วารสารนิติศาสตร์ศรีปทุม https://so07.tci-thaijo.org/index.php/Lawllmjournal <p><strong><img src="https://so07.tci-thaijo.org/public/site/images/spulawllmjournal/---4.png" alt="" width="1366" height="768" /></strong></p> <p><strong>วารสารนิติศาสตร์ศรีปทุม</strong><br />ISSN : 3088-2028 (Online)</p> <p><strong>วัตถุประสงค์ (Aims)</strong><br />คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ได้จัดทำวารสารนิติศาสตร์ศรีปทุม เพื่อให้เป็นวารสารวิชาการสำหรับนักศึกษา อาจารย์ นักวิจัย และนักวิชาการทั้งภายในและภายนอก เพื่อเผยแพร่ผลงานวิชาการในรูปแบบของบทความวิชาการและบทความวิจัย เป็นการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการในด้านกฎหมายอาญา กฎหมายมหาชน กฎหมายธุรกิจ กฎหมายระหว่างประเทศ กฎหมายการค้าระหว่างประเทศ กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และด้านรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์การเมืองการปกครอง การศึกษา บริหารการศึกษา นวัตกรรมการบริหารการศึกษา สังคมวิทยา และสหวิทยาการให้กว้างขวางยิ่งขึ้น จัดตีพิมพ์เผยแพร่สู่วงการวิชาการและสาธารณชนผู้สนใจทั่วไป พร้อมทั้งต้องการยกระดับให้เป็นวารสารระดับชาติและนานาชาติ</p> <p><strong>ขอบเขต (Scope)</strong><br /><span style="font-size: 0.875rem;">วารสารนิติศาสตร์ศรีปทุม รับพิจารณาบทความวิชาการ บทความวิจัย ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยขอบเขตเนื้อหาทางวิชาการของวารสารนิติศาสตร์ศรีปทุม ได้แก่<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 1. กฎหมายอาญา <br /> 2. กฎหมายมหาชน <br /> 3. กฎหมายธุรกิจ <br /> 4. กฎหมายระหว่างประเทศ <br /> 5. กฎหมายการค้าระหว่างประเทศ <br /> 6. กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา <br /> 7. กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ <br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"> 8. รัฐศาสตร์ <br /> 9. รัฐประศาสนศาสตร์<br /> 10. การเมืองการปกครอง <br /> 11. การศึกษา <br /> 12. บริหารการศึกษา <br /> 13. นวัตกรรมการบริหารการศึกษา <br /> 14. สังคมวิทยา <br /> 15. สหวิทยาการ<br /> 16. สาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง</span></p> <p><strong>ประเภทบทความที่รับ (Types of Articles)</strong><br />1. บทความทางวิชาการ (Article) <br />2. บทความงานวิจัย (Research Article)</p> <p><strong>กำหนดการออกเผยแพร่ (Publication Frequency)</strong><br />มีกำหนดตีพิมพ์เผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ คือ <br />ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม - มิถุนายน<br />ฉบับที่ 2 เดือน กรกฎาคม - ธันวาคม<br /><br /><strong>นโยบายการใช้ AI เชิงสร้างสรรค์สำหรับผู้เขียนบทความ</strong><br /> วารสารนิติศาสตร์ศรีปทุม ตระหนักถึงการพัฒนาของเทคโนโลยี AI ที่สามารถสนับสนุนการสร้างสรรค์งานเขียนทางวิชาการ ทั้งนี้เพื่อให้การใช้งาน AI มีความโปร่งใส ถูกต้อง และไม่ละเมิดหลักวิชาการ จึงกำหนดนโยบายสำหรับผู้เขียนบทความ ดังนี้ <br /> 1.การเปิดเผยการใช้ AI ผู้เขียนบทความต้องแจ้งให้บรรณาธิการทราบหากมีการใช้เครื่องมือ AI ในการช่วยเขียนหรือจัดทำเนื้อหาบทความ ไม่ว่าจะเป็นการร่างข้อความ แปลภาษา หรือสร้างสรรค์ภาพประกอบทางวิชาการ โดยระบุรูปแบบและบทบาทของ AI อย่างชัดเจน โดยผู้เขียนจะต้องทำตัวหนังสือสีน้ำเงินแจ้งให้ทางบรรณาธิการทราบว่าเนื้อหาส่วนใดที่ผู้เขียนใช้ AI ในการช่วยหรือจัดทำเนื้อหา ทั้งนี้การใช้ AI ในการช่วยเขียนหรือจัดทำเนื้อหาจะต้องไม่เกิน 20% ของบทความ) <br /> 2.การควบคุมคุณภาพทางวิชาการ เนื้อหาที่สร้างขึ้นหรือช่วยโดย AI ต้องได้รับการตรวจสอบและแก้ไขโดยผู้เขียน เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลถูกต้องตามหลักวิชาการ และเป็นไปตามมาตรฐานความน่าเชื่อถือของวารสาร <br /> 3.การป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ ผู้เขียนต้องรับผิดชอบต่อการใช้เนื้อหาที่ AI สร้างขึ้น ห้ามใช้ข้อมูลหรือสื่อที่ละเมิดลิขสิทธิ์หรือสิทธิของ บุคคลที่สาม หากใช้เนื้อหาหรือภาพที่สร้างโดย AI ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าสามารถนำไปใช้ในเชิงสาธารณะได้ <br /> 4.การให้เครดิตและอ้างอิง กรณีที่ใช้ AI ในการสร้างเนื้อหา ข้อมูล หรือสื่อภาพประกอบ ควรระบุแหล่งที่มาอย่างเหมาะสม เช่น ระบุชื่อเครื่องมือ AI และรุ่น เพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรมต่อผู้อ่าน <br /> 5. การส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของผู้เขียน กรณีผู้เขียนใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยในการวิเคราะห์ จัดโครงสร้าง หรือสร้างแนวความคิด แต่ไม่อนุญาตให้ AI ทำหน้าที่เขียนบทความแทนผู้เขียนทั้งหมด ผู้เขียนต้องมีบทบาทสำคัญในการสรุป วิเคราะห์และนำเสนอเนื้อหาเชิงวิชาการด้วยตนเอง</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการเสนอบทความเพื่อตีพิมพ์</strong><br />วารสารนิติศาสตร์ศรีปทุม คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการเสนอบทความ และค่าตีพิมพ์เผยแพร่บทความในวารสาร<br />(ยกเว้นกรณีที่ผู้ส่งบทความประสงค์ขอถอนบทความและวารสารได้ส่งบทความให้ผู้ประเมินแล้ว ผู้ส่งบทความจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายตามอัตราหรือเงื่อนไขที่วารสารฯ กำหนด)</p> <p><strong>Peer Review<br /> ต้นฉบับทุกเรื่องที่พิมพ์เผยแพร่ได้รับการตรวจสอบความถูกต้องทางวิชาการ โดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) ด้วยรูปแบบผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน (Double-Blind Peer Review) ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจากหลากหลายสถาบัน จำนวน 3 คน</strong></p> th-TH lawllmjournal@spu.ac.th (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เอกพงษ์ สารน้อย) lawllmjournal@spu.ac.th (ขวัญจิรา ทองแดง) Wed, 01 Jul 2026 01:21:28 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 AI กับการให้คำปรึกษานิติกรรมสัญญา: กรณีศึกษา กฎหมายไทยเปรียบเทียบกรอบกฎหมาย AI ในสหภาพยุโรป https://so07.tci-thaijo.org/index.php/Lawllmjournal/article/view/9618 <p> บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อมุ่งศึกษากรอบกฎหมายไทยที่มีอยู่ในปัจจุบันในเรื่องที่เกี่ยวกับ AI และการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการจัดทำนิติกรรมสัญญาโดยทำการเปรียบเทียบแนวทางการกำกับดูแลกับกรอบกฎหมาย EU AI Act ของสหภาพยุโรป เนื่องจากในปัจจุบัน AI ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในด้านต่างๆมากมาย รวมไปถึงด้านกฎหมายด้วย ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการทำงานได้ แต่อย่างไรก็ตาม AI ก็ได้ทำให้เกิดช่องว่างเกี่ยวกับสถานะทางกฎหมายและความรับผิดด้วยเช่นกัน หากเกิดความผิดพลาดในการให้คำปรึกษาทางกฎหมาย ผลการศึกษาพบว่า กฎหมายไทยยังไม่เพียงพอและไม่มีกฎหมายที่รองรับเฉพาะเจาะจง สำหรับในกรณีการใช้ AI ในการให้คำปรึกษาด้านกฎหมายหรือร่างนิติกรรมสัญญา เนื่องจากกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันขาดบทบัญญัติเฉพาะที่กำหนดขอบเขตความรับผิดไว้อย่างชัดเจน ซึ่งต่างจากสหภาพยุโรปที่มีกฎหมายเฉพาะและใช้แนวทาง “อิงตามความเสี่ยง” (Risk-based approach) ที่มีกระบวนการชัดเจน จากการศึกษาผู้เขียนเห็นด้วยที่ประเทศไทยกำลังจะออกกฎหมายเฉพาะว่าด้วยการกำกับดูแล AI โดยใช้แนวคิด “risk-based” ตามแนวทางของสหภาพยุโรป และขอเสนอแนะว่าให้เร่งดำเนินการ และกำหนดให้ AI ที่ให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย โดยเฉพาะด้านนิติกรรมสัญญาเป็น AI ที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อให้เกิดการกำหนดความรับผิดที่ชัดเจน โปร่งใส และเป็นธรรมในกระบวนการตามกฎหมาย</p> ภัชษนัญฑ์ มาลินี, ญฐมน ทองมี, นิสา เล๊าะแล๊ะ, โสภิตา ทองรัก, อิบนีอับบาส บินดุเหล็ม, ฮาดิษ มรรคาเขต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิติศาสตร์ศรีปทุม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/Lawllmjournal/article/view/9618 Wed, 01 Jul 2026 00:00:00 +0700 ปัญหาเกี่ยวกับบทบังคับโทษในพระราชบัญญัติประกันสังคม กรณีนายจ้าง https://so07.tci-thaijo.org/index.php/Lawllmjournal/article/view/9651 <p> บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพในพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 โดยเฉพาะกรณีบทบังคับโทษสำหรับนายจ้าง อัตราโทษที่กำหนดไว้ในปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำเกินไปจนไม่สามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องมือยับยั้งการกระทำความผิดในเชิงเศรษฐกิจได้ ทำให้นายจ้างมองว่าค่าปรับเป็นเพียงต้นทุนในการดำเนินธุรกิจที่ยินดีจ่ายเพื่อแลกกับการไม่ต้องปฏิบัติตามหน้าที่ นอกจากนี้ยังพบประเด็นปัญหาจากการที่นายจ้างจงใจยื่นเอกสารแต่ไม่นำส่งเงินจริงเพื่อหลีกเลี่ยงโทษอาญา เนื่องจากกฎหมายไม่มีบทลงโทษทางอาญาโดยตรงกรณีค้างชำระเงินสมทบ ในขณะที่การลงโทษนิติบุคคลยังเผชิญกับข้อจำกัดด้านเพดานโทษปรับและอุปสรรคในการพิสูจน์ความรับผิดของผู้มีอำนาจสั่งการ อีกทั้งการใช้อำนาจดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ในการเปรียบเทียบปรับโดยขาดมาตรฐานกลางที่ชัดเจน ยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรมและสร้างความเหลื่อมล้ำในการแข่งขัน ด้วยเหตุนี้ จึงควรพิจารณาปรับปรุงอัตราโทษให้มีความเหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจ เพิ่มมาตรการทางปกครองที่รุนแรงเพื่อควบคุมพฤติกรรมนายจ้าง และกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนสำหรับการเปรียบเทียบปรับ เพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของบทบังคับโทษและสร้างความมั่นคงให้แก่กองทุนประกันสังคมอย่างแท้จริง</p> จอมจันทน์ คชสังข์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิติศาสตร์ศรีปทุม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/Lawllmjournal/article/view/9651 Wed, 01 Jul 2026 00:00:00 +0700 การจัดการเรียนรู้แบบโครงงานตามแนวทางสะตีมศึกษา: กลยุทธ์การสร้างนวัตกรในศตวรรษที่ 21 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/Lawllmjournal/article/view/10330 <p> บทความวิชาการฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวทางการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานตามแนวทางสะตีมศึกษา เพื่อยกระดับสมรรถนะผู้เรียนในในศตวรรษที่ 21 จากสภาพปัญหาผลการประเมินระดับนานาชาติ (PISA) วิชาวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ของนักเรียนไทยที่มีแนวโน้มลดลง และความต้องการกำลังคนที่มีทักษะการคิดขั้นสูง บทความนี้จึงเสนอการบูรณาการวิชาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ คณิตศาสตร์ และศิลปะ โดยใช้การเรียนรู้แบบโครงงานในการขับเคลื่อน ซึ่งการจัดการเรียนรู้สะตีมศึกษาเน้นการใช้กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมเป็นกลไกสำคัญในการให้ผู้เรียนลงมือแก้ปัญหาจากสถานการณ์จริง ซึ่งสอดคล้องกับหลักการทำงานของสมองที่สร้างความหมายจากประสบการณ์ และการเรียนรู้ผ่านการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม โดยผู้เขียนขอนำเสนอการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานตามแนวทางสะตีมศึกษา 6 ขั้นตอนดังนี้ 1.ระบุปัญหา (Identify) 2. สำรวจค้นหา (Explore) 3.วางแผนและออกแบบ (Plan and Develop) 4.ลงมือปฏิบัติ (Implementation) 5.ทดสอบและประเมินผล (Test and Evaluate) และ 6.นำเสนอผลลัพธ์ (Present)</p> อรุณรัชช์ ศาสตร์สกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิติศาสตร์ศรีปทุม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/Lawllmjournal/article/view/10330 Wed, 01 Jul 2026 00:00:00 +0700 บทบาทและภารกิจของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในการจัดการอาชญากรรมที่มีความซับซ้อนในประเทศไทย https://so07.tci-thaijo.org/index.php/Lawllmjournal/article/view/10509 <p> บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทและภารกิจของกรมสอบสวนคดีพิเศษในการจัดการอาชญากรรมที่มีความซับซ้อนในประเทศไทยโดยมุ่งวิเคราะห์กรอบอำนาจหน้าที่และกลไกทางกฎหมายตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญที่กำหนดให้กรมสอบสวนคดีพิเศษมีหน้าที่รับผิดชอบการสืบสวนและสอบสวนคดีอาญาที่มีความซับซ้อนและมีผลกระทบในวงกว้าง โดยเฉพาะบทบัญญัติมาตรา 21 ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์และลักษณะของคดีพิเศษที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ องค์การอาชญากรรม และอาชญากรรมข้ามชาติ การศึกษานี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงเอกสารทางกฎหมาย โดยศึกษาพัฒนาการของการจัดตั้ง<br />กรมสอบสวนคดีพิเศษ บทบาทของหน่วยงานภายใต้โครงสร้างกระทรวงยุติธรรม ตลอดจนหลักเกณฑ์การกำหนดลักษณะของคดีพิเศษตามประกาศคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2565 และ (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2566 ซึ่งกำหนดประเภทคดีและเกณฑ์การรับคดีเข้าสู่กระบวนการสอบสวนคดีพิเศษทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ผลการศึกษาพบว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษมีบทบาทสำคัญในฐานะหน่วยงานสอบสวนเฉพาะด้านที่ทำหน้าที่จัดการกับอาชญากรรมที่มีความซับซ้อนและมีผลกระทบในวงกว้าง โดยใช้กลไกทางกฎหมายและมาตรการสืบสวนที่แตกต่างจากกระบวนการสอบสวนทั่วไป ทั้งนี้ การกำหนดเกณฑ์ของคดีพิเศษตามกฎหมายและประกาศที่เกี่ยวข้องช่วยเพิ่มความชัดเจนในการคัดกรองคดีที่มีลักษณะเป็นปัญหาเชิงระบบ อย่างไรก็ตาม การบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวจำเป็นต้องดำเนินการภายใต้หลักนิติธรรม หลักความเป็นกลาง และหลักธรรมาภิบาล เพื่อให้การใช้อำนาจของรัฐเกิดความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพในการปราบปรามอาชญากรรมกับการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอันจะนำไปสู่การพัฒนาระบบการสอบสวนคดีพิเศษของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับบริบทของอาชญากรรมร่วมสมัย</p> กมลสัณห์ ศรียารัณย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิติศาสตร์ศรีปทุม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/Lawllmjournal/article/view/10509 Wed, 01 Jul 2026 00:00:00 +0700 ปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการเอื้อประโยชน์ในสถาบันอุดมศึกษาที่ได้รับงบประมาณจากภาครัฐ : การวิเคราะห์ภายใต้กฎหมายปกครองและแนวคำพิพากษาศาลปกครอง https://so07.tci-thaijo.org/index.php/Lawllmjournal/article/view/10388 <p> บทความนี้วิเคราะห์การใช้อำนาจทางปกครองในการจัดซื้อจัดจ้างของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ภายใต้กรอบกฎหมายปกครองไทยและแนวคำพิพากษาศาลปกครอง โดยมุ่งศึกษาการกำหนดเงื่อนไข คุณสมบัติ และวิธีการจัดซื้อจัดจ้างโดยเฉพาะปัญหาการกำหนดรายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะ (TOR) ที่อาจจำกัดการแข่งขันโดยไม่เป็นธรรม (“ล็อกสเปก”) การศึกษานี้ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบวิจัยเอกสาร วิเคราะห์บทบัญญัติกฎหมาย แนวคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด และงานวิชาการที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่า การกำหนด TOR และการเลือกหรือเปลี่ยนวิธีการจัดซื้อจัดจ้างเป็นพื้นที่ของดุลพินิจเชิงเทคนิคที่มีความเสี่ยงต่อการจำกัดการแข่งขัน แม้กฎหมายจะกำหนดหลักความโปร่งใสและการแข่งขันอย่างเป็นธรรม แต่การบังคับใช้ยังมีข้อจำกัดด้านการควบคุมดุลพินิจ ขณะที่ศาลปกครองได้พัฒนาบรรทัดฐานโดยอาศัยหลักความได้สัดส่วน ความเสมอภาค และหน้าที่ในการให้เหตุผล บทความเสนอให้ยกระดับการควบคุมดุลพินิจ โดยกำหนดการแข่งขันเป็นบรรทัดฐานตั้งต้น ตีความข้อยกเว้นอย่างเคร่งครัด เสริมสร้างหน้าที่ให้เหตุผล พัฒนากลไกตรวจสอบภายในที่เป็นอิสระ และกำหนดมาตรการความรับผิดและบทลงโทษที่เหมาะสมสำหรับการใช้อำนาจโดยมิชอบ ควบคู่กับการเปิดเผยข้อมูลเชิงรุก เพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาลในการจัดซื้อจัดจ้าง</p> ธนันท์พัชร อัศวเสมาชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิติศาสตร์ศรีปทุม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/Lawllmjournal/article/view/10388 Wed, 01 Jul 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยเชิงสาเหตุสู่ความสำเร็จในการบริหารงานหลักสูตรของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาพื้นที่นวัตกรรมการศึกษากรุงเทพมหานคร https://so07.tci-thaijo.org/index.php/Lawllmjournal/article/view/10327 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับกรอบความคิดเติบโตของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาปัจจัยกรอบความคิดเติบโตที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการบริหารงานหลักสูตร และ 3) ศึกษาปัจจัยคุณลักษณะภาวะผู้นำที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการบริหารงานหลักสูตร การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ การวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.93 เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ หัวหน้างานหลักสูตร และหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ ในโรงเรียนมัธยมศึกษาพื้นที่นวัตกรรมการศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1-2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 297 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบเป็นระบบ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอนุมานโดยใช้การวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณ สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้รับผิดชอบงานหลักสูตร โดยใช้การคัดเลือกแบบเจาะจง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษากรุงเทพมหานครมีกรอบความคิดเติบโตโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (𝑥̅=4.31, S.D.=0.61) 2) ปัจจัยกรอบความคิดเติบโตส่งผลต่อความสำเร็จในการบริหารงานหลักสูตรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยตัวแปรที่มีอิทธิพลสูงสุดคือการเปิดรับคำติชมและคำวิจารณ์เชิงสร้างสรรค์ และ 3) ปัจจัยคุณลักษณะภาวะผู้นำที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการบริหารงานหลักสูตรมากที่สุด คือ จริยธรรม ความซื่อสัตย์ และความรับผิดชอบต่อสังคม ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าการบริหารงานหลักสูตรให้ประสบความสำเร็จจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการระหว่างกรอบความคิดเติบโตและภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม ควบคู่กับการมีส่วนร่วมของครูและการใช้ข้อมูลในการพัฒนาหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง</p> วัชรภัทร เตชะวัฒนศิริดำรง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิติศาสตร์ศรีปทุม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/Lawllmjournal/article/view/10327 Wed, 01 Jul 2026 00:00:00 +0700 ความพึงพอใจของบุคลากรทางการศึกษาต่อการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาลของโรงเรียนระเบียบศึกษา https://so07.tci-thaijo.org/index.php/Lawllmjournal/article/view/10405 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของบุคลากรทางการศึกษาต่อการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาลของโรงเรียนระเบียบศึกษา และเพื่อศึกษาปัญหาและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับความพึงพอใจของบุคลากรทางการศึกษาต่อการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาลในโรงเรียนระเบียบศึกษา การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ประชากรสำหรับการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ บุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียนระเบียบศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ บุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียนระเบียบศึกษา และมีการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) สำหรับการวิจัยเชิงปริมาณ จำนวน 59 คน และการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) สำหรับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 11 คน ประกอบด้วยผู้อำนวยการสถานศึกษา รองผู้อำนวยการสถานศึกษา ผู้ช่วยผู้บริหาร และครูผู้สอน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหาผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับความพึงพอใจของบุคลากรทางการศึกษาต่อการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาลของโรงเรียนระเบียบศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านที่มีระดับความพึงพอใจมากที่สุด เรียงจากมากไปน้อย ได้แก่ หลักคุณธรรม หลักความคุ้มค่า หลักนิติธรรม และหลักความรับผิดชอบ ส่วนด้านที่มีระดับความพึงพอใจมาก ได้แก่ หลักความโปร่งใส และหลักความมีส่วนร่วม 2.ปัญหาและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับความพึงพอใจของบุคลากรทางการศึกษาต่อการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาลในโรงเรียนระเบียบศึกษา โดยกำหนดประเด็นปัญหาที่พบจากการสัมภาษณ์เชิงลึกซึ่งสามารถจำแนกออกมาเป็น 6 ด้าน รวมทั้งหมด 16 แนวทาง</p> ปวรรัชดล ณัฐพูลวัฒน์, อรนันท์ กลันทปุระ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิติศาสตร์ศรีปทุม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/Lawllmjournal/article/view/10405 Wed, 01 Jul 2026 00:00:00 +0700 แรงจูงใจของนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่พิษณุโลก https://so07.tci-thaijo.org/index.php/Lawllmjournal/article/view/10461 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับแรงจูงใจในการทำงานของนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดพิษณุโลก (2) ศึกษาระดับการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน และ (3) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจกับการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน การวิจัยเป็นเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 86 คน จากประชากร 103 คน กำหนดขนาดตัวอย่างตามตารางของ Krejcie และ Morgan เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.84 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติสหสัมพันธ์แบบสเปียร์แมน ผลการวิจัยพบว่า (1) แรงจูงใจในการทำงานโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยแรงจูงใจภายในมีค่าเฉลี่ยสูงกว่าแรงจูงใจภายนอก (2) การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านข้อมูลข่าวสารและการตัดสินใจมีระดับสูงกว่าด้านการติดตามและประเมินผล ซึ่งอยู่ในระดับปานกลาง และ (3) แรงจูงใจในการทำงานมีความสัมพันธ์ทางบวกกับการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยแรงจูงใจภายในมีความสัมพันธ์ในระดับสูงกว่าแรงจูงใจภายนอก ข้อค้นพบสะท้อนว่าแรงจูงใจเชิงคุณค่าของผู้นำท้องถิ่นเป็นกลไกเชิงสถาบันที่สำคัญในการขยายพื้นที่สาธารณะและเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนภายใต้หลักความรับผิดและหลักนิติธรรม</p> พชรดนัย วัชรธนพัฒน์ธาดา, กฤษณ์ ภูรีพงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิติศาสตร์ศรีปทุม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/Lawllmjournal/article/view/10461 Wed, 01 Jul 2026 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์เปรียบเทียบการบริหารจัดการความโปร่งใสระหว่างเทศบาลกับองค์การบริหารส่วนตำบลจังหวัดพิษณุโลก https://so07.tci-thaijo.org/index.php/Lawllmjournal/article/view/10482 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหารจัดการความโปร่งใสของเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล จังหวัดพิษณุโลก และ 2) เปรียบเทียบระดับการบริหารจัดการความโปร่งใสระหว่างทั้งสองประเภทองค์กร กลุ่มตัวอย่างคือข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น จำนวน 120 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ t-test ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการบริหารจัดการความโปร่งใสโดยรวมของเทศบาลอยู่ในระดับมาก (𝑥̄ = 4.13, S.D. = 0.45) และองค์การบริหารส่วนตำบลอยู่ในระดับมาก (𝑥̄ = 3.54, S.D. = 0.49) โดยเทศบาลมีค่าเฉลี่ยสูงกว่าในทุกด้าน โดยเฉพาะด้านการเปิดเผยข้อมูล (𝑥̄ = 4.30) และ การตรวจสอบภายใน (𝑥̄ = 4.25) และ 2) ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่าระดับการบริหารจัดการความโปร่งใสของเทศบาลแตกต่างจากองค์การบริหาร ส่วนตำบลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 6.27, p = 0.001) สะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างองค์กรและศักยภาพทรัพยากรเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อระดับความโปร่งใสขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 1) ควรส่งเสริมการพัฒนาระบบเปิดเผยข้อมูลสาธารณะในรูปแบบดิจิทัล (Open Data)ให้มีมาตรฐานเดียวกันในทุกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 2) ควรยกระดับศักยภาพขององค์การบริหารส่วนตำบลด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและระบบตรวจสอบภายใน และ 3) ควรกำหนดนโยบายแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practices) ระหว่างเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล เพื่อยกระดับความโปร่งใสและเสริมสร้างธรรมาภิบาลในระดับท้องถิ่นอย่างยั่งยืน</p> ประภาพรรณ รักเลี้ยง, พชรดนัย วัชรธนพัฒน์ธาดา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิติศาสตร์ศรีปทุม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/Lawllmjournal/article/view/10482 Wed, 01 Jul 2026 00:00:00 +0700 อิทธิพลของกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ต่อความไว้วางใจของผู้บริโภคและประสิทธิผลของการตลาดดิจิทัลในธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ จังหวัดพิษณุโลก https://so07.tci-thaijo.org/index.php/Lawllmjournal/article/view/10690 <p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการรับรู้เกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้บริโภค 2) ศึกษาระดับความไว้วางใจของผู้บริโภคต่อธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ 3) วิเคราะห์อิทธิพลของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่มีต่อความไว้วางใจของผู้บริโภค และ 4) วิเคราะห์อิทธิพลของความไว้วางใจของผู้บริโภคที่มีต่อประสิทธิผลของการตลาดดิจิทัลในธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ จังหวัดพิษณุโลก การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้บริโภคที่เคยใช้บริการธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในจังหวัดพิษณุโลก จำนวน 385 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณเพื่อทดสอบอิทธิพลของตัวแปรที่ศึกษา ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการรับรู้เกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้บริโภคในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ระดับความไว้วางใจของผู้บริโภคต่อธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3) อิทธิพลของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความไว้วางใจของผู้บริโภคอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (β = 0.62) และ 4) ความไว้วางใจของผู้บริโภคมีอิทธิพล เชิงบวกต่อประสิทธิผลของการตลาดดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (β = 0.68) ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการดำเนินธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและการจัดการข้อมูลอย่างโปร่งใสสามารถช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและเพิ่มประสิทธิผลของการตลาดดิจิทัลได้ ดังนั้นผู้ประกอบการควรพัฒนานโยบายและมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้สอดคล้องกับกฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งเสริมความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและการเติบโตอย่างยั่งยืนของธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล</p> สุปภาดา ภูรีพงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิติศาสตร์ศรีปทุม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/Lawllmjournal/article/view/10690 Wed, 01 Jul 2026 00:00:00 +0700 บทบาทของกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคต่อความไว้วางใจในการซื้อสินค้าออนไลน์ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/Lawllmjournal/article/view/10697 <p> การวิจัยเรื่องบทบาทของกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคต่อความไว้วางใจในการซื้อสินค้าออนไลน์ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการรับรู้กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคของผู้บริโภค 2) ศึกษาระดับความไว้วางใจในการซื้อสินค้าออนไลน์ และ 3) วิเคราะห์อิทธิพลของกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคต่อความไว้วางใจในการซื้อสินค้าออนไลน์ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้บริโภคที่เคยซื้อสินค้าออนไลน์ในประเทศไทย จำนวนไม่น้อยกว่า 400 คน ด้วยแบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริโภคมีระดับการรับรู้กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคโดยรวมอยู่ในระดับมาก (𝑥̅ = 4.00, S.D. = 0.71) และมีระดับความไว้วางใจในการซื้อสินค้าออนไลน์อยู่ในระดับมาก (𝑥̅ = 4.04, S.D. = 0.72) นอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์การถดถอยพบว่ากฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคมีอิทธิพลเชิงบวก ต่อความไว้วางใจในการซื้อสินค้าออนไลน์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β = 0.65, p &lt; 0.05) โดยมีความสัมพันธ์ในระดับสูง (R = 0.78) และสามารถอธิบายความแปรปรวนของความไว้วางใจได้ร้อยละ 61 (R² = 0.61) ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่ากฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคมีบทบาทเป็นกลไกเชิงสถาบันที่ช่วยลดความไม่แน่นอนและความเสี่ยงที่ผู้บริโภครับรู้ อันส่งผลให้เกิดความเชื่อมั่นในการทำธุรกรรมออนไลน์ ทั้งนี้ การพัฒนากฎหมายให้มีประสิทธิภาพในการบังคับใช้ควบคู่กับการส่งเสริมการรับรู้สิทธิของผู้บริโภค จะเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับความไว้วางใจและสนับสนุนการเติบโตของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทยอย่างยั่งยืน</p> ภัทราอาภา ภูรีพงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิติศาสตร์ศรีปทุม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/Lawllmjournal/article/view/10697 Wed, 01 Jul 2026 00:00:00 +0700