https://so07.tci-thaijo.org/index.php/arj/issue/feed
วารสารการวิจัยประยุกต์ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ(Online)
2026-06-30T17:45:06+07:00
Asst. Prof.Dr. Sanit Sirivisitkul
arj@northbkk.ac.th
Open Journal Systems
<p>วารสารฯ มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูงในด้านสังคมศาสตร์, ศึกษาศาสตร์ และสหวิทยาการ และสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือคณาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัยทั้งในและนอกสถาบัน</p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความ (Peer Review Process )</strong></p> <p><em><span style="font-weight: 400;">บทความทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญอย่างน้อย 3 ท่าน แบบผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน (double-blind review)</span></em></p> <p> </p> <p><strong>Types of articles (ประเภทของบทความ) </strong></p> <p><em><span style="font-weight: 400;">บทความวิจัย (research article) บทความวิชาการ (academic article) </span></em></p> <p><strong>Language (ภาษาที่รับตีพิมพ์)</strong></p> <ul> <li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><em><span style="font-weight: 400;">ภาษาไทย</span></em></li> </ul> <ul> <li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><em><span style="font-weight: 400;">ภาษาอังกฤษ</span></em></li> </ul> <p> </p> <p><strong>Publication Frequency (กำหนดออก)</strong></p> <p><em><span style="font-weight: 400;">วารสารตีพิมพ์ 2 ฉบับต่อปี</span></em></p> <ul> <li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><em><span style="font-weight: 400;">ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน</span></em></li> </ul> <ul> <li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><em><span style="font-weight: 400;">ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม </span></em><em><span style="font-weight: 400;"> </span></em></li> <li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ </strong> การเก็บค่าธรรมเนียมวารสารการวิจัยประยุกต์มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ ฟรีค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ 6 ฉบับแรกคือ ตั้งแต่ปีที่ 1 ฉบับที่ 1<em>กรกฎาคม - ธันวาคม 2565 ถึง </em> ปีที่ 4 ฉบับที่1 <em>มกราคม - มิถุนายน</em> 2568 และจะเริ่มทำการเก็บค่าธรรมเนียมในฉบับที่ 7 คือปีที่ 4 ฉบับที่ 2 <em>กรกฎาคม - ธันวาคม</em> 2568 ในอัตราค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ 3,000 บาท (สามพันบาทถ้วน) </li> <li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><em><span style="font-weight: 400;">เจ้าของวารสาร </span></em></li> <li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><em><span style="font-weight: 400;">วารสารการวิจัยประยุกต์ </span></em>มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ 6/999 ซ.พหลโยธิน 52 ถ.พหลโยธิน แขวงคลองถนน เขตสายไหม กทม. 10220</li> <li style="font-weight: 400;" aria-level="1"> <p>โทร : +66 972 7200</p> <p>อีเมล : arj@northbkk.ac.th</p> </li> </ul> <p> </p>
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/arj/article/view/9111
การพัฒนาสื่อและระบบการเรียนรู้ด้วยตนเองแบบออนไลน์ เรื่องทักษะสำคัญแห่งศตวรรษที่ 21 สำหรับนักศึกษาระดับอนุปริญญา วิทยาลัยชุมชนน่าน
2026-06-07T13:34:26+07:00
นพรัตน์ พิมพ์สุข
nopparat_p@nancc.ac.th
ณัฐกา กุลรินทร์
nattaka_k@nancc.ac.th
ปิยะพล ทวีวรรณ
piyapon_t@nancc.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาสื่อและระบบการเรียนรู้ด้วยตนเองแบบออนไลน์ เรื่องทักษะสำคัญแห่งศตวรรษ ที่ 21 สำหรับนักศึกษาระดับอนุปริญญา และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อสื่อและระบบการเรียนรู้ด้วยตนเองแบบออนไลน์ วิธีดำเนินการวิจัยใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ตามกระบวนการออกแบบ ADDIE Model กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาระดับอนุปริญญาจำนวน 100 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย สื่อและระบบการเรียนรู้ออนไลน์ภายใต้ชื่อ “NAN-Self Directed Learning” และแบบสอบถามความพึงพอใจ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (IOC) จากผู้เชี่ยวชาญ และหาค่าความเชื่อมั่นโดยการทดลองใช้ (Try Out) กับกลุ่มที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างจำนวน 30 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย ( x̄ <span class="CCbrackets">)</span>และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า สื่อและระบบการเรียนรู้ด้วยตนเองแบบออนไลน์ประกอบด้วย 3 บทเรียนหลัก ได้แก่ 1) ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม (ภาษาอังกฤษเพื่อการสัมภาษณ์งาน) 2) ทักษะสารสนเทศ สื่อ เทคโนโลยี (การใช้ Canva) และ 3) ทักษะชีวิตและอาชีพ (การเริ่มต้นงานใหม่ตามแนวทางนพลักษณ์) , ความพึงพอใจของผู้เรียนในภาพรวมอยู่ในระดับดีมากทุกด้าน เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านประโยชน์ที่ได้รับจากการเรียนมีความพึงพอใจสูงสุด ( x̄=4.86 , S.D.=0.40) รองลงมาคือด้านรูปแบบสื่อและระบบ ( x̄=4.84 , S.D.=0.37) และด้านเนื้อหา ( x̄=4.81 , S.D.=0.40) ตามลำดับ</p> <p>ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าระบบการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นสามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้เรียนในยุคดิจิทัล และเป็นแนวทางในการส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ที่ยั่งยืน</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการวิจัยประยุกต์ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ(Online)
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/arj/article/view/11082
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการจ้างงานผู้สูงอายุในห้างค้าปลีก ในกรุงเทพฯและปทุมธานี
2026-06-07T13:38:34+07:00
วัลภา คงพัวะ
wanlapa.ko@northbkk.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 4 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อศึกษาระดับปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยด้านองค์กร และความสำเร็จในการจ้างงานผู้สูงอายุที่ทำงานในห้างค้าปลีกในกรุงเทพฯ และปทุมธานี 2) เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการจ้างงานผู้สูงอายุ 3) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านองค์กรที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการจ้างงานผู้สูงอายุ และ 4)เพื่อเสนอแนวทางในการพัฒนาการจ้างงานผู้สูงอายุในห้างค้าปลีกอย่างยั่งยืน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ จำนวน 385 คน คำนวณตามสูตรของ Cochran เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม และกลุ่มตัวอย่างเชิงคุณภาพที่ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 25 คน ได้แก่ ผู้สูงอายุ เพื่อนร่วมงาน และหัวหน้างาน ค่าความเชื่อมั่นด้วยสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (α = 0.734) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบนำตัวแปรเข้าพร้อมกัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลอยู่ในระดับปานกลาง (𝑥̅ = 3.40) ปัจจัยด้านองค์กรอยู่ในระดับมาก (𝑥̅ = 3.67) และความสำเร็จในการจ้างงานอยู่ในระดับมาก (𝑥̅ = 4.09) ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคล 4 ปัจจัยมีอิทธิพลต่อความสำเร็จในการจ้างงานร้อยละ 32.70 และปัจจัยด้านองค์กร 3 ปัจจัยมีอิทธิพลต่อความสำเร็จในการจ้างงานร้อยละ 41.30 เมื่อนำปัจจัยทั้ง 8 ปัจจัยเข้าแบบจำลองพร้อมกัน พบว่ามีอิทธิพลเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 51.30 (Adjusted R² = 0.513, F = 51.644, p < .01) โดยปัจจัยองค์กรด้านความยืดหยุ่นในการทำงานมีอิทธิพลสูงสุด รองลงมา คือปัจจัยองค์กรด้านสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงาน ผลการวิจัยเชิงคุณภาพยืนยันสอดคล้องกับเชิงปริมาณ โดยพบว่าความยืดหยุ่นของชั่วโมงทำงาน การสนับสนุนจากเพื่อนร่วมงานและผู้บังคับบัญชา รวมทั้งสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรกับผู้สูงวัย ล้วนเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ผู้สูงอายุสามารถปฏิบัติงานในห้างค้าปลีกได้</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการวิจัยประยุกต์ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ(Online)
