วารสารกฎหมายและสังคมรังสิต https://so07.tci-thaijo.org/index.php/RJL <p><strong>วารสารกฎหมายและสังคมรังสิต</strong> เป็นวารสารวิชาการของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการศึกษาค้นคว้าทางด้านกฎหมายและสังคมและเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการแก่นักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์และนักศึกษา เพื่อสนับสนุนการศึกษา การสอน การวิจัยและงานวิชาการในมหาวิทยาลัยรังสิต และจากสถาบันและภายนอก รวมทั้งนักวิชาการและผู้สนใจ โดยเน้นสาขานิติศาสตร์ และสาขาสังคมศาสตร์ เปิดรับบทความภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ โดยรับพิจารณาตีพิมพ์ต้นฉบับของบุคคลทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย</p> <p>บทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารกฎหมายและสังคมรังสิตได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ผลงานที่ส่งมาจะต้องไม่เคยตีพิมพ์หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตีพิมพ์ในวารสารอื่น ผู้เขียนบทความจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การเสนอบทความวิชาการหรือบทความวิจัยเพื่อตีพิมพ์ในวารสารกฎหมายและสังคมรังสิต อย่างเคร่งครัด รวมทั้งระบบการอ้างอิงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของวารสารกฎหมายและสังคมรังสิต</p> <p>ทัศนะและข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความวารสารกฎหมายและสังคมรังสิต ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความนั้น มิใช่ความคิดของคณะผู้จัดทำ และไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ ทั้งนี้กองบรรณาธิการไม่สงวนลิขสิทธิ์ในการคัดลอก แต่ให้อ้างอิงแสดงที่มา</p> <p><strong>กำหนดออกวารสารปีละ 4 ฉบับ เป็นราย 3 เดือน</strong><br />ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม – มีนาคม<br />ฉบับที่ 2 เดือน เมษายน – มิถุนายน<br />ฉบับที่ 3 เดือน กรกฎาคม – กันยายน<br />ฉบับที่ 4 เดือน ตุลาคม – ธันวาคม</p> <p><strong>ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร</strong></p> <p> 1) บทความวิจัย (Research Article) </p> <p>Download Template &gt;&gt;&gt;&gt; <a href="https://docs.google.com/document/d/1wygDoD98yeNzoGdZ7YKjnObDHFpn_j9l/edit?usp=drive_link&amp;ouid=115303961970932363131&amp;rtpof=true&amp;sd=true">บทความวิจัย</a></p> <p> 2) บทความวิชาการ (Academic Article)</p> <p>Download Template &gt;&gt;&gt;&gt; <a href="https://docs.google.com/document/d/1a7AcjgfvP2Z_CR1Czmbz-yuJeeWPfXuS/edit?usp=sharing&amp;ouid=115303961970932363131&amp;rtpof=true&amp;sd=true">บทความวิชาการ</a></p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความจากผู้ทรงคุณวุฒิ</strong></p> <p> วารสารมีกระบวนการประเมินคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิก่อนตีพิมพ์ โดยบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ในลักษณะปกปิดรายชื่อ (Double blind peer-reviewed) ทั้งนี้บทความจากผู้นิพนธ์ภายในจะได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ ภายนอกหน่วยงานที่จัดทำวารสาร และไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้นิพนธ์ ซึ่งจะทำให้เกิดความเข้มข้นในการประเมินคุณภาพบทความก่อนออกตีพิมพ์เผยแพร่สู่สาธารณะ ในกรณีที่กองบรรณาธิการหรือผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งได้รับเชิญให้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิผู้ตรวจประเมินบทความมีความเห็นว่าควรแก้ไข กองบรรณาธิการจะส่งคืนเพื่อให้เจ้าของบทความแก้ไข โดยจะยึดถือข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิผู้ตรวจประเมินเป็นเกณฑ์หลัก และหรือขอสงวนสิทธิ์ที่จะพิจารณาไม่ตีพิมพ์ ในกรณีที่รายงานการวิจัย บทความทางวิชาการหรือบทความวิจัยไม่ตรงกับแนวทางของวารสารกฎหมายและสังคมรังสิต หรือไม่ผ่านการพิจารณาของกองบรรณาธิการหรือผู้เชี่ยวชาญ เมื่อบทความที่ได้รับการตีพิมพ์ผู้เขียนจะได้รับลิ้งค์วารสารที่นำบทความลงตีพิมพ์ผลงานแล้ว พร้อมกับหนังสือรับรองการตีพิมพ์บทความในวารสารกฎหมายและสังคมรังสิต</p> <p><strong>อัตราค่าธรรมเนียมการเผยแพร่บทความ</strong></p> <p>บทความวิจัย, บทความวิชาการ (ทั้งบทความภาษาไทยและภาษาอังกฤษ) บทความละ 6,000 บาท </p> <p> โดยผู้เขียนจะต้องชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ภายหลังจากที่กองบรรณาธิการพิจารณาบทความเบื้องต้น ความถูกต้องตามรูปแบบที่วารสารกำหนด และส่งให้กับผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 3 ท่าน ประเมินพิจารณาบทความ โดยการพิจารณารับบทความเพื่อลงตีพิมพ์หรือไม่นั้น อยู่ที่ดุลยพินิจของบรรณาธิการถือเป็นอันสิ้นสุด</p> Faculty of Law, Rangsit University th-TH วารสารกฎหมายและสังคมรังสิต 2822-051X วิเคราะห์ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ของไทยด้วยนิติปรัชญา กรณีศึกษาประมวลกฎหมายอาญา https://so07.tci-thaijo.org/index.php/RJL/article/view/9109 <p> การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ 1. เพื่อศึกษาว่า แก่นหรือสาระสำคัญที่แท้จริงของกฎหมายอาญาหลายมาตราแห่งประมวลกฎหมายอาญาที่เกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ในแนวคิด/ทฤษฎีทางนิติปรัชญานั้นเป็นกฎหมายที่แท้จริงหรือไม่ แบบใด ทำไมจึงใช้บังคับไม่ค่อยได้ผลเท่าที่ควร 2. เพื่อช่วยแสวงหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาการบังคับใช้กฎหมายอาญาที่เกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยมีระเบียบวิธีการศึกษา คือการวิจัยเอกสารต่างๆ และตัวบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตด้วยกรอบนิติปรัชญา ประการแรกพบว่า เนื้อหาหรือสารบัญญัติที่นำมาใช้เป็นตัวบทกฎหมายอาญาในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดการทุจริต คือความผิดเกี่ยวกับการให้และการรับสินบน เช่น มาตรา 143 มาตรา 144 มาตรา 148 มาตรา 149 มาตรา 200 และมาตรา 201 เป็นต้นนั้น ต่างเป็นแก่นหรือสาระที่แท้จริงของกฎหมาย ตามแนวคิด/ทฤษฎีแบบปฏิฐานนิยมทางกฎหมายโดยผ่านแนวคิด/ทฤษฎีแบบสัญญาประชาคม ที่เห็นว่า กฎหมาย คือบรรดาคำสั่งหรือข้อบังคับของรัฏฐาธิปัตย์วางอยู่บนหลักเหตุผลที่ชอบธรรมแบบอำนาจนิยมของหลักอรรถประโยชน์นิยม ส่วนประการที่สอง พบว่า การที่กฎหมายอาญาที่เกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตที่กล่าวมาข้างต้นนั้นใช้บังคับไม่ค่อยได้ผล เรื่องแก่นหรือสาระสำคัญที่แท้จริงของกฎหมายมีน้ำหนักน้อย ส่วนใหญ่เป็นเรื่องอคติ เช่น จารีตประเพณีแบบระบบอุปถัมภ์ ที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันและครอบงำกัน (ในด้านดีหรือด้านไม่ดี) ด้วยกรอบชุดข้อความ ความคิด ความรู้ ความเชื่อ และความจริงในแบบต่างๆ เช่น แบบวิทยาศาสตร์ แบบศาสนา แบบทางการศึกษา ทางสังคม