วารสารกฎหมายและสังคมรังสิต https://so07.tci-thaijo.org/index.php/RJL <p><strong>วารสารกฎหมายและสังคมรังสิต</strong> เป็นวารสารวิชาการของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการศึกษาค้นคว้าทางด้านกฎหมายและสังคมและเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการแก่นักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์และนักศึกษา เพื่อสนับสนุนการศึกษา การสอน การวิจัยและงานวิชาการในมหาวิทยาลัยรังสิต และจากสถาบันและภายนอก รวมทั้งนักวิชาการและผู้สนใจ โดยเน้นสาขานิติศาสตร์ และสาขาสังคมศาสตร์ เปิดรับบทความภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ โดยรับพิจารณาตีพิมพ์ต้นฉบับของบุคคลทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย</p> <p>บทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารกฎหมายและสังคมรังสิตได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ผลงานที่ส่งมาจะต้องไม่เคยตีพิมพ์หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตีพิมพ์ในวารสารอื่น ผู้เขียนบทความจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การเสนอบทความวิชาการหรือบทความวิจัยเพื่อตีพิมพ์ในวารสารกฎหมายและสังคมรังสิต อย่างเคร่งครัด รวมทั้งระบบการอ้างอิงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของวารสารกฎหมายและสังคมรังสิต</p> <p>ทัศนะและข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความวารสารกฎหมายและสังคมรังสิต ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความนั้น มิใช่ความคิดของคณะผู้จัดทำ และไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ ทั้งนี้กองบรรณาธิการไม่สงวนลิขสิทธิ์ในการคัดลอก แต่ให้อ้างอิงแสดงที่มา</p> <p><strong>กำหนดออกวารสารปีละ 3 ฉบับ เป็นราย 4 เดือน</strong><br />ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม – เมษายน <br />ฉบับที่ 2 เดือน พฤษภาคม – สิงหาคม<br />ฉบับที่ 3 เดือน กันยายน – ธันวาคม</p> <p><strong>ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร</strong></p> <p> 1) บทความวิจัย (Research Article) </p> <p>Download Template &gt;&gt;&gt;&gt; <a href="https://docs.google.com/document/d/1wygDoD98yeNzoGdZ7YKjnObDHFpn_j9l/edit?usp=drive_link&amp;ouid=115303961970932363131&amp;rtpof=true&amp;sd=true">บทความวิจัย</a></p> <p> 2) บทความวิชาการ (Academic Article)</p> <p>Download Template &gt;&gt;&gt;&gt; <a href="https://docs.google.com/document/d/1a7AcjgfvP2Z_CR1Czmbz-yuJeeWPfXuS/edit?usp=sharing&amp;ouid=115303961970932363131&amp;rtpof=true&amp;sd=true">บทความวิชาการ</a></p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความจากผู้ทรงคุณวุฒิ</strong></p> <p> วารสารมีกระบวนการประเมินคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิก่อนตีพิมพ์ โดยบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ในลักษณะปกปิดรายชื่อ (Double blind peer-reviewed) ทั้งนี้บทความจากผู้นิพนธ์ภายในจะได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ ภายนอกหน่วยงานที่จัดทำวารสาร และไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้นิพนธ์ ซึ่งจะทำให้เกิดความเข้มข้นในการประเมินคุณภาพบทความก่อนออกตีพิมพ์เผยแพร่สู่สาธารณะ ในกรณีที่กองบรรณาธิการหรือผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งได้รับเชิญให้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิผู้ตรวจประเมินบทความมีความเห็นว่าควรแก้ไข