https://so07.tci-thaijo.org/index.php/MCI/issue/feed
วารสาร Media and Communication Inquiry
2026-06-30T20:39:25+07:00
โมไนยพล รณเวช
Monaiphol@yahoo.com
Open Journal Systems
<p><strong>ISSN (Online)</strong> <strong>:</strong><em> 2697-5173</em><strong><br />ISSN (Print ) : </strong><em>2697-5084</em></p> <p><strong>กำหนดการออก :</strong> 2<em> ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถุนายน, ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม</em></p> <p><strong>นโยบายและขอบข่ายการตีพิมพ์</strong> : <em>เป็นวารสารที่นำเสนอผลงานวิชาการประเภทบทความวิจัย และบทความวิชาการ ซึ่งมีสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสื่อหรือการสื่อสารในบริบทต่าง ๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีทางวิชาการให้กับอาจารย์นักวิชาการ และนักศึกษา จากสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ได้มีโอกาสได้เผยแพร่ผลงานวิชาการของตนเองสู่สาธารณชน อันจะนำไปสู่การยกระดับศาสตร์ของสื่อและการสื่อสารให้มีองค์ความรู้ที่เข้มแข็ง และสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อประโยชน์ต่อชุมชน องค์การ และสังคมได้</em></p>
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/MCI/article/view/11652
การเปิดรับสื่อ ทัศนคติ และพฤติกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของพนักงาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
2026-06-22T08:16:17+07:00
กนกพร พานิชสมบัติ
kanokporn.pan@dome.tu.ac.th
คันธิรา ฉายาวงศ์
kantira9@tu.ac.th
<p>การวิจัยเรื่อง “การเปิดรับสื่อ ทัศนคติ และพฤติกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของพนักงาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปิดรับสื่อภายในองค์กร ทัศนคติ และพฤติกรรมด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของพนักงาน ปตท. รวมทั้งศึกษาความแตกต่างของการเปิดรับสื่อภายในองค์กรจำแนกตามลักษณะทางประชากร ตลอดจนศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการเปิดรับสื่อภายในองค์กรกับทัศนคติ และความสัมพันธ์ระหว่างทัศนคติกับพฤติกรรมด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้วิธีวิจัยเชิงสำรวจด้วยการเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์จากพนักงานบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จำนวน 361 คน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีการเปิดรับสื่อภายในองค์กรเกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์โดยรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.06 โดยสื่อกิจกรรมมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมา คือ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อบุคคล และสื่อดิจิทัล ตามลำดับ ด้านทัศนคติพบว่าอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.56 และด้านพฤติกรรมพบว่าอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.73 ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า พนักงานที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา อายุงาน และพื้นที่ปฏิบัติงานแตกต่างกัน มีการเปิดรับสื่อภายในองค์กรแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 นอกจากนี้ การเปิดรับสื่อภายในองค์กรมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับน้อยกับทัศนคติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากับ 0.278 และทัศนคติมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับพฤติกรรมด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากับ 0.612 ผลการวิจัยสะท้อนว่า การสื่อสารภายในองค์กร โดยเฉพาะสื่อกิจกรรมและการใช้สื่อหลายประเภทอย่างเหมาะสม มีบทบาทสำคัญต่อการส่งเสริมทัศนคติและพฤติกรรมด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของพนักงาน</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/MCI/article/view/10241
การประกอบสร้างความหมายของมนุษย์เงินเดือน ผ่านเพจพนักงานออฟฟิศ
2026-02-21T21:20:39+07:00
ศิรดา วีระเมธีวงศ์
mindcmc@gmail.com
เกศราพร ทองพุ่มพฤกษา
Kate611_hello@hotmail.com
<p>การวิจัยเรื่อง“การประกอบสร้างความหมายของมนุษย์เงินเดือนผ่านเพจพนักงานออฟฟิศ” เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยมุ่งศึกษาการประกอบสร้างความหมายของมนุษย์เงินเดือนผ่านเพจพนักงานออฟฟิศ โดยใช้วิธีการวิเคราะห์ตัวบท (Textual Analysis) โดยศึกษาจากโพสต์ข้อความและภาพที่มียอดปฏิสัมพันธ์ (Post interaction – การกดปุ่มแสดงความรู้สึก คอมเม้นท์และแชร์) สูงที่สุดของแต่ละสัปดาห์ จาก 3 เพจที่มียอดอัตราปฏิสัมพันธ์ต่อโพสต์ (Post interaction rate) สูงที่สุด 3 อันดับแรกในระยะเวลา 12 เดือน (1 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 – 30 มิถุนายน พ.ศ. 2568) ซึ่งมีเกณฑ์ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ แก่นเรื่อง ประเด็นที่เล่าเกี่ยวกับมนุษย์เงินเดือน ตัวละคร ความขัดแย้งและทางออกของปัญหา การใช้โทนเสียง การใช้ภาพ และมุมมองที่มีต่อประเด็นที่เล่าเกี่ยวกับมนุษย์เงินเดือน ผลการวิจัยพบว่าเพจพนักงานออฟฟิศได้นำเสนอเรื่องราวและประเด็นต่าง ๆ ผ่าน 4 แก่นเรื่องหลักคือ 1) ออฟฟิศคือสนามรบ 2) เงินคืองาน งานคือเงิน 3) Work–Life Balance และ 4) งานคือหน้าที่ไม่ใช่ความชอบโดยเพจมักสื่อสารผ่านประเด็นที่เล่าเกี่ยวกับรายได้ สวัสดิการและผลประโยชน์ ความพึงพอใจในงาน วิถีชีวิตส่วนตัว ความมั่นคงในการทำงาน สภาพแวดล้อมในการทำงาน ความสัมพันธ์ในที่ทำงาน และการประสบความสำเร็จและได้รับการยกย่อง ในด้านของรูปแบบการทั้งนี้เพจมักนำเสนอผ่านการใช้ตัวละครหลากหลายรูปแบบ ทั้งมนุษย์ สัตว์ และสิ่งของ ร่วมกับการใช้โทนเสียงเชิงขบขัน เสียดสี ตัดพ้อหรือโกรธเคือง นอกจากนี้เพจยังนำเสนอให้เห็นถึงความขัดแย้งของพนักงานออฟฟิศในหลายระดับ ทั้งความขัดแย้งกับตนเอง ความขัดแย้งระหว่างตัวละคร รวมถึงความขัดแย้งกับสภาพแวดล้อม อย่างไรก็ตามเพจมักไม่นำเสนอถึงทางออกของปัญหามากนัก ขณะเดียวกันเพจยังมีการใช้ภาพในการสื่อสารที่หลากหลายทั้ง ภาพวาด ภาพวาดล้อเลียน ภาพจริงและภาพกราฟิก นอกจากนี้จากการศึกษาพบว่ามุมมองที่มีต่อประเด็นที่เล่าเกี่ยวกับมนุษย์เงินเดือนมักอยู่ในเชิงสนับสนุนและต่อรอง แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญต่อคุณภาพชีวิตในการทำงานและการปรับตัวของมนุษย์เงินเดือนภายใต้ระบบทุนนิยมสมัยใหม่</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/MCI/article/view/10853