ทางเศรษฐกิจ และการเมืองการปกครอง เป็นต้น การที่จะให้กฎหมายอาญามีผลบังคับได้ดีควรลดอคติ ลดแนวคิดแบบระบบอุปถัมภ์ เพิ่มแนวคิดแบบระบบคุณธรรม และหลักนิติธรรมแบบที่กฎหมายเป็นใหญ่สูงสุดและเป็นธรรมอย่างแท้จริง </p> มงคล เทียนประเทืองชัย อนิสา มานะทน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกฎหมายและสังคมรังสิต https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-29 2026-03-29 8 1 71 82 สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในญี่ปุ่น: บทเรียนสำหรับประเทศไทย https://so07.tci-thaijo.org/index.php/RJL/article/view/9040 <p> บทความฉบับนี้วิเคราะห์สถานะปัจจุบันและการพัฒนาการของสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในประเทศญี่ปุ่น ผ่านการศึกษาเชิงเปรียบเทียบทางกฎหมายรัฐธรรมนูญเพื่อสกัดบทเรียนสำหรับประเทศไทย บทความนี้ใช้วิธีการศึกษาเอกสารและการวิเคราะห์คำพิพากษาของศาลในประเด็นสิทธิของคู่รักเพศเดียวกัน โดยพิจารณาตั้งแต่การจัดตั้งรัฐธรรมนูญฉบับหลังสงครามโลกครั้งที่สอง (พ.ศ. 2490) จนถึงการพัฒนาการในทศวรรษ 2010 เป็นต้นมา</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า แม้รัฐธรรมนูญญี่ปุ่นจะมีหลักการคุ้มครองสิทธิพื้นฐานที่แข็งแกร่งตามมาตรา 13 และ 14 แต่การตีความมาตรา 24 เรื่องการแต่งงาน “ระหว่างทั้งสองเพศ” ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการรับรองสิทธิของคู่รักเพศเดียวกัน ตั้งแต่ พ.ศ. 2553 ประเทศญี่ปุ่นเข้าสู่ “ยุคแห่งการยอมรับบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ” ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสามประการสำคัญ ได้แก่ การเกิดตลาดเศรษฐกิจของกลุ่ม LGBTQ+ การขยายตัวของกิจกรรมสู่ภูมิภาค และการเปลี่ยนแปลงจากการต่อสู้ทางสังคมสู่การต่อสู้ทางกฎหมาย</p> <p> คำพิพากษาศาลแขวงซัปโปโร เมื่อ 17 มีนาคม พ.ศ. 2564 ที่ตัดสินว่าการปฏิเสธสิทธิการแต่งงานของคู่รักเพศเดียวกันขัดต่อรัฐธรรมนูญถือเป็นก้าวสำคัญทางกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ความท้าทายยังคงมีอยู่ในรูปของปฏิกิริยาต่อต้านจากกลุ่มอนุรักษ์นิยม ท่าทีไม่แน่นอนของรัฐบาล การเปลี่ยนแปลงจากการต่อต้านคนรักเพศเดียวกัน (homophobia) สู่การต่อต้านบุคคลข้ามเพศ (transphobia) และข้อจำกัดของกฎหมายป้องกันการเลือกปฏิบัติ</p> <p> การศึกษาความเปราะบางของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในภาวะภัยพิบัติเผยให้เห็นปัญหาการระบุตัวตน การเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวก การยอมรับความสัมพันธ์ และการเข้าถึงการรักษาพยาบาล ซึ่งสะท้อนความล้มเหลวของระบบคุ้มครองสาธารณะในการให้บริการที่เท่าเทียม</p> <p> สำหรับประเทศไทย บทเรียนจากญี่ปุ่นชี้ให้เห็นความสำคัญของการพัฒนากฎหมายที่สร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศกับการรักษาหลักความเสมอภาคและความได้สัดส่วน การศึกษาเสนอแนะให้ไทยมุ่งเน้นการพัฒนากฎหมายต่อต้านการเลือกปฏิบัติที่ครอบคลุมทุกบริบท การปรับปรุงระบบบริการสาธารณะ และการสร้างกลไกการคุ้มครองที่เป็นธรรมโดยไม่สร้างสิทธิพิเศษที่อาจขัดต่อหลักความเสมอภาค</p> นคร วัลลิภากร วศิน ยิ้มแย้ม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกฎหมายและสังคมรังสิต https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-29 2026-03-29 8 1 83 99 ปัญหาความซ้ำซ้อนของบทบัญญัติความรับผิดของเจ้าหน้าที่รัฐตามประมวลกฎหมายอาญาและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/RJL/article/view/8144 <p> บทความฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงปัญหาความซ้ำซ้อนของบทบัญญัติความรับผิดของเจ้าหน้าที่รัฐในเรื่องการให้หรือรับสินบนตามประมวลกฎหมายอาญาและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.<strong> </strong>2561 โดยศึกษาถึงแนวคิดและทฤษฎีการกำหนดความรับผิดทางอาญา รวมถึงหลักเกณฑ์ทางกฎหมายในการกำหนดความรับผิดของเจ้าหน้าที่รัฐของประเทศไทย และได้ศึกษาเปรียบเทียบกับแนวทางการบัญญัติกฎหมายของต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศอังกฤษ ราชอาณาจักรสวีเดน และประเทศญี่ปุ่น จากการศึกษาพบว่า การมีบทบัญญัติที่มีลักษณะซ้ำซ้อนกันระหว่างกฎหมายทั้งสองฉบับส่งผลให้เกิดปัญหาสำคัญหลายประการ เช่น ความไม่แน่นอนในการบังคับใช้กฎหมาย และปัญหากฎหมายอาญาเฟ้อ ที่เป็นผลมาจากการที่รัฐบัญญัติกฎหมายอาญามากจนเกินความจำเป็น ซึ่งเป็นการไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 77 บทความนี้จึงมีข้อเสนอให้ยกเลิกบทบัญญัติบางมาตราของประมวลกฎหมายอาญาที่มีความซ้ำซ้อนกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ที่มีสถานะเป็นกฎหมายพิเศษที่ถูกตราขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐโดยตรง และแก้ไขบทบัญญัติของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ให้มีความสมบูรณ์ครบถ้วน เพื่อให้บทบัญญัติความรับผิดของเจ้าหน้าที่รัฐในเรื่องการให้หรือรับสินบนของประเทศไทย มีความเป็นเอกภาพ และสามารถดำเนินไปภายใต้กรอบกฎหมายเพียงฉบับเดียว</p> วศินี เติมธนาภรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกฎหมายและสังคมรังสิต https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-29 2026-03-29 8 1 1 15 การกำหนดให้การสัมภาษณ์เพื่อค้นหาความจริงเป็นมาตรการหลัก ในการสอบปากคำเด็กและเยาวชน https://so07.tci-thaijo.org/index.php/RJL/article/view/8168 <p> จากปัญหาการสอบปากคำเด็กและเยาวชนในชั้นสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความมอาญามีการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม ไม่เคารพสิทธิมนุษยชน และมีการละเมิดสิทธิเด็กอยู่ ถึงแม้กฎหมายจะกำหนดให้มีสหวิชาชีพเข้าร่วมสอบปากคำเด็กและเยาวชนด้วยก็ตาม แต่ก็มิได้เป็นการประกันว่าเด็กจะได้รับความคุ้มครองอย่างเต็มที่ บทความนี้จึงได้มีการศึกษาแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการสอบปากคำเด็กและเยาวชนตามกฎหมายไทยและกฎหมายต่างประเทศ โดยทำการได้ศึกษาเปรียบเทียบแนวทางการบัญญัติกฎหมายของต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศอังกฤษและเวลส์ ประเทศออสเตรเลีย ประเทศนอร์เวย์ และประเทศนิวซีแลนด์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหาวิธีการที่เหมาะสมในการสอบปากคำเด็กและเยาวชน และปกป้องคุ้มครองสิทธิเด็กและเยาวชนในชั้นสอบสวน จากการศึกษาวิจัยทางเอกสารพบว่ามีวิธีการสอบปากคำเด็กและเยาวชนรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า วิธีการสัมภาษณ์เพื่อค้นหาความจริง (Investigative Interviewing) เป็นวิธีการที่ดำเนินการสอบปากคำเด็กและเยาวชนได้อย่างเหมาะสม เคารพสิทธิมนุษยชน และไม่ละเมิดสิทธิเด็ก นอกจากนี้ การสัมภาษณ์ด้วยวิธีการสัมภาษณ์เพื่อค้นหาความจริงจะทำให้ได้ข้อมูลจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างครบถ้วน ถูกต้อง และเชื่อถือได้ นำไปสู่การลงโทษผู้กระทำความผิดที่แท้จริง และทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา</p> <p><strong> </strong>บทความนี้จึงเสนอแนวทางแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของประเทศไทย เพื่อเป็นบรรทัดฐานการดำเนินการสอบปากคำกับเด็กและเยาวชนในชั้นสอบสวนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเป็นการให้ความคุ้มครองสิทธิเด็กและเยาวชนอย่างเต็มที่ โดยบัญญัติเกี่ยวกับประเภทคดีที่นำวิธีการสัมภาษณ์เพื่อค้นหาความจริงมาใช้ พนักงานสอบสวนผู้ทำหน้าที่สอบปากคำ การบันทึกภาพและเสียงระหว่างการสอบปากคำ และการนำวิธีการสัมภาษณ์เพื่อค้นหาความจริงมาใช้ในการสอบปากเด็กและเยาวชน</p> ชัชพงศ์ เลี่ยมวิไล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกฎหมายและสังคมรังสิต https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-29 2026-03-29 8 1 16 28 กฎหมายเรื่องสิทธิของผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี ศึกษากรณีสถานที่ควบคุมตัวผู้ต้องขังและการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/RJL/article/view/8390 <p> การควบคุมผู้ต้องขังในระหว่างพิจารณาคดีของศาล เป็นขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งรัฐเป็นผู้มีอำนาจในการควบคุมตัวผู้ต้องขังนั้น กระบวนการยุติธรรมที่ดีนั้นต้องมีความสอดคล้องกับหลักสากลของสหประชาชาติอันเป็นมาตรฐานขั้นต่ำในเรื่องของหลักสิทธิมนุษยชนซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของความยุติธรรม โดยเน้นย้ำเรื่องของการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม ความเป็นอิสระและเป็นกลางของศาล การสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ สิทธิในการเข้าถึงความยุติธรรมอย่างเท่าเทียม สิทธิในการต่อสู้คดีและมีทนายความ สิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีอย่างเปิดเผย ไม่มีการกระทำทรมานหรือการปฏิบัติที่โหดร้าย มีสิทธิและเสรีภาพในการใช้ชีวิต โดยจะต้องให้ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันอย่างเท่าเทียมซึ่งประเทศสมาชิกนั้นให้การยอมรับและถือว่าเป็นมาตรฐานของสากล ซึ่งบทความนี้ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับมาตรการในการใช้สถานที่ควบคุมและการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีในด้านต่างๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทราบถึงแนวความคิดและความเป็นมาของมาตรการในการใช้สถานที่ควบคุมและการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีในด้านต่างๆ ตามกฎหมายของประเทศไทย โดยมีการนำเอาแนวทางในการปฏิบัติของประเทศเยอรมนี ประเทศอังกฤษและประเทศสหรัฐอเมริกา มาปรับใช้ซึ่งสภาพปัญหาคือสถานที่ในการควบคุมตัวผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีนั้นมีความไม่เหมาะสมแก่ผู้ต้องขังในหลายหลายด้าน รวมถึงการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังในระหว่างพิจารณาคดีนั้นยังมีการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีทั้งในด้านของอาหารการกิน เครื่องนุ่งห่มหลับนอน การรักษาพยาบาล และสถานที่ควบคุมตัวผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีนั้น ซึ่งปัญหาที่กล่าวมาข้างต้นควรได้รับการพัฒนาเพื่อให้มีความสอดคล้องกับสิทธิขั้นพื้นฐานที่ผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีนั้นควรจะได้รับตามหลักของสากล เพื่อให้มีความสอดคล้องกับข้อกำหนดในมาตรฐานขั้นต่ำของสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิของผู้ต้องขังในระหว่างพิจารณาคดีและเพื่อให้มีความสอดคล้องกับหลักกฎหมายของต่างประเทศ</p> <p> บทความนี้จึงมีการเสนอแนะเกี่ยวกับเรื่องการใช้สถานที่ในการควบคุมขังผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 89/1 แก้ไขให้เป็นสิทธิแก่ศาลแต่เพียงผู้เดียวในการที่จะสั่งให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยไปอยู่ในสถานที่อื่นที่มิใช่เรือนจำ และการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีในเรื่องอาหารควรเพิ่มเรื่องการได้รับอาหารพิเศษอันเกิดจากการสั่งแพทย์ สำหรับผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีที่ป่วยและสูงอายุซึ่งมีโรคประจำตัว ตามมาตรา 58 พ.ร.บ.ราชทัณฑ์พ.ศ. 2560 ข้อที่ 79 และสิทธิในการได้รับเครื่องแต่งกายสำหรับผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีตามกฎกระทรวง ข้อที่ 69 - 70 ควรจะเพิ่มให้มีเสื้อผ้าแยกสำหรับผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีไม่ควรให้ใช้แบบเดียวกับนักโทษเด็ดขาดชั้นกลาง และเพิ่มในเรื่องของการตรวจร่างกายเพื่อป้องกันโรคและสิทธิในการเลือกแพทย์ที่จะทำการรักษาสำหรับผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีโดยให้ผู้ต้องขังนั้นเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายดังกล่าวด้วยตนเอง ตามมาตรา 58 พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 หมวด 3 ข้อที่ 72 - 74 เพื่อเป็นการป้องกันสิทธิและเสรีภาพของผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีในประเทศไทยนั้นให้มีความสอดคล้องและพัฒนาให้มีความทันสมัยและเท่าทันกับหลักของมาตรฐานสากลและหลักกฎหมายในต่างประเทศ</p> ทัณฑิมา อาจคิดการ สัญญพงศ์ ลิ่มประเสริฐ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกฎหมายและสังคมรังสิต https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-29 2026-03-29 8 1 29 41 เขตอำนาจสากลกับอาชญากรรมการรุกราน https://so07.tci-thaijo.org/index.php/RJL/article/view/9077 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดว่าด้วยการใช้เขตอำนาจสากลเหนืออาชญากรรมสากลในภาพรวม เพื่อศึกษาพื้นฐานทางกฎหมายที่รองรับการใช้เขตอำนาจสากลเหนืออาชญากรรมสากลโดยศาลระหว่างประเทศและศาลภายในของรัฐ และเพื่อเสนอแนะแนวทางการใช้เขตอำนาจสากลเหนือความผิดฐานอาชญากรรมการรุกราน ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) แนวคิดเกี่ยวกับเขตอำนาจสากลโดยศาลระหว่างประเทศและศาลภายในของรัฐได้ถือกำเนิดมาจากการพิจารณาคดีของศาลทหารนูเร็มเบิร์ก การพิจารณาคดีของศาลทหารโตเกียว การพิจารณาคดี Eichmann โดยศาลภายในของอิสราเอล และการพิจารณาคดี the Arrest warrant โดยศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ศาล ICJ (International Court of Justice) ได้กลายเป็นบรรทัดฐานทางกฎหมายที่สำคัญในการใช้เขตอำนาจสากลเหนืออาชญากรรมการรุกรานโดยศาลระหว่างประเทศและศาลภายในของรัฐในปัจจุบัน</p> <p> 2) แนวคิดแนวคิดและวิวัฒนาการเกี่ยวกับเขตอำนาจสากลโดยศาลระหว่างประเทศและศาลภายในของรัฐบนพื้นฐานของกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ บนพื้นฐานของกฎหมายสนธิสัญญาระหว่างประเทศ และบนพื้นฐานของกฎหมายภายในของรัฐ มีหลักการและเหตุผล และทางปฏิบัติที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน</p> <p> 