วารสารศิลปศาสตร์ราชมงคลพระนคร
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/LiberalJ
<p><strong>ที่ปรึกษา</strong></p> <p>ดร.ณัฐวรพล รัชสิริวัชรบุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร<br />ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ยุทธภูมิ สุวรรณเวช รองอธิการบดี<br />ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วัชรพงษ์ สูงปานเขา รักษาราชการแทนคณบดีคณะศิลปศาสตร์ <br />ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ผกามาศ ชัยรัตน์ รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิจัย คณะศิลปศาสตร์</p> <p> </p>
Faculty of Liberal Arts, Rajamangala University of Technology Phra Nakhon.
th-TH
วารสารศิลปศาสตร์ราชมงคลพระนคร
3057-1049
<p>วารสารศิลปศาสตร์ (วังนางเลิ้ง) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร อยู่ภายใต้การอนุญาตของคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร เว้นแต่จะได้รับอนุญาติเป็นอย่างอื่น</p>
-
คำสรรพนามในบทเพลงยอดนิยมของนักร้องไทย
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/LiberalJ/article/view/9252
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) จำแนกชนิดของคำสรรพนามในบทเพลงยอดนิยมของนักร้องไทย และ 2) วิเคราะห์ความถี่ของคำสรรพนามในบทเพลงดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างข้อมูลที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คัดเลือกด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง โดยเก็บข้อมูลบทเพลงยอดนิยมประจำปี พ.ศ. 2566 จากเว็บไซต์ www.joox.com/th ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการด้านการฟังเพลงในรูปแบบออนไลน์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ข้อมูลคำสรรพนามที่รวบรวมได้มีจำนวน 23 คำ ซึ่งมีความถี่ในการปรากฏรวม 3,361 ครั้ง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคืออัตราส่วนร้อยละ ผลการวิจัยปรากฏว่า คำสรรพนามในบทเพลงยอดนิยมของนักร้องไทยจำแนกได้ 4 ชนิด เรียงลำดับตามความถี่ในการปรากฏจากมากไปน้อย ได้แก่ คำบุรุษสรรพนาม (ร้อยละ 80.93) คำสรรพนามไม่ชี้เฉพาะ (ร้อยละ 12.02) คำสรรพนามแยกฝ่าย (ร้อยละ 3.72) และคำสรรพนามชี้เฉพาะ (ร้อยละ 3.33) สรุปได้ว่า บทเพลงยอดนิยมมีแนวโน้มใช้คำบุรุษสรรพนามมากที่สุด เพื่อเน้นความสัมพันธ์ระหว่างผู้ส่งสาร ผู้รับสาร และบุคคลหรือสิ่งที่กล่าวถึง ยิ่งไปกว่านั้น คำสรรพนามในบทเพลงยอดนิยมยังเป็นเครื่องบ่งชี้ทิศทางการสื่อสารที่เน้นผู้ฟังเป็นหลัก และมีบทบาทสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ ทางอารมณ์และความรู้สึกนึกคิดร่วมกัน ผลการวิจัยอาจเป็นแนวทางให้แก่นักประพันธ์เพลงและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตเพลงไทยในการเลือกใช้คำสรรพนามที่เหมาะสมต่อผู้ฟัง เพื่อสร้างอารมณ์ ความสัมพันธ์ และความเข้าใจร่วมระหว่างผู้ร้องกับผู้ฟัง</p>
ซัลมาณ ดาราฉาย
หยุน หลี่
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปศาสตร์ราชมงคลพระนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
6 1
26
39
-
การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่1 ในรายวิชาการออกแบบกราฟิกพื้นฐาน ด้วยการจัดการเรียนรู้สะตีมศึกษา
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/LiberalJ/article/view/9301
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1 ในรายวิชาการออกแบบกราฟิกพื้นฐาน ด้วยการจัดการเรียนรู้สะตีมศึกษา การวิจัยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการ 3 วงรอบ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนสาขาวิชาดิจิทัลกราฟิก วิทยาลัยอาชีวศึกษาร้อยเอ็ด จำนวน 10 คน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ จำนวน 3 กิจกรรม 12 ชั่วโมง แบบประเมินความคิดสร้างสรรค์ และแบบสังเกตพฤติกรรม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้้สถิติเชิงพรรณนา ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีพัฒนาการด้านความคิดสร้างสรรค์สูงขึ้นตามลำดับ โดยใน วงรอบปฏิบัติการที่ 1, 2 และ 3 มีนักเรียนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 จำนวน 5, 8 และ 10 คน คิดเป็นร้อยละ 50, 80 และ 100 ตามลำดับ แสดงให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้สะตีมศึกษาสามารถพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียนเพื่อส่งเสริมทักษะผู้เรียนในบริบทการเรียนการสอนสายอาชีพได้</p>
phattarachai wannayos
ปาริชาติ ประเสริฐสังข์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปศาสตร์ราชมงคลพระนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
6 1
74
82
-
การพัฒนาโรงเรือนอบแห้งระบบไฮบริดเพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชนแปรรูปผลิตภัณฑ์ทะเล พื้นที่บ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/LiberalJ/article/view/9680
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและพัฒนาต้นแบบโรงเรือนอบแห้งระบบไฮบริดนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนและยกระดับเศรษฐกิจฐานรากของชุมชน 2) พัฒนาชุมชนต้นแบบที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการแก้ปัญหาการแปรรูปผลิตภัณฑ์ทะเลภายใต้ข้อจำกัดด้านพื้นที่และสภาพภูมิอากาศ 3) วิเคราะห์ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคมจากการใช้นวัตกรรมโรงเรือนอบแห้งระบบไฮบริดต่อเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนแปรรูปผลิตภัณฑ์ทะเล ใช้กระบวนการออกแบบเชิงแนวคิดผสานกับแนวคิดเทคโนโลยีที่เหมาะสมและการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก การมีส่วนร่วมของชุมชน กลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้ประกอบการแปรรูปผลิตภัณฑ์ทะเล ผู้นำชุมชน นักวิชาการท้องถิ่น และผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมจำนวน 20 คน ซึ่งคัดเลือกโดยใช้หลักเกณฑ์ที่กำหนด ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> นวัตกรรมโรงเรือนอบแห้งระบบไฮบริดซึ่งใช้แหล่งพลังงานความร้อนอย่างน้อย 2 แหล่งร่วมกัน สามารถควบคุมอุณหภูมิและความชื้นในกระบวนการอบแห้งได้อย่างมีเสถียรภาพทำให้ลดความชื้นของหมึกกล้วยและหมึกสายได้ตามค่าที่ต้องการคุณภาพสีของผลิตภัณฑ์อยู่ในเกณฑ์ที่ผู้ประกอบการยอมรับและเป็นที่ต้องการของตลาด ต้นทุนการแปรรูปหมึกแห้งเฉลี่ยลดลงจาก 296.48 บาทต่อกิโลกรัม เหลือ291.10 บาทต่อกิโลกรัม ลดลง 5.38บาทต่อกิโลกรัมหรือคิดเป็นร้อยละ1.81ขณะที่ผลผลิตต่อตารางเมตรเพิ่มขึ้นจาก 182 บาทต่อตารางเมตร เป็น 248.50 บาทต่อตารางเมตร เพิ่มขึ้น 66.50 บาทต่อตารางเมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 36.50 ส่งผลให้ผลประโยชน์รวมจากการใช้นวัตกรรมเพิ่มขึ้นร้อยละ 38.97 โดยมีผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) เท่ากับร้อยละ 20.23 และผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (SROI) เท่ากับ 2.17 เท่า คิดเป็นมูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมรวม 318,520.80 บาท ภายในระยะเวลา 7 เดือนของการดำเนินงานในพื้นที่เป้าหมาย ซึ่งผลลัพธ์บ่งชี้ว่า นวัตกรรมโรงเรือนอบแห้งระบบไฮบริด ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีเชิงกายภาพแต่เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนแปรรูปผลิตภัณฑ์ทะเลอย่างยั่งยืน</p>
กุลยศ สุวันทโรจน์
พลรัชต์ บุญมี
ปฏิวัติ คมวชิรกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปศาสตร์ราชมงคลพระนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-24
2026-03-24
6 1
14
25
-
ผลของคุณภาพบริการที่มีต่อความพึงพอใจของผู้รับบริการในแผนก ผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลวชิรพยาบาล กรุงเทพมหานคร
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/LiberalJ/article/view/10025
<p>การให้บริการทางการแพทย์ในแผนกผู้ป่วยนอกจำเป็นต้องตอบสนองต่อความคาดหวังที่หลากหลายของผู้รับบริการ ส่งผลให้คุณภาพบริการเป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจของผู้ป่วย การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับคุณภาพบริการและความพึงพอใจของผู้รับบริการ และ 2) ศึกษาคุณภาพบริการที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของผู้รับบริการในแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลวชิรพยาบาล กรุงเทพมหานคร เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคล คุณภาพบริการ และความพึงพอใจของผู้รับบริการ กลุ่มตัวอย่างคือผู้เข้ารับบริการในแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลวชิรพยาบาล กรุงเทพมหานคร จำนวน 384 คน ได้มาจากการสุ่มกลุ่มตัวอย่างตามสูตรของ Krejcie และ Morgan (1970)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) คุณภาพบริการโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.56, = 0.51) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือด้านความน่าเชื่อถือ รองลงมา คือ ด้านการสร้างความมั่นใจและด้านการตอบสนอง ซึ่งอยู่ในระดับมากที่สุดทั้งหมด ขณะที่ด้านความเป็นรูปธรรมของการบริการมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด แต่อยู่ในระดับมาก และ 2) ความพึงพอใจของผู้รับบริการแผนกผู้ป่วยนอกอยู่ในระดับมาก โดยคุณภาพบริการที่ส่งผลต่อความพึงพอใจมากที่สุดคือ ด้านความเห็นอกเห็นใจ (X<sub>5</sub>) รองลงมาคือ ด้านการสร้างความมั่นใจ (X<sub>4</sub>) ด้านการตอบสนอง (X<sub>3</sub>) และด้านความเป็นรูปธรรมของการบริการ (X<sub>1</sub>) ส่วนด้านความน่าเชื่อถือ (X<sub>2</sub>) ไม่ส่งผลต่อความพึงพอใจของผู้รับบริการแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลวชิรพยาบาล กรุงเทพมหานคร</p>
ธนากร ประเคนคะชา
ณัฏฐพัชร มณีโรจน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปศาสตร์ราชมงคลพระนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
6 1
58
73
-
ความเป็นไปได้ในการร่วมกันจัดทำบริการสาธารณะแบบไตรภาคี ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดขอนแก่น
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/LiberalJ/article/view/8861
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของการร่วมกันจัดทำบริการสาธารณะแบบไตรภาคีในมิติภารกิจของหน่วยงานภาครัฐ มิติศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และมิติรูปแบบการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดขอนแก่น ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลจำนวน 9 คน คัดเลือกแบบเจาะจง และทำการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า มีความเป็นไปได้ของการร่วมกันจัดทำบริการสาธารณะแบบไตรภาคีในมิติภารกิจของหน่วยงานภาครัฐ มิติศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและมิติรูปแบบการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดขอนแก่นโดยมีลักษณะเป็นองค์กรความร่วมมือที่ไม่เป็น นิติบุคคล เป็นลักษณะการทำบันทึกข้อตกลงร่วมกันระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและควรเป็นการบริการสาธารณะด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยมีตัวอย่าง คือ บริษัท ขอนแก่น ทรานซิท ซิสเต็ม จำกัด (KKTS) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจร่วมของ 5 เทศบาลในจังหวัดขอนแก่น ในการดำเนินโครงการระบบขนส่งสาธารณะ อย่างไรก็ตามผลการศึกษาชึ้ให้เห็นถึงข้อจำกัดของระเบียบ กฎหมายที่เกี่ยวข้องและการร่วมกันจัดทำบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น</p> <p><strong> </strong></p>
นิภาพรรณ เจนสันติกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปศาสตร์ราชมงคลพระนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
6 1
40
57
-
การจัดการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน สำหรับหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น รายวิชางานซ่อมรถจักรยานยนต์หัวฉีด วิทยาลัยสารพัดช่างนครหลวง
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/LiberalJ/article/view/9078
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของ ผู้เข้าอบรมต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน รายวิชางานซ่อมรถจักรยานยนต์หัวฉีด หลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น วิทยาลัยสารพัดช่างนครหลวง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้เข้าอบรมหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น สาขาวิชาช่างยนต์ วิทยาลัยสารพัดช่างนครหลวง ที่ลงทะเบียนเรียนในรุ่น 187/2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 20 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster random sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน 6 ขั้นตอน ประกอบด้วย ขั้นกำหนดปัญหา ขั้นทำความเข้าใจปัญหา ขั้นดำเนินการศึกษาค้นคว้า ขั้นสังเคราะห์ความรู้ ขั้นสรุปและประเมินค่าของคำตอบ และขั้นเสนอและประเมินผลงาน 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบค่าที</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน 6 ขั้นตอนทำให้ผู้เข้าอบรมสามารถระบุปัญหาที่เกิดขึ้นพร้อมนำเสนอผลงานได้อย่างมีหลักการ โดยความรู้ผ่านประสบการณ์และการลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง เมื่อทำการวิเคราะห์แบบทดสอบท้ายบท พบว่า ผู้เข้าอบรมมีคะแนนเฉลี่ย 76.17 อยู่ในเกณฑ์ดี 2) ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐานที่พัฒนาขึ้นหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ผู้เข้าอบรมมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐานอยู่ในระดับมาก ( = 4.50, SD = 0.55)</p>
รุ่งอรุณ พรเจริญ
ดุลยทรรศน์ เงาวิจิตร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปศาสตร์ราชมงคลพระนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-17
2026-02-17
6 1
1
13
-
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการรับรู้คุณค่าตราสินค้ากีฬาของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/LiberalJ/article/view/9180
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้คุณค่าตราสินค้ากีฬาของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร เพื่อศึกษาการสนับสนุนตราสินค้าที่ส่งผลต่อการรับรู้คุณค่าตราสินค้ากีฬาของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการรับรู้คุณค่าตราสินค้ากีฬาของผู้บริโภคในเขต กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร ที่เคยใช้สินค้ากีฬาแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งมาก่อนและปัจจุบันก็ยังคงใช้อยู่ โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูลจำนวน 400 ชุด สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ (Frequency) ค่าเฉลี่ย (mean) ค่าร้อยละ (percentage) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และทดสอบสมมติฐานด้วย Independent Samples t-Test, One-way ANOVA (F-Test), และ Multiple Regression Analysis ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน ต่างกันส่งผลต่อการรับรู้คุณค่าตราสินค้ากีฬาของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร ไม่แตกต่างกัน ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ พบว่า ปัจจัยการสนับสนุนตราสินค้ากีฬาส่งผลต่อการรับรู้คุณค่าตราสินค้ากีฬาของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร โดยปัจจัยการสนับสนุนตราสินค้ากีฬาที่มีอิทธิพลเรียงลำดับจากมากไปน้อย คือ ความภักดีต่อตราสินค้า คุณค่าของตราสินค้า ความรักในตราสินค้า การมีปฏิสัมพันธ์กับตราสินค้า และการมีส่วนร่วมกับตราสินค้า แตกต่างกัน ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดส่งผลต่อการรับรู้คุณค่าตราสินค้ากีฬาของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร โดยปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีอิทธิพลเรียงลำดับจากมากไปน้อย คือ ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านราคา ด้านการส่งเสริมการตลาด และด้านช่องทางการจัดจำหน่าย แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p>
jongkol kosakul
ศิริรัตน์ พ่วงแสงสุข
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปศาสตร์ราชมงคลพระนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
6 1
83
99