วารสารศิลปะและวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำมูล
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/acj
<div class="container-fluid"> <div class="container-fluid"> <div class="container-fluid"> <div class="container-fluid"><strong>วารสารศิลปะและวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำมูล (Arts and Culture Journal of the Lower Moon River)</strong><hr /> <div class="row"> <div class="col-sm-3" style="text-align: center; padding: 5px; box-shadow: 3px 2px 5px 0px rgba(86,82,82,0.30); -webkit-box-shadow: 3px 2px 5px 0px rgba(86,82,82,0.30); -moz-box-shadow: 3px 2px 5px 0px rgba(86,82,82,0.30);"><strong>ISSN</strong></div> <div class="col-sm-9">ISSN 2822 - 0617 (Online)<br />ISSN 2822 - 1141 (Print)</div> </div> <hr /> <div class="row"> <div class="col-sm-3" style="text-align: center; padding: 5px; box-shadow: 3px 2px 5px 0px rgba(86,82,82,0.30); -webkit-box-shadow: 3px 2px 5px 0px rgba(86,82,82,0.30); -moz-box-shadow: 3px 2px 5px 0px rgba(86,82,82,0.30);"><strong>วัตถุประสงค์วารสาร</strong></div> <div class="col-sm-9">วารสารมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อเผยแพร่ผลงานทางวิชาการและวิจัยของบุคลากรมหาวิทยาลัยและหน่วยงานจากภายนอกในรูปแบบสื่อสิ่งพิมพ์และรูปแบบออนไลน์ 2) เพื่อเป็นแหล่งสนับสนุนการศึกษา วิจัย บูรณาการองค์ความรู้ เพื่อการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ส่งเสริม พัฒนา และเพิ่มคุณค่าของศิลปะ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น และ 3) เพื่อสนองพันธกิจสำนักศิลปะและวัฒนธรรม และมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์</div> </div> <hr /> <div class="row"> <div class="col-sm-3" style="text-align: center; padding: 5px; box-shadow: 3px 2px 5px 0px rgba(86,82,82,0.30); -webkit-box-shadow: 3px 2px 5px 0px rgba(86,82,82,0.30); -moz-box-shadow: 3px 2px 5px 0px rgba(86,82,82,0.30);"><strong>ขอบเขตวารสาร</strong></div> <div class="col-sm-9"> <p>ขอบเขตของวารสาร ดังนี้<br />- ศิลปวัฒนธรรม แหล่งเรียนรู้ และภูมิปัญญาท้องถิ่น<br />- การศึกษาและบูรณาการศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์และสืบสาน<br />- เศรษฐกิจสร้างสรรค์โดยใช้ทุนทางวัฒนธรรม<br />(<a href="https://so07.tci-thaijo.org/index.php/acj/about/submissions">รายละเอียดเพิ่มเติม</a>)</p> </div> </div> <hr /> <div class="row"> <div class="col-sm-3" style="text-align: center; padding: 5px; box-shadow: 3px 2px 5px 0px rgba(86,82,82,0.30); -webkit-box-shadow: 3px 2px 5px 0px rgba(86,82,82,0.30); -moz-box-shadow: 3px 2px 5px 0px rgba(86,82,82,0.30);"><strong>การรับรองคุณภาพ</strong></div> <div class="col-sm-9"> <p>วารสารได้ถูกจัดให้เป็น วารสารกลุ่มที่ 1 (TCI Tier 1)<br />โดย ศูนย์ TCI ให้คำรับรองคุณภาพวารสาร ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค 68 - 31 ธ.ค 72</p> </div> </div> <hr /> <div class="row"> <div class="col-sm-3" style="text-align: center; padding: 5px; box-shadow: 3px 2px 5px 0px rgba(86,82,82,0.30); -webkit-box-shadow: 3px 2px 5px 0px rgba(86,82,82,0.30); -moz-box-shadow: 3px 2px 5px 0px rgba(86,82,82,0.30);"><strong>เจ้าของ</strong></div> <div class="col-sm-9"> <p>สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์</p> </div> </div> <hr /> <div class="row"> <div class="col-sm-3" style="text-align: center; padding: 5px; box-shadow: 3px 2px 5px 0px rgba(86,82,82,0.30); -webkit-box-shadow: 3px 2px 5px 0px rgba(86,82,82,0.30); -moz-box-shadow: 3px 2px 5px 0px rgba(86,82,82,0.30);"><strong>ประเภทบทความ</strong></div> <div class="col-sm-9"> <p>บทความวิชาการ และบทความวิจัย</p> </div> </div> <hr /> <div class="row"> <div class="col-sm-3" style="text-align: center; padding: 5px; box-shadow: 3px 2px 5px 0px rgba(86,82,82,0.30); -webkit-box-shadow: 3px 2px 5px 0px rgba(86,82,82,0.30); -moz-box-shadow: 3px 2px 5px 0px rgba(86,82,82,0.30);"><strong>ภาษาบทความ</strong></div> <div class="col-sm-9"> <p>ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> </div> </div> <hr /> <div class="row"> <div class="col-sm-3" style="text-align: center; padding: 5px; box-shadow: 3px 2px 5px 0px rgba(86,82,82,0.30); -webkit-box-shadow: 3px 2px 5px 0px rgba(86,82,82,0.30); -moz-box-shadow: 3px 2px 5px 0px rgba(86,82,82,0.30);"><strong>วาระการออก</strong></div> <div class="col-sm-9">วารสารมีวาระออกปีละ 3 ฉบับ ได้แก่<br />ฉบับที่ 1 ประจำเดือน มกราคม - เมษายน<br />ฉบับที่ 2 ประจำเดือน พฤษภาคม - สิงหาคม<br />ฉบับที่ 3 ประจำเดือน กันยายน - ธันวาคม</div> </div> <hr /> <div class="row"> <div class="col-sm-3" style="text-align: center; padding: 5px; box-shadow: 3px 2px 5px 0px rgba(86,82,82,0.30); -webkit-box-shadow: 3px 2px 5px 0px rgba(86,82,82,0.30); -moz-box-shadow: 3px 2px 5px 0px rgba(86,82,82,0.30);"><strong>จำนวนบทความต่อฉบับ</strong></div> <div class="col-sm-9"> <p>วารสารเปิดรับ 16 - 20 บทความ ต่อฉบับ โดยจะเริ่มตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป </p> </div> </div> <hr /> <div class="row"> <div class="col-sm-3" style="text-align: center; padding: 5px; box-shadow: 3px 2px 5px 0px rgba(86,82,82,0.30); -webkit-box-shadow: 3px 2px 5px 0px rgba(86,82,82,0.30); -moz-box-shadow: 3px 2px 5px 0px rgba(86,82,82,0.30);"><strong>การประเมินคุณภาพของบทความ</strong></div> <div class="col-sm-9"> <p>บทความที่ส่งเข้ามาจะได้รับการประเมินคุณภาพของบทความ โดยผู้ประเมินซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้อง จำนวน 3 ท่าน ซึ่งพิจารณาแบบปกปิดรายชื่อทั้งผู้เขียนบทความ ผู้ประเมิน และผู้ที่เกี่ยวข้อง (Double Blind Review) ทั้งนี้วารสารจะดำเนินงานตามกรอบจริยธรรมการตีพิมพ์ผลงานในวารสารวิชาการ (Publication Ethics) อย่างเคร่งครัด</p> </div> </div> <hr /> <div class="row"> <div class="col-sm-3" style="text-align: center; padding: 5px; box-shadow: 3px 2px 5px 0px rgba(86,82,82,0.30); -webkit-box-shadow: 3px 2px 5px 0px rgba(86,82,82,0.30); -moz-box-shadow: 3px 2px 5px 0px rgba(86,82,82,0.30);"><strong>ระยะเวลาการดำเนินงานวารสาร</strong></div> <div class="col-sm-9"> <table style="border-collapse: collapse; width: 100%;"> <tbody> <tr style="text-align: left; padding: 8px;"> <td style="text-align: left; padding: 8px; width: 33.4%;">6 Days</td> <td style="text-align: left; padding: 8px; width: 33.4%;">35 Days</td> <td style="text-align: left; padding: 8px; width: 33.4%;">65 Days</td> </tr> <tr style="background-color: #f2f2f2;"> <td style="text-align: left; padding: 8px; width: 33.4%;">Time to initial review</td> <td style="text-align: left; padding: 8px; width: 33.4%;">Review time</td> <td style="text-align: left; padding: 8px; width: 33.4%;">Submission to acceptance</td> </tr> </tbody> </table> </div> </div> <hr /> <div class="row"> <div class="col-sm-3" style="text-align: center; padding: 5px; box-shadow: 3px 2px 5px 0px rgba(86,82,82,0.30); -webkit-box-shadow: 3px 2px 5px 0px rgba(86,82,82,0.30); -moz-box-shadow: 3px 2px 5px 0px rgba(86,82,82,0.30);"><strong>ค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์บทความ (Article Processing Charge)</strong></div> <div class="col-sm-9"> <p>- บทความวิจัย/ บทความวิชาการ ภาษาไทย 5,000 บาท/ บทความ (ประมาณ 160 USD)<br />- บทความวิจัย/ บทความวิชาการ ภาษาอังกฤษ 6,000 บาท/ บทความ (ประมาณ 190 USD)</p> </div> </div> <hr /> <div class="row"> <div class="col-sm-3" style="text-align: center; padding: 5px; box-shadow: 3px 2px 5px 0px rgba(86,82,82,0.30); -webkit-box-shadow: 3px 2px 5px 0px rgba(86,82,82,0.30); -moz-box-shadow: 3px 2px 5px 0px rgba(86,82,82,0.30);"><strong>ขั้นตอนการส่งบทความและชำระค่าธรรมเนียม</strong></div> <div class="col-sm-9"> <p>1. ขอให้ผู้นิพนธ์ส่งไฟล์เอกสารผ่านระบบ ThaiJo ประกอบด้วย<br /> 1.1 บทความวิจัย/บทความวิชาการ ในรูปแบบไฟล์ Word จำนวน 1 ไฟล์<br /> 1.2 แบบฟอร์มส่งบทความ จำนวน 1 ไฟล์</p> <p>2. เมื่อส่งไฟล์เอกสารครบถ้วนแล้ว ทางกองบรรณาธิการจะพิจารณาบทความเบื้องต้น (First Decision) หากผ่านการพิจารณาบทความเบื้องต้น ทางวารสารจะแจ้งผ่านระบบวารสาร ให้ชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารก่อนส่งประเมินคุณภาพบทความ</p> <p>ทั้งนี้ วารสารขอยกเลิกและปฏิเสธการรับพิจารณาประเมินบทความ หากผู้นิพนธ์ส่งไฟล์เอกสารไม่ครบถ้วน บทความไม่ได้อยู่ในขอบเขตวารสาร หรือบทความมีรูปแบบอ้างอิงไม่เป็นไปตามที่วารสารกำหนด</p> <p>3. เมื่อชำระค่าธรรมเนียมเรียบร้อยแล้ว กรุณาจัดส่งหลักฐานการชำระเงินผ่านระบบวารสาร โดยระบุ 1) ชื่อ - สกุล ผู้นิพนธ์ 2) ชื่อบทความ 3) สลิปการโอน</p> <p>ทั้งนี้ การชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์บทความทุกรายการ เป็นค่าดำเนินการของวารสาร ซึ่งหากบทความของท่านไม่ผ่านการพิจารณาให้ตีพิมพ์ลงในวารสารศิลปะและวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำมูล จากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน และถูกปฏิเสธการลงตีพิมพ์ (Rejected) ทางวารสารจะไม่คืนเงินค่าตีพิมพ์วารสารดังกล่าว</p> </div> </div> <hr /> <div class="row"> <div class="col-sm-3" style="text-align: center; padding: 5px; box-shadow: 3px 2px 5px 0px rgba(86,82,82,0.30); -webkit-box-shadow: 3px 2px 5px 0px rgba(86,82,82,0.30); -moz-box-shadow: 3px 2px 5px 0px rgba(86,82,82,0.30);"><strong>หมายเลขบัญชี</strong></div> <div class="col-sm-9"> <p>ชื่อบัญชี มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ (บกศ2)<br />ชื่อธนาคาร ธนาคารกรุงเทพ ประเภท เงินฝากออมทรัพย์<br />เลขที่บัญชี 644-0-30330-0<br />Swift Code: BKKBTHBK</p> </div> </div> </div> <hr /></div> </div> </div>
The office of Arts and Culture, Surindra Rajabhat University
th-TH
วารสารศิลปะและวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำมูล
2822-1141
<p>บทความทุกเรื่องที่ตีพิมพ์ในรูปแบบ เปิดให้เข้าถึง (Open Access) ภายใต้สัญญาอนุญาต CC BY-NC-ND 4.0 จะสามารถเข้าถึงได้ฟรีทันทีและอย่างถาวรสำหรับทุกคน โดยผู้อ่านสามารถอ่าน ดาวน์โหลด ทำสำเนา แจกจ่าย พิมพ์ ค้นหา หรือเชื่อมโยงไปยังบทความได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย การใช้งานอนุญาตเฉพาะเพื่อวัตถุประสงค์ที่ไม่แสวงหากำไร (ไม่อนุญาตการใช้เพื่อการค้า) และต้องไม่ทำการดัดแปลงแก้ไขผลงาน (ไม่อนุญาตการดัดแปลง) การเข้าถึงไม่จำเป็นต้องขออนุญาตล่วงหน้าจากสำนักพิมพ์หรือผู้แต่ง ทั้งนี้ต้องมีการอ้างอิงถึงแหล่งตีพิมพ์ต้นฉบับอย่างถูกต้องและเหมาะสม</p>
-
จากวัตถุดิบสู่ผลิตภัณฑ์คุณค่า: พลวัตการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์เกษตรในบริบทวิสาหกิจชุมชนน่านมอลต์
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/acj/article/view/10583
<p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยความสำเร็จในการสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์เกษตรของวิสาหกิจชุมชนน่านมอลต์ ตำบลกลางเวียง อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบกรณีศึกษาเชิงลึก เก็บรวบรวมข้อมูลผ่านการสนทนากลุ่ม จากผู้ให้ข้อมูลหลัก 15 คน ประกอบด้วย ผู้นำและสมาชิกวิสาหกิจชุมชน เจ้าหน้าที่ภาครัฐ และผู้เชี่ยวชาญ โดยนำกรอบแนวคิดการสร้างมูลค่าเพิ่ม ทุนทางวัฒนธรรม และความได้เปรียบทางการแข่งขันมาบูรณาการในการวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่า ความสำเร็จของวิสาหกิจชุมชนน่านมอลต์ในการพัฒนาข้าวสาลีท้องถิ่นให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์มอลต์นั้น เกิดจากการบูรณาการปัจจัยหลัก 5 ด้าน ได้แก่ (1) การพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมที่เน้นคุณภาพเป็นหลักโดยไม่ใช้สารเคมี พร้อมทั้งสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบสนองต่อความต้องการเฉพาะของตลาด เช่น มอลต์แป้งและมอลต์สกัดชนิดเหลว (2) การบริหารจัดการที่มีภาวะผู้นำอันมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน ระบบควบคุมต้นทุนเฉลี่ยรายปี และการจัดการความรู้อย่างเปิดกว้าง (3) ทุนทางวัฒนธรรมที่สะท้อนผ่านการรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่นควบคู่กับการผสมผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่ และการสร้างอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น (4) กลยุทธ์การตลาดและการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า รวมถึงการเปลี่ยนผ่านจากตลาดผู้บริโภคทั่วไป (B2C) <br />สู่ตลาดอุตสาหกรรม (B2B) และ (5) การสร้างเครือข่ายและความร่วมมือกับวิสาหกิจชุมชนอื่น หน่วยงานภาครัฐ และลูกค้าในลักษณะหุ้นส่วนระยะยาว การศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าความยืดหยุ่นในการปรับตัว การเปลี่ยนทุนทางวัฒนธรรมให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ และการเลือกใช้กลยุทธ์การสร้างความแตกต่างมากกว่าการแข่งขันด้านราคา เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้วิสาหกิจชุมชนขนาดเล็กสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน ผลการวิจัยนี้อาจนำไปพัฒนาในการกำหนดนโยบายสนับสนุนวิสาหกิจชุมชนและการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ</p>
