https://so07.tci-thaijo.org/index.php/RJL/issue/feed
วารสารกฎหมายและสังคมรังสิต
2026-09-28T21:08:53+07:00
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธานี วรภัทร์
RJLS@rsu.ac.th
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารกฎหมายและสังคมรังสิต</strong> เป็นวารสารวิชาการของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการศึกษาค้นคว้าทางด้านกฎหมายและสังคมและเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการแก่นักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์และนักศึกษา เพื่อสนับสนุนการศึกษา การสอน การวิจัยและงานวิชาการในมหาวิทยาลัยรังสิต และจากสถาบันและภายนอก รวมทั้งนักวิชาการและผู้สนใจ โดยเน้นสาขานิติศาสตร์ และสาขาสังคมศาสตร์ เปิดรับบทความภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ โดยรับพิจารณาตีพิมพ์ต้นฉบับของบุคคลทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย</p> <p>บทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารกฎหมายและสังคมรังสิตได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ผลงานที่ส่งมาจะต้องไม่เคยตีพิมพ์หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตีพิมพ์ในวารสารอื่น ผู้เขียนบทความจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การเสนอบทความวิชาการหรือบทความวิจัยเพื่อตีพิมพ์ในวารสารกฎหมายและสังคมรังสิต อย่างเคร่งครัด รวมทั้งระบบการอ้างอิงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของวารสารกฎหมายและสังคมรังสิต</p> <p>ทัศนะและข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความวารสารกฎหมายและสังคมรังสิต ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความนั้น มิใช่ความคิดของคณะผู้จัดทำ และไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ ทั้งนี้กองบรรณาธิการไม่สงวนลิขสิทธิ์ในการคัดลอก แต่ให้อ้างอิงแสดงที่มา</p> <p><strong>กำหนดออกวารสารปีละ 4 ฉบับ เป็นราย 3 เดือน</strong><br />ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม – มีนาคม<br />ฉบับที่ 2 เดือน เมษายน – มิถุนายน<br />ฉบับที่ 3 เดือน กรกฎาคม – กันยายน<br />ฉบับที่ 4 เดือน ตุลาคม – ธันวาคม</p> <p><strong>ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร</strong></p> <p> 1) บทความวิจัย (Research Article) </p> <p>Download Template >>>> <a href="https://docs.google.com/document/d/1wygDoD98yeNzoGdZ7YKjnObDHFpn_j9l/edit?usp=drive_link&ouid=115303961970932363131&rtpof=true&sd=true">บทความวิจัย</a></p> <p> 2) บทความวิชาการ (Academic Article)</p> <p>Download Template >>>> <a href="https://docs.google.com/document/d/1a7AcjgfvP2Z_CR1Czmbz-yuJeeWPfXuS/edit?usp=sharing&ouid=115303961970932363131&rtpof=true&sd=true">บทความวิชาการ</a></p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความจากผู้ทรงคุณวุฒิ</strong></p> <p> วารสารมีกระบวนการประเมินคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิก่อนตีพิมพ์ โดยบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ในลักษณะปกปิดรายชื่อ (Double blind peer-reviewed) ทั้งนี้บทความจากผู้นิพนธ์ภายในจะได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ ภายนอกหน่วยงานที่จัดทำวารสาร และไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้นิพนธ์ ซึ่งจะทำให้เกิดความเข้มข้นในการประเมินคุณภาพบทความก่อนออกตีพิมพ์เผยแพร่สู่สาธารณะ ในกรณีที่กองบรรณาธิการหรือผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งได้รับเชิญให้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิผู้ตรวจประเมินบทความมีความเห็นว่าควรแก้ไข กองบรรณาธิการจะส่งคืนเพื่อให้เจ้าของบทความแก้ไข โดยจะยึดถือข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิผู้ตรวจประเมินเป็นเกณฑ์หลัก และหรือขอสงวนสิทธิ์ที่จะพิจารณาไม่ตีพิมพ์ ในกรณีที่รายงานการวิจัย บทความทางวิชาการหรือบทความวิจัยไม่ตรงกับแนวทางของวารสารกฎหมายและสังคมรังสิต หรือไม่ผ่านการพิจารณาของกองบรรณาธิการหรือผู้เชี่ยวชาญ เมื่อบทความที่ได้รับการตีพิมพ์ผู้เขียนจะได้รับลิ้งค์วารสารที่นำบทความลงตีพิมพ์ผลงานแล้ว พร้อมกับหนังสือรับรองการตีพิมพ์บทความในวารสารกฎหมายและสังคมรังสิต</p> <p><strong>บทความที่ส่งเพื่อพิจารณาตีพิมพ์ต้องไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ที่ใดมาก่อนและต้องไม่อยู่ระหว่างการเสนอเพื่อพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารฉบับอื่น</strong></p> <p> </p> <p><strong>อัตราค่าธรรมเนียมการเผยแพร่บทความ</strong></p> <p>บทความวิจัย, บทความวิชาการ (ทั้งบทความภาษาไทยและภาษาอังกฤษ) บทความละ 6,000 บาท (หกพันบาทถ้วน)</p> <p> ทางวารสารฯจะเรียกให้ชำระค่าธรรมเนียมในการพิจารณาบทความ เมื่อบทความเข้าสู่กระบวนการพิจารณา คือ หลังจากที่กองบรรณาธิการตรวจบทความในเบื้องต้นเกี่ยวกับความถูกของรูปแบบที่วารสารกำหนด และดำเนินการส่งให้กับผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 3 ท่าน ประเมินพิจารณาบทความแล้วเท่านั้น<br /> ทั้งนี้ หากวารสารฯได้ดำเนินกระบวนการพิจารณาไปแล้วไม่ว่าจะอยู่ในขั้นตอนใดๆก็ตาม ต่อมาผู้เขียนขอถอนบทความเองหรือบทความไม่ผ่านการพิจารณา ทางวารสารฯจะไม่คืนเงินทุกกรณี รวมถึงการพิจารณารับบทความเพื่อลงตีพิมพ์หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่ที่ดุลยพินิจของบรรณาธิการ ถือเป็นอันสิ้นสุด</p>
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/RJL/article/view/9458
การเสริมสร้างประสิทธิภาพการคุ้มครองผู้ประพันธ์เพลงไทยด้วยกรอบกฎหมายสนธิสัญญาว่าด้วยลิขสิทธิ์ขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WCT) และนวัตกรรมบล็อกเชน
2025-11-06T23:47:35+07:00
ประถมาภรณ์ เอี่ยมอำภา
pratamaporn.i@gmail.com
<p> การศึกษาเรื่อง “การเสริมสร้างประสิทธิภาพการคุ้มครองผู้ประพันธ์เพลงไทยด้วยกรอบกฎหมายสนธิสัญญาว่าด้วยลิขสิทธิ์ขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WCT) และนวัตกรรมบล็อกเชน” มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษากรอบสนธิสัญญาว่าด้วยลิขสิทธิ์ขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO Copyright Treaty: WCT) ในการคุ้มครองสิทธิของผู้ประพันธ์เพลงในยุคดิจิทัล (2) วิเคราะห์ข้อจำกัดและข้อยกเว้นของระบบกฎหมายลิขสิทธิ์ไทยในการคุ้มครองสิทธิของผู้ประพันธ์เพลงในบริบทดิจิทัล และ (3) เสนอแนวทางการบูรณาการกรอบกฎหมาย WCT กับนวัตกรรมบล็อกเชนเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการคุ้มครองผู้ประพันธ์เพลงไทย งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) โดยรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากกฎหมายลิขสิทธิ์ของไทย กฎหมายระหว่างประเทศภายใต้กรอบ WCT เอกสารจากองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) และงานวิชาการที่เกี่ยวข้อง ด้วยวิธีการวิเคราะห์เปรียบเทียบทางกฎหมาย