วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD <p> <strong>วารสารสังคมพัฒนศาสตร์</strong> เป็นวารสารวิชาการของวัดสนธิ์ (นาสน) ตำบลมะม่วงสองต้น อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการค้นคว้าและนำเสนอองค์ความรู้ทางด้านวิชาการ โดยการเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการแก่นักวิจัยนักวิชาการ คณาจารย์และนักศึกษา ในมิติเพื่อสนับสนุนการศึกษา การสอน การวิจัยในมหาวิทยาลัยสงฆ์รวมถึงคณะสงฆ์ไทย และสถาบันภายนอก รวมทั้งนักวิชาการและผู้สนใจ โดยเน้นสาขาวิชาเกี่ยวกับ การพัฒนาชุมชม การพัฒนาสังคม ศิลปะทั่วไปและมนุษยศาสตร์ ศาสนศึกษา ธุรกิจทั่วไป การจัดการและการบัญชี สังคมศาสตร์ทั่วไป การศึกษา รวมถึงสหวิทยาการด้านสังคมศาสตร์และและศาสตร์แห่งการพัฒนา โดยรับพิจารณาตีพิมพ์ต้นฉบับของบุคคลหรือองค์กร ทั้งภายในและภายนอกวัด เปิดรับบทความเฉพาะภาษาไทย ประเภท บทความวิจัย และ บทความวิชาการ</p> <p> บทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารสังคมพัฒนศาสตร์จะต้องผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างน้อย 2 ท่าน ในลักษณะปกปิดรายชื่อ (Double blind peer-reviewed) ผลงานที่ส่งมาจะต้องไม่เคยตีพิมพ์หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตีพิมพ์ในวารสารอื่น ผู้เขียนบทความจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การเสนอบทความวิชาการหรือบทความวิจัยเพื่อตีพิมพ์ในวารสาร อย่างเคร่งครัด รวมทั้งระบบการอ้างอิงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของวารสาร ทัศนะและข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความวารสาร ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความนั้น มิใช่ความคิดของคณะผู้จัดทำ และไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ ทั้งนี้กองบรรณาธิการไม่สงวนลิขสิทธิ์ในการคัดลอก แต่ให้อ้างอิงแสดงที่มา</p> <p><strong>วารสารสังคมพัฒนศาสตร์</strong> มีกำหนดออกเผยแพร่ปีละ 12 ฉบับ (รายเดือน)*</p> <table width="100%"> <tbody> <tr> <td width="32%"> <p>ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม</p> </td> <td width="35%"> <p>ฉบับที่ 2 เดือนกุมภาพันธ์</p> </td> <td width="31%"> <p>ฉบับที่ 3 เดือนมีนาคม</p> </td> </tr> <tr> <td width="32%"> <p>ฉบับที่ 4 เดือนเมษายน</p> </td> <td width="35%"> <p>ฉบับที่ 5 เดือนพฤษภาคม</p> </td> <td width="31%"> <p>ฉบับที่ 6 เดือนมิถุนายน</p> </td> </tr> <tr> <td width="32%"> <p>ฉบับที่ 7 เดือนกรกฎาคม</p> </td> <td width="35%"> <p>ฉบับที่ 8 เดือนสิงหาคม</p> </td> <td width="31%"> <p>ฉบับที่ 9 เดือนกันยายน</p> </td> </tr> <tr> <td width="32%"> <p>ฉบับที่ 10 เดือนตุลาคม</p> </td> <td width="35%"> <p>ฉบับที่ 11 เดือนพฤศจิกายน</p> </td> <td width="31%"> <p>ฉบับที่ 12 เดือนธันวาคม</p> </td> </tr> </tbody> </table> <p><em>*มีผลตั้งแต่ ปีที่ 8 ฉบับที่ 2 เดือนกุมภาพันธ์ 2568 เป็นต้นไป</em></p> th-TH natthaphong.jan@mcu.ac.th (นายอนุชิต ปราบพาล) natthaphong.jan@mcu.ac.th (พระณัฐพงษ์ สิริสุวณฺโณ) Wed, 18 Mar 2026 13:18:55 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ วิชาคณิตศาสตร์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้ที่สร้างความรู้ด้วยตนเอง ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10536 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่สร้างความรู้ด้วยตนเอง ที่ส่งผลต่อทักษะการคิดวิเคราะห์ 2) เพื่อเปรียบเทียบผลก่อนและหลังปฏิบัติการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้ที่สร้างความรู้ด้วยตนเอง วิชาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 66 คน โดยผู้วิจัยใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือวิจัยที่ใช้ ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยตนเอง โดยมีค่าของผลการประเมินความสอดคล้อง ตั้งแต่ 4.4 - 5 และแบบทดสอบวัดทักษะการคิดวิเคราะห์เรื่อง เศษส่วน ซึ่งมีผลการวิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นด้วยวิธี Lovett มีค่าเท่ากับ 0.82 การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยปฏิบัติการตามแนวคิดของ Lewin โดยดำเนินการเป็น 4 วงรอบ (Spiral) ซึ่งแต่ละวงรอบประกอบด้วยการวางแผน การปฏิบัติการ การสังเกต และการสะท้อนผล ทดสอบสมมติฐาน โดย The Wilcoxon signed - rank test ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่สร้างความรู้ด้วยตนเอง ช่วยส่งเสริมให้นักเรียนมีทักษะการคิดวิเคราะห์ที่ดีขึ้นตามลำดับในแต่ละวงจร สามารถการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ 2) เปรียบเทียบผลการปฏิบัติการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้ที่สร้างความรู้ด้วยตนเอง วิชาคณิตศาสตร์ พบว่า คะแนนหลังเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 14.652 จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 73.26 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ร้อยละ 60 พบว่าคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (Z = -6.748, p &lt; .001)</p> จารุวรรณ ดวงศิริ, ธีรวุฒิ เอกะกุล, วีระศักดิ์ แก่นอ้วน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10536 Wed, 18 Mar 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการติดตั้งโซล่าร์เซลล์สำหรับที่พักอาศัยในเขตกรุงเทพและปริมณฑล https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10409 <p>บทความวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการติดตั้งโซล่าเซลล์ สำหรับที่พักอาศัยในเขตกรุงเทพและปริมณฑล 2) การตัดสินใจติดตั้งโซล่าร์เซลล์สำหรับที่พักอาศัยในเขตกรุงเทพและปริมณฑล 3) เปรียบเทียบการตัดสินใจใช้บริการติดตั้งโซล่าร์เซลล์สำหรับที่พักอาศัยในเขตกรุงเทพและปริมณฑลจําแนกตามข้อมูลส่วนบุคคล 4) ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการติดตั้งโซล่าร์เซลล์สำหรับที่พักอาศัยในเขตกรุงเทพและปริมณฑล ของผู้ตัดสินใจใช้บริการติดตั้งโซล่าร์เซลล์สำหรับที่พักอาศัยในเขตกรุงเทพและปริมณฑล โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างจำนวน 90 ราย ใช้แบบสอบถาม เป็นเครื่องมือในการวิจัย โดยใช้สถิติใน การวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย การทดสอบสมมติฐานแบบ t-test ,F-test (One-way ANOVA) และ Multiple Regression Analysis ผลการศึกษาพบว่าผู้ตอบแบบสอบถาม เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 41-50 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี อาชีพพนักงานบริษัทเอกชน และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่ำกว่า 20,000 บาท ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดในการใช้บริการติดตั้งโซล่าร์เซลล์สำหรับที่พักอาศัยในเขตกรุงเทพและปริมณฑล โดยภาพรวมอยู่ในระดับสำคัญมาก การตัดสินใจใช้บริการติดตั้งโซล่าร์เซลล์โดยรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยมาก ข้อมูลส่วนบุคคลที่แตกต่างกันไม่มีผลต่อการตัดสินใจอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดด้านราคา ด้านบุคคล และด้านการส่งเสริมการตลาด ผู้ประกอบการควรกำหนดราคาที่โปร่งใส สอดคล้องกับคุณภาพบริการ พัฒนาศักยภาพช่างติดตั้งและบุคลากรอย่างต่อเนื่อง และใช้การสื่อสารผ่านสื่อออนไลน์เพื่อสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นในเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์</p> ธวัชชัย ม่วงเจริญสุข, ชิณโสณ์ วิสิฐนิธิกิจา, วัชระ ยี่สุ่นเทศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10409 Sun, 29 Mar 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจ ซื้อโทรศัพท์ Oppo ในประเทศไทย https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10576 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความเห็นด้วยของปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดในการซื้อโทรศัพท์ Oppo ในประเทศไทย 