วารสารพุทธอาเซียนศึกษา https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj <p><strong>วารสารพุทธอาเซียนศึกษา</strong> มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะสนับสนุน ส่งเสริมให้คณาจารย์บุคลากรเจ้าหน้าที่ นิสิต และผู้สนใจ ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยได้เสนอและเผยแพร่บทความบทความวิจัย บทความวิชาการ บทวิจารณ์หนังสือ บทความปริทรรศน์ และบทความพิเศษ ที่ได้มาตรฐานสู่สาธารณชน รวมทั้งยกระดับผลงานทางวิชาการให้ได้รับการยอมรับในระดับชาติและนานาชาติ ด้วยหวังให้เป็นตลาดแห่งองค์ความรู้ที่สามารถค้นคว้า ถ่ายทอด และแลกเปลี่ยนความรู้ในด้านต่าง ๆ อย่างหลากหลาย ทั้งนี้ เปิดรับบทความเกี่ยวกับอาเซียนศึกษา ในมิติของศาสนา การศึกษา สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ การพัฒนาชุมชม การศึกษา จิตวิทยา และรวมถึงสหวิทยาการเชิงประยุกต์ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ปีละ 2 ฉบับ โดยบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 2 หรือ 3 ท่าน ทั้งนี้เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p> </p> <p><strong>ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร</strong></p> <p> 1) บทความวิจัย (Research Article) เป็นบทความที่นำเสนอการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับอาเซียนศึกษา ในมิติของพระพุทธศาสนา ปรัชญา สังคมวิทยา นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ มานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม การพัฒนาชุมชม การศึกษา จิตวิทยา และรวมถึงสหวิทยาการเชิงประยุกต์ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ </p> <p> 2) บทความวิชาการ (Academic Article) เป็นบทความวิเคราะห์ วิจารณ์หรือเสนอแนวคิดใหม่</p> <p> 3) บทความปริทรรศน์ (Review Article) และบทวิจารณ์หนังสือ (Book Review) เป็นบทความในลักษณะวิจารณ์หรืออธิบายเหตุผลสนับสนุนในประเด็นที่เห็นด้วย และ มีความเห็นแตกต่างในมุมมองวิชาการ</p> <p> 4) บทความพิเศษ (Special Article) ในวาระครบรอบหรือในโอกาสสำคัญต่าง ๆ</p> <p> </p> <p><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร</strong></p> <p> วารสารพุทธอาเซียนศึกษา มีกำหนดวงรอบการเผยแพร่ปีละ 3 ฉบับ ดังนี้</p> <p> ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน </p> <p> ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม</p> <p> ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม</p> <p> ทั้งนี้ เริ่มประกาศใช้ตั้งแต่เดือน มกราคม พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป</p> <p> เลขมาตรฐานสากลประจำวารสาร (ISSN) ประเภท Online ของวารสารพุทธอาเซียนศึกษา คือ ISSN 2822-0935 (Online) เผยแพร่สืบค้น และดาวน์โหลดข้อมูลได้ที่ <a href="https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj">https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj</a></p> <p> </p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความจากผู้ทรงคุณวุฒิ</strong></p> <p> วารสารมีกระบวนการประเมินคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิก่อนตีพิมพ์ โดยบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 2 หรือ 3 ท่าน ในลักษณะปกปิดรายชื่อ (Double blind peer-reviewed) ทั้งนี้บทความจากผู้นิพนธ์ภายในหน่วยงานหรือสถาบันของวารสารฯ จะได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกหน่วยงานหรือสถาบันของวารสารฯ ส่วนบทความจากผู้นิพนธ์ภายนอกหน่วยงานหรือสถาบันของวารสารฯ จะได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายในหรือภายนอกหน่วยงานหรือสถาบันของวารสารฯ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ในสาขานั้นๆ และไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้นิพนธ์</p> th-TH Sawanathakorn14@gmail.com (PhraSawanahtakorn Thitaparakkamo (Saensuk)) aphichet.su@mcu.ac.th (Phrapalad Aphichet Subharavadi) Tue, 30 Jun 2026 17:29:21 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 A Buddhist Based Model for Preventing Bullying Victimization in Modern Society https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8088 <p>This research investigates the complex issue of bullying victimization in modern society through a Buddhist perspective focusing on three objectives: 1) to investigate the problematic situations and impacts of bullying victimization in modern society; 2) to identify the causes and prevention methods according to contemporary and Buddhist principles; 3) to propose a conceptual model based on the integration of Buddhist principles for preventing bullying victimization. The research utilizes qualitative method approach. The process includes examining psychological theories, Buddhist concepts, and subjective narratives, thematically analyzing, integrating the findings to develop and propose a novel model.&nbsp;</p> <p>Research findings were shown that (1)&nbsp;bullying is a serious global problem affecting youth regardless of their background. The rise of cyberbullying has exacerbated the problem. The repercussions of bullying extend beyond the victims, negatively affecting bullies, families, communities, and society as a whole.&nbsp; (2) Further study into its causes and prevention methods suggests that there is a strong alignment between Buddhist strategies and contemporary methods. Rooted in Buddhist principles, the research identifies twelve causal factors and proposes five preventive strategies (3) Ultimately, the study presents a three-tiered approach model to the prevention of bullying victimization: social (community support), individual (resilience building), and holistic (breaking the cycle of <em>kamma</em>). This comprehensive framework provides actionable measures for effective prevention and long-term solutions.</p> Phramaha Wuthichai Panyavuddho Panyavuddho, Phramaha Nanthakorn Piyabhani, Phra Medhavinaiyaros Piyabhani ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธอาเซียนศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8088 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ศึกษาวิเคราะห์คุณสมบัติของคนดีในสัปปุริสสูตร https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8098 <p>บทความวิจัยเรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) ศึกษาโครงสร้างและสาระสำคัญของสัปปุริสสูตรในพระไตรปิฎก 2) ศึกษาคุณสมบัติของคนดีในสัปปุริสสูตร&nbsp; 3) วิเคราะห์คุณสมบัติของคนดีในสัปปุริสสูตร เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร ที่ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาค้นคว้าจากแหล่งข้อมูล คือ พระไตรปิฎก อรรถกถา หนังสือและงานวิทยานิพนธ์ที่มีความเกี่ยวข้องกับพระสูตรนี้</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า &nbsp;</p> <p>1) โครงสร้างและสาระสำคัญของสัปปุริสสูตรในพระไตรปิฎกนี้ เป็นพระสูตรที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกายอุปริปัณณาสก์ เล่มที่ 14 ในอนุปทวรรค สัปปุริสสูตรเป็นพระสูตรที่ 3 ของวรรคนี้ว่าด้วยพระพุทธเจ้าตรัสแสดงทั้งธรรมะของคนดีและธรรมะของคนชั่ว หรือสัปปุริสธรรมและอสัปปุริสธรรม ทรงแสดงธรรมเรื่องนี้แก่ภิกษุทั้งหลาย อยู่ที่พระวิหารเชตวันอารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐีเขตพระนครสาวัตถี</p> <p>2) คุณสมบัติของคนดีในสัปปุริสสูตรมี 7 ประการ คือ (1)ธัมมัญญุตา รู้จักธรรม (2)อัตถัญญุตา รู้จักอรรถ (3)อัตตัญญุตา รู้จักตน (4)มัตตัญญุตา รู้จักประมาณ (5)กาลัญญุตา รู้กาลเวลา (6)ปริสัญญุตา รู้จักชุมชน (7)ปุคคลัญญุตา รู้จักบุคคล ซึ่งเป็นคุณสมบัติของสัตบุรุษหรือคนดี สามารถช่วยให้บุคคลดำเนินชีวิตที่ดีงามและไปสู่สันติสุข เป็นแนวทางในการพัฒนาจิตใจและคุณธรรมของตนเอง &nbsp;</p> <p>3) วิเคราะห์คุณสมบัติของคนดีในสัปปุริสสูตรเห็นได้ว่า การฝึกฝนและพัฒนาตนให้เป็นคนดีหรือพัฒนาตนให้เป็นสัตบุรุษ ต้องพัฒนาตนตามหลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เพื่อดำเนินชีวิตอย่างบริสุทธิ์ มีเป้าหมายที่ชัดเจนและพัฒนาจิตใจให้สูงขึ้น ช่วยให้เกิดความสงบภายในความเข้าใจในสัจธรรมและความหลุดพ้น เพื่อกำจัดกิเลสและตัณหาที่ครอบงำจิตใจ เพื่อให้จิตใจหลุดพ้นจากความยึดติดทั้งหลาย ซึ่งเป็นคุณสมบัติของสัตบุรุษหรือคนดีอย่างแท้จริง</p> Phra Nguyen Dinh Ngoc Bao, พระมหายงยุทธ ธีรธมฺโม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธอาเซียนศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8098 