เพื่อนำไปสังเคราะห์เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายในการพัฒนากฎหมายลิขสิทธิ์ไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า (1) สนธิสัญญา WCT มีบทบาทสำคัญในการกำหนดมาตรฐานสากลด้านการคุ้มครองสิทธิแต่เพียงผู้เดียวของผู้ประพันธ์เพลงในสื่อดิจิทัล โดยครอบคลุมสิทธิในการทำซ้ำ การเผยแพร่ และการสื่อสารต่อสาธารณะ รวมถึงการกำหนดมาตรการคุ้มครองทางเทคโนโลยี (Technological Protection Measures: TPMs) และข้อมูลการจัดการสิทธิ (Rights Management Information: RMI) เพื่อป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ (2) ระบบกฎหมายลิขสิทธิ์ไทยแม้จะมีข้อยกเว้นตามหลักการใช้โดยชอบธรรม (Fair Use) และการใช้เพื่อประโยชน์ทางการศึกษาและสาธารณะ แต่ยังคงมีข้อจำกัดด้านการบังคับใช้และการรับมือกับการละเมิดลิขสิทธิ์ในสื่อออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพ และ (3) การบูรณาการเทคโนโลยีบล็อกเชนสามารถเสริมสร้างกลไกการคุ้มครองลิขสิทธิ์ให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเพิ่มความน่าเชื่อถือในการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ อันเป็นการสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายให้สอดคล้องกับหลักสามขั้นตอน (Three-Step Test) ภายใต้กรอบของสนธิสัญญา WCT</p>
2026-09-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกฎหมายและสังคมรังสิต
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/RJL/article/view/11014
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความรู้ของประชาชนเกี่ยวกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 137 : กรณีศึกษาเทศบาลตำบลหนองบัวใต้ จังหวัดตาก
2026-04-27T14:03:44+07:00
ปานใจ ยกกลิ่น
panjaipanjai2013@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรู้ของประชาชนเกี่ยวกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 137 ศึกษาประสบการณ์เกี่ยวกับกฎหมายและการรับรู้ความสำคัญของกฎหมาย ตลอดจนวิเคราะห์ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความรู้ของประชาชนในเขตเทศบาลตำบลหนองบัวใต้ จังหวัดตาก มาตรา 137 เป็นบทบัญญัติที่มีความสำคัญในการกำหนดลักษณะของ “ทรัพย์” ซึ่งเกี่ยวข้องกับสิทธิและหน้าที่ของบุคคลในชีวิตประจำวัน รวมถึงการใช้สิทธิในทรัพย์สินในบริบทของสังคมร่วมสมัย</p> <p> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ประชากร ได้แก่ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาลตำบลหนองบัวใต้ จังหวัดตาก ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจำนวน 355 คน โดยใช้สูตรของ Yamane และสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) ตามเพศ อายุ และระดับการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น แบ่งเป็นข้อมูลทั่วไป แบบวัดความรู้เกี่ยวกับมาตรา 137 ประสบการณ์เกี่ยวกับกฎหมาย และการรับรู้ความสำคัญของกฎหมาย โดยผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) จากผู้ทรงคุณวุฒิ และมีค่าความเชื่อมั่นอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติเชิงอนุมานเพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่มีความรู้เกี่ยวกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 137 อยู่ในระดับปานกลาง แม้ว่าจะมีการรับรู้ความสำคัญของกฎหมายในระดับสูง และมีประสบการณ์เกี่ยวข้องกับกฎหมายในระดับหนึ่งก็ตาม นอกจากนี้ ยังพบว่า ระดับการศึกษา ประสบการณ์เกี่ยวกับกฎหมาย และการรับรู้ความสำคัญของกฎหมาย