วารสารกฎหมายและสังคมรังสิต https://so07.tci-thaijo.org/index.php/RJL <p><strong>วารสารกฎหมายและสังคมรังสิต</strong> เป็นวารสารวิชาการของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการศึกษาค้นคว้าทางด้านกฎหมายและสังคมและเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการแก่นักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์และนักศึกษา เพื่อสนับสนุนการศึกษา การสอน การวิจัยและงานวิชาการในมหาวิทยาลัยรังสิต และจากสถาบันและภายนอก รวมทั้งนักวิชาการและผู้สนใจ โดยเน้นสาขานิติศาสตร์ และสาขาสังคมศาสตร์ เปิดรับบทความภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ โดยรับพิจารณาตีพิมพ์ต้นฉบับของบุคคลทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย</p> <p>บทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารกฎหมายและสังคมรังสิตได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ผลงานที่ส่งมาจะต้องไม่เคยตีพิมพ์หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตีพิมพ์ในวารสารอื่น ผู้เขียนบทความจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การเสนอบทความวิชาการหรือบทความวิจัยเพื่อตีพิมพ์ในวารสารกฎหมายและสังคมรังสิต อย่างเคร่งครัด รวมทั้งระบบการอ้างอิงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของวารสารกฎหมายและสังคมรังสิต</p> <p>ทัศนะและข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความวารสารกฎหมายและสังคมรังสิต ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความนั้น มิใช่ความคิดของคณะผู้จัดทำ และไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ ทั้งนี้กองบรรณาธิการไม่สงวนลิขสิทธิ์ในการคัดลอก แต่ให้อ้างอิงแสดงที่มา</p> <p><strong>กำหนดออกวารสารปีละ 4 ฉบับ เป็นราย 3 เดือน</strong><br />ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม – มีนาคม<br />ฉบับที่ 2 เดือน เมษายน – มิถุนายน<br />ฉบับที่ 3 เดือน กรกฎาคม – กันยายน<br />ฉบับที่ 4 เดือน ตุลาคม – ธันวาคม</p> <p><strong>ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร</strong></p> <p> 1) บทความวิจัย (Research Article) </p> <p>Download Template &gt;&gt;&gt;&gt; <a href="https://docs.google.com/document/d/1wygDoD98yeNzoGdZ7YKjnObDHFpn_j9l/edit?usp=drive_link&amp;ouid=115303961970932363131&amp;rtpof=true&amp;sd=true">บทความวิจัย</a></p> <p> 2) บทความวิชาการ (Academic Article)</p> <p>Download Template &gt;&gt;&gt;&gt; <a href="https://docs.google.com/document/d/1a7AcjgfvP2Z_CR1Czmbz-yuJeeWPfXuS/edit?usp=sharing&amp;ouid=115303961970932363131&amp;rtpof=true&amp;sd=true">บทความวิชาการ</a></p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความจากผู้ทรงคุณวุฒิ</strong></p> <p> วารสารมีกระบวนการประเมินคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิก่อนตีพิมพ์ โดยบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ในลักษณะปกปิดรายชื่อ (Double blind peer-reviewed) ทั้งนี้บทความจากผู้นิพนธ์ภายในจะได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ ภายนอกหน่วยงานที่จัดทำวารสาร และไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้นิพนธ์ ซึ่งจะทำให้เกิดความเข้มข้นในการประเมินคุณภาพบทความก่อนออกตีพิมพ์เผยแพร่สู่สาธารณะ ในกรณีที่กองบรรณาธิการหรือผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งได้รับเชิญให้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิผู้ตรวจประเมินบทความมีความเห็นว่าควรแก้ไข กองบรรณาธิการจะส่งคืนเพื่อให้เจ้าของบทความแก้ไข