การสื่อสารเนื้อหาผ่านสื่อเฟซบุ๊กและแชทบอทที่ส่งผลต่อการเลือกใช้บริการที่พักโรงแรมพื้นที่เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา
2026-05-22T15:51:58+07:00
ธนพัฒน์ ปัญญาดิลก
thanapat.boat@gmail.com
กัญญรัตน์ หงส์วรนันท์
kanyarat.nga@dpu.ac.th
<p>การวิจัยเรื่องการสื่อสารเนื้อหาผ่านสื่อเฟซบุ๊กและแชทบอทที่ส่งผลต่อการเลือกใช้บริการที่พักโรงแรมพื้นที่เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ที่แตกต่างของผู้ใช้บริการส่งผลต่อการเลือกใช้บริการที่พักโรงแรมพื้นที่เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา (2) ศึกษาการสื่อสารเนื้อหาผ่านสื่อเฟซบุ๊กที่แตกต่างส่งผลต่อการเลือกใช้บริการที่พักโรงแรมพื้นที่เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา และ (3) ศึกษาการสื่อสารเนื้อหาผ่าน แชทบอทที่แตกต่างส่งผลต่อการเลือกใช้บริการที่พักโรงแรมพื้นที่เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างประชากร ซึ่งเป็นผู้ใช้บริการที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปี ขึ้นไป ที่เคยเห็นสื่อที่พักโรงแรมบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ประเภทเฟซบุ๊ก และใช้แชทบอทในการจองที่พักเพื่อใช้บริการโรงแรมพื้นที่เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา ช่วงระยะเวลาปี 2566–2568 จำนวน 400 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ ได้แก่ อายุ ระดับการศึกษา และภูมิลำเนาที่อยู่ปัจจุบันที่แตกต่างกันส่งผลต่อการเลือกใช้บริการที่พัก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยกลุ่ม Gen Y และ Gen Z เน้นความรวดเร็วและความคุ้มค่า ใช้ภาพและวิดีโอในการตัดสินใจ กลุ่มผู้มีการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปมีทักษะในการสืบค้นและวิเคราะห์ข้อมูลที่ซับซ้อน (เช่น รีวิว มาตรฐานโรงแรม) ทำให้มีความมั่นใจในการตัดสินใจจองที่พัก กลุ่มผู้ที่มีภูมิลำเนาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีการตัดสินใจจองสูง เนื่องจากความคุ้นเคยเส้นทาง และการท่องเที่ยวระยะใกล้ที่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลา 2) การสื่อสารเนื้อหาผ่านสื่อเฟซบุ๊กที่แตกต่าง ได้แก่ ด้านการให้ข้อมูล ด้านภาพ และด้านการออกแบบส่งผลต่อการเลือกใช้บริการที่พัก ข้อมูล เนื้อหาที่เป็นประโยชน์ทำให้เกิดความเชื่อมั่น ภาพที่มีความสมจริงและรีวิวที่ตรวจสอบได้ การออกแบบช่วยให้ผู้ใช้ประมวลผลข้อมูลง่าย นำทางไปสู่การตัดสินใจจอง 3) การสื่อสารเนื้อหาผ่านแชทบอทที่แตกต่าง ได้แก่ ด้านคุณภาพของข้อมูล และด้านคุณภาพการบริการส่งผลต่อการเลือกใช้บริการที่พัก ข้อมูลต้องมีความชัดเจน เข้าใจง่าย ถูกต้องแม่นยำ ปรับแต่งคำตอบได้เฉพาะบุคคล ให้ความเป็นส่วนตัวและตอบสนองได้ตลอด 24 ชั่วโมงอย่างรวดเร็ว ช่วยกระตุ้นการตัดสินใจจองได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/MCI/article/view/11630
ทัศนคติ แรงจูงใจ พฤติกรรม และการติดเกมสยองขวัญ
2026-06-17T12:00:21+07:00