มีความสัมพันธ์กับระดับความรู้ของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยประชาชนส่วนใหญ่ได้รับความรู้จากประสบการณ์ในชีวิตประจำวันมากกว่าการเรียนรู้ทางกฎหมายโดยตรง</p> <p> จากผลการวิจัย ผู้วิจัยเสนอแนะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งเสริมการให้ความรู้ทางกฎหมายแก่ประชาชนอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยเน้นเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน รวมทั้งพัฒนาช่องทางการสื่อสารที่เข้าถึงได้ง่าย เพื่อยกระดับความรู้ทางกฎหมายและส่งเสริมการใช้สิทธิของประชาชนได้อย่างถูกต้องเหมาะสม</p>
2026-09-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกฎหมายและสังคมรังสิต
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/RJL/article/view/11111
หลักเกณฑ์ทางกฎหมายในการร่วมจัดทำบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น: กรณีศึกษาการเอื้อให้เกิดระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่
2026-04-27T15:03:03+07:00
ฉัตรมงคล เนตรสมจิตร
6480024234@student.chula.ac.th
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวคิดและหลักเกณฑ์ทางกฎหมายเกี่ยวกับการจัดทำบริการสาธารณะ การใช้ประโยชน์ที่ดินของรัฐ การเวนคืน การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน การระดมทุนสาธารณะ และการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์รอบสถานีขนส่งมวลชน 2) ศึกษาหน้าที่และอำนาจ ขอบเขตและข้อจำกัดทางกฎหมายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดทำระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ ทั้งในประเทศไทย ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และเครือรัฐออสเตรเลีย และ 3) วิเคราะห์ปัญหาทางกฎหมายและให้ข้อเสนอแนะแนวทางการปรับใช้กฎหมายที่เหมาะสม โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการศึกษาเอกสาร<strong> </strong></p> <p> ผลการวิจัยพบว่า แม้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 250 และพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 จะกำหนดหน้าที่และอำนาจในการจัดทำบริการสาธารณะไว้ชัดเจน แต่อำนาจดังกล่าวยังไม่เพียงพอต่อการจัดทำระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจึงต้องอาศัยหลักเกณฑ์ทางกฎหมายอื่นประกอบด้วย โดยพบประเด็นปัญหาทางกฎหมาย 6 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) หน้าที่และอำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 2) การใช้ประโยชน์ที่ดินของรัฐ 3) การเวนคืนที่ดิน 4) การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน 5) การระดมทุนสาธารณะ และ 6) การพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์รอบสถานีขนส่งมวลชน ซึ่งหลักเกณฑ์ทางกฎหมายเหล่านี้จะช่วยให้การจัดทำระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบรรลุวัตถุประสงค์</p> <p> ดังนั้น ผู้วิจัยจึงมีข้อเสนอแนะระยะสั้นโดยการนำกลไกทางกฎหมายของฝ่ายบริหารที่มีอยู่แล้วมาปรับใช้ทันทีภายใน 1 ปี ข้อเสนอแนะระยะกลางโดยการออกกฎหมายลำดับรองให้มีผลผูกพันทุกหน่วยงานภายใน 1-3 ปี และข้อเสนอแนะระยะยาวโดยการแก้ไขและบัญญัติกฎหมายใหม่ผ่านกระบวนการนิติบัญญัติในระยะ 3 ปีขึ้นไป เพื่อให้อำนาจแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการบริหารจัดการที่ดินของรัฐ การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน การระดมทุนสาธารณะ และการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์รอบสถานีขนส่งมวลชนเป็นการเฉพาะ</p>