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/arj/article/view/11341
การประเมินโครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมสู่การสร้างคนดีให้สังคม โรงเรียนแห่งหนึ่งในเขตกรุงเทพมหานคร
2026-06-07T13:46:57+07:00
วรรณพร ศิลาขาว
wanawongsakul.1@gmail.com
<p> การประเมินโครงการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมิน 1) ด้านสภาพแวดล้อมหรือบริบทของโครงการ 2) ด้านปัจจัยนำเข้าของโครงการ 3) ด้านกระบวนการของโครงการ 4) ด้านผลผลิตของโครงการ ได้แก่ ประเมินผลกระทบ ประเมินประสิทธิผล ประเมินความยั่งยืน ประเมินการถ่ายทอดส่งต่อ และประเมินความคิดเห็นในการส่งเสริมพัฒนาโครงการ โดยใช้รูปแบบการประเมิน CIPPiest Model ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมินครั้งนี้ ประกอบด้วยผู้อำนวยการโรงเรียน 1 คน รองผู้อำนวยการโรงเรียน 4 คน ครู 93 คน คณะกรรมการสถานศึกษา 13 คน นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 291 คน และผู้ปกครองนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 291 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลครั้งนี้ เป็นแบบสอบถาม จำนวน 4 ฉบับ มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่าของลิเคิร์ทโดยฉบับที่ 1 ก่อนดำเนินโครงการด้านสภาพแวดล้อมและด้านปัจจัยนำเข้า ฉบับที่ 2 ระหว่างดำเนินโครงการด้านกระบวนการ ฉบับที่ 3 ด้านผลผลิตของการดำเนินโครงการ ฉบับที่ 4 ด้านผลกระทบ ประสิทธิผล ความยั่งยืนและการถ่ายทอดส่งต่อของการดำเนินโครงการ โดยฉบับที่ 3 และฉบับที่ 4 ประเมินระยะสิ้นสุดการดำเนินโครงการ และสนทนากลุ่มเพื่อพัฒนาโครงการ การวิเคราะห์ข้อมูลแบบสอบถามใช้สถิติค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนการสนทนากลุ่มเป็นการสรุปสาระสำคัญ </p> <p> ผลการประเมินโครงการ พบว่า 1) ด้านสภาพแวดล้อมหรือบริบท (Context) ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยชุมชน ผู้ปกครองและหน่วยงานภายนอกให้ความร่วมมือสนับสนุนการดำเนินโครงการ 2) ด้านปัจจัยนำเข้า (Input) ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยผู้บริหาร ครู และผู้ที่เกี่ยวข้องให้ความร่วมมือดูแลเอาใจใส่ต่อการดำเนินงานตามโครงการ 3) ด้านกระบวนการ (Process) ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยการดำเนินกิจกรรมทั้ง 20 กิจกรรม มีขั้นตอนการดำเนินงานอย่างเป็นระบบและมีความเหมาะสม 4) ด้านผลผลิต (Product) ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีผลการดำเนินงานบรรลุตามวัตถุประสงค์ของโครงการเป็นอย่างดี โดยมีรายละเอียด ดังนี้ 4.1) ด้านผลกระทบ (Impact) ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โครงการทำให้นักเรียนมีความเป็นผู้นำด้านความประพฤติดี มีวินัย มีคุณธรรม จริยธรรม และปฏิบัติตนตามระเบียบของโรงเรียน และโรงเรียนได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติจากหน่วยงานภายนอก (รางวัลเกียรติคุณสัญญา ธรรมศักดิ์) 4.2) ด้านประสิทธิผล (Effectiveness) ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยโครงการทำให้นักเรียนมีความเป็นผู้นำมีวินัย มีคุณธรรม จริยธรรม และปฏิบัติตนตามระเบียบของโรงเรียน 4.3) ด้านความยั่งยืน (Sustainable) ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยนักเรียนสามารถนำความรู้ที่ได้จากการเข้าร่วมโครงการไปใช้ในการดำเนินชีวิตในโรงเรียน ครอบครัวและในสังคมได้อย่างมีความสุข 4.4) ด้านการถ่ายทอดส่งต่อ (Transportability) ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ซึ่งโครงการมีประโยชน์ต่อโรงเรียน คณะครู บุคลากรและนักเรียน รวมทั้งสามารถปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมและสร้างเด็กดี..สู่สังคมได้เป็นอย่างดี และ 5) ผลการประเมินความคิดเห็นและส่งเสริมพัฒนาโครงการ โดยการสนทนากลุ่ม (focus group) สรุปได้ว่า เป็นโครงการที่ดีมากและมีประโยชน์กับนักเรียน ควรให้หลาย ๆ โรงเรียนได้มีกิจกรรมดี ๆ แบบนี้</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการวิจัยประยุกต์ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ(Online)
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/arj/article/view/11593
การพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษตามวิธีโฟนิกส์สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร
2026-06-14T15:49:59+07:00
สัญญา ธรรมสุนา
sayanthamma2@gmail.com
พรณรงค์ สิงห์สำราญ
pornnarong.si@northbkk.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะพัฒนาการอ่านสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ตามวิธีโฟนิกส์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการอ่านสะกดคำศัพท์ ภาษาอังกฤษก่อนและหลังการใช้แบบฝึกเสริมทักษะ และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะพัฒนาการอ่านสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษตามวิธี โฟนิกส์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2 โรงเรียนแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 27 คน ที่ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบฝึกเสริมทักษะพัฒนาการอ่านสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษตามวิธีโฟนิกส์ จำนวน 5 หน่วย 15 กิจกรรม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ และแบบสอบถาม ความพึงพอใจมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 20 ข้อ เครื่องมือวิจัยผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยมีค่า IOC ระหว่าง 0.67–1.00 แบบทดสอบมีค่าความยากง่าย 0.20–0.80 ค่าอำนาจจำแนก 0.20 ขึ้นไป และค่าความเชื่อมั่น 0.83 ส่วนแบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่น 0.89 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าประสิทธิภาพ E1/E2 การทดสอบค่าที (t-test Dependent Samples) ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) แบบฝึกเสริมทักษะพัฒนาการอ่านสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษตามวิธีโฟนิกส์ มี ประสิทธิภาพ E1/E2 = 85.00/86.00 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่กำหนดไว้ 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ด้าน การอ่านสะกดคำศัพท์ ภาษาอังกฤษ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 15.00 คะแนน (ร้อยละ 50.00) และหลังเรียนเท่ากับ 25.00 คะแนน (ร้อยละ 83.33) จากคะแนนเต็ม 30 คะแนน 3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะในภาพรวม อยู่ในระดับมาก (Mean = 4.50, S.D. = 0.50)</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการวิจัยประยุกต์ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ(Online)
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/arj/article/view/11684
ผลการใช้รูปแบบหลักสูตรฝึกอบรมรำวงมาตรฐานตามทฤษฎีทักษะปฏิบัติร่วมกับการคิดเชิงออกแบบ เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ของครูโรงเรียนขนาดเล็ก
2026-06-22T15:14:18+07:00
ชนธิกาญจน์ กระสินหอม
sv.yu1506@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบสมรรถนะการจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ของครูโรงเรียนขนาดเล็ก หลังการฝึกอบรมตามทฤษฎีทักษะปฏิบัติร่วมกับการคิดเชิงออกแบบกับเกณฑ์ร้อยละ 80 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของครูโรงเรียนขนาดเล็กที่มีต่อรูปแบบหลักสูตรฝึกอบรมรำวงมาตรฐานตามทฤษฎีทักษะปฏิบัติร่วมกับการคิดเชิงออกแบบ เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ของครูโรงเรียนขนาดเล็ก กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูที่ได้รับมอบหมายให้จัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ของโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 32 คน ที่ได้มาโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย หลักสูตรฝึกอบรมรำวงมาตรฐานตามทฤษฎีทักษะปฏิบัติร่วมกับการคิดเชิงออกแบบ แบบประเมินสมรรถนะ 3 ด้าน ได้แก่ ด้านความรู้ ด้านทักษะ และด้านคุณลักษณะ และแบบสอบถามความพึงพอใจมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 