วารสารนิติศาสตร์ศรีปทุม https://so07.tci-thaijo.org/index.php/Lawllmjournal <p><strong><img src="https://so07.tci-thaijo.org/public/site/images/spulawllmjournal/---4.png" alt="" width="1366" height="768" /></strong></p> <p><strong>วารสารนิติศาสตร์ศรีปทุม</strong><br />ISSN : 3088-2028 (Online)</p> <p><strong>วัตถุประสงค์ (Aims)</strong><br />คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ได้จัดทำวารสารนิติศาสตร์ศรีปทุม เพื่อให้เป็นวารสารวิชาการสำหรับนักศึกษา อาจารย์ นักวิจัย และนักวิชาการทั้งภายในและภายนอก เพื่อเผยแพร่ผลงานวิชาการในรูปแบบของบทความวิชาการและบทความวิจัย เป็นการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการในด้านกฎหมายอาญา กฎหมายมหาชน กฎหมายธุรกิจ กฎหมายระหว่างประเทศ กฎหมายการค้าระหว่างประเทศ กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และด้านรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์การเมืองการปกครอง การศึกษา บริหารการศึกษา นวัตกรรมการบริหารการศึกษา สังคมวิทยา และสหวิทยาการให้กว้างขวางยิ่งขึ้น จัดตีพิมพ์เผยแพร่สู่วงการวิชาการและสาธารณชนผู้สนใจทั่วไป พร้อมทั้งต้องการยกระดับให้เป็นวารสารระดับชาติและนานาชาติ</p> <p><strong>ขอบเขต (Scope)</strong><br /><span style="font-size: 0.875rem;">วารสารนิติศาสตร์ศรีปทุม รับพิจารณาบทความวิชาการ บทความวิจัย ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยขอบเขตเนื้อหาทางวิชาการของวารสารนิติศาสตร์ศรีปทุม จะครอบคลุมเนื้อหาด้านกฎหมายอาญา กฎหมายมหาชน กฎหมายธุรกิจ กฎหมายระหว่างประเทศ กฎหมายการค้าระหว่างประเทศ กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และด้านรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์การเมืองการปกครอง การศึกษา บริหารการศึกษา นวัตกรรมการบริหารการศึกษา สังคมวิทยา และสหวิทยาการ </span></p> <p><strong>ประเภทบทความที่รับ (Types of Articles)</strong><br />1. บทความทางวิชาการ (Article) <br />2. บทความงานวิจัย (Research Article)</p> <p><strong>กำหนดการออกเผยแพร่ (Publication Frequency)</strong><br />มีกำหนดตีพิมพ์เผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ คือ <br />ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม - มิถุนายน<br />ฉบับที่ 2 เดือน กรกฎาคม - ธันวาคม</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการเสนอบทความเพื่อตีพิมพ์</strong><br />วารสารนิติศาสตร์ศรีปทุม คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการเสนอบทความ และค่าตีพิมพ์เผยแพร่บทความในวารสาร<br />(ยกเว้นกรณีที่ผู้ส่งบทความประสงค์ขอถอนบทความและวารสารได้ส่งบทความให้ผู้ประเมินแล้ว ผู้ส่งบทความจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายตามอัตราหรือเงื่อนไขที่วารสารฯ กำหนด)</p> <p><strong>ต้นฉบับทุกเรื่องที่พิมพ์เผยแพร่ได้รับการตรวจสอบความถูกต้องทางวิชาการ โดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) ด้วยรูปแบบ Semi-Blind Peer Review เฉพาะสาขานิติศาสตร์และสังคมศาสตร์ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจากหลากหลายสถาบัน จำนวน 3 คน</strong></p> <p>** Blind Peer Review หมายความว่า ต้องไม่มีการเปิดเผยชื่อและข้อมูลใด ๆ (รวมถึงต้นสังกัด) ของผู้ทรงคุณวุฒิ ถ้าหากอยากเปิดเผยกองบรรณาธิการต้องพิจารณาดำเนินการอย่างน้อย 2 ข้อ ดังนี้<br />1) ระบุให้ชัดเจนบนเว็บไซต์ของวารสารว่าเป็นการ Semi-Blind Peer Review กล่าวคือ เปิดเผยข้อมูลบางส่วน เช่น ชื่อ-สกุล หรือ ต้นสังกัดผู้ประเมิน เป็นต้น<br />2) แจ้งและขอความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้ทรงคุณวุฒิขณะเชิญพิจารณาบทความ **</p> Master of Laws, School of Law, Sripatum University th-TH วารสารนิติศาสตร์ศรีปทุม 3088-2028 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับการใช้ Mobile Banking สำหรับผู้สูงอายุในเขตกรุงเทพมหานคร https://so07.tci-thaijo.org/index.php/Lawllmjournal/article/view/9350 