2026-09-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกฎหมายและสังคมรังสิต
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/RJL/article/view/11201
มาตรการทางกฎหมายในแก้ปัญหาการกลั่นแกล้งกันในสถานศึกษา
2026-05-06T15:09:10+07:00
สุคนธ์ มณีรัตน์
jstoy09@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.เพื่อศึกษา แนวคิด/ทฤษฎี และสภาพปัญหาพร้อม ทั้งมาตรการทางกฎหมายของไทยที่่เกี่ยวกับการคุ้มครองการ กลั่นแกล้งกันของเด็กในสถานศึกษา 2.เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคในการบังคับใช้กฎหมายของไทย และศึกษาเปรียบเทียบ มาตรการทางกฎหมายของไทยกับต่างประเทศในการป้องกันและแก้ไขการกลั่นแกล้งกันในสถานศึกษา 3. เพื่อแสวงหาแนวทางแก้ไขปรับปรุงมาตรการทางกฎหมายของไทยที่เกี่ยวข้องกับการกลั่นแกล้งของเด็กในสถานศึกษา การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเอกสาร (Documentary Research Method)</p> <p> จากการศึกษา พบว่า 1. การกลั่นแกล้ง ซึ่งเดิมเป็นคำที่มีความหมายในเชิงบวกในศตวรรษที่ 16 ได้เปลี่ยนความหมายมาเป็นพฤติกรรมก้าวร้าวในศตวรรษที่ 17 โดยโอลเวอุส (Olweus) ได้นิยามการกลั่นแกล้งว่า เป็นการกระทำที่ทำซ้ำ ๆ มีลักษณะของการทำร้ายทั้งทางร่างกายหรือวาจา ในลักษณะที่ผู้ถูกกระทำอ่อนแอกว่า ที่มีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสุขภาพจิตและผลการเรียนของเด็กของผู้ถูกกระทำ สำหรับประเทศไทยไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับการป้องกันการกลั่นแกล้งโดยเฉพาะ มีแต่พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการคุ้มครองเด็กจากการถูกกระทำโดยทั่วๆไป แต่กฎหมายดังกล่าวยังไม่ครอบคลุมถึงการคุ้มครอง“การกลั่นแกล้ง” ทำให้มาตรการทางกฎหมายขาดประสิทธิภาพ 2.กฎหมายไทยไม่มีบทบัญญัติเฉพาะสำหรับการกลั่นแกล้งในสถานศึกษา ต้องใช้กฎหมายคุ้มครองเด็กแทน ซึ่งขาดความชัดเจนและครอบคลุมรูปแบบกลั่นแกล้งสมัยใหม่ เช่น การกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ ต่างจากประเทศสวีเดนและประเทศญี่ปุ่นที่มีกฎหมายเฉพาะและมาตรการป้องกันเชิงระบบอย่างเข้มงวด. 3. ปัญหาการกลั่นแกล้งในสถานศึกษาไทยเพิ่มขึ้นและมีรูปแบบหลากหลาย ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายที่บัญญัติเกี่ยวกับความผิดของการกลั่นแกล้งไว้เป็นการเฉพาะ ควรปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ในมาตรา 4 โดยการเพิ่มคำนิยาม“การกลั่นแกล้ง” เพื่อจะได้ครอบคลุมความผิด</p>
2026-09-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกฎหมายและสังคมรังสิต
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/RJL/article/view/12102
ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการกำจัดขยะพิษโดยชุมชน
2026-08-14T16:31:39+07:00
สุนิษา จันทะวงษ์
gategate027@gmail.com
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการกำจัดขยะพิษโดยชุมชน 2) เพื่อศึกษาแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการกำจัดขยะพิษโดยชุมชน 3) เพื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบกฎหมายของประเทศไทยและกฎหมายต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับบทบาทและอำนาจหน้าที่ของชุมชนในการจัดการขยะพิษ 4) เพื่อหาข้อเสนอแนะหรือแนวทางในการพัฒนากฎหมายของประเทศไทยในการกำหนดความรับผิดชอบและขยายอำนาจให้แก่ชุมชนในการจัดการขยะพิษให้มีความครอบคลุม ชัดเจน