20 ข้อ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างเดียว (One-sample t-test)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สมรรถนะการจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ของครูโรงเรียนขนาดเล็กในภาพรวมทั้ง 3 ด้าน หลังการฝึกอบรมสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 168.28 คะแนน (ร้อยละ 93.49) จากคะแนนเต็ม 180 คะแนน 2) ความพึงพอใจของครูโรงเรียนขนาดเล็กที่มีต่อรูปแบบหลักสูตรฝึกอบรมในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (Mean = 4.66, S.D. = 0.47)</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการวิจัยประยุกต์ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ(Online)
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/arj/article/view/11688
การพัฒนาความสามารถในการอ่านและอธิบายข้อมูลจากแผนภาพของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้การประเมินเชิงพัฒนาร่วมกับการสอนแบบแยกแยะความแตกต่าง
2026-06-22T18:22:59+07:00
เจษฎา อาภรณ์
arphorn95@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านและอธิบายข้อมูลจากแผนภาพของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้การประเมินเชิงพัฒนาร่วมกับการสอนแบบแยกแยะความแตกต่าง และ 2) ศึกษาพัฒนาการความสามารถในการอ่านและอธิบายข้อมูลจากแผนภาพของนักเรียนระหว่างการจัดการเรียนรู้ ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ 5 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การประเมินเชิงพัฒนาร่วมกับการสอนแบบแยกแยะความแตกต่าง แบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านและอธิบายข้อมูลจากแผนภาพก่อนเรียนและหลังเรียน แบบประเมินพัฒนาการระหว่างเรียน และแบบบันทึกการให้ข้อมูลย้อนกลับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนจากผลต่างของค่าเฉลี่ยและร้อยละความก้าวหน้า</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมีความสามารถในการอ่านและอธิบายข้อมูลจากแผนภาพหลังการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้ โดยมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 11.28 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 56.40 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 16.04 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 80.20 คะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 4.76 คะแนน คิดเป็นร้อยละความก้าวหน้า 23.80 ของคะแนนเต็ม และ 2) นักเรียนมีพัฒนาการความสามารถในการอ่านและอธิบายข้อมูลจากแผนภาพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยผลการประเมินระหว่างเรียนครั้งที่ 1 มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 12.16 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 60.80 อยู่ในระดับปานกลาง และเพิ่มขึ้นเป็นคะแนนเฉลี่ย 16.56 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 82.80 อยู่ในระดับดีมาก ในการประเมินครั้งที่ 4 ผลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้การประเมินเชิงพัฒนาร่วมกับการสอนแบบแยกแยะความแตกต่างช่วยส่งเสริมให้นักเรียนมีพัฒนาการด้านการอ่าน การแปลความหมาย การเปรียบเทียบและเชื่อมโยงข้อมูล และการอธิบายข้อมูลจากแผนภาพด้วยถ้อยคำของตนเองได้ดีขึ้น</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการวิจัยประยุกต์ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ(Online)
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/arj/article/view/11640
การบริหารสถานศึกษาในยุค BANI World
2026-06-17T17:09:35+07:00
วิลาวัณย์ ตันวัฒนะพงษ์
info@rtu.ac.th
เจริญวิชญ์ สมพงษ์ธรรม
Charoenwit.cs@gmail.com
<p>การบริหารที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมีความซับซ้อนคลุมเครือไม่สามารถคาดเดาได้ มีการแข่งขันสูง มีผลกระทบต่อการบริหารสถานศึกษา 4 งานคือ การบริหารงานวิชาการ งานบุคคล งานงบประมาณ งานบริหารทั่วไป ซึ่งในยุค BANI World มีกรอบคิดและการพยากรณ์สามารถรองรับกับปรากฎการณ์ที่จะมีผลกระทบกับ การบริหารเพื่อให้ประสบความสำเร็จได้ผลงานตามเป้าหมาย มี 4 ด้านคือ Brittle ความเปราะบาง ระบบดูเหมือนมีความแข็งแกร่งแต่แตกหักได้ในทันที, Anxious ความวิตกกังวลต่อความไม่แน่นอนก่อให้เกิดความวิตกกังวลในทุกระดับ, Nonlinear ความไม่เป็นเส้นตรง ผลลัพธ์ไม่สามารถคาดเดาได้ตามเหตุและผลเดิมที่มี และ Incomprehensible ความเข้าใจยาก สิ่งต่าง ๆ ที่ซับซ้อนยากต่อความเข้าใจที่ชัดเจนและสามารถปฏิบัติได้ประสบความสำเร็จ ดังนั้นผู้บริหารสถานศึกษาจึงต้องมีความไว รวดเร็ว มีวิสัยทัศน์ ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรมใหม่ ๆ มีกลไกขับเคลื่อนกระบวนการ PDCAS คือการวางแผน ดำเนินตามแผน ตรวจสอบ ปรับปรุง พัฒนาและความยั่งยืนในการบริหารจัดการองค์กรให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายและเกินเป้าสู่ความเป็นเลิศ</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการวิจัยประยุกต์ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ(Online)
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/arj/article/view/11695
แนวทางการบริหารจัดการระบบนิเวศทางการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา ของโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 2
2026-06-24T08:55:44+07:00
ภัคธินันท์ พรโชติชัยนันท์
phakthinan2522@gmail.com
<p> บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา วิเคราะห์ และสังเคราะห์การบริหารจัดการระบบนิเวศการเรียนรู้ของโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 2 รวมถึงวิเคราะห์กลไกการหนุนเสริมเชิงพื้นที่ที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา และเสนอแนวทางการยกระดับคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็กภายใต้บริบทการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการศึกษาในศตวรรษที่ 21 โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานของโรงเรียนขนาดเล็ก เอกสารทางวิชาการ และแนวคิดระบบนิเวศการเรียนรู้ (Learning Ecosystem)</p> <p> ระบบนิเวศการเรียนรู้เป็นแนวคิดที่มองการจัดการศึกษาในลักษณะของระบบที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียน ครู ผู้บริหารสถานศึกษา เทคโนโลยี แหล่งเรียนรู้ ชุมชน และภาคีเครือข่าย ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญต่อการส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน ผลการวิเคราะห์บริบทของโรงเรียนขนาดเล็กในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 2 พบว่า โรงเรียนส่วนใหญ่ประสบปัญหาจำนวนนักเรียนลดลง การขาดแคลนผู้บริหารสถานศึกษา ครูไม่ครบชั้น ข้อจำกัดด้านงบประมาณ ทรัพยากรและความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากรทางการศึกษา ซึ่งเป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้และการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน</p> <table> <tbody> <tr> <td width="77"> <table width="100%"> <tbody> <tr> <td> <p><strong>E-011695</strong></p> </td> </tr> </tbody> </table> </td> </tr> </tbody> </table> <p> แนวทางการบริหารจัดการระบบนิเวศการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็ก ประกอบด้วย 6 แนวทาง ได้แก่ 1) การบริหารเชิงพื้นที่บนฐานข้อมูล 2) พัฒนาภาวะผู้นำและการบริหารแบบมีส่วนร่วม 3) การพัฒนาครูผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้วิชาชีพ 4) การสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางการศึกษา 5) การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อขยายโอกาสการเรียนรู้ 6) การหนุนเสริมเชิงพื้นที่การศึกษาโดยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ จากการสังเคราะห์พบว่า การยกระดับคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็กจำเป็นต้องอาศัยการบริหารจัดการระบบนิเวศทางการเรียนรู้ที่บูรณาการทุกภาคส่วนเข้าด้วยกันซึ่งกลไกการหนุนเสริมเชิงพื้นที่ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของสถานศึกษา เพิ่มโอกาสทางการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ และพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคตได้มั่นคง</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการวิจัยประยุกต์ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ(Online)