https://so07.tci-thaijo.org/index.php/MCI/issue/feed วารสาร Media and Communication Inquiry 2025-12-30T23:13:10+07:00 โมไนยพล รณเวช Monaiphol@yahoo.com Open Journal Systems <p><strong>ISSN (Online)</strong> <strong>:</strong><em> 2697-5173</em><strong><br />ISSN (Print ) : </strong><em>2697-5084</em></p> <p><strong>กำหนดการออก :</strong> 2<em> ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถุนายน, ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม</em></p> <p><strong>นโยบายและขอบข่ายการตีพิมพ์</strong> : <em>เป็นวารสารที่นำเสนอผลงานวิชาการประเภทบทความวิจัย และบทความวิชาการ ซึ่งมีสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสื่อหรือการสื่อสารในบริบทต่าง ๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีทางวิชาการให้กับอาจารย์นักวิชาการ และนักศึกษา จากสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ได้มีโอกาสได้เผยแพร่ผลงานวิชาการของตนเองสู่สาธารณชน อันจะนำไปสู่การยกระดับศาสตร์ของสื่อและการสื่อสารให้มีองค์ความรู้ที่เข้มแข็ง และสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อประโยชน์ต่อชุมชน องค์การ และสังคมได้</em></p> https://so07.tci-thaijo.org/index.php/MCI/article/view/8064 อิทธิพลของอินฟลูเอนเซอร์ต่อการตัดสินใจซื้อเครื่องสำอางบนสื่อติ๊กต็อกของผู้บริโภคเจน Z 2025-06-14T19:10:56+07:00 วรรณสิริ เนตรอุดม aryoki69@gmail.com กัญญารัตน์ หงส์วรนันท์ kanyarata.nga@dpu.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลของเจน Z ที่แตกต่างกันส่งผลต่อการเปิดรับข้อมูลจากอินฟลูเอนเซอร์บนสื่อติ๊กต็อก (TikTok) 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่แตกต่างของอินฟลูเอนเซอร์บนสื่อ ติ๊กต็อก (TikTok) มีความสัมพันธ์ต่อการตัดสินใจซื้อเครื่องสำอางของผู้บริโภคกลุ่มเจน Z เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยเก็บแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างที่ผู้บริโภคเจน Z อายุ 15 – 29 ปี (เกิดระหว่าง พ.ศ. 2538 – 2552) ที่เคยซื้อเครื่องสำอางหลังจากดูคลิปวิดีโอของอินฟลูเอนเซอร์บนสื่อติ๊กต็อก (TikTok) อย่างน้อย 3 ครั้ง ในระหว่างปี พ.ศ. 2566 – 2567 จำนวน 400 ตัวอย่าง วิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติเชิงอนุมาน<br />จากผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีสถานภาพโสด การศึกษาระดับปริญญาตรี ประกอบอาชีพข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001 – 25,000 บาท ความถี่ในการเข้าถึงติ๊กต็อก (TikTok) 2-5 ครั้งต่อวัน ระดับความเห็นเกี่ยวกับอิทธิพลของอินฟลูเอนเซอร์บนสื่อติ๊กต็อก (TikTok) ของกลุ่มตัวอย่างในภาพรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณารายปัจจัย เรียงลำดับตามค่าเฉลี่ย ดังนี้ 1) ด้านทัศนคติต่ออินฟลูเอนเซอร์ 2) ด้านภาพลักษณ์ของอินฟลูเอนเซอร์ และ 3) ด้านความเชื่อใจต่ออินฟลูเอนเซอร์ ระดับความเห็นเกี่ยวกับการตัดสินใจซื้อสินค้าเครื่องสำอางบนสื่อติ๊กต็อก (TikTok) ของกลุ่มตัวอย่างในภาพรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณารายปัจจัย เรียงลำดับตามค่าเฉลี่ย ดังนี้ 1) ด้านการค้นหาข้อมูล 2) ด้านการตัดสินใจซื้อ และ 3) ด้านการประเมินทางเลือก<br />ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า 1) ปัจจัยส่วนบุคคลของเจน Z ได้แก่ สถานภาพ อาชีพ และความถี่ในการเข้าถึงติ๊กต็อกที่แตกต่างกัน การเปิดรับข้อมูลจากอินฟลูเอนเซอร์บนสื่อติ๊กต็อก (TikTok) แตกต่างกัน2) ปัจจัยที่แตกต่างของอินฟลูเอนเซอร์บนสื่อติ๊กต็อก (TikTok) มีด้านทัศนคติต่ออินฟลูเอนเซอร์ ด้านความเชื่อใจต่ออินฟลูเอนเซอร์ และด้านภาพลักษณ์ของอินฟลูเอนเซอร์ มีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกัน ระดับต่ำต่อการตัดสินใจซื้อเครื่องสำอางของผู้บริโภคกลุ่มเจน Z</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/MCI/article/view/8339 การวิเคราะห์เนื้อหาเพจการ์ตูนมินิมอลอารมณ์ดีในไทย 2025-08-01T19:17:47+07:00 วิลาวัณย์ ชัยสวัสดิ์ wilawanview603@gmail.com บัณฑูร พานแก้ว banthoon@tu.ac.th <p>การวิจัยเรื่อง “การวิเคราะห์เนื้อหาเพจการ์ตูนมินิมอลอารมณ์ดีในไทย” เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประเด็นทางสังคมที่สะท้อนผ่านเนื้อหา และวิเคราะห์กลวิธีการนำเสนอเนื้อหาเพจการ์ตูน โดยใช้วิธีการศึกษาด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จากรายชื่อเพจที่เสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Thailand social awards ครั้งที่13 สาขา Best Creator Performance on social media ได้แก่ เพจนัดเป็ด เพจคิ้วต่ำ และเพจคนอะไรเป็นแฟนหมี โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากจำนวนการกดถูกใจสูงสุด 5 อันดับแรกของแต่ละเดือน (Facebook, Instagram) เท่านั้น ระหว่างวันที่ 1 มกราคม - 31 ธันวาคม พ.ศ. 2567 จำนวน 180 โพสต์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การศึกษาประเด็นทางสังคมที่สะท้อนผ่านเนื้อหาเพจการ์ตูน พบว่า ประเด็นที่ปรากฏมากที่สุดคือ ประเด็นด้านสุขภาวะ รองลงมาคือประเด็นด้านเศรษฐกิจ ด้านสิ่งแวดล้อมและด้านการเมืองตามลำดับ โดยวิเคราะห์ผ่านองค์ประกอบการเล่าเรื่อง ได้แก่ แก่นเรื่อง ความขัดแย้ง ตัวละคร ฉาก และการสนทนา รวมถึงรูปแบบการถ่ายทอดของการ์ตูนแต่ละประเภท พบว่า เพจนัดเป็ดและเพจคนอะไรเป็นแฟนหมีถ่ายทอดเนื้อหาในรูปแบบการ์ตูนขำขันมากที่สุด ขณะที่เพจคิ้วต่ำเน้นการถ่ายทอดในรูปแบบการ์ตูนล้อสังคม ส่วนการวิเคราะห์กลวิธีการนำเสนอเนื้อหาเพจการ์ตูนในรูปแบบวัฒนธรรมประชานิยมที่เชื่อมโยงกับบริบททางสังคม ผ่านแนวคิดสัญศาสตร์ตามไตรวิภาค คือ ปฏิมา ดัชนี และสัญลักษณ์ ร่วมกับการตีความหมายโดยอรรถและความหมายโดยนัย พบว่า เพจการ์ตูนใช้วัฒนธรรมประชานิยมเป็นกลวิธีในการนำเสนอเนื้อหา ได้แก่ กีฬา แอนิเมชัน เพลง การบริโภค มีม รวมถึงเทศกาลต่างๆ สะท้อนถึงอิทธิพลของวัฒนธรรมประชานิยมในการสื่อสารและสร้างการรับรู้ประเด็นทางสังคมที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในสังคมไทย</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/MCI/article/view/8382 มายาคติในโฆษณาของเว็บไซต์พนันออนไลน์ 2025-07-12T20:17:45+07:00 สุรัสวดี อัมปะโท suarawadee.oap@dome.tu.ac.th บัณฑูร พานแก้ว banthoon@tu.ac.th <p>การวิจัยเรื่อง “มายาคติในโฆษณาของเว็บไซต์พนันออนไลน์” เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมุ่งศึกษาวิธีการสื่อสารเพื่อโน้นน้าวใจของโฆษณาเว็บไซต์พนันออนไลน์ และ มายาคติที่แฝงอยู่ในการโฆษณาของเว็บไซต์พนันออนไลน์ โดยใช้วิธีการศึกษาวิเคราะห์เนื้อความ (Textual Analysis) โดยเลือกข้อมูลที่มีเนื้อความโน้มน้าวใจอย่างชัดเจน (Purposive Sampling) พิจารณาจากเนื้อความและรูปแบบการสื่อสารที่แสดงออกปรากฎอยู่ในเว็บไซต์พนันออนไลน์ภาษาไทยที่ได้รับความนิยมในการเข้าถึงมากที่สุด 10 อันดับ ผ่านระบบการค้นหาเสิร์ชเอนจิน (Search Engine) ของกูเกิล (Google) ) เพื่อดึงเนื้อความการโน้มน้าวใจและเนื้อความที่ปรากฎเกี่ยวกับพนันออนไลน์ทั้งหมด แบ่งการศึกษาเป็น 2 ส่วน คือ การวิเคราะห์ข้อความในเนื้อความ และวิเคราะห์การสื่อสารประกอบในเนื้อความ<br />ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ การสื่อสารเพื่อโน้มน้าวใจของเว็บพนันออนไลน์ พบว่า เว็บไซต์พนันออนไลน์ไม่ได้สื่อสารเพียงเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับบริการของเว็บไซต์พนันออนไลน์เท่านั้น แต่มีการออกแบบเชิงกลยุทธ์การสื่อสารเพื่อเปลี่ยนกรอบการรับรู้ของผู้ที่ต้องการเล่นพนันออนไลน์ผ่านสัญญะต่าง ๆ ทั้งในระดับ ความหมายโดยอรรถ และ ความหมายโดยนัย จนกระทั่งกลายเป็นมายาคติรูปแบบหนึ่ง ที่ทำให้การเล่นพนันไลน์กลายเป็นเรื่องปกติในสังคม ที่เว็บไซต์เหล่านี้ใช้เพื่อเปลี่ยนกรอบการรับรู้เกี่ยวกับพนันออนไลน์ ซึ่งในบริบทของประเทศไทยแม้การพนันเป็นสิ่งผิดกฎหมาย แต่เว็บไซต์พนันออนไลน์เหล่านี้ยังสามารถดำรงอยู่ได้ และมีการขยายตัวผ่านการสื่อสารเชิงโน้มน้าวที่แนบเนียนผ่านการโฆษณาในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งพบมายาคติในการทำหน้าที่ปรุงแต่งความหมายของการพนันออนไลน์ให้เปลี่ยนไปในสายตาของผู้คนในสังคม ทำให้สังคมมองว่าการเล่นพนันออนไลน์เป็นเรื่องปกติทั่วไป โดยเฉพาะผู้ที่กำลังอยู่ในภาวะเปราะบางทางเศรษฐกิจหรืออารมณ์ โดยเฉพาะเยาวชนมีแนวโน้มเข้าสู่วงจรการพนันโดยไม่รู้ตัว ทำให้คนในสังคมเสี่ยงเป็น โรคติดพนัน (Gambling Disorder) ที่เป็นโรคทางจิตเวชเหมือนการติดสารเสพติด นำไปสู่ปัญหาต่าง ๆ ในสังคมไทย เช่น การติดหนี้นอกระบบ ความเครียด ความรุนแรง นำไปสู่การก่ออาชญากรรม และปัญหาสุขภาพจิต</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/MCI/article/view/8511 ภาพสะท้อนบทบาทสตรีไทยจากละครโทรทัศน์เรื่อง “หนึ่งในร้อย” 2025-08-28T19:21:24+07:00 ณัฐทราวดี ตรีสอน nuttrawadee.tree@gmail.com คันธิรา ฉายาวงศ์ kantira9@tu.ac.th <p style="font-weight: 400;">งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบบทบาทของสตรีไทยที่ปรากฏในละครโทรทัศน์เรื่อง หนึ่งในร้อย กับบทบาทของสตรีไทยในสังคมไทยช่วงปี พ.