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 An Effective Way of English Writing Skills of Grade 10 High School Students at Si Hlaung Village in Myanmar https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8120 <p>The objectives of the research aim 1) to study the level of English writing skills of Grade 10 students at the high school in Si Hlaung Village, Yinmarbin Township, Sagaing Region, Myanmar, and 2) to propose effective ways to improve English writing skills of Grade 10 students in the same area. This research employed a mixed-method approach, including both quantitative and qualitative methods. For the quantitative part, the sampling groups were 20 students (10 male and 10 female) from the high school in Si Hlaung Village. The research instrument was a structured questionnaire focusing on grammar, sentence structure, coherence, and organization. The results showed that students’ English writing skills were at a low to moderate level, with major difficulties in grammar and sentence construction. For the qualitative part, semi-structured interviews were conducted with 5 English teachers. The results of the interviews indicated that students lacked confidence and had few opportunities for writing practice. Teachers reported using peer feedback, group work, and basic writing exercises but lacked sufficient resources and training. The research proposes that effective strategies for improving English writing skills include using diverse teaching methods, integrating technology, creating a supportive learning environment, and providing regular feedback and teacher development programs.</p> Ven. Nandiya, Narongchai Pintrymool, Methaphan Phothitheerarot ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธอาเซียนศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8120 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 An Effective Way of Teaching English through Mass Media: A Case Study of High School Students in Myanmar https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8121 <p>The objectives of the research aim 1) to explore the role of mass media in developing English writing proficiency, and 2) to examine the effects of mass media exposure on the English writing proficiency of Grade 10 students at No (2), Central Workshop Service, Basic Education High School, Amarapura Township, Mandalay. This research employed a mixed-method approach, combining quantitative and qualitative methods. For the quantitative part, surveys were conducted with students to assess their engagement with mass media and its influence on their writing skills. For the qualitative part, interviews were conducted with both students and teachers to gain deeper insights. The findings revealed that while mass media is moderately used in English language learning, its direct impact on writing proficiency is limited. Students often engage with mass media platforms, but lack proper guidance on how to use them for educational purposes. Teachers also reported challenges in incorporating mass media into classroom instruction due to technical barriers and potential distractions. However, the study highlights the potential of mass media to enhance writing skills when used alongside traditional teaching methods. The study recommends targeted training for both teachers and students on effective media use and the development of customized educational content to</p> <p>support writing skill development. These results offer useful implications for integrating mass media into English language instruction in Myanmar.</p> Ven vilarsa, Narongchai Pintrymool, Veerakarn Kanokkamalade ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธอาเซียนศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8121 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 The Problems of Public Speaking Skills of B.Ed. First Year Students at Faculty of Education in Mahachulalongkornrajavidyalaya University https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8348 <p>The objectives of this study were: 1) to study the problems of public speaking skills of B.Ed. students at the Faculty of Education, Mahachulalongkornrajavidyalaya University; and 2) to propose the solutions to improve public speaking skills of B.Ed. students at the Faculty of Education in Mahachulalongkornrajavidyalaya University. The study employed a mixed-methods approach, combining quantitative and qualitative methods. A questionnaire was used to collect quantitative data from 50 first-year B.Ed. students, and in-depth interviews were conducted with 5 lecturers for qualitative insights. Descriptive statistics including Frequency, Percentage, mean (x̅), and Standard Deviation (S.D.) were used to analyze the quantitative data, while content analysis was used for the qualitative data from interviews.</p> <p>The general background of the student respondents showed that 37 (74%) were male and 13 (26%) were female. A plurality of respondents (40%) was aged 24 years and above, indicating a relatively mature student profile, while 38% were 20–23 years old and 22% were 17–19 years old. According to the questionnaire results, most students encountered considerable difficulties in public speaking. Overall, the level of public speaking problems was moderately high (average x̅ ≈ 3.40, S.D. ≈ 1.0 on a 5-point scale), indicating frequent challenges. Key problem areas included pronunciation clarity, applying proper grammar, forming sentences, and anxiety or lack of confidence when speaking before an audience. In contrast, the students demonstrated high agreement (average x̅ ≈ 3.63, S.D. ≈ 0.9) with various proposed strategies to improve their public speaking skills. Notably, strategies such as regular speaking practice, peer feedback, thorough topic preparation, and use of audio-visual aids received strong support (many items rated in the “High” level). Qualitative findings from lecturer interviews corroborated the quantitative results: students’ public speaking difficulties stem largely from fear of mistakes, limited English exposure, and insufficient confidence. Lecturers recommended practical solutions including creating a supportive speaking environment, providing more speaking opportunities, integrating public speaking training into the curriculum, and using techniques like mindfulness and gradual exposure to reduce anxiety.</p> Ven. Dhammananda, Narongchai Pintrymool, Methaphan Phothitheerarot ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธอาเซียนศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8348 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ศึกษาวิเคราะห์โมเนยยปฏิปทาในนาลกสูตร https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8387 <p>วิทยานิพนธ์เรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ (1) เพื่อศึกษาโครงสร้างและสาระสำคัญของนาลกสูตร (2) เพื่อศึกษาโมเนยยปฏิปทาในนาลกสูตร (3) เพื่อวิเคราะห์โมเนยยปฏิปทาในนาลกสูตร</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า นาลกสูตรเป็นพระสูตรที่กล่าวถึงพระนาลกะผู้เป็นหลานชายของอสิตดาบส และเป็นผู้ที่ได้ทูลถามพระพุทธเจ้าเกี่ยวกับโมเนยยปฏิปทา (แนวทางปฏิบัติของมุนี) เป็นพระสูตรที่อธิบายถึงหลักการปฏิบัติเพื่อบรรลุอรหันต์ตามหลักโมเนยยปฏิปทา ซึ่งมีเนื้อหาที่ครอบคลุมหลายด้านด้วยกัน เช่น การควบคุมอารมณ์ การละกามคุณ การมีความพอประมาณ การไม่ยึดติดในปัจจัย 4 รวมไปถึงการเจริญภาวนา</p> <p> โมเนยยปฏิปทาในนาลกสูตรนั้นมีหลักการปฏิบัติที่แยกเป็น 3 ระดับคือ ทางกาย โมเนยยปฏิปทาเน้นการไม่ยึดติดกับกายซึ่งเป็นสิ่งที่ประกอบด้วยความสุขและทุกข์ กายไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง กายนั้นเป็นเพียงอุปกรณ์ที่ใช้ในการพัฒนาจิต เพื่อการหลุดพ้นไปจากความทุกข์ที่เกิดจากการยึดติดกาย