วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD <p> <strong>วารสารสังคมพัฒนศาสตร์</strong> เป็นวารสารวิชาการของวัดสนธิ์ (นาสน) ตำบลมะม่วงสองต้น อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการค้นคว้าและนำเสนอองค์ความรู้ทางด้านวิชาการ โดยการเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการแก่นักวิจัยนักวิชาการ คณาจารย์และนักศึกษา ในมิติเพื่อสนับสนุนการศึกษา การสอน การวิจัยในมหาวิทยาลัยสงฆ์รวมถึงคณะสงฆ์ไทย และสถาบันภายนอก รวมทั้งนักวิชาการและผู้สนใจ โดยเน้นสาขาวิชาเกี่ยวกับ การพัฒนาชุมชม การพัฒนาสังคม ศิลปะทั่วไปและมนุษยศาสตร์ ศาสนศึกษา ธุรกิจทั่วไป การจัดการและการบัญชี สังคมศาสตร์ทั่วไป การศึกษา รวมถึงสหวิทยาการด้านสังคมศาสตร์และและศาสตร์แห่งการพัฒนา โดยรับพิจารณาตีพิมพ์ต้นฉบับของบุคคลหรือองค์กร ทั้งภายในและภายนอกวัด เปิดรับบทความเฉพาะภาษาไทย ประเภท บทความวิจัย และ บทความวิชาการ</p> <p> บทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารสังคมพัฒนศาสตร์จะต้องผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างน้อย 2 ท่าน ในลักษณะปกปิดรายชื่อ (Double blind peer-reviewed) ผลงานที่ส่งมาจะต้องไม่เคยตีพิมพ์หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตีพิมพ์ในวารสารอื่น ผู้เขียนบทความจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การเสนอบทความวิชาการหรือบทความวิจัยเพื่อตีพิมพ์ในวารสาร อย่างเคร่งครัด รวมทั้งระบบการอ้างอิงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของวารสาร ทัศนะและข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความวารสาร ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความนั้น มิใช่ความคิดของคณะผู้จัดทำ และไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ ทั้งนี้กองบรรณาธิการไม่สงวนลิขสิทธิ์ในการคัดลอก แต่ให้อ้างอิงแสดงที่มา</p> <p><strong>วารสารสังคมพัฒนศาสตร์</strong> มีกำหนดออกเผยแพร่ปีละ 12 ฉบับ (รายเดือน)*</p> <table width="100%"> <tbody> <tr> <td width="32%"> <p>ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม</p> </td> <td width="35%"> <p>ฉบับที่ 2 เดือนกุมภาพันธ์</p> </td> <td width="31%"> <p>ฉบับที่ 3 เดือนมีนาคม</p> </td> </tr> <tr> <td width="32%"> <p>ฉบับที่ 4 เดือนเมษายน</p> </td> <td width="35%"> <p>ฉบับที่ 5 เดือนพฤษภาคม</p> </td> <td width="31%"> <p>ฉบับที่ 6 เดือนมิถุนายน</p> </td> </tr> <tr> <td width="32%"> <p>ฉบับที่ 7 เดือนกรกฎาคม</p> </td> <td width="35%"> <p>ฉบับที่ 8 เดือนสิงหาคม</p> </td> <td width="31%"> <p>ฉบับที่ 9 เดือนกันยายน</p> </td> </tr> <tr> <td width="32%"> <p>ฉบับที่ 10 เดือนตุลาคม</p> </td> <td width="35%"> <p>ฉบับที่ 11 เดือนพฤศจิกายน</p> </td> <td width="31%"> <p>ฉบับที่ 12 เดือนธันวาคม</p> </td> </tr> </tbody> </table> <p><em>*มีผลตั้งแต่ ปีที่ 8 ฉบับที่ 2 เดือนกุมภาพันธ์ 2568 เป็นต้นไป</em></p> th-TH natthaphong.jan@mcu.ac.th (นายอนุชิต ปราบพาล) natthaphong.jan@mcu.ac.th (พระณัฐพงษ์ สิริสุวณฺโณ) Sun, 31 May 2026 22:19:18 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ความท้าทายและแนวทางการบริหารจัดการหลักสูตรระดับปริญญาตรีเพื่อรองรับการเรียนรู้แบบ “Micro-Learning” ของนักศึกษา Gen Z https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11153 <p>การจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีกำลังเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนผ่านดิจิทัล เศรษฐกิจฐานทักษะ และพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักศึกษา Gen Z ที่ต้องการการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น กระชับ และเชื่อมโยงกับการใช้จริง บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความท้าทายและเสนอแนวทางการบริหารจัดการหลักสูตรระดับปริญญาตรีเพื่อรองรับการเรียนรู้แบบ Micro-Learning โดยใช้การสังเคราะห์เอกสารวิชาการ งานวิจัยร่วมสมัย และเกณฑ์มาตรฐานการอุดมศึกษาที่เกี่ยวข้อง ผลการสังเคราะห์พบว่า Micro-Learning ไม่ใช่เพียงการลดเวลาเรียนหรือผลิตสื่อวิดีโอสั้น แต่เป็นแนวทางการออกแบบหลักสูตรที่ต้องเชื่อมโยงผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับหลักสูตร รายวิชา หน่วยการเรียนรู้ กิจกรรม และหลักฐานการประเมินอย่างเป็นระบบ ความท้าทายสำคัญ ได้แก่ การกลั่นเนื้อหาให้เหลือแก่นสำคัญโดยไม่ลดคุณภาพ การแบ่งผลลัพธ์เป็นหน่วยย่อย การรักษาความต่อเนื่องระหว่างหน่วย การออกแบบการประเมินระหว่างเรียน การสะสมผลลัพธ์การเรียนรู้ การพัฒนาศักยภาพอาจารย์ และการลดความเหลื่อมล้ำด้านเทคโนโลยี องค์ความรู้ใหม่ที่เสนอคือ 3C-S Micro Curriculum Management Model ประกอบด้วย Condense, Chunk, Connect และ Stack เพื่อใช้เป็นกรอบปรับหลักสูตรจากการเน้นปริมาณเนื้อหาไปสู่การเน้นผลลัพธ์ หลักฐาน และสมรรถนะ ข้อเสนอสำคัญคือ ผู้บริหารหลักสูตรควรใช้โมเดลนี้เป็นเครื่องมือทบทวนรายวิชา จัดทำแผนที่ผลลัพธ์การเรียนรู้ ออกแบบหน่วยเรียนรู้ย่อย ทดลองใช้ในรายวิชานำร่อง ประเมินหลักฐานการเรียนรู้ และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงบริบทผู้เรียน ความพร้อมของอาจารย์ เทคโนโลยีสนับสนุน และมาตรฐานคุณภาพของหลักสูตร บทความเสนอให้สถาบันอุดมศึกษาเริ่มจากการทบทวน PLO, CLO และ MLO ทดลองนำร่องในรายวิชาศึกษาทั่วไปหรือรายวิชาที่มีเนื้อหาทับซ้อน แล้วขยายผลสู่รายวิชาเอก เพื่อให้หลักสูตรมีความทันสมัย ยืดหยุ่น และตอบสนองผู้เรียนยุคดิจิทัลอย่างมีคุณภาพ</p> ภูมิภวิชญ์ ทิพย์ธีรเศวต, ธัญญารัตน์ สาริกา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11153 Sun, 31 May 2026 00:00:00 +0700 การจัดการทุนมนุษย์เสมือนในธุรกิจวีทูบเบอร์อิสระด้วยแนวคิด POLC https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11046 <p>บทความวิชาการนี้ มุ่งศึกษาวิเคราะห์แนวทางการประยุกต์ใช้ทฤษฎีการจัดการ POLC เพื่อการจัดการทุนมนุษย์เสมือนในธุรกิจวีทูบเบอร์อิสระ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกวีทูบเบอร์อิสระจำนวน 8 คน ร่วมกับการศึกษาค้นคว้าจากเอกสาร ตำรา และรายงานการวิจัยที่เกี่ยวข้อง จากนั้นใช้วิธีการตรวจสอบสามเส้าแบบข้อมูลเพื่อสังเคราะห์และวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษา พบว่า การใช้กระบวนการ POLC ก่อให้เกิดประสิทธิภาพและนวัตกรรมการจัดการทุนมนุษย์เสมือน ประกอบด้วย 1) P: การวางแผน คือการสร้างสรรค์รูปแบบวีทูบเบอร์อิสระเชิงธุรกิจอย่างเป็นระบบเพื่อลดความเสี่ยงจากการลงทุนร่วมกับการบริหารขอบเขตความปลอดภัยเพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวของร่างจริง 2) O: การจัดองค์กร คือการจัดโครงสร้างองค์กรแบบกิจการเจ้าของคนเดียวควบคู่กับการบริหารเครือข่ายพันธมิตรจัดจ้างภายนอก 3) L: การนำ คือการเป็นผู้นำขับเคลื่อนตนเองและสร้างแรงจูงใจต่อกลุ่มผู้รับชมผ่านเทคโนโลยีสร้างสรรค์ดิจิทัลคอนเทนต์ และ 4) C: การควบคุม คือการควบคุมการแสดงออกของร่างเสมือนตามจรรยาบรรณวิชาชีพพร้อมประเมินผลงานอย่างต่อเนื่องและบริหารจัดการความเสี่ยงด้านภาพลักษณ์ของวีทูบเบอร์อย่างทันการณ์ นอกจากนี้ บทความได้นำเสนอบทบาทของวีทูบเบอร์อิสระในฐานะทุนมนุษย์เสมือนที่มีอิทธิพลต่ออุตสาหกรรมคอนเทนต์สมัยใหม่ ตลอดจนความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างระหว่างผู้แสดงจริงกับตัวตนดิจิทัล ผลสรุปคือแนวคิด POLC เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์สำคัญในการเชื่อมโยงและประสานอัตลักษณ์ระหว่างผู้แสดงและร่างเสมือนให้มีความสอดคล้องกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งนับเป็นนวัตกรรมการจัดการทุนมนุษย์เสมือนรูปแบบใหม่ที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ตลอดจนสร้างความ</p> พรรณา ศรสงคราม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11046 Sun, 31 May 2026 00:00:00 +0700 การพิจารณาและพิพากษาคดีลับหลังจำเลยที่หลบหนี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11209 <div>หลักประการสำคัญในการดำเนินคดีอาญาคือ การพิจารณา การสืบพยาน และการพิพากษาให้กระทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย ปัจจุบันสิทธิในการพิจารณาและสืบพยานต่อหน้าจำเลยมีกฎหมายบัญญัติยกเว้นสิทธิดังกล่าวไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหลายกรณีทั้งก่อนฟ้องคดี และหลังฟ้องคดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพิจารณาลับหลังจำเลยหลังฟ้องคดี ตามมาตรา 172 ทวิ มาตรา 172 ทวิ/1 และมาตรา 172 ทวิ/2 แต่การพิจารณาลับหลังจำเลยได้ จำเลยจะต้องมาศาลในนัดแรกก่อนเสมอเพื่อให้ศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง และเพื่อสอบถามคำให้จำเลย จุดประสงค์หลักคือเพื่อให้จำเลยทราบก่อนว่าตนเองถูกฟ้องข้อหาอะไร เพื่อหาแนวทางการต่อสู้คดี และหากในนัดต่อมาจำเลยไม่มาศาล ก็สามารถพิจารณาพิพากษาลับหลังจำเลยได้ ทั้งต้องถือว่าพฤติกรรมดังกล่าวของจำเลยที่หลบหนีไปนั้นเป็นการสละสิทธิในการพิจารณาและสืบพยานโดยเปิดเผยต่อหน้าตน และสละสิทธิอื่น ๆ ที่กฎหมายกำหนดไว้แล้วด้วย เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหาย แต่หลักเกณฑ์ดังกล่าวนี้ถูกจำกัดไว้สำหรับคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิตหรือคดีที่จำเลยมีอายุไม่เกินสิบแปดปีในวันที่ถูกฟ้องต่อศาล หากจำเลยหลบหนีจะไม่สามารถพิจารณาพิพากษาลับหลังจำเลยได้ ผลกระทบจึงเกิดกับผู้เสียหายโดยตรงยิ่งคดีที่ต้องมีการชำระค่าสินไหมทดแทน ผู้เขียนเห็นว่า คดีทุกประเภทหากเข้าหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้ สามารถพิจารณาพิพากษาลับหลังจำเลยได้ ไม่ควรให้จำเลยใช้ช่องว่างของกฎหมายหลบหนีระหว่างพิจารณาเพื่อทำให้คดีขาดอายุความ จนเป็นเหตุให้จำเลยหลุดพ้นจากความผิด</div> จรวยพร เหมรังษี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11209 Mon, 01 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจเข้ารับบริการด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ของนักศึกษาวิทยาลัยมวยไทยศึกษาและการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10927 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการตัดสินใจเข้ารับบริการการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก 2) ศึกษาปัจจัยส่วนบุคคล ความรู้ ทัศนคติ การเข้าถึงบริการ และปัจจัยสนับสนุน และ 3) หาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ความรู้ ทัศนคติ การเข้าถึงบริการ ปัจจัยสนับสนุน กับการตัดสินใจเข้ารับบริการการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ของนักศึกษาวิทยาลัยมวยไทยศึกษาและการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาระดับปริญญาตรี ที่ลงทะเบียนเรียนปีการศึกษา 2568 จำนวน 160 คน ใช้วิธีสุ่มตัวอย่างแบบง่ายด้วยการจับสลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา การทดสอบด้วยสถิติไคสแควร์ และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบสเปียร์แมน ผลการวิจัยพบว่า 1) การตัดสินใจเข้ารับบริการการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.28, SD = 1.02) 2) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ วัตถุประสงค์ที่ใช้บริการเพื่อผ่อนคลาย ระดับความรู้ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 0.44, SD = 0.24) ทัศนคติ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.32, SD = 0.58) การเข้าถึงบริการ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 1.93, SD = 0.45) ปัจจัยสนับสนุน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 2.45, SD = 1.03) และการตัดสินใจเข้ารับบริการ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.28, SD = 1.02) อยู่ในระดับปานกลางทุกตัวแปร 3) สาขาวิชา (χ<sup>2</sup> = 0.218) อายุ (r = 0.186) และความรู้ (r = 0.281) มีความสัมพันธ์ระดับต่ำกับการตัดสินใจเข้ารับบริการ ส่วนทัศนคติในการรักษา (r = 0.483) ปัจจัยสนับสนุน (r = 0.330) มีความสัมพันธ์ระดับปานกลางกับการตัดสินใจเข้ารับบริการ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการศึกษาสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการวางแผนกลยุทธ์ด้านการประชาสัมพันธ์ และการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพในสถานศึกษาและสถานพยาบาล เพื่อดึงดูดกลุ่มนักศึกษาและคนรุ่นใหม่ให้เข้าถึงบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น</p> ญษมณ ละทัยนิล, จารุนี สายคำ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10927 Sun, 31 May 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียน ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) โดยใช้การจัดการเรียนรู้บริบทเป็นฐาน ร่วมกับชุดปฏิบัติการเคมีย่อส่วนในรายวิชา วิทยาศาสตร์พื้นฐานอาชีพ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11068 <p style="font-weight: 400;">ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็นหัวใจของการเรียนรู้ที่ช่วยให้นักเรียนคิดวิเคราะห์ เข้าใจ และนำความรู้ไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตจริงได้อย่างมีเหตุผล โดยในบริบทอาชีวศึกษายังพบข้อจำกัดด้านการปฏิบัติจริง ทำให้นักเรียนขาดทักษะและแรงจูงใจในการเรียนรู้ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ก่อนและหลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้บริบทเป็นฐานร่วมกับชุดปฏิบัติการเคมีย่อส่วนในรายวิชา วิทยาศาสตร์พื้นฐานอาชีพ 2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนหลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้บริบทเป็นฐานร่วมกับชุดปฏิบัติการเคมีย่อส่วนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้บริบทเป็นฐานร่วมกับชุดปฏิบัติการเคมีย่อส่วน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) แผนกวิชาเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล วิทยาลัยอาชีวศึกษาปัตตานี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 30 คน ที่ได้มาจากวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้บริบทเป็นฐาน 2) ชุดปฏิบัติการเคมีย่อส่วน 3) แบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้บริบทเป็นฐานร่วมกับชุดปฏิบัติการเคมีย่อส่วน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบทีแบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระ ผลการวิจัย พบว่า 1) นักเรียนมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้บริบทเป็นฐานร่วมกับชุดปฏิบัติการเคมีย่อส่วนอยู่ในระดับมาก (M = 4.28, S.D. = 0.17)</p> นัฐชา วาเต๊ะ, โรซวรรณา เซพโฆลาม, รูฮัยซา ดือราแม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11068 Sun, 31 May 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง ปฏิกิริยาเคมี โดยใช้การจัดการเรียนรู้กลวิธีทำนาย แลกเปลี่ยนความคิด สังเกต อธิบาย ร่วมกับสื่อประสม https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11071 <p>บริบทการศึกษาปัจจุบัน ปัญหาการขาดสมาธิและการสูญเสียความจดจ่อของนักเรียนในระหว่างกระบวนการจัดการเรียนรู้ ซึ่งส่งผลกระทบเชิงลบโดยตรงต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ดังนั้น การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและทดสอบประสิทธิภาพชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง ปฏิกิริยาเคมี โดยใช้การจัดการเรียนรู้กลวิธีทำนาย แลกเปลี่ยนความคิด สังเกต อธิบาย ร่วมกับสื่อประสม 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ฯ และ 3) เปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ฯ เทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียว โดยทดสอบก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนท่าข้ามวิทยาคาร จำนวน 32 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่มโดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือในการวิจัยประกอบด้วย 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ฯ 2) แผนการจัดการเรียนรู้ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 4) แบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70/70 การทดสอบค่าที ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิภาพชุดกิจกรรมการเรียนรู้ฯ มีค่าเท่ากับ 72.08/74.38 สูงกว่าเกณฑ์ 70/70 2) นักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (M = 23.13, S.D. = 5.93) และ 3) นักเรียนมีคะแนนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (M = 60.31, S.D. = 8.54) ผลการวิจัยสรุปได้ว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ฯ มีประสิทธิภาพ สามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> ศสินา มณีพรหม, โรซวรรณา เซพโฆลาม, รูฮัยซา ดือราแม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11071 Sun, 31 May 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาท้องถิ่น ของเทศบาลตำบลราชคราม อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11171 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาการพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาท้องถิ่น 2) เพื่อเปรียบเทียบการพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาท้องถิ่น จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาท้องถิ่นของเทศบาลตำบลราชคราม อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา รูปแบบการวิจัยเป็นแบบผสมผสาน แบ่งเป็น 2 ขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 การวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ประชาชนในเขตเทศบาลตำบลราชคราม จำนวน 376 คน โดยสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวน และขั้นตอนที่ 2 การวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 13 คน แบบเจาะจง เครื่องมือเป็นแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) การพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาท้องถิ่น อยู่ในระดับมากและมากที่สุด 2) ประชาชนที่มีเพศแตกต่างกัน มีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาท้องถิ่น ไม่แตกต่างกัน ส่วนประชาชนที่มี อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ สถานภาพ รายได้เฉลี่ย และพื้นที่อาศัย แตกต่างกัน มีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาท้องถิ่น แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .05 และ 3) แนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาท้องถิ่น พบว่า 1) ควรจัดประชุมประชาคมให้บ่อยครั้งขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้เสนอปัญหา 2) ควรส่งเสริมการจัดกิจกรรมที่สร้างสรรค์และเชื่อมโยงความสัมพันธ์ที่ดีในชุมชน 3) ควรมุ่งเน้นการจัดทำโครงการที่สร้างประโยชน์ต่อกลุ่มผู้ด้อยโอกาส 4) ควรตั้งคณะกรรมการตรวจสอบที่มาจากตัวแทนประชาชนโดยตรงเพื่อความโปร่งใส</p> ศิริมาศ วงษ์จันทร์, อภิชาติ พานสุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11171 Sun, 31 May 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาชุดฝึกปฏิบัตินาฏศิลป์ตามรูปแบบบุคลิกภาพหกมิติ(HEXACO) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์การแสดง “โนรา” สำหรับนักเรียนชุมนุมนาฏศิลป์ โรงเรียนวัดกลาง (รักษ์ราษฎร์อุปถัมภ์) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11251 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดฝึกปฏิบัติการแสดงโนราสำหรับนักเรียนชุมนุมนาฏศิลป์ โรงเรียนวัดกลาง (รักษ์ราษฎร์อุปถัมภ์) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังการใช้ชุดฝึกปฏิบัติการแสดงโนรา และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อชุดฝึกปฏิบัติ การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชุมนุมนาฏศิลป์ โรงเรียนวัดกลาง (รักษ์ราษฎร์อุปถัมภ์) ปีการศึกษา 2568 จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสำรวจพฤติกรรมตามรูปแบบบุคลิกภาพหกมิติ 2) ชุดฝึกปฏิบัติ ระยะเวลา 20 ชั่วโมง และ 3) แบบประเมินความพึงพอใจต่อชุดฝึกปฏิบัติ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI) ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การทดสอบค่าที (t-test) และค่าดัชนีความสอดคล้องของเนื้อหา (IOC) ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนาชุดฝึกปฏิบัติการแสดงโนรา สำหรับนักเรียนชุมนุมนาฏศิลป์ โรงเรียนวัดกลาง (รักษ์ราษฎร์อุปถัมภ์) มีความเหมาะสมอในระดับ มากที่สุด และมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 0.94 2) ผลหลังการใช้ชุดฝึกปฏิบัติสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถติที่ระดับ .05 มีคะแนนเฉลี่ยก่อนใช้ชุดฝึกปฏิบัติอยู่ที่ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.75, S.D. = 1.30) และหลังฝึกปฏิบัติอยู่ที่ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 8.85, S.D. = 0.85) ผลการเปรียบเทียบก่อนเรียน และหลังเรียนชี้ให้เห็นว่า ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 พบว่า คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 9.15, S.D. = 1.68) ขณะที่คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเพิ่มขึ้นเป็น (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 15.25, S.D. = 0.99) 3) ความพึงพอใจของผู้เรียนหลังจากการใช้ชุดฝึกปฏิบัติ มีระดับความพึงพอใจมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.87, S.D. = 0.13)</p> จิรายุ สะอาดแก้ว, กุลนาถ พุ่มอำภา, พัชรา พุ่มพชาติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11251 Sun, 31 May 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการบริหารระบบข้อมูลสารสนเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงาน ด้านวิชาการของสถานศึกษา ในอำเภอดอนตูม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษานครปฐม เขต 1 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11261 <p>การวิจัยเรื่อง แนวทางการบริหารระบบข้อมูลสารสนเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานด้านวิชาการของสถานศึกษา ในอำเภอดอนตูม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหารระบบข้อมูลสารสนเทศของสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับการบริหารงานด้านวิชาการของสถานศึกษา 3) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารระบบข้อมูลสารสนเทศกับการบริหารงานด้านวิชาการของสถานศึกษา และ 4) นำเสนอแนวทางการบริหารระบบข้อมูลสารสนเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานด้านวิชาการของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูในอำเภอดอนตูม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1 จำนวน 162 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางเครจซี่และมอร์แกน และสุ่มแบบอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง โดยแบบสอบถามมีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.67–1.00 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.85 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารระบบข้อมูลสารสนเทศของสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านการจัดการข้อมูลมีค่าเฉลี่ยสูงสุด 2) การบริหารงานด้านวิชาการของสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านการประกันคุณภาพการศึกษามีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3) การบริหารระบบข้อมูลสารสนเทศมีความสัมพันธ์ทางบวกกับการบริหารงานด้านวิชาการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และ 4) แนวทางสำคัญในการพัฒนาระบบสารสนเทศ ได้แก่ การพัฒนาฐานข้อมูลให้ทันสมัย การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และการพัฒนาทักษะด้านสารสนเทศของบุคลากร เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจและยกระดับคุณภาพการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา</p> ณรพี โชคเดโชชัยกุล, ไตรรัตน์ สิทธิทูล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11261 Sun, 31 May 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาความต้องการจําเป็นในการพัฒนาครูโรงเรียนทวีธาภิเศก ตามแนวคิดทักษะการทำงานเป็นทีมเสมือน https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11138 <p>วิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาทักษะทำงานเป็นทีมเสมือนของครูในโรงเรียนทวีธาภิเศก การศึกษาวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) กลุ่มผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ และครูโรงเรียนทวีธาภิเศก รวมทั้งหมด 111 คน ซึ่งเป็นการเก็บข้อมูลจากประชากรทั้งหมด (Total Population Study) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามสถานภาพทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม มีลักษณะเป็นแบบตรวจสอบรายการ (Check Lists) และแบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ของทักษะการทำงานเป็นทีมเสมือนของครูโรงเรียนทวีธาภิเศก มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ การแจกแจงความถี่ (Frequency) การหาค่าร้อยละ (Percentage) การหาค่าเฉลี่ยเลขคณิต (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์หาค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI<sub>modified</sub>) และจัดลำดับความต้องการจำเป็นในการพัฒนาทักษะการทำงานเป็นทีมเสมือนของครูโรงเรียนทวีธาภิเศก ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันของทักษะการทำงานเป็นทีมเสมือน โดยภาพรวมอยู่ในระดับ ปานกลาง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.413, S.D. = 0.395) สภาพที่พึงประสงค์ของทักษะการทำงานเป็นทีมเสมือน โดยภาพรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.601, S.D. = 0.389) และความต้องการจำเป็นของการพัฒนาทักษะการทำงานเป็นทีมเสมือน พบว่า ด้านที่มีค่าดัชนีความต้องการจำเป็นสูงสุด คือ ด้านการเป็นผู้นำทีมเสมือน (PNI<sub>modified</sub> = 0.295) รองลงมา คือ ด้านเทคโนโลยี (PNI<sub>modified</sub> = 0.294) ด้านการจัดการทีมเสมือน (PNI<sub>modified</sub> = 0.276) และด้านที่มีลำดับความต้องการจำเป็นต่ำที่สุด คือ ด้านปฏิสัมพันธ์ในทีมเสมือน (PNI<sub>modified</sub> = 0.236)</p> วรณัน กิตติ์ดำรงเดโช, เพ็ญวรา ชูประวัติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11138 Sun, 31 May 2026 00:00:00 +0700 การจัดการเรียนรู้แบบตอบสนองด้วยท่าทาง ร่วมกับเกม เพื่อพัฒนาทักษะการฟังและพูดภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านยะบะ (อุปการวิทยา) https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11091 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบทักษะการฟังภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างก่อนและหลังจัดการเรียนรู้แบบตอบสนองด้วยท่าทาง ร่วมกับเกม 2) เปรียบเทียบทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างก่อนและหลังจัดการเรียนรู้แบบตอบสนองด้วยท่าทาง ร่วมกับเกม และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบตอบสนองด้วยท่าทาง ร่วมกับเกม กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านยะบะ(อุปการวิทยา) ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 26 คน ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบทดสอบวัดทักษะการฟังภาษาอังกฤษ 3) แบบทดสอบวัดทักษะการพูดภาษาอังกฤษ และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบทีแบบไม่เป็นอิสระ ผลการวิจัยพบว่า 1) ทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 หลังการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีคะแนนเฉลี่ยก่อนการจัดการเรียนรู้เท่ากับ 7.54 และคะแนนหลังการจัดการเรียนรู้เท่ากับ 11.12 2) ทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 หลังการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีคะแนนเฉลี่ยก่อนการจัดการเรียนรู้เท่ากับ 5.15 และหลังการจัดการเรียนรู้เท่ากับ 7.81 และ 3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบตอบสนองด้วยท่าทาง ร่วมกับเกม อยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.85</p> ฟิรร์ดาวส์ ตูแวโซะ, ปรีดา เบ็ญคาร, สลิลา เพ็ชรทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11091 Sun, 31 May 2026 00:00:00 +0700 ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนราชินี ตามแนวคิดการควบคุมตนเองของเด็กปฐมวัย https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11219 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารวิชาการโรงเรียนราชินี ตามแนวคิดการควบคุมตนเองของเด็กปฐมวัย 2) ศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนา การบริหารวิชาการโรงเรียนราชินี ตามแนวคิดการควบคุมตนเองของเด็กปฐมวัย เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา กลุ่มผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้อำนวยการ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการและแผนงาน และครูผู้สอนปฐมวัย รวม 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารวิชาการโรงเรียนราชินี ตามแนวคิดการควบคุมตนเองของเด็กปฐมวัย โดยทุกข้อคำถามผ่านการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือวิจัย (I-CVI = 1.00) และมีค่าความเที่ยง (Cronbach’s Alpha = 0.990) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI<sub>modified</sub>) และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารวิชาการโรงเรียนราชินี ตามแนวคิดการควบคุมตนเองของเด็กปฐมวัยมีสภาพปัจจุบันอยู่ในระดับมาก และสภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด 2) การพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนราชินี ตามแนวคิดการควบคุมตนเองของเด็กปฐมวัย มีความต้องการจำเป็นในด้านการประเมินพัฒนาการสูงที่สุด (PNI<sub>modified </sub>= 0.254) ลำดับถัดมา คือ ด้านการบริหารหลักสูตร (PNI<sub>modified </sub>= 0.231) ด้านการจัดประสบการณ์ การเรียนรู้ (PNI<sub>modified </sub>= 0.228) ด้านการจัดสภาพแวดล้อม สื่อ และแหล่งเรียนรู้ (PNI<sub>modified </sub>= 0.219) ตามลำดับ เมื่อพิจารณารายตัวแปร พบว่า การควบคุมตนเองของเด็กปฐมวัย มีความต้องการจำเป็นในด้านการฟื้นคืนสู่อารมณ์ปกติสูงที่สุด (PNI<sub>modified </sub>= 0.348) ลำดับถัดมา คือ การจัดการอารมณ์ (PNI<sub>modified </sub>= 0.271) การมีวินัยในตนเอง (PNI<sub>modified </sub>= 0.173) ความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น (PNI<sub>modified </sub>= 0.160) ตามลำดับ</p> วิจิตตรา แสงวิจิตร, เพ็ญวรา ชูประวัติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11219 Mon, 01 Jun 2026 00:00:00 +0700 บทบาทผู้นำความเป็นอยู่ที่ดีของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความสุขในการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครนายก https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11131 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับบทบาทผู้นำความเป็นอยู่ที่ดีของผู้บริหารสถานศึกษาและความสุขในการปฏิบัติงานของครู 2) หาความสัมพันธ์ระหว่างระดับบทบาทผู้นำความเป็นอยู่ที่ดีของผู้บริหารสถานศึกษากับความสุขในการปฏิบัติงานของครู 3) ศึกษาบทบาทผู้นำความเป็นอยู่ที่ดีที่ส่งผลต่อความสุขในการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครนายก การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณในกลุ่มตัวอย่างครูผู้สอน 312 คน ซึ่งได้มาจำแนกจากประชากรครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครนายก 1,218 คน เครื่องมือคือแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับบทบาทผู้นำความเป็นอยู่ที่ดีของผู้บริหารสถานศึกษาและความสุขในการปฏิบัติงานของครู โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) บทบาทผู้นำความเป็นอยู่ที่ดีของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์กับความสุขในการปฏิบัติงานของครู มีความสัมพันธ์ทางบวกอยู่ในระดับมาก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) สมการพยากรณ์บทบาทผู้นำความเป็นอยู่ที่ดีของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความสุขในการปฏิบัติงานของครู พบว่ามี 5 ด้าน คือ การส่งเสริมอารมณ์เชิงบวก การส่งเสริมความมีส่วนร่วมในการทำงาน การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในที่ทำงาน การทำให้ครูเห็นคุณค่าและความหมายในงาน การสนับสนุนความสำเร็จและเป้าหมายของครู โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ได้แก่การส่งเสริมความมีส่วนร่วมในการทำงาน สามารถอธิบายความแปรปรวนของความสุขในการปฏิบัติงานของครูได้ร้อยละ 35.40 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (F = 33.547 และ SE<sub>est</sub> = .419)</p> อดิศร จุถาวร, จรีพร นาคสัมฤทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11131 Mon, 01 Jun 2026 00:00:00 +0700 กิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนที่ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาที่สอง https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11178 <p>นักเรียนที่ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาที่สองมักประสบปัญหาในการสื่อสารภาษาไทย งานวิจัยนี้ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สำรวจปัญหาของนักเรียนที่ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาที่สอง 2) พัฒนาชุดกิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนที่ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาที่สอง 3) ประเมินคุณภาพของชุดกิจกรรม การวิจัยแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1) สำรวจและวิเคราะห์ปัญหา 2) พัฒนาชุดกิจกรรม และ 3) ประเมินคุณภาพชุดกิจกรรม เก็บข้อมูลจากการสอบถามความเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญด้านเนื้อหา ด้านหลักสูตรและการสอน และด้านเทคโนโลยี จำนวน 14 คน โดยใช้แบบสอบถามความคิดเห็น แบบมาตรประมาณค่า (Rating Scale) <br />5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า <br />1) นักเรียนที่ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาที่สอง มีปัญหาอยู่ 3 ด้าน ได้แก่ ความรู้และความเข้าใจในความหมายของคำ และข้อความ การออกเสียงไม่ถูกต้องและเขียนไม่ถูกอักขรวิธีภาษาไทย 2) ได้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย จำนวน 3 ชุด ได้แก่ ชุดที่ 1 สนุกกับคำในชีวิตประจำวัน ที่มีการจัดหมวดหมู่ของคำตามที่ใช้ในชีวิตประจำวันนักเรียน โดยเป็นเกมประกอบการเรียน ชุดที่ 2 ออกสำเนียงเสียงภาษาไทยที่ใช้การแสดงรูปปากประกอบการออกเสียงในการฝึก ซึ่งมีรูปปากสอนออกเสียง และชุดที่ 3 เขียนถูกหลักรู้จักอักขรวิธีไทย ที่จัดหมวดหมู่ตัวอักษรที่มีลักษณะคล้ายกันในการฝึกร่วมกับแบบฝึกเขียนและคลิปสาธิตวิธีเขียน 3) ผู้ทรงคุณวุฒิเห็นว่ากิจกรรมทุกชุดเหมาะกับนักเรียนที่ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาที่สองในระดับมากและมากที่สุด และส่งเสริมความสามารถในการใช้ภาษาไทยของนักเรียนที่ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาที่สองเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจำวันได้</p> ธนินทร์ธร เทียนดำรง, ศิริรัตน์ ศรีสอาด, นาตยา ปิลันธนานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11178 Mon, 01 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่บูรณาการหลักประชาธิปไตย https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11199 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่บูรณาการหลักประชาธิปไตย 2) ศึกษาผลการใช้กิจกรรมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่บูรณาการหลักประชาธิปไตยเป็นการวิจัยประยุกต์ วิธีการดำเนินการวิจัย 1) วิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดในสาระประวัติศาสตร์และสาระหน้าที่พลเมือง ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เพื่อมากำหนดเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ตามสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา คือ ด้านเศรษฐกิจ ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้านการเมืองการปกครอง และด้านสังคมและวัฒนธรรม 2) กำหนดเรื่องและวัตถุประสงค์ของแต่ละกิจกรรม 3) ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ 4) ประเมินคุณภาพของกิจกรรมโดยสอบถามความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิด้านสังคมศึกษา ด้านประวัติศาสตร์ และด้านหลักสูตรและการสอนรวม 10 คน 5) นำกิจกรรมที่พัฒนาขึ้นไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 - 6 โรงเรียนบุณยศรีสวัสดิ์ที่ศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 30 คน ที่สมัครใจเข้าร่วมกิจกรรม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่บูรณาการหลักประชาธิปไตย แบบสอบถามความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิและนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) ผลการวิจัย พบว่า 1) ได้กิจกรรมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่บูรณาการหลักประชาธิปไตยจำนวน 5 กิจกรรม โดยใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์เป็นแนวทางหลัก ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินว่าทุกกิจกรรมมีความเหมาะสมในระดับมากถึงมากที่สุด 2) นักเรียนผ่านการประเมินส่วนใหญ่ทุกกิจกรรม มีเพียงส่วนน้อยที่ไม่ผ่านใน 2 กิจกรรม คือ กิจกรรมที่ 2 ไม่ผ่าน 7 คน จาก 28 คน (ร้อยละ 25) และกิจกรรมที่ 4 ไม่ผ่าน 6 คน จาก 30 คน (ร้อยละ 20) และนักเรียนมีความเห็นว่ากิจกรรมสนุก ได้ลงมือปฏิบัติจริง และมีประโยชน์</p> วรัชฌา แดงอุบล; ศิริรัตน์ ศรีสอาด, นาตยา ปิลันธนานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11199 Mon, 01 Jun 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการฝึก เอส เอ คิว ที่มีต่อความคล่องแคล่วว่องไวของนักกีฬาวอลเลย์บอล โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษา https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11216 <p style="font-weight: 400;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความคล่องแคล่วว่องไวของนักกีฬาวอลเลย์บอล ก่อนการใช้โปรแกรม หลังการใช้โปรแกรมการฝึก เอส เอ คิว สัปดาห์ที่ 4 และ 8 เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่าง นักกีฬาวอลเลย์บอลชาย โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษา อายุ 15 - 18 ปี ปีการศึกษา 2568 จำนวน 24 คน โดยใช้สูตร Cochran ในการคํานวณ จากการคํานวณผลได้ 24 คน ใช้วิธีเลือกแบบเจาะจง โดยกลุ่มตัวอย่างทำการฝึกด้วยโปรแกรม เอส เอ คิว เป็นระยะ เวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน ทำการทดสอบความคล่องแคล่วว่องไวโดยแบบทดสอบ Illinois Agility Test ก่อนการฝึกโปรแกรม หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 และหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 โดยเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์อยู่ระหว่าง 0.8 - 1.00 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความแปรปรวนทางเดียววัดซ้ำ วิเคราะห์หาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า ความคล่องแคล่วว่องไว ก่อนการฝึกโปรแกรม มีค่าเฉลี่ย 20.65 วินาที ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.83 วินาที หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 มีค่าเฉลี่ย 19.37 วินาที ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.80 วินาที และหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 มีค่าเฉลี่ย 17.74 วินาที ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.03 วินาที เมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยรายคู่ของผลของการทดสอบความคล่องแคล่วว่องไว ก่อนการฝึก หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 และหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 8 มีค่าเฉลี่ยของความคล่องแคล่วว่องไวแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการฝึก เอส เอ คิว ที่มีต่อความคล่องแคล่วว่องไวของนักกีฬาของนักกีฬาวอลเลย์บอล โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษา สามารถพัฒนาความคล่องแคล่วว่องไวให้ดีและมีประสิทธิภาพ</p> ธนภัทร พูลผล, ณัฐชนนท์ ซังพุก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11216 Mon, 01 Jun 2026 00:00:00 +0700 อิทธิพลของการจัดการห่วงโซ่อุปทานอัจฉริยะและการบัญชีบริหารเชิงกลยุทธ์ที่มีต่อความได้เปรียบทางการแข่งขันของสถานประกอบการในอุตสาหกรรมการผลิต จังหวัดสมุทรสาคร https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11225 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับการประยุกต์ใช้การจัดการห่วงโซ่อุปทานอัจฉริยะ การบัญชีบริหารเชิงกลยุทธ์ และความได้เปรียบทางการแข่งขัน ของสถานประกอบการในอุตสาหกรรมการผลิต จังหวัดสมุทรสาคร 2) เพื่อศึกษาอิทธิพลของการจัดการห่วงโซ่อุปทานอัจฉริยะ ที่มีต่อความได้เปรียบทางการแข่งขันของสถานประกอบการในอุตสาหกรรมการผลิต จังหวัดสมุทรสาคร 3) เพื่อศึกษาอิทธิพลของการบัญชีบริหารเชิงกลยุทธ์ ที่มีต่อความได้เปรียบทางการแข่งขันของสถานประกอบการในอุตสาหกรรมการผลิต จังหวัดสมุทรสาคร 4) เพื่อศึกษาอิทธิพลร่วมของการจัดการห่วงโซ่อุปทานอัจฉริยะและการบัญชีบริหารเชิงกลยุทธ์ ที่ส่งผลต่อความได้เปรียบทางการแข่งขันของสถานประกอบการในอุตสาหกรรมการผลิต จังหวัดสมุทรสาคร การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจากสถานประกอบการในอุตสาหกรรมการผลิต จำนวน 400 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ระดับการประยุกต์ใช้การจัดการห่วงโซ่อุปทานอัจฉริยะ การบัญชีบริหารเชิงกลยุทธ์ และความได้เปรียบทางการแข่งขันในภาพรวมอยู่ในระดับมาก การทดสอบสมมติฐานพบว่า 1) การจัดการห่วงโซ่อุปทานอัจฉริยะมีอิทธิพลทางบวกต่อความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยสามารถพยากรณ์ความได้เปรียบทางการแข่งขันได้ร้อยละ 52.50 2) การบัญชีบริหารเชิงกลยุทธ์มีอิทธิพลทางบวกต่อความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) การจัดการห่วงโซ่อุปทานอัจฉริยะและการบัญชีบริหารเชิงกลยุทธ์มีอิทธิพลร่วมกันทางบวกต่อความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> บุญสาน ทระทึก, ศุภานัน ศรีวิราช, ฉลวย ทองสมบุรณ์, ธนิดา กิจจารักษ์, ปรีชา สวน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11225 Mon, 01 Jun 2026 00:00:00 +0700 ธรรมนูญจัดการน้ำชุมชน : กระบวนการบริหารจัดการน้ำบูรณาการเชิงพุทธของผู้นำท้องถิ่นเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในชุมชนลุ่มน้ำแม่แคม อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11331 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์สถานการณ์ความขัดแย้งในการจัดการน้ำของชุมชนลุ่มน้ำแม่แคม อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ประชากรในการวิจัยครั้งนี้ คือ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่แคม อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ รวม 54,600 คน ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 60 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ดังนี้ 1) แบบสัมภาษณ์เชิงลึก 3 ชุด 2) แบบสังเกตการณ์ 3 ประเภท 3) บันทึกภาคสนาม 3 ประเภท 4) เครื่องบันทึกเสียง 2 เครื่อง 5) กล้องถ่ายภาพ 2 เครื่อง และ 6) เอกสาร ผลการวิจัยพบว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในการจัดการน้ำของชุมชนลุ่มน้ำแม่แคม สามารถสรุปข้อค้นพบสำคัญได้ 4 ประการ ได้แก่ ประการแรก ความขัดแย้งในลุ่มน้ำแม่แคมมีลักษณะเป็นความขัดแย้งเชิงโครงสร้างที่ฝังอยู่ในระบบภูมิศาสตร์ การผลิต และนโยบายการจัดสรรน้ำของรัฐ ประการที่สอง แต่ละตำบลมีบริบทและปัญหาที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ไม่สามารถใช้มาตรการเดียวแก้ปัญหาทั้งหมดได้ ประการที่สาม สถานการณ์อ่างเก็บน้ำแม่แคมที่อยู่ในระยะเปลี่ยนผ่าน 4 ปี ทำให้การจัดทำธรรมนูญต้องมีลักษณะยืดหยุ่นและปรับตามปริมาณน้ำ และประการที่สี่ การมีส่วนร่วมและอำนาจต่อรองของแต่ละตำบลกับหน่วยงานรัฐมีความไม่เท่าเทียม ทั้งนี้วิธีแก้ปัญหาคือการใช้หลักพุทธรรมเพื่อสร้างธรรมนูญจัดการน้ำชุมชนที่เน้นการมีส่วนร่วมและปัญญาเป็นฐานในการจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรม การเปลี่ยนจากความขัดแย้งสู่การแบ่งปันน้ำที่เป็นระบบภายใต้กติกาชุมชนที่ทุกคนยอมรับ ส่งผลให้เกิดความสมานฉันท์และตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรน้ำตามแนวทางพุทธสันติวิธี</p> เขมิกา บรรลิขิตกุล, พระธงชัย วชิรญาโณ (พิชัย), พระณัฐพงษ์ ญาณเมธี (ไกรเทพ), นพรัตน์ รัตนประทุม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11331 Mon, 01 Jun 2026 00:00:00 +0700 ผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามแนวคิดการปรับมโนทัศน์เป็นฐาน ที่มีต่อความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11302 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนระหว่างก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามแนวคิดการปรับมโนทัศน์เป็นฐาน 2) เปรียบเทียบความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนหลังได้รับการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามแนวคิดการปรับมโนทัศน์เป็นฐานเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 60 และ 3) ศึกษาพัฒนาการความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนในช่วงระหว่างการทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 30 คน ของโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษในจังหวัดชัยนาทซึ่งเลือกแบบเจาะจง โดยเป็นโรงเรียนที่จัดห้องเรียนในลักษณะคละระดับความสามารถ ใช้เวลาทดลอง 4 สัปดาห์ รวม 12 คาบ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามแนวคิดการปรับมโนทัศน์ แบบวัดความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ (ฉบับก่อนเรียนมีค่าความเชื่อมั่น 0.75 และฉบับหลังเรียนมีค่าความเชื่อมั่น 0.76) ใบกิจกรรมและแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบค่าทีแบบไม่อิสระต่อกันและแบบกลุ่มเดียว และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมีความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์หลังทดลองสูงกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนมีความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์หลังทดลองสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 60 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) นักเรียนมีพัฒนาการความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น โดยนักเรียนสามารถอธิบายและหาข้อสรุปความสัมพันธ์จากสถานการณ์ได้และสามารถแสดงเหตุผลเพื่อสนับสนุนหรือโต้แย้งข้อสรุปได้สมเหตุสมผล</p> อุทัย มีสิทธิกุล, ไพโรจน์ น่วมนุ่ม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11302 Mon, 01 Jun 2026 00:00:00 +0700 การประเมินโครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนโรงเรียน ราชประชานุเคราะห์ 37 จังหวัดกระบี่ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11305 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินโครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 37 จังหวัดกระบี่ โดยใช้รูปแบบการประเมินแบบซิปป์ (CIPP Model) ครอบคลุม 4 ด้านได้แก่ 1) ด้านสภาพแวดล้อม 2) ด้านปัจจัยนำเข้า 3) ด้านกระบวนการ และ 4) ด้านผลลัพธ์ เพื่อนำผลการประเมินมาใช้เป็นแนวทางพัฒนาและปรับปรุงการดำเนินงานส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่ใช้ในการประเมิน ประกอบด้วย ผู้บริหารโรงเรียน 2 คน คณะกรรมการสถานศึกษา ขั้นพื้นฐาน 5 คน ครูและบุคลากรทางการศึกษา 24 คน และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 234 คน รวมทั้งสิ้น 265 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ที่ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญและการหาค่าความเชื่อมั่น สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ผลการวิจัยพบว่า การประเมินโครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า 1) ด้านสภาพแวดล้อมมีความสอดคล้องอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.48) โดยวัตถุประสงค์โครงการสอดคล้องกับนโยบายสถานศึกษาและสภาพปัญหาจริง 2) ด้านปัจจัยนำเข้า มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.75) โดยเฉพาะความพร้อมของบุคลากรและงบประมาณที่สนับสนุนการดำเนินงาน 3) ด้านกระบวนการ มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.40) มีการดำเนินงานตามวงจรคุณภาพ (PDCA) อย่างเป็นระบบ และ 4) ด้านผลลัพธ์ มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.20) นักเรียนมีพฤติกรรมคุณธรรมจริยธรรมที่พึงประสงค์สูงขึ้นอย่างชัดเจน ผลการประเมินสะท้อนให้เห็นว่าโครงการประสบความสำเร็จตามเป้าหมายและควรดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อความยั่งยืนของการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนในสถานศึกษาสงเคราะห์ต่อไป</p> กรีฑา บางเจริญสุข, ธณัฐชา รัตนพันธ์, วีระยุทธ ชาตะกาญจน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11305 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 การบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะภาวะผู้นำครู ในโรงเรียนพหุวัฒนธรรม https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11065 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับสมรรถนะภาวะผู้นำครูในโรงเรียนพหุวัฒนธรรมและเพื่อศึกษาแนวทางการบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะภาวะผู้นำครูในโรงเรียนพหุวัฒนธรรม เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ สถานศึกษาที่เป็นโรงเรียนพหุวัฒนธรรม จำแนกตามภูมิภาค ๆ ละ 10 โรงเรียน จำนวน 5 ภูมิภาค รวม 50 โรงเรียน โดยการเลือกแบบเจาะจง ผู้ให้ข้อมูลเป็นครูของโรงเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง โรงเรียนละ 5 คน รวมผู้ให้ข้อมูลทั้งสิ้น 250 คน และผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 8 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามแบบมาตรประมาณค่าที่มีค่าความตรงรายข้ออยู่ระหว่าง 0.80 - 1.00 และมีค่าความเที่ยง เท่ากับ .92 และแบบสัมภาษณ์ที่มีความเหมาะสมด้านเนื้อหาและความถูกต้อง การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการแจกแบบสอบถามแบบกระดาษ จำนวน 65 ฉบับ และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 172 ฉบับ รวมทั้งนัดหมายการสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) สมรรถนะภาวะผู้นำครูในโรงเรียนพหุวัฒนธรรม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย 3 ลำดับแรก ดังนี้ การมีส่วนร่วมในชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ รองลงมา ได้แก่ การยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม และการมีความฉลาดทางวัฒนธรรม และ 2) แนวทางการบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะภาวะผู้นำครูในโรงเรียนพหุวัฒนธรรม พบว่า สถานศึกษาควรมีการกำหนดวิสัยทัศน์และนโยบายเชิงวัฒนธรรมอย่างเป็นรูปธรรม ผู้บริหารสถานศึกษามีภาวะผู้นำที่เข้มแข็ง การบริหารจัดการหลักสูตรแบบบูรณาการคุณค่าพหุวัฒนธรรม การพัฒนาสมรรถนะภาวะผู้นำของครู การใช้วิธีการหรือกลไกในการเพิ่มสมรรถนะภาวะผู้นำของครู การสร้างบรรยากาศและวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ การจัดการทรัพยากรและสนับสนุนนวัตกรรม การสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน และการกำกับ ติดตามและประเมินผลสมรรถนะภาวะผู้นำของครู</p> กุลชลี จงเจริญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11065 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700