3) การใช้เขตอำนาจสากลเหนือความผิดฐานอาชญากรรมการรุกรานโดยศาลระหว่างประเทศและศาลภายในของรัฐถือว่าเป็นกลไกที่สำคัญประการหนึ่งในการที่จะไม่ปล่อยให้ผู้กระทำความผิดฐานอาชญากรรมการรุกรานลอยนวลพ้นผิดไปโดยมิได้รับการลงโทษ หากแต่มีความเป็นไปได้น้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับแนวทางการใช้เขตอำนาจสากลเหนืออาชญากรรมระหว่างประเทศร้ายแรงฐานอื่น</p> วชิรศักดิ์ คะณชัย ประสิทธิ์ เอกบุตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกฎหมายและสังคมรังสิต https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-29 2026-03-29 8 1 42 57 ปัญหาความไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการกำหนดค่าเสียหายจากการเพิกถอน สิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย https://so07.tci-thaijo.org/index.php/RJL/article/view/10319 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหากฎหมายความไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการกำหนดค่าเสียหายจากการเพิกถอนสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย โดยศึกษากรณีการใช้ดุลพินิจของหน่วยงานของรัฐและศาลในการกำหนดค่าเสียหายที่เกี่ยวกับการเพิกถอนสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์ที่ไม่สอดคล้องกับมูลค่าของสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเพิกถอนโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือจากศาลอันส่งผลกระทบถึงสิทธิของผู้มีสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์นั้น เพื่อกำหนดแนวทางในการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว เพื่อให้ผู้มีสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์ได้รับประโยชน์จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวอย่างแท้จริง ซึ่งผู้วิจัยพบว่าตั้งแต่ในอดีตจนกระทั่งปัจจุบัน ปัญหาการเพิกถอนสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยยังคงเป็นปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้ถูกต้องและเหมาะสมจนก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์นั้น เนื่องจากไม่มีมาตรการทางกฎหมายในการกำหนดค่าเสียหายไว้อย่างชัดเจนอย่างเพียงพอ ดังนี้ 1) พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการกำหนดค่าเสียหายจากการเพิกถอนสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์โดยคำสั่งทางปกครองไว้อย่างเป็นรูปธรรม และ 2) พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการกำหนดค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดสิทธิเหนือสังหาริมทรัพย์ไว้ 3) พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มิได้กำหนดให้มีคณะกรรมการหรือผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไว้ในการพิจารณาคดีของศาลในคดีที่เกี่ยวข้องกับการเพิกถอนสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์ไว้ ดังเช่นกฎหมายพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2562 จึงส่งผลให้การกำหนดค่าเสียหายจากการเพิกถอนสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์ไม่เกิดความเป็นธรรม จึงควรมีการแก้ไขกฎหมายในเรื่องดังกล่าว</p> บุญฤทธิ์ วงษ์กาฬสินธุ์ ราชพง ภูมิพงศ์ ธิดา นิติธรญาดา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกฎหมายและสังคมรังสิต https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-29 2026-03-29 8 1 58 70