และเหมาะสม โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการวิจัยเอกสารจากหนังสือ บทความ วิทยานิพนธ์ รายงานการวิจัย ตัวบทกฎหมาย และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้อง</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเฉพาะที่กำหนดความรับผิดชอบและมอบอำนาจโดยตรงแก่ชุมชนในการจัดการขยะพิษ จึงต้องอาศัยกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายฉบับ เช่น พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 มีลักษณะรวมศูนย์อำนาจไว้ที่หน่วยงานส่วนกลางและผลักภาระให้ภาคเอกชน ขาดความครอบคลุมและไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการส่งเสริมให้ชุมชนท้องถิ่นเข้ามีส่วนร่วมกำกับดูแลและตรวจสอบพื้นที่ส่วนบุคคลอย่างแท้จริง ในขณะที่ต่างประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร ประเทศญี่ปุ่น และสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี มีการกำหนดกลไกการจัดการของเสียและบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในระดับพื้นที่อย่างเป็นระบบ</p> <p> ข้อเสนอแนะจากการวิจัยพบว่า ควรให้มีการตราพระราชบัญญัติเฉพาะว่าด้วยการจัดการขยะพิษ และแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดกลไกและขยายอำนาจหน้าที่ของชุมชนและสภาองค์กรชุมชนในการเฝ้าระวัง ตรวจสอบ และติดตามการจัดการขยะพิษอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ ในระหว่างที่ยังไม่มีกฎหมายเฉพาะ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรส่งเสริมแนวปฏิบัติให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมมือกับชุมชนในการเฝ้าระวัง ตรวจสอบ และสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับผลกระทบจากการจัดการขยะพิษ</p>
2026-09-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกฎหมายและสังคมรังสิต
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/RJL/article/view/12107
ปัญหาทางกฎหมายในการคุ้มครองเกษตรกรชาวสวนทุเรียน ศึกษากรณี การซื้อขายผ่านล้ง
2026-09-04T12:44:40+07:00
วรกานต์ แย้มสวน
worakan_9563@hotmail.com
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการซื้อขายทุเรียนในประเทศไทย 2)เพื่อศึกษาแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการซื้อขายผลไม้ที่มีมูลค่า 3)เพื่อศึกษากฎหมายเกี่ยวกับการซื้อขายผลไม้ที่มีมูลค่าในประเทศไทยและต่างประเทศ 4) เพื่อวิเคราะห์ปัญหาการซื้อขายทุเรียน 5) เพื่อให้ได้ข้อสรุปและข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ปัญหาทางกฎหมายในการซื้อขายทุเรียน การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการศึกษาค้นคว้าเอกสาร หนังสือ ตำรา วารสาร รายงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้อง</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า แม้ทุเรียนจะเป็นผลไม้เศรษฐกิจอันดับที่ 1 ที่สร้างรายได้จากการส่งออกให้แก่ประเทศไทยมากกว่าหนึ่งแสนล้านบาทต่อปี แต่ประเทศไทยไม่มีกฎหมายเฉพาะที่บัญญัติเพื่อการซื้อขายทุเรียนในประเทศไทยซึ่งยังประสบปัญหาทางกฎหมายอยู่หลายด้าน ทำให้ต้องปรับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายฉบับ โดยไม่ครอบคลุมถึงปัญหาการที่ผู้ประกอบการล้งหรือไม่ขึ้นทะเบียนใบอนุญาต ปัญหาการที่กฎหมายไม่สามารถควบคุมดูแลรูปแบบของสัญญาซื้อขาย สัญญาซื้อขายล่วงหน้าและบทลงโทษ ปัญหาการที่ไม่มีหน่วยงานของรัฐในการเข้ามาควบคุมดูแลบริหารจัดการสัญญาการซื้อขายทุเรียน