วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/VRUJ <p style="user-select: auto;">วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ (<strong style="user-select: auto;">Journal Of Education Studies Valaya Alongkorn Rajabhat University: </strong><strong>JES-VRU)</strong>โดยกำหนดพิมพ์เผยแพร่ปีการศึกษาละ 2 ฉบับ (มกราคม-มิถุนายน และ กรกฎาคม-ธันวาคม) คณะครุศาสตร์ จัดพิมพ์ขึ้นเพื่อเป็นการส่งเสริม สนับสนุนให้คณาจารย์ ข้าราชการ นักวิชาการศึกษาและนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสถาบันการศึกษาอื่น ๆ ได้มีโอกาสเสนอผลงานวิชาการ เพื่อเผยแพร่และแลกเปลี่ยนวิทยาการในสาขาศึกษาศาสตร์และสาขาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งวารสารมีการตรวจสอบคุณภาพของบทความโดยผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความ (Peer Review) ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้องจากภายในและ/หรือภายนอกมหาวิทยาลัย จำนวน 3 ท่านต่อหนึ่งบทความ บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ต้องผ่านการอนุมัติจากผู้ทรงคุณวุฒิ 2 ใน 3 ท่าน และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ เพื่อประเมินคุณภาพและความเหมาะสมของบทความว่าสมควรเผยแพร่ตีพิมพ์หรือไม่ ทั้งนี้ ผู้ทรงคุณวุฒิไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์ และผู้นิพนธ์ไม่ทราบชื่อผู้ทรงคุณวุฒิ (Double-Blinded Peer Review)</p> <p style="user-select: auto;"><strong style="user-select: auto;">ISSN:</strong> International Standard Serial Number หรือ เลขมาตราฐานสากลประจำวารสาร</p> <p style="user-select: auto;"><strong><a href="https://portal.issn.org/resource/ISSN/2821-9147">ISSN: 2821-9147 (Print)</a></strong><br /><strong>ISSN: 3027-6764 (Online)</strong></p> คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ th-TH วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ 2821-9147 ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบตอบสนองด้วยท่าทางร่วมกับวิธีสอนแบบโฟนิกส์ที่มีต่อการรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษพื้นฐานของเด็กปฐมวัย https://so07.tci-thaijo.org/index.php/VRUJ/article/view/8271 <p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบการรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษพื้นฐานโดยภาพรวมของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบตอบสนองด้วยท่าทางร่วมกับวิธีสอนแบบโฟนิกส์ 2) เปรียบเทียบการรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษพื้นฐานรายด้านทั้งด้านการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียนของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างคือ เด็กปฐมวัย อายุ 3-4 ปี ที่กำลังศึกษาในชั้นอนุบาลปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 ศูนย์สาธิตการบริบาลและพัฒนาเด็กปฐมวัย มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร จำนวน 27 คน ได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ และ 2) แบบทดสอบการรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษพื้นฐานของเด็กปฐมวัย ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ 1) การฟัง 2) การพูด 3) การอ่าน และ 4) การเขียนวิเคราะห์ข้อมูลโดยการ หาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. การรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษพื้นฐานของเด็กปฐมวัยหลังการจัดกิจกรรมสูงกว่าก่อนการ </span><span style="font-size: 0.875rem;">จัดกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</span></p> <p>2. การรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษพื้นฐานรายด้านของเด็กปฐมวัยหลังการจัดกิจกรรมสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งด้านการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียนโดยด้านการฟังมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือ ด้านการพูด การอ่าน และการเขียน ตามลำดับ</p> พัชราภรณ์ พุทธิกุล วนิดา ผดุงสมัย ภัทรวดี แก้วมณี กรรภิรมย์ หลายศิริ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ 2025-12-30 2025-12-30 3 2 26 38 การพัฒนาสมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 6 ขั้น ตามแนวทางสะเต็มศึกษา https://so07.tci-thaijo.org/index.php/VRUJ/article/view/9201 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีมของนักเรียนชั้นประถม ศึกษาปีที่ 4 โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 6 ขั้น ตามแนวทางสะเต็มศึกษา ดำเนินการวิจัยโดยใช้รูปแบบการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน จำนวน 3 วงจรปฏิบัติการ กลุ่มที่ศึกษา คือ นักเรียนประถมศึกษาปีที่ 4/2 จำนวน 39 คน ได้จากการคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือการวิจัย ประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษาและแบบประเมินสมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีมของนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย เลขคณิตแล้วเทียบกับเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>นักเรียนส่วนใหญ่ (ร้อยละ 36) มีระดับการพัฒนาสมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีมในระดับ 3</li> <li>ผลการศึกษาในรายองค์ประกอบ พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่มีการพัฒนาสมรรถนะฯ อยู่ระดับ 3 ในองค์ประกอบด้านกระบวนการทำงานแบบร่วมมือรวมพลังอย่างเป็นระบบ และด้านการเป็นสมาชิกทีมที่ดีและมีภาวะผู้นำ (ร้อยละ 74 และ 53.85 ตามลำดับ) ขณะที่การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและการจัดการความขัดแย้งยังอยู่ในระดับ 2 (ร้อยละ 71.79)</li> <li>แนวโน้มการพัฒนาระดับสมรรถนะฯ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากวงจรปฏิบัติการที่ 1 ไปยังวงจรปฏิบัติการที่ 3 ทุกองค์ประกอบ แสดงให้เห็นถึงประสิทธิผลของรูปแบบวัฏจักรการเรียนรู้ 6 ขั้น ที่ช่วยส่งเสริมสมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีมของนักเรียนได้อย่างเป็นระบบและชัดเจน</li> </ol> สุวรรณา ทรงปัญญา อินทิพร จับจิตต์ ธัญวรัตน์ ปิ่นทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ 2025-12-30 2025-12-30 3 2 39 56 ผลการเรียนรู้วัฒนธรรมไทยเชิงสร้างสรรค์เป็นฐานเพื่อส่งเสริมทักษะความคิดสร้างสรรค์และทักษะการเป็นผู้ประกอบการของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/VRUJ/article/view/5039 <p>การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้วิชาหน้าที่พลเมืองและศีลธรรม ด้วยการจัดการเรียนรู้วัฒนธรรมไทยเชิงสร้างสรรค์เป็นฐาน เพื่อส่งเสริมทักษะความคิดสร้างสรรค์ และทักษะการเป็นผู้ประกอบการของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ 2) วิเคราะห์ทักษะความคิดสร้างสรรค์ และ 3) วิเคราะห์ทักษะการเป็นผู้ประกอบการ หลังการจัดการเรียนรู้แบบวัฒนธรรมไทยสร้างสรรค์เป็นฐาน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ จำนวน 33 คน เครื่องมือการวิจัย ประกอบด้วย แบบวิเคราะห์แผนการจัดการเรียนรู้ แบบวิเคราะห์ทักษะความคิดสร้างสรรค์และแบบวิเคราะห์ทักษะการเป็นผู้ประกอบการ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>การจัดการเรียนรู้วัฒนธรรมไทยเชิงสร้างสรรค์เป็นฐานเพื่อส่งเสริมทักษะความคิดสร้างสรรค์และทักษะการเป็นผู้ประกอบการของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ พบว่าแผนการจัดการเรียนรู้ทั้ง 5 แผนมีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด (<em>M </em>= 4.66, <em>SD </em>= 0.01) เนื่องจากมีการพัฒนาอย่างเป็นระบบ</li> <li>ผลการวิเคราะห์ทักษะความคิดสร้างสรรค์อยู่ในระดับดีมาก (<em>M</em> = 2.79, <em>SD </em>= 0.20) เนื่องจากการเน้นการปฏิบัติจริง</li> <li>ผลการวิเคราะห์ทักษะการเป็นผู้ประกอบการอยู่ในระดับ ดีมาก (<em>M </em>= 2.70, <em>SD </em>= 0.14) เนื่องจาก เน้นการคำนึงถึงการเป็นผู้ประกอบการในอนาคต</li> </ol> ชรินทร์ มั่งคั่ง ณัฐกานต์ ไชยมงคล วรินทร สิริพงษ์ณภัทร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ 2025-12-30 2025-12-30 3 2 57 69 รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลของผู้บริหารสถาบันการอาชีวศึกษา ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกของประเทศไทย https://so07.tci-thaijo.org/index.php/VRUJ/article/view/6179 <p>วัตถุประสงค์ของการวิจัยครั้งนี้ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและที่พึงประสงค์ของการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลของผู้บริหารสถาบันการอาชีวศึกษา และ 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลของผู้บริหารสถาบันการอาชีวศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกของประเทศไทย กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากรของสถาบันการอาชีวศึกษา จำนวน 9 สถาบัน ผู้ให้ข้อมูลหลักรวมทั้งสิ้น 458 คน ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 ผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการ จำนวน 18 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด กลุ่มที่ 2 ครูผู้สอนและบุคลากร จำนวน 440 คน ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามสภาพปัจจุบันและที่พึงประสงค์ แบบประเมินความเหมาะสมและเป็นไปได้ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนี PNI<sub>modified</sub> และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันของการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และสภาพที่พึงประสงค์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลมี 3 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) องค์ประกอบหลัก ได้แก่ ความเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ กลยุทธ์การสื่อสาร การหลอมรวมระบบบริหารที่เชื่อมโยง การสร้างองค์กรแห่งนวัตกรรมอาชีวศึกษา และบรรยากาศและวัฒนธรรมการเรียนรู้เชิงดิจิทัล 2) วิธีการพัฒนาประกอบด้วย การเรียนรู้ด้วยตนเองเชิงดิจิทัล การเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านระบบออนไลน์ และการฝึกอบรมผ่านระบบออนไลน์ และ 3) เป้าหมายการพัฒนาประกอบด้วย การสร้างแรงบันดาลใจ การสร้างความมั่นใจ การรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง การจัดสรรเวลาในการเข้าถึง การนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง และการสร้างความเสมือนจริง</p> พงษ์ศักดิ์ ผกามาศ อุษณีย์ สีนนลี ทวีศิลป์ สารแสน ณัฐชยา สมมาศเดชสกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ 2025-12-30 2025-12-30 3 2 70 84 ผลการจัดกิจกรรมตามแนวการสอนภาษาธรรมชาติที่มีต่อความสามารถด้านการอ่านและเขียนของเด็กปฐมวัยโรงเรียนบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา https://so07.tci-thaijo.org/index.php/VRUJ/article/view/6425 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์และเปรียบเทียบความสามารถด้านการอ่านและการเขียนของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัดกิจกรรมตามแนวการสอนภาษาธรรมชาติ เป็นการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้น ใช้การทดลองกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลัง ประชากรในการวิจัย คือ เด็กปฐมวัยชายและหญิง อายุระหว่าง 5-6 ปี อนุบาลปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 ที่โรงเรียนบางไทรในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมตามแนวการสอนภาษาธรรมชาติ เกี่ยวกับสถานที่สำคัญในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 24 แผน และแบบทดสอบความสามารถด้านการอ่านและเขียนของเด็กปฐมวัย ระยะเวลาในการทดลอง 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 40 นาที สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และไค-สแควร์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ความสามารถด้านการอ่านและการเขียนของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัดกิจกรรมตามแนวการสอนภาษาธรรมชาติ เกี่ยวกับสถานที่สำคัญในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีความสัมพันธ์กัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>ความสามารถด้านการอ่านและการเขียนของเด็กปฐมวัยหลังจากที่ได้รับการจัดกิจกรรม สูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมทั้งภาพรวมและจำแนกรายด้าน</li> </ol> สุภาวดี พันธุ์เพ็ง ดารารัตน์ อุทัยพยัคฆ์ ศุภวรรณ์ เล็กวิไล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ 2025-12-30 2025-12-30 3 2 85 99 การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในกระบวนการให้ความช่วยเหลือระยะแรกเริ่ม สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/VRUJ/article/view/4583 <p>การให้บริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่มเป็นกลยุทธ์สำคัญในการพัฒนาเด็กให้เกิดการเรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ การให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีสามารถลดความรุนแรงของปัญหาที่อาจเกิดขึ้นและส่งเสริมพัฒนาการของเด็กได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ส่งผลดีต่อตัวเด็กและผู้ปกครองบทบาทของผู้ปกครองจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยมุ่งเน้นการให้ความรู้และแนวทางในการดูแลที่เหมาะสม เพื่อสนับสนุนพัฒนาการของบุตรหลานอย่างมีประสิทธิภาพ รูปแบบการให้บริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่มเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างนักวิชาชีพที่หลากหลายสาขา ทั้งด้านการศึกษา สุขภาพ อนามัย และการบำบัดรักษา อีกทั้งยังเน้นการป้องกันความบกพร่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อให้เด็กสามารถพัฒนาตามขั้นตอนเช่นเดียวกับเด็กทั่วไป หรือใกล้เคียงกับเด็กทั่วไปมากที่สุด ความร่วมมือระหว่างบุคลากรทางการศึกษา ทางการแพทย์ และผู้ปกครองเป็นหัวใจสำคัญในกระบวนการช่วยเหลือระยะแรกเริ่มการให้ความรู้และวิธีการดูแลที่ถูกต้องแก่ผู้ปกครอง เพื่อนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันช่วยให้บุตรหลานได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ ส่งผลให้เด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษสามารถประสบความสำเร็จในการพัฒนาตนเองได้อย่างมีคุณภาพ</p> เบญจมาศ พงษ์สวัสดิ์ สุปฏิญญา สมบูรณ์วิบูลย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ 2025-12-30 2025-12-30 3 2 1 10 ความท้าทายและโอกาสของการศึกษาแบบเรียนรวม: แนวทางสู่การพัฒนาคุณภาพการศึกษาในประเทศไทย https://so07.tci-thaijo.org/index.php/VRUJ/article/view/5999 <p>บทความนี้นำเสนอข้อมูลการศึกษาแบบเรียนรวมซึ่งเป็นแนวคิดที่มุ่งเน้นการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่ผู้เรียนทุกคน โดยไม่คำนึงถึงข้อจำกัดทางร่างกาย จิตใจ หรือการเรียนรู้ ให้สามารถเข้าร่วม การศึกษาในระบบปกติร่วมกับผู้เรียนทั่วไปได้อย่างเท่าเทียม นำเสนอความเป็นมาและวิวัฒนาการของการศึกษาแบบเรียนรวม รูปแบบ ความเชื่อ และหลักการ รวมถึงปัญหาและอุปสรรคที่พบ เช่น ความไม่ชัดเจน ของนโยบายการจัดการ งบประมาณที่ไม่เพียงพอ และการขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง บทความนี้ยังได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยจัดกลุ่มแนวทางแก้ปัญหาออกเป็น 4 ด้านหลัก ได้แก่ การปรับปรุงนโยบายให้มีความชัดเจน การพัฒนาครูและบุคลากร การจัดสรรทรัพยากร ไปจนถึงการสร้างสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ที่เหมาะสม เพื่อสนับสนุนการจัดการศึกษาแบบเรียนรวมให้มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับบริบททางสังคมและวัฒนธรรมของประเทศไทย</p> พรรณรอง ฐิติพรวณิช สุนทรี วรรณไพเราะ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ 2025-12-30 2025-12-30 3 2 11 25