วารสารการวิจัยประยุกต์ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ(Online) https://so07.tci-thaijo.org/index.php/arj <p>วารสารฯ มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูงในด้านสังคมศาสตร์, ศึกษาศาสตร์ และสหวิทยาการ และสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือคณาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัยทั้งในและนอกสถาบัน</p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความ (Peer Review Process )</strong></p> <p><em><span style="font-weight: 400;">บทความทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญอย่างน้อย 3 ท่าน แบบผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน (double-blind review)</span></em></p> <p> </p> <p><strong>Types of articles (ประเภทของบทความ) </strong></p> <p><em><span style="font-weight: 400;">บทความวิจัย (research article) บทความวิชาการ (academic article) </span></em></p> <p><strong>Language (ภาษาที่รับตีพิมพ์)</strong></p> <ul> <li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><em><span style="font-weight: 400;">ภาษาไทย</span></em></li> </ul> <ul> <li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><em><span style="font-weight: 400;">ภาษาอังกฤษ</span></em></li> </ul> <p> </p> <p><strong>Publication Frequency (กำหนดออก)</strong></p> <p><em><span style="font-weight: 400;">วารสารตีพิมพ์ 2 ฉบับต่อปี</span></em></p> <ul> <li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><em><span style="font-weight: 400;">ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน</span></em></li> </ul> <ul> <li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><em><span style="font-weight: 400;">ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม </span></em><em><span style="font-weight: 400;"> </span></em></li> <li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ </strong> การเก็บค่าธรรมเนียมวารสารการวิจัยประยุกต์มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ ฟรีค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ 6 ฉบับแรกคือ ตั้งแต่ปีที่ 1 ฉบับที่ 1<em>กรกฎาคม - ธันวาคม 2565 ถึง </em> ปีที่ 4 ฉบับที่1 <em>มกราคม - มิถุนายน</em> 2568 และจะเริ่มทำการเก็บค่าธรรมเนียมในฉบับที่ 7 คือปีที่ 4 ฉบับที่ 2 <em>กรกฎาคม - ธันวาคม</em> 2568 ในอัตราค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ 3,000 บาท (สามพันบาทถ้วน) </li> <li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><em><span style="font-weight: 400;">เจ้าของวารสาร </span></em></li> <li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><em><span style="font-weight: 400;">วารสารการวิจัยประยุกต์ </span></em>มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ 6/999 ซ.พหลโยธิน 52 ถ.พหลโยธิน แขวงคลองถนน เขตสายไหม กทม. 10220</li> <li style="font-weight: 400;" aria-level="1"> <p>โทร : +66 972 7200</p> <p>อีเมล : arj@northbkk.ac.th</p> </li> </ul> <p> </p> th-TH <p><em><span style="font-weight: 400;">Journal of TCI is licensed under a Creative Commons </span></em><a href="https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/"><em><span style="font-weight: 400;">Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0)</span></em></a><em><span style="font-weight: 400;"> licence, unless otherwise stated. Please read our Policies page for more information...</span></em></p> arj@northbkk.ac.th (Asst. Prof.Dr. Sanit Sirivisitkul) arj@northbkk.ac.th (อาจารย์ยุวดี ชูจิตต์) Sun, 28 Dec 2025 08:58:35 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การส่งเสริมและพัฒนาบริการสาธารณะที่มีต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน ขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองกระทิง ตำบลหนองกระทิง อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/arj/article/view/8658 <p> การศึกษาเรื่อง การส่งเสริมและพัฒนาบริการสาธารณะที่มีต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน ขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองกระทิง ตำบลหนองกระทิง อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันของการจัดบริการสาธารณะขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองกระทิง ตำบลหนองกระทิง อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ และเพื่อศึกษาการส่งเสริมและพัฒนาบริการสาธารณะที่มีต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน ขององค์การบริหาร ส่วนตำบลหนองกระทิง ตำบลหนองกระทิง อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ ใช้วิธีการศึกษาโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก สังเกตการณ์แบบไม่มีส่วนร่วม และศึกษาจากเอกสาร เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง รวบรวมข้อมูลจากเอกสาร ตำรา งานวิจัยที่เกี่ยวข้องและใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) สภาพทั่วไปของการจัดบริการสาธารณะขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองกระทิง ตำบล หนองกระทิง อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ พบว่า อบต. หนองกระทิงได้ดำเนินการจัดบริการสาธารณะโดยมุ่งเน้นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตามความต้องการของประชาชน ส่งเสริมบริการสาธารณะต่อยอดจากหน่วยงานอื่น เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต และผลักดันโครงการท่องเที่ยวเพื่อสร้างรายได้และกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น และ 2) การส่งเสริมและพัฒนาบริการสาธารณะที่มีต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน ขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองกระทิง ตำบลหนองกระทิง อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ พบว่า องค์การบริหารส่วนตำบลหนองกระทิงมุ่งเน้นการพัฒนาใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ (1) โครงสร้างพื้นฐาน เพื่ออำนวยความสะดวกด้านคมนาคมและระบบสาธารณูปโภค (2) คุณภาพชีวิต โดยส่งเสริมสุขภาพ การศึกษา อาชีพ และเศรษฐกิจชุมชน (3) ความสงบเรียบร้อย<strong> </strong>ผ่านการบริหารจัดการที่ดีและการมีส่วนร่วมของประชาชน และ (4) สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม ด้วยการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืนและรักษาประเพณีท้องถิ่น</p> <p> การดำเนินงานทั้งหมดสอดคล้องกับแผนพัฒนาท้องถิ่น (พ.ศ. 2566-2570) และยุทธศาสตร์จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจของประชาชนอย่างยั่งยืน</p> พงษ์ศักดิ์ เพชรสถิต, ธนพันธ์ ดู่เดชาเศรษกุล, ปัณพร ชมภูผิว ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการวิจัยประยุกต์ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ(Online) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/arj/article/view/8658 Sun, 28 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาคุณภาพการบริการของท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงจังหวัดเชียงราย https://so07.tci-thaijo.org/index.php/arj/article/view/8801 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาคุณภาพการบริการที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของผู้โดยสารในท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย และ (2) เสนอแนวทางการพัฒนาคุณภาพการบริการของท่าอากาศยานดังกล่าว โดยเก็บข้อมูลจากผู้โดยสารชาวไทยที่ใช้บริการในช่วงเดือนตุลาคม–ธันวาคม พ.ศ. 2567 จำนวน 400 คน ด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ และการวิเคราะห์ SWOT และ TOWS Matrix ผลการวิจัยพบว่า (1) คุณภาพการบริการในภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก โดยด้านการให้ความมั่นใจมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ขณะที่ระดับความพึงพอใจของผู้โดยสารอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีความพึงพอใจสูงสุดในด้านทัศนคติของเจ้าหน้าที่บริการ การวิเคราะห์การถดถอยแสดงให้เห็นว่า ปัจจัยการให้ความมั่นใจ ความน่าเชื่อถือ และการตอบสนองความต้องการ มีผลต่อความพึงพอใจอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (2) ส่วนแนวทางการพัฒนาคุณภาพการบริการที่ได้จากการวิจัย ได้แก่ 1) การเพิ่มมาตรฐานความปลอดภัยและพัฒนาอุปกรณ์ดิจิทัล 2) การให้บริการอย่างรวดเร็วและลดขั้นตอนที่ซับซ้อน และ 3) การรักษาความแม่นยำของข้อมูลและระบบคุณภาพ ทั้งนี้เพื่อยกระดับคุณภาพบริการและสร้างประสบการณ์ที่ดีแก่ผู้โดยสารอย่างยั่งยืน </p> ปองพล สุขะตุงคะ, อัญยาณีย์ เกตุพันธุ์, สุทธดา ขัตติยะ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการวิจัยประยุกต์ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ(Online) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/arj/article/view/8801 Sun, 28 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความพึงพอใจของนักศึกษาและผู้ปกครองต่อมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ในสถานศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเทคโนโลยีการจัดการเพชรเกษม ปีการศึกษา 2567 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/arj/article/view/9845 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาต่อมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานศึกษา 2) เพื่อเปรียบเทียบระดับความพึงพอใจระหว่างนักศึกษาและผู้ปกครองต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเทคโนโลยีการจัดการเพชรเกษม จำแนกตามเพศ และการศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 330 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถามความพึงพอใจของนักศึกษาและผู้ปกครองต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดของนักศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเทคโนโลยีการจัดการเพชรเกษม ซึ่งมีลักษณะเป็นมาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม ที่เป็นอิสระต่อกัน (Independent Sample t-Test)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) นักศึกษามีความพึงพอใจต่อมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเทคโนโลยีการจัดการเพชรเกษม ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูง พบว่า ระบบการเฝ้าระวัง ระบบป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด และด้านระบบการสนับสนุนจากชุมชนและเครือข่าย ตามลำดับ ส่วนระบบการให้คำปรึกษามีความพึงพอใจน้อยสุด 2) เมื่อพิจารณาตามเพศของผู้ปกครองนักเรียน ปัจจัยที่มีผลต่อความพึงพอใจของนักศึกษาและผู้ปกครองต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดของนักศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเทคโนโลยีการจัดการเพชรเกษม ประกอบด้วย ระบบข้อมูล ระบบป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ระบบเฝ้าระวัง ระบบการสนับสนุน จากชุมชนและเครือข่าย และระบบบริหารจัดการ มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนปัจจัยระบบการให้คำปรึกษาไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ 3) เมื่อพิจารณาตามระดับการศึกษาของผู้ปกครองนักเรียน ปัจจัยที่มีผลต่อความพึงพอใจการบริหารงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดของฝ่ายกิจการนักศึกษา ประกอบด้วย ระบบข้อมูล ระบบป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ระบบเฝ้าระวัง ระบบการสนับสนุนจากชุมชนและเครือข่าย และระบบบริหารจัดการ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนปัจจัยระบบการให้คำปรึกษาไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ 4) เมื่อพิจารณาตามอาชีพของผู้ปกครองนักเรียน ปัจจัยที่มีผลต่อความพึงพอใจนักศึกษาและผู้ปกครองต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดของนักศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเทคโนโลยีการจัดการเพชรเกษม ประกอบด้วย ระบบข้อมูล ระบบป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ระบบการให้คำปรึกษา ระบบเฝ้าระวัง และระบบบริหารจัดการ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนปัจจัยระบบการสนับสนุนจากชุมชนและเครือข่ายไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ</p> กมลภัทร ยุพาสวัสดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการวิจัยประยุกต์ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ(Online) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/arj/article/view/9845 Sun, 28 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาระบบเสริมพลังการสอนภาษาอังกฤษแบบบูรณาการเนื้อหาและภาษา (CLIL) บนฐานกรอบการเรียนรู้ MIAP เพื่อยกระดับสมรรถนะการสอนของครูอาชีวศึกษา https://so07.tci-thaijo.org/index.php/arj/article/view/9848 <p> การขับเคลื่อนการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษแบบบูรณาการในบริบทอาชีวศึกษาไทยนั้น มีความท้าทาย และยังขาดโครงสร้างกลางที่ช่วยเชื่อมโยงนโยบายด้านการสอนสองภาษากับการปฏิบัติจริงในห้องเรียน งานวิจัยสถาบันฉบับนี้จึงมุ่งพัฒนา ระบบเสริมพลังการสอน (SBAC Teaching Empowerment System หรือ STES) เพื่ออุดช่องว่างดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม งานวิจัยสถาบันนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาระบบเสริมพลังการสอน STES ที่บูรณาการแนวคิด Content and Language Integrated Learning หรือ CLIL เข้ากับโมเดล MIAP (Motivation, Information, Application และ Progress) เพื่อเป็นโครงสร้างกลางช่วยครูอาชีวศึกษาออกแบบการสอน และ (2) ศึกษาประสิทธิผลของระบบต่อสมรรถนะการสอน กลุ่มตัวอย่างคือครูอาชีวศึกษาจากวิทยาลัยเทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ (SBAC) จำนวน 36 คน ซึ่งได้มาจากการคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย (1) STES ที่พัฒนาบนแพลตฟอร์ม Google Workspace และเชื่อมต่อกับ GPT-based prompts เพื่อสนับสนุนการแปลงข้อมูลนำเข้าของครูให้เป็นแผนการสอน สื่อ และกิจกรรมที่สอดคล้องกับกรอบ CLIL–MIAP (2) แบบสังเกตและประเมินสมรรถนะการสอนสำหรับการนิเทศการสอนจริง ครอบคลุม 4 ด้าน และ (3) แบบสอบถามความพึงพอใจของครู ระดับมาตราส่วน 5 ระดับ ครอบคลุม 3 ด้าน (Appropriateness, Convenience, Perceived Value) การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบความแตกต่างก่อนและหลังด้วยสถิติ t-test สำหรับกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า STES ที่พัฒนาขึ้นนี้สามารถทำหน้าที่เป็นโครงสร้างกลางในการสนับสนุนครูอาชีวศึกษาในการแปลงข้อมูลนำเข้าด้านการสอนให้เป็นแผนการสอน สื่อ และกิจกรรมการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับกรอบการจัดการเรียนรู้แบบ CLIL และ MIAP ได้อย่างเป็นระบบและเหมาะสมกับบริบทการจัดการเรียนรู้ในสถานศึกษาอาชีวศึกษาไทย โดยพบว่าสมรรถนะการสอนของครูอาชีวศึกษาเพิ่มขึ้นกว่าก่อนการใช้ระบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยคะแนนนิเทศการสอน มีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 69.64 เป็น 88.48 (p &lt; .001) ซึ่งสะท้อนถึงประสิทธิผลของระบบในการยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้ และสนับสนุนว่าระบบสามารถทำ</p> <p>หน้าที่เป็นโครงสร้างกลางในการสนับสนุนการทำงานของครูอาชีวศึกษา รวมทั้งเอื้อต่อการขับเคลื่อนการจัดการเรียนการสอนสองภาษาในบริบทอาชีวศึกษาได้อย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ ผลลัพธ์ยังชี้ให้เห็นว่า STES ช่วยยกระดับสมรรถนะการสอน ได้รับการยอมรับเชิงบวกจากผู้ใช้ระบบ และสามารถทำหน้าที่เป็นกรอบปฏิบัติที่ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบการสอน การจัดการเรียนการสอน ไปจนถึงการประเมินผล เติมเต็มช่องว่างเชิงระบบที่งานก่อนหน้าอาจไม่ครอบคลุม และมีศักยภาพในการขยายผลเพื่อใช้เป็นมาตรฐานกลางของอาชีวศึกษาไทยต่อไป</p> พรรษชล สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา, อิสริยา วรพิพัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการวิจัยประยุกต์ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ(Online) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/arj/article/view/9848 Sun, 28 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างสมรรถนะดิจิทัลของครูเพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียนอาชีวศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีสันตพล ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/arj/article/view/9849 <p> การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและความต้องการจำเป็นของสมรรถนะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอนเพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียนระดับอาชีวศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีสันตพล อุดรธานี 2) พัฒนารูปแบบการเสริมสร้างสมรรถนะดิจิทัลของครูเพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียนอาชีวศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีสันตพล และ 3) ทดลองใช้รูปแบบการพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างสมรรถนะดิจิทัลของครูเพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียนอาชีวศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยี สันตพล ประชากรเป้าหมาย คือ ครูผู้สอนวิทยาลัยเทคโนโลยีสันตพล จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย แบบสอบถาม แบบประเมิน และแบบบันทึก วิเคราะห์ ข้อมูล โดยคำนวณหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น โดยคำนวณค่าดัชนี PNI<sub>modified</sub></p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) สมรรถนะดิจิทัลในการจัดการเรียนรู้ ของครูเพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียนอาชีวศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีสันตพลในภาพรวมพบว่า มีสภาพ จริงอยู่ในระดับมาก มีสภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด และมีค่าดัชนี ความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง จากมากไปหาน้อยได้ดังนี้ ลำดับที่ 1 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ลำดับที่ 2 การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ลำดับที่ 3 การวางแผนและออกแบบการจัดการ 2) รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลในการจัดการเรียนรู้ของครู เพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียน อาชีวศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีสันตพล ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (µ =4.85, s= 0.19) และ 3) หลังจากทดลองใช้รูปแบบแล้ว ในภาพรวม สมรรถนะดิจิทัลในการจัดการเรียนรู้ของครูอยู่ในระดับมากที่สุด (µ =4.71, s= 0.32) ผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการและ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียน ภาพรวมอยู่ในระดับดีเยี่ยม</p> พิชากร สอนศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการวิจัยประยุกต์ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ(Online) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/arj/article/view/9849 Sun, 28 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับวิธีสอนสร้างคำจากภาพ เพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านและการเขียนอย่างมีประสิทธิภาพของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/arj/article/view/8202 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ ศึกษาผลของการนำรูปแบบไปใช้ และประเมินผล โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จากโรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ ๕ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 จำนวน 30 คน คัดเลือกโดยวิธีเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยคู่มือการใช้รูปแบบ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินทักษะการอ่านและการเขียน และแบบสอบถามความพึงพอใจ โดยใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานในการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับวิธีสอนสร้างคำจากภาพ เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ประกอบด้วยองค์ประกอบ 5 ส่วน ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ กระบวนการจัดการเรียนการสอน ระบบสนับสนุน และการวัดและการประเมินผล ซึ่งมีกระบวนการจัดการเรียนการสอน 4 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นนำเข้าสู่การอ่าน ขั้นโยงภาพจากการอ่าน ขั้นฝึกกิจกรรมอ่านและเขียน และขั้นประเมินผล โดยผู้ทรงคุณวุฒิประเมินรูปแบบว่ามีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 4.55) นักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการอ่านและการเขียนหลังการเรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนเรียน คิดเป็นร้อยละ 59.74 และ 57.95 ตามลำดับ มีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 4.44, S.D. = 0.71) ผู้ปกครองที่มีความพึงพอใจต่อพฤติกรรมการอ่านและการเขียนของนักเรียนในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 4.67, S.D. = 0.84)</p> เจษฎา อาภรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการวิจัยประยุกต์ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ(Online) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/arj/article/view/8202 Sun, 28 Dec 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการคงอยู่ของครูและเจ้าหน้าที่ วิทยาลัยเทคโนโลยีนนทบุรี ปีการศึกษา 2567 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/arj/article/view/9850 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการคงอยู่ของครูและเจ้าหน้าที่ วิทยาลัยเทคโนโลยีนนทบุรี ปีการศึกษา 2567 2) เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่มีอิทธิพลกับการคงอยู่ของครูและเจ้าหน้าที่ วิทยาลัยเทคโนโลยีนนทบุรี ปีการศึกษา 2567 ประชากร คือ ครู จำนวน 51 คน เจ้าหน้าที่ จำนวน 18 คน รวม 69 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยที่มีผลต่อการคงอยู่ของครูและบุคลากรโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านลักษณะงาน รองลงมาคือ ด้านวัฒนธรรมองค์การ ด้านความสมดุลระหว่างชีวิตและการงาน ด้านภาวะผู้นำและการบริหาร ด้านการประเมินผลการปฏิบัติงาน ด้านค่าตอบแทนและสวัสดิการ และด้านสภาพแวดล้อมในการทำงาน ตามลำดับ 2) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยกับการคงอยู่ พบว่า ปัจจัยทั้งหมดมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความตั้งใจคงอยู่ในระดับสูงมาก (r = 0.81, p &lt; .001) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ พบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการคงอยู่มากที่สุดคือ ด้านลักษณะงาน (β = 0.42, p &lt; .01) รองลงมาคือ ด้านวัฒนธรรมองค์การ (β = 0.35, p &lt; .01) ด้านภาวะผู้นำและการบริหารจัดการ (β = 0.30, p &lt; .01) ด้านค่าตอบแทนและสวัสดิการ (β = 0.25, p &lt; .05) และด้านการประเมินผลการปฏิบัติงาน (β = 0.18, p &lt; .05) ส่วนด้านความสมดุลระหว่างชีวิตและการงาน (β = -0.12) และด้านสภาพแวดล้อมในการทำงาน (β = -0.08) ไม่มีอิทธิพลต่อการคงอยู่ของครูและบุคลากรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> ลักษณ์ชนากาญจน์ อินทร์จอหอ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการวิจัยประยุกต์ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ(Online) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/arj/article/view/9850 Sun, 28 Dec 2025 00:00:00 +0700 บทบาทของชุมชนในพื้นที่ท่องเที่ยว มีความสัมพันธ์ระหว่างการส่งเสริมธุรกิจการท่องเที่ยว จังหวัดระยอง https://so07.tci-thaijo.org/index.php/arj/article/view/8602 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) เพื่อศึกษาระดับการสร้างโอกาสธุรกิจการท่องเที่ยว ได้แก่ ความเชื่อมั่นต่อนักท่องเที่ยว การอนุรักษ์แหล่งท่องเที่ยว แผนเตรียมความพร้อม และการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร (2) เพื่อศึกษาระดับปัญหาอุปสรรค ได้แก่ ความเชื่อมั่นต่อนักท่องเที่ยว การอนุรักษ์แหล่งท่องเที่ยว แผนเตรียมความพร้อม และการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร (3) เพื่อศึกษาระดับการส่งเสริมธุรกิจการท่องเที่ยว ได้แก่ ความเชื่อมั่นต่อนักท่องเที่ยว การอนุรักษ์แหล่งท่องเที่ยว แผนเตรียมความพร้อม และการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร(4) เพื่อศึกษาระดับและทิศทางความสัมพันธ์การสร้างโอกาส ปัญหาอุปสรรค กับการส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวภาคตะวันออก กลุ่มตัวอย่างคือประชาชน อาศัยภาคตะวันออกจำนวน 400 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ t-test, ANOVA และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า การสร้างโอกาสมีความสัมพันธ์ทางบวกกับการส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวจังวัดระยองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งสอดคล้องกับสมมุติฐานและ ปัญหาอุปสรรคมีความสัมพันธ์ทางบวกกับกับการส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดระยองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งสอดคล้องกับสมมุติฐาน</p> ศิริเพ็ญ รามนุช ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการวิจัยประยุกต์ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ(Online) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/arj/article/view/8602 Sun, 28 Dec 2025 00:00:00 +0700 ระบบการดูแลช่วยเหลือที่ส่งผลต่อการเรียนรู้อย่างมีความสุขของนักเรียน นักศึกษาวิทยาลัย เทคโนโลยีมารีย์บริหารธุรกิจ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/arj/article/view/9852 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็นที่มีต่อระบบการดูแลช่วยเหลือที่ส่งผลต่อการเรียนรู้อย่างมีความสุขของนักเรียน นักศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีมารีย์บริหารธุรกิจ 2) เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็น ที่มีต่อการเรียนรู้อย่างมีความสุขของนักเรียน นักศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีมารีย์บริหารธุรกิจ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระบบการดูแลช่วยเหลือ กับการเรียนรู้อย่างมีความสุข ของนักเรียนนักศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีมารีย์บริหารธุรกิจ และ 4) เพื่อศึกษาระบบการดูแลช่วยเหลือที่ส่งผลต่อการเรียนรู้อย่างมีความสุขของนักเรียน นักศึกษาวิทยาลัยเทคโนโลยีมารีย์บริหารธุรกิจ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบสอบถามแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับสถานภาพทั่วไปของนักเรียน นักศึกษาผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนที่ 2 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับความคิดเห็นที่มีต่อระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน นักศึกษาวิทยาลัยเทคโนโลยีมารีย์บริหารธุรกิจ และส่วนที่ 3 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับความคิดเห็นที่มีต่อการเรียนรู้อย่างมีความสุขของนักเรียน นักศึกษา กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียน นักศึกษาวิทยาลัยเทคโนโลยีมารีย์บริหารธุรกิจปีการศึกษา 2568 จำนวน 345 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย(Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่าสัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ์ของ Pearson (Pearson’s product moment correlation coefficient) วิเคราะห์การถดถอย พหุคูณแบบขั้นตอน (Stepwise multiple regression analysis)</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ความคิดเห็นที่มีต่อระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน นักศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ความคิดเห็นที่มีต่อการเรียนรู้อย่างมีความสุขของนักเรียน นักศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3) ความสัมพันธ์ระหว่างระบบดูแลช่วยเหลือ กับการเรียนรู้อย่างมีความสุขของนักเรียน นักศึกษาวิทยาลัยเทคโนโลยีมารีย์บริหารธุรกิจ โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์กัน ทางบวกในระดับสูง (0.971) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4) ระบบการดูแลช่วยเหลือด้านการรู้จักนักเรียน นักศึกษาเป็นรายบุคคล (x<sub>1</sub>) ด้านการคัดกรองนักเรียนนักศึกษา (x<sub>2</sub>) ด้านการส่งเสริมพัฒนานักเรียน นักศึกษา (x<sub>3</sub>) และ ด้านการส่งต่อนักเรียน นักศึกษา (x<sub>5</sub>) ส่งผลต่อการเรียนรู้อย่างมีความสุขนักเรียน นักศึกษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> สมยศ ชิณโคตร, ณัฐชยาทิพย์ พูนน้อย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการวิจัยประยุกต์ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ(Online) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/arj/article/view/9852 Sun, 28 Dec 2025 00:00:00 +0700