให้บริการ เพื่อสร้างประสบการณ์เชิงบวกจากการใช้งานของลูกค้า การรับรู้ถึงความสะดวกสบายในการใช้งาน และพัฒนาไปสู่ความภักดี</p>
ชลิตา เปล่งจิตรเสถียร
นาเดียย์ กาเจ
อนุวัต สงสม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-31
2026-01-31
9 1
52
61
-
ระบบปฏิทินนิเวศวัฒนธรรม: การถอดรหัสกลไก "กระดานไม้หมุด" ของชาติพันธุ์กะเหรี่ยงโปในจังหวัดอุทัยธานี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/9949
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบ ระบบ และกระบวนการคำนวณปฏิทินจันทรคติของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ในชุมชนกะเหรี่ยงแห่งหนึ่งทางภาคตะวันตกของประเทศไทย โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ และตรวจสอบโดยคนในชุมชนในฐานะผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 ท่าน ซึ่งเป็นผู้สืบทอดองค์ความรู้ดั้งเดิม ผลการศึกษาพบว่า ระบบปฏิทินของชุมชนเป็น "ปฏิทินนิเวศวัฒนธรรม" ที่สัมพันธ์กับวัฏจักรการทำกินและวิถีชีวิตทางพิธีกรรม โดยใช้วัตถุทางวัฒนธรรมในรูปแบบ "กระดานไม้หมุด" ซึ่งมีลักษณะเป็นแผ่นไม้รูปทรงครึ่งวงกลม เจาะรูเรียงรายตามแนวโค้งเพื่อแทนค่าตำแหน่งของดวงจันทร์ในแต่ละวัน การใช้งานกระดานไม้ดังกล่าวควบคู่กับการสังเกตการณ์ท้องฟ้าโดยจะมีข้างขึ้น 15 วันและวันข้างแรม 15 วัน โดยกำหนดให้เดือนคู่เป็นเดือนเต็มมีทั้งสิ้น 30 วัน แต่เดือนคี่เป็นเดือนขาดจะมีเพียง 29 วันกล่าวคือจะตัดวันแรม 15 ค่ำออกไปในทุกเดือนคี่ ถือเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการกำหนดวัน เดือน ปี ของชุมชนที่มีความซับซ้อนในการระบุกิจกรรม ทั้งการเริ่มฤดูกาลเพาะปลูกและวันกิจกรรมสำคัญตามความเชื่อ สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการสังเกตท้องฟ้าและกำหนดวัน เวลาของบรรพบุรุษ งานวิจัยนี้สรุปได้ว่า องค์ความรู้เรื่องปฏิทินกะเหรี่ยงมิใช่เพียงมุขปาฐะ แต่มีระบบการบันทึกที่เป็นรูปธรรมผ่านวัตถุทางวัฒนธรรม ที่มีโครงสร้าง กลไก และการกำหนดวัน เวลา เดือน และปีอย่างเป็นระบบ อย่างไรก็ตาม ด้วยวัสดุที่เป็นไม้และการสืบทอดที่จำกัดเฉพาะกลุ่มผู้นำพิธีกรรม ทำให้ภูมิปัญญานี้มีความเสี่ยงต่อการสูญหาย จึงมีความจำเป็นต้องพัฒนารูปแบบการสืบทอดใหม่ที่เหมาะสมกับยุคสมัยต่อไป</p>
ปริชัย ดาวอุดม
เจษฎา เนตะวงศ์
ศราวุฒิ งามยิ่ง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-31
2026-01-31
9 1
62
72
-
ระดับการรับรู้ของประชาชนต่อการเตรียมการเพื่อเผชิญกับภัยพิบัติ ในเขตกรุงเทพมหานคร
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/9726
<p><strong> </strong>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการรับรู้ของประชาชนต่อการเตรียมการเพื่อเผชิญกับภัยพิบัติในเขตกรุงเทพมหานคร 2) เปรียบเทียบระดับการรับรู้ของประชาชนต่อการเตรียมการเพื่อเผชิญกับภัยพิบัติ จำแนกตามปัจจัยลักษณะส่วนบุคคลที่แตกต่างกัน รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ ประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 5.46 ล้านคน กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 400 คน ใช้การสุ่มตัวอย่างโดยวิธีบังเอิญ เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานด้วย ค่าเอฟ ค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) ในภาพรวมการรับรู้ของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครต่อการเตรียมการเพื่อเผชิญกับภัยพิบัติหรือสาธารณภัย อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าทุกด้านอยู่ในระดับมาก เรียงจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ก่อนเกิดภัย มีระดับก<strong>า</strong>รรับรู้สูงสุด ค่าเฉลี่ย 3.75, รองลงมาหลังเกิดภัย มีค่าเฉลี่ย 3.71 และน้อยที่สุดระหว่างเกิดภัย มีค่าเฉลี่ย 3.60 2) การเปรียบเทียบระดับการรับรู้ของประชาชนต่อการเตรียมการเพื่อเผชิญกับภัยพิบัติ จำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา สถานภาพสมรส อาชีพ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน ที่แตกต่างกัน พบว่าไม่แตกต่างกันทุกปัจจัย ข้อเสนอแนะในการเตรียมการเพื่อเผชิญกับภัยพิบัติ ควรมีนโยบายให้ความรู้เกี่ยวกับภัยพิบัติ ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภัยพิบัติ แนวทางในการปฏิบัติตัวเมื่อเกิดภัยหรือคาดว่าจะเกิดภัย และนโยบายจัดทำแผนป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ การวางแผน การจัดหน่วยงานรับผิดชอบ เมื่อเกิดภัยพิบัติ การเข้าช่วยเหลือ การฟื้นฟูหลังเกิดภัยพิบัติ รวมถึงการสร้างเครือข่ายภายในชุมชนเพื่อแจ้งเหตุภัยพิบัติ</p>
พรสวรรค์ จันทร์สมวรกุล
ณรงค์ ไปวันเสาร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-31
2026-01-31
9 1
83
92
-
พฤติกรรมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศของนักท่องเที่ยวชาวไทย ที่เดินทางมาท่องเที่ยวชุมชนคีรีวง จังหวัดนครศรีธรรมราช
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/9963
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาท่องเที่ยวชุมชนคีรีวง จังหวัดนครศรีธรรมราช และ 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับพฤติกรรมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ การวิจัยเป็นแบบเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 420 คน ด้วยการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก (Convenience Sampling) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ความถี่ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมานด้วยการทดสอบไคสแควร์ (Chi-Square) ผลการวิจัยพบว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 20 - 30 ปี ไม่ประกอบอาชีพ (เป็นนักเรียนหรือนักศึกษา) มีการศึกษาระดับปริญญาตรี มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท และมีสถานภาพโสด ด้านพฤติกรรมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ พบว่านักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มาเยือนหมู่บ้านคีรีวงมากกว่า 2 ครั้ง จุดประสงค์หลักคือการพักผ่อน/นันทนาการ การเดินทางใช้รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ แรงจูงใจด้านกายภาพคือความเป็นธรรมชาติและบรรยากาศดี ส่วนแรงจูงใจด้านจิตวิทยาคือความเพลิดเพลินจากกิจกรรม ช่องทางรับรู้ข้อมูลส่วนใหญ่คือสื่ออินเทอร์เน็ต กิจกรรมยอดนิยม ได้แก่ การชมความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ รวมถึงการท่องเที่ยวเชิงวิถีชุมชน พฤติกรรมการการท่องเที่ยวเชิงวิถีชุมชน คือการได้รับความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ชุมชน รองลงมาคือศึกษาวิถีชีวิตชุมชน นิยมซื้อของที่ระลึกประเภทผลไม้แปรรูป ระยะเวลาพำนักเฉลี่ยประมาณ 2 วัน และส่วนใหญ่มีความตั้งใจแนะนำผู้อื่นให้มาท่องเที่ยว และผลการทดสอบสถิติไคสแควร์ พบว่า ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ อาชีพ ระดับการศึกษา รายได้ และ สถานภาพ มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศของนักท่องเที่ยวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยสะท้อนแนวโน้มการท่องเที่ยวเชิงนิเวศของนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ และสามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืน</p>
ภัทรวรรณ แท่นทอง
ทิวาภรณ์ สุบรรณวงศ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-31
2026-01-31
9 1
93
103
-
การพัฒนาทักษะการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 โดยรูปแบบการสอนแบบบูรณาการร่วมกับการเรียนรู้กิจกรรมเกม
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/9978
<p>บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาทักษะการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของนักเรียนชั้นอนุบาล<br />ปีที่ 1 โดยรูปแบบการสอนแบบบูรณาการร่วมกับการเรียนรู้ กิจกรรมเกมมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และ2) เปรียบเทียบทักษะการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ด้วยรูปแบบดังกล่าว เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 โรงเรียนธิดาแม่พระสุราษฎร์ธานี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 1 ห้องเรียน รวม 10 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง ระยะเวลาในการดำเนินการ ทดลองทั้งสิ้น 10 สัปดาห์ จัดกิจกรรมสัปดาห์ละ 5 วัน คือ วันจันทร์ถึงวันศุกร์ วันละ 40 นาที ระหว่างเวลา 09.20 - 10.00 น. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย ชุดกิจกรรมเกมและแผนการจัดประสบการณ์แบบบูรณาการ จำนวน 20 แผน และแบบ สังเกตทักษะการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.93 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวน ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนาทักษะ การใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 โดยรูปแบบการสอนแบบบูรณาการร่วมกับการเรียนรู้กิจกรรมเกมมีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.47/84.16 ซึ่งมีผลเป็นไป ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80 2) ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัย หลังจัดการสอนแบบบูรณาการร่วมกับการเรียนรู้กิจกรรมเกมสูงกว่าก่อน จัดการสอนแบบบูรณาการร่วมกับการเรียนรู้กิจกรรมเกมซึ่งสูงกว่าก่อนการจัดประสบการณ์การจัดกิจกรรมเกมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
สุกัญญา ทิพย์สุข
ชญานี วงศ์วิเชียร
กิจจา บานชื่น
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-31
2026-01-31
9 1
104
112
-
ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการบริษัททัวร์ท่องเที่ยวต่างประเทศ ของนักท่องเที่ยวชาวไทย
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10030
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดในการใช้บริการบริษัททัวร์ท่องเที่ยวต่างประเทศ 2) การตัดสินใจใช้บริการบริษัททัวร์ท่องเที่ยวต่างประเทศ 3) เปรียบเทียบการตัดสินใจใช้บริการบริษัททัวร์ท่องเที่ยวต่างประเทศ จำแนกตามข้อมูลส่วนบุคคล 4) วิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีต่อการตัดสินใจใช้บริการบริษัททัวร์ท่องเที่ยวต่างประเทศของนักท่องเที่ยวชาวไทย การวิจัยนี้เป็นวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เคยใช้บริการบริษัททัวร์ท่องเที่ยวต่างประเทศ ซึ่งได้มาจากการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 400 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย การทดสอบค่าที (t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ผลวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 31 - 40 ปี การศึกษาระดับปริญญาตรี อาชีพพนักงานบริษัทเอกชน มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนอยู่ระหว่าง 30,001 - 40,000 บาท ในภาพรวม ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดในการใช้บริการบริษัททัวร์ท่องเที่ยวต่างประเทศของนักท่องเที่ยวชาวไทยอยู่ในระดับสำคัญมากที่สุด ขณะที่ระดับการตัดสินใจใช้บริการอยู่ในระดับเห็นด้วยมากที่สุด ผลการเปรียบเทียบการตัดสินใจใช้บริการเมื่อจำแนกตามข้อมูลส่วนบุคคล พบว่า การศึกษาที่แตกต่างกันส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการบริษัททัวร์ท่องเที่ยวต่างประเทศแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 นอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์พบว่า ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดทั้ง 7 ด้าน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ ราคา ช่องทางการจัดจำหน่าย การส่งเสริมการตลาด บุคคล กระบวนการ และลักษณะทางกายภาพ มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจใช้บริการบริษัททัวร์ท่องเที่ยวต่างประเทศของนักท่องเที่ยวชาวไทยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p>
เอกราช เทียนเที่ยง
ชิณโสณ์ วิสิฐนิธิกิจา
อิงอร ตั้นพันธ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-31
2026-01-31
9 1
113
122
-
การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันภาพลักษณ์ตราสินค้าแหล่งท่องเที่ยวเกาะสมุย
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/9690
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันภาพลักษณ์ตราสินค้าแหล่งท่องเที่ยว (Destination Brand Image: DBI) ของเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างคือ นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติที่เดินทางมาเกาะสมุย จำนวน 300 คน โดยใช้เครื่องมือแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC ≥ 0.50) แบบสอบถามใช้วิธี Back Translation และมีการหาค่าความเชื่อมั่นในระดับดี (Cronbach’s Alpha = 0.890) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) ผลการทดสอบโมเดลองค์ประกอบเชิงยืนยันของภาพลักษณ์ตราสินค้าแหล่งท่องเที่ยว กับข้อมูลเชิงประจักษ์ พบว่าข้อกำหนดต่างๆ ได้ผ่านเกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณาความสอดคล้องของโมเดล โดยพิจารณาจากดัชนีความสอดคล้องของโมเดล ได้แก่ χ²/df = 3.58, GFI = 0.95, AGFI = 0.90, RMSEA = 0.086, และ CFI = 0.98 แสดงว่าโมเดลมีความเหมาะสม ดังนั้นโมเดลภาพลักษณ์ตราสินค้าแหล่งท่องเที่ยว มีความสอดคล้องกับกับข้อมูลเชิงประจักษ์ องค์ประกอบเชิงยืนยันของภาพลักษณ์ตราสินค้าแหล่งท่องเที่ยวประกอบด้วย ตัวแปรแฝง (Latent Constructs) 1 ตัว คือ ภาพลักษณ์ตราสินค้า<br />แหล่งท่องเที่ยว มี 3 มิติ คือ 1) ด้านหน้าที่ (Functional) 2) ด้านสัญลักษณ์ (Symbolic) และ 3) ด้านอารมณ์ (Emotional) รวมตัวแปรสังเกตได้ (Manifest Variables) 9 ตัว ตัวบ่งชี้ที่มีค่าน้ำหนักองค์ประกอบสูงที่สุดคือ ความสอดคล้องระหว่างภาพลักษณ์แหล่งท่องเที่ยวกับภาพลักษณ์บุคลิกของผู้ท่องเที่ยว (EMO3: Factor loading = 0.44) รองลงมาคือ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน (SYM3 Factor loading = 0.43) และบรรยากาศที่สุดชื่นผ่อนคลาย (EMO1 Factor loading = 0.42) โดยภาพลักษณ์ตราสินค้าแหล่งท่องเที่ยวของเกาะสมุย<br />มีองค์ประกอบที่ชัดเจนและผู้ประกอบการสามารถใช้เป็นกรอบแนวคิดในการกำหนดกลยุทธ์การตลาดการท่องเที่ยวด้านการท่องเที่ยว</p>
กชพรรณ สายสะอาด
ภัทรวรรณ แท่นทอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-31
2026-01-31
9 1
123
133
-
ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดในการตัดสินใจใช้บริการผู้รับเหมาก่อสร้าง และต่อเติมบ้านพักอาศัย
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10053
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดในการใช้บริการผู้รับเหมาก่อสร้างและต่อเติมบ้านพักอาศัย 2) ศึกษาการตัดสินใจใช้บริการผู้รับเหมาก่อสร้างและต่อเติมบ้านพักอาศัย 3) เปรียบเทียบการตัดสินใจใช้บริการผู้รับเหมาก่อสร้างและต่อเติมบ้านพักอาศัยจำแนกตามข้อมูลส่วนบุคคล และ 4) ศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจใช้บริการผู้รับเหมาก่อสร้างและต่อเติมบ้านพักอาศัย งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรที่ใช้ในการศึกษา <br />คือผู้ที่เคยใช้บริการผู้รับเหมาก่อสร้างและต่อเติมบ้านพักอาศัย กลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 ราย ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย การทดสอบค่าที (t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุระหว่าง 20 - 30 ปี สถานภาพแยกกันอยู่ มีระดับการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี อาชีพพนักงานบริษัทเอกชน และมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001 - 30,000 บาท ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดโดยรวมอยู่ในระดับความสำคัญมาก ด้านผลิตภัณฑ์และด้านราคามีความสำคัญสูงสุด การตัดสินใจใช้บริการผู้รับเหมาก่อสร้างและต่อเติมบ้านพักอาศัยโดยรวมอยู่ในระดับความสำคัญมาก ผลการเปรียบเทียบพบว่า เพศที่แตกต่างกันมีผลต่อการตัดสินใจใช้บริการแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ขณะที่ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณชี้ให้เห็นว่า ส่วนประสมทางการตลาดด้านผลิตภัณฑ์ ราคา บุคลากร และลักษณะทางกายภาพ มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจใช้บริการอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ ข้อจำกัดของงานวิจัยคือการเก็บข้อมูลในช่วงเวลาเดียว ซึ่งอาจไม่สะท้อนพฤติกรรมในบริบทพื้นที่หรือช่วงเวลาที่แตกต่างกัน</p>
ณัฐชัย นิ่มน้อย
ชิณโสณ์ วิสิฐนิธิกิจา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-31
2026-01-31
9 1
146
155
-
คุณภาพชีวิตการทำงานที่มีผลต่อความผูกพันของพนักงาน บริษัท พรีเมียม ไทย แบรนด์ จำกัด และบริษัทในเครือ
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/9984
<p>บทความวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) คุณภาพชีวิตการทำงานของพนักงานบริษัท พรีเมียม <br />ไทย แบรนด์ จำกัด และบริษัทในเครือ 2) ความผูกพันของพนักงานบริษัท พรีเมียม ไทย แบรนด์ จำกัด และบริษัทในเครือ 3) เปรียบเทียบความผูกพันของพนักงานบริษัท พรีเมียม ไทย แบรนด์ จำกัด และบริษัทในเครือโดยจำแนกตามข้อมูลส่วนบุคคล 4) คุณภาพชีวิตการทำงานที่มีผลต่อความผูกพันของพนักงานบริษัท พรีเมียม ไทย แบรนด์ จำกัด และบริษัทในเครือ โดยการวิจัยในครั้งนี้ได้เลือกกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดทั้งสิ้นจำนวน 83 ราย โดยใช้แบบสอบถาม เป็นเครื่องมือในการวิจัย ซึ่งสถิติในการวิเคราะห์ข้อมูลที่ใช้ ประกอบไปด้วย ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย การทดสอบสมมติฐานแบบ t-test ,F-test (One-way ANOVA) และ Multiple Regression Analysis ผลการศึกษาพบว่าคุณภาพชีวิตการทำงานของพนักงานบริษัท พรีเมียม ไทย แบรนด์ จำกัด และบริษัทในเครืออยู่ในระดับความสำคัญมาก และความผูกพันของพนักงานบริษัท พรีเมียม ไทย แบรนด์ จำกัด และบริษัทในเครือ พบว่าอยู่ในระดับเห็นด้วยมาก เมื่อเปรียบเทียบความผูกพันของพนักงานบริษัท พรีเมียม ไทย แบรนด์ จำกัด และบริษัทในเครือ โดยจำแนกตามข้อมูลส่วนบุคคล พบว่าเป็นเพศชาย อายุ 21 - 30 ปี การศึกษาปริญญาตรี สถานภาพโสด ตำแหน่งปฏิบัติการ ระยะเวลาการปฏิบัติงานน้อยกว่า 1 ปี และมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001 - 40,000 บาท คุณภาพชีวิตการทำงานที่มีผลต่อความผูกพันของพนักงานบริษัท พรีเมียม ไทย แบรนด์ จำกัด และบริษัทในเครือ พบว่าข้อมูลส่วนบุคคลที่แตกต่างกัน มีผลต่อความผูกพันต่อองค์การพนักงานบริษัท พรีเมียม ไทย แบรนด์ จำกัดและบริษัทในเครือไม่แตกต่างกัน และมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
สุรพี มณีศรี
วัชระ ยี่สุ่นเทศ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-31
2026-01-31
9 1
156
169
-
การพัฒนาสื่อการเรียนรู้มัลติมีเดียวิชาการงานอาชีพ เรื่องหลักการประกอบอาหารสำรับ สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางขุนเทียน
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/9935
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาสื่อการเรียนรู้มัลติมีเดียรายวิชาการงานอาชีพเรื่องหลักการประกอบอาหารสำรับ 2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการจัดอาหารสำรับภาคกลาง รายวิชาการงานอาชีพ ระหว่างห้องเรียนที่ใช้สื่อการเรียนรู้มัลติมีเดียกับห้องเรียนปกติ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อสื่อการเรียนรู้รายวิชาการงานอาชีพ เรื่องหลักการประกอบอาหารสำรับ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางขุนเทียน ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 80 คน แบบแบ่งกลุ่มโดยใช้วิธีการจับฉลาก 2 ห้องเรียน โดยห้องเรียนแรกเรียนด้วยสื่อการเรียนรู้มัลติมีเดียและห้องเรียนปกติ ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการพัฒนาของสื่อมัลติมีเดียวิชาการงานอาชีพ เรื่องหลักการประกอบอาหาร โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.96 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.03 แสดงให้เห็นว่าสื่อการสอนมีความเหมาะสม 2) ผลการเปรียบเทียบทักษะการจัดอาหารสำรับภาคกลาง รายวิชาการงานอาชีพ ระหว่างห้องเรียนที่ใช้สื่อการเรียนรู้มัลติมีเดียกับห้องเรียนปกติ นักเรียนในห้องเรียนที่ใช้สื่อการเรียนรู้มัลติมีเดียมีคะแนนร้อยละตั้งแต่ 85 - 95 และผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อสื่อการเรียนรู้รายวิชาการงานอาชีพ เรื่องหลักการประกอบอาหารสำรับ นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับคุณภาพดีมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.64, S.D. = 0.18) พิจารณาเป็นรายด้านความพึงพอใจต่อเนื้อหาสาระอยู่ในระดับดีมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.52, S.D. = 0.23) ด้านความพึงพอใจต่อรูปแบบสื่อการเรียนรู้อยู่ในระดับดีมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.64, S.D. = 0.27) และด้านความพึงพอใจต่อประโยชน์ที่ได้รับจากสื่อการเรียนรู้อยู่ในระดับดีมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.74, S.D. = 0.21)</p>
ดวงกมล สุขปาน
ชญาภัทร์ กี่อาริโย
ณัฐพล ธนเชวงสกุล
เชาวลิต อุปฐาก
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-31
2026-01-31
9 1
170
179
-
การใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อส่งเสริมการตลาดวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10042
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อส่งเสริมการตลาดของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในประเทศสาธารณัฐประชาชนจีน และเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรประสบการณ์บริหารกับการใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อส่งเสริมการตลาดของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ใช้วิธีการวิจัย<br />เชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ประกอบการวิสาหกิจในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนในเมืองเศรษฐกิจหลัก 4 แห่ง ได้แก่ เมืองปักกิ่ง เมืองเชี่ยงไฮ้ เมืองกว่างโจว และเมืองเซิ่นเจิ้น จำนวน 400 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมตราฐาน และใช้สถิติ F-test วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA) และการวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า การใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อส่งเสริมการตลาดของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนโดยรวมอยู่ในระดับมากมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.30 และพบว่า กิจกรรมทางการตลาดในสื่อสังคมออนไลน์ การมีส่วนร่วมของลูกค้าในสื่อสังคมออนไลน์ ภาพลักษณ์ของแบรนด์ในสื่อสังคมออนไลน์ ผลิตภัณฑ์ราคาและช่องทางการจัดจำหน่ายในสื่อสังคมออนไลน์ และประสิทธิผลทางการตลาดในสื่อสังคมออนไลน์ มีความสัมพันธ์กับประสบการณ์บริหารวิสาหกิจอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สรุป: การใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อส่งเสริมการตลาดของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ส่งผลโดยตรงต่อการรับรู้ผลิตภัณฑ์ ราคาและช่องทางการจัดจำหน่ายของผู้บริโภคที่ส่งผลต่อการเพิ่มยอดขายของวิสาหกิจ ซึ่งผลการวิจัยนี้สามารถนำไปกำหนดเป็นกลยุทธ์ในการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากสื่อสังคมออนไลน์ในด้านต่าง ๆ ของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดยเฉพาะกิจกรรมการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
จาง หยู
ภูริพัฒน์ แก้วตาธนวัฒนา
จำเริญ คังคะศรี
นิสากร ยินดีจันทร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-31
2026-01-31
9 1
180
193
-
วัฒนธรรมองค์กรเพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตในการปฏิบัติงานของบุคลากรวิทยาลัย ชุมชนสตูล
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10066
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับวัฒนธรรมองค์กรในการปฏิบัติงานของบุคลากรวิทยาลัยชุมชนสตูล 2) ศึกษาระดับคุณภาพชีวิตในการปฏิบัติงานของบุคลากร และ 3) วิเคราะห์อิทธิพลของวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในการปฏิบัติงานของบุคลากร การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ บุคลากรวิทยาลัยชุมชนสตูล จำนวน 44 คน โดยใช้ประชากรทั้งหมด เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถาม ซึ่งมีค่า IOC เท่ากับ 0.67 - 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.98 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นแบบพหุคูณ กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการวิจัยพบว่า วัฒนธรรมองค์กรในการปฏิบัติงานของบุคลากรโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยวัฒนธรรมแบบปรับตัวมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา ได้แก่ วัฒนธรรมแบบเครือญาติ วัฒนธรรมแบบมุ่งผลสำเร็จ และวัฒนธรรมแบบราชการตามลำดับ ส่วนคุณภาพชีวิตในการปฏิบัติงานของบุคลากรโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านลักษณะงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม และด้านการทำงานร่วมกันและมนุษยสัมพันธ์ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด โดยผลการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นแบบพหุคูณพบว่า วัฒนธรรมองค์กรสามารถพยากรณ์คุณภาพชีวิตในการปฏิบัติงานได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติโดยแบบจำลองมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณเท่ากับ 0.724 และสามารถอธิบายความแปรปรวนของคุณภาพชีวิตในการปฏิบัติงานได้ร้อยละ 52.4 ทั้งนี้ วัฒนธรรมแบบปรับตัวเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงสุด รองลงมา ได้แก่ วัฒนธรรมแบบมุ่งผลสำเร็จ วัฒนธรรมแบบเครือญาติ และวัฒนธรรมแบบราชการตามลำดับ ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า วัฒนธรรมองค์กรเป็นกลไกสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตในการปฏิบัติงานของบุคลากร</p>
กิตติยา ฤทธิภักดี
อุใบ หมัดหมุด
ปิยะพร จันทร์เพ็ชร
จันทร์จิรา สอนสวัสดิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-31
2026-01-31
9 1
194
206
-
การสร้างชุดการสอนทฤษฎีดนตรีสากลเบื้องต้นโดยใช้รูปแบบโมเดลซิปปา (CIPPA) ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 วิทยาลัยนาฏศิลปจันทบุรี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10029
<p>งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อสร้างชุดการสอนเรื่อง ทฤษฎีดนตรีสากลเบื้องต้นโดยใช้โมเดล ซิปปา สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 วิทยาลัยนาฏศิลปจันทบุรี 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังใช้ชุดการสอนเรื่อง ทฤษฎีดนตรีสากลเบื้องต้นโดยใช้รูปแบบโมเดลซิปปา สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 วิทยาลัยนาฏศิลปจันทบุรี 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 วิทยาลัยนาฏศิลปที่มีต่อการใช้ชุดการสอน การวิจัยเป็นเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้รูปแบบการวิจัยกึ่งทดลอง แบบ (One Group Pretest-Posttest Design) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ ชุดการสอนเรื่อง ทฤษฎีดนตรีสากลเบื้องต้น และแผนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้เป็นสื่อในการจัดเรียนการสอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลคือ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนจำนวน 11 คน ที่มีต่อชุดการสอน สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Wilcoxon Signed Ranks Test จากผลวิจัยการวิจัยพบว่า ชุดการสอนเรื่อง ทฤษฎีดนตรีสากลเบื้องต้นโดยใช้รูปแบบโมเดลซิปปา แบ่งออกเป็น 4 หน่วยการเรียนรู้ ผลการศึกษาประสิทธิภาพของชุดการสอน พบว่า อยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.93, S.D. = 0.08) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดการสอน สามารถ อ่าน เขียน อธิบายสัญลักษณ์เครื่องหมายทางดนตรีสากลได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพมากขึ้นหลังจากการเรียน โดยมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้ นักเรียนยังมีความพึงพอใจต่อการใช้ชุดการสอนอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.50, S.D. = 0.17)</p>
อนุวัชร ร้อยมา
มนสิการ เหล่าวานิช
ณัฐศรัณย์ ทฤษฎิคุณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-31
2026-01-31
9 1
207
222
-
การเปรียบเทียบแบบจำลองอนุกรมเวลาสำหรับพยากรณ์ จำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทย ที่เดินทางเข้ามาในจังหวัดนครศรีธรรมราช
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10023
<p>วิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบประสิทธิภาพของแบบจำลองอนุกรมเวลาสำหรับพยากรณ์จำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางเข้ามาใน จ.นครศรีธรรมราช และ 2) พยากรณ์จำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางเข้ามาใน จ.นครศรีธรรมราช ล่วงหน้า 24 เดือน เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้ข้อมูลจากสถิติรายเดือนจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในช่วงมกราคม พ.ศ. 2563 ถึงธันวาคม พ.ศ. 2568 ข้อมูลถูกนำมาวิเคราะห์ด้วยเทคนิคการวิเคราะห์อนุกรมเวลา และเปรียบเทียบแบบจำลองการพยากรณ์ จำนวน 2 แบบ ได้แก่ วิธีการปรับเรียบเอ็กซ์โปเนียนเชียลแบบวินเทอร์ (Holt–Winters Exponential Smoothing) และแบบจำลองค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ถดถอยอัตโนมัติแบบมีฤดูกาล (Seasonal Auto Regressive Integrated Moving Average) ผลการวิเคราะห์ลักษณะข้อมูล พบว่า จำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยมีลักษณะเป็นข้อมูลอนุกรมเวลาที่ประกอบด้วยแนวโน้ม ฤดูกาล และความผันผวนสูง โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 <br />ซึ่งก่อให้เกิดความไม่คงที่และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของข้อมูลในบางช่วงเวลา ผลการเปรียบเทียบความแม่นยำของแบบจำลองโดยใช้ค่ารากที่สองของความคลาดเคลื่อนกำลังสองเฉลี่ย (Root Mean Squared Error) และค่าเปอร์เซ็นต์คลาดเคลื่อนสัมบูรณ์เฉลี่ย (Mean Absolute Percentage Error) พบว่า แบบจำลองค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ถดถอยอัตโนมัติแบบมีฤดูกาล ให้ค่ารากที่สองของความคลาดเคลื่อนกำลังสองเฉลี่ยต่ำกว่าวิธีการปรับเรียบเอ็กซ์โปเนียนเชียลแบบวินเทอร์อย่างชัดเจน สะท้อนถึงความสามารถในการจับรูปแบบความผันผวนและโครงสร้างของข้อมูลได้ดีกว่า ผลการวิจัยสรุปได้ว่า แบบจำลองค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ถดถอยอัตโนมัติแบบมีฤดูกาลมีความเหมาะสมมากกว่าวิธีการปรับเรียบเอ็กซ์โปเนนเชียลแบบวินเทอร์ในการพยากรณ์จำนวนนักท่องเที่ยว ภายใต้บริบทของข้อมูลที่มีความผันผวนและความไม่แน่นอนสูงจากเหตุการณ์เชิงโครงสร้าง</p>
ศิวพร ถาวรวงศา
วาสนา สุวรรณวิจิตร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-31
2026-01-31
9 1
223
234
-
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการอนุรักษ์วัฒนธรรมกีฬาไทยโดยการแสดงคีตะมวยไทย ของนักเรียนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาจังหวัดชลบุรี ระยอง
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/9761
<p>การวิจัยเชิงปริมาณนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา หาความสัมพันธ์และสร้างสมการพยากรณ์การอนุรักษ์วัฒนธรรมกีฬาไทยโดยการแสดงคีตะมวยไทยของนักเรียนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาจังหวัดชลบุรี ระยอง กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้คือ นักเรียนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาจังหวัดชลบุรี ระยอง ที่เข้าร่วมการแข่งขันการแสดงคีตะมวยไทยในปีการศึกษา 2568 จำนวน 150 คน โดยการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบสองขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ค่าสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับปัจจัย การสอนวิชามวยไทยในชั้นเรียน การเข้าร่วมกิจกรรมอนุรักษ์กีฬามวยไทยในโรงเรียน ทัศนคติต่ออนุรักษ์กีฬามวยไทย นโยบายการอนุรักษ์กีฬามวยไทยของผู้บริหารโรงเรียน สื่อและการประชาสัมพันธ์การอนุรักษ์กีฬามวยไทย ทุกด้านอยู่ในระดับมาก 2) การอนุรักษ์วัฒนธรรมกีฬาไทยโดยการแสดงคีตะมวยไทยของนักเรียนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาจังหวัดชลบุรี ระยอง โดยรวมอยู่ในระดับมาก 3) ปัจจัยทุกด้านมีความสัมพันธ์กับการอนุรักษ์วัฒนธรรมกีฬาไทยโดยการแสดงคีตะมวยไทยในทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 4) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการอนุรักษ์วัฒนธรรมกีฬาไทยโดยการแสดงคีตะมวยไทยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ได้แก่ ปัจจัยด้านการสอนวิชามวยไทยในชั้นเรียน (β = 0.38) ด้านการเข้าร่วมกิจกรรมอนุรักษ์กีฬามวยไทยในโรงเรียน (β = 0.36) ด้านสื่อและการประชาสัมพันธ์การอนุรักษ์กีฬามวยไทย (β = 0.25) โดยทั้งสามปัจจัยสามารถร่วมกันทำนายการอนุรักษ์วัฒนธรรมกีฬาไทยโดยการแสดงคีตะมวยไทยได้ร้อยละ 75.60</p>
ประสิทธิ์ชัย ผาสุข
ธิติพงษ์ สุขดี
อิสรีย์ ศรีหะสุทธิ์
หยิน หาง
ศิรามล ดีพุดซา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-31
2026-01-31
9 1
235
244
-
บทบาทของศาลในการปล่อยชั่วคราวกับการถ่วงดุลสิทธิในเสรีภาพและ ประสิทธิภาพในการดำเนินคดีอาญา
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10018
<p>การปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาเป็นกลไกสำคัญของกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการคุ้มครองสิทธิในเสรีภาพภายใต้หลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ขณะเดียวกัน รัฐมีหน้าที่รักษาประสิทธิภาพในการดำเนินคดีอาญาและประโยชน์สาธารณะ โดยเฉพาะการป้องกันการหลบหนี การยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน และการก่ออันตรายต่อสังคม บทความนี้มุ่งศึกษาบทบาทของศาลยุติธรรมในการพิจารณาการปล่อยชั่วคราว วิเคราะห์การใช้ดุลพินิจของศาลในการถ่วงดุลระหว่างสิทธิในเสรีภาพกับประสิทธิภาพในการดำเนินคดี และเสนอแนวทางเพื่อพัฒนาระบบการปล่อยชั่วคราวให้สอดคล้องกับหลักนิติธรรมและหลักสิทธิมนุษยชน ผลการศึกษาพบว่า แม้กฎหมายไทยจะรับรองสิทธิในการขอปล่อยชั่วคราวและกำหนดให้การควบคุมตัวก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุดเป็นข้อยกเว้น แต่ในทางปฏิบัติ ระบบการปล่อยชั่วคราวยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่สำคัญ ได้แก่ 1) การพึ่งพาหลักประกันทางเศรษฐกิจเป็นกลไกหลัก 2) การขาดหลักเกณฑ์เชิงบรรทัดฐานที่ชัดเจนและเป็นระบบในการใช้ดุลพินิจของศาล และ 3) ข้อจำกัดของกลไกสนับสนุนการตัดสินใจ เช่น ระบบประเมินความเสี่ยงและข้อมูลเชิงประจักษ์ ข้อจำกัดดังกล่าวส่งผลให้การเข้าถึงสิทธิในการปล่อยชั่วคราวไม่เป็นไปอย่างเสมอภาค และทำให้การถ่วงดุลระหว่างสิทธิในเสรีภาพกับประสิทธิภาพในการดำเนินคดีเอนเอียงไปในทางจำกัดเสรีภาพมากกว่าที่จำเป็น ดังนั้น การเสริมสร้างบทบาทของศาลในการปล่อยชั่วคราวควรมุ่งลดการพึ่งพาหลักประกันทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมการใช้มาตรการทางเลือกที่จำกัดเสรีภาพน้อยที่สุด พัฒนาหลักเกณฑ์การใช้ดุลพินิจให้มีมาตรฐานเดียวกัน และเสริมสร้างกลไกสนับสนุนการตัดสินใจของศาลอย่างเป็นระบบเพื่อให้การถ่วงดุลระหว่างสิทธิในเสรีภาพกับประสิทธิภาพในการดำเนินคดีเป็นไปอย่างเหมาะสม และสอดคล้องกับหลักนิติธรรมในระยะยาว</p>
โชต อัศวลาภสกุล
วราภรณ์ อัศวลาภสกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-31
2026-01-31
9 1
43
51
-
โพธิปักขิยธรรม: ระบบพัฒนามนุษย์เชิงพุทธ
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10036
<p>บทความวิชาการเรื่อง โพธิปักขิยธรรม: ระบบพัฒนามนุษย์เชิงพุทธ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์โพธิปักขิยธรรม 37 ประการในฐานะระบบการพัฒนามนุษย์ตามแนวพระพุทธศาสนาเถรวาท โดยมุ่งอธิบายโครงสร้าง บทบาท และกระบวนการทำงานของหลักธรรมดังกล่าวในลักษณะองค์รวม เพื่อชี้ให้เห็นว่าโพธิปักขิยธรรมมิได้เป็นเพียงหมวดธรรมสำหรับการปฏิบัติภาวนาเท่านั้น หากแต่เป็นกรอบแนวคิดและแนวปฏิบัติที่ครอบคลุมการพัฒนามนุษย์ทั้งด้านพฤติกรรม จิตใจ และปัญญาอย่างเป็นระบบ การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร ใช้ข้อมูลจากพระไตรปิฎก อรรถกถา ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเป็นหลัก และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยกรอบแนวคิดเชิงพุทธ พบว่า หลักธรรมชุดนี้มีโครงสร้างที่เป็นระบบและความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันอย่างมีลำดับ หมวดธรรมแต่ละหมวดทำหน้าที่เฉพาะแต่เกื้อกูลซึ่งกันและกัน เริ่มจากสติปัฏฐาน 4 อันเป็นรากฐานของการรู้เท่าทันและความไม่ประมาท สัมมัปปธาน 4 และอิทธิบาท 4 ซึ่งทำหน้าที่เป็นกลไกแห่งความเพียรและแรงขับเคลื่อนสู่ความสำเร็จ อินทรีย์ 5 และพละ 5 ทำหน้าที่ควบคุมและเสริมพลังของจิต โพชฌงค์ 7 เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ และมรรคมีองค์ 8 เป็นกรอบเกณฑ์แห่งการรวมกระบวนการดำเนินชีวิตและการปฏิบัติธรรม สะท้อนว่า โพธิปักขิยธรรมสามารถประยุกต์ใช้ได้จริงทั้งในสมถะและวิปัสสนากรรมฐาน การดำเนินชีวิตประจำวันของคฤหัสถ์และบรรพชิต ตลอดจนการบรรลุความเป็นพระอริยบุคคล จึงนับได้ว่าเป็นระบบพัฒนามนุษย์เชิงพุทธที่สมบูรณ์ และมีคุณค่าทั้งเชิงทฤษฎีและเชิงปฏิบัติ อีกทั้งกระบวนการนี้ ยังสอดคล้องกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์ในสังคมร่วมสมัยอีกด้วย</p>
วัชรกร กำแพงแก้ว
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-31
2026-01-31
9 1
73
82
-
นวัตกรรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยบูรณาการด้วยหลักสามัคคีธรรม เพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวในยุคดิจิทัล
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10050
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดและรูปแบบของนวัตกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยการบูรณาการหลักสามัคคีธรรม เพื่อใช้เป็นกรอบในการพัฒนานวัตกรรมการท่องเที่ยวในบริบทของสังคมยุคดิจิทัล การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว ได้ส่งผลให้รูปแบบการท่องเที่ยวในปัจจุบันต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับความต้องการที่หลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น การนำหลักสามัคคีธรรมซึ่งเป็นหลักธรรมสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่เน้นความร่วมมือ ความปรองดอง และการทำงานร่วมกันอย่างมีเป้าหมายเดียวกัน มาประยุกต์ใช้กับการพัฒนานวัตกรรมการท่องเที่ยว จึงเป็นแนวทางที่สามารถเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบการท่องเที่ยวของประเทศได้อย่างยั่งยืน จากการทบทวนเอกสาร พบว่า การบูรณาการหลักสามัคคีธรรมช่วยส่งเสริมให้เกิดการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนท้องถิ่น ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว การบริหารจัดการทรัพยากรและการออกแบบบริการที่ตอบสนองต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวในยุคดิจิทัล การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น แอปพลิเคชัน Amazing Thailand ระบบสารสนเทศการท่องเที่ยว และการท่องเที่ยวเสมือนจริง สามารถช่วยเพิ่มช่องทางการเข้าถึงข้อมูลและขยายโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพและการพัฒนานวัตกรรมการท่องเที่ยวบนฐานของหลักสามัคคีธรรมยังช่วยส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ท้องถิ่นควบคู่ไปกับการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจทำให้การท่องเที่ยวไม่เป็นเพียงกิจกรรมเชิงพาณิชย์ แต่เป็นกระบวนการพัฒนาสังคมอย่างมีคุณภาพและสมดุล ดังนั้น การบูรณาการหลักสามัคคีธรรมเข้ากับนวัตกรรมการท่องเที่ยวจึงเป็นกลยุทธ์สำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้มีความยั่งยืน มั่นคง และสามารถแข่งขันได้ในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง</p>
ปัณณพงศ์ วงศ์ณาศรี
ปรรณพัชญ์ จิตร์จำนงค์
พระครูปิยธรรมานุสาสน์ (บรรจง ปิยธมฺโม)
พระศุภชาติ สำลีวงษ์ (ธมฺมิสฺสโร)
จิราภรณ์ ชูชำนาญ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-31
2026-01-31
9 1
134
145