กองบรรณาธิการจะส่งคืนเพื่อให้เจ้าของบทความแก้ไข โดยจะยึดถือข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิผู้ตรวจประเมินเป็นเกณฑ์หลัก และหรือขอสงวนสิทธิ์ที่จะพิจารณาไม่ตีพิมพ์ ในกรณีที่รายงานการวิจัย บทความทางวิชาการหรือบทความวิจัยไม่ตรงกับแนวทางของวารสารกฎหมายและสังคมรังสิต หรือไม่ผ่านการพิจารณาของกองบรรณาธิการหรือผู้เชี่ยวชาญ เมื่อบทความที่ได้รับการตีพิมพ์ผู้เขียนจะได้รับลิ้งค์วารสารที่นำบทความลงตีพิมพ์ผลงานแล้ว พร้อมกับหนังสือรับรองการตีพิมพ์บทความในวารสารกฎหมายและสังคมรังสิต</p> <p><strong>อัตราค่าธรรมเนียมการเผยแพร่บทความ</strong></p> <p>บทความวิจัย, บทความวิชาการ (ทั้งบทความภาษาไทยและภาษาอังกฤษ) บทความละ 6,000 บาท </p> <p> โดยผู้เขียนจะต้องชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ภายหลังจากที่กองบรรณาธิการพิจารณาบทความเบื้องต้น ความถูกต้องตามรูปแบบที่วารสารกำหนด และส่งให้กับผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 3 ท่าน ประเมินพิจารณาบทความ โดยการพิจารณารับบทความเพื่อลงตีพิมพ์หรือไม่นั้น อยู่ที่ดุลยพินิจของบรรณาธิการถือเป็นอันสิ้นสุด</p> Faculty of Law, Rangsit University th-TH วารสารกฎหมายและสังคมรังสิต 2822-051X ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับคำสั่งลงโทษทางวินัยของเจ้าหน้าที่ของรัฐ : ศึกษากรณีคำสั่งลงโทษทางวินัยที่ออกตามมติการวินิจฉัยชี้มูลของคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/RJL/article/view/7394 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เข้าใจถึงปัญหาเกี่ยวกับคำสั่งลงโทษทางวินัยที่ออกตามมติการวินิจฉัยชี้มูลของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เพื่อเป็นหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกลงโทษที่จะเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมในการนำคดีมาฟ้องคดีต่อศาลปกครองตามหลักสิทธิมนุษยชนในระดับสากล <br />เมื่อคำวินิจฉัยของศาลปกครองไทยมีความเห็นแตกต่างกันไม่สอดคล้องกับหลักการดังกล่าว จึงได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบจากหลักกฎหมายไทยและกฎหมายต่างประเทศ ได้แก่ สาธารณรัฐฝรั่งเศส สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี คำพิพากษาของศาลปกครองไทย รวมทั้งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง</p> <p> จากการศึกษาพบว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะต้องมีอำนาจและดำเนินการภายใต้ระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด หากดำเนินการพ้นระยะเวลาดังกล่าว ก็ย่อมส่งผลถึงความชอบด้วยกฎหมายของอำนาจนั้น และเมื่อมีมติวินิจฉัยชี้มูลนำไปสู่คำสั่งลงโทษทางวินัยแล้ว ผู้ถูกลงโทษก็มีสิทธินำคำสั่งดังกล่าวมาฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ถูกลงโทษโดยไม่ต้องอุทธรณ์ตามกฎหมาย หรือจะดำเนินการอุทธรณ์ดุลพินิจ<br />ในการกำหนดโทษก่อนก็ได้ ตามมาตรา 101 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกัน<br />และปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ซึ่งคำว่า “วันที่ถูกลงโทษ” นั้น เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ระยะเวลาการฟ้องคดีต่อศาลปกครองแตกต่างกัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อหลักกฎหมายปกครองที่สำคัญของการมีผลของคำสั่งทางปกครองตามแนวคิดของต่างประเทศ อีกทั้ง กฎหมายดังกล่าวบัญญัติสิทธิในการฟ้องคดีต่อศาลปกครองในลักษณะของระบบการอุทธรณ์เผื่อเลือกของสาธารณรัฐฝรั่งเศส