ศ. 2493–2502 และเพื่อศึกษาการต่อสู้ของตัวละคร ‘อนงค์’ จากละครเรื่องหนึ่งในร้อย ในการท้าทายค่านิยมเรื่องการอยู่ร่วมกันก่อนแต่งงาน โดยเปรียบเทียบกับแนวคิดและภาพสะท้อนในตัวละคร “อนงค์” เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มตัวอย่าง 6 คนที่เป็นตัวแทนกลุ่มสื่อมวลชน ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อ และผู้เชี่ยวชาญด้านสังคมศาสตร์และวัฒนธรรม และการวิเคราะห์บทละครผ่านเนื้อความและตัวละคร "อนงค์"</p> <p style="font-weight: 400;">ผลการวิจัยพบว่า 1) ในการวิเคราะห์และเปรียบเทียบบทบาทของสตรีไทยที่ปรากฏในละคร หนึ่งในร้อยกับช่วงเวลาใกล้เคียงกับหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้นมีความเหมือนและแตกต่างกันในการที่ช่วงเวลาดังกล่าวหญิงไทยยังคงถูกตีตราด้วยค่านิยมเรื่องศีลธรรมครอบครัวอยู่ และตัวละครอนงค์คือผู้หญิงส่วนน้อยที่ลุกขึ้นมาเพื่อตั้งคำถามถึงการใช้ชีวิตและความถูกต้องผ่านการกระทำที่มองว่าเป็นเพียงเรื่องของศีลธรรมเชิงปัจเจก และผู้หญิงสามารถมีบทบาททางสังคมไปจนถึงการเลือกเส้นทางชีวิตของตนเองโดยไม่ถูกควบคุมได้ 2) ลักษณะการกระทำของอนงค์ได้ถูกมองว่าเป็นความท้าทายจากสายตาของสังคม แต่ในมุมมองของผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกลับเป็นการต่อรองให้ตัวอนงค์นั้นสามารถมีทางเลือกในการพิสูจน์ความถูกต้องและการใช้ชีวิตแบบอยู่ก่อนแต่งได้โดยมีความรับผิดชอบเป็นเครื่องพิสูจน์ และ 3) เมื่อเปรียบเทียบด้านความเชื่อทั้งในเรื่องการอยู่ก่อนแต่งและบทบาทของสตรีไทยในสังคมร่วมสมัย ละคร หนึ่งในร้อยถือได้ว่าเป็นการผลิตซ้ำภาพจำทางสังคมในช่วงเปลี่ยนผ่านที่มีทั้งกลุ่มคนที่ยังยึดติดกับค่านิยมและความเชื่อแบบเก่าไม่ว่าจะด้วยผลประโยชน์ หรือเหตุผลส่วนตัว และกลุ่มคนที่พร้อมเปิดรับกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว โดยอนงค์ได้กลายเป็นภาพตัวแทนที่ถูกฉายซ้ำสำหรับตัวละครเพศหญิงที่ลุกขึ้นมาตั้งคำถามกับศีลธรรมที่สังคมกำหนดให้กลายเป็นค่านิยมที่ควรมีการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่การต่อต้านแต่ต้องคำนึงถึงความถูกต้องเป็นหลัก</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/MCI/article/view/8527 การเปิดรับสื่อ ทัศนคติ และพฤติกรรมการซื้อเครื่องประดับอัญมณีมงคล ผ่านช่องทางออนไลน์ของกลุ่มผู้บริโภคเพศหญิง 2025-08-28T19:48:44+07:00 ณัฐณิชา อุดมพร n.caarrot@gmail.com แอนนา จุมพลเสถียร annchoompol2@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาระดับการเปิดรับสื่อ ทัศนคติ และพฤติกรรมการซื้อเครื่องประดับอัญมณีมงคลผ่านช่องทางออนไลน์ของผู้บริโภคเพศหญิง (2) เพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างการเปิดรับสื่อกับทัศนคติ และ (3) เพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างทัศนคติกับพฤติกรรมการซื้อ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยกลุ่มตัวอย่างคือผู้บริโภคเพศหญิงอายุ ≥ 18 ปี ที่เคยซื้อเครื่องประดับอัญมณีมงคลออนไลน์ จำนวน 300 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์ และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามเปิดรับสื่อผ่าน Line Official และ Shopee สูงที่สุด ตามด้วย Instagram และ Facebook สินค้าที่ซื้อบ่อยคือ “สร้อยข้อมือ” และ “จี้” ส่วนแบรนด์ที่ซื้อเป็นประจำมากที่สุดคือ RAVIPA, AURORA และ Harmenstone การเปิดรับสื่อมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูงกับทัศนคติรวม (r = 0.524, p &lt; 0.01) และมีความสัมพันธ์ระดับปานกลางถึงสูงกับทัศนคติในมิติผลิตภัณฑ์ ราคา สถานที่ และการส่งเสริมการตลาด (r = 0.434–0.465, p &lt; 0.01) นอกจากนี้ทัศนคติแต่ละมิติมีความสัมพันธ์เชิงบวกระดับปานกลางกับพฤติกรรมการซื้อ (r = 0.311–0.465, p &lt; 0.01) สรุปได้ว่า สื่อออนไลน์มีบทบาทสำคัญในการสร้างทัศนคติเชิงบวก ซึ่งส่งผลให้เกิดพฤติกรรมการซื้อเครื่องประดับอัญมณีมงคล ผู้ประกอบการจึงควรเน้นกลยุทธ์เนื้อหาออนไลน์ที่สื่อถึงคุณค่ามงคล ผ่านแพลตฟอร์มที่กลุ่มเป้าหมายนิยม พร้อมปรับ 4Ps ให้สอดคล้องกับความเชื่อและความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคเพศหญิงในยุคดิจิทัล</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/MCI/article/view/9968 อิทธิพลของการเปิดรับสื่อสังคมและการรับรู้ภาพลักษณ์พรรคประชาชน ที่มีต่อแนวโน้มในการเลือกตั้งครั้งต่อไป 2025-12-23T15:23:26+07:00 ณัชพล แก้วพริ้งเพริด natchapon.kaew@dome.tu.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปิดรับสื่อสังคมและการรับรู้ภาพลักษณ์พรรคประชาชนที่มีต่อแนวโน้มในการเลือกตั้งครั้งต่อไปของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณด้วยแบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และต่างจังหวัด จำนวน 400 คน ซึ่งผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีการเปิดรับสื่อสังคมจากพรรคประชาชนอยู่ในระดับปานกลาง โดยเฟซบุ๊กได้รับความนิยมมากที่สุด รองลงมาคือ ติ๊กต็อก และอินสตาแกรม ในด้านภาพลักษณ์ กลุ่มตัวอย่างรับรู้ว่าพรรคประชาชนมีภาพลักษณ์ในระดับมาก ทั้งด้านการส่งเสริมประชาธิปไตยและความเป็นพรรคการเมืองที่ทันสมัย ทั้งนี้ ปัจจัยที่ส่งผลสำคัญต่อแนวโน้มการเลือกพรรคประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ภาพลักษณ์ด้านการส่งเสริมประชาธิปไตย และความทันสมัยของพรรค</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/MCI/article/view/9311 การสื่อสารนโยบาย OTT ของสำนักงาน กสทช. : กรณีศึกษาพลวัตระหว่างแนวร่วมและยุทธศาสตร์กำกับดูแล 2025-12-10T20:22:48+07:00 ทัตเทพ จันทรเมธีกุล thatthep7907@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้มุ่งวิเคราะห์พลวัตการสื่อสารเชิงนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ต่อบริการ Over-the-Top (OTT) โดยอาศัยกรอบทฤษฎีแนวร่วมสนับสนุน (Advocacy Coalition Framework: ACF) เพื่ออธิบายความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างแนวร่วมหลักสี่กลุ่ม ได้แก่ อุตสาหกรรมสื่อดั้งเดิม แพลตฟอร์มดิจิทัล ภาคประชาสังคม และหน่วยงานรัฐ ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า แม้ภูมิทัศน์เทคโนโลยีดิจิทัลจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่ทิศทางนโยบายกลับเคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้า อันเป็นผลจากความเหนียวแน่นของความเชื่อหลักเชิงนโยบาย (policy core beliefs)<br>ที่แนวร่วมแต่ละฝ่ายยึดถืออย่างมั่นคง</p> <p>การสังเคราะห์ข้อมูลชี้ว่า กสทช. ค่อย ๆ ปรับโทนการสื่อสารจากการเน้นเพียง “การศึกษาและติดตาม” ไปสู่การเน้น “การแข่งขันที่เป็นธรรมและการพัฒนาอุตสาหกรรม” โดยยังคงรักษาหลักการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นแกนกลาง การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นผ่านกลไกการเรียนรู้เชิงนโยบาย (policy-oriented learning) ซึ่งได้รับแรงเร่งเร้าจากเหตุการณ์สำคัญอย่างการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั้งนี้ กสทช. แสดงบทบาทในฐานะคนกลางเชิงนโยบาย (policy broker) โดยนำเสนอยุทธศาสตร์การกำกับดูแลที่หลากหลาย เช่น การกำกับดูแลแบบแบ่งชั้น (tiered regulation) การกำกับดูแลร่วม/การกำกับดูแลโดยผู้ประกอบการ (co- regulation/self-regulation) และการจัดตั้งพื้นที่ทดลองนวัตกรรม (regulatory sandbox)</p> <p>อย่างไรก็ดี บทความชี้ให้เห็นข้อจำกัดของ ACF แบบดั้งเดิมเมื่อถูกนำมาใช้วิเคราะห์นโยบายในบริบทแพลตฟอร์มระดับโลกที่มีลักษณะข้ามพรมแดน ซึ่งเผชิญปัญหาทั้ง ความไม่สมดุลของอำนาจ (asymmetric power) และ ความเร็วของการเปลี่ยนแปลง (speed of change) ที่สูงกว่ามาตรฐานการวิเคราะห์ทั่วไป เพื่อแก้ข้อจำกัดนี้ งานศึกษาจึงเสนอการพัฒนาไปสู่ กรอบแนวร่วมหลายระดับ (multi-level ACF) ที่บูรณาการแนวคิดว่าด้วยการกำกับดูแลแพลตฟอร์ม (platform governance) เข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการอธิบายปรากฏการณ์และออกแบบนโยบายดิจิทัลให้สอดคล้องกับพลวัตโลกปัจจุบัน</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/MCI/article/view/8620 Immersive Graphic: เพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือหายนะของวงการสื่อไทย 2025-08-28T19:51:42+07:00 จักรภัทร ทรงพลนภจร jakkaphat.son@gmail.com ณิชกุล พันธ์ชนะ boo.nichakunn@gmail.com พรพิชชา มั่งมีผล pornpitcha.mmp@gmail.com อรปวีณ์ วงศ์วชิรา onprawee1991@gmail.com รัฐนันท์ เทศนา rtn.tesana@gmail.com ณิชชา ยิ้มเป็นสุข nichayimp1507@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ถึงการนำเทคโนโลยีกราฟิกเสมือน (Immersive Graphic) มาใช้เป็นเครื่องมือในการนำเสนอข่าว ผ่านรายการข่าวของสื่อมวลชนกระแสหลัก (Mass media) แม้การนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ประโยชน์เพื่อช่วยให้ผู้ชมหรือผู้รับสารมีความเข้าใจและมีส่วนร่วมกับข่าวสารมากกว่าการนำเสนอข่าวแบบเดิม แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการนำเสนอข่าวที่เสมือนจริงหรือนำเสนอซ้ำๆ อาจละเมิดสิทธิของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมไปถึงผู้เสียชีวิตที่ไม่สามารถปกป้องสิทธิของตนเองได้ ผู้ศึกษาจึงใช้กรณีศึกษาสถานีโทรทัศน์ไทยรัฐทีวี ซึ่งเป็นสถานีแรก ๆ ของประเทศไทย ที่มีการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้และยังได้รับรางวัลการันตีถึงคุณภาพของชิ้นงานด้วย โดยได้คัดเลือกข่าวจากเทปบันทึกภาพการรายงานข่าว ที่เผยแพร่ในช่องทางยูทูป THAIRATH TV Originals ซึ่งมีการนำกราฟิกเสมือนมาใช้ประกอบการรายงานข่าวจาก Playlist “Immersive Graphic” จำนวน 10 คลิป ที่มียอดผู้รับชมสูงสุด เพื่อวิเคราะห์ว่า การใช้กราฟิกเสมือนในการรายงานข่าวนั้น มีการนำเสนอที่ขัดต่อหลักคุณธรรมและจริยธรรมวิชาชีพสื่อสารมวลชนด้านใด และอย่างไรบ้าง โดยใช้หลักคุณธรรมและจริยธรรมวิชาชีพสื่อสารมวลชน จำนวน 9 ด้าน ตามหลักปฏิบัติของสภาการสื่อสารมวลชน ร่วมกับความคิดเห็นของผู้ชมจากข่าวที่คัดเลือกมาทั้ง 10 คลิป เพื่อประกอบการวิเคราะห์</p> <p> จากการวิเคราะห์พบว่า คลิปการรายงานข่าวโดยใช้ภาพกราฟิกเสมือนของสถานีโทรทัศน์ไทยรัฐทีวีส่วนใหญ่นั้น ขัดต่อหลักคุณธรรมและจริยธรรมวิชาชีพสื่อสารมวลชน สะท้อนให้เห็นว่าผู้ผลิต ผู้ควบคุมหรือกำกับดูแลการผลิต ไปจนถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมการสื่อสารนี้ นำเทคโนโลยีกราฟิกเสมือนมาใช้เพื่อเน้นสร้างสีสันให้กับผู้รับสารมากกว่าการให้สาระความรู้ โดยขาดการตระหนักถึงประโยชน์สาธารณะ และสิ่งที่ผู้รับสารจะได้รับ<br />อย่างแท้จริง แม้กราฟฟิกเสมือนจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการรายงานข่าว แต่ในขณะเดียวกันก็เปรียบเหมือนดาบสองคม หากผู้ผลิตและผู้ส่งสารยังคงไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมาภายหลัง โดยคาดหวังเพียงยอดการรับชมและการมีส่วนร่วม (Engagement) ที่นำมาซึ่งการสร้างรายได้เท่านั้น พร้อมกันนี้บทความวิชาการนี้ ยังได้เสนอข้อเสนอแนะการกำกับดูแลการใช้กราฟิกเสมือนผ่านสื่อที่กระทบต่อสิทธิ เสรีภาพ ชื่อเสียงและความเป็นส่วนตัว<br />ของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะนอกจากในฐานะผู้ผลิตสื่อที่ต้องคำนึงถึงการนำเสนอข่าวแล้ว หน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลสื่อก็จำเป็นต้องมีส่วนเกี่ยวข้องในการพิจารณานำกลไกของกฎหมายมาใช้ร่วมด้วย เพื่อควบคุมคุณภาพและมาตรฐานการใช้เทคโนโลยีกราฟิกเสมือนที่ไม่ขัดต่อหลักคุณธรรมและจริยธรรมวิชาชีพสื่อสารมวลชนในการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนไทยในอนาคตด้วย</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์