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาเปรียบเทียบปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับการใช้โมบายแบงกิ้งในยุคดิจิทัลสำหรับผู้สูงอายุในเขตกรุงเทพมหานคร จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 2) ศึกษาเปรียบเทียบพฤติกรรมการใช้โมบายแบงค์กิ้งในยุคดิจิทัลสำหรับผู้สูงอายุในเขตกรุงเทพมหานคร จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัย เชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเป็นผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปที่อาศัยอยู่ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 398 คน การสุ่มตัวอย่างใช้วิธีการเลือกอย่างง่ายเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ค่าร้อยละ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test และ F-test ใช้สำหรับการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA) ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้สูงอายุที่มีปัจจัยส่วนบุคคลแตกต่างกันมีปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับการใช้โมบายแบงกิ้งในยุคดิจิทัลสำหรับผู้สูงอายุในเขตกรุงเทพมหานครที่ไม่แตกต่างกัน และ 2) ผู้สูงอายุที่มีปัจจัยส่วนบุคคลแตกต่างกัน มีพฤติกรรมการใช้โมบายแบงค์กิ้งในยุคดิจิทัลสำหรับผู้สูงอายุในเขตกรุงเทพมหานครที่ไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติ</p> พระครูสิริภูรินิทัศน์ (ภูริณัฐ ดิษสวรรค์) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิติศาสตร์ศรีปทุม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-26 2025-12-26 10 2 1 35 การพัฒนาการเรียนรู้การใช้ AI ในการจัดการเรียนการสอนของนักศึกษาระดับปริญญาตรีในเขตกรุงเทพมหานคร: การศึกษาเชิงคุณภาพ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/Lawllmjournal/article/view/9348 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางในการพัฒนาการเรียนรู้การใช้ AI ในการจัดการเรียนการสอนของนักศึกษาระดับปริญญาตรี ในเขตกรุงเทพมหานคร เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเป็นผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 คน ใช้การเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการตีความวิเคราะห์เนื้อหาจากการสัมภาษณ์ ผลการวิจัยพบว่า แนวทางในการพัฒนาการเรียนรู้การใช้ AI ในการจัดการเรียนการสอนของนักศึกษาระดับปริญญาตรีในเขตกรุงเทพมหานครควรมุ่งเน้นการบูรณาการเทคโนโลยี AI เข้ากับกระบวนการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ เช่น การจัดอบรมและเวิร์กช็อปเพื่อพัฒนาทักษะการใช้เครื่องมือ AI การส่งเสริมการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ การใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและสร้างสรรค์ผลงานเชิงนวัตกรรม รวมถึงการประเมินผลการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับความสามารถในการประยุกต์ใช้ AI ของนักศึกษา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอนและเตรียมความพร้อมสำหรับการทำงานในยุคดิจิทัล</p> กัญญ์รัชการย์ เลิศอมรศักดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิติศาสตร์ศรีปทุม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-26 2025-12-26 10 2 36 61 การตระหนักถึงภัยคุกคามทางไซเบอร์ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตกรุงเทพมหานคร https://so07.tci-thaijo.org/index.php/Lawllmjournal/article/view/9347 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสบการณ์เกี่ยวกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 2) ศึกษาความรู้เกี่ยวกับภัยคุกคามทางไซเบอร์เพื่อสร้างความตระหนักถึงภัยคุกคามทางไซเบอร์ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเป็นผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 17 คน ใช้การเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสัมภาษณ์ ใช้กระบวนการตรวจสอบสามเส้าวิเคราะห์ข้อมูลโดยการตีความทำการสร้างข้อสรุปแบบอุปนัยการวิเคราะห์เนื้อหา ซึ่งได้จากเอกสารและการสัมภาษณ์และใช้การเขียนข้อความแบบบรรยาย ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่เคยประสบกับภัยคุกคามทางไซเบอร์หลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการถูกหลอกลวงทางออนไลน์หรือถูกขโมยข้อมูลส่วนตัวซึ่งสร้างความเสียหายทั้งต่อทรัพย์สินและความมั่นคงทางจิตใจ และ 2) ความรู้เกี่ยวกับภัยคุกคามทางไซเบอร์เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเข้าใจรูปแบบของการโจมตี เช่น การหลอกลวงทางอีเมล มัลแวร์ หรือการขโมยข้อมูลส่วนตัว ซึ่งส่งผลให้สามารถป้องกันตนเองจากความเสี่ยงทางออนไลน์ได้ดีขึ้น และสร้างความตระหนักรู้ถึงการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัยและรู้เท่าทันเทคโนโลยีมากยิ่งขึ้น</p> กฤชณัท เหล่ากอ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิติศาสตร์ศรีปทุม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-26 2025-12-26 10 2 62 99 ปัจจัยทางการตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อผ่าน TikTok Shop ของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล https://so07.tci-thaijo.org/index.php/Lawllmjournal/article/view/9615 <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาปัจจัยทางการตลาด (4Ps) ที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อสินค้าผ่าน TikTok Shop ของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล (2) ศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อ และ (3) เปรียบเทียบความแตกต่างของความตั้งใจซื้อจำแนกตามลักษณะทางประชากรศาสตร์ การวิจัยเป็นแบบเชิงปริมาณ โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 449 คน ผ่านแบบสอบถามออนไลน์ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การถดถอยพหุคูณและ ANOVA ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยทางการตลาดทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ ราคา ช่องทางจัดจำหน่าย และการส่งเสริมการตลาด มีอิทธิพลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อความตั้งใจซื้อ (R² = 0.533, Sig. = 0.000) โดยการส่งเสริมการตลาดและผลิตภัณฑ์มีอิทธิพลมากที่สุด ขณะที่พฤติกรรมผู้บริโภค ได้แก่ ความถี่ในการใช้งาน การค้นหาข้อมูล และแรงจูงใจในการซื้อ มีอิทธิพลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญ (R² = 0.770, Sig. = 0.000) โดยแรงจูงใจเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด นอกจากนี้ เพศ การศึกษา รายได้ และอาชีพ มีความแตกต่างของความตั้งใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญ ผลการศึกษาชี้ว่าการตลาดเชิงโต้ตอบ เช่น ไลฟ์สด รีวิวอินฟลูเอนเซอร์ และโปรโมชั่นเรียลไทม์ มีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นแรงจูงใจและสร้างความเชื่อมั่นในสินค้า เหมาะสำหรับใช้วางกลยุทธ์เพิ่มยอดขายและเสริมสร้างประสบการณ์เชิงบวกแก่ผู้บริโภค</p> กชภาวรรณ อินทโชติ ณรงค์ ทมเจริญ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิติศาสตร์ศรีปทุม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-26 2025-12-26 10 2 100 135 ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการแจ้ง การเปลี่ยนแปลงผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง https://so07.tci-thaijo.org/index.php/Lawllmjournal/article/view/9709 <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการแจ้งการเปลี่ยนแปลงผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 33 (กรณี กรรมการสาขาพรรคการเมือง) มาตรา 35 (กรณี ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด) และมาตรา 38 (กรณี กรรมการบริหารพรรคการเมือง) โดยใช้วิธีวิจัยเอกสาร ผลการวิเคราะห์ปัญหาข้อกฎหมายและอุปสรรคในการบังคับใช้ พบว่า กฎหมายในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดบางประการที่ไม่สอดรับกับข้อเท็จจริงในทางปฏิบัติ อาทิ การรวมหน้าที่ในการแจ้งไว้ที่หัวหน้าพรรคการเมืองเพียงคนเดียว