โดยจะยึดถือข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิผู้ตรวจประเมินเป็นเกณฑ์หลัก และหรือขอสงวนสิทธิ์ที่จะพิจารณาไม่ตีพิมพ์ ในกรณีที่รายงานการวิจัย บทความทางวิชาการหรือบทความวิจัยไม่ตรงกับแนวทางของวารสารกฎหมายและสังคมรังสิต หรือไม่ผ่านการพิจารณาของกองบรรณาธิการหรือผู้เชี่ยวชาญ เมื่อบทความที่ได้รับการตีพิมพ์ผู้เขียนจะได้รับลิ้งค์วารสารที่นำบทความลงตีพิมพ์ผลงานแล้ว พร้อมกับหนังสือรับรองการตีพิมพ์บทความในวารสารกฎหมายและสังคมรังสิต</p> <p><strong>บทความที่ส่งเพื่อพิจารณาตีพิมพ์ต้องไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ที่ใดมาก่อนและต้องไม่อยู่ระหว่างการเสนอเพื่อพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารฉบับอื่น</strong></p> <p> </p> <p><strong>อัตราค่าธรรมเนียมการเผยแพร่บทความ</strong></p> <p>บทความวิจัย, บทความวิชาการ (ทั้งบทความภาษาไทยและภาษาอังกฤษ) บทความละ 6,000 บาท (หกพันบาทถ้วน)</p> <p> ทางวารสารฯจะเรียกให้ชำระค่าธรรมเนียมในการพิจารณาบทความ เมื่อบทความเข้าสู่กระบวนการพิจารณา คือ หลังจากที่กองบรรณาธิการตรวจบทความในเบื้องต้นเกี่ยวกับความถูกของรูปแบบที่วารสารกำหนด และดำเนินการส่งให้กับผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 3 ท่าน ประเมินพิจารณาบทความแล้วเท่านั้น<br /> ทั้งนี้ หากวารสารฯได้ดำเนินกระบวนการพิจารณาไปแล้วไม่ว่าจะอยู่ในขั้นตอนใดๆก็ตาม ต่อมาผู้เขียนขอถอนบทความเองหรือบทความไม่ผ่านการพิจารณา ทางวารสารฯจะไม่คืนเงินทุกกรณี รวมถึงการพิจารณารับบทความเพื่อลงตีพิมพ์หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่ที่ดุลยพินิจของบรรณาธิการ ถือเป็นอันสิ้นสุด</p> Faculty of Law, Rangsit University th-TH วารสารกฎหมายและสังคมรังสิต 2822-051X สิทธิการมีบุตรโดยใช้วิธีการผสมเทียมของกลุ่มคู่รักเพศหญิงและหญิงโสด https://so07.tci-thaijo.org/index.php/RJL/article/view/9217 <p> บทความวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรนิติศาสตรดุษฎีบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ซึ่งจัดทำขึ้นในหัวข้อเรื่อง “สิทธิการมีบุตรโดยใช้วิธีการผสมเทียมของกลุ่มเพศหญิงและหญิงโสด” มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความเป็นมาและสาระสำคัญของปัญหาการเข้าถึงสิทธิในการมีบุตรโดยใช้วิธีการผสมเทียมของหญิงโสดและคู่รักหญิงในประเทศไทย 2) วิเคราะห์ข้อจำกัดของกฎหมายไทยภายใต้กรอบหลักการสำคัญ ได้แก่ หลักความได้สัดส่วน หลักความเสมอภาค การชั่งน้ำหนักสิทธิ และหลักสิทธิมนุษยชนสากล 3) ศึกษาและเปรียบเทียบกฎหมายต่างประเทศเกี่ยวกับสิทธิในการเข้าถึงเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ โดยเฉพาะกรณีหญิงโสดและคู่รักหญิง และ 4) เสนอแนวทางการปรับปรุงกฎหมายของประเทศไทยให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ พันธกรณีสิทธิมนุษยชน และบริบทสังคมไทยร่วมสมัย โดยคำนึงถึงการคุ้มครองสิทธิของผู้หญิงควบคู่กับการคุ้มครองประโยชน์สูงสุดของเด็ก ทั้งนี้ กฎหมายดังกล่าวก่อให้เกิดข้อจำกัดที่ละเมิดสิทธิอนามัยการเจริญพันธุ์ เสรีภาพในการกำหนดชีวิตส่วนบุคคล และความเสมอภาค อันอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 25 มาตรา 27 และมาตรา 28 รวมทั้งพันธกรณีสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ได้แก่ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR, 1966) อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (CEDAW, 1979) และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC, 1989) การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีเชิงเอกสารทางนิติศาสตร์ โดยวิเคราะห์บทบัญญัติภายใน คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ และเอกสารวิชาการที่เกี่ยวข้อง ภายใต้กรอบแนวคิดหลักการสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ หลักความได้สัดส่วน หลักความเสมอภาค หลักการชั่งน้ำหนักสิทธิ และหลักสิทธิมนุษยชนสากล ตลอดจนการศึกษาเปรียบเทียบกับกฎหมายต่างประเทศ ได้แก่ สาธารณรัฐฝรั่งเศส ราชอาณาจักรเดนมาร์ก สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี สหพันธรัฐรัสเซีย สาธารณรัฐประชาชนยูเครน และมลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า การจำกัดสิทธิของกฎหมายไทยที่อนุญาตเฉพาะคู่สมรสชาย–หญิงในการเข้าถึงเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ไม่ผ่านการทดสอบความได้สัดส่วน เนื่องจาก (1) ขาดเหตุผลที่พิสูจน์ความจำเป็น (2) ก่อให้เกิดภาระสิทธิเกินสมควร และ (3) มีมาตรการทางเลือกที่กระทบสิทธิน้อยกว่า เช่น การคัดกรองผู้ขอรับบริการหรือการจัดระบบให้คำปรึกษา อีกทั้งยังไม่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากล</p> <p> ข้อเสนอเชิงนโยบายจึงมุ่งแก้ไขกฎหมายของประเทศไทยเพื่อเปิดสิทธิการเข้าถึงเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ (Jain, M., &amp; Singh, M., 2023) โดยเฉพาะวิธีการผสมเทียมแก่หญิงโสดและคู่รักหญิง โดยกำหนดมาตรการกำกับดูแลที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองเด็ก เช่น การตรวจสอบคุณสมบัติ การให้คำปรึกษาด้านการแพทย์และจิตวิทยา และการสร้างกลไกรับรองสถานะทางกฎหมาย แนวทางนี้จะช่วยสร้างสมดุลระหว่างสิทธิของผู้หญิงกับการคุ้มครองประโยชน์สูงสุดของเด็ก (Best Interests of the Child) และสะท้อนการปรับตัวของสังคมไทยที่เปิดกว้างต่อความหลากหลายทางครอบครัวและเพศวิถี ตลอดจนสอดคล้องกับหลักความเสมอภาคและสิทธิมนุษยชนสากล</p> พรหมภัสสร วิภูษณวนิช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกฎหมายและสังคมรังสิต https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-29 2026-06-29 8 2 1 12 อาชญากรรมการรุกราน: วิเคราะห์องค์ประกอบความผิดและอุปสรรค ต่อการดำเนินคดีในศาลอาญาระหว่างประเทศ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/RJL/article/view/9076 <p> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิวัฒนาการของอาชญากรรมการรุกรานตามกฎหมายอาญาระหว่างประเทศ วิเคราะห์องค์ประกอบความผิดฐานอาชญากรรมการรุกรานและอุปสรรคต่อการดำเนินคดีในศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ศาล ICC (International Criminal Court) และ เพื่อศึกษาวิเคราะห์แนวทางในการแก้ไขอุปสรรคต่อการดำเนินคดีความผิดฐานอาชญากรรมการรุกรานในศาล ICC ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) องค์ประกอบความผิดฐานอาชญากรรมการรุกรานในบทบัญญัติข้อ 8bis แห่งธรรมนูญกรุงโรมฯ มีลักษณะพิเศษเฉพาะตัวซึ่งมีความแตกต่างจากองค์ประกอบความผิดของอาชญากรรมระหว่างประเทศร้ายแรงฐานอื่นที่อยู่ภายในเขตอำนาจของศาล ICC ทั้งองค์ประกอบภายนอก (actus reus) และองค์ประกอบภายใน (mens rea)</p> <p> 2) อาชญากรรมการรุกรานถือว่าเป็นรูปแบบของการใช้กำลังในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ร้ายแรงที่สุดอันเป็นการละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติโดยชัดแจ้ง แต่รัฐภาคีแห่งธรรมนูญกรุงโรมฯ เพียง 49 รัฐเท่านั้น (จากจำนวนทั้งสิ้น 125 รัฐ) ที่ได้ยอมรับเขตอำนาจศาล ICC เหนืออาชญากรรมการรุกราน มีผลทำให้เกิดอุปสรรคหลายประการต่อการดำเนินคดีความผิดฐานอาชญากรรมการรุกรานในศาล ICC อย่างมีนัยสำคัญ</p> <p> 3) การแก้ไขอุปสรรคต่อการดำเนินคดีความผิดฐานอาชญากรรมการรุกรานในศาล ICC ให้มีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้นนั้น ประชาคมระหว่างประเทศสามารถดำเนินการได้หลายแนวทาง เช่น