ธนรัตน์ เลิศลิขิตศิลป์
tanarat20111@gmail.com
โมไนยพล รณเวช
monaiphol2026@gmail.com
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของทัศนคติต่อเกมสยองขวัญที่มีต่อพฤติกรรมการเล่นเกมสยองขวัญ เพื่อศึกษาอิทธิพลของแรงจูงใจในการเล่นเกมสยองขวัญที่มีต่อพฤติกรรมการเล่นเกมสยองขวัญ และเพื่อศึกษาอิทธิพลของพฤติกรรมในการเล่นเกมสยองขวัญที่มีต่อการติดเกมสยองขวัญ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ด้วยการเก็บแบบสอบถามทางออนไลน์จากเกมเมอร์ที่เล่นเกมสยองขวัญ อายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 400 คน</p> <p>ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า (1) ทัศนคติต่อเกมสยองขวัญ 4 ด้าน ได้แก่ ด้านผลิตภัณฑ์/บริการ ราคาสินค้า ช่องทางการจัดจำหน่าย และการส่งเสริมการตลาด กลุ่มตัวอย่างเกมเมอร์ให้ความสำคัญกับทัศนคติด้านด้านผลิตภัณฑ์/บริการ และราคาสินค้าเป็นอย่างมาก เกมเมอร์ที่มีทัศนคติด้านดังกล่าวดีจะมีพฤติกรรมการเล่นเกมสยองขวัญที่มากตามไปด้วย (2) แรงจูงใจในการเล่นเกมสยองขวัญ 3 ด้าน ได้แก่ ด้านความต้องการการดำรงอยู่ ความต้องการความสัมพันธ์ และความต้องการความก้าวหน้า กลุ่มตัวอย่างเกมเมอร์ให้ความสำคัญกับแรงจูงใจด้านความต้องการการดำรงอยู่ และความต้องการความก้าวหน้า หากเกมเมอร์มีแรงจูงใจในด้านดังกล่าวมากจะส่งผลให้มีพฤติกรรมการเล่นเกมสยองขวัญมากขึ้นตามไปด้วย (3) พฤติกรรมการเล่นเกมสยองขวัญมีอิทธิพลต่อการติดเกมสยองขวัญอย่างมีนัยสำคัญในทิศทางบวก ยิ่งเกมเมอร์เล่นเกมสยองขวัญมากเท่าไรยิ่งส่งผลให้เกิดการติดเกมสยองขวัญมากขึ้นเท่านั้น</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/MCI/article/view/10156
ฟื้นฟูใจในโลกจำลอง: ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกึ่งความจริง ความสัมพันธ์ทางสังคม กึ่งความจริงกับพลวัตรสุขภาพจิตในบริบทของแฟนคลับ
2026-02-17T08:40:42+07:00
จันทรวรรณ ตระกุลผิว
jantarawan.th@cmu.ac.th
<p>บทความชิ้นนี้ทบทวนพลวัตของการสื่อสารในบริบทแฟนคลับศิลปินเกาหลี โดยใช้แนวคิดปฏิสัมพันธ์กึ่งสังคมและความสัมพันธ์กึ่งสังคม (Parasocial Interaction and Parasocial Relationship) ผลการทบทวนพบว่า ความสัมพันธ์ดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการสื่อสารทางเดียว แต่เป็นกลไกทางจิตวิทยาที่ช่วยเยียวยา เสริมคุณค่าในตนเอง และสร้างแรงบันดาลใจ โดยศิลปินทำหน้าที่เป็นเพื่อนเสมือนจริง (Quasi-Friend) ส่งผลให้แฟนคลับรู้สึกใกล้ชิด มีคุณค่า และเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ก่อนจะแสดงออกผ่านพฤติกรรมการสนับสนุนศิลปิน เช่น การซื้อสินค้าและการเข้าร่วมกิจกรรมของแฟนคลับ</p> <p>อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความคาดหวังและแรงกดดันจากการเปรียบเทียบภายในกลุ่ม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตได้ ดังนั้น บทความนี้จึงเสนอให้มองความสัมพันธ์ระหว่างแฟนคลับกับศิลปินในโลกดิจิทัลในฐานะพื้นที่ที่สามารถสร้างคุณค่าและเยียวยาจิตใจ พร้อมทั้งชี้ให้เห็นโอกาสในการศึกษาต่อยอดเพื่อพัฒนาโลกเสมือนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยทางใจในสังคมสมัยใหม่</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/MCI/article/view/8911
เชียงราย พื้นที่แห่งการสร้างสรรค์และการต่อรองทางวัฒนธรรมระหว่างอัตลักษณ์ล้านนา กับความเป็นสากล
2025-09-24T15:24:01+07:00
วนิทรา ตะเภาทอง
wanitra@gmail.com
<p>บทความนี้มุ่งวิเคราะห์จังหวัดเชียงรายในฐานะ “พื้นที่การสื่อสารเชิงวัฒนธรรม” ที่อัตลักษณ์ล้านนาไม่ได้ดำรงอยู่อย่างคงที่ หากถูกสื่อสาร ผลิตซ้ำ และต่อรองอย่างต่อเนื่องภายใต้บริบทโลกาภิวัตน์และการพัฒนาเมืองสร้างสรรค์ แนวคิดทุนทางวัฒนธรรมและทุนเชิงสัญลักษณ์ถูกใช้เพื่ออธิบายกระบวนการสั่งสม–แปลงทุนของกลุ่มผู้สื่อสารในพื้นที่ ขณะเดียวกัน แนวคิดพื้นที่ที่สามถูกใช้เพื่อทำความเข้าใจการผสมผสานและการสร้างความหมายใหม่ของอัตลักษณ์ท้องถิ่นเมื่อเผชิญแรงกดทับจากศูนย์กลางและแรงดึงดูดจากเวทีโลก ผลการสังเคราะห์เสนอการแบ่งพัฒนาการออกเป็น 4 ยุคตามผู้สื่อสารหลัก พื้นที่/ช่องทางการสื่อสาร และรูปแบบการต่อรองอัตลักษณ์ ได้แก่ (1) ยุคการสื่อสารแบบชุมชนและมุขปาฐะ ที่วัดและชุมชนทำหน้าที่เป็นพื้นที่สะสมองค์ความรู้และธำรงจารีต (2) ยุคการสื่อสารผ่านพื้นที่ศิลปะและปัจเจกบุคคล ที่ศิลปินใช้สถาปัตยกรรม/พื้นที่ศิลปะเป็นสื่อหลักในการประกาศอัตลักษณ์และสร้างความหมายใหม่ (3) ยุคการสื่อสารผ่านเครือข่ายศิลปินและพื้นที่กลาง ที่การรวมกลุ่มและพื้นที่เชื่อมต่อช่วยขยายการสื่อสารสู่สาธารณะและเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชิงศิลป์ และ (4) ยุคการสื่อสารข้ามพรมแดนและเวทีโลก ที่เชียงรายยกระดับสู่การเป็นพื้นที่ศิลปะร่วมสมัยนานาชาติและได้รับการรับรองในระดับโลกภายใต้กรอบเมืองสร้างสรรค์ บทความชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาเชียงรายสู่เมืองสร้างสรรค์มิได้เป็นเพียง “ผลลัพธ์ด้านภาพลักษณ์” หากเป็นกระบวนการต่อรองเชิงอำนาจผ่านการสื่อสารที่เกี่ยวข้องกับการนิยามความเป็นล้านนา การจัดสรรความชอบธรรมของผู้สื่อสาร และความสามารถในการแปลงทุนทางวัฒนธรรมให้เป็นทุนเชิงสัญลักษณ์ในระดับเมืองและระดับนานาชาติ ข้อค้นพบดังกล่าวสะท้อนความจำเป็นของการออกแบบนิเวศการสื่อสารเชิงวัฒนธรรมที่เปิดกว้าง เป็นธรรม และเอื้อต่อการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างหลากหลาย เพื่อรองรับการพัฒนาเมืองสร้างสรรค์อย่างสมดุลและยั่งยืน</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/MCI/article/view/11659
การทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับกลยุทธ์การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือในการสื่อสารสุขภาพบน TikTok ในประเทศไทย โดยใช้แบบจำลองการประมวลผลแบบฮิวริสติก-ซิสเตแมติก
2026-06-23T20:55:41+07:00
อริญชย์ ภุมรินทร์
arin.pmr@gmail.com
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนและสังเคราะห์วรรณกรรมที่ว่าด้วยกลยุทธ์การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือในการสื่อสารสุขภาพบน TikTok ในประเทศไทย ภายใต้กรอบแบบจำลองการประมวลผลแบบฮิวริสติก–ซิสเตแมติก (Heuristic-Systematic Model HSM) เป็นกรอบแนวคิดหลัก ในปัจจุบัน TikTok ได้กลายเป็นแหล่งข้อมูลสุขภาพที่สำคัญ โดยเฉพาะสำหรับคนรุ่นใหม่แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นแหล่งรวมของข้อมูลที่ผิดพลาดและขาดการควบคุม