ไม่ใช่ระบบการอุทธรณ์แบบบังคับของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ที่ให้ผู้ถูกลงโทษฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้โดยไม่ต้องอุทธรณ์คำสั่งเสมอไป เพื่อให้เกิดแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงควรแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ให้สอดคล้องกับหลักกฎหมายปกครอง และระบบการอุทธรณ์เผื่อเลือก อันจะเป็นการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ<br />ของประชาชนในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยต่อไป</p> อนณ จันทร์มีศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารกฎหมายและสังคมรังสิต https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-27 2025-12-27 7 3 1 17 มาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับคณะกรรมการการเลือกตั้งในราชอาณาจักรไทย: กรณีศึกษาการใช้อำนาจ ความไม่ชอบธรรม และบทกำหนดโทษ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/RJL/article/view/6715 <p> คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นองค์กรอิสระที่มีบทบาทสำคัญในการจัดการเลือกตั้งและออกเสียงประชามติในราชอาณาจักรไทย โดยมีหน้าที่รับรองความสุจริตและเที่ยงธรรมของกระบวนการเลือกตั้ง แต่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง เผชิญปัญหาเรื่องการใช้อำนาจโดยมิชอบในการออกระเบียบและประกาศ รวมถึงขาดบทกำหนดโทษที่ชัดเจนเมื่อเกิดการกระทำผิด ซึ่งส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของระบบเลือกตั้ง การรวมศูนย์อำนาจในองค์กรเดียวอาจทำให้เกิดการใช้อำนาจเกินขอบเขต ขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจในกฎหมายมหาชน</p> <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐาน แนวคิด ทฤษฎี และหลักการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจโดยมิชอบในการออกระเบียบและประกาศ รวมถึงบทลงโทษกรณีการกระทำผิดของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผลการวิจัยพบว่ามาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมการการเลือกตั้งเผชิญปัญหาสำคัญสามประการ ได้แก่ 1) การรวมศูนย์อำนาจที่ส่งผลต่อความเป็นอิสระและโปร่งใส 2) ความไม่ชอบธรรมในการออกระเบียบและประกาศโดยไม่ต้องผ่านรัฐสภา ซึ่งทำให้เกิดความเสี่ยงต่อความไม่เป็นธรรม 3) การขาดบทกำหนดโทษที่ชัดเจน ส่งผลให้กระบวนการเลือกตั้งขาดความโปร่งใสและความยุติธรรม โดยใช้การศึกษาวิจัยจากเอกสาร (Documentary Research) เป็นหลัก รวบรวมข้อมูลจากกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 รวมถึงตำรา บทความทางกฎหมาย และเอกสารอื่น ๆ เพื่อนำมาวิเคราะห์หาข้อสรุปและแนวทางการแก้ไข</p> <p> ข้อเสนอแนะจากการวิจัยคือ ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยกำกับดูแลอำนาจของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ภายใต้รัฐสภา กำหนดให้การออกระเบียบและประกาศต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา และกำหนดบทลงโทษที่ชัดเจนในกรณีที่มีการกระทำผิด เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นและป้องกันการใช้อำนาจโดยมิชอบในกระบวนการเลือกตั้ง</p> ทรงพล พุทธเจริญทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารกฎหมายและสังคมรังสิต https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-27 2025-12-27 7 3 18 35 การคุ้มครองผู้บริโภคกลุ่มเปราะบางด้านการโฆษณา https://so07.tci-thaijo.org/index.php/RJL/article/view/7866 <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาการคุ้มครองผู้บริโภคด้วยเกณฑ์ (benchmarks) จากการกระทำที่เป็นการหลอกลวงให้เข้าใจผิด (misleading) ตามกฎเกณฑ์กลางของสหภาพยุโรป (Unfair Commercial Practices Directive) 2. เพื่อศึกษาแนวทางของรูปแบบการควบคุมโฆษณาโดยการนิยามรวมในการปฏิบัติทางการค้า (commercial practice) และเปรียบเทียบกับแนวทางของพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 3. เพื่อเสนอแนะแนวทางการคุ้มครองผู้บริโภคกลุ่มเปราะบางด้านการโฆษณาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ให้กับประเทศไทย</p> <p> การวิจัยใช้วิธีวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) โดยศึกษาค้นคว้ารวบรวมข้อมูลจากเอกสารภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ เช่น กฎหมายของประเทศไทย กฎหมายของต่างประเทศ คำพิพากษาของศาล ตำราทางกฎหมาย บทความทางกฎหมาย วิทยานิพนธ์ รายงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งข้อมูลเอกสารทางกฎหมาย ที่ปรากฏอยู่ในรูปแบบของสื่ออิเล็กทรอนิกส์</p> <p> ผลการวิจัยพบว่าพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มีมุมมองต่อผู้บริโภคแบบชั้นเดียว กล่าวคือ ให้ความคุ้มครองประชาชนทั้งหมด ส่วน Unfair Commercial Practices Directive ของสหภาพยุโรปในส่วนของบทบัญญัติทั่วไปที่จะต้องพิจารณาเป็นรายกรณี ไม่ได้ให้ความคุ้มครองผู้บริโภคแบบถ้วนหน้าและมีการกำหนดความคาดหวังต่อผู้บริโภค โดยมีมุมมองต่อผู้บริโภคแบบสองชั้น ซึ่งมีการคุ้มครองผู้บริโภคกลุ่มเปราะบางเพิ่มเติมในรูปแบบของข้อยกเว้น</p> <p> ผู้วิจัยจึงเสนอให้มีการกำหนดบทบาทหน้าที่ให้ผู้บริโภคต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อการคุ้มครองผลประโยชน์ของตนเองบ้างดังเช่นสหภาพยุโรป ซึ่งจะเป็นกลไกที่จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ผู้บริโภคมากขึ้น และเป็นการสร้างความสมดุลระหว่างการคุ้มครองผู้บริโภคและการลดอุปสรรคทางการค้าของผู้ประกอบการอีกด้วย</p> วิทิต แทบทาม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารกฎหมายและสังคมรังสิต https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-27 2025-12-27 7 3 36 48 การประเมินโครงการทนายความอาสาประจำสถานีตำรวจนครบาล https://so07.tci-thaijo.org/index.php/RJL/article/view/7220 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินโครงการทนายอาสาประจำสถานีตำรวจนครบาล โดยรูปแบบการประเมินผลผลิต (Product Evaluation) การประเมินผลกระทบ (Impact Evaluation) การประเมินประสิทธิผล (Effectiveness Evaluation) การประเมินความยั่งยืน (Sustainability Evaluation) และการประเมินการถ่ายทอดส่งต่อ (Transportability Evaluation) หรือ CIPPIEST Model โดยศึกษาผลลัพธ์จากประชากรกลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย คณะกรรมการโครงการสภาทนายความ ทนายความประจำสถานีตำรวจ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจ และประชาชนผู้ที่มาใช้บริการ จำนวน 25 คน โดยข้อมูลที่ได้รับจากการสัมภาษณ์เชิงลึกประชากรกลุ่มตัวอย่าง พบว่าด้านบริบทมีความสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ แนวนโยบายรัฐในการที่สนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงความยุติธรรมและของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือต้นสังกัด และในด้านปัจจัยนำเข้า การดำเนินการโครงการทนายอาสาประจำสถานีตำรวจ ไม่มีการจัดทำรายงานการศึกษา (Feasibility Study) หรือการประเมินความต้องการที่จำเป็น แต่จะมีการจัดหาทนายโดยศาลกรณีที่มีความต้องการจากประชาชน และด้านประสิทธิผล พบว่าทนายความมีการให้การปรึกษาทางคดี การใช้ความรู้ การสร้างความเข้าใจ และการสื่อสารของทนายความเป็นไปอย่างคุ้มค่า โดยผลการประเมินความพึงพอใจจากการสัมภาษณ์คณะกรรมการโครงการสภาทนายความ ทนายความประจำสถานีตำรวจ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจ และประชาชนผู้ที่มาใช้บริการ มองว่าโครงการนี้เป็นประโยชน์กับประชาชนผู้ใช้บริการ และควรดำเนินอย่างต่อเนื่อง ในบทความวิจัยนี้มีข้อเสนอแนะจากการศึกษา คือควรนำผลการประเมินมาจัดทำระบบการจัดการความรู้ การจัดให้ทนายฝึกหัดเรียนรู้ร่วมกับทนายอาสา การจัดหาสถานที่ การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ การจัดหาทนายความที่มีความรู้และความชำนาญเฉพาะทาง การปรับเปลี่ยนเวลาให้เหมาะสมกับบางสถานีตำรวจและประสานงานกับองค์กรอื่น ๆ เข้ามาทำงานร่วมกัน รวมทั้งการศึกษาความต้องการปรึกษากฎหมายจากประชาชน การพัฒนาตัวชี้วัด และการศึกษาแหล่งทรัพยากรทางการให้คำปรึกษากฎหมายอื่น ๆ</p> พิณพนิต บุญชะม้อย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารกฎหมายและสังคมรังสิต https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-27 2025-12-27 7 3 49 59 มาตรการทางกฎหมายเพื่อกำกับดูแลผลิตภัณฑ์อาหารเกษตรอินทรีย์: ศึกษากรณีสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย และสวีเดน https://so07.tci-thaijo.org/index.php/RJL/article/view/7927 <p> บทความวิจัยนี้ ใช้รูปแบบของการวิจัยเอกสาร มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอกฎเกณฑ์เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อาหารเกษตรอินทรีย์ อันจะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคในการเลือกสินค้า โดยเน้นในเรื่องสุขภาพกับความปลอดภัยทางอาหาร โดยศึกษากฎเกณฑ์ในต่างประเทศ (ได้แก่ สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย และสวีเดน) และในระดับระหว่างประเทศ (IFOAM) เพื่อเป็นแนวทางอันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์อาหารเกษตรอินทรีย์ของไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ ซึ่งผู้วิจัยขอสรุปประเด็นสำคัญ ดังนี้</p> <p> ประเด็นแรก “องค์กรด้านการกำกับดูแล” ต้องมีองค์กรกลางเพื่อเป็นกลไกตรวจสอบมาตรฐานของผลิตภัณฑ์อาหารเกษตรอินทรีย์ ทั้งที่อยู่ในตลาดภายในประเทศและเพื่อการส่งออก</p> <p> ประเด็นที่สอง “การติดฉลาก” ควรมีฉลากหรือตรา ที่เป็นเสมือนดั่งเครื่องหมายการค้าของประเทศ โดยมีภาครัฐเป็นหลัก แล้วใช้ระบบอนุญาตให้เอกชนเป็นผู้ตรวจสอบร่วมในการติดฉลากผลิตภัณฑ์อาหารเกษตรอินทรีย์</p> <p> ประเด็นที่สาม “ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม” เน้นผลิตภัณฑ์อาหารเกษตรอินทรีย์ แนวทางเชิงนิเวศน์ โดยภาครัฐและภาคเอกชนต้องให้ความสำคัญในการเคารพต่อสิ่งแวดล้อม</p> <p> นอกจากนี้ ควรจัดให้มี “กลไกการคุ้มครองผู้บริโภค” ที่เน้นให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนรับผิดชอบในการรักษาความสมบูรณ์ของผลิตภัณฑ์อาหารเกษตรอินทรีย์ เพื่อปกป้องภาคเกษตรอินทรีย์จากอาชญากรรม และการหลอกลวงผู้บริโภคโดยแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จ</p> <p> กล่าวโดยสรุป การกำกับดูแลให้ผลิตภัณฑ์อาหารเกษตรอินทรีย์ ของไทยมีคุณภาพเทียบเท่าตามมาตรฐานระหว่างประเทศ นอกจากจะส่งเสริม “สิทธิในการเข้าถึงอาหาร” อันจะนำไปสู่ความมั่นคงทางอาหาร ยังเป็นนโยบายที่สอดคล้องตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) อีกด้วย</p> สลิลา กลั่นเรืองแสง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารกฎหมายและสังคมรังสิต https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-27 2025-12-27 7 3 60 75