การยอมรับให้อาชญากรรมการรุกรานมีฐานะเป็นอาชญากรรมสากล การกำหนดให้อาชญากรรมการรุกรานเป็นความผิดตามกฎหมายอาญาภายในของรัฐ และการให้ความร่วมมืออย่างจริงจังในส่วนของอาชญากรรมระหว่างประเทศร้ายแรง</p> วชิรศักดิ์ คะณชัย ประสิทธิ์ เอกบุตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกฎหมายและสังคมรังสิต https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-29 2026-06-29 8 2 13 29 ส่วนแบ่งมรดกของทายาทโดยธรรม ผู้ซึ่งให้การอุปการะเลี้ยงดูเจ้ามรดก หรือทำคุณประโยชน์แก่กองมรดกเป็นพิเศษ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/RJL/article/view/9209 <p> บทบัญญัติว่าด้วยการแบ่งทรัพย์มรดกระหว่างทายาทลำดับเดียวกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1633 กำหนดให้ทายาทในลำดับเดียวกันได้รับส่วนแบ่งเท่ากันในทุกกรณี ส่งผลให้ในทางปฏิบัติ ทายาทที่อุปการะเลี้ยงดูเจ้ามรดก หรือทำคุณประโยชน์แก่กองมรดกเป็นพิเศษ ต้องรับภาระดูแลหรือปกป้องทรัพย์ของเจ้ามรดกแต่เพียงลำพัง จนเกิดความเสียหายแก่ตน ทั้งด้านการเงิน สุขภาพ และโอกาสในอาชีพ แต่ยังได้รับส่วนแบ่งเท่ากับทายาทอื่น อันก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม แม้กฎหมายไทยสมัยสุโขทัยและอยุธยาเคยรับรองสิทธิของผู้รักษาไข้หรือผู้จัดการปลงศพ แต่หลักการนี้ไม่ถูกบัญญัติไว้ในกฎหมายปัจจุบัน</p> <p> จากการศึกษาพบว่ากฎหมายของประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายซีวิลลอว์ ได้แก่ สาธารณรัฐเกาหลี สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และญี่ปุ่น ซึ่งรับรองสิทธิให้ทายาทผู้ช่วยเหลือเป็นพิเศษเรียกร้องส่วนแบ่งพิเศษ โดยพิจารณาระยะเวลาการดูแล ความสำคัญของบทบาทดังกล่าวของทายาท และค่าใช้จ่ายที่เสียไป อันสะท้อนความเสียสละและคุณประโยชน์ต่อเจ้ามรดกและกองมรดก ข้อเสนอแนะคือ ควรแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 ลักษณะ 2 หมวด 3 โดยเพิ่มเติม “หลักการส่วนแบ่งมรดกของทายาทโดยธรรม ผู้ให้การอุปการะเลี้ยงดูเจ้ามรดก หรือทำประโยชน์แก่กองมรดกเป็นพิเศษ” เพื่อให้ทายาทดังกล่าวมีสิทธิร้องขอส่วนแบ่งมรดกพิเศษมากกว่าทายาทอื่น อันก่อให้เกิดความเป็นธรรมระหว่างทายาท และชดเชยความเสียหายหรือการเสียโอกาสของทายาทดังกล่าว</p> นชยพรรณ บุญชม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกฎหมายและสังคมรังสิต https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-29 2026-06-29 8 2 30 42 มาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองพื้นที่วางไข่ของเต่ามะเฟืองในประเทศไทย https://so07.tci-thaijo.org/index.php/RJL/article/view/10625 <p> แหล่งที่อยู่อาศัยเป็นปัจจัยประการสำคัญที่ทำให้สิ่งมีชีวิตสามารถดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไปได้ไม่เว้นแม้แต่กับสัตว์ป่าซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีการดำรงชีวิตด้วยการอพยพย้ายถิ่นฐานระยะไกลอย่างเต่ามะเฟืองเต่ามะเฟืองเป็นเต่าทะเล 1 ใน 7 ชนิดซึ่งพบได้ในโลกใบนี้และเป็นเต่าทะเล 1 ใน 5 ชนิดที่พบได้ในประเทศไทย ซึ่งจากการศึกษาข้อมูลพบว่ามีแม่เต่ามะเฟืองขึ้นวางไข่ในประเทศไทยเพียงไม่เกิน 10 ตัวต่อปีเท่านั้น ประกอบกับข้อมูลของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งพบว่าในปี พ.ศ. 2567-2568 เต่ามะเฟืองขึ้นมาวางไข่บนชายหาดของประเทศไทยเพียง 3 รัง และปัจจุบันกำลังอยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์ อันเนื่องมาจากปัญหาการใช้อวนตาถี่ในการทำประมง ปัญหาการถูกรบกวนจากกิจกรรมในทะเล ปัญหาการเพิ่มปริมาณขยะทะเล ปัญหาภาวะโลกร้อน รวมไปถึงปัญหาการสูญเสียสภาพชายหาดที่เหมาะสมต่อการวางไข่</p> <p> ดังนั้น ในบทความเรื่องนี้จึงมุ่งศึกษากลไกและมาตรการทางกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันว่ามีความเหมาะสมและเพียงพอที่จะคุ้มครองพื้นที่วางไข่ของเต่ามะเฟืองได้หรือไม่ เพียงใด โดยเฉพาะพื้นที่ บริเวณชายหาดซึ่งอยู่นอกเขตพื้นที่คุ้มครองหรือเขตพื้นที่อนุรักษ์ เนื่องจากในปัจจุบันเต่ามะเฟืองในประเทศไทย ใช้พื้นที่วางไข่ส่วนใหญ่อยู่ในบริเวณนอกเขตพื้นที่คุ้มครอง โดยหากยังไม่มีมาตรการทางกฎหมายที่มีความเหมาะสมเพียงพอจะมีแนวทางในการกำหนดมาตรการคุ้มครองพื้นที่ดังกล่าวอย่างไร</p> <p> โดยบทความเรื่องนี้ใช้วิธีการศึกษามาตรการอนุรักษ์ ในเขตพื้นที่คุ้มครองและมาตรการอนุรักษ์ นอกเขตพื้นที่คุ้มครองซึ่งประเทศไทยใช้อยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 พระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 และพระราชบัญญัติส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ.2558 รวมไปถึงการศึกษาแนวคิดทฤษฎีทางสิ่งแวดล้อมและแนวนโยบายของรัฐในปัจจุบัน เพื่อนำไปสู่การกำหนดมาตรการทางกฎหมายที่มีความเหมาะสมและยืดหยุ่นเพียงพอในการคุ้มครองพื้นที่วางไข่ของเต่ามะเฟือง</p> <p> จากการศึกษาพบว่ากลไกและมาตรการทางกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่เหมาะสมและเพียงพอ ที่จะคุ้มครองพื้นที่วางไข่ของเต่ามะเฟืองโดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ชายหาดซึ่งอยู่นอกเขตพื้นที่คุ้มครอง ดังนั้น บทความเรื่องนี้จึงขอเสนอแนะมาตรการอนุรักษ์เต่ามะเฟืองในระยะเร่งด่วนให้รัฐโดยอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ.2558 มาตรา 3 มาตรา 17 และมาตรา 27 ในการออกคำสั่งกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เรื่อง มาตรการคุ้มครองพื้นที่วางไข่ของเต่ามะเฟืองเพื่อคุ้มครองพื้นที่วางไข่ซึ่งอยู่ในบริเวณชายหาดนอกเขตพื้นที่คุ้มครอง และใช้อำนาจตามมาตรา 22 และมาตรา 23 เพื่อขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรีใช้มาตรการคุ้มครองทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งกับการคุ้มครองพื้นที่วางไข่ของเต่ามะเฟือง ส่วนการแก้ไขปัญหาการคุ้มครองแหล่งวางไข่ของเต่ามะเฟืองในระยะยาว ผู้เขียนขอเสนอให้รัฐประกาศกำหนดให้เขตพื้นที่เต่ามะเฟืองวางไข่ซึ่งอยู่ในบริเวณชายหาดนอกเขตพื้นที่คุ้มครองเป็นพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขตพื้นที่คุ้มครอง หรือพื้นที่ OECMs เพื่อให้การอนุรักษ์ เต่ามะเฟืองโดยใช้วิธีการคุ้มครองพื้นที่วางไข่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถก่อให้เกิดการอยู่ร่วมกันกับประชาชนซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่วางไข่ได้อย่างยั่งยืน</p> อดิพงศ์ เพ็งทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกฎหมายและสังคมรังสิต https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-29 2026-06-29 8 2 43 58 มาตรการทางกฎหมายในการจัดการกับผู้เสพยาเสพติด https://so07.tci-thaijo.org/index.php/RJL/article/view/10845 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการปรับปรุงมาตรการทางกฎหมายในการจัดการผู้เสพยาเสพติดให้สอดคล้องกับแนวคิด “ผู้เสพคือผู้ป่วย” โดยมุ่งเน้นการบำบัดรักษามากกว่าการลงโทษ ศึกษาการส่งเสริมบทบาทของครอบครัวและชุมชนในการมีส่วนร่วมต่อกระบวนการบำบัดฟื้นฟู รวมถึงศึกษามาตรการติดตามผลหลังการบำบัดเพื่อป้องกันการกลับไปเสพซ้ำ โดยใช้วิธีวิจัยเอกสารจากหนังสือ บทความ วิทยานิพนธ์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้อง</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า แนวคิด “ผู้เสพคือผู้ป่วย” ได้รับการยอมรับในหลายประเทศ โดยสาธารณรัฐโปรตุเกสใช้มาตรการบำบัดแทนการลงโทษทางอาญา