https://so07.tci-thaijo.org/index.php/VRUJ/issue/feed วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ 2026-06-29T20:11:25+07:00 กองบรรณาธิการ (Editorial Team) educationjournal@vru.ac.th Open Journal Systems <p><strong>วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์</strong><strong><br /></strong>คณะครุศาสตร์ จัดพิมพ์ขึ้นเพื่อส่งเสริมการสร้างองค์ความรู้ทางวิชาการ เผยแพร่และส่งเสริมผลงานทางวิชาการมุ่งเน้นให้มีการรังสรรค์ผลงานวิจัยและวิชาการที่มีคุณภาพ อีกทั้งยังเป็นเวทีที่แสดงผลงานสําหรับคณาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการศึกษา บุคลากรทางการศึกษา นิสิต นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา และระดับปริญญาตรี รวมทั้งเผยแพร่ผลงานวิชาการของสถาบันอุดมศึกษาอื่น ๆ ด้วย ได้มีโอกาสเสนอผลงานวิชาการ เพื่อเผยแพร่และแลกเปลี่ยนวิทยาการในสาขาศึกษาศาสตร์และสาขาที่เกี่ยวข้อง บทความที่ได้รับการเผยแพร่ตีพิมพ์ในวารสารมีการตรวจสอบและพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาบทความ (Peer Review) ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องจากภายในและ/หรือภายนอกมหาวิทยาลัย จำนวน 3 ท่าน ต่อหนึ่งบทความ ซึ่งจะ<u>ต้องผ่านการอนุมัติจากผู้ทรงคณวุฒิ 2 ใน 3 ท่าน</u> และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ ทั้งนี้ ผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความ และผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-blind Peer Review)</p> <p><strong>กำหนดพิมพ์เผยแพร่ปีการศึกษาละ 2 ฉบับ<br /></strong><span style="font-size: 0.875rem;"><a href="https://docs.google.com/document/d/1Iq97FmQkaGOzJzXTsxJifq00vBXdIYxRK2zTn828KKM/edit"><img src="https://so02.tci-thaijo.org/public/site/images/tci_admin/arrow_12.png" alt="arrow_12" /></a> <strong>ฉบับที่ 1</strong> ช่วงเดือน มกราคม-มิถุนายน<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;"><a href="https://docs.google.com/document/d/1Iq97FmQkaGOzJzXTsxJifq00vBXdIYxRK2zTn828KKM/edit"><img src="https://so02.tci-thaijo.org/public/site/images/tci_admin/arrow_12.png" alt="arrow_12" /></a> <strong>ฉบับที่ 2</strong> ช่วงเดือน กรกฎาคม-ธันวาคม</span></p> <p><strong>*หมายเหตุ:</strong> ไม่มีนโยบายเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความจากผู้นิพนธ์บทความ<u>ทุกกระบวนการ</u></p> <p><a href="https://portal.issn.org/resource/ISSN/2821-9147" target="_blank" rel="noopener">ISSN: 2821-9147 (Print)</a><br /><a href="https://portal.issn.org/resource/ISSN/3027-6764" target="_blank" rel="noopener">ISSN: 3027-6764 (Online)</a></p> https://so07.tci-thaijo.org/index.php/VRUJ/article/view/10262 การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการคิดสร้างสรรค์ร่วมกับแนวคิดโครงสร้างนิยมเพื่อส่งเสริมความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต 2026-04-09T15:47:31+07:00 สิริลักษณ์ บุ้งทอง sirimart.kaew@vru.ac.th สิริมาศ แก้วกันทา sirimart.kaew@vru.ac.th คณินวรธันญ์ ไชยรบ sirimart.kaew@vru.ac.th มาเรียม นิลพันธุ์ sirimart.kaew@vru.ac.th ไชยยศ ไพวิทยศิริธรรม sirimart.kaew@vru.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการคิดสร้างสรรค์ร่วมกับแนวคิดโครงสร้างนิยม เพื่อส่งเสริมความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต และ 2) ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการเรียนรู้ดังกล่าวใช้ระเบียบวิธีการวิจัยและพัฒนา กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทยชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 30 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย รูปแบบการจัดการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ และแบบวัดความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (<em>M</em>) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (<em>SD</em>) และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มเดียว (One Sample t-test)<br />ผลการวิจัยพบว่า<br /><span style="font-size: 0.875rem;">1. รูปแบบการเรียนรู้ มี 5 องค์ประกอบ ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ กระบวนการจัดการเรียนรู้ การวัดและการประเมินผล และเงื่อนไขความสำเร็จ มีกระบวนการจัดการเรียนรู้ 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) จุดไฟฝัน 2) สร้างภาพฝัน 3) ขยับฝันให้ขยาย และ 4) สานฝันให้เป็นจริง มีคุณภาพอยู่ในระดับดีมาก (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 4.20, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 0.49)<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ของนักศึกษามีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 91.45 (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 18.29, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 1.86) สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการเรียนรู้ฯ โดยภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 4.58, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 0.12)</span></p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/VRUJ/article/view/9660 ผลการใช้บอร์ดเกมที่ส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องประวัติศาสตร์ในยุคกรุงศรีอยุธยาสำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 2025-12-18T10:06:33+07:00 อนุชา ภาผล Anucha@ptt2.go.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาพัฒนาและตรวจสอบประสิทธิภาพของบอร์ดเกมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 (2) ศึกษาผลการใช้บอร์ดเกมเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ในยุคกรุงศรีอยุธยาก่อนและหลังการใช้บอร์ดเกม สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และ (3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้บอร์ดเกมในการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชายและหญิงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดศรีสโมสร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2 จำนวน 30 คน ได้จากการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบวัดความรู้ก่อนและหลังเรียน แบบประเมินประสิทธิภาพของบอร์ดเกม และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน <br />ผลการวิจัยพบว่า<br /><span style="font-size: 0.875rem;">1. ประสิทธิภาพของบอร์ดเกมมีค่า E1/E2 เท่ากับ 85.00/98.33 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 16.33) สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 8.63) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีค่าเฉลี่ยผลต่างเท่ากับ 7.73 แสดงให้เห็นว่าการใช้บอร์ดเกม ช่วยส่งเสริมความรู้ด้านประวัติศาสตร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการใช้บอร์ดเกมในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีคะแนนความ พึงพอใจสูงที่สุด คือ การเล่นบอร์ดเกมสอดคล้องกับการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ในยุคกรุงศรีอยุธยา และคะแนนความพึงพอใจต่ำที่สุด คือ ความเหมาะสมของระยะเวลาในการเล่นบอร์ดเกม และการเล่นบอร์ด เกมช่วยให้กล้าพูดคุยและทำงานร่วมกับเพื่อน</span></p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/VRUJ/article/view/9662 ผลการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านคำที่ประสมด้วยสระเสียงยาว เพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา 2026-01-13T10:52:33+07:00 ทศทัศน์ บุญตา drthoshatusboonta2021@gmail.com <p>การศึกษานี้เป็นการวิจัยกลุ่มตัวอย่างเดี่ยวแบบ A-B-A-B มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความสามารถในการอ่านคำที่ประสมด้วยสระเสียงยาว และ 2) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านคำที่ประสมด้วยสระเสียงยาวระหว่างหลังการใช้วิธีทดลองกับเส้นฐาน กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาที่ศึกษาอยู่ในโรงเรียนหนองจอกพิทยานุสรณ์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 3 คน ซึ่งไม่สามารถอ่านคำที่ประสมด้วยสระเสียงยาวได้เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบฝึกทักษะการอ่านคำที่ประสมด้วยสระเสียงยาว แบบทดสอบการอ่านคำที่ประสมด้วยสระเสียงยาว และแผนการสอนเฉพาะบุคคล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย<em> (</em><em>M)<br /></em>ผลการศึกษาพบว่า<br /><span style="font-size: 0.875rem;">1. หลังการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านคำที่ประสมด้วยสระเสียงยาวนักเรียนทั้ง 3 คน มีค่าเฉลี่ยความสามารถในการอ่านคำที่ประสมด้วยสระเสียงยาวสูงขึ้น<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. นักเรียนทั้ง 3 คน มีค่าเฉลี่ยความสามารถในการอ่านคำที่ประสมด้วยสระเสียงยาวในระยะ ถอดถอนหยุดการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านคำที่ประสมด้วยสระเสียงยาว (A</span><sub>2</sub><span style="font-size: 0.875rem;">) สูงกว่าระยะเส้นฐาน (A</span><sub>1</sub><span style="font-size: 0.875rem;">) และมีค่าเฉลี่ยความสามารถในการอ่านคำที่ประสมด้วยสระเสียงยาวในระยะการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านคำที่ประสมด้วยสระเสียงยาวครั้งที่ 2 (B</span><sub>2</sub><span style="font-size: 0.875rem;">) สูงกว่าระยะการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านคำที่ประสมด้วยสระเสียงยาวครั้งที่ 1 (B</span><sub>1</sub><span style="font-size: 0.875rem;">)</span></p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/VRUJ/article/view/9725 การพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษตามแนวทาง CLT เพื่อเสริมสร้างผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษและความคงทนในการเรียนรู้ สำหรับผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2026-04-09T16:41:59+07:00 เกรียงไกร ผิวขำ kohget3@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษตามแนวทาง CLT และประเมินประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษก่อนและหลังเรียน และ 3) ศึกษาความคงทนในการเรียนรู้ของผู้เรียน กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านโนนดู่ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 11 คน การวิจัยใช้แบบแผนการทดลองเบื้องต้น แบบกลุ่มเดียววัดก่อนเรียน หลังเรียน และติดตามผล เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) แบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษชุด The Adjective Rangers จำนวน 8 หน่วยการเรียนรู้และ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ซึ่งมีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.60-1.00 ค่าความยาก 0.33-0.77 ค่าอำนาจจำแนก 0.41-0.82 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.89 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าประสิทธิภาพ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างสัมพันธ์กัน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ<br />ผลการวิจัยพบว่า<br /><span style="font-size: 0.875rem;">1. แบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษตามแนวทาง CLT มีประสิทธิภาพเท่ากับ 87.94/88.39 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01 โดยคะแนนหลังเรียน (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 24.18, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 1.83) สูงกว่าคะแนนก่อนเรียน (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 7.73, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 1.68)<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. คะแนนก่อนเรียน หลังเรียน และติดตามผลแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยคะแนนติดตามผล (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 23.91, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 1.30) ไม่แตกต่างจากคะแนนหลังเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สะท้อนถึงความคงทนในการเรียนรู้ของผู้เรียน</span></p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/VRUJ/article/view/10203 ผลของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) ร่วมกับ GeoGebra ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง ปริซึมและทรงกระบอกของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 2026-03-04T17:27:23+07:00 กนกวรรณ ซุยซวง kanokwan.si@ksu.ac.th สมใจ ภูครองทุ่ง kanokwan.si@ksu.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนก่อนและหลังเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับ GeoGebra 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังที่ได้รับการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) ร่วมกับ GeoGebra เทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้ กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสมเด็จประชานุเคราะห์ จังหวัดกาฬสินธุ์ จำนวนทั้งสิ้น 40 คน ได้มาจากการคัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 6 แผน 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 3) แบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละค่าเฉลี่ย (<em>M</em>) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (<em>SD</em>) และการทดสอบทีแบบกลุ่มเดียว<br />ผลการวิจัยพบว่า<br /><span style="font-size: 0.875rem;">1. ภายหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ พบว่าคะแนนผลการเรียนรู้ด้านคณิตศาสตร์ของผู้เรียนเพิ่มขึ้นจากก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 8.48, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 2.43) และหลังเรียน (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 15.16, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 1.33)<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05<br /></span>3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับมาก (<em>M</em> = 4.45, <em>SD</em> = 0.69</p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/VRUJ/article/view/10229 การสื่อสารเชิงสร้างสรรค์: การศึกษาเชิงตีความปรากฏการณ์วิทยา เกี่ยวกับประสบการณ์ของครูและนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 2026-03-04T17:39:39+07:00 ณัฐกร พูนศรี Natthakorn.po@kkumail.com ชญาชล เชื้อนนท์ chayach@kku.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์และทำความเข้าใจการให้ความหมายของการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ของครูและนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแนวปรากฏการณ์วิทยาเชิงตีความ ผู้ให้ข้อมูลหลักประกอบด้วยครู 4 คน และนักเรียน 4 คน เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกกึ่งโครงสร้างและการบันทึกภาคสนาม วิเคราะห์ข้อมูลผ่าน 6 ขั้นตอน ได้แก่ (1) การอ่านและอ่านซ้ำ (2) การจดบันทึกเบื้องต้น (3) การพัฒนาประเด็นประสบการณ์ (4) การทบทวนและปรับปรุงประเด็น (5) การวิเคราะห์รายบุคคลและ (6) การวิเคราะห์ข้ามกรณี<br />ผลการวิจัยพบว่า<br /><span style="font-size: 0.875rem;">1. ด้านประสบการณ์ การสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ของครูและนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายเกิดขึ้น บนพื้นฐานของความปลอดภัยทางจิตใจ ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ต้องสร้างร่วมกันผ่านการสอนแบบเสวนาและบรรยากาศที่ไม่ตัดสิน<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">2. ด้านการให้ความหมาย ครูมองว่าการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์เป็นการสื่อสารอย่างมีการวางแผนและมีเป้าหมาย เพื่อเปิดใจผู้เรียน จูงใจการเรียนรู้ และจัดการสถานการณ์ในชั้นเรียน ขณะที่นักเรียนมองว่าเป็นการสื่อสารเพื่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม<br /></span><span style="font-size: 0.875rem;">3. ด้านผลลัพธ์ การสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ส่งผลต่อการสร้างอัตลักษณ์วิชาชีพของครู และการพัฒนา อัตลักษณ์ส่วนบุคคลของนักเรียนในฐานะผู้สื่อสารที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ข้อค้นพบนี้ช่วยขยายความเข้าใจเกี่ยวกับการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ในบริบทการศึกษา และเป็นประโยชน์ต่อการออกแบบหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน และการพัฒนาสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์</span></p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/VRUJ/article/view/10584 การส่งเสริมความรอบรู้ด้านสิ่งแวดล้อมของเด็กปฐมวัย: แนวทางสำหรับครอบครัวและสถานศึกษาตามทฤษฎีระบบนิเวศวิทยา 2026-04-09T11:31:54+07:00 พัชราภรณ์ พุทธิกุล pickaeak2548@hotmail.com สิตารมณ์ บุญรอด pickaeak2548@hotmail.com ปรตา หวังดุล pickaeak2548@hotmail.com <p>ความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์เป็นประเด็นสำคัญของโลกการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการปกป้องระบบนิเวศเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนบทบาทของครอบครัวและสถานศึกษาในการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ช่วงวัยต้นของชีวิต จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งและเป็นระบบนิเวศระบบจุลภาคที่มีอิทธิพลต่อเด็กที่สุด บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนวทางให้กับครอบครัวและสถานศึกษาในการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสิ่งแวดล้อมของเด็กปฐมวัยตามทฤษฎีระบบนิเวศวิทยา หากเด็กปฐมวัยมีความรอบรู้ด้านสิ่งแวดล้อมทั้งในมิติด้านความรู้ เจตคติ ทักษะ และพฤติกรรมรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมจะส่งผลให้เกิดการดำเนินชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งระบบนิเวศวิทยาที่มีอิทธิพลต่อการส่งเสริมการรอบรู้ด้านสิ่งแวดล้อมทั้ง 5 ระบบ ทั้งระบบจุลภาค ระบบระหว่างกลาง ระบบภายนอก ระบบมหภาค และระบบเวลา ส่งผลต่อพัฒนาการ การเรียนรู้ และการดำเนินชีวิตของเด็ก ดังนั้น ครอบครัวและสถานศึกษา ควรส่งเสริมความรอบรู้ด้านสิ่งแวดล้อมของเด็กปฐมวัยโดยคำนึงถึง 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) กระบวนการการถ่ายทอดความรู้ประสบการณ์ และจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีความหมายต่อเด็ก ให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติและเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงโดยมีหลักการสำคัญ คือ จัดการศึกษาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ภายในสิ่งแวดล้อม และเพื่อสิ่งแวดล้อม 2) บุคคล การเป็นแบบอย่าง เป็นผู้อำนวยความสะดวก และเป็นผู้สร้างแรงจูงใจในการพัฒนาความตระหนักรู้และเจตคติของเด็กที่มีต่อสิ่งแวดล้อม 3) บริบท เปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ ซึมซับและมีปฏิสัมพันธ์กับบริบทรอบตัว และพาเด็กออกไป สัมผัสกับสิ่งแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ และ 4) เวลา เหตุการณ์ที่เกิดในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งซึ่งทำให้ประเด็นเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน และควรคำนึงถึงช่วงวัยและพัฒนาการเด็กเป็นสำคัญ</p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์