ทำให้เกษตรกรไม่ได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นธรรม ในขณะที่ สหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และประเทศญี่ปุ่น มีการบัญญัติกฎหมายไว้เป็นการเฉพาะสำหรับสินค้าเกษตรรวมถึงการคุ้มครองเกษตรกรโดยตรง ทำให้ทราบถึง สิทธิ หน้าที่ ความรับผิดชอบ บทลงโทษ และเกษตรกรนั้นได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นธรรม</p> <p> ข้อเสนอแนะจากการวิจัยพบว่า รัฐบาลควรพิจารณาดำเนินมาตรการทางกฎหมายพิเศษเป็นการเฉพาะสำหรับการซื้อขายทุเรียนโดยการตรากฎหมายเฉพาะ หรือการออกมาตรการทางกฎหมายตามแนวทางของพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 เป็นการลดระยะเวลาในกระบวนการยุติธรรม สร้างความเป็นธรรม ความโปร่งใส เพื่อกำกับดูแลระบบการซื้อขายทุเรียนในประเทศไทยในปัจจุบันและในอนาคตสร้างความน่าเชื่อถือของทุเรียนไทยในตลาดโลกอย่างยั่งยืน</p>
2026-09-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกฎหมายและสังคมรังสิต
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/RJL/article/view/9638
ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับบทบาทของคณะผู้พิจารณาในการแสวงหาข้อเท็จจริง ในคดีที่พระภิกษุถูกกล่าวหาว่าล่วงละเมิดพระธรรมวินัย
2025-11-24T13:36:00+07:00
สมศักดิ์ สุกเพ็ง
sukpengsomsak@gmail.com
วิชา มหาคุณ
vicha.mahakun@gmail.com
ธานี วรภัทร์
sukpeng-somsak@hotmail.com
<p> แม้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และกฎมหาเถรสมาคมที่ตราขึ้นตามกฎหมายดังกล่าวจะให้คณะผู้พิจารณามีอำนาจหน้าที่อย่างกว้างขวางในการแสวงหาข้อเท็จจริงในคดี แต่การวิจัยพบข้อจำกัดเชิงโครงสร้างสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ (1) การขาดอำนาจบังคับบุคคลภายนอกองค์กรศาสนาให้มาให้ถ้อยคำหรือส่งมอบพยานหลักฐาน (2) การขาดอำนาจให้หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐดำเนินการเพื่อประโยชน์แก่การพิจารณาวินิจฉัย และ (3) การขาดหน่วยงานหรือบุคลากรสนับสนุนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในการรวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพและความถูกต้องเป็นธรรมในการวินิจฉัย จากการศึกษากฎหมายเปรียบเทียบพบว่าระบบการแสวงหาข้อเท็จจริงในคดีขององค์กรศาสนาในต่างประเทศ เช่น ศรีลังกา เมียนมา และศาสนจักรโรมันคาทอลิก ล้วนใช้ระบบไต่สวนโดยให้ผู้วินิจฉัยหรือผู้พิพากษามีบทบาทสำคัญในการซักถามและรวบรวมพยานหลักฐานอันสะท้อนถึงความมุ่งหมายในการค้นหาความจริงแท้ และเมื่อเทียบกับบริบทของไทยในทางประวัติศาสตร์พบว่ากฎหมายในอดีตเคยมีระบบที่เปิดโอกาสให้คณะสงฆ์ใช้อำนาจบังคับและได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานของรัฐ แต่กฎหมายปัจจุบันกลับลดทอนอำนาจดังกล่าวลง ข้อเสนอเชิงนโยบายทางกฎหมายจึงมุ่งไปที่การปรับปรุงพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 โดยให้คณะผู้พิจารณามีสถานะเป็นเจ้าพนักงานในการยุติธรรมตามความในประมวลกฎหมายอาญา เพื่อให้มีอำนาจเรียกเอกสาร หลักฐาน และบุคคล รวมทั้งสั่งการให้หน่วยงานของรัฐหรือพนักงานสอบสอบสนับสนุนการดำเนินการได้ อีกทั้งควรจัดตั้งระบบผู้ช่วยคณะผู้พิจารณาเพื่อช่วยรวบรวมพยานหลักฐานอย่างมีประสิทธิภาพ แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้กระบวนพิจารณาวินิจฉัยมีความน่าเชื่อถือ เป็นธรรม และคงไว้ซึ่งความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาในสังคม</p>
2026-09-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกฎหมายและสังคมรังสิต