วารสารศิลปศาสตร์ราชมงคลพระนคร https://so07.tci-thaijo.org/index.php/LiberalJ <p><strong>ที่ปรึกษา</strong></p> <p>ดร.ณัฐวรพล รัชสิริวัชรบุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร<br />ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ยุทธภูมิ สุวรรณเวช รองอธิการบดี<br />ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วัชรพงษ์ สูงปานเขา รักษาราชการแทนคณบดีคณะศิลปศาสตร์ <br />ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ผกามาศ ชัยรัตน์ รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิจัย คณะศิลปศาสตร์</p> <p> </p> th-TH <p>วารสารศิลปศาสตร์ (วังนางเลิ้ง) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร อยู่ภายใต้การอนุญาตของคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร เว้นแต่จะได้รับอนุญาติเป็นอย่างอื่น</p> j_larts@rmutp.ac.th (Dr.Maythika Ruyan) maythika.p@rmutp.ac.th (Dr.Maythika Ruyan) Wed, 18 Feb 2026 08:55:39 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การจัดการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน สำหรับหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น รายวิชางานซ่อมรถจักรยานยนต์หัวฉีด วิทยาลัยสารพัดช่างนครหลวง https://so07.tci-thaijo.org/index.php/LiberalJ/article/view/9078 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของ ผู้เข้าอบรมต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน รายวิชางานซ่อมรถจักรยานยนต์หัวฉีด หลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น วิทยาลัยสารพัดช่างนครหลวง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้เข้าอบรมหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น สาขาวิชาช่างยนต์ วิทยาลัยสารพัดช่างนครหลวง ที่ลงทะเบียนเรียนในรุ่น 187/2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 20 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster random sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน 6 ขั้นตอน ประกอบด้วย ขั้นกำหนดปัญหา ขั้นทำความเข้าใจปัญหา ขั้นดำเนินการศึกษาค้นคว้า ขั้นสังเคราะห์ความรู้ ขั้นสรุปและประเมินค่าของคำตอบ และขั้นเสนอและประเมินผลงาน 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ผลการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน 6 ขั้นตอนทำให้ ผู้เข้าอบรมสามารถระบุปัญหาที่เกิดขึ้นพร้อมนำเสนอผลงานได้อย่างมีหลักการ โดยความรู้ผ่านประสบการณ์และการลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง เมื่อทำการวิเคราะห์แบบทดสอบท้ายบท พบว่า ผู้เข้าอบรมมีคะแนนเฉลี่ย 76.17 อยู่ในเกณฑ์ดี 2) ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐานที่พัฒนาขึ้นหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ผู้เข้าอบรมมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐานอยู่ในระดับมาก ( x = 4.50, SD = 0.55)</p> ดุลยทรรศน์ เงาวิจิตร, รุ่งอรุณ พรเจริญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปศาสตร์ราชมงคลพระนคร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/LiberalJ/article/view/9078 Fri, 09 Oct 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาโรงเรือนอบแห้งระบบไฮบริดเพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชนแปรรูปผลิตภัณฑ์ทะเล พื้นที่บ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/LiberalJ/article/view/9680 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและพัฒนาต้นแบบโรงเรือนอบแห้งระบบไฮบริดนวัตกรรมเพื่อ ความยั่งยืนและยกระดับเศรษฐกิจฐานรากของชุมชน 2) พัฒนาชุมชนต้นแบบที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใน การแก้ปัญหาการแปรรูปผลิตภัณฑ์ทะเลภายใต้ข้อจำกัดด้านพื้นที่และสภาพภูมิอากาศ 3) วิเคราะห์ ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคมจากการใช้นวัตกรรมโรงเรือนอบแห้งระบบไฮบริดต่อเศรษฐกิจฐานราก ของชุมชนแปรรูปผลิตภัณฑ์ทะเล ใช้กระบวนการออกแบบเชิงแนวคิดผสานกับแนวคิดเทคโนโลยีที่เหมาะสม และการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก การมีส่วนร่วมของชุมชน กลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้ประกอบการแปรรูปผลิตภัณฑ์ ทะเล ผู้นำชุมชน นักวิชาการท้องถิ่น และผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมจำนวน 20 คน ซึ่งคัดเลือก โดยใช้หลักเกณฑ์ที่กำหนด ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>นวัตกรรมโรงเรือนอบแห้งระบบไฮบริดซึ่งใช้แหล่งพลังงานความร้อนอย่างน้อย 2 แหล่งร่วมกัน สามารถควบคุมอุณหภูมิและความชื้นในกระบวนการอบแห้งได้อย่างมีเสถียรภาพทำให้ลดความชื้นของหมึก กล้วยและหมึกสายได้ตามค่าที่ต้องการคุณภาพสีของผลิตภัณฑ์อยู่ในเกณฑ์ที่ผู้ประกอบการยอมรับและเป็นที่ ต้องการของตลาด ต้นทุนการแปรรูปหมึกแห้งเฉลี่ยลดลงจาก 296.48 บาทต่อกิโลกรัม เหลือ291.10 บาทต่อ กิโลกรัม ลดลง 5.38บาทต่อกิโลกรัมหรือคิดเป็นร้อยละ1.81ขณะที่ผลผลิตต่อตารางเมตรเพิ่มขึ้นจาก 182 บาทต่อตารางเมตร เป็น 248.50 บาทต่อตารางเมตร เพิ่มขึ้น 66.50 บาทต่อตารางเมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 36.50 ส่งผลให้ผลประโยชน์รวมจากการใช้นวัตกรรมเพิ่มขึ้นร้อยละ 38.97 โดยมีผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) เท่ากับร้อยละ 20.23 และผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (SROI) เท่ากับ 2.17 เท่า คิดเป็นมูลค่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมรวม 318,520.80 บาท ภายในระยะเวลา 7 เดือนของการดำเนินงานใน พื้นที่เป้าหมาย ซึ่งผลลัพธ์บ่งชี้ว่า นวัตกรรมโรงเรือนอบแห้งระบบไฮบริด ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีเชิงกายภาพ แต่เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนแปรรูปผลิตภัณฑ์ทะเลอย่างยั่งยืน</p> กุลยศ สุวันทโรจน์, พลรัชต์ บุญมี, ปฏิวัติ คมวชิรกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปศาสตร์ราชมงคลพระนคร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/LiberalJ/article/view/9680 Fri, 09 Oct 2026 00:00:00 +0700 คำสรรพนามในบทเพลงยอดนิยมของนักร้องไทย https://so07.tci-thaijo.org/index.php/LiberalJ/article/view/9252 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) จำแนกชนิดของคำสรรพนามในบทเพลงยอดนิยมของนักร้องไทย และ 2) วิเคราะห์ความถี่ของคำสรรพนามในบทเพลงดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างข้อมูลที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คัดเลือกด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง โดยเก็บข้อมูลบทเพลงยอดนิยมประจำปี พ.ศ. 2566 จากเว็บไซต์ www.joox.com/th ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการด้านการฟังเพลงในรูปแบบออนไลน์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ข้อมูลคำสรรพนามที่รวบรวมได้มีจำนวน 23 คำ ซึ่งมีความถี่ในการปรากฏรวม 3,361 ครั้ง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคืออัตราส่วนร้อยละ ผลการวิจัยปรากฏว่า คำสรรพนามในบทเพลงยอดนิยมของนักร้องไทยจำแนกได้ 4 ชนิด เรียงลำดับตามความถี่ในการปรากฏจากมากไปน้อย ได้แก่ คำบุรุษสรรพนาม (ร้อยละ 80.93) คำสรรพนามไม่ชี้เฉพาะ (ร้อยละ 12.02) คำสรรพนามแยกฝ่าย (ร้อยละ 3.72) และคำสรรพนามชี้เฉพาะ (ร้อยละ 3.33) สรุปได้ว่า บทเพลงยอดนิยมมีแนวโน้มใช้คำบุรุษสรรพนามมากที่สุด เพื่อเน้นความสัมพันธ์ระหว่างผู้ส่งสาร ผู้รับสาร และบุคคลหรือสิ่งที่กล่าวถึง ยิ่งไปกว่านั้น คำสรรพนามในบทเพลงยอดนิยมยังเป็นเครื่องบ่งชี้ทิศทางการสื่อสารที่เน้นผู้ฟังเป็นหลัก และมีบทบาทสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ ทางอารมณ์และความรู้สึกนึกคิดร่วมกัน ผลการวิจัยอาจเป็นแนวทางให้แก่นักประพันธ์เพลงและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตเพลงไทยในการเลือกใช้คำสรรพนามที่เหมาะสมต่อผู้ฟัง เพื่อสร้างอารมณ์ ความสัมพันธ์ และความเข้าใจร่วมระหว่างผู้ร้องกับผู้ฟัง</p> หยุน หลี่, ซัลมาณ ดาราฉาย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปศาสตร์ราชมงคลพระนคร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/LiberalJ/article/view/9252 Fri, 09 Oct 2026 00:00:00 +0700 ความเป็นไปได้ในการร่วมกันจัดทำบริการสาธารณะแบบไตรภาคี ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดขอนแก่น https://so07.tci-thaijo.org/index.php/LiberalJ/article/view/8861 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของการร่วมกันจัดทำบริการสาธารณะแบบไตรภาคีในมิติภารกิจของหน่วยงานภาครัฐ มิติศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และมิติรูปแบบการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดขอนแก่น ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลจำนวน 9 คน คัดเลือกแบบเจาะจง และทำการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า มีความเป็นไปได้ของการร่วมกันจัดทำบริการสาธารณะแบบไตรภาคีในมิติภารกิจของหน่วยงานภาครัฐ มิติศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและมิติรูปแบบการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดขอนแก่นโดยมีลักษณะเป็นองค์กรความร่วมมือที่ไม่เป็นนิติบุคคล เป็นลักษณะการทำบันทึกข้อตกลงร่วมกันระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและควรเป็นการบริการสาธารณะด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยมีตัวอย่าง คือ บริษัท ขอนแก่น ทรานซิท ซิสเต็ม จำกัด (KKTS) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจร่วมของ 5 เทศบาลในจังหวัดขอนแก่น ในการดำเนินโครงการระบบขนส่งสาธารณะอย่างไรก็ตามผลการศึกษาชึ้ให้เห็นถึงข้อจำกัดของระเบียบ กฎหมายที่เกี่ยวข้องและการร่วมกันจัดทำบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น</p> <p><strong> </strong></p> นิภาพรรณ เจนสันติกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปศาสตร์ราชมงคลพระนคร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/LiberalJ/article/view/8861 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ผลของคุณภาพบริการที่มีต่อความพึงพอใจของผู้รับบริการในแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลวชิรพยาบาล กรุงเทพมหานคร https://so07.tci-thaijo.org/index.php/LiberalJ/article/view/10025 <p>การให้บริการทางการแพทย์ในแผนกผู้ป่วยนอกจำเป็นต้องตอบสนองต่อความคาดหวังที่หลากหลายของผู้รับบริการ ส่งผลให้คุณภาพบริการเป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจของผู้ป่วย การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับคุณภาพบริการและความพึงพอใจของผู้รับบริการ และ 2) ศึกษาคุณภาพบริการที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของผู้รับบริการในแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลวชิรพยาบาล กรุงเทพมหานคร เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคล คุณภาพบริการ และความพึงพอใจของผู้รับบริการ กลุ่มตัวอย่างคือผู้เข้ารับบริการในแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลวชิรพยาบาล กรุงเทพมหานคร จำนวน 384 คน ได้มาจากการสุ่มกลุ่มตัวอย่างตามสูตรของ Krejcie และ Morgan (1970)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) คุณภาพบริการโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( x= 4.56, = 0.51) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือด้านความน่าเชื่อถือ รองลงมา คือ ด้านการสร้างความมั่นใจและด้านการตอบสนอง ซึ่งอยู่ในระดับมากที่สุดทั้งหมด ขณะที่ด้านความเป็นรูปธรรมของการบริการมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด แต่อยู่ในระดับมาก และ 2) ความพึงพอใจของผู้รับบริการแผนกผู้ป่วยนอกอยู่ในระดับมาก โดยคุณภาพบริการที่ส่งผลต่อความพึงพอใจมากที่สุดคือ ด้านความเห็นอกเห็นใจ (X<sub>5</sub>) รองลงมาคือ ด้านการสร้างความมั่นใจ (X<sub>4</sub>) ด้านการตอบสนอง (X<sub>3</sub>) และด้านความเป็นรูปธรรมของการบริการ (X<sub>1</sub>) ส่วนด้านความน่าเชื่อถือ (X<sub>2</sub>) ไม่ส่งผลต่อความพึงพอใจของผู้รับบริการแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลวชิรพยาบาล กรุงเทพมหานคร</p> ธนากร ประเคนคะชา, ณัฏฐพัชร มณีโรจน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปศาสตร์ราชมงคลพระนคร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/LiberalJ/article/view/10025 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 1 ในรายวิชาการออกแบบกราฟิกพื้นฐาน ด้วยการจัดการเรียนรู้สะตีมศึกษา https://so07.tci-thaijo.org/index.php/LiberalJ/article/view/9301 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1 ในรายวิชาการออกแบบกราฟิกพื้นฐาน ด้วยการจัดการเรียนรู้สะตีมศึกษา การวิจัยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการ 3 วงรอบ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนสาขาวิชาดิจิทัลกราฟิก วิทยาลัยอาชีวศึกษาร้อยเอ็ด จำนวน 10 คน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ จำนวน 3 กิจกรรม 12 ชั่วโมง แบบประเมินความคิดสร้างสรรค์ และแบบสังเกตพฤติกรรม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้้สถิติเชิงพรรณนา ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีพัฒนาการด้านความคิดสร้างสรรค์สูงขึ้นตามลำดับ โดยใน วงรอบปฏิบัติการที่ 1, 2 และ 3 มีนักเรียนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 จำนวน 5, 8 และ 10 คน คิดเป็นร้อยละ 50, 80 และ 100 ตามลำดับ แสดงให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้สะตีมศึกษาสามารถพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียนเพื่อส่งเสริมทักษะผู้เรียนในบริบทการเรียนการสอนสายอาชีพได้</p> ภัทรชัย วรรณยศ, ปาริชาติ ประเสริฐสังข์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปศาสตร์ราชมงคลพระนคร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/LiberalJ/article/view/9301 Sun, 11 Oct 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการรับรู้คุณค่าตราสินค้ากีฬาของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร https://so07.tci-thaijo.org/index.php/LiberalJ/article/view/9180 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้คุณค่าตราสินค้ากีฬาของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร เพื่อศึกษาการสนับสนุนตราสินค้าที่ส่งผลต่อการรับรู้คุณค่าตราสินค้ากีฬาของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการรับรู้คุณค่าตราสินค้ากีฬาของผู้บริโภคในเขต กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร ที่เคยใช้สินค้ากีฬาแบรนด์ ใดแบรนด์หนึ่งมาก่อนและปัจจุบันก็ยังคงใช้อยู่ โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูลจำนวน 400 ชุด สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ (Frequency) ค่าเฉลี่ย (mean) ค่าร้อยละ (percentage) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และทดสอบสมมติฐานด้วย Independent Samples t-Test, One-way ANOVA (F-Test) และ Multiple Regression Analysis ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน ต่างกันส่งผลต่อการรับรู้คุณค่าตราสินค้ากีฬาของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร ไม่แตกต่างกัน ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ พบว่า ปัจจัยการสนับสนุนตราสินค้ากีฬาส่งผลต่อการรับรู้คุณค่าตราสินค้ากีฬาของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร โดยปัจจัยการสนับสนุนตราสินค้ากีฬาที่มีอิทธิพลเรียงลำดับจากมากไปน้อย คือ ความภักดีต่อตราสินค้า คุณค่าของตราสินค้า ความรักในตราสินค้า การมีปฏิสัมพันธ์กับตราสินค้า และการมีส่วนร่วมกับตราสินค้า แตกต่างกัน ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดส่งผลต่อการรับรู้คุณค่าตราสินค้ากีฬาของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร โดยปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีอิทธิพลเรียงลำดับจากมากไปน้อย คือ ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านราคา ด้านการส่งเสริมการตลาด และด้านช่องทางการจัดจำหน่าย แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> จงกล โกสกุล, ศิริรัตน์ พ่วงแสงสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปศาสตร์ราชมงคลพระนคร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/LiberalJ/article/view/9180 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ห่วงโซ่คุณค่าทางวัฒนธรรม: ชุดไทยในจังหวัดสงขลา https://so07.tci-thaijo.org/index.php/LiberalJ/article/view/8786 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาห่วงโซ่คุณค่าของชุดไทยในจังหวัดสงขลา โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก ศึกษาจากผู้ประกอบการธุรกิจร้านเช่าชุดไทยในพื้นที่ 5 อำเภอในจังหวัดสงขลาประกอบด้วย อำเภอหาดใหญ่ อำเภอเมืองสงขลา อำเภอสิงหนคร อำเภอบางกล่ำ อำเภอจะนะ กลุ่มทอผ้าพื้นเมือง ร้านตัดเย็บชุดไทยในจังหวัดสงขลา ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวเกี่ยวกับชุดไทย วิเคราะห์ข้อมูลจากเนื้อหาสัมภาษณ์และเอกสารที่เกี่ยวข้อง ด้วยการพรรณนาวิเคราะห์ตามลำดับของกิจกรรมในห่วงโซ่คุณค่า</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า ห่วงโซคุณค่าทางวัฒนธรรมของชุดไทยในจังหวัดสงขลา มีบริบทการใช้ 4 ด้าน ได้แก่ การแต่งชุดไทยในงานแต่งงาน การแต่งกายชุดไทยในวันสำคัญต่างๆ การแต่งชุดไทยเพื่อการท่องเที่ยว ชุดไทยกับความเชื่อ โดยผู้มีส่วนได้เสีย ประกอบด้วย ช่างแต่งหน้า/ทำผม/ทำเล็บ ร้านถ่ายรูป วัด โรงแรม บริษัทนำเที่ยว กลุ่มผู้ผลิต กลุ่มผู้ขาย กลุ่มผู้ซื้อ และกลุ่มภาครัฐ เป็นต้น พบว่าแหล่งผลิตชุดไทย ตัดเย็บชุดไทยให้ได้มาตรฐาน ผู้ประกอบกลางชุดไทย การให้บริการเช่าชุดไทยอย่างครบวงจร กลุ่มผู้บริโภคที่มาใช้บริการชุดไทย</p> สิริพร รอดเกลี้ยง, บุญเลิศ จันทระ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปศาสตร์ราชมงคลพระนคร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/LiberalJ/article/view/8786 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 บ้านน้อย: มรดกทางวัฒนธรรมและความหมายเชิงสัญลักษณ์ ในสังคมร่วมสมัย ของกลุ่มชาติพันธุ์ไท-ยวน ตำบลดอนแร่ อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/LiberalJ/article/view/8958 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจและอธิบายความหมายและคุณค่าของบ้านน้อยวิเคราะห์บริบททางวัฒนธรรมและความหมายเชิงสัญลักษณ์ และเสนอแนวทางการสืบทอดและฟื้นฟูบ้านน้อยให้ดำรงอยู่ในบริบทวัฒนธรรมร่วมสมัย เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้แนวทางเชิงปรากฏการณ์วิทยา เพื่อเก็บข้อมูลเชิงลึกจากผู้มีประสบการณ์ตรงและมีบทบาทในพิธีกรรม ผู้ให้ข้อมูลหลักประกอบด้วย ปราชญ์ชาวบ้านและนักปราชญ์ชุมชน ชาวบ้านที่มีส่วนร่วมในการสร้างหรือใช้บ้านน้อย เจ้าอาวาสวัดและผู้นำชุมชน รวมจำนวน 16 คน รวบรวมข้อมูลด้วยการบันทึกภาคสนาม การบันทึกเสียงและภาพประกอบการสัมภาษณ์ การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม ในพื้นที่ตำบลดอนแร่ อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี และการถอดความเพื่อนำมาวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า “บ้านน้อย” เป็นสัญลักษณ์สำคัญที่สะท้อนความเชื่อว่าเป็นที่อยู่อาศัยของวิญญาณหลังความตาย โดยหลังพิธีฌาปนกิจ บ้านน้อยจะถูกนำไปตั้งบริเวณริมสามแยกหรือสี่แยกในเชิงสัญลักษณ์เพื่อบอกทางให้วิญญาณกลับบ้าน ตามความเชื่อว่าหลังเสียชีวิตครบ 7 วัน วิญญาณจะเดินทางกลับสู่เรือนเดิม นอกจากนี้ การสร้างบ้านน้อยยังเป็นกระบวนการที่สะท้อนความสามัคคีของชุมชน ผู้ชายรับหน้าที่สร้างโครงบ้าน ส่วนผู้หญิงดูแลการจัดเตรียมเครื่องประกอบเมื่อสร้างเสร็จจะประกอบพิธีน้ำมนต์ธรณีสารเพื่อชำระสิ่งอัปมงคลและเป็นสิริมงคลแก่ผู้ร่วมพิธี พิธีตั้ง “ท้าวทั้งสี่” ก่อนการทำบ้านน้อย แสดงถึงการขอขมาและขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทิศทั้งสี่ เพื่อให้การประกอบพิธีดำเนินไปอย่างราบรื่น เป็นการผสานความเชื่อทางพุทธและความเชื่อพื้นบ้านเข้าด้วยกันอย่างมีเอกลักษณ์ ข้อเสนอแนะ ควรจัดทำเอกสารและสื่อบันทึกพิธีกรรมบ้านน้อยของไท-ยวนไว้เป็นองค์ความรู้ของชุมชน เพื่อใช้ถ่ายทอดวัฒนธรรมแก่คนรุ่นใหม่ รวมถึงการเผยแพร่ให้สาธารณชนรับรู้คุณค่าด้านจิตวิญญาณและภูมิปัญญาท้องถิ่น คงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม</p> ฉัตรเพ็ชร ชมใจ, จุฑามาศ พีรพัชระ, พิทักษ์ ศิริวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปศาสตร์ราชมงคลพระนคร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/LiberalJ/article/view/8958 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การจัดการห่วงโซ่อุปทานการผลิตด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อยกระดับผู้ประกอบการเศรษฐกิจฐานราก จังหวัดนครปฐม https://so07.tci-thaijo.org/index.php/LiberalJ/article/view/9173 <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาและพัฒนาห่วงโซ่อุปทานการผลิตสินค้าด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงเป็นแนวทางในการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการเศรษฐกิจฐานรากในการจัดการห่วงโซ่อุปทานการผลิตและการแปรรูปสินค้า งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยกลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณประกอบด้วยผู้ประกอบการเศรษฐกิจฐานรากจังหวัดนครปฐม จำนวน 58 ราย และกลุ่มสัมภาษณ์เชิงลึก 10 ราย ซึ่งเป็นตัวแทนกลุ่ม SME/OTOP ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จของผู้ประกอบการเศรษฐกิจฐานราก ได้แก่ การเข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรม การวางแผนการผลิตและการตลาด การจัดหาวัตถุดิบที่มีคุณภาพ การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ ตลอดจนการสร้างช่องทางการตลาดที่หลากหลาย โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการผลิต เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และยกระดับมาตรฐานสินค้าให้เป็นที่รอมรับในตลาดมากยิ่งขึ้น ส่วนของปัจจัยที่ยังต้องส่งเสริม คือ ผู้ประกอบการยังขาดองค์ความรู้และทักษะในการใช้เครื่องมือเทคโนโลยีอย่างเต็มประสิทธิภาพ รวมถึงมีข้อจำกัดด้านงบประมาณและการเข้าถึงแหล่งทุน ด้านการตลาดพบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังพึ่งพาช่องทางการขายแบบดั้งเดิม เช่น การขายหน้าร้านหรือออกร้านกับหน่วยงานรัฐ ส่งผลให้ขาดความต่อเนื่องและมั่นคงทางรายได้ การส่งเสริมการตลาดออนไลน์และการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อดิจิทัลจึงเป็นแนวทางสำคัญที่ควรได้รับการสนับสนุน การสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนองค์ความรู้ แหล่งทุน และการขยายตลาด ข้อเสนอแนะจากการวิจัย ได้แก่ การส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรม การอบรมและพัฒนาองค์ความรู้ การสนับสนุนเครื่องมือและอุปกรณ์ การส่งเสริมช่องทางการตลาดและการรับรองมาตรฐานสินค้า รวมถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างกลุ่มผู้ประกอบการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นสิ่งที่ช่วยเสริมสร้างศักยภาพและความยั่งยืนของผู้ประกอบการเศรษฐกิจฐานรากในระยะยาว จากการวิจัยในครั้งนี้จะเห็นได้ว่าการบริหารงาน และการบูรณาการความร่วมมือ ส่งเสริมผู้ประกอบการเศรษฐกิจฐานรากตลอดห่วงโซ่อุปทาน เป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและสร้างความยั่งยืนทางธุรกิจ ต่อยอดการพัฒนาเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อชุมชน และเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ</p> ศักดิ์ดา สุภาพ, ไตรมาศ พูลผล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปศาสตร์ราชมงคลพระนคร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/LiberalJ/article/view/9173 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้การอ่านแจกลูกสะกดคำร่วมกับเกมมิฟิเคชัน วิชาภาษาเขมร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/LiberalJ/article/view/10344 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้การอ่านแจกลูกสะกดคำร่วมกับเกมมิฟิเคชัน วิชาภาษาเขมร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านคำระหว่างก่อนและหลังเรียนที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการรียนรู้การอ่านแจกลูกสะกดคำร่วมกับเกมมิฟิเคชัน วิชาภาษาเขมร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และ 3) ศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การอ่านแจกลูกสะกดคำร่วมกับเกมมิฟิเคชันของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 แผนการเรียนภาษาเขมรเพื่อการเสื่อสาร ห้อง 2 โรงเรียนวีรวัฒน์โยธิน จังหวัดสุรินทร์ จำนวน 13 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย 1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การอ่านแจกลูกสะกดคำร่วมกับเกมมิฟิเคชัน 2) แบบทดสอบวัดความสามารถในอ่านคำ วิชาภาษาเขมร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบการแจกลูกสะกดคำร่วมกับเกมมิฟิเคชัน ซึ่งการวิจัยนี้เป็นการทดลองแบบกลุ่มทดลองหนึ่งกลุ่มมีการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ละสถิตินอนพาราเมตริก ใช้วิธีทดสอบแบบ The Wilcoxon signed - rank test ผลการวิจัยพบว่า ประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การอ่านแจกลูกสะกดคำเท่ากับ 87.63/93.08 นักเรียนมีความสามารถในการอ่านคำหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยรวมมีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> พิชญาณัฏฐ์ สุขแซก, ประสาท เนืองเฉลิม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปศาสตร์ราชมงคลพระนคร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/LiberalJ/article/view/10344 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาหลักสูตรการพัฒนาทักษะและเทคนิค การแกะสลักผักและผลไม้อย่างมืออาชีพ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/LiberalJ/article/view/8681 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาหลักสูตรทักษะและเทคนิคการแกะสลักผักและผลไม้อย่างมืออาชีพ เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยวิธีวิทยาปรากฏการณ์วิทยา กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักประกอบด้วยผู้ชนะเลิศการแข่งขันระดับชาติ นานาชาติ และผู้เชี่ยวชาญในด้านการแกะสลักผักและผลไม้จำนวน 15 คน เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า ทักษะและเทคนิคการแกะสลักสามารถแบ่งออกเป็น 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ (1) การเริ่มต้นฝึกที่สอดคล้องกับระดับการศึกษาและระยะเวลาการพัฒนาเพื่อการแข่งขัน (2) องค์ความรู้ ทักษะ เทคนิค แนวทางการฝึก และปัจจัยสนับสนุนความสำเร็จในการแข่งขัน (3) บทบาทของครูหรือผู้ฝึกสอน (4) อุปสรรคและวิธีจัดการกับความท้าทาย และ (5) ข้อเสนอแนะในการพัฒนาและองค์ประกอบสำคัญของหลักสูตรฝึกอบรม ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรการพัฒนาทักษะและเทคนิคการแกะสลักผักและผลไม้อย่างมืออาชีพ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพอย่างมืออาชีพเชิงวิชาชีพอย่างยั่งยืน</p> สุกัญญา จันทกุล, ศักรินทร์ หงส์รัตนาวรกิจ, มธุรส ข่มจิตร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปศาสตร์ราชมงคลพระนคร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/LiberalJ/article/view/8681 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการจัดการขยะอาหารในการจัดประชุมและอีเวนต์ กรณีศึกษาโรงแรม 5 ดาวในกรุงเทพมหานคร เพื่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน https://so07.tci-thaijo.org/index.php/LiberalJ/article/view/8870 <p>บทความวิชาการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวความคิดในการจัดการขยะอาหารในธุรกิจโรงแรม 5 ดาวในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยเฉพาะการจัดประชุมและอีเวนต์ของโรงแรมระดับ 5 ดาว ที่มีการให้บริการอาหารในปริมาณมาก โดยใช้กรอบแนวคิด เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยในบทความนี้เป็นการวิเคราะห์ รูปแบบองค์ประกอบที่สำคัญ 3 องค์ประกอบ คือ 1) การสร้างการรับรู้ถึงปัญหาของขยะอาหาร 2) การบริหารจัดการที่ส่งผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจและสังคม และ 3) เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้วย SDGs พร้อมยกตัวอย่างการบริหารจัดการ แนวความคิดของธุรกิจโรงแรม กรณีศึกษาจากโรงแรม 5 ดาวในกรุงเทพฯ ที่มีการบริหารจัดการในหลากหลายมิติ เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างมีนัยสำคัญ</p> สิตา เอี่ยมโอภาส ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปศาสตร์ราชมงคลพระนคร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/LiberalJ/article/view/8870 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700