การกำหนดระยะเวลาในการแจ้งไว้เพียง 15 วันในทุกกรณี และความซ้ำซ้อนในการแจ้งข้อมูล จากการศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายของต่างประเทศและกฎหมายประเทศไทย พบว่า กฎหมายต่างประเทศมีการกระจายอำนาจมนการแจ้งไปยังหน่วยงานภายในพรรค และมีการกำหนดระยะเวลาที่ยืดหยุ่นสอดรับกับการดำเนินงานของพรรคการเมือง แตกต่างจากกฎหมายไทยที่กำหนดให้หัวหน้าพรรคการเมืองเป็นผู้แจ้งการเปลี่ยนแปลงผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคทุกตำแหน่ง ภายในระยะเวลา 15 วันเท่ากันในทุกกรณี และมีโทษทางอาญา ซึ่งนับว่าเป็นแนวทางที่มีลักษณะรวมศูนย์และเข้มงวด ด้วยเหตุผลดังกล่าวมานี้ ผู้วิจัยจึงเสนอให้มีการปรับปรุงกฎหมายโดยกระจายความรับผิดชอบให้แก่ผู้ดำรงตำแหน่งภายในพรรค และกำหนดเวลาในการแจ้งรวมถึงสภาพบังคับให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ในทางปฏิบัติ โดยยังคงคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการกำกับดูแลและการส่งเสริมพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย อันจะทำให้พรรคการเมืองสามารถปฏิบัติตามกฎหมายได้ดียิ่งขึ้นโดยไม่เกิดภาระเกินสมควร และสัมฤทธิ์ผลตามเจตนารมณ์ของกฎหมายได้อย่างแท้จริง</p> ฤทธิเกียรติ ช่วงโชติ สัญลักข์ ปัญวัฒนลิขิต ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิติศาสตร์ศรีปทุม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-26 2025-12-26 10 2 136 174 กลไกปฏิเสธไม่ให้ใช้ข้อมูลเพื่อควบคุมการใช้งานลิขสิทธิ์ในการฝึกสอนปัญญาประดิษฐ์:ประเด็นกฎหมายและนโยบาย https://so07.tci-thaijo.org/index.php/Lawllmjournal/article/view/8267 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาผลกระทบทางกฎหมายและนโยบายของกลไก “การปฏิเสธไม่ให้ใช้ข้อมูล” (Opt-out) ซึ่งเปิดโอกาสให้เจ้าของลิขสิทธิ์ปฏิเสธการนำงานของตนไปใช้ในการฝึกสอนปัญญาประดิษฐ์ (AI) ผ่านกระบวนการทำเหมืองข้อมูล (Text and Data Mining – TDM) โดยวางอยู่บนหลักสิทธิในการกำหนดเจตจำนงต่อข้อมูลของตนเอง (Informational autonomy) และเปรียบเทียบกรอบกฎหมายในสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา<br /> บทความเสนอว่ากลไก “การปฏิเสธไม่ให้ใช้ข้อมูล” ไม่ใช่เพียงมาตรการทางเทคนิค แต่สะท้อนพัฒนาการของบรรทัดฐานทางกฎหมายที่มุ่งถ่วงดุลระหว่างสิทธิของผู้สร้างสรรค์กับประโยชน์สาธารณะในการพัฒนา AI โดยสหภาพยุโรปได้บัญญัติกลไกนี้ไว้ในกฎหมาย พร้อมกำหนดพันธกรณีที่ชัดเจนต่อผู้พัฒนา AI ขณะที่ญี่ปุ่นเปิดช่องให้ใช้ข้อมูลอย่างกว้างขวางเพื่อวัตถุประสงค์เชิงวิเคราะห์โดยไม่ใช้ระบบการปฏิเสธไม่ให้ใช้ข้อมูล ส่วนสหรัฐอเมริกายังคงอาศัยหลักการใช้ที่เป็นธรรม (Fair use) ที่ไม่แน่นอนและต้องพึ่งการตีความของศาล<br /> นอกจากนี้ บทความยังชี้ให้เห็นแนวโน้มการก่อตัวของสิทธิรูปแบบใหม่เชิงโครงสร้างที่เรียกว่า “สิทธิในการฝึกสอน” (Training Right) และเสนอให้มีแนวนโยบายที่ชัดเจน โดยเฉพาะสำหรับประเทศกำลังพัฒนา เช่น ประเทศไทยในการเตรียมความพร้อมต่อกลไกการปฏิเสธไม่ให้ใช้ข้อมูลที่กำลังจะเป็นแนวปฏิบัติใหม่ในยุค AI ได้แก่ การกำหนดสัญญาณทางเทคนิคที่เป็นมาตรฐาน การจัดตั้งระบบฐานข้อมูลกลาง การตรากฎหมายว่าด้วย TDM และการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อให้สามารถคุ้มครองสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมนวัตกรรม AI อย่างมีความรับผิดชอบ</p> สมชาย รัตนชื่อสกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิติศาสตร์ศรีปทุม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-26 2025-12-26 10 2 175 213 คุณภาพชีวิตในการทำงานของ ข้าราชการตำรวจสืบสวนสอบสวน https://so07.tci-thaijo.org/index.php/Lawllmjournal/article/view/9349 <p> บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตในการทำงานของข้าราชการตำรวจสืบสวนสอบสวน วิเคราะห์สภาพปัญหาและแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตและการปฏิบัติงานในหน่วยงานที่มีความเสี่ยงและความกดดันสูง โดยมุ่งเน้นการวิเคราะห์ในมิติด้านสภาพแวดล้อมการทำงาน ความสมดุลระหว่างชีวิตและงาน ความมั่นคงและความก้าวหน้าในสายอาชีพ ผลตอบแทนและสวัสดิการ ตลอดจนความสัมพันธ์เชิงบทบาทกับผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงาน เพื่อชี้ให้เห็นว่าคุณภาพชีวิตที่ดีไม่เพียงแต่มีผลต่อความพึงพอใจและแรงจูงใจของบุคลากร แต่ยังสะท้อนต่อประสิทธิภาพ ความรับผิดชอบ และความน่าเชื่อถือขององค์กรโดยรวมการวิเคราะห์ประเด็นนี้จึงมุ่งเน้นไปที่การสร้างสมดุลระหว่างภารกิจที่มีความเข้มข้นกับการดูแลด้านสุขภาวะของบุคลากร ทั้งในเชิงโครงสร้าง เช่น ระบบสวัสดิการ ความปลอดภัย และโอกาสก้าวหน้า และในเชิงพฤติกรรมองค์การ เป็นการเสริมสร้างวัฒนธรรมการทำงานร่วมมือและการสนับสนุนทางจิตวิทยา บทความนี้จึงมุ่งเสนอข้อคิดเชิงแนวทางที่สามารถนำไปใช้เป็นพื้นฐานในการกำหนดนโยบายและมาตรการเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของข้าราชการตำรวจในสังกัดกองบังคับการสืบสวนสอบสวน อันจะนำไปสู่ความยั่งยืนและประสิทธิภาพขององค์กรในระยะยาว</p> นิเวศน์ นิลวดี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิติศาสตร์ศรีปทุม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-26 2025-12-26 10 2 214 240 การเปรียบเทียบระบบงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานตามเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Performance Based Budgeting : SPBB) กับระบบงบประมาณฐานศูนย์ (Zero Based Budgeting : ZBB) https://so07.tci-thaijo.org/index.php/Lawllmjournal/article/view/9461 <p> บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเปรียบเทียบระบบงบประมาณ 2 รูปแบบหลัก คือ ระบบงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์ (Strategic Performance Based Budgeting : SPBB) และระบบงบประมาณแบบฐานศูนย์ (Zero Based Budgeting : ZBB) เพื่อวิเคราะห์ข้อดี ข้อเสีย และผลสัมฤทธิ์ที่อาจเกิดขึ้นหากนำมาใช้เป็นกรอบในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569<br /> งบประมาณแผ่นดินในฐานะเครื่องมือสำคัญของรัฐบาลในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ การพัฒนาประเทศ และการจัดสรรทรัพยากรอย่างจำกัด บริบทของปัญหาชี้ให้เห็นถึงความท้าทายในการจัดทำงบประมาณในปัจจุบัน เช่น การเพิ่มขึ้นของรายจ่ายประจำ การขาดดุลอย่างต่อเนื่อง และความจำเป็นในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายภาครัฐ<br /> ระบบงบประมาณ SPBB เป็นระบบงบประมาณที่เชื่อมโยงการจัดสรรทรัพยากร (งบประมาณ) เข้ากับผลสัมฤทธิ์และเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ ขั้นตอนการจัดทำงบประมาณแบบ SPBB ตั้งแต่การกำหนดวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ชาติ การแปลงเป็นเป้าหมายระดับกระทรวง กรม และหน่วยงานย่อย การจัดทำแผนงาน/โครงการ และการกำหนดตัวชี้วัดผลลัพธ์ (Output) และผลสัมฤทธิ์ (Outcome) ที่ชัดเจน<br /> ทั้งระบบงบประมาณ SPBB และ ZBB ต่างมีจุดแข็งและจุดอ่อน แต่เมื่อนำมาพิจารณาร่วมกับร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ พ.ศ. 2569 การใช้ SPBB เป็นกรอบหลักจะมีความเหมาะสมมากกว่า เนื่องจากสอดคล้องกับทิศทางการปฏิรูปการบริหารภาครัฐในปัจจุบัน ดังนั้น จึงควรเสนอให้รัฐบาลและสำนักงบประมาณใช้หลักการของ SPBB ในการกำหนดเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนและวัดผลได้ และเสนอให้มีการนำหลักการของ ZBB มาเป็นเครื่องมือในการทบทวนและตัดลดงบประมาณที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นงบประมาณประจำ ตลอดจนเสนอให้มีการสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับหน่วยงานภาครัฐในเรื่องการจัดทำงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ เน้นความสำคัญของการติดตามและประเมินผลหลังจากการใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อให้แน่ใจว่าได้ผลลัพธ์ตามที่ตั้งเป้าไว้</p> วรพจน์ อัศวชัยพร ภัทร์ พลอยแหวน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนิติศาสตร์ศรีปทุม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-26 2025-12-26 10 2 241 268