ซึ่งช่วยลดการกลับมาเสพซ้ำและส่งเสริมการกลับคืนสู่สังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ประเทศไทยยังประสบปัญหาการขาดระบบติดตามผลหลังการบำบัดอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การฟื้นฟูผู้เสพยาเสพติดไม่บรรลุผลเท่าที่ควร ทั้งนี้ สหพันธรัฐมาเลเซียและสาธารณรัฐสิงคโปร์มีระบบบังคับบำบัดและติดตามผลในศูนย์ฟื้นฟูอย่างเป็นระบบ เพื่อลดโอกาสการกลับมาเสพซ้ำ นอกจากนี้ ประเทศไทยยังขาดมาตรการทางกฎหมายที่ส่งเสริมบทบาทของครอบครัวในการฟื้นฟูผู้เสพยาเสพติด ขณะที่สหรัฐอเมริกาเปิดโอกาสให้ครอบครัวยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ผู้เสพเข้ารับการบำบัดได้ ดังนั้น ประเทศไทยควรแก้ไขประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 มาตรา 162 ให้ผู้เสพที่มิได้กระทำความผิดอาญาอื่นเข้าสู่กระบวนการบำบัดแทนการลงโทษ และแก้ไขมาตรา 113 เพื่อเปิดโอกาสให้ญาติยื่นคำร้องขอให้ผู้เสพเข้ารับการบำบัดได้ รวมทั้งควรจัดให้มีสถานบำบัดหรือสถานฟื้นฟูประจำทุกจังหวัด และกำหนดระบบติดตามผลหลังการบำบัดอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 5 ปี เพื่อป้องกันการกลับไปกระทำผิดซ้ำ</p> ฐนภัทร กิตติวงศา วิศิษศักดิ์ เนืองนอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกฎหมายและสังคมรังสิต https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-29 2026-06-29 8 2 59 70 ระบบทนายความอาสาของประเทศไทยกับการเข้าถึงความยุติธรรมในคดีอาญา:การศึกษาเปรียบเทียบกับระบบการช่วยเหลือทางกฎหมายในต่างประเทศ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/RJL/article/view/11146 <p> การเข้าถึงทนายความเป็นหลักประกันสำคัญของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา โดยเฉพาะสำหรับผู้ต้องหาและจำเลยที่ประสบข้อจำกัดด้านทรัพยากรในการเข้าถึงบริการทางกฎหมาย หลายประเทศได้พัฒนาระบบการช่วยเหลือทางกฎหมายในรูปแบบของระบบที่รัฐจัดตั้งทนายความของรัฐเป็นองค์กรถาวรทำหน้าที่ว่าความให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาที่ไม่มีทนาย โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย (Public Defender) หรือระบบที่รัฐจัดให้ประชาชนโดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยหรือผู้ด้อยโอกาส สามารถเข้าถึงความยุติธรรมได้โดยไม่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายทางกฎหมายเองทั้งหมด (Legal Aid) ซึ่งมีโครงสร้างสถาบันและงบประมาณสนับสนุนจากรัฐอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยมีการช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนโดยได้ดำเนินการผ่านระบบทนายความอาสาของสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์</p> <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาปัญหาและข้อขัดข้องในการเข้าถึงระบบทนายความอาสาของประเทศไทยในคดีอาญา (2) เพื่อเสนอแนะแนวทางเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติในการพัฒนาระบบการช่วยเหลือทางกฎหมายในคดีอาญา โดยศึกษาประเทศตัวอย่างได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น การศึกษานี้ ใช้วิธีการวิจัยเชิงเอกสารและการวิเคราะห์เชิงกฎหมายเปรียบเทียบ</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ระบบทนายความอาสาของประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการให้คำปรึกษาทางกฎหมายแก่ประชาชนและส่งเสริมการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม แต่ยังมีข้อจำกัดในด้านโครงสร้างองค์กร งบประมาณและขอบเขตของบทบาทหน้าที่ เมื่อเปรียบเทียบกับระบบในต่างประเทศซึ่งมีการจัดตั้งกลไก การช่วยเหลือทางกฎหมายที่มีโครงสร้างสถาบันและการสนับสนุนจากรัฐอย่างเป็นระบบ</p> <p> บทความนี้เสนอว่า ประเทศไทยควรพัฒนาระบบการช่วยเหลือทางกฎหมายในคดีอาญาโดยการยกระดับระบบทนายความอาสาของสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ควบคู่กับการบูรณาการทรัพยากรของรัฐ เช่น กองทุนยุติธรรม เพื่อให้การช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ผู้ต้องหาและจำเลยมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และสามารถพัฒนาไปสู่ระบบทนายความพิทักษ์สิทธิของประชาชนในคดีอาญาในอนาคต</p> อุเทน สุขทั่วญาติ วิชา มหาคุณ ธานี วรภัทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกฎหมายและสังคมรังสิต https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-29 2026-06-29 8 2 71 83 มาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดชอบของผู้ประกอบธุรกิจ ที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการให้บริการแก่ผู้บริโภค https://so07.tci-thaijo.org/index.php/RJL/article/view/11175 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษากฎหมายของประเทศไทยและกฎหมายต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบของผู้ประกอบธุรกิจที่นำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการให้บริการแก่ผู้บริโภค 2) เพื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบกฎหมายของประเทศไทยและกฎหมายต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบของผู้ประกอบธุรกิจที่นำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการให้บริการแก่ผู้บริโภค 3) เพื่อหาข้อเสนอแนะหรือแนวทางในการพัฒนากฎหมายของประเทศไทยในการกำหนดความรับผิดชอบของผู้ประกอบธุรกิจที่นำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการให้บริการแก่ผู้บริโภคให้มีความครอบคลุมและเหมาะสม โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบวิจัยเอกสารจากหนังสือ บทความ วิทยานิพนธ์ รายงานการวิจัย และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้อง</p> <p> ผลการวิจัยพบว่าประเทศไทยไม่มีกฎหมายเฉพาะที่บัญญัติขึ้นเพื่อกำหนดความรับผิดชอบของผู้ประกอบธุรกิจที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการให้บริการแก่ผู้บริโภค ทำให้ต้องปรับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายฉบับ ซึ่งยังไม่มีความครอบคลุมเพียงพอในการกำหนดความรับผิดชอบของผู้ประกอบธุรกิจในการดำเนินการดังกล่าว ในขณะที่สหภาพยุโรปและประเทศสาธารณรัฐเกาหลีมีการบัญญัติกฎหมายปัญญาประดิษฐ์ขึ้นมาใช้บังคับโดยเฉพาะ ทำให้ทราบถึงหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้ประกอบธุรกิจที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์มาให้บริการแก่ผู้บริโภคอย่างชัดเจน และเป็นการคุ้มครองชีวิต สุขภาพ และสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้บริโภคจากผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ปัญญาประดิษฐ์นั้น</p> <p> ข้อเสนอแนะจากการวิจัยพบว่า ควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ หรือบัญญัติกฎหมายปัญญาประดิษฐ์ขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจที่นำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ให้บริการแก่ผู้บริโภคได้อย่างเหมาะสม ซึ่งในระหว่างที่ยังไม่มีกฎหมายดังกล่าว หน่วยงานที่รับผิดชอบควรส่งเสริมให้ผู้ประกอบธุรกิจปฏิบัติตามแนวปฏิบัติจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์ และสร้างความตระหนักถึงผลกระทบจากการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้กับผู้บริโภคอย่างจริงจัง </p> ปุณณดา วรนิติวัฒนะ อาทิตยา โภคสุทธิ์ พิมุข สุศีลสัมพันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกฎหมายและสังคมรังสิต https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-29 2026-06-29 8 2 84 101