จิตสุภา กิติผดุง
วทัญญู ใจบริสุทธิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปะและวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำมูล
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-29
2026-06-29
15 2
275
295
10.65205/acj.2026.10583
-
The Role and Popularity of the Chinese Guzheng in Thailand’s Musical Development
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/acj/article/view/10088
<p>This study examines how the Chinese guzheng has developed within Thailand’s musical landscape and how it is learned, adapted, and sustained. Using a qualitative design, the research combines content analysis of documentary materials with fieldwork in Bangkok, including semi-structured interviews, focus groups, and questionnaires from students and parents. The analysis focuses on three objectives : 1) clarifying the guzheng’s cultural role, public recognition, and learning patterns in Thailand; 2) identifying integration approaches in Thai traditional and popular music, especially tuning, arrangement, and collaboration; and 3) developing guidelines for strengthening guzheng education. Findings indicate that guzheng popularity is shaped by the interaction between institutional support and sustained public performance. Integration is most effective when arrangement and ensemble role design take priority over minor technical adjustments. Sustainable development depends on coordinated support across teaching systems, localized curriculum design, and performance platforms. The study proposes a T-L-P model linking Teacher Development, Localized Curriculum, and Performance Integration as a framework for long-term development.</p>
Wang Guan
Metee Punvaratorn
Veera Phansue
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปะและวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำมูล
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-29
2026-06-29
15 2
296
311
10.65205/acj.2026.10088
-
A Study on the Evolution and Localization of the Piano in Thai Traditional Music
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/acj/article/view/10516
<p>This study, set against the backdrop of Thai traditional music culture, examines the historical evolution and localization of the piano in Thai traditional music since its introduction to Thailand in the late nineteenth century. Using historical document analysis, musicological analysis, observation of representative performance practices, and expert interviews, the study explores how the piano gradually transformed from a Western cultural symbol in the royal court into an expressive medium for Thai musical creation, arrangement, performance, and education. The article focuses on analyzing the piano's localization strategies in pitch-system adaptation, melodic and ornament imitation, rhythmic adjustment, ensemble participation, and performance aesthetics. The findings show that the piano in Thailand did not simply replace or assimilate traditional instruments, but was reinterpreted through continuous interaction with Thai musical concepts, especially melody-centered expression, flexible rhythmic treatment, and localized ornamentation. This paper argues that the localization of the piano represents a process of cultural negotiation and creative transformation, demonstrating the openness and creativity of Thai traditional music in the context of modernization and globalization. The study provides a case for understanding how Western instruments can be integrated into non-Western musical traditions while supporting the inheritance and innovation of local musical heritage.</p>
Zheng Li
Veera Phansue
Surasak Jamnongsarn
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปะและวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำมูล
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-29
2026-06-29
15 2
312
327
10.65205/acj.2026.10516
-
The Study of Highest-Rated Chinese Films (2015–2025) in Thailand
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/acj/article/view/9944
<p>This study is guided by three core objectives. 1) To analyze the ten most popular Chinese films in Thailand using a formalist-based, five-dimensional framework of theme, plot, character, symbol, and music, while integrating cultural elements; 2) To investigate Thai audiences' perceptions and viewing preferences regarding Chinese films through a survey and empirical analysis; 3) To propose a new cinematic adaptation model designed to address the unique characteristics of the Thai film market. A mixed-methods approach was employed, grounded in Metz semiotics, cinematic formalism, and cultural globalization theory. The analysis encompassed ten high-grossing, culturally significant Chinese films. Data were collected via a survey of 100 Thai viewers (analyzed using SPSS) and in-depth interviews with five film industry practitioners. The findings resulted in the "Thai Audience Preference Model," which posits that appeal is driven by a synergy of the following elements: culturally familiar visual elements, emotionally universal characters, themes of romance or LGBT, plots with strong dramatic tension, and soundtracks that effectively incorporate traditional instruments. The study identifies religion and food as the most resonant cultural symbols. It concludes that China's international film communication should shift from pure "output" to strategic "adaptation".</p>
Cong Luo
Porawan Pattayanon
Noppadol Inchan
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปะและวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำมูล
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-29
2026-06-29
15 2
328
340
10.65205/acj.2026.9944
-