การศึกษานี้วิเคราะห์ว่าสภาพแวดล้อมของ TikTok ที่มีลักษณะสั้นกระชับและเน้นความบันเทิงส่งเสริมการประมวลผลแบบฮิวริสติกซึ่งผู้ใช้ต้องอาศัยตัวชี้นำทางลัด เช่น ความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูลมากกว่าการประมวลผลแบบซิสเตแมติก หรือการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงลึกอย่างไร บทความนี้มุ่งหวังที่จะอธิบายผลกระทบของตัวชี้นำฮิวริสติก (เช่น สถานะผู้เชี่ยวชาญ, คุณภาพการผลิต) ต่อการรับรู้ความน่าเชื่อถือ และเสนอว่ากลยุทธ์การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพสูงสุดคือ "กลยุทธ์แบบผสมผสาน" ที่ใช้ตัวชี้นำฮิวริสติกที่แข็งแกร่งเพื่อกระตุ้นให้เกิดการประมวลผลแบบซิสเตแมติก โดยอาศัยหลักการความเพียงพอ (Sufficiency Principle) ผลการวิเคราะห์นี้จะเป็นประโยชน์ต่อนักวิชาการและผู้ปฏิบัติงานด้านสาธารณสุขในประเทศไทยเพื่อเป็นแนวทางในการออกแบบการสื่อสารสุขภาพที่น่าเชื่อถือ</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/MCI/article/view/11665
Wellness Care ในฐานะสินค้าความหวัง: การวิพากษ์การสื่อสารสุขภาวะในยุคสุขภาพดิจิทัล
2026-06-23T20:56:35+07:00
อิสระ อุปดี
isaraupadee@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประกอบสร้างวาทกรรม wellness care ในยุคสุขภาพดิจิทัล โดยมุ่งวิเคราะห์ว่าสุขภาวะถูกสื่อสารให้กลายเป็นความหมายของชีวิตที่ดี ร่างกายที่ควบคุมได้ ความอ่อนเยาว์ และตัวตนที่มีวินัยอย่างไร รวมถึงวิเคราะห์บทบาทของผู้ส่งสาร และตัวแสดงทางการสื่อสาร ได้แก่ อินฟลูเอนเซอร์ แบรนด์ธุรกิจ แพลตฟอร์มดิจิทัล สื่อไลฟ์สไตล์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการผลิตและกำหนดนิยามของ wellness care ในฐานะสินค้าความหวัง บทความนี้ใช้แนวทางการวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ โดยสังเคราะห์แนวคิดวาทกรรม สังคมความเสี่ยง สุขภาพดิจิทัล สุขภาพแบบองค์รวม และวาทกรรม anti-aging เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ระหว่างการสื่อสารสุขภาวะกับตรรกะทางการตลาดในสังคมดิจิทัลข้อเสนอหลักของบทความคือ wellness care ไม่ได้เป็นเพียงแนวทางการดูแลสุขภาพหรือกระแสไลฟ์สไตล์ร่วมสมัยเท่านั้น หากแต่เป็นวาทกรรมที่ผลิตความหมายเกี่ยวกับร่างกาย ชีวิต ความอ่อนเยาว์ วินัย และคุณค่าของปัจเจกในสังคมดิจิทัล วาทกรรมดังกล่าวทำงานผ่านภาษา ภาพ เรื่องเล่า คำสัญญาเชิงเปลี่ยนชีวิต และตัวแบบบุคคล เพื่อทำให้ความเสี่ยง ความกลัว และความไม่มั่นคงของผู้บริโภค เช่น ความแก่ ความอ้วน ความเครียด การนอนไม่ดี หรือร่างกายที่ไม่สมดุล ถูกแปรเปลี่ยนเป็นความปรารถนาในการบริโภคสินค้า บริการ กิจกรรม และไลฟ์สไตล์ด้านสุขภาวะ</p> <p>บทความนี้จึงชี้ให้เห็นว่า wellness care ในยุคสุขภาพดิจิทัลไม่ได้ขายเพียงสุขภาพ แต่ขายความหวังว่าชีวิตจะดีขึ้น ร่างกายจะควบคุมได้ และตัวตนจะมีคุณค่ามากขึ้นผ่านการลงทุนกับตนเอง อย่างไรก็ตาม ความหวังดังกล่าวไม่ได้เป็นกลาง หากถูกผูกเข้ากับตรรกะของตลาดที่ทำให้การดูแลตนเองกลายเป็นสิ่งที่ต้องซื้อ ต้องแสดงออก และต้องทำอย่างต่อเนื่อง</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์