2) ศึกษาระดับการตัดสินใจซื้อโทรศัพท์ Oppo ในประเทศไทย 3) เปรียบเทียบการตัดสินใจซื้อโทรศัพท์ Oppo จำแนกตามข้อมูลส่วนบุคคล และ 4) ศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อโทรศัพท์ Oppo ในประเทศไทย กลุ่มตัวอย่างคือผู้ซื้อโทรศัพท์ Oppo ในประเทศไทย จำนวน 400 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยสูตรของ Cochran ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 เครื่องมือเก็บข้อมูลคือแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 18 - 30 ปี การศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี อาชีพนักเรียน/นิสิต/นักศึกษา และมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 25,001 - 35,000 บาท ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดโดยรวมอยู่ในระดับความเห็นด้วยมาก โดยด้านราคามีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือช่องทางการจัดจำหน่าย ผลิตภัณฑ์ และการส่งเสริมการตลาด ส่วนการตัดสินใจซื้อโดยรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยมาก โดยด้านการรับรู้ความต้องการและการตัดสินใจซื้อมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า อายุและระดับการศึกษาที่แตกต่างกันมีผลต่อการตัดสินใจซื้อโทรศัพท์ Oppo อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ขณะที่เพศ อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่แตกต่างกัน นอกจากนี้ ปัจจัยด้านราคาและช่องทางการจัดจำหน่ายมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญ ด้านผลิตภัณฑ์และการส่งเสริมการตลาดไม่มีอิทธิพล ข้อเสนอแนะ บริษัทควรกำหนดราคาที่เหมาะสม มีระดับราคาให้เลือกหลากหลาย และขยายช่องทางการจัดจำหน่ายทั้งออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อเพิ่มความสะดวกแก่ผู้บริโภค</p> จินไห่ ลี, ชิณโสณ์ วิสิฐนิธิกิจา , สุทธิกร กิ่งแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10576 Sun, 29 Mar 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยการบริหารจัดการโครงการที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานในโครงการก่อสร้าง: กรณีศึกษา บริษัท จีระธนา ก่อสร้าง จำกัด https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10495 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยการบริหารจัดการโครงการก่อสร้าง จำกัด 2) ศึกษาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานโครงการก่อสร้าง 3) เปรียบเทียบประสิทธิภาพการปฏิบัติงานจำแนกตามข้อมูลส่วนบุคคล และ 4) วิเคราะห์ปัจจัยการบริหารจัดการโครงการที่มีผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน กลุ่มตัวอย่างคือพนักงานบริษัทจำนวน 90 ราย ซึ่งบริษัทดำเนินธุรกิจรับเหมาก่อสร้างอาคารที่อยู่อาศัย อาคารพาณิชย์ และงานตกแต่งภายใน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย t-test One-way ANOVA และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุ 20-30 ปี การศึกษาระดับปริญญาตรี สถานภาพโสด อายุงานน้อยกว่า 1 ปี อยู่ฝ่ายวิศวกรรมและตำแหน่งระดับปฏิบัติการ โดยภาพรวมปัจจัยการบริหารจัดการโครงการอยู่ในระดับสำคัญมาก และประสิทธิภาพการปฏิบัติงานอยู่ในระดับความเห็นด้วยมาก ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ข้อมูลส่วนบุคคลที่แตกต่างกันไม่มีผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณพบว่า ปัจจัยด้านการจัดองค์กร การประสานงาน และการควบคุมมีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ขณะที่ด้านการวางแผนและการบังคับบัญชาสั่งการไม่พบอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้อาจเนื่องจากองค์กรมีรูปแบบการดำเนินงานที่กำหนดแผนงานและสายการบังคับบัญชาไว้อย่างชัดเจนอยู่แล้ว ส่งผลให้ปัจจัยดังกล่าวมีความแปรปรวนต่ำและไม่ใช่ตัวแปรที่สร้างความแตกต่างของประสิทธิภาพเมื่อเทียบกับการประสานงานและการควบคุม ข้อเสนอแนะ บริษัทควรพัฒนาโครงสร้างองค์กรให้ชัดเจน เสริมสร้างระบบการประสานงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมงานด้านคุณภาพ เวลา และต้นทุนเพื่อกระดับประสิทธิภาพโครงการอย่างยั่งยืน</p> สุกัญญา คำวันสา, ชิณโสณ์ วิสิฐนิธิกิจา, วัชระ ยี่สุ่นเทศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10495 Sun, 29 Mar 2026 00:00:00 +0700 การแปลงสภาพสินทรัพย์ในโลกจริง: โทเค็นของภาพวาดและงานศิลปะ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10378 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบของการแปลงสินทรัพย์จริงเป็นโทเค็นต่อสภาพคล่องของภาพวาดและงานศิลปะ รวมทั้งศึกษาศักยภาพของพิพิธภัณฑ์และนักสะสมส่วนตัวในการนำแนวคิดดังกล่าวมาใช้เป็นเครื่องมือในการระดมทุนและการซื้อสะสมผลงานศิลปะ งานวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน โดยผสานการวิเคราะห์เชิงปริมาณและเชิงคุณภาพเข้าด้วยกัน ข้อมูลเชิงปริมาณได้จากตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับตลาดศิลปะและการลงทุน ได้แก่ ข้อมูลการขายงานศิลปะในอดีต อัตราการเติบโตที่คาดหวัง ความผันผวนของอัตราการเติบโต และอัตราการแปลงสินทรัพย์เป็นโทเค็น ข้อมูลเชิงคุณภาพได้จากการอภิปรายกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารพิพิธภัณฑ์ นักสะสมผลงานศิลปะ ผู้ประเมินผลงานศิลปะ และผู้ปฏิบัติงานในแพลตฟอร์มพิพิธภัณฑ์ศิลปะออนไลน์ เพื่อสะท้อนมุมมองเกี่ยวกับโอกาสและข้อจำกัดของการนำแนวคิดดังกล่าวมาใช้ ผลการศึกษาพบว่า การวิเคราะห์เชิงปริมาณจากการจำลองแบบมอนติคาร์โลแสดงให้เห็นว่าการแปลงผลงานศิลปะเป็นโทเค็นมีผลลัพธ์ทางการเงินในเชิงบวก ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพในการเพิ่มโอกาสการลงทุนและการระดมทุนเพื่อการสะสมผลงานศิลปะ ขณะที่ผลการวิเคราะห์เชิงคุณภาพพบว่า แม้แนวทางดังกล่าวจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องและเปิดโอกาสการเข้าถึงการลงทุนในตลาดศิลปะได้มากขึ้น แต่ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับความซับซ้อนด้านกฎหมาย ประเด็นจริยธรรม และระดับความพร้อมของสถาบันในการนำแนวคิดดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ ดังนั้น การพัฒนาแนวทางกำกับดูแลที่เหมาะสม การเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และการสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเป็นปัจจัยสำคัญในการสนับสนุนการประยุกต์ใช้การแปลงสินทรัพย์ศิลปะเป็นโทเค็นอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนในอนาคต</p> เศรษฐพงศ์ วัฒนพลาชัยกูร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10378 Mon, 30 Mar 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการนิเทศการจัดการเรียนรู้ตามกรอบ ROSES Model โดยใช้กระบวนการ PDCA บูรณาการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพและการวิจัยในชั้นเรียน เพื่อยกระดับสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของครูในสถานศึกษา โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย ปทุมธานี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10443 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของครู 2) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการนิเทศโดยใช้กระบวนการ PDCA ที่บูรณาการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพและการวิจัยในชั้นเรียน 3) พัฒนารูปแบบการนิเทศตามกรอบ ROSES Model 4) ทดลองใช้รูปแบบ และ 5) ผลการใช้รูปแบบ การวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนา ดำเนินการ 5 ขั้นตอน กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยครูผู้สอน และนักเรียน รวมทั้งสิ้น 232 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบประเมินคุณภาพ แบบประเมินความพึงพอใจ และแบบประเมินสมรรถนะ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะของครูอยู่ในระดับมาก (μ = 3.81) กรอบแนวคิดประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ ปัจจัยนำเข้า กระบวนการนิเทศ ผลลัพธ์ และปัจจัยความสำเร็จ สภาพปัจจุบันอยู่ในระดับมาก สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมาก ความต้องการจำเป็นเรียงจากมากไปน้อย ได้แก่ การวิเคราะห์ผู้เรียน การออกแบบการจัดการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล และการนำผลการนิเทศไปพัฒนาคุณภาพการสอน (PNI = 0.18 ทุกด้าน) รูปแบบ ROSES Model ประกอบด้วย 3 ส่วน บูรณาการกระบวนการ PDCA กับกลไก ROSES ทั้ง 5 กลไก ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินคุณภาพรูปแบบด้านความถูกต้องความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน ผลการนำรูปแบบไปใช้พบว่า ครูมีความพึงพอใจและสมรรถนะการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับมากที่สุด และนักเรียนประเมินสะท้อนการจัดการเรียนรู้ของครูอยู่ในระดับมากที่สุด แสดงให้เห็นว่ารูปแบบมีประสิทธิผลและสามารถนำไปใช้พัฒนาการนิเทศการจัดการเรียนรู้ของสถานศึกษาได้อย่างยั่งยืน</p> กิตติ์ดนัย แจ้งแสงทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10443 Mon, 30 Mar 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาจิตนิสัยทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้กระบวนการแก้ปัญหาของโพลยา https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10456 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาจิตนิสัยทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้กระบวนการแก้ปัญหาของโพลยา 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนระหว่างก่อนกับหลังที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการแก้ปัญหาของโพลยา โดยดำเนินการทดลองตามแบบแผนการวิจัยแบบหนึ่งกลุ่ม มีการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ จังหวัดนครนายก แผนการเรียนอังกฤษ - คณิตศาสตร์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 ซึ่งมีจำนวน 15 คน ได้มาจากการคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการแก้ปัญหาของโพลยาซึ่งมีคุณภาพและความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.89) แบบวัดจิตนิสัยทางคณิตศาสตร์ที่มีค่าดัชนีความสอดคล้อง 0.60 - 1.00 และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่มีที่มีค่าดัชนีความสอดคล้อง 0.80 - 1.00 และค่าความเชื่อมั่น (α) เท่ากับ 0.71 สถิติที่ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐาน โดย The Wilcoxon signed - rank test ผลการวิจัย พบว่า 1) นักเรียนที่ได้รับการเรียนรู้ผ่านกระบวนการแก้ปัญหาของโพลยามีจิตนิสัยทางคณิตศาสตร์โดยภาพรวมหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อยู่ในระดับดีเยี่ยม (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.23, S.D. = 0.69) และหลังเรียนอยู่ในระดับค่อนข้างดี (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.38, S.D. = 1.00) และ 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการแก้ปัญหาของโพลยา สูงกว่าก่อนได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการแก้ปัญหาของโพลยา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (Z = -3.425, p &lt; .001) ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้</p> สุนารี วิเศษโวหาร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10456 Mon, 30 Mar 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาเกมเพื่อการเรียนรู้เรื่องพรรณไม้ โครงการส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10589 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อออกแบบและพัฒนาเกมเพื่อการเรียนรู้เรื่องพรรณไม้ โครงการส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ด้วยแพลตฟอร์มโรบล็อกซ์ 2) เพื่อประเมินประสิทธิภาพเกมเพื่อการเรียนรู้พรรณไม้ โครงการส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก 3) เพื่อประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้ที่มีต่อเกมเพื่อการเรียนรู้พรรณไม้ โครงการส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา โดยการพัฒนาเกมใช้โปรแกรม Roblox Studio และโปรแกรม Blender เป็นเครื่องมือหลักในการสร้างสภาพแวดล้อมสามมิติ ใช้ภาษา Lua ในการเขียนสคริปต์ควบคุมระบบต่าง ๆ ภายในเกม กลุ่มตัวอย่างวิจัย ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญ 5 คน และผู้ใช้งาน คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษา จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ เกมเพื่อการเรียนรู้เรื่องพรรณไม้ โครงการส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก แบบประเมินประสิทธิภาพและแบบประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งานที่มีต่อเกมเพื่อการเรียนรู้เรื่องพรรณไม้ โครงการส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่าผลการทดสอบประสิทธิภาพเกมเพื่อการเรียนรู้เรื่องพรรณไม้ โครงการส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ผลการประเมินประสิทธิภาพ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 4.21 , ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 0.47) ผลการประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งานในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย =4.43 , ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 0.52)</p> อภินันท์ ธรรมธีระศิษฏ์, นิพิฐพนธ์ ฤาชา, พิตรพิบูล ตาคำ, วัฒนา สุขเอม, ธวัชชัย นุ่มนวล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10589 Mon, 30 Mar 2026 00:00:00 +0700 “การส่งเสริมสถานศึกษาปลอดภัยทั้งระบบ โดยใช้ PLODPAI MODEL” ไปใช้ในการดำเนินงานด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10534 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนานวัตกรรม “การส่งเสริมสถานศึกษาปลอดภัยทั้งระบบ โดยใช้ PLODPAI MODEL” ไปใช้ในการดำเนินงานด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และผู้แทนชุมชน จำนวน 206 คน ได้มาโดยการกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซีและมอร์แกน ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ ผู้อำนวยการสถานศึกษาหรือรักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา จำนวน 7 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ในการส่งเสริมสถานศึกษาปลอดภัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 โดยภาพรวม สภาพปัจจุบันมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ส่วนสภาพที่พึงประสงค์มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด พบว่า สภาพการดำเนินงานและปัญหามีความใกล้เคียงกันใน 3 ด้าน คือ ด้านอาคารสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกมีความปลอดภัยตามบริบทของสถานศึกษา ด้านการบริหารจัดการภัยพิบัติในสถานศึกษา และด้านความปลอดภัยลดความเสี่ยงและการรับรู้ปรับตัว 2) ผลการประเมินการดำเนินงานการใช้นวัตกรรมของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 พบว่า สถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 มีผลการประเมินระดับคุณภาพ 3 ขึ้นไป ในทุกประเด็นและทุกตัวชี้วัด และ 3) ผลการประเมินความพึงพอใจที่มีต่อการใช้นวัตกรรมของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 พบว่า ความพึงพอใจที่มีต่อการใช้นวัตกรรมของสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> สมเกียรติ ชิดไธสง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10534 Mon, 30 Mar 2026 00:00:00 +0700 การบริหารการพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชนแม่น้ำเพชรบุรี สายน้ำประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม ภายใต้ชีวิตวิถีใหม่ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10346 <p>บทความฉบับนี้วัตถุประสงค์เพื่อ1) ศักยภาพชุมชนต่อการบริหาร 2) ความต้องการของนักท่องเที่ยว 3) เสนอเส้นทางท่องเที่ยวและแนว 4) ประเมินความคุ้มค่าที่ชุมชนจะได้รับจากการบริหารการพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชน การวิจัยแบบผสานวิธีโดยการวิจัยเชิงปริมาณเป็นหลัก และเชิงคุณภาพสนับสนุนจากการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากกลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักท่องเที่ยว จำนวน 400 คน จากประชากรทั้งหมด 5,344,657 คนโดยใช้เครื่องมือแบบสอบถามเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ คือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญจากกลุ่ม 3 จำนวน 27 คน พบว่า 1) ศักยภาพชุมชนกับจุดเด่นในชุมชนและผ่านสถานที่สำคัญที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว หนองโสนมีสวนชมพู่เพชรสายรุ้งพันธุ์ บ้านกุ่มมีประวัติศาสตร์ด่านส่วยภาษีอากรจากน้ำตาลโตนดในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ณ คุ้งน้ำวัดบันไดทอง บางครกมีชุมชนมอญ มีการแต่งกายแบบชาวมอญ โอมสเตย์ในวิถีชีวิตชาวมอญ ส่วนที่ชุมชนมีศักยภาพในการบริหารการพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชนแม่น้ำเพชรบุรี โดยรวมอยู่ในระดับดี 2) ความต้องการของนักท่องเที่ยวต่อการท่องเที่ยวชุมชนแม่น้ำเพชรบุรีอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.57, S.D. = 0.59) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน 3) เส้นทางท่องเที่ยว 3 เส้นทาง คือ 1) เส้นทางระยะยาวจากวัดมหาธาตุ ถึงปากอ่าวไทยบางตะบูน อำเภอบ้านแหลม 2) เส้นทางระยะยาวจากวัดมหาธาตุ ผ่านบ้านมอญ บางลำพู อำเภอบ้านแหลมถึงปากอ่าวไทย 3) เส้นทางระยะกลางจากวัดมหาธาตุ ถึง วัดเขาตะเครา อำเภอบ้านแหลม 4) ความคุ้มค่าต่อชุมชน มีการเปิดเส้นทางการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ได้รับจากการประชาสัมพันธ์ เพิ่มชื่อเสียงและการโฆษณาการท่องเที่ยวชุมชนอีกรูปแบบหนึ่ง</p> มนธนัตถ์ สินทร, เกศรินทร์ คงเหมียน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10346 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 แนวทางพัฒนาการบริหารกิจกรรมลูกเสือในยุคดิจิทัลของโรงเรียนขยายโอกาส ทางการศึกษาอำเภอพรหมพิราม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 3 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10404 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและปัญหา 2) เปรียบเทียบสภาพการบริหาร 3) หาแนวทางพัฒนา และ 4) ประเมินแนวทางพัฒนาการบริหารกิจกรรมลูกเสือในยุคดิจิทัลของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาอำเภอพรหมพิราม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 3 <br />กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครู จำนวน 178 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม และแบบประเมินคุณภาพ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test และ F-test ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหาร โดยรวม อยู่ในระดับมาก และปัญหาการบริหาร คือ ผู้บริหารและครูมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการกำหนดวิสัยทัศน์หรือทัศนคติที่เปิดรับการใช้เทคโนโลยีในการวางแผนกิจกรรมลูกเสือยังไม่ชัดเจน ผู้บริหารและครูมีวิสัยทัศน์ด้านการใช้เทคโนโลยีในการจัดโครงสร้างการบริหารกิจกรรมลูกเสือยังไม่ชัดเจน ผู้บริหารมีการสรรหาผู้บังคับบัญชาลูกเสือที่มีความรู้ด้านเทคโนโลยียังไม่เหมาะสม และระบบติดตามประเมินผลลูกเสือดิจิทัลยังไม่ชัดเจน ผู้บริหารกำหนดเกณฑ์มาตรฐานการใช้เทคโนโลยีสำหรับการติดตามและประเมินยังไม่ชัดเจน 2) การเปรียบเทียบสภาพการบริหาร ในภาพรวม พบว่า ไม่แตกต่างกัน ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 3) แนวทางพัฒนา ควรใช้ระบบสารสนเทศเป็นฐานเชื่อมโยงข้อมูลทุกระดับอย่างเป็นมาตรฐาน ให้มีความยืดหยุ่นและลดภาระงาน มีโครงสร้างและบทบาทชัดเจน ใช้แพลตฟอร์มข้อมูลกลางเชื่อมโยงทุกฝ่าย มีนโยบายและแผนพัฒนาบุคลากรที่ชัดเจน พัฒนาทักษะและการมอบหมายงานตามศักยภาพ มีการกำหนดมาตรฐาน การติดตาม วิเคราะห์ และรายงานผลที่ชัดเจน 4) การประเมินแนวทาง พบว่า ภาพรวม มีความถูกต้อง มีความเหมาะสม และมีความเป็นไปได้ อยู่ในระดับมากทุกด้าน</p> ณัธกิจ กองช้าง, ขวัญชัย ขัวนา, พฤฑฒิพล พฤฑฒิกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10404 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะชีวิตและอาชีพของนักเรียนโรงเรียนด่านขุนทด สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10533 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และแนวทางการบริหารสถานศึกษา 2) สร้างและตรวจสอบรูปแบบ 3) ศึกษาผลการใช้รูปแบบ และ 4) ประเมินรูปแบบ เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ รองผู้อำนวยการและครูผู้สอน จำนวน 105 คน โดยสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ ตามตารางของเครจซีและมอร์แกน 2) กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 7 คน เลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ เป็นแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า PNI และวิเคราะห์เชิงเนื้อหา พบว่า 1) สภาพปัจจุบันการบริหารสถานศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะชีวิตและอาชีพของนักเรียน โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนสภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด และลำดับความต้องการจำเป็นสูงสุด ได้แก่ ด้านการวัดและประเมินผล ด้านการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและชุมชน และด้านหลักสูตร ตามลำดับ แนวทางการบริหารสถานศึกษา พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษามุ่งเน้นการพัฒนาหลักสูตรที่มีความยืดหยุ่นสอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น การจัดการเรียนรู้เชิงรุก การวัดและประเมินผลที่หลากหลาย การพัฒนาสมรรถนะครูผู้สอนอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและชุมชน เพื่อให้นักเรียนได้รับการพัฒนาทักษะชีวิตและอาชีพอย่างครบถ้วนและนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างแท้จริง 2) รูปแบบที่สร้างขึ้นประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ ทักษะชีวิตและอาชีพของนักเรียน 5 ด้าน กระบวนการบริหารตามหลัก POLC และผลที่เกิดจากกระบวนการบริหารตามคู่มือการใช้รูปแบบ 7 ด้าน 3) ผลการประเมินทักษะชีวิตและอาชีพก่อนการใช้รูปแบบ อยู่ในระดับปานกลาง และหลังจากการใช้รูปแบบ อยู่ในระดับมากที่สุด และ 4) รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับสูง</p> เฉลิมยศ พุทธา, สมเกียรติ ชิดไธสง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10533 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 การบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษาในอำเภอสัตหีบ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 3 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10555 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สภาพการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษาในอำเภอสัตหีบ 2) เปรียบเทียบการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษาในอำเภอสัตหีบ และ 3) แนวทางการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษาในอำเภอสัตหีบ เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน ประชากร ได้แก่ ครูผู้สอนโรงเรียนในอำเภอสัตหีบ จำนวน 314 คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอนโรงเรียนในอำเภอสัตหีบ จำนวน 175 คน ได้มาจากตารางของเครจซีและมอร์แกน แล้วทำการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้ที่มีประสบการณ์ในการบริหารจัดการสถานศึกษา 10 ปี ขึ้นไป จำนวน 7 คน โดยเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า t-test ค่า F-test และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหารงานบุคคลของสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) การเปรียบเทียบการบริหารงานบุคคลของสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของครู จำแนกตามเพศ และระดับการศึกษา โดยภาพรวม พบว่า ไม่แตกต่างกัน ส่วนจำแนกตามประสบการณ์ทำงาน ในภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ทำการตรวจสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ พบว่า ภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) แนวทางการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษา พบว่า สถานศึกษาวิเคราะห์และกำหนดกลยุทธ์เพื่อจัดสรรคนให้เหมาะสมกับตำแหน่งและเป้าหมายของสถานศึกษาที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์และภารกิจขององค์กร โดยใช้เกณฑ์ด้านคุณสมบัติ ความรู้ ความสามารถ และความเหมาะสมกับตำแหน่ง เน้นความโปร่งใส และเป็นธรรม โดยยึดระเบียบราชการ กำกับ ติดตาม และให้คำแนะนำแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาให้ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ และจรรยาบรรณวิชาชีพ</p> สิตาภา ภูพวก, อัจศรา ประเสริฐสิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10555 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการบริหารจัดการศูนย์อพยพจากเหตุการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา พ.ศ.2568 (รอบที่ 1) ในท้องที่อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10451 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการบริหารจัดการ ปัญหาและอุปสรรค และแนวทางในการพัฒนาการบริหารจัดการศูนย์อพยพท้องที่อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี ของส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากการวิเคราะห์เอกสารที่เกี่ยวข้องและการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้างกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 26 คน แบ่งเป็นกลุ่มข้าราชการ 14 คน และกลุ่มภาคประชาชน 12 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และการวิเคราะห์เชิงอุปนัย ผลการศึกษาพบว่า เหตุการณ์ปะทะเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ส่งผลให้มีการจัดตั้งศูนย์อพยพในอำเภอเดชอุดมจำนวน 68 ศูนย์ รองรับผู้อพยพสูงสุด 22,780 คน การบริหารจัดการดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายและแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ ภาคประชาชนมีบทบาทสำคัญทั้งด้านการอพยพ การจัดตั้งและสนับสนุนศูนย์อพยพ และการเฝ้าระวังพื้นที่อย่างไรก็ตาม พบปัญหาความสับสนด้านบทบาทหน้าที่ การรับรู้แผนปฏิบัติที่ไม่ทั่วถึง ปัญหาการจราจรและการจัดสรรทรัพยากร รวมถึงข้อวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการใช้งบประมาณเงินทดรองราชการ โดยสรุป แม้การบริหารจัดการดำเนินการได้ในภาพรวม แต่ยังควรพัฒนาการบูรณาการแผน การสื่อสาร และกลไกสนับสนุนงบประมาณเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในอนาคต แนวทางในการพัฒนาการบริหารจัดการศูนย์อพยพท้องที่อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานีประกอบด้วย การพัฒนาระบบแผนและโครงสร้างการสั่งการให้มีเอกภาพ การพัฒนาระบบข้อมูลและการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรและการสื่อสารในภาวะวิกฤตและการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและการบริหารจัดการอย่างโปร่งใส</p> พฤหัสบดินทร์ พันธุ์ชัยเพชร, วิษณุ สุมิตสวรรค์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10451 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงกีฬาตามความต้องการของนักท่องเที่ยว ในจังหวัดชลบุรี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10452 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของปัจจัยองค์ประกอบของการท่องเที่ยวเชิงกีฬาที่มีต่อความต้องการของนักท่องเที่ยว และเสนอแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงกีฬาที่สอดคล้องกับความต้องการของนักท่องเที่ยวใน จังหวัดชลบุรี โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสาน การวิจัยเชิงปริมาณเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เข้าร่วมกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา ซึ่งไม่ทราบจำนวนประชากรที่แน่นอน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจำนวน 210 คน โดยใช้การเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง ขณะที่การวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 5 คน การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมานด้วยการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (F = 149.344, Sig. = .001) มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ (R) เท่ากับ .886 และค่า Adjusted R Square เท่ากับ .780 แสดงว่าปัจจัยองค์ประกอบของการท่องเที่ยวเชิงกีฬาสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนความต้องการของนักท่องเที่ยวได้ร้อยละ 78.0 เมื่อพิจารณารายตัวแปร พบว่า ด้านที่พักมีอิทธิพลสูงสุด รองลงมา ได้แก่ ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก ด้านการเข้าถึง และด้านสิ่งดึงดูดใจ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนด้านกิจกรรมพบว่าไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ข้อเสนอแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงกีฬาประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ได้แก่ การวิเคราะห์บริบทและศักยภาพพื้นที่ การพัฒนาองค์ประกอบการท่องเที่ยวเชิงกีฬา การบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วน การออกแบบผลิตภัณฑ์และเส้นทางการท่องเที่ยว การพัฒนาอีเวนต์กีฬาและการตลาดเชิงกลยุทธ์ และการติดตามประเมินผลเพื่อความยั่งยืน</p> สมลักษ์ สุทธิประภา, ปทัญทิญา สิงห์คราม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10452 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 ผลของการใช้เทคนิคสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทางร่วมกับเกม Spot It เพื่อพัฒนาการจดจำคำศัพท์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10593 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบการพัฒนาการจดจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษก่อนและหลังการจัดการเรียนสอนโดยใช้เทคนิคการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทางร่วมกับเกม Spot it ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และ 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้เทคนิคการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทางร่วมกับเกม Spot it ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านบางใหญ่ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 25 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทางร่วมกับเกม Spot it แบบรายชั่วโมง จำนวน 8 แผน 2) เกม Spot it 3) แบบประเมินคำศัพท์ภาษาอังกฤษก่อนเรียนและหลังเรียน จำนวน 20 ข้อ ซึ่งเป็นแบบทดสอบประเภทแบบทดสอบเลือกตอบ และ 4) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้เทคนิคสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทางร่วมกับเกม Spot it โดยผลการวิจัยพบว่า ผลการเปรียบเทียบการพัฒนาการจดจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษก่อนและหลังการจัดการเรียนสอนโดยใช้เทคนิคการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทางร่วมกับเกม Spot It โดยใช้คำศัพท์ในหมวดหมู่ Action Verbs สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 พบว่า คะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .01 และความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนโดยใช้เทคนิคการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทางร่วมกับเกม Spot It พบระดับความพึงพอใจของนักเรียนอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.75, S.D. = 0.16)</p> ศิริรัตน์ พัฒน์ฉิม, พจนาถ ขอประเสริฐ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10593 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 รูปแบบการบริหารสถานศึกษาวิถีใหม่ด้วยกระบวนการ 5P Strategy เพื่อเสริมสร้างระบบการประกันคุณภาพการศึกษาภายในของ โรงเรียนบ้านกลาง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10426 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา พัฒนา ทดลองใช้ และประเมินผลรูปแบบการบริหารสถานศึกษาวิถีใหม่ด้วยกระบวนการ 5P Strategy เพื่อเสริมสร้างระบบการประกันคุณภาพการศึกษาภายในของโรงเรียนบ้านกลาง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 โดยดำเนินการวิจัยใน 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ศึกษาองค์ประกอบของรูปแบบจากเอกสาร บริบทของโรงเรียน และการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ 2) พัฒนารูปแบบโดยยกร่างและตรวจสอบความตรง 3) ทดลองใช้รูปแบบ และ 4) การประเมินรูปแบบกับคณะกรรมการการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา จำนวน 15 คน ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการบริหารสถานศึกษาวิถีใหม่ด้วยกระบวนการ 5P Strategy ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบหลัก คือ หลักการ จุดมุ่งหมาย องค์ประกอบการพัฒนาคุณภาพการศึกษาใน 3 ด้าน การบริหารสถานศึกษาวิถีใหม่ด้วยกระบวนการ 5P Strategy ซึ่งประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ (1) ขั้นปรับฐาน (Preparation) : เตรียมพร้อมทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐาน (2) ขั้นปักเป้า (Pursuit) : กำหนดเป้าหมายและมุ่งสู่ความสำเร็จ (3) ขั้นประสาน (Partnership) : ประสานพลังและร่วมมือกันอย่างเป็นระบบ (4) ขั้นประเมิน (Performance) : ประเมินผลและวิเคราะห์องค์รวม (5) ขั้นปรับปรุง (Progress) : ปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงผลลัพธ์ และเงื่อนไขสู่ความสำเร็จและการเติบโตอย่างยั่งยืน ผลการทดลองใช้รูปแบบพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการของผู้เรียนอยู่ในระดับดีเลิศ และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียนอยู่ในระดับยอดเยี่ยม เป็นไปตามค่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ <br>ส่วนผลการประเมินรูปแบบการบริหารสถานศึกษาวิถีใหม่ด้วยกระบวนการ 5P Strategy พบว่า ในภาพรวมมีความเป็นไปได้ ความเป็นประโยชน์ ความถูกต้องครอบคลุม และความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด แสดงให้เห็นว่ารูปแบบการบริหารนี้สามารถนำไปใช้พัฒนาระบบการประกันคุณภาพการศึกษาภายในของสถานศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> ธราเดช มหปุญญานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10426 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 ผลการใช้ชุดกิจกรรมแนะแนวเพื่อส่งเสริมการนำตนเองด้านการเรียนภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านลำมะโกรก จังหวัดกำแพงเพชร https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10559 <p>การเรียนภาษาอังกฤษมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นกุญแจสำคัญในการเปิดประตูสู่โอกาสที่ไร้ขีดจำกัด เช่น การเข้าถึงแหล่งข้อมูลความรู้ระดับโลกที่ส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบภาษาอังกฤษ เพิ่มความสามารถ<br />ด้านการแข่งขันในการทำงาน ดังนั้นในการจัดการเรียนการสอนครูผู้สอนจึงจำเป็นต้องหาวิธีการที่จะส่งเสริมให้การเรียนวิชาภาษาอังกฤษให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงเป็นที่มาของการศึกษาวิจัยเรื่องผลการใช้ชุดกิจกรรมแนะแนวเพื่อส่งเสริมการนำตนเองด้านการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านลำมะโกรก จังหวัดกำแพงเพชร โดยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบการนำตนเองด้านการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมแนะแนว และ 2) เพื่อเปรียบเทียบการนำตนเองด้านการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังการใช้ชุดกิจกรรมแนะแนวและระยะติดตามผล โดยการวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียน<br />ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านลำมะโกรก จำนวน 30 คน โดยศึกษาจากประชากรทั้งหมด เครื่องมือการวิจัยคือแบบวัดการนำตนเองด้านการเรียนภาษาอังกฤษมีค่าความเที่ยงทั้งฉบับอยู่ที่ 0.85 และชุดกิจกรรมแนะแนวมีจำนวน 12 กิจกรรมมีความเหมาะสมระดับ 0.05 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) หลังเข้าร่วมกิจกรรม นักเรียนมีระดับการนำตนเองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 2) ระดับการนำตนเองในระยะหลังทดลองและระยะติดตามผลไม่มีความแตกต่างกัน ซึ่งแสดงถึงความคงทนของพฤติกรรมที่เกิดขึ้น</p> ศรัญญา อิสสะอาด, วัลภา สบายยิ่ง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10559 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดนตรีของผู้เรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดบ่อมะปริง โดยใช้การจัดการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการปฏิบัติ ร่วมกับแนวคิดของซูซูกิ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10372 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดนตรีของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้การจัดการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการปฏิบัติร่วมกับแนวคิดของซูซูกิ และ 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนต่อการจัดการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 21 คน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนวัดบ่อมะปริง โดยใช้วิธีการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการปฏิบัติร่วมกับแนวคิดของซูซูกิ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดนตรี และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียนต่อการจัดการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และสถิติที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดนตรีของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดบ่อมะปริง โดยใช้การจัดการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการปฏิบัติร่วมกับแนวคิดของซูซูกิ มีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน 11.43 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 3.76 และคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน 14.67 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 4.82 คะแนนเฉลี่ยผลการเรียนหลังการเรียนสูงกว่าก่อนการเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) ความพึงพอใจของผู้เรียนต่อการจัดการเรียนรู้โดยภาพรวม มีค่าเฉลี่ย 3.81 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.09 มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า บางข้อที่มีความพึงพอใจระดับปานกลาง มีข้อเสนอแนะว่าควรเน้นการลงมือปฏิบัติให้มากขึ้น พร้อมกับปรับเกณฑ์การประเมินให้มีความชัดเจน นอกจากนี้ควรเพิ่มความท้าทายผ่านกิจกรรมที่หลากหลายแทนการใช้เพียงแบบฝึกหัดเติมคำ เพื่อให้ผู้เรียนรู้สึกสนุกกับการเรียน</p> เบญจมาศ พิกุลทอง, รัชชานนท์ มีเดช, แมน เชื้อบางแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10372 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 ผลการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการคิดเชิงออกแบบที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนรู้คณิตศาสตร์เรื่อง การชั่งสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10389 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การชั่ง สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างก่อนกับหลังใช้การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการคิดเชิงออกแบบ และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการคิดเชิงออกแบบการ สุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่มโดยวิธีการจับสลาก คือ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 จำนวน 20 คน โรงเรียนสารสาสน์วิเทศปทุมธานี อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี จำนวน 59 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การชั่ง จำนวน 6 แผน ผลการประเมินความเหมาะสมของแผน อยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.86, S.D = 0.28) ล2) แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้คณิตศาสตร์ มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.67-1.00 และ 3) แบบสัมภาษณ์ความพึงพอใจที่มีต่อการจัดประสบการณ์ศิลปะสร้างสรรค์ มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.67-1.00 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีแบบไม่อิสระต่อกัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องการชั่ง สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา 3 ที่โดยใช้การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการคิดเชิงออกแบบหลังทดลอง (18.10) (สูงกว่าก่อนทดลอง (15.25) อยู่ในระดับดีมาก และ 2) นักเรียนประถมศึกษาปีที่ 3 มีความพึงพอใจสูงในการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการคิดเชิงออกแบบ ต้องการทำกิจกรรมลักษณะนี้เพิ่มอีกในอนาคต นักเรียนบูรณาการทักษะทางคณิตศาสตร์กับศิลปะสร้างผลงานอย่างสร้างสรรค์ การใช้วัสดุ เทคนิค และขั้นตอน แสดงถึงความเข้าใจในกระบวนการเรียนรู้และเกิดแรงจูงใจในการเรียนรู้</p> กนกวรรณ รักขติวงศ์, ณัฏฐ์รดา ไชยอัครพงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10389 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 พลวัตภาระงบประมาณกองทุนประกันสังคมและสถานการณ์แรงงานผู้สูงอายุ จังหวัดนนทบุรีในรอบทศวรรษ (พ.ศ. 2558 - 2567) https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10504 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของภาระงบประมาณกองทุนประกันสังคมจังหวัดนนทบุรีในรอบ 10 ปี 2) วิเคราะห์ผลกระทบของวิกฤตการณ์โควิด-19 ต่อเสถียรภาพการจ้างงาน และ 3) ประเมินทิศทางภาระค่าใช้จ่ายกรณีชราภาพภายใต้บริบทสังคมสูงวัย เป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยวิเคราะห์ข้อมูลอนุกรมเวลาและแบบจำลองพยากรณ์แนวโน้ม จากรายงานสถานการณ์แรงงานจังหวัดนนทบุรี จำนวน 10 ฉบับ (พ.ศ. 2558-2567) ครอบคลุมผู้ประกันตนกว่า 7.7 แสนคน ผลการศึกษาพบการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่มีนัยสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1) ภาวะกับดักงบประมาณผู้สูงวัย โครงสร้างรายจ่ายกองทุนได้เปลี่ยนผ่านจากภาระด้านสุขภาพไปสู่ด้านชราภาพอย่างสมบูรณ์ โดยในปี 2567 มูลค่าการจ่ายเงินกรณีชราภาพพุ่งสูงถึง 454.88 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 56.97 ของเงินสิทธิประโยชน์รวม ซึ่งสูงกว่ากรณีสงเคราะห์บุตรและเจ็บป่วยอย่างมีนัยสำคัญ 2) รอยแผลเป็นทางเศรษฐกิจจากวิกฤต วิกฤตโควิด-19 ส่งผลให้ยอดการเบิกจ่ายกรณีว่างงานพุ่งสูงขึ้นในช่วงปี 2563-2564 และทิ้งผลกระทบระยะยาวต่อสถานประกอบการขนาดเล็ก (1 - 9 คน) ซึ่งในปี 2567 กลุ่มนี้ยังคงมีสัดส่วนการเลิกจ้างสูงถึงร้อยละ 95.04 ของกิจการที่ปิดตัวทั้งหมด และ 3) โครงสร้างการพึ่งพิงระบบบริการเอกชน ผู้ประกันตนร้อยละ 85.88 ยังคงเลือกใช้บริการสถานพยาบาลเอกชนอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงต้นทุนแฝงในการบริหารจัดการ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายมุ่งเน้นการปฏิรูปความยั่งยืนทางการคลังผ่านการขยายอายุเกษียณภาคสมัครใจ การปรับเพดานเงินสมทบให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจ และการสร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้าสำหรับวิสาหกิจขนาดย่อมเพื่อลดภาระกรณีว่างงาน เพื่อรักษาสมดุลทางการคลังอย่างยั่งยืน</p> รชต จุฑาผิว, ลักขณา รุ่งโรจน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10504 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 แนวทางยกร่างกฎหมายและพัฒนาระบบการพิจารณาคดีเกี่ยวกับพระสงฆ์ไทย https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10900 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนวทางในการยกร่างกฎหมายและพัฒนาระบบการพิจารณาคดีเกี่ยวกับพระสงฆ์ให้เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทย เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน ได้แก่ การศึกษาข้อมูลจากเอกสารทางวิชาการ กฎหมาย และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 คน และการจัดกิจกรรมประชุมกลุ่มย่อยกับผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 20 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า &nbsp;ต้องบูรณาการหลักพระธรรมวินัยกับกฎหมายสมัยใหม่ โดยอาศัยทฤษฎีการลงโทษสามมิติ ประกอบด้วย การรักษาความสงบเรียบร้อยและคุณธรรมทางกฎหมาย การกำหนดโทษที่เหมาะสมกับบุคคลตามหลัก Neo-Classical School และการป้องกันฟื้นฟูตามแนวคิด Positive School เพื่อยกระดับพระธรรมวินัยจาก Soft Law สู่ Hard Law ที่บังคับใช้ได้จริง โดยองค์ประกอบสำคัญของระบบที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 1) การตรากฎหมายรองรับในหลายระดับตั้งแต่รัฐธรรมนูญจนถึงกฎระเบียบ 2) องค์คณะผู้พิจารณาแบบผสมที่มีผู้ทรงคุณวุฒิทั้งด้านพระธรรมวินัยและกฎหมาย 3) วิธีพิจารณาคดีแบบไต่สวนที่เน้นการค้นหาความจริง พร้อมคุ้มครองสิทธิตาม due process 4) การกำหนดขอบเขตอำนาจที่ชัดเจนไม่ทับซ้อนกับศาลยุติธรรม 5) ระบบอุทธรณ์และการทบทวนคำวินิจฉัย 6) มาตรการทางวินัยที่หลากหลายและได้สัดส่วน และ 7) การรักษาความเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมือง นอกจากนี้ บทเรียนจากศรีลังกาและพม่าสะท้อนความท้าทายในการสร้างสมดุลระหว่างความเป็นอิสระของสถาบันศาสนากับกลไกตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้น ความสำเร็จของการพัฒนาระบบขึ้นอยู่กับการดำเนินการในสี่มิติ คือ ด้านกฎหมาย ด้านสถาบัน ด้านบุคลากร และด้านสังคม หากสามารถบูรณาการได้ครบถ้วน จะสร้างระบบที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และฟื้นฟูศรัทธาของประชาชนต่อพระพุทธศาสนาอย่างยั่งยืน</p> พระครูนิติธรรมบัณฑิต (สุริยา คงคาไหว), พระปราโมทย์ วาทโกวิโท, นรากร ทองแท้, จรัญ ศรีสุข, ชวนะ ทองนุ่น, สมบัติ วงศ์กำแหง, ไตรรงค์ ชัยชนะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10900 Sun, 05 Apr 2026 00:00:00 +0700 พลวัตการขับเคลื่อนพลังทางสังคมเพื่อการสืบสาน และสร้างสรรค์ประเพณีท้องถิ่นในลุ่มน้ำตาปี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10322 <p>บทความนี้ศึกษากระบวนการขับเคลื่อนพลังทางสังคมเพื่อการสืบสานและสร้างสรรค์ประเพณีท้องถิ่นลุ่มน้ำตาปี ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสังคมเมืองและกระแสโลกาภิวัตน์ที่ส่งผลให้ประเพณีดั้งเดิมเผชิญกับภาวะวัฒนธรรมประดิษฐ์และการขาดช่วงของคนรุ่นใหม่ ผลทบทวนวรรณกรรม พบว่า การธำรงรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม จำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพางบประมาณภาครัฐในลักษณะบนลงล่าง ไปสู่การใช้ “พลังทางสังคม” ซึ่งประกอบด้วยทุนทางสังคมแบบผูกพัน และทุนทางสังคมแบบสะพาน โดยมีกลไกขับเคลื่อนสำคัญ 3 ระดับ คือ ระดับปัจเจกที่เน้นการสร้างจิตสำนึก ระดับกลุ่มและองค์กรที่ใช้บรรทัดฐานทางสังคมกำกับดูแล และระดับเครือข่ายเชิงพื้นที่ที่บูรณาการภาคี “บวร” (บ้าน-วัด-โรงเรียน-ราชการ) พลวัตการขับเคลื่อนในปัจจุบันมีการปรับตัวผ่าน 5 กลุ่มพลังหลัก ได้แก่ ชุมชน ภาครัฐ ภาคประชาสังคม สถาบันศาสนา และภาคเอกชน โดยมีการตีความใหม่ทางวัฒนธรรม เพื่อรักษาสมดุลระหว่างรากเหง้าดั้งเดิมกับนวัตกรรมสมัยใหม่ เพื่อเปลี่ยนทุนวัฒนธรรมให้เป็น “ทุนเพื่อการพัฒนา” ที่สร้างรายได้กลับสู่ชุมชน ซึ่งกระบวนการนี้ยังเผชิญความท้าทายจากความตึงเครียดระหว่างแนวคิดอนุรักษ์ดั้งเดิมกับความสมัยใหม่ รวมถึงความเสี่ยงต่อการสูญเสียความแท้จริงจากการทำให้วัฒนธรรมกลายเป็นสินค้าเพื่อการท่องเที่ยว โดยมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 3 ประการ ได้แก่ 1) การจัดตั้งสภาวัฒนธรรมลุ่มน้ำตาปีภาคประชาชน เพื่อสร้างอำนาจต่อรองและธรรมนูญชุมชน 2) การพัฒนาระบบธนาคารข้อมูลมรดกวัฒนธรรมดิจิทัล เพื่อจัดเก็บภูมิปัญญาด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ และ 3) การยกระดับพื้นที่สู่เขตเศรษฐกิจสร้างสรรค์บนฐานทุนวัฒนธรรม เพื่อเปลี่ยนจากงานประเพณีชั่วคราวให้เป็นวิถีเศรษฐกิจที่พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนและทรงคุณค่าในสังคมร่วมสมัย</p> พระอธิการสุริยพงษ์ อชิโต (ศรีเทพ) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10322 Sun, 29 Mar 2026 00:00:00 +0700 ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับสถานะผู้สร้างสรรค์ของผลงานที่สร้างโดยปัญญาประดิษฐ์ในระบบกฎหมายลิขสิทธิ์ไทย https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10611 <p>การพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์เชิงกำเนิดได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญต่อกระบวนการสร้างสรรค์ผลงานในยุคดิจิทัล เนื่องจากระบบปัญญาประดิษฐ์สามารถสร้างเนื้อหาในรูปแบบต่าง ๆ เช่น งานวรรณกรรม ศิลปกรรม ดนตรี และสื่อดิจิทัลได้โดยอาศัยกระบวนการเรียนรู้ของเครื่องและการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ ความสามารถดังกล่าวทำให้เกิดประเด็นปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการกำหนดสถานะของ “ผู้สร้างสรรค์” ในผลงานที่สร้างโดยปัญญาประดิษฐ์ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของระบบกฎหมายลิขสิทธิ์ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับสถานะผู้สร้างสรรค์ของผลงานที่สร้างโดยปัญญาประดิษฐ์ในระบบกฎหมายลิขสิทธิ์ไทย พร้อมทั้งวิเคราะห์ข้อจำกัดของกฎหมายและเสนอแนวทางพัฒนาให้สอดคล้องกับเทคโนโลยี พบว่า พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าการสร้างสรรค์เป็นกิจกรรมของมนุษย์ โดยมาตรา 4 กำหนดให้ “ผู้สร้างสรรค์” เป็นผู้ก่อให้เกิดงาน และมาตรา 8 กำหนดให้ผู้สร้างสรรค์เป็นผู้มีลิขสิทธิ์ อย่างไรก็ตาม บทบัญญัติดังกล่าวไม่สามารถรองรับผลงานที่สร้างโดยปัญญาประดิษฐ์ได้อย่างชัดเจน เนื่องจากปัญญาประดิษฐ์มิใช่บุคคลตามกฎหมาย ขณะที่บุคคลที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้พัฒนา หรือผู้ใช้ระบบ อาจมิได้มีบทบาทเป็นผู้สร้างสรรค์โดยตรง ความไม่ชัดเจนดังกล่าวก่อให้เกิดปัญหาในการกำหนดสถานะผู้สร้างสรรค์ การได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ตามมาตรา 8 การใช้สิทธิทางศีลธรรมซึ่งผูกพันกับบุคคล และความเสี่ยงจากการใช้ข้อมูลที่มีลิขสิทธิ์ในการฝึกระบบ อันสะท้อนถึงช่องว่างทางกฎหมายในระบบลิขสิทธิ์ไทย จึงขอเสนอแนะว่า 1) ควรกำหนดหลักเกณฑ์ในการระบุผู้มีสิทธิในผลงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการของปัญญาประดิษฐ์ 2) ควรปรับปรุงมาตรา 4 และมาตรา 8 ให้รองรับรูปแบบการสร้างสรรค์ใหม่ และ 3) ควรกำหนดกลไกคุ้มครองเฉพาะสำหรับผลงานที่สร้างโดยปัญญาประดิษฐ์ เพื่อส่งเสริมความชัดเจนทางกฎหมายและการพัฒนานวัตกรรม</p> วราภรณ์ อัศวลาภสกุล, โชต อัศวลาภสกุล, วัฒนา คณาวิทยา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10611 Mon, 30 Mar 2026 00:00:00 +0700 พลเมืองเข้มแข็งกับระบบการจัดการภัยพิบัติ ความร่วมมือระหว่างรัฐ อาสาสมัครและประชาชน https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10435 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาความเป็นพลเมือง ในมิติพลเมืองโดยมุ่งเน้นไปที่แนวคิดเรื่องพลเมืองเข้มแข็งในฐานะกลไกสำคัญภายในกับระบบการจัดการภัยพิบัติ ความร่วมมือระหว่างรัฐ อาสาสมัคร และประชาชน ท่ามกลางบริบทโลกปัจจุบันยุคที่ภัยพิบัติทางธรรมชาติและภัยพิบัติที่อุบัติขึ้นที่เกิดจากน้ำมือของมนุษย์ซึ่งทวีความรุนแรงและมีความซับซ้อนบ่อยมากยิ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้รูปแบบการจัดการภัยพิบัติแบบแนวดิ่ง โดยภาครัฐเพียงฝ่ายเดียวไม่เพียงพอต่อการรับมืออีกต่อไป การจัดการภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพในยุคสมัยใหม่ซึ่งมีความจำเป็นต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนที่สร้างเครือข่ายความร่วมมือทุกภาคส่วน ที่สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างรัฐ อาสาสมัคร และภาคประชาชน โดยเฉพาะบทบาทของ “พลเมืองเข้มแข็ง”เป็นแกนกลาง พลเมืองกลุ่มนี้ไม่ได้หมายถึงเพียงผู้อยู่อาศัยในพื้นที่เท่านั้น แต่หมายถึงประชาชนที่มีความรู้ ความเข้าใจในความเสี่ยง มีทักษะในการเอาตัวรอด และเหนือสิ่งอื่นใดคือการมีจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ชุมชน โดยเน้นให้เห็นถึงบทบาทของพลเมืองเข้มแข็งในด้านการลดความเสี่ยง การเตรียมความพร้อม การตอบสนอง และการฟื้นฟูภายหลังภัยพิบัติ การศึกษาบทความทางวิชาการนี้อ้างอิงจากเอกสารวิชาการ งานวิจัย และกรณีศึกษาที่เกี่ยวข้อง โดยผลการศึกษาเสนอว่าการสร้างระบบความร่วมมือที่มีประสิทธิภาพนั้นต้องเริ่มจากการส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของประชาชน สนับสนุนการจัดตั้งเครือข่ายอาสาสมัครในชุมชน และการเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาสังคมมีบทบาทร่วมกับรัฐในทุกระยะของการจัดการภัยพิบัติ</p> กรณ์พณัฏฐ์ ชนะชนม์, ทักษ์สรณ์ธัญ กองพิมพ์, สถาวิทย์ จันจุฬา, สุธีญา พรหมมาก, ทชาน์ศิริก์ สุขเกษม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10435 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 บทบาทการแนะแนวเชิงพุทธ: เพื่อสร้างพลังใจและเป้าหมายชีวิตของผู้เรียน https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10374 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวคิดและบทบาทของการแนะแนวเชิงพุทธในการเสริมสร้างพลังใจ ความมุ่งมั่น และการกำหนดเป้าหมายชีวิตของผู้เรียนในบริบทการศึกษาร่วมสมัย ผู้เรียนจำนวนมากกำลังเผชิญ<br />กับความเครียด ความกดดันทางการเรียน และความไม่ชัดเจนในทิศทางชีวิต ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เทคโนโลยีดิจิทัล และการแข่งขันทางการศึกษา สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อแรงจูงใจและการพัฒนาตนเอง<br />ในระยะยาว ทำให้การพัฒนาภายในจิตใจกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องให้ความสนใจอย่างจริงจัง บทความจึงชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นของการแนะแนวที่ดูแลผู้เรียนอย่างรอบด้าน ทั้งด้านวิชาการ จิตใจ อารมณ์ และคุณธรรม โดยบูรณาการแนวคิดทางการศึกษา จิตวิทยาเชิงบวก และพุทธจิตวิทยา เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการตระหนักรู้ตนเอง การสะท้อนคิด และการพัฒนาศักยภาพภายในอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น การแนะแนวเชิงพุทธเน้นบทบาทครูแนะแนวในฐานะ “กัลยาณมิตร” ผู้สร้างความไว้วางใจ เปิดพื้นที่ปลอดภัยทางใจ เอื้ออำนวยการเรียนรู้ที่มีความหมาย โดยใช้หลักอิทธิบาท 4 เป็นกลไกเสริมสร้างพลังใจ และแรงจูงใจภายใน <br />ใช้หลักอัตถะ 3 เป็นกรอบในการกำหนดเป้าหมายชีวิต ครอบคลุมทั้งประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่น และประโยชน์สูงสุด ผลการสังเคราะห์เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องสะท้อนว่า การแนะแนวเชิงพุทธสามารถพัฒนาผู้เรียนแบบองค์รวมทั้งด้านปัญญา จิตใจ และคุณธรรม เสริมสร้างแรงจูงใจภายใน ความยืดหยุ่นทางจิตใจ ความชัดเจน<br />ในเป้าหมายชีวิต และทักษะการกำกับตน นำไปสู่การเรียนรู้อย่างมีความหมาย สอดคล้องกับเป้าหมายการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะควบคู่คุณธรรม บทความนี้จึงเป็นข้อเสนอแนะเชิงแนวคิดเพื่อให้สถานศึกษานำไปประยุกต์ใช้ในการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การให้คำปรึกษาแก่ผู้เรียนต่อไป</p> สายหยุด มีฤกษ์, พระมหามนตรี มนฺตวีโร (เกิดสีทอง), พระตฤณกร ปิยธมฺโม (เมืองมั่งคั่ง), มณฑกานต์ แป้นกลม, พระนพดล อนาลโย (บุญประจักษ์) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมพัฒนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/10374 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700