โดยไม่แสวงหาความหลุดพ้นไปจากกายนี้ เพื่อเข้าถึงความหลุดพ้นที่แท้จริง ทางวาจา โมเนยยปฏิปทาเน้นการไม่ยึดติดกับกายซึ่งเป็นสิ่งที่ประกอบด้วยความสุขและทุกข์ กายไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง กายนั้นเป็นเพียงอุปกรณ์ที่ใช้ในการพัฒนาจิต เพื่อการหลุดพ้นไปจากความทุกข์ที่เกิดจากการยึดติดกาย โดยไม่แสวงหาความหลุดพ้นไปจากกายนี้ เพื่อเข้าถึงความหลุดพ้นที่แท้จริง ทางใจ โมเนยยปฏิปทาทางใจเกี่ยวข้องกับการควบคุมและฝึกฝนจิตใจให้สงบจากความโลภ โกรธ หลง ซึ่งเป็นต้นเหตุของทุกข์ การพัฒนาจิตผ่านสมาธิและวิปัสสนาเป็นสิ่งสำคัญ ในการฝึกจิตให้หลุดพ้นจากกิเลสและไปสู่การบรรลุจุดหมายอันสูงสุดในทางพระพุทธศาสนา จิตนั้นเปรียบเสมือนกับลิงที่ไม่อยู่นิ่ง ดังนั้นจึงต้องใช้สมาธิเพื่อเป็นเครื่องมือในการฝึกจิตและกำจัดอารมณ์ที่ไม่พึงปรารถนาเพื่อให้จิตเจริญขึ้น</p> พระศุภากร ณฏฺฐิโก, พระเมธีวรญาณ, สุเทพ พรมเลิศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธอาเซียนศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8387 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ศึกษาวิเคราะห์ความเป็นสมณะในมหาอัสสปุรสูตร https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8393 <p>บทความวิจัยเรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์ ๓ ประการ คือ (๑) เพื่อศึกษาโครงสร้างและเนื้อหาสาระสำคัญของมหาอัสสปุรสูตร (๒) เพื่อศึกษาหลักธรรมเพื่อความเป็นสมณะในมหาอัสสปุรสูตร (๓) เพื่อวิเคราะห์ความเป็นสมณะในมหาอัสสปุรสูตร โดยเป็นการวิจัยเชิงเอกสาร ที่ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาค้นคว้าจากแหล่งข้อมูล คือ พระไตรปิฎก อรรถกถา หนังสือและวิทยานิพนธ์ ที่มีความเกี่ยวข้องกับพระสูตรนี้</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>มหาอัสสปุรสูตร เป็นพระสูตรที่ว่าด้วยเหตุการณ์ในมหาอัสสปุรนิคมพระสูตรใหญ่ มีปรากฏอยู่ในพระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ มหายมกวรรค พระสูตรที่ ๙ ในพระสูตรนี้พระพุทธองค์ได้ตรัสแสดงถึงหลักธรรมที่ทำให้เป็นสมณะและเป็นพราหมณ์ ได้แก่ (๑) หิริโอตตัปปะ (๒) กายสมาจารบริสุทธิ์ (๓) วจีสมาจารบริสุทธิ์ (๔) มโนสมาจารบริสุทธิ์ (๕) อาชีวะบริสุทธิ์ (๖) การสำรวมอินทรีย์ (๗) การรู้จักประมาณในโภชนะ (๘) ตื่นบำเพ็ญเพียรอย่างต่อเนื่อง (๙) เจริญสติสัมปชัญญะ (๑๐) ละนิวรณ์ ๕ หลักธรรมทั้ง ๑๐ หลักนี้ ทรงแนะนำให้ภิกษุทั้งหลายประพฤติปฏิบัติตามลำดับขั้นตอน จากต่ำไปหาสูงที่ทรงเรียกว่า “กิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไป” จนถึงหลักธรรมที่ ๑๐ คือ ละนิวรณ์ ๕ ประการและสามารถบรรลุฌาน ๔ และ วิชชา ๓ อันเป็นผลลัพธ์ ของการปฏิบัติ </p> <p>ในพระพุทธศาสนา สมณะ นั้นคือ “ผู้สงบ” ซึ่งหมายถึง นักบวชที่ฝึกฝนตนด้วยศีล สมาธิ และปัญญา จนกระทั้งมีความประพฤติทางกาย ทางวาจา ทางใจ สงบจากบาป รวมถึงผู้ที่ระงับกิเลส มุ่งสู่ความเป็นพระอริยะ พระพุทธองค์ได้ทรงจำแนก สมณะ ออกเป็น ๔ ประเภท ตามระดับการบรรลุธรรม ได้แก่ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ รวมทั้งยังทรงเน้นย้ำว่าสมณะที่แท้จริงจะต้องมีความประพฤติทางกาย ทางวาจา และทางใจที่สงบ ความเป็นสมณะนั้นไม่ได้เป็นเพียงแต่รูปลักษณ์ภายนอกหากแต่ความเป็นสมณะเกิดจากการอบรมบ่มเพาะจากภายใน คือ การหลุดพ้นจากกิเลส และอาสวะทั้งปวง</p> <p>จากการวิเคราะห์ผู้วิจัยพบว่า ความเป็นสมณะในมหาอัสสปุรสูตร นั้นเป็นแนวคิดที่ลึกซึ้งและครอบคลุม ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงรูปลักษณ์ภายนอก แต่เป็นสภาวะภายในที่ต้องบ่มเพาะด้วยการปฏิบัติอย่างเคร่งครัดตามหลักธรรมทั้ง ๑๐ ประการซึ่งเปรียบเสมือนขั้นบันไดสู่ความเป็นสมณะ ที่สมบูรณ์ โดยผู้วิจัยได้สังเคราะห์หลัธรรมทั้ง ๑๐ ประการลงในไตรสิกขา ๓ พบว่า สีลสิกขา เป็นรากฐานสำคัญในการควบคุมกายและวาจา ป้องกันกิเลสอย่างหยาบ และสร้างสภาพจิตที่พร้อมสำหรับสมาธิ จิตตสิกขา ช่วยพัฒนาสมาธิให้ตั้งมั่น ข่มกิเลสอย่างกลาง และนำไปสู่ความบริสุทธิ์ของจิต และปัญญาสิกขา คือจุดสูงสุดที่ทำให้เกิดความรู้แจ้งเห็นจริงในไตรลักษณ์ สามมารถทำลายกิเลสอย่างละเอียด และนำไปสู่พระนิพพาน</p> <p> </p> พระวัชรินทร์ ธมฺมวชิโร, พระเมธีวรญาณ, สุเทพ พรมเลิศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธอาเซียนศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8393 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 A Study of English Final Consonant Sound Spoken by First Year Students at Faculty of Education in Mahachulalornkornrajavidyalaya University https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8404 <p>The objectives of this research are 1) to study the English final consonant sounds spoken by first year students, and 2) to propose solutions to the problems of English final consonant sounds spoken by first year students at Faculty of Education, Mahachulalongkornrajavidhayalaya University. It is a quantitative and qualitative research. The sample group consisted of the fist-year students with number of 60 persons, including having an additional in-depth interview with 5 lecturers and scholars at Mahachulalornkornrajavidyalaya University. For data collection, questionnaire and in-depth interview had been used. The statistic used for analyzing data from questionnaire was frequency, percentage, mean, and standard deviation. For the data from an in-depth interview, a content analysis was used. The result of research was found that most of the students are female; it is equal to 66.7 percent; age between 21-23; equal to 63.3 percent; Myanmar students; equal to 81.7 percent; intermediate English level; equal to 93.3 percent; My own decision; equal to 86.7 percent.</p> Nang Swe Yin, Veerakarn kanokkamalade, Narongchai Pintrymool ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธอาเซียนศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8404 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ผลสัมฤทธิ์ของการฝึกอบรมเชิงพุทธจิตวิทยาที่มีต่อความสุขในงานในเขตพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8454 <p>การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการใช้หลักพุทธจิตวิทยา เพื่อประยุกต์หลักธรรมก่อนและหลังการฝึกอบรมเชิงพุทธจิตวิทยา และเพื่อศึกษาผลของการฝึกอบรมเชิงพุทธจิตวิทยาที่มีต่อความสุขในงาน เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง เก็บรวบข้อมูลแบบผสานวิธี คือการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างพนักงานในโรงงานอุตสาหกรรมในเขตพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 200 คน ประกอบด้วยกลุ่มทดลอง 100 คน และกลุ่มเปรียเทียบ 100 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่แบบสอบถามและแบบและสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง เก็บข้อมูลก่อนและหลังการอบรมเชิงพุทธจิตวิทยา วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และความแตกต่างระหว่างกลุ่มเข้าอบรมและไม่เข้าการอบรม ด้วย สถิติ t-test , F-test เก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์ และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนด้วยการจัดจำแนกและจัดระบบข้อมูล(Typology and Taxonomy) เกี่ยวกับความสุขในของพนักงาน</p> <p> ผลการการวิจัย พบว่า ในกลุ่มที่ไม่ได้เข้าร่วมการอบรมเชิงพุทธจิตวิทยาโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนในกลุ่มที่ได้เข้าร่วมการอบรม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านความมั่นคงในองค์กร ด้านค่าตอบแทน ด้านสภาพแวดล้อมงาน ด้านลักษณะงาน การปฏิสัมพันธ์ และด้านสมดุลรายได้ ด้านค่าใช้จ่าย อยู่ในระดับมากที่สุด แสดงว่าการเข้ารับการอบรมเชิงพุทธจิตวิทยาเพื่อประยุกต์ใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาของพนักงานช่วยให้เกิดประสิทธิผลการทำงาน</p> <p> ผลวิจัยจากการสัมภาษณ์เชิงลึก พบว่า พนักงานพึงพอใจต่อค่าตอบแทนที่สอดคล้องกับประสบการณ์และความสามารถ สภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี ลักษณะงานสอดคล้องตำแหน่งและส่งเสริมสมดุลชีวิต การมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงานและการทำงานร่วมในความหลากหลายทางวัฒนธรรมช่วยเพิ่มประสิทธิภาพองค์กรที่สนับสนุนด้านฝึกอบรมและสวัสดิการช่วยสร้างความมั่นคง ขณะเดียวกันการวางแผนการเงิน ควบคุมค่าใช้จ่าย และการออมอย่างต่อเนื่องเสริมความสมดุลทางการเงินของพนักงาน จากผลการสัมภาษณ์ดังกล่าวส่งผลต่อความสุขในงานของกลุ่มที่เข้ารับการอบรมเชิงพุทธจิตวิทยา</p> สมโภช ศรีวิจิตรวรกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธอาเซียนศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8454 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ศึกษาวิเคราะห์ผลของกรรมในโลณผลสูตร https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8464 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาโครงสร้างและสาระสำคัญในโลณผลสูตร (2) ศึกษาผลของกรรมในพระไตรปิฎก และ (3) วิเคราะห์ผลของกรรมในโลณผลสูตร ผลการวิจัยพบว่า โลณผลสูตรจัดอยู่ในพระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ เนื้อหาเกี่ยวกับบุคคล 2 ประเภท คือ ผู้ไม่เจริญกาย ศีล จิต ปัญญา มีคุณน้อย อัตภาพน้อย มักได้รับทุกข์จากผลกรรม แม้บาปเล็กน้อยก็อาจนำไปสู่นรก และผู้เจริญกาย ศีล จิต ปัญญา มีคุณมาก อัตภาพใหญ่ แม้บาปเล็กน้อย ผลบาปมีเฉพาะในปัจจุบัน ไม่ส่งผลในภพหน้า กรรมในพระไตรปิฎกแบ่งเป็น กรรมดำ กรรมขาว กรรมทั้งดำทั้งขาว และกรรมไม่ดำไม่ขาว ให้ผลแตกต่างตามเจตนา กรรมวัฏฏ์แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ กรรมให้ผลในปัจจุบัน กรรมให้ผลในชาติหน้า และกรรมให้ผลในภพต่อไป ความเพียรเจริญสติปัฏฐาน 4 และปฏิบัติตามอริยมรรค 8 ส่งผลให้บรรลุธรรมสูงขึ้น การประพฤติพรหมจรรย์ด้วยอธิสีลสิกขา อธิจิตตสิกขา และอธิปัญญาสิกขา</p> <p>ผลวิเคราะห์โลณผลสูตร พบว่า ผู้ไม่เจริญสติปัฏฐาน 4 มักได้รับผลกรรมรุนแรง แม้บาปเล็กน้อย หากฝึกเจริญสติปัฏฐาน 4 ย่อมเปลี่ยนเป็นกัลยาณปุถุชน และก้าวสู่ระดับอริยบุคคล ได้แก่ โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี และอรหันต์ โดยการเจริญอธิสีลสิกขาช่วยบรรลุโสดาปัตติมรรค กำจัดสังโยชน์ 3 อย่าง อธิจิตตสิกขาช่วยบรรลุอนาคามิมรรค กำจัดสังโยชน์ 2 อย่าง และอธิปัญญาสิกขาช่วยบรรลุอรหัตตมรรค</p> พระจักรพล จนฺทโส, พระครูสิริรัตนบัณฑิต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธอาเซียนศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8464 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ศึกษาวิเคราะห์อุบายวิธีบริโภคกวฬิงการาหารตามแนวปุตตมังสสูตร https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8507 <p> </p> <p>วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาโครงสร้างและสาระสำคัญ ในปุตตมังสสูตร 2) เพื่อศึกษาหลักการบริโภคกวฬิงการาหารตามแนวทาง ในปุตตมังสสูตร และ 3) เพื่อวิเคราะห์อุบายวิธีบริโภคกวฬิงการาหาร ในปุตตมังสสูตร โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพที่อาศัยการค้นคว้าข้อมูลจากพระไตรปิฎก อรรถกถา และเอกสารที่เกี่ยวข้อง</p> <p> ผลการศึกษาพบว่าปุตตมังสสูตรปรากฏอยู่ใน พระไตรปิฎกเล่มที่ 16 เป็นพระสูตรที่ 3 อยู่ในมหาวรรค ของนิทานสังยุต นิทานวรรค ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสถึงวิธีพิจารณา อาหาร 4 โดยแยบคาย โดยเฉพาะการบริโภคกวฬิงการาหาร (อาหารทางกายภาพ) เพื่อให้ผู้บริโภคลดความยินดีพอใจในรสชาติอาหาร และนำไปสู่หลักโภชเนมัตตัญญุตา (ความรู้จักประมาณในการบริโภค)</p> <p> หลักการบริโภคกวฬิงการาหารตามแนวทาง ในปุตตมังสสูตรมีองค์ประกอบ 8 ประการ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 แนวคิดหลัก ได้แก่ (1) การพิจารณาสภาพความจริงของอาหาร และ (2) การพิจารณาเพื่อละความยินดีในอาหาร วิธีการเหล่านี้มุ่งเน้นให้ผู้บริโภคตระหนักถึงความสำคัญของการลดความยึดติดในรสชาติอาหาร และเข้าถึงสาระที่แท้จริงของการบริโภค</p> <p> อุบายวิธีที่ปรากฏในปุตตมังสสูตร ได้แก่ (1) ปฏิกูล 9 อย่างของเนื้อบุตรและ ปฏิกูล 9 อย่างของอาหาร (2) บริโภคโดยสาราณียธรรม (3) พึงละความงมงายในการบริโภค (4) บริโภคด้วยสติสัมปชัญญะ (5) เว้นการสั่งสมบริโภค (6) บริโภคปราศจากความถือตัวโอ้อวด (7) บริโภคปราศจากความดูหมิ่น และ(8) พึงเป็นผู้พร้อมเพรียงบริโภค นอกจากนี้ การศึกษายังพบว่าแนวทางในปุตตมังสสูตรสามารถนำมาใช้ประกอบแก้ไขปัญหาการบริโภคในปัจจุบัน เช่น การเสพติดอาหาร และปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)โดยการประยุกต์ใช้หลักโภชเนมัตตัญญุตา เพื่อสร้างพฤติกรรมการบริโภคที่สมดุลและยั่งยืน ทั้งในระดับบุคคลและสังคม</p> <p> วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงมีคุณค่าในการส่งเสริมความเข้าใจในหลักธรรมของพระพุทธศาสนา และเสนอแนวทางการนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อพัฒนาพฤติกรรมการบริโภคในยุคปัจจุบัน</p> จรียา กาญจนวรพันธุ์, พระมหายุทธนา นรเชฏฺโฐ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธอาเซียนศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8507 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ศึกษาวิเคราะห์หลักธรรมที่ปรากฏในอลคัททูปมสูตร https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8521 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ (1) ศึกษาหลักธรรมที่ปรากฏในอลคัททูปมสูตร (2) วิเคราะห์หลักธรรมที่ปรากฏในอลคัททูปมสูตร และ (3) ศึกษาหลักธรรมที่สร้างความสมดุลให้กับทุกแง่มุมในการพัฒนาชีวิต เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) ผลการวิจัย พบว่า โครงสร้างและสาระสำคัญในอลคัททูปมสูตรพบมูลเหตุที่มาเกิดจากทิฏฐิเลวของพระภิกษุชื่ออริฏฐะ ที่อ้างว่ารู้ทั่วถึงธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้ว กล่าวว่าเป็นธรรมก่ออันตราย จึงเป็นเหตุที่พระพุทธเจ้าตรัสให้พระอริฏฐะคลายละทิฏฐิเลวนั้นลง ส่วนโครงสร้างในอลคัททูปมสูตร ปรากฏในพระไตรปิฎก เล่มที่ 12 คัมภีร์พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 4 มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ โอมปัมมวรรค เรื่องที่ 2 สาระสำคัญในอลคัททูปมสูตร เป็นเรื่องเปรียบกามคุณดังอสรพิษ พระพุทธเจ้าตรัสสอนเรื่องโทษของทิฏฐิชั่ว ทำให้พระภิกษุชื่ออริฏฐะคลายละทิฏฐิเลว กาม โลภะ และมานะลง หลักธรรมที่ปรากฏในอลคัททูปมสูตร ได้แก่ มิจฉาทิฏฐิ กาม โลภะ มานะ สามารถครอบงำจิตใจของมนุษย์ได้ ทางพระพุทธศาสนาจัดการแก้ไขกิเลสเหล่านี้ด้วยการลดความต้องการลงโดยอาศัยหลักธรรม การปฏิบัติ โดยใช้สติปัญญา และการกระทำไว้ในใจโดยแยบคายเพื่อเอาชนะกิเลสภายในใจได้ ในที่สุดสามารถพัฒนาตนเข้าสู่พระนิพพาน ส่วนการวิเคราะห์หลักธรรมที่ปรากฏในอลคัททูปมสูตร พบว่า การศึกษาและปฏิบัติธรรมต้องเป็นไปอย่างถูกต้องและมีสติปัญญาคอยกำกับ ละวางอุปาทานขันธ์ 5 และทิฏฐิที่ผิด หลักธรรมสำคัญที่ช่วยให้การศึกษาและปฏิบัติอย่างถูกต้อง คือ สัมมาทิฏฐิ และโยนิโสมนสิการ ป้องกันตนเองจากความเห็นผิดและติดอยู่ในกิเลสต่าง ๆ ทั้งคลายความยึดมั่นในกามคุณ ทำให้ดำเนินชีวิตอย่างมีสติ ปัญญา และพัฒนาสู่เป้าหมายสูงสุดทางพระพุทธศาสนา คือ พระนิพพาน</p> พระแดนดิน คเวสโก, พระครูสิริรัตนบัณฑิต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธอาเซียนศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8521 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ศึกษาวิเคราะห์บทบาทของวิธุรบัณฑิตในวิธุรชาดก https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8539 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาประวัติและบทบาทของวิธุรบัณฑิตในวิธุรชาดก (2) ศึกษาหลักธรรมที่ปรากฏในบทบาทของวิธุรบัณฑิต และ (3) วิเคราะห์บทบาทของวิธุรบัณฑิตในวิธุรชาดก โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) ผ่านการศึกษาพระไตรปิฎก และเอกสารที่เกี่ยวข้อง ผลการวิจัย พบว่า วิธุรบัณฑิตเป็นตัวแทนของพระโพธิสัตว์ในอดีตชาติที่ทรงบำเพ็ญสัจจะบารมีซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในความจริง ความซื่อสัตย์ และคุณธรรม วิธุรบัณฑิตมีบทบาทสำคัญในฐานะที่ปรึกษาพระราชา ผู้เผยแผ่ธรรมะ และผู้รักษาความยุติธรรม โดยแสดงให้เห็นถึงการใช้ปัญญาแก้ไขปัญหาต่าง ๆ อย่างมีเหตุผลและยึดมั่นในหลักสัจจะ ที่ปรากฏในบทบาทของวิธุรบัณฑิต ได้แก่ สัจจะ ไตรสิกขา สัปปุริสธรรม 7 พรหมวิหาร 4 หิริ-โอตตัปปะ และสาราณียธรรม 6 ซึ่งล้วนสนับสนุนความเป็นผู้มีคุณธรรมและความซื่อสัตย์ ทั้งนี้ วิธุรบัณฑิตยังแสดงให้เห็นถึงการเสียสละเพื่อส่วนรวม ความมั่นคงในศีลธรรม และการเป็นต้นแบบของผู้นำที่มีคุณธรรม บทบาทของวิธุรบัณฑิตในวิธุรชาดกนี้ เมื่อวิเคราะห์ตามหลักธรรมที่ปรากฏ พบว่า ครอบคลุมบทบาท 3 ด้าน ได้แก่ ด้านครองตน ครองคน และครองงาน จากการวิเคราะห์บทบาทของวิธุรบัณฑิตชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการยึดมั่นในสัจจะและการใช้ปัญญาในการดำเนินชีวิตครอบคลุมบทบาท 3 ด้าน ได้แก่ การครองตน การครองคน และการครองงาน ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในสังคมปัจจุบัน เช่น การเป็นผู้นำที่ยึดมั่นในคุณธรรม การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยความยุติธรรม และการเผยแผ่หลักธรรมเพื่อสร้างความสงบสุขในสังคม บทความวิจัยนี้ช่วยเสริมสร้างความเข้าใจในคุณค่าของวิธุรชาดก และชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการนำหลักธรรมในพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาตนเองและสังคม</p> พระครูสังฆวรกิจ (สมหมาย อธิปญฺโญ), พระมหายงยุทธ ธีรธมฺโม, อุดม จันทิมา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธอาเซียนศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8539 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 A Study of English Communication Skills of Students at Government High School in Meiktila Township of Myanmar https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8575 <p>The study, "A Study of English Communication Skills of Students at Government High School in Meiktila Township of Myanmar," aims to investigate the effects of English communication skills on government high school students in Meiktila, Myanmar, and propose solutions to the communication challenges faced by grade 12 students. Employing both quantitative and qualitative methods, the research collected data from 90 grade 12 students through questionnaires and conducted in-depth interviews with five key informants to gather their opinions and suggestions.</p> <p>The findings revealed a range of proficiency levels, with notable gaps in speaking and writing skills. Key results indicated that 56.7% of students were neutral in their confidence to speak English fluently, while 70% identified writing as the area needing the most improvement. The study highlights the need for targeted interventions to enhance communication skills. Recommendations include creating a supportive learning environment, using interactive teaching methods, and encouraging peer learning. The research also emphasizes the importance of continuous professional development for teachers and active parental involvement in supporting language learning at home.</p> <p>For future research, the study recommends conducting longitudinal studies to assess the long-term impact of these interventions and broader demographic studies to understand communication skills across different regions. This research underscores the critical role of comprehensive strategies in enhancing English communication skills, which are essential for students' academic and professional success in a globalized world.</p> tejo bhasa, Veerakarn Kanokkamalade ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธอาเซียนศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8575 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาการใช้ Facebook เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ภาษาไทยเชิงสร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8626 <p>บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาการใช้ Facebook ในการเพิ่มประสิทธิภาพการเขียนภาษาไทยเชิงสร้างสรรค์ของเด็กมัธยมตอนปลาย 2) เพื่อวิเคราะห์การใช้ Facebook ในการเพิ่มประสิทธิภาพการเขียนภาษาไทยเชิงสร้างสรรค์ของเด็กมัธยมตอนปลาย 3) เพื่อเสนอแนวทางพัฒนาการใช้ภาษาใน Facebook เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเขียนภาษาไทยเชิงสร้างสรรค์ของเด็กมัธยมตอนปลาย งานวิจัยนี้เป็นเป็นการวิจัยเชิงทดลองขั้นต้น (Pre-Experimental Research) โดยมีกลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนสุรศักดิ์วิทยาคม จังหวัดชลบุรี จำนวน 40 คน โดยใช้แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบกิจกรรมเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong></p> <p>นักเรียนมีพฤติกรรมการใช้ Facebook เพื่อการศึกษาอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.17) โดยนิยมใช้ในการค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมและติดต่อครูผู้สอน นอกจากนี้ยังใช้ Facebook เพื่อความบันเทิง (ค่าเฉลี่ย 4.17) เช่น การดูหนัง ฟังเพลง และพูดคุยกับเพื่อน และใช้เพื่อการสื่อสาร (ค่าเฉลี่ย 3.98) โดยนิยมใช้แอปพลิเคชันแชทและรับข้อมูลวิชาการจากสื่อสังคมออนไลน์</p> <p>จากการวิเคราะห์เชิงคุณภาพ พบว่า ผู้ปกครอง ครู และนักเรียนมีทัศนคติเชิงบวกต่อการใช้ Facebook ในการเรียนรู้ โดยเห็นว่าเป็นสื่อที่เข้าถึงง่ายและกระตุ้นความสนใจของผู้เรียนข้อเสนอแนะคือ ควรส่งเสริมการสร้างเพจหรือกลุ่มเรียนรู้ร่วมกัน การมอบหมายโจทย์ให้ผู้เรียนฝึกเขียนภาษาไทยในบริบทสื่อสังคมออนไลน์ และการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาไทย อย่างไรก็ตาม ยังพบ พฤติกรรมการใช้ภาษาวัยรุ่นหรือคำไม่เหมาะสม (ค่าเฉลี่ย 3.47) และ พฤติกรรมการสื่อสารข้อมูลไม่ครบถ้วน (ค่าเฉลี่ย 3.10) ซึ่งสะท้อนถึงประเด็นที่ควรได้รับการปรับปรุง</p> <p>แนวทางพัฒนาที่เสนอ ได้แก่ การออกแบบกิจกรรมเขียนอย่างต่อเนื่องบน Facebook เช่น โพสต์สรุปบทเรียน เขียนแคปชันสร้างสรรค์ และสะท้อนความคิดเห็นร่วมกัน พร้อมทั้งส่งเสริมการกำกับดูแลจากครูและผู้ปกครองเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ปลอดภัย ซึ่ง Facebook มีศักยภาพเป็นเครื่องมือพัฒนาทักษะการเขียนภาษาไทยเชิงสร้างสรรค์ หากมีการออกแบบกิจกรรมที่เหมาะสมและส่งเสริมการใช้ภาษาเชิงบวกอย่างเป็นระบบ </p> ชนกานต์ กิ่งก้าน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธอาเซียนศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8626 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 A STUDY OF THE PROBLEMS IN ENGLISH ESSAY WRITING SKILLS OF GOVERNMENT HIGH SCHOOL STUDENTS At AYE LAR TOWN IN MYANMAR https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8637 <p>The objectives of this research were: 1) To study the problems in English essay writing skills of the Government High School Students at Aye Lar Town in Myanmar, and 2) To find out the solutions to the problems in English essay writing skills of the Government High School Students at Aye Lar Town in Myanmar. This study successfully achieved both these objectives. The study involved 152 students and 5 teachers from the government high school at Aye Lar Town in Myanmar. The two methods of research instrumentation: a questionnaire and in-depth interviews were utilized by researcher. The selection process employed quota sampling methods. Statistics such as percentages, means, and standard deviations were utilized to examine the results of the surveys. The researcher first examined and then categorized the data obtained from primary sources, including published books and theses, as well as secondary sources, such as articles, journals, and internet sites.</p> <p>The research results were found as follows:</p> <p>1) According to the data, students at Aye Lar Government High School experience a wide variety of substantial difficulties when it comes to their ability to write essays in the English language. Deficiencies in vocabulary, problems with syntax and sentence construction, difficulties with essay forms and structure, and a lack of practice and involvement are some of the general categories that can be used to describe these concerns.</p> <p>2) Both student self-assessment and teacher recommendations strongly supported the study's identification of several key solutions. These solutions include the following: enhancing foundational skills, promoting consistent writing practice and feedback, developing strategic learning approaches, utilizing support resources and workshops, and cultivating a positive attitude. In addition, the investigation helped clarify the difficulties that high school students have in their day-to-day lives. Therefore, doing a study on these issues is extremely pertinent to the current situation of the academic environment in government high schools in Myanmar, due to the fact that it is highly relevant.</p> Ven. Pannaloka, Veerakarn Kanokkamalade, Narongchai Pintrymool ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธอาเซียนศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8637 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 English Language (English) Learning of Diploma Students at Tant kyi Taung College in Mandalay City, Myanmar https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8639 <p>This study entitled “English Language Learning of Diploma Students at Tant Kyi Taung College in Mandalay City, Myanmar” involves two objectives: 1) to study the English language learning of Diploma Students at Tant Kyi Taung College in Mandalay City, Myanmar, 2) To find out the solutions to English language learning of diploma students at the Tant Kyi Taung College in Mandalay City, Myanmar. The research method for the study was both qualitative and quantitative research. The sample group of the study was 85 students who are studying diploma of Art at Tant Kyi Taung College in Mandalay City, Myanmar. Selected as the samples for this research tools for this study were the 85 items from the questionnaires and 5 questions from the open-ended interview. Frequency, percentage, mean, standard deviation, and content analysis writing method were used for evaluation for the findings of the results.</p> <p>The results of the study were found follows: The findings result of show that the researcher was analyzed with IBM SPSS statistics (version 22) for frequency, percentage, mean and standard deviation which were analyzed the findings of research in this study. Open-ended interview and additional comments results are learning English with these two Question 1) What are the problems of English language learning of diploma students at the Tant Kyi Tanung College in Mandalay City, Myanmar? 2) What are the solutions of English language learning of Diploma students at the Tant Kyi Taung College in Mandalay City, Myanmar? Based on the finding, most of participants respond that they desired to learn English language in order to communicate with people of another culture who speak English and they also interested in other culture associated with English language. Some of them more admired well-known monks who speak English around the world and the wanted to be like them. They also had the wish to share the Buddha’s teachings, to get more knowledges, to make research, to promote abilities. At last, some respondents expressed about their feeling which is more confident to choose Diploma Students at Tant Kyi Taung College in Mandalay City, Myanmar because it is a well-known English Language Learning of Diploma Students at Tant Kyi Taung College is attractive. Therefore, it can be concluded that A Study of English Language Learning of Diploma Students at Tant Kyi Taung College in Mandalay City, Myanmar is an English learning.</p> Ven. khemaka, Veerakarn Kanokkamalade, Narongchai Pintrymool ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธอาเซียนศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8639 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาทักษะการอ่านภาษาไทยด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยสมุดเล่มเล็ก สุภาษิตไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนศาลเจ้าห้าวนุกูลวิทยา กรุงเทพมหานคร https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8694 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยสมุดเล่มเล็ก สุภาษิตไทย 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรม และ 3) เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมตามเกณฑ์ 80/80 กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนศาลเจ้าห้าวนุกูลวิทยา กรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา 2567 จำนวน 40 คน การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) โดยชุดกิจกรรมได้รับการพัฒนาผ่านการทดลองและปรับปรุง 3 ครั้ง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> การสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยสมุดเล่มเล็ก สุภาษิตไทย พบว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยสมุดเล่มเล็ก สุภาษิตไทยมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (E1/E2) โดยมีค่าเฉลี่ยคะแนนจากการทำแบบฝึกหัดระหว่างเรียน (E1) เท่ากับ 83.07 และค่าเฉลี่ยคะแนนจากการทำแบบทดสอบหลังบทเรียน (E2) เท่ากับ 81.73 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ แสดงให้เห็นว่าชุดกิจกรรมมีความเหมาะสมและมีคุณภาพในการจัดการเรียนรู้</p> <p> การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านภาษาไทยของนักเรียนก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรม พบว่า คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังการใช้ชุดกิจกรรม ( Xˉ = 31.08) สูงกว่าคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนการใช้ชุดกิจกรรม ( Xˉ = 27.68) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> <p> การหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยสมุดเล่มเล็ก สุภาษิตไทยเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนศาลเจ้าห้าวนุกูลวิทยา ตามเกณฑ์ 80/80 พบว่า ชุดกิจกรรมมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80/80 โดยมีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.07/81.73</p> พระพงษ์ศักดิ์ ภทฺทรนาโค (ทองดี) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธอาเซียนศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8694 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 พุทธนวัตกรรมการสื่อสารหลักอิทธิบาท 4 เพื่อสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรด้านสาธารณสุขโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ตำบลบ้านนาตาด จังหวัดอุดรธานี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8728 <p>บทความวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาหลักการปฏิบัติงานของบุคลากรด้านสาธารณสุข 2) เพื่อศึกษาพุทธนวัตกรรมการสื่อสารหลักอิทธิบาท 4 เพื่อสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน และ 3) เพื่อนำเสนอแนวทางของพุทธนวัตกรรมการสื่อสารหลักอิทธิบาท 4 โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบวิจัยภาคสนาม ใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึกในการเก็บข้อมูล มีผู้ให้ข้อมูล จำนวน 8 รูป/คน นำมาวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาและนำเสนอข้อมูลเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยครั้งนี้ พบว่า 1) การปฏิบัติหน้าที่การงานอย่างมีความขยันหมั่นเพียรทำโดยความไม่ประมาท มีความอดทนตั้งใจต่อหน้าที่แก้ไขปัญหาด้วยสติ และให้บริการคนไข้อย่างเที่ยงธรรมด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ 2) เมื่อนำหลักอิทธิบาท 4 ซึ่งเป็นหลักทำงานนำไปสู่ความสำเร็จมาประยุกต์ใช้ทำให้ผู้ปฏิบัติงานเกิดแรงจูงใจในการทำงานด้วยความรักเกิดความสุขกับงานที่ได้รับผิดชอบ รวมถึงการสื่อสารเป็นเครื่องมือส่งเสียงให้ทุกคนในองค์กรเกิดความเข้าใจต่อหน้าที่ของตนเองในการทำงานร่วมกับผู้อื่น 3) ผู้เชี่ยวชาญด้านพุทธศาสนาให้ความสำคัญต่อผู้บริหารองค์กรให้เข้าใจหลักอิทธิบาท 4 เพื่อนำเครื่องมือแห่งความสำเร็จไปใช้พัฒนาบุคลากรและขับเคลื่อนงานในองค์กรของตนให้สำเร็จ และในด้านของผู้เชี่ยวชาญบริหารงานสาธารณสุข ให้ความสำคัญกับผู้ปฏิบัติงานทุกคนควรมีความเข้าใจหลักอิทธิบาท 4 และวิธีการสื่อสารที่ถูกต้องให้มากยิ่งขึ้น ฉะนั้น การปฏิบัติงานด้วยพุทธนวัตกรรมการสื่อสารหลักอิทธิบาท 4 จะสำเร็จได้จริงต้องนำไปพิสูจน์ด้วยตนเอง</p> น้ำฝน พินิจมนตรี, กนกวรรณ กรุณาฤทธิโยธิน, บุญเลิศ โอฐสู ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธอาเซียนศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8728 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานธนาคารอาคารสงเคราะห์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8762 <p>การศึกษาวิจัยเรื่องปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานธนาคารอาคารสงเคราะห์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของการทำงานเป็นทีมที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานธนาคารอาคารสงเคราะห์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ศึกษาอิทธิพลของการสื่อสารในองค์กรที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานธนาคารอาคารสงเคราะห์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และศึกษาอิทธิพลของคุณภาพชีวิตในการทำงานที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานธนาคารอาคารสงเคราะห์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การศึกษาวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ ผู้วิจัยได้ทำ การเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูลกับพนักงานธนาคารอาคารสงเคราะห์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งมีการวิเคราะห์โดยใช้สถิติการวิเคราะห์ความถดถอยพหุคูณใน การทดสอบสมมติฐาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการศึกษาพบว่า ในภาพรวมปัจจัยที่ศึกษา ได้แก่ ด้านผู้รับสาร ด้านช่องทางการสื่อสาร ด้านสมาชิกทีมที่มีความสามารถ ด้านข้อมูลข่าวสาร และด้านภาวะผู้นำทีม ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานธนาคารอาคารสงเคราะห์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งยังแสดงให้เห็นว่าพนักงานได้ให้ความสำคัญการสื่อสารในองค์กรที่มีประสิทธิภาพ<strong>&nbsp;</strong></p> ทัณฑิกา ขุนบุญจันทร์; ธนิกาญจน์ พิพิธวณิชการ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธอาเซียนศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8762 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 วิเคราะห์ปัญหาและแนวทางการพัฒนาเพื่อเพิ่มยอดขายสลากออมทรัพย์ของ ธอส. สาขาบ้านฉาง จังหวัดระยอง https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8780 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและแนวทางการพัฒนาเพื่อเพิ่มยอดขายสลากออมทรัพย์ของ ธอส. สาขาบ้านฉาง จังหวัดระยอง 2. เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดในมุมมองของผู้บริโภค (4C's) ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสลากออมทรัพย์ ธอส. สาขาบ้านฉาง จังหวัดระยอง และ 3. เพื่อนำเสนอแนวทางการพัฒนาเพื่อเพิ่มยอดขายสลากออมทรัพย์ของ ธอส. สาขาบ้านฉาง จังหวัดระยอง เป็นงานวิจัยแบบผสมวิธี คือ งานวิจัยเชิงปริมาณ และงานวิจัยเชิงคุณภาพ วิธีการศึกษาประกอบด้วยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 17 คน โดยวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง และเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 400 คน การเก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ (Google Form) ผลการศึกษาพบว่า จากการวิเคราะห์แนวทางการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการเพิ่มยอดขายสลากออมทรัพย์ของ ธอส. สาขาบ้านฉาง จังหวัดระยอง โดยอ้างอิงจากเกณฑ์ประเมินด้านประสิทธิผล ความคุ้มค่า และความเป็นไปได้ในการดำเนินงาน พบว่า แนวทางที่ควรดำเนินการในลำดับแรก ได้แก่ แนวทางที่แนะนำ คือ พัฒนาช่องทางประชาสัมพันธ์ดิจิทัล เป็นแนวทางที่สามารถดำเนินการได้ทันทีในระดับสาขาโดยไม่ต้องพึ่งหน่วยงานส่วนกลางมาก ใช้งบประมาณต่ำกว่าทางเลือกอื่น แต่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้กว้างขวาง โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานและผู้ใช้โซเชียลมีเดีย ช่วยแก้ปัญหาด้านการสื่อสารผลิตภัณฑ์และความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสลากออมทรัพย์ สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการข้อมูลรวดเร็ว เข้าใจง่าย และผ่านช่องทางที่เข้าถึงได้สะดวก</p> นลินรัตน์ เปลี่ยนผึ้ง, ธนิกาญจน์ พิพิธวณิชการ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธอาเซียนศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8780 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 A Study of Speaking Skills of Grade 10 Students at Government High School in Myittha Town of Myanmar https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8785 <p> The purpose of this study was to investigate the speaking skills of Grade 10 students at a government high school in Myittha Town, Myanmar. This research employed a documentary and qualitative approach, with data collected from two sources: interviews with five Grade 10 teachers and a review of textbooks, theses, academic journals, and related documents. Additional tools included interviews, focus group discussions, and tests. Data analysis involved descriptive statistics, frequency, percentage, mean, standard deviation, as well as pre-tests and post-tests.</p> <p>The findings revealed multiple challenges hindering students’ speaking skills. These included a lack of qualified English teachers, weaknesses in syllabus management, underutilization of educational resources, ineffective management of government scholarships, and students’ limited understanding of traditional teaching methods. The study also identified difficulties faced by teachers in their daily teaching practices, which further impacted students’ learning.</p> <p>Analysis showed that both teachers’ and students’ attitudes played an important role in the classroom learning process and the broader educational system. To address these challenges, the study recommended enhancing teachers’ academic qualifications, teaching effectiveness, and ability to integrate multimedia technology. Strengthening teacher training and adopting modern instructional methods were highlighted as key strategies to improve students’ English-speaking skills.</p> <p>This research contributes to understanding the current state of English teaching in Myanmar’s government high schools and offers practical recommendations for improving language education</p> Ven Tayzatharmi, Veerakarn Kanokkamalade, Narongchai Pintrymool ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธอาเซียนศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8785 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาแนวทางการพัฒนาคุณภาพการบริการเพื่อเพิ่มยอดสินเชื่อรีไฟแนนซ์ที่อยู่อาศัยจากสถาบันการเงินอื่น ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ สาขาระยอง https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8792 <p>การศึกษาค้นคว้าอิสระครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์สาเหตุที่ทำให้ยอดสินเชื่อรีไฟแนนซ์ที่อยู่อาศัยจากสถาบันการเงินอื่นมายังธนาคารอาคารสงเคราะห์ สาขาระยอง ต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนด และ 2) เพื่อนำเสนอแนวทางการเพิ่มยอดสินเชื่อรีไฟแนนซ์ที่อยู่อาศัยจากสถาบันการเงินอื่น ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ สาขาระยอง ง วิธีการศึกษาประกอบด้วยการสัมภาษณ์ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ในส่วนการให้บริการสินเชื่อรีไฟแนนซ์ที่อยู่อาศัยจากสถาบันการเงินอื่น ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ สาขาระยอง ผู้ที่เลือกใช้บริการสินเชื่อรีไฟแนนซ์ที่อยู่อาศัยจากสถาบันการเงินอื่น ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ สาขาระยองที่เป็นลูกค้าเก่า และที่เป็นลูกค้าปัจจุบัน (ได้รับอนุมัติในปี พ.ศ. 2568) จำนวน 27 คน โดยวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง และเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มลูกค้าที่เลือกใช้บริการสินเชื่อรีไฟแนนซ์ที่อยู่อาศัยจากสถาบันการเงินอื่น ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ สาขาระยอง จำนวน 398 คน โดยผู้วิจัยจะเก็บข้อมูลประชากรทั้งหมด การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ ผลการศึกษาพบว่า 1) สาเหตุที่ทำให้ยอดสินเชื่อรีไฟแนนซ์ที่อยู่อาศัยจากสถาบันการเงินอื่นมายังธนาคารอาคารสงเคราะห์ สาขาระยอง ต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนด ชี้ให้เห็นว่าในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ทุกด้านอยู่ในระดับมาก สามารถเรียงลำดับจากมากไปหาน้อยได้ดังนี้ ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดเป็นอันดับแรก คือ ความเชื่อมั่น รองลงมา คือ ความเป็นรูปธรรมของบริการ ความน่าเชื่อถือ ความเอาใจใส่ และอันดับสุดท้าย ด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ การตอบสนอง ตามลำดับ และจากผลการวิจัย พบว่า ความเชื่อมั่น ความน่าเชื่อถือ การให้ข้อมูลที่ชัดเจน และการบริการที่มีมนุษยสัมพันธ์ดีเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของลูกค้า โดยเฉพาะในมิติ “ความเชื่อมั่น” และ “ความน่าเชื่อถือ” ที่ลูกค้าให้คะแนนสูง 2) แนวทางการเพิ่มยอดสินเชื่อรีไฟแนนซ์ที่อยู่อาศัยจากสถาบันการเงินอื่น ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ สาขาระยอง พบว่า แนวทางที่ควรดำเนินการในลำดับแรกคือ “การปรับปรุงกระบวนการภายในและบริการหน้าสาขา” เพราะใช้งบประมาณน้อย ดำเนินการได้ทันที และส่งผลต่อความพึงพอใจของลูกค้าอย่างชัดเจน</p> ชาตรี แจ่มศรี, ธนิกาญจน์ พิพิธวณิชการ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธอาเซียนศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8792 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ศึกษาวิเคราะห์คุณลักษณะของกัลยาณมิตรในทุติยอัปปมาทสูตร https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8802 <p>งานวิจัยเรื่อง “ศึกษาวิเคราะห์คุณลักษณะของกัลยาณมิตรในทุติยอัปปมาทสูตร” มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ 1) เพื่อศึกษาโครงสร้างและสาระสำคัญของคุณลักษณะของกัลยาณมิตรในทุติยอัปปมาทสูตร 2)ศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับคุณลักษณะของกัลยาณมิตรดี,สหายดี,เพื่อนดีในทุติยอัปปมาทสูตร 3)วิเคราะห์คุณลักษณะของกัลยาณมิตรดี,สหายดี,เพื่อนดี,ตามแนวทางในทุติยอัปปมาทสูตร การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบเอกสาร ที่ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาค้นคว้าจากแหล่งข้อมูล คือพระไตรปิฏก อรรถกถา หนังสือและงานวิทยานิพนธ์ที่มีความเกี่ยวข้องกับพระสูตรนี้</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าทุติยอัปปมาทสูตรนี้ เป็นพระสูตรที่ปรากฏอยู่ใน พระไตรปิฏกเล่มที่ 15 ทุติยอัปปมาทสูตรเป็นสูตรที่ 8 ของวรรคนี้ พระสุตตันตปิฏกเล่มที่ 7 สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มีโครงสร้างประกอบด้วยบทสนทนาระหว่างพระพุทธเจ้ากับพระเจ้าปเสนทิโกศล ว่าด้วยการเลือกคบกัลยาณมิตร,พระพุทธองค์ให้ความสำคัญกับกัลยาณมิตรตรัสว่า “ความเป็นผู้มีมิตรดี,มีสหายดี,มีเพื่อนดี,เป็นพรหมจรรย์ทั้งหมดภิกษุผู้มีมิตรดี,สหายดี,เพื่อนดี,จักทำพรหมจรรย์และอริยมรรค์มีองค์ 8 ให้เต็มบริบูรณ์ และให้อาศัยธรรมคือความไม่ประมาท เมื่อมรรคมีองค์ 8 เต็มบริบูรณ์องค์ปัญญาเป็นเครื่องประหารกิเลสย่อมบังเกิดอยู่จบพรหมจรรย์ถึงความพ้นทุกข์</p> <p> ผลการวิจัยยังพบอีกว่าความหมายของมิตร มี 3 ประการ 1) ความหมายตาม ศัพท์ ได้แก่ มิตตะ หมายถึง ผู้มีความเมตตา 2) ความหมายที่คนทั่วไปเข้าใจ มี 3 คำคือ มิตรดี,สหายดี,เพื่อนดี, เกลอ,ผู้ที่ทำอะไรถูกใจตน,ผู้ที่คบกันนานก็ยังมีความรักต่อกันไม่เปลี่ยนแปลง,ผู้ที่คบกันโดยไม่เลือกชนชั้น,ชาติ,ศาสนา,เพศ,วรรณ,,เป็นต้น 3) ความหมายขยาย เป็นความหมายไม่เกี่ยวข้องตัวบุคคลแต่ขยายไปถึงการสื่อสารข้อมูล สิ่งแวดล้อม องค์ความรู้ต่าง ๆ ถ้าเลือกสื่อ หรืออยู่ในสิ่งแวดล้อมไม่ดี จะทำให้ตนเสื่อมเสียไปด้วย ถ้าเลือกสิ่งแวดล้อมที่ดี จะทำให้ชีวิตพัฒนาการไปในทางที่ดีได้ แนวคิดเกี่ยวกับคุณลักษณะกัลยาณมิตรในทุติยอัปปมาทสูตร มิตรมีความสำคัญต่อทุกคน, พระพุทธศาสนาตระหนักถึงเรื่องนี้ เพราะมนุษย์ไม่สามารถอยู่โดยโดดเดี่ยว จำเป็นจะต้องคบหาสมาคมกันเป็นมิตรภาพ เพื่อช่วยเหลือการงาน หรือปรึกษาปัญหาต่างๆร่วมกัน ถ้าเลือกคบคนดี ก็จะทำให้เรามีชีวิตที่พัฒนาไปในทางที่ดี ถ้าคบกับคนไม่ดี ก็จะทำให้ชีวิตมีแต่ความตกต่ำ เสียหาย ท่านจึงแบ่งประเภทของมิตรเป็น 2 คือ 1) มิตรแท้ เป็นมิตรที่มีความจริงใจ ควรคบหาสมาคมมีแต่ประโยชน์และเจริญรุ่งเรือง 2) มิตรเทียม เป็นมิตรที่ไม่ควรคบหาสมาคมมีแต่โทษคบแล้วตกต่ำมีแต่ความเสื่อมและวิบัติเสียหาย ในปัจจุบันนานาประเทศจะมีสถานทูตของตนเองอยู่ทั่วโลก</p> <p>จากการวิเคราะห์คุณลักษณะของกัลยาณมิตรในทุติยอัปปมาทสูตร พบว่ากัลยาณมิตรมีบทบาทในการส่งเสริมการเจริญอริยมรรคมีองค์ 8 และทำให้ พ้นจาก ชาติ,ชรา,มรณะ,โศกะ,ปริเทวะ,อุปายาสะได้ โดยมีความไม่ประมาทเป็นหลักสำคัญ และยังพบอีกว่า ช่องทางในการคบมิตรในทางพระพุทธศาสนาคือ หลักมงคลสูตร ในมงคลข้อที่ 1 คือไม่คบคนพาล และเลือกคบบัณฑิต,และหลักการคบมิตรในทิศธรรม 6 หลักการคบมิตรในสิงคาลกะสูตร และหลักธรรมที่ควรปฏิบัติเพื่อให้มีกัลยาณมิตรมากคือ สังคหะวัตถุ เป็นต้น</p> พระอธิการวรเชต ขนฺติวโร (สร้อยเพชร), พระครูสิริรัตนบัณฑิต, พระมหายงยุทธ ธีรธมฺโม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธอาเซียนศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8802 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 วิเคราะห์กระบวนการพัฒนาจิตในคณกโมคคัลลานสูตร https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8812 <p>วิทยานิพนธ์เรื่องนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาโครงสร้างและเนื้อหาสาระสำคัญในคณกโมคคัลลานสูตร 2) เพื่อศึกษากระบวนการพัฒนาจิตที่ปรากฏในคณกโมคคัลลานสูตร และ 3) เพื่อวิเคราะห์กระบวนการพัฒนาจิตในคณกโมคคัลลานสูตร การศึกษาวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) จากแหล่งข้อมูล ได้แก่ พระไตรปิฎกภาษาไทยและภาษาบาลี ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัมภีร์อรรถกถาภาษาไทย ปกรณ์วิเสส ตำราทางวิชาการ งานวิจัย และเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์กระบวนการพัฒนาจิต</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า คณกโมคคัลลานสูตร ซึ่งปรากฏในพระไตรปิฎก เล่มที่ 14 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 6 มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ (ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย) มีเนื้อหาสาระสำคัญว่าด้วยหลักการปฏิบัติที่เป็นลำดับขั้นตอนอันเป็นระบบ โดยประกอบด้วย 7 ประการ ได้แก่ (1) เป็นผู้มีศีล (2) เป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย (3) เป็นผู้รู้ประมาณในการบริโภคอาหาร (4) เป็นผู้ประกอบความเพียรเครื่องตื่นอย่างต่อเนื่อง (5) เป็นผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ (6) เป็นผู้อยู่ในเสนาสนะอันสงัดเพื่อกำจัดนิวรณ์ 5 และ (7) เป็นผู้เข้าสมาธิ ตั้งแต่ฌานที่ 1 ถึงฌานที่ 4</p> <p>กระบวนการพัฒนาจิตที่ปรากฏในคณกโมคคัลลานสูตร แสดงให้เห็นถึงแนวทางการฝึกฝนจิตที่ค่อยเป็นค่อยไป โดยเริ่มต้นจากศีล นำไปสู่สมาธิ และพัฒนาไปสู่ปัญญา อันเป็นแนวทางปฏิบัติธรรมที่มีความมั่นคง มีระบบ และสามารถประยุกต์ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ผู้ปฏิบัติตามหลักการนี้จะสามารถพัฒนาจิตใจได้อย่างต่อเนื่องตามแนวทางแห่งอริยมรรค เพื่อมุ่งสู่ความหลุดพ้นจากกิเลส</p> <p>กล่าวโดยสรุป กระบวนการพัฒนาจิตในคณกโมคคัลลานสูตร เป็นแนวทางภาวนาอย่างมีระบบ ตามหลักปฏิบัติ 7 ขั้นตอน ซึ่งสอดคล้องกับหลักอริยมรรคมีองค์ 8 ที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ชัดเจนว่า ผู้ที่ปฏิบัติตามหลักการทั้ง 7 ขั้นตอนนี้อย่างเคร่งครัด ย่อมสามารถพัฒนาจิตให้บริสุทธิ์จากกิเลส และบรรลุธรรมอันเกษมจากโยคะ คือ พระนิพพาน ได้ในที่สุด</p> ภัชญาภา ธนากฤตกษิดิศ, พระมหายุทธนา นรเชฏฺโฐ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธอาเซียนศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8812 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 พุทธนวัตกรรมการสื่อสารของพระราชวชิรธรรมวิเทศ (เศรษฐกิจ สมาหิโต) https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8874 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาการใช้พุทธนวัตกรรมการสื่อสารในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในปัจจุบัน 2) เพื่อศึกษารูปแบบการใช้พุทธนวัตกรรมการสื่อสารของพระราชวชิรธรรมวิเทศ (เศรษฐกิจ สมาหิโต) 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการใช้พุทธนวัตกรรมการสื่อสารของท่านในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา การวิจัยนี้เป็นเชิงคุณภาพ อาศัยการศึกษาทางเอกสารจากพระไตรปิฎก หนังสือ งานวิจัย เอกสารวิชาการ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้อง โดยวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและสังเคราะห์เป็นองค์ความรู้ใหม่</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) ปัญหาการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในยุคปัจจุบันอยู่ที่พฤติกรรมของผู้รับสาร โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ใช้เวลาในสื่อออนไลน์มาก สื่อธรรมะแบบเดิมมีลักษณะซับซ้อน เข้าใจยาก และขาดปฏิสัมพันธ์กับพระสงฆ์ ทำให้เข้าถึงยาก (2) พระราชวชิรธรรมวิเทศ (เศรษฐกิจ สมาหิโต) ได้พัฒนานวัตกรรมการสื่อสารผ่าน Facebook, YouTube, TikTok และเว็บไซต์ WatNakprok.com เนื้อหามีความเข้าใจง่าย สะดวกต่อการเข้าถึง และสร้างความสัมพันธ์เชิงจิตใจกับผู้ฟัง ทำให้การเผยแผ่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้รับสารในยุคดิจิทัล (3) แนวทางที่โดดเด่นคือการสื่อสารเชิงเฉพาะตัว โดยนำหลักมรรคมีองค์ 8 มาประยุกต์ใช้ ถ่ายทอดผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ผู้คนเข้าถึงในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้ผู้รับสารเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เช่น จากใจร้อนเป็นใจเย็นขึ้น รู้สึกว่าได้รับคำปรึกษาตรงกับบริบทชีวิตและสังคมการสื่อสารของพระราชวชิรธรรมวิเทศ เป็นการบูรณาการพุทธธรรมกับนวัตกรรมสื่อสารดิจิทัล ทำให้พระพุทธศาสนามีความร่วมสมัย เข้าถึงง่าย และยังคงแก่นธรรมที่มั่นคง เป็นแบบอย่างของการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในยุคปัจจุบันอย่างมีประสิทธิภาพ</p> เจนณรงค์ สำเภานนท์, พระราชวัชรธรรมวาที, บุญเลิศ โอฐสู ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธอาเซียนศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8874 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700