https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/issue/feed
วารสารพุทธอาเซียนศึกษา
2026-09-07T00:00:00+07:00
PhraSawanahtakorn Thitaparakkamo (Saensuk)
Sawanathakorn14@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารพุทธอาเซียนศึกษา</strong> มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะสนับสนุน ส่งเสริมให้คณาจารย์บุคลากรเจ้าหน้าที่ นิสิต และผู้สนใจ ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยได้เสนอและเผยแพร่บทความบทความวิจัย บทความวิชาการ บทวิจารณ์หนังสือ บทความปริทรรศน์ และบทความพิเศษ ที่ได้มาตรฐานสู่สาธารณชน รวมทั้งยกระดับผลงานทางวิชาการให้ได้รับการยอมรับในระดับชาติและนานาชาติ ด้วยหวังให้เป็นตลาดแห่งองค์ความรู้ที่สามารถค้นคว้า ถ่ายทอด และแลกเปลี่ยนความรู้ในด้านต่าง ๆ อย่างหลากหลาย ทั้งนี้ เปิดรับบทความเกี่ยวกับอาเซียนศึกษา ในมิติของศาสนา การศึกษา สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ การพัฒนาชุมชม การศึกษา จิตวิทยา และรวมถึงสหวิทยาการเชิงประยุกต์ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ปีละ 3 ฉบับ โดยบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 2 หรือ 3 ท่าน ทั้งนี้เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p> </p> <p><strong>ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร</strong></p> <p> 1) บทความวิจัย (Research Article) เป็นบทความที่นำเสนอการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับอาเซียนศึกษา ในมิติของพระพุทธศาสนา ปรัชญา สังคมวิทยา นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ มานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม การพัฒนาชุมชม การศึกษา จิตวิทยา และรวมถึงสหวิทยาการเชิงประยุกต์ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ </p> <p> 2) บทความวิชาการ (Academic Article) เป็นบทความวิเคราะห์ วิจารณ์หรือเสนอแนวคิดใหม่</p> <p> 3) บทความปริทรรศน์ (Review Article) และบทวิจารณ์หนังสือ (Book Review) เป็นบทความในลักษณะวิจารณ์หรืออธิบายเหตุผลสนับสนุนในประเด็นที่เห็นด้วย และ มีความเห็นแตกต่างในมุมมองวิชาการ</p> <p> 4) บทความพิเศษ (Special Article) ในวาระครบรอบหรือในโอกาสสำคัญต่าง ๆ</p> <p> </p> <p><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร</strong></p> <p> วารสารพุทธอาเซียนศึกษา มีกำหนดวงรอบการเผยแพร่ปีละ 3 ฉบับ ดังนี้</p> <p> ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน </p> <p> ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม</p> <p> ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม</p> <p> ทั้งนี้ เริ่มประกาศใช้ตั้งแต่เดือน มกราคม พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป</p> <p> เลขมาตรฐานสากลประจำวารสาร (ISSN) ประเภท Online ของวารสารพุทธอาเซียนศึกษา คือ ISSN 2822-0935 (Online) เผยแพร่สืบค้น และดาวน์โหลดข้อมูลได้ที่ <a href="https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj">https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj</a></p> <p> </p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความจากผู้ทรงคุณวุฒิ</strong></p> <p> วารสารมีกระบวนการประเมินคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิก่อนตีพิมพ์ โดยบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 2 หรือ 3 ท่าน ในลักษณะปกปิดรายชื่อ (Double blind peer-reviewed) ทั้งนี้บทความจากผู้นิพนธ์ภายในหน่วยงานหรือสถาบันของวารสารฯ จะได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกหน่วยงานหรือสถาบันของวารสารฯ ส่วนบทความจากผู้นิพนธ์ภายนอกหน่วยงานหรือสถาบันของวารสารฯ จะได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายในหรือภายนอกหน่วยงานหรือสถาบันของวารสารฯ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ในสาขานั้นๆ และไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้นิพนธ์</p>
https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/10376