Innovative Application of the Six-Tusked White Elephant in Dunhuang Murals in Cultural and Creative Design
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/acj/article/view/10434
<p>This study examines the Six-Tusked White Elephant depicted in Dunhuang murals and explores its reinterpretation in contemporary cultural and creative design. As a Buddhist symbol embodying compassion, wisdom, and enlightenment, the white elephant holds strong visual and cultural significance in Dunhuang art. Through image analysis and literature review, the study identifies its key formal characteristics—side-view composition, forward-tilting head, prominent six tusks, and square limb structure—and extracts major decorative elements such as lotus patterns, auspicious clouds, reins, and flowing ribbons, providing transferable visual resources for modern design.</p> <p>In the context of the rising “Guochao” (Chinese-chic) trend, the white elephant is reimagined with greater emotional warmth and visual accessibility. Its contemporary expressions—pattern stylization, cartoonization, and narrative-based design—demonstrate broad potential across creative industries. Market research shows, however, that current cultural products remain limited by homogeneous designs, insufficient diversity, and weak communication channels, while high aesthetic quality and emotional resonance emerge as key drivers of consumer purchasing.</p> <p>Based on user-centered insights, the study proposes three design strategies: enhancing visual appeal through “cute aesthetics,” embedding healing and comforting emotional experiences to meet the psychological needs of young users, and adopting gamified mechanisms such as blind boxes to strengthen engagement and cultural interaction. This research offers a new design framework for the contemporary transformation of the Dunhuang Six-Tusked White Elephant and contributes to the modern dissemination of traditional Chinese culture.</p>
Chen Lingfeng
Rueanglada Punyalikit
Eakachat Joneuirairatana
Veerawat Sirivesmas
Liu Guoyu
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปะและวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำมูล
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-29
2026-06-29
15 2
341
356
10.65205/acj.2026.10434
-
การพัฒนาองค์ความรู้ทางด้านศิลปะการแสดงเพื่อเพิ่มศักยภาพชุมชน Soft Power บนฐานอัตลักษณ์ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น เทศบาลเมืองเมืองแกนพัฒนา อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/acj/article/view/10104
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษารวบรวมองค์ความรู้ทางด้านศิลปวัฒนธรรม ศิลปะการแสดงนาฏศิลป์และภูมิปัญญาท้องถิ่นของเทศบาลเมืองเมืองแกนพัฒนา 2) สร้างสรรค์การแสดง 3) พัฒนาทักษะและองค์ความรู้ทางด้านศิลปะการแสดง 4) เพิ่มศักยภาพชุมชน Soft Power บนฐานอัตลักษณ์ศิลปวัฒนธรรมเทศบาลเมืองเมืองแกนพัฒนา กระบวนการวิจัย คือ การวิจัยและพัฒนา ร่วมกับการสร้างสรรค์การแสดง ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยแบบผสมผสานด้วยการศึกษาวิจัยเชิงปริมาณ เชิงคุณภาพและเชิงสร้างสรรค์ เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย คือ 1) แบบสัมภาษณ์ 2) แบบทดสอบ 3) แบบประเมินความพึงพอใจ และ 4) แบบประเมินการสร้างสรรค์การแสดง กลุ่มผู้ให้ข้อมูลคือ ผู้นำชุมชน ประธานแม่บ้าน กลุ่มทางด้านศิลปะการแสดงของชุมชนเทศบาลเมืองเมืองแกนพัฒนา จำนวน 27 ชุมชน <br />การวิจัย มี 3 ระยะ 8 ขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1) องค์ความรู้ทางด้านศิลปวัฒนธรรม ศิลปะการแสดง และภูมิปัญญาท้องถิ่นของเมืองแกนมีแหล่งท่องเที่ยวทางศิลปวัฒนธรรมหลายแห่ง ศิลปะการแสดงนาฏศิลป์ พบการฟ้อนเล็บและ<br />รำวงย้อนยุค 2) ผลการสร้างสรรค์การแสดง คือ ฟ้อนบวงสรวงพญาสามฝั่งแกน โดยออกแบบสร้างสรรค์เพลง บทร้องขึ้นใหม่ ใช้วงดนตรีพื้นบ้านภาคเหนือ เครื่องแต่งกายและเครื่องประดับยังคงรูปแบบเอกลักษณ์การแต่งกายแบบฟ้อนเล็บการสร้างสรรค์ท่าฟ้อนใช้ทฤษฎีนาฏยประดิษฐ์ ท่ารำมีท่าในเพลงแม่บท จำนวน 7 ท่า ท่ารำตีบท จำนวน 17 ท่า ใช้ท่ารำของนาฏศิลป์ล้านนา คือ ฟ้อนเล็บ ทั้งหมด 9 ท่า ผลการประเมินคุณภาพการแสดง รวมองค์ประกอบทุกด้าน คือ x̄=4.17 อยู่ในระดับดี SD=0.20 3) ผลการพัฒนาทักษะและองค์ความรู้ทางด้านศิลปะการแสดง จัดทำเครื่องมือสื่อการเรียนรู้ในเนื้อหาประวัติการสร้างสรรค์การแสดง องค์ประกอบการแสดง การแต่งหน้าและการทำผม โดยมีผลการทดลอง คะแนนเต็ม 20 คะแนน คือ ผลการทดสอบก่อนปฏิบัติท่ารำ (x̄)=18.16 (SD)=2.23 ผลการทดสอบหลังปฏิบัติท่ารำ (x̄)=19.74 (SD)=0.77 คะแนนความพึงพอใจผู้เข้าร่วมกิจกรรม (x̄)=4.62 (SD)=0.05 การแปลผลระดับความพึงพอใจมาก</p>
สุนิษา สุกิน
ชัพวิชญ์ ใจหาญ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปะและวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำมูล
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-29
2026-06-29
15 2
357
373
10.65205/acj.2026.10104
-
อัตลักษณ์อันดามันในทัศนะใหม่จากการสร้างสรรค์ศิลปะบาติกร่วมสมัย
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/acj/article/view/10694
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาอัตลักษณ์ร่วมของกลุ่มจังหวัดอันดามัน 2) สร้างสรรค์งานศิลปะบาติกร่วมสมัยที่แสดงถึงอัตลักษณ์ร่วมของกลุ่มจังหวัดอันดามัน การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงคุณค่าแบบปฏิบัติการสร้างสรรค์ทัศนศิลป์ โดยใช้การเก็บข้อมูลสามพื้นที่คือ ภูเก็ต พังงา และกระบี่ ผ่านการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับภาพลักษณ์และการแสดงออกของอัตลักษณ์ร่วม สำรวจข้อมูลทางกายภาพและภูมิทัศน์ของพื้นที่ด้วยการวิเคราะห์แก่นสารเพื่อสกัดประเด็นร่วมและคุณค่าที่เฉพาะเจาะจงของพื้นที่องค์ประกอบทางศิลปะเชื่อมโยงกับกรอบสัญญะของแนวทาง โซซูร์ ซึ่งแสดงตัวบ่งชี้สัมพันธ์กับธรรมชาติและวิถีชีวิต ความเชื่อ ความทรงจำ และความหลากหลายทางวัฒนธรรมของ อันดามันเพื่อนำไปสู่การสร้างสรรค์ศิลปะ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า อัตลักษณ์ร่วมของกลุ่มจังหวัดอันดามันสามารถอธิบายได้ในฐานะ เป็นคลังความหมายของพื้นที่ ประกอบด้วยมิตินามธรรมและรูปธรรม โดยมิตินามธรรมมีสัดส่วนสูงสุด คือร้อยละ 62 ขณะที่มิติรูปธรรมอยู่ที่ร้อยละ 38 โดยมีลักษณะร่วมของอัตลักษณ์ที่สำคัญเป็นลำดับที่ 1 ได้แก่ ธรรมชาติเด่นชัด เช่น ทะเล ภูเขา ป่า ข้อมูลดังกล่าวถูกสังเคราะห์เป็นจินตภาพสมมุติและระบบสัญญะเพื่อกำหนดกรอบของเนื้อหา 3 กลุ่ม ได้แก่ รูปสัญญะ นามสัญญะ และพหุสัญญะ นำไปสู่การสร้างสรรค์ผลงานศิลปะบาติกร่วมสมัยจำนวน 6 ชิ้น แสดงออกผ่านกระบวนการบาติกโดย ใช้วิธีการการควบคุมการไหลซึมของสี การเว้นพื้นขาวของผืนผ้า และการทับชั้นของเทียนเพื่อสร้างมิติของน้ำหนักและการใช้สื่อผสมร่วมจัดวางในลักษณะร่วมสมัย กระบวนการดังกล่าวเป็นกลไกการสร้างความหมายจากวัสดุและสัญญะร่วมกับโครงสร้างทางทัศนศิลป์ที่ปรากฎรูปทรงแบบตัดทอน โดยใช้สีแบบกลุ่มสีและมีการเคลื่อนไหวของเส้นเป็นสาระคำคัญหลักในการสร้างสรรค์ ผลการประเมินผลงานทั้ง 6 ชิ้น พบว่า ภาพรวมผลงานอยู่ในระดับ มากที่สุดโดยได้ 4.48 จาก 5.00 สูงสุดคือ การใช้วัสดุ เทคนิค หรือแนวคิดร่วมสมัยช่วยเสริมคุณค่าให้อัตลักษณ์ดั้งเดิมน่าสนใจยิ่งขึ้น ( x̄ = 4.80, ระดับมากที่สุด) รองลงมาคือ ผลงานมีศักยภาพต่อการพัฒนาสู่ระดับชาติหรือสากลโดยไม่สูญเสียอัตลักษณ์ท้องถิ่น ( x̄ = 4.60, ระดับมากที่สุด)</p>
คารว์ พยุงพันธ์
ไพฑูรย์ ทองดี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปะและวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำมูล
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-29
2026-06-29
15 2
374
388
10.65205/acj.2026.10694
-
From Ritual to Game: Research on the Innovative Design of Dali Bai Jiama Cultural Board Game under the Interactive Heritage
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/acj/article/view/10635
<p>As an important element of Yunnan Province’s intangible cultural heritage, the Dali Bai Jiama faces challenges in its transmission, including insufficient public awareness and limited dissemination channels. Based on the theory of embodied interaction, this study explores innovative pathways for transmitting Jiama culture by integrating it into board games. The study employed a mixed-methods approach, collecting data through questionnaires, fieldwork, and expert interviews. The results indicate that, while respondents’ awareness of Jiama culture is relatively low, they demonstrate a high level of interest and hold positive attitudes toward cultural board games, suggesting that board games have significant potential for cultural dissemination. Fieldwork and expert interviews further revealed that existing Jiama cultural and creative products largely remain at the level of visual symbol transformation, lacking a deep presentation of cultural experiences. Based on these findings, this study proposes three design schemes for Jiama cultural board games that integrate ritual practices, cultural identity, and production processes. The research indicates that embodied interactive board games can promote cultural experiences and public participation, providing new design insights for the innovative transmission and dissemination of intangible cultural heritage.</p>
Yang Xicheng
Atithep Chaetnalao
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปะและวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำมูล
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-14
2026-07-14
15 2
389
404
10.65205/acj.2026.10635
-
การพัฒนาผลิตภัณฑ์การทอผ้าไหมด้วยภูมิปัญญาการออกแบบลวดลายปราสาทหินเชิงพุทธ เพื่อการสร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์ด้วยกระบวนการการมีส่วนร่วมของชุมชนในจังหวัดศรีสะเกษ
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/acj/article/view/10440
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาสภาพการพัฒนาผลิตภัณฑ์การทอผ้าไหมด้วยภูมิปัญญาการออกแบบลวดลายปราสาทหินตามแนวคิดทางพระพุทธศาสนา (2) เพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์การทอผ้าไหมและลวดลายปราสาทหินด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในจังหวัดศรีสะเกษ และ (3) เพื่อประเมินผลการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มเชิงวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบมีส่วนร่วม โดยเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์และการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ร่วมกับกลุ่มพระสงฆ์ผู้ทรงความรู้ด้านหลักธรรม กลุ่มสตรีทอผ้าไหมบ้านหัวช้าง นักวิชาการพัฒนาชุมชน และปราชญ์ชาวบ้าน จำนวน 25 รูป/คน โดยใช้เครื่องมือวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong><span style="font-size: 0.875rem;">ชุมชนผู้ทอผ้าไหมในจังหวัดศรีสะเกษมีทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เข้มแข็ง ทั้งด้านเทคนิคการทอแบบดั้งเดิมและความผูกพันกับปราสาทหินในฐานะมรดกทางประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม และพระพุทธศาสนา </span>ซึ่งการออกแบบลวดลายปราสาทหินยังมีการนำมาบูรณาการการออกแบบสู่ผืนผ้าค่อนข้างจำกัด และยังขาดการพัฒนาอย่างเป็นระบบ การประยุกต์แนวคิดทางพระพุทธศาสนายังอยู่ในระดับสัญลักษณ์ ทำให้ศักยภาพของปราสาทหินในฐานะแรงบันดาลใจเชิงสร้างสรรค์ยังไม่ถูกใช้เต็มที่ในชุมชน และสังคมทั่วไป</p> <p>กระบวนการพัฒนาดำเนินการตามแนวคิดวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เปิดโอกาสให้ผู้ทอผ้า ผู้นำชุมชน ปราชญ์ท้องถิ่น นักออกแบบ และนักวิจัย ร่วมถอดรหัสลวดลายปราสาทหิน ออกแบบ ทดลองทอ และปรับปรุงผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดลวดลายผ้าไหมใหม่ที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างชัดเจน และบูรณาการองค์ความรู้ดั้งเดิมกับแนวคิดร่วมสมัยได้อย่างเหมาะสม ผลที่เกิดจากการออกแบบลวดลายปราสาทหินจะปรากฎในผืนผ้าไหมทอมือที่เป็นลวดลายของปราสาทแต่ละแห่งที่กลุ่มกลุ่มสตรีทอผ้าไหมบ้านหัวช้าง จังหวัดศรีสะเกษ รังสรรค์ขึ้น ประกอบด้วย ลวดลายปราสาทหินวัดสระกำแพงใหญ่ ลวดลายปราสาทหินวัดสระกำแพงน้อย<br />ลวดลายปราสาทหินวัดบ้านปราสาท ลวดลายปราสาทหินปรางค์กู่ และลวดลายปราสาทหินโดนตวล</p> <p>ผลการประเมินพบว่า ระดับผลผลิตเกิดผ้าไหมลวดลายใหม่ที่มีความงดงามและพัฒนาเป็นสินค้าเชิงวัฒนธรรมร่วมสมัย ระดับผลลัพธ์สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและได้รับการยอมรับจากตลาดมากขึ้น และระดับผลกระทบ กระบวนการมีส่วนร่วมภายใต้กรอบพุทธธรรมช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็ง การถ่ายทอดภูมิปัญญา และความยั่งยืนของชุมชน อันนำไปสู่การยกระดับผ้าไหมศรีสะเกษเป็นสินค้าเชิงจริยธรรมและวัฒนธรรมในระยะยาว</p>
สุทัศน์ ประทุมแก้ว
พระสมุห์ธงชัย มนตรีวงศ์
พระเสกสรรค์ ฐานยุตฺโต (ศรีทน)
อุทัย ภูคดหิน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปะและวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำมูล
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-17
2026-07-17
15 2
405
425
10.65205/acj.2026.10440
-
กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการยกระดับของที่ระลึกจากงานประเพณีผีขนน้ำ สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์: กรณีศึกษา ตำบลนาซ่าว อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/acj/article/view/10972
<p>การวิจัยเรื่อง กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการยกระดับของที่ระลึกจากงานประเพณีผีขนน้ำสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์: กรณีศึกษา ตำบลนาซ่าว อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาบริบททุนชุมชน และสภาพปัญหาของของที่ระลึกจากงานประเพณีผีขนน้ำ และ 2. ศึกษากระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการยกระดับของที่ระลึกสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การเลือกกลุ่มผู้ให้ข้อมูลแบบเจาะจง จำนวน 30 คน ประกอบด้วย แกนนำชุมชน หน่วยงานภาครัฐและภาควิชาการ นักปราชญ์ท้องถิ่นและผู้ประกอบการ และประชาชนในพื้นที่ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ การสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างการสังเกตแบบมีส่วนร่วม การสนทนากลุ่ม และการศึกษาเอกสาร วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและ<br />การตีความเชิงพรรณนา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ตำบลนาซ่าวมีทุนทางวัฒนธรรมและทุนทางสังคมที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะอัตลักษณ์ของงานประเพณีผีขนน้ำ ภูมิปัญญาด้านการประดิษฐ์หน้ากากและเครื่องแต่งกาย รวมทั้งความร่วมมือของคนในชุมชน อย่างไรก็ตาม ของที่ระลึกเดิมยังมีข้อจำกัดด้านรูปแบบ ความหลากหลาย การสื่อสารเรื่องราวทางวัฒนธรรม และการเชื่อมโยงกับตลาดสมัยใหม่ กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนประกอบด้วยการร่วมวิเคราะห์ปัญหา การระดมความคิดเห็น การออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ การทดลองผลิต และการประเมินผลร่วมกัน ส่งผลให้เกิดของที่ระลึกรูปแบบใหม่ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของประเพณีผีขนน้ำ สามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและคุณค่าทางวัฒนธรรมได้อย่างเหมาะสม อีกทั้งยังเสริมสร้างการเรียนรู้ ความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ท้องถิ่น และความเข้มแข็งของชุมชนและการวิจัยชี้ให้เห็นว่า กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับของที่ระลึกบนฐานทุนทางวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งนำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์ ควบคู่กับการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน </p>
อริศราวรรณ นิยมรัตน์จรูญ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปะและวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำมูล
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-17
2026-07-17
15 2
426
439
10.65205/acj.2026.10972
-
ฟ้อนสามแผ่นดิน: การสร้างสรรค์ท่าฟ้อนบูชาองค์พระใหญ่วัดเขาช่องชาด อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/acj/article/view/10677
<p>การวิจัยเรื่อง ฟ้อนสามแผ่นดิน: การสร้างสรรค์ท่าฟ้อนบูชาองค์พระใหญ่ วัดเขาช่องชาด อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาท่าฟ้อนต้นแบบจากชุมชนบริเวณวัดเขาช่องชาด อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานีและท่าฟ้อนแม่บทอีสาน 2) เพื่อออกแบบท่าฟ้อนประยุกต์จากท่าฟ้อนต้นแบบชุมชนและท่าฟ้อนแม่บทอีสาน 3) เพื่อสร้างสรรค์ท่าฟ้อนสามแผ่นดิน 4) เพื่อถ่ายทอดฟ้อนสามแผ่นดินให้กับชุมชน</p> <p>งานวิจัยนี้เป็นวิจัยผสมผสานระหว่างวิจัยเชิงคุณภาพและวิจัยเชิงสร้างสรรค์ โดยใช้วิธีการศึกษาเอกสาร สัมภาษณ์ สังเกต และการวิเคราะห์เชิงพรรณนา ผลวิจัยพบว่า ท่าฟ้อนได้ออกแบบจากท่าต้นแบบชุมชนมีจำนวน 9 ท่า ได้แก่ ท่าไหว้ ท่าสอดสร้อย ท่าส่อนปลา ท่าเซิ้งบั้งไฟ ท่าแก่งกุ้ง ท่าแห่บั้งไฟ ท่าลมพัด ท่าไล่แมงหวี่ ท่าสะบัดมือ และท่าฟ้อนที่ออกแบบจากท่าแม่บทอีสาน จำนวน 6 ท่า ได้แก่ ท่าพรหมสี่หน้า ท่าลำเพลิน ท่าพิเภกถวยครู ท่าอุ่นมโนราห์ ท่าคนขาแหย่ง และท่าหนุมานถวายแหวนโดยมีท่าที่ได้สร้างสรรค์จากประสบการณ์จำนวน 22 ท่า โดยรวมท่าฟ้อนทั้งหมดมีจำนวน 37 ท่า ซึ่งมีท่าพนมมือ ลักษณะดอกบัวตูมเป็นสัญลักษณ์ท่าไหว้แทนการบูชาองค์พระใหญ่ ซึ่งฟ้อนสามแผ่นดินแบ่งการแสดงออกเป็น 3 ช่วง ได้แก่ ช่วงที่ 1 กล่าวถึงความสำคัญองค์พระใหญ่วัดเขาช่องชาด ช่วงที่ 2 กล่าวถึงสถานที่ตั้งและการประดิษฐานขององค์พระใหญ่ และช่วงที่ 3 กล่าวถึงขอพรจากองค์พระใหญ่ และออกแบบเครื่องแต่งกายให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่นชุมชน ได้แก่ ผ้ามัดหมี่ ผ้าไหม ผ้าฝ้าย ซึ่งเพลงประกอบการแสดง แบ่งเป็น 3 ช่วง คือ ช่วงที่ 1 ใช้ทำนองลำพื้น ช่วงที่ 2 ลำเดินขอนแก่น ช่วงที่ 3 ลำเดินดง การแสดงชุดนี้ได้รับการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 ท่าน เห็นว่าการแสดงชุดฟ้อนสามแผ่นดินมีความเหมาะสมกับการนำไปใช้ในการประกอบพิธีกรรมการฟ้อนบูชาองค์พระใหญ่และถ่ายทอดนาฏยศิลป์พื้นบ้านอีสานชุดนี้สู่ชุมชนในประเพณีตักบาตรเทโวโรหณะห่มผ้าองค์พระใหญ่วัดเขาช่องชาดได้อย่างมีคุณค่าและยั่งยืน</p>
นริศรา อินทร์แจ้ง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปะและวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำมูล
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-04
2026-08-04
15 2
440
455
10.65205/acj.2026.10677
-
Contemporary Expressions of the Pilu Temple Murals, Shijiazhuang, Hebei, China: A Visual Dialogue Between Intangible Cultural Heritage and Modern Art
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/acj/article/view/10160
<p>As important residua of ancient Chinese religious art, the murals of Pilu Temple reflect a distinct visual language and great cultural significance. Based on the Buddhist Water-Land ritual and combining with Confucian, Buddhist, and Daoist imagery, folk beliefs and social psychology. Having lost primary ritual functions, the murals now stand as core intangible cultural heritage symbols and critical visual resources for modern artistic creation. Through field surveys, on-site sketching, archival research, and iconographical analysis, combined with the frameworks of semiotics, iconography, and folklore, this study analyzes the visual characteristics and aesthetic value of the Pilu Temple murals, and further explores their potential for transformation within contemporary art.</p>
Gao Tianbo
Pongdej Chaiyakut
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปะและวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำมูล
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-10
2026-08-10
15 2
456
472
10.65205/acj.2026.10160
-
อุดมการณ์และการต่อสู้ทางอุดมการณ์ในหนังสือนิทานภาพสำหรับเด็กของไทย : กรณีศึกษาหนังสือนิทานภาพชุดวาดหวัง
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/acj/article/view/11074
<p>งานวิจัยนี้ศึกษาหนังสือนิทานภาพสำหรับเด็กชุด “วาดหวัง” จำนวน 8 เรื่อง ในฐานะตัวบททางวัฒนธรรมที่สัมพันธ์กับบริบทสังคมการเมืองไทย มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ ได้แก่ 1) ศึกษาอุดมการณ์ที่ปรากฏในหนังสือนิทานภาพสำหรับเด็กชุด “วาดหวัง” และ 2) ศึกษากลวิธีทางภาษาในการสร้างการต่อสู้ทางอุดมการณ์ที่ปรากฏในหนังสือชุดนี้ การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ตัวบท (Textual Analysis) ร่วมกับการวิเคราะห์เชิงวาทกรรม (Discourse Analysis) โดยใช้แนวคิดเรื่องอุดมการณ์เป็นกรอบเพื่ออธิบายการถ่ายทอดและประกอบสร้างอุดมการณ์ ทั้งในระดับวัจนภาษาและอวัจนภาษา ผลการศึกษาพบว่า หนังสือนิทานภาพสำหรับเด็กชุด “วาดหวัง” นำเสนออุดมการณ์ประชาธิปไตยเป็นแกนหลัก โดยมีลักษณะสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ 1) การให้คุณค่ากับสิทธิเสรีภาพ ทั้งเสรีภาพทางความคิด การแสดงออก และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยอ้างถึงบุคคลสาธารณะในฐานะสัญลักษณ์ 2) การเรียกร้องความเท่าเทียมในมิติสังคมและโครงสร้างผ่านการสะท้อนผลกระทบของความไม่เป็นธรรม 3) การตั้งคำถามต่อความชอบธรรมของอำนาจรัฐ และ 4) การส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของพลเมือง การศึกษากลวิธีทางภาษาในการสร้างการต่อสู้ทางอุดมการณ์ พบกลวิธีสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ 1) การเลือกใช้คำเชิงบวก–ลบ เพื่อสร้างกรอบคุณค่าระหว่างประชาชนกับผู้มีอำนาจ 2) การนิยามศัพท์ใหม่ทางการเมืองเพื่อขยายความหมายของความเป็นพลเมือง 3) การอ้างอิงบุคคลสำคัญในฐานะสัญญะเชื่อมโยงประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางการเมือง 4) การสร้างคู่ตรงข้ามเชิงอุดมการณ์ เช่น เสรีภาพ/การกดทับ ประชาชน/ผู้มีอำนาจ และ 5) การจัดโครงสร้างการเล่าเรื่องแบบ “การต่อสู้ การปลดปล่อย ชัยชนะ” ซึ่งทำให้การเปล่งเสียงของตัวละครเป็นชัยชนะเชิงสัญลักษณ์ และสร้างเรื่องเล่าแห่งความหวังในระดับจิตสำนึกของผู้อ่าน ผลการวิจัยช่วยขยายองค์ความรู้ด้านวรรณกรรมสำหรับเด็กและการวิเคราะห์วาทกรรมในบริบทสังคมไทย และเป็นแนวทางสำหรับนักวิชาการ และผู้ผลิตสื่อเด็กในการตระหนักถึงบทบาทของหนังสือนิทานภาพสำหรับเด็กในฐานะพื้นที่ของการประกอบสร้าง และต่อรองอุดมการณ์ โดยหนังสือชุด “วาดหวัง” ทำหน้าที่เป็นพื้นที่ทางวาทกรรมของการต่อสู้เชิงอุดมการณ์ผ่านองค์ประกอบของภาษา ภาพ และโครงสร้างเรื่องเล่าเป็นกลไกสำคัญ อุดมการณ์ประชาธิปไตยถูกทำให้เป็นคุณค่าพื้นฐานทางสังคม ขณะที่โครงสร้างอำนาจแบบกดทับถูกทำให้เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับคุณค่าความเป็นมนุษย์ สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างวรรณกรรมเด็ก อุดมการณ์ และบริบทสังคมไทย</p>
สุภาวดี ยาดี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปะและวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำมูล
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-19
2026-08-19
15 2
473
493
10.65205/acj.2026.11074
-
การสร้างมูลค่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์จากทุนวัฒนธรรมดนตรีพื้นบ้าน : การเรียบเรียงเสียงประสาน บทเพลง “น้องใหม่ม่วงเขียว”
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/acj/article/view/11534
<p>บทความวิจัยเรื่อง “การสร้างมูลค่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์จากทุนวัฒนธรรมดนตรีพื้นบ้าน : การเรียบเรียงเสียงประสานบทเพลง น้องใหม่ม่วงเขียว” นำเสนอผลบางส่วนจากโครงการวิจัยเรื่อง “การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจทุนทางวัฒนธรรม ยกระดับคุณภาพบทเพลงพื้นบ้านสุรินทร์ โดยการเรียบเรียงเสียงประสานสําหรับวงหัสดนตรี”<strong><br /></strong>ได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ปีงบประมาณ 2567 มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายกระบวนการเรียบเรียงเสียงประสานบทเพลง “น้องใหม่ม่วงเขียว” โดยบูรณาการทำนองพื้นบ้านกับวงดนตรีสากล การวิจัยดำเนิน 4 ขั้นตอน ได้แก่ การออกแบบ การเรียบเรียง การวิเคราะห์ และการนำเสนอผล เครื่องมือประกอบด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง กลุ่มประชากร 20 คน คัดเลือกด้วยเทคนิค Snowball เหลือกลุ่มตัวอย่าง 5 คน เพื่อสนทนากลุ่มและตรวจสอบความถูกต้องของการวิเคราะห์เชิงทฤษฎี</p> <p>“น้องใหม่ม่วงเขียว” (พ.ศ. 2567) ทำนองและคำร้อง โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์พรรณราย คำโสภา เพื่อการละลายพฤติกรรมและเสริมสร้างความสามัคคีของนักศึกษา ด้วยโครงสร้างเพลงสองตอน A B ในบันไดเสียง D minor ทำนองหลักเริ่มด้วยจังหวะกลองเชียร์แบบยุโรปผสาน Cha-cha-cha และ Disco เชื่อมทำนองพื้นบ้าน “รำตังหวาย” ในตอนเดี่ยวเครื่อง (Solo) และการปรบมือหมู่เพื่อกระตุ้นอารมณ์ร่วม การเรียบเรียงด้วยเทคนิค Close/Open voicing, Drop 2 Secondary dominant, Substitution, Chromatic movement และ Guide tone เชื่อมโยงทางวัฒนธรรมดนตรีวงหัสดนตรีที่ผสมเครื่องดนตรีอีสานได้อย่างกลมกลืน</p> <p>ในด้านการสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์โดยใช้ทุนทางวัฒนธรรมนั้น มีแนวทางการยกระดับคุณภาพบทเพลงพื้นบ้านด้วยแนวทางการพัฒนาเชิงอนุรักษ์ และนำไปใช้ประโยชน์ ผสานอัตลักษณ์ดั้งเดิมกับบริบทสมัยใหม่ผ่านแนวคิดสังเคราะห์ทางวัฒนธรรมและท้องถิ่น พร้อมเปิดโอกาสให้ศิลปินร่วมสร้างสรรค์ภายใต้กรอบที่เหมาะสม การผสมทำนองพื้นบ้านกับดนตรีสากลโดยคงสำเนียงเดิม ช่วยรักษาแก่นวัฒนธรรมและเพิ่มการเข้าถึงของผู้ฟัง สามารถต่อยอดสู่อาชีพและการแสดง สร้างรายได้ให้กับศิลปินที่ร่วมบรรเลงในวงดนตรี ยกระดับมูลค่าทางวัฒนธรรม <strong><br /></strong>สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน</p>
อัศวิน นาดี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปะและวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำมูล
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-27
2026-08-27
15 2
494
512
10.65205/acj.2026.11534
-
สองนางนาคน้อย : นาฏศิลป์พื้นบ้านสร้างสรรค์จากภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว เชิงวัฒนธรรม อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/acj/article/view/11133
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาและรวบรวมภูมิปัญญาในการทอผ้ามัดหมี่ลาย “นาคน้อย” อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี และ 2) เพื่อสร้างสรรค์ชุดการแสดงนาฏศิลป์พื้นบ้านจากภูมิปัญญาการทอผ้าฝ้ายมัดหมี่ ชุด “สองนางนาคน้อย” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากการศึกษาวรรณกรรมและเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และเก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 22 คน ประกอบด้วย ประธานกลุ่มผ้าฝ้ายแท้ทอมืออำเภอเขมราฐ ช่างทอผ้า ปราชญ์ท้องถิ่นนักวิชาการ และ ผู้มีประสบการณ์ในการแสดงนาฏศิลป์พื้นบ้านในอำเภอเขมราฐ โดยการสนทนากลุ่ม สัมภาษณ์เชิงลึก และการสังเกตแบบ มีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วมผลการวิจัย พบว่า ภูมิปัญญาการทอผ้ามัดหมี่ลายนาคน้อยที่สืบทอดจากบรรพบุรุษ แบ่งเป็น 4 กระบวนการหลัก คือ 1) การเตรียมฝ้าย (การปลูกฝ้าย เก็บดอกฝ้าย อิ้วฝ้าย ดีดฝ้าย ล้อฝ้าย เข็นฝ้าย และ เปียฝ้าย) 2) การมัดหมี่ (กวักฝ้าย ค้นหมี่ และ มัดหมี่) 3) การย้อมคราม (การเตรียมคราม เลี้ยงคราม และ ย้อมคราม) และ 4) กระบวนการทอผ้า (ค้นเส้นยืน สืบหูก และทอผ้า) สำหรับการสร้างสรรค์นาฏศิลป์พื้นบ้านจากภูมิปัญญาการทอผ้า ผู้วิจัยออกแบบผลงานสร้างสรรค์จากแนวคิดการสร้างงาน 5 ประการ คือ 1) รูปแบบในการแสดง แบ่งเป็น 2 ช่วง นำเสนอตำนานของสองนางนาค และหญิงสาวชาวบ้านรำลึกบูชาสองนางนาคน้อย 2) กระบวนท่ารำและการแปรแถว ใช้การผสมผสานท่ารำนาฏศิลป์ไทยมาตรฐานกับ ท่ารำพื้นเมือง การตีบทตามคำร้อง และการเลียนแบบอากับกิริยาธรรมชาติ รวมถึงการเคลื่อนที่แบบย่ำเท้า สไลด์เท้า และเดินย่ำเท้าแปรแถวตั้งซุ้มเพื่อสื่อความหมาย 3) เครื่องแต่งกายและเครื่องประดับ ใช้ผ้าฝ้ายมัดหมี่ลายนาคน้อยเป็นหลัก เพื่อนำเสนอลายผ้าอัตลักษณ์ของชุมชน พร้อมเครื่องประดับตามคำบอกเล่าในตำนาน 4) ดนตรีและเพลงประกอบการแสดง เป็นดนตรีพื้นบ้าน ทำนองลำพื้น ลำเดิน ลำตังหวาย และทำนองแหล่เพื่อสร้างความมีมนต์ขลัง ให้เรื่องราวความเชื่อเรื่องพญานาคในแม่น้ำโขง และ 5) โอกาสที่ใช้แสดง ใช้แสดงในถนนสายวัฒนธรรมอำเภอเขมราฐ งานบวงสรวงและงานบุญประเพณี และในโอกาสต่าง ๆ ตามความเหมาะสม</p>
วรางคณา วุฒิช่วย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปะและวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำมูล
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
15 2
513
528
10.65205/acj.2026.11133
-
การศึกษารูปแบบการสอนทักษะการเป่าสไล กรณีศึกษา : ทำนองละบ็องสไล ในวิถีครูเผย ศรีสวาท
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/acj/article/view/10639
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาลักษณะทำนองละบ็องสไลตามวิถีของครูเผย ศรีสวาท และ 2) ศึกษารูปแบบการสอนทักษะการเป่าสไลด้วยทำนองละบ็องสไลในวิถีของครูเผย ศรีสวาท โดยมุ่งเน้นศึกษาประเด็นสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ ประวัติความเป็นมาของสไล วิธีการเป่าสไล ทำนองละบ็องสไลวิถีของครูเผย ศรีสวาท การวิเคราะห์ทำนองละบ็องสไล และรูปแบบการสอนของครูเผย ศรีสวาท</p> <p>การวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพตามกระบวนการทางมานุษยดนตรีวิทยา (Ethnomusicology) เก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร การลงพื้นที่ภาคสนาม และแบบสอบถามประกอบ ดำเนินการวิจัยตามขั้นตอนหลัก 4 ขั้น ได้แก่ 1) การเตรียมการวิจัยและวางแผนเบื้องต้น 2) การเก็บรวบรวมข้อมูล 3) การตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูล และ 4) การนำเสนอข้อมูล</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ทำนองละบ็องสไลวิถีของครูเผย ศรีสวาท เป็นทำนองพื้นฐานสำหรับผู้เริ่มเรียนสไล มีลักษณะไม่ซับซ้อนแต่สละสลวย ไม่มีจังหวะกำกับ มีรูปแบบทำนองที่เป็นแบบแผน ดำเนินทำนองแบบช้า ๆ จาว ๆ สลับกับการดำเนินทำนองแบบเก็บในบางช่วง และใช้กลวิธีพิเศษประกอบ เช่น การสะบัด 3 เสียง และการใช้นิ้วพิเศษเพื่อให้ได้เสียง “ต๋อยฮี้” ทำนองนี้จัดเป็นปฐมบทสำหรับการศึกษาทักษะการเป่าสไลที่ครูเผย ศรีสวาท กำหนดไว้สำหรับผู้เริ่มต้นศึกษากับท่าน และสามารถนำรูปแบบทำนองไปประยุกต์ใช้กับการเป่าเพลงอื่น ๆ ได้ตามความเหมาะสม</p>
ชัชวาล สนิทสันเทียะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปะและวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำมูล
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
15 2
529
544
10.65205/acj.2026.10639
-
รำโทนโคราชสร้างสุข เสพศิลป์ถิ่นพนมวัน : การพัฒนานวัตกรรมทางวัฒนธรรมจากภูมิปัญญาสร้างสรรค์เพื่อเสริมสร้างสุขภาวะสำหรับผู้สูงอายุและส่งเสริมการท่องเที่ยวในชุมชน
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/acj/article/view/11495
<p>การขับเคลื่อนทุนทางวัฒนธรรมให้เกิดคุณค่าผ่านภูมิปัญญาสร้างสรรค์ท้องถิ่น ด้วยศิลปะการแสดงนั้นมีศักยภาพในการส่งเสริมสุขภาวะผู้สูงอายุได้อย่างเป็นองค์รวม บทความวิจัยฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) พัฒนานวัตกรรมทางวัฒนธรรมจากภูมิปัญญาสร้างสรรค์เพื่อเสริมสร้างสุขภาวะผู้สูงอายุและส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน 2) เพื่อถ่ายทอดนวัตกรรมสู่ชุมชน ในพื้นที่ตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา โดยใช้การวิจัยแบบผสมผสาน ผ่านวิธีดำเนินงานวิจัย 5 ขั้นตอน โดยเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์ การสอบทานองค์ความรู้ร่วมกับชุมชน ผู้เชี่ยวชาญทางนาฏศิลป์และศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ร่วมกับการวิจัยเชิงปฏิบัติการใน 4 กลุ่มประกอบด้วย 1) กลุ่มผู้สูงอายุ 2) กลุ่มสตรี 3) กลุ่มเยาวชน และ 4) กลุ่มนักศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา<br />ผลการวิจัย ได้นวัตกรรมทางวัฒนธรรมการแสดงนาฏศิลป์ ชุด “รำโทนโคราชสร้างสุข เสพศิลป์ถิ่นพนมวัน” ในรูปแบบการแสดงทางนาฏศิลป์พื้นบ้านโคราช การแต่งกายประยุกต์จากพื้นบ้านโคราชดั้งเดิม ใช้เครื่องดนตรีพื้นบ้าน “โทน” เป็นอัตลักษณ์หลัก ผสมผสานกับดนตรีสากล โดยเนื้อร้องถ่ายทอดเรื่องราวของชุมชนปราสาทหินพนมวัน ภูมิปัญญาท้องถิ่น และอัตลักษณ์ชุมชน ถ่ายทอดนวัตกรรมด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน 4 ขั้นตอน ส่งผลให้เกิดการพัฒนาสุขภาวะผู้สูงอายุใน 4 มิติ ได้แก่ มิติด้านร่างกาย ด้านจิตใจ ด้านสังคม และด้านจิตวิญญาณ โดยได้รับการประเมินความ พึงพอใจจากผู้ทรงคุณวุฒิและชุมชนในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.7-4.8) นวัตกรรมทางวัฒนธรรมนี้จึงเป็นต้นแบบ การยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุและส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนบนฐานมรดกทางวัฒนธรรมได้อย่างเป็นระบบ</p>
นวลรวี กระต่ายทอง
ชุมพล ชะนะมา
พรธิภา ไกรเทพ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปะและวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำมูล
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
15 2
545
562
10.65205/acj.2026.11495