การส่งเสริมอนุรักษ์ภาษาถิ่นเชิงวัฒนธรรมแบบมีส่วนร่วม ในเขตพื้นที่อำเภอเวียงชัย จังหวัดเชียงราย
2026-03-06T09:29:15+07:00
พระมหาสมชาย จันทร์หอม
Somchai.cha@mcu.ac.th
ลัฐิกา หวังสุขใจ
Somchai.cha@mcu.ac.th
พระวรัชญ์ เนปกฺโก (แก้วประภา)
Somchai.cha@mcu.ac.th
<p>การวิจัยการส่งเสริมอนุรักษ์ภาษาถิ่นเชิงวัฒนธรรมแบบมีส่วนร่วม มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาบริบทสภาพปัญหาปัจจุบัน ความจำเป็นในการอนุรักษ์การใช้ภาษาถิ่นเหนือของประเทศไทย 2) เพื่อศึกษาการพัฒนารูปแบบการอนุรักษ์ภาษาถิ่นเหนือเชิงวัฒนธรรมแบบมีส่วนร่วมให้เกิดความมั่นคง ยั่งยืน ตามหลักพุทธบูรณาการ 3) เพื่อทดสอบรูปแบบการอนุรักษ์ภาษาถิ่นเหนือ เชิงวัฒนธรรมแบบมีส่วนร่วมให้เกิดความมั่นคง ยั่งยืน ตามหลักพุทธบูรณาการ </p> <p>ระเบียบวิธีวิจัย เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ได้แก่การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยแบบสอบถาม และสัมภาษณ์เชิงลึก กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ประชาชนที่ใช้ภาษาถิ่นเหนือเขตพื้นที่อำเภอเวียงชัย จังหวัดเชียงราย จำนวน 391 คน ได้มาด้วยวิธีการสุ่มด้วยสูตรTaro Yamane และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา คือการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอนุมานคือการหาค่า F-test, t-test เพื่อหาค่าความแตกต่างระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับการส่งเสริมอนุรักษ์ภาษาถิ่น และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพในเชิงพรรณนา ด้วยการจำแนกและจัดระบบข้อมูลที่เกี่ยวกับการส่งเสริมอนุรักษ์ภาษาถิ่น</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีอายุ ระหว่าง 25-35 ปี มีการศึกษาขั้นมัธยมศึกษา มีอาชีพเกษตรกร มีรายได้ในครอบครัวระหว่าง 5,000-10,000 บาท/เดือน มีการนับศาสนาพุทธ จากผลการสัมภาษณ์เชิงลึก พบว่า สภาพปัญหาและความต้องการการอนุรักษ์ภาษาถิ่น ผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่มีอายุมากกว่า 30 ปี มีการใช้ภาษาถิ่นมากกว่ากลุ่มอายุต่ำกว่า ๓๐ ปี ซึ่งพบปัจจัยมาจากมีอิทธิพลการบริโภคสื่อ ระบบการศึกษา การประกอบอาชีพ จึงจำเป็นต้องมีการวิจัยเกี่ยวกับการอนุรักษ์การใช้ภาษาถิ่น จากการเก็บรวบรวมข้อมูลจากตัวแปรที่ใช้สร้างรูปแบบการอนุรักษ์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( <strong>=</strong>4.34) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านการบูรณาการวัฒนธรรมกับภาษาถิ่นอยู่ในระดับมาก ( <strong>=</strong>4.08) ด้านการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่ออนุรักษ์ภาษาถิ่นอยู่ในระดับมาก ( <strong>=</strong>4.23) ด้านการวางแผนการอนุรักษ์ภาษาถิ่นอยู่ในระดับมาก ( <strong>=</strong>4.48) ด้านปัจจัยที่ส่งผลต่อการคงอยู่ของภาษาถิ่นอยู่ในระดับมาก ( <strong>=</strong>4.47) ด้านการส่งเสริมอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมภาษาถิ่นอยู่ในระดับมาก ( <strong>=</strong>4.42) ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ประชาชนที่มีระดับการศึกษาสูงมีการใช้ภาษาถิ่นแตกต่างจากประชาชนที่มีระดับการศึกษาต่ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ </p> <p>จากข้อมูลเชิงคุณภาพ ได้แก่ ประชาชนเกิดความตระหนักในคุณค่าของภาษาถิ่น เด็กและเยาวชนมีโอกาสเรียนรู้และใช้ภาษาถิ่นเพิ่มขึ้น เกิดพื้นที่เรียนรู้ผ่านกิจกรรม ลานวัฒนธรรม และสร้างความร่วมมือระหว่างวัด สถานศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และชุมชนในการวางแผนอนุรักษ์ร่วมกัน ส่งผลให้ภาษาถิ่นได้รับการสืบทอดควบคู่กับการอนุรักษ์อัตลักษณ์และวัฒนธรรมของแต่ละชนเผ่าอย่างยั่งยืน โดยรูปแบบดังกล่าวเป็นรูปแบบที่สังเคราะห์จากผลการวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบด้วยองค์ประกอบ กระบวนการ และผลลัพธ์ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการอนุรักษ์ภาษาถิ่นในระดับชุมชนได้อย่างเป็นระบบ ถือได้ว่าเป็นรูปแบบจากองค์ความรู้ใหม่จากผลการวิจัย</p>
2026-09-07T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธอาเซียนศึกษา