วารสารพุทธอาเซียนศึกษา https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj <p><strong>วารสารพุทธอาเซียนศึกษา</strong> มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะสนับสนุน ส่งเสริมให้คณาจารย์บุคลากรเจ้าหน้าที่ นิสิต และผู้สนใจ ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยได้เสนอและเผยแพร่บทความบทความวิจัย บทความวิชาการ บทวิจารณ์หนังสือ บทความปริทรรศน์ และบทความพิเศษ ที่ได้มาตรฐานสู่สาธารณชน รวมทั้งยกระดับผลงานทางวิชาการให้ได้รับการยอมรับในระดับชาติและนานาชาติ ด้วยหวังให้เป็นตลาดแห่งองค์ความรู้ที่สามารถค้นคว้า ถ่ายทอด และแลกเปลี่ยนความรู้ในด้านต่าง ๆ อย่างหลากหลาย ทั้งนี้ เปิดรับบทความเกี่ยวกับอาเซียนศึกษา ในมิติของศาสนา การศึกษา สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ การพัฒนาชุมชม การศึกษา จิตวิทยา และรวมถึงสหวิทยาการเชิงประยุกต์ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ปีละ 2 ฉบับ โดยบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่าน ทั้งนี้เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p> </p> <p><strong>ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร</strong></p> <p> 1) บทความวิจัย (Research Article) เป็นบทความที่นำเสนอการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับอาเซียนศึกษา ในมิติของพระพุทธศาสนา ปรัชญา สังคมวิทยา นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ มานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม การพัฒนาชุมชม การศึกษา จิตวิทยา และรวมถึงสหวิทยาการเชิงประยุกต์ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ </p> <p> 2) บทความวิชาการ (Academic Article) เป็นบทความวิเคราะห์ วิจารณ์หรือเสนอแนวคิดใหม่</p> <p> 3) บทความปริทรรศน์ (Review Article) และบทวิจารณ์หนังสือ (Book Review) เป็นบทความในลักษณะวิจารณ์หรืออธิบายเหตุผลสนับสนุนในประเด็นที่เห็นด้วย และ มีความเห็นแตกต่างในมุมมองวิชาการ</p> <p> 4) บทความพิเศษ (Special Article) ในวาระครบรอบหรือในโอกาสสำคัญต่าง ๆ</p> <p> </p> <p><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร</strong></p> <p> วารสารพุทธอาเซียนศึกษา มีกำหนดวงรอบการเผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ ดังนี้</p> <p> ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน </p> <p> ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม</p> <p> ทั้งนี้ เริ่มประกาศใช้ตั้งแต่เดือน มกราคม พ.ศ. 2568 เป็นต้นไป</p> <p> เลขมาตรฐานสากลประจำวารสาร (ISSN) ประเภท Online ของวารสารพุทธอาเซียนศึกษา คือ ISSN 2822-0935 (Online) เผยแพร่สืบค้น และดาวน์โหลดข้อมูลได้ที่ <a href="https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj">https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj</a></p> <p> </p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความจากผู้ทรงคุณวุฒิ</strong></p> <p> วารสารมีกระบวนการประเมินคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิก่อนตีพิมพ์ โดยบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่าน ในลักษณะปกปิดรายชื่อ (Double blind peer-reviewed) ทั้งนี้บทความจากผู้นิพนธ์ภายในหน่วยงานหรือสถาบันของวารสารฯ จะได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกหน่วยงานหรือสถาบันของวารสารฯ ส่วนบทความจากผู้นิพนธ์ภายนอกหน่วยงานหรือสถาบันของวารสารฯ จะได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายในหรือภายนอกหน่วยงานหรือสถาบันของวารสารฯ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ในสาขานั้นๆ และไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้นิพนธ์</p> th-TH Sawanathakorn14@gmail.com (PhraSawanahtakorn Thitaparakkamo (Saensuk)) aphichet.su@mcu.ac.th (Phrapalad Aphichet Subharavadi) Thu, 01 Jan 2026 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การศึกษาวิเคราะห์หลักปฏิบัติเพื่อลดละกามคุณในนิพเพธิกสูตร https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/7162 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ ๑) เพื่อศึกษาหลักการปฏิบัติเพื่อลดละกามคุณตามที่ปรากฏในพระไตรปิฎก ๒) เพื่อศึกษาสาระสำคัญของกามคุณและหลักปฏิบัติเพื่อลดละกามคุณในนิพเพธิกสูตร ๓) เพื่อการวิเคราะห์หลักปฏิบัติเพื่อลดละกามคุณในนิพเพธิกสูตร โดยการวิเคราะห์จากพระไตรปิฎก พบว่า หลักการลดละกามคุณ ได้แก่ หลักไตรสิกขา หลักปหาน 5 หลักสมถะกรรมฐาน หลักวิปัสสนา หลักสติปัฏฐาน และหลักอริยสัจ สำหรับกามคุณในนิพเพธิกสูตร คือ การยึดติดในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ มีความกำหนัดเป็นสิ่งให้หลงใคร่ มีความผูกพันไว้ ผูกมัดไว้ ร้อยรัดไว้ ดุจไส้ใหญ่ ไส้เล็กและดุจช่างดอกไม้ร้อยมาลัยไว้เป็นจำนวนมาก หลักปฏิบัติเพื่อลดละกามคุณในนิพเพธิกสูตร คือ การชำแรกกิเลสด้วยปัญญา เป็นการพิจารณารู้ชัดถึงกาม รู้ชัดถึงเหตุเกิดแห่งกาม รู้ชัดถึงความต่างกันแห่งกาม รู้ชัดถึงวิบากแห่งกาม รู้ชัดถึงความดับแห่งกาม และรู้ชัดถึงพรหมจรรย์จึงจะชำแรกกิเลสได้ และปฏิบัติตามหลักของสมถะวิปัสสนา สติปัฏฐาน หลักอริยสัจ และแนวทางแห่งอริยมรรคอย่างต่อเนื่องเป็นวงจร</p> สมเกียรติ เขียวขำ, พระสิริรัตนบัณฑิต ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธอาเซียนศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/7162 Thu, 01 Jan 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการในยุคดิจิทัลตามหลักอริยสัจ 4 ของผู้บริหารสถานศึกษาในศูนย์พัฒนาวิชาการวังโบสถ์-บ่อไทย จังหวัดเพชรบูรณ์ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/7871 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำทางวิชาการในยุคดิจิทัล ของผู้บริหารสถานศึกษา ในศูนย์พัฒนาวิชาการวังโบสถ์ - บ่อไทย จังหวัดเพชรบูรณ์ 2) เพื่อศึกษาวิธีการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการในยุคดิจิทัลตามหลักอริยสัจ 4 ของผู้บริหารสถานศึกษาในศูนย์พัฒนาวิชาการวังโบสถ์ - บ่อไทย จังหวัดเพชรบูรณ์ และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลตามหลักอริยสัจ 4 &nbsp;เสนอแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการในยุคดิจิทัลตามหลักอริยสัจ 1&nbsp; ของผู้บริหารสถานศึกษาในศูนย์พัฒนาวิชาการวังโบสถ์ - บ่อไทย จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นวิจัยแบบผสานวิธี เก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถาม ประชากรที่ใช้ในการวิจัย จำนวน 124 คน และใช้สถิติวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์เนื้อหา จากการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ 12 รูป/คน <strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong>1. สภาพภาวะผู้นำทางวิชาการในยุคดิจิทัล ของผู้บริหารสถานศึกษา ในศูนย์พัฒนาวิชาการวังโบสถ์ - บ่อไทย จังหวัดเพชรบูรณ์ ภาพรวม อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 4.38 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.36 ได้แก่ 1) มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาการเรียนรู้ในหน่วยงาน อยู่ในระดับมาก 4.50 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.54 2) เทคโนโลยีดิจิทัลสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการและดำเนินงานในบทบาทของผู้นำทางวิชาการ วิชาการ มีค่าเฉลี่ย 4.49 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.59 3) ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการสื่อสารและประสานงานในหน่วยงาน มีค่าเฉลี่ย 4.43 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.61 4) สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล มีค่าเฉลี่ย 4.43 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.57 และ 5) ให้ความสำคัญกับการพัฒนาความสามารถในการวิเคราะห์และแก้ปัญหาของตนเองในยุคดิจิทัล มีค่าเฉลี่ย 4.43 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.62 ตามลำดับ 2. การพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการในยุคดิจิทัลตามหลักอริยสัจ 4 ของผู้บริหารสถานศึกษาในศูนย์พัฒนาวิชาการวังโบสถ์ - บ่อไทย จังหวัดเพชรบูรณ์ ดังนี้ 1) ด้านการมีวิสัยทัศน์ด้านดิจิทัล 2) ด้านการสร้างเครือข่ายดิจิทัลเพื่อความร่วมมือทางวิชาการ 3) ด้านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ 4) ด้านทักษะการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ 5) ด้านการพัฒนาบุคลากร 3. เสนอแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการในยุคดิจิทัลตามหลักอริยสัจ 4&nbsp; ของผู้บริหารสถานศึกษาในศูนย์พัฒนาวิชาการวังโบสถ์ - บ่อไทย จังหวัดเพชรบูรณ์ 1) ควรจัดให้มีการพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีให้ผู้บริหาร สนับสนุนให้ศึกษาดูงานโรงเรียนต้นแบบ และสร้างแผนกลยุทธ์ด้านดิจิทัลของสถานศึกษา 2) ควรมีสร้างแพลตฟอร์มออนไลน์กลางสำหรับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เช่น ระบบ Cloud หรือ Learning Management System (LMS) และส่งเสริมให้ผู้บริหารและครูมีส่วนร่วมในเครือข่ายดิจิทัล 3) ผู้บริหารควรจัดอบรมครูเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยี เช่น AI, AR/VR, E-learning รวมถึงสนับสนุนการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Google Classroom หรือ Microsoft Teams&nbsp; 4) ผู้บริหารควรส่งเสริมให้ใช้เครื่องมือดิจิทัลเพื่อการสื่อสารภายในโรงเรียน เช่น LINE, Facebook Workplace หรือระบบ Chatbot สำหรับนักเรียน และ 5) ส่งเสริมการอบรมด้านดิจิทัล เช่น Coding, Data Analytics และการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อการสอน รวมถึงจัดให้มีที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีในโรงเรียน</p> สรสิช ขันตรีมิตร, เกษม แสงนนท์, พระศรีวัชรสารบัณฑิต ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธอาเซียนศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/7871 Thu, 01 Jan 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาคุณลักษณะของผู้บริหารตามหลักกัลยาณมิตรธรรม กลุ่มโรงเรียนเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาที่ 4 สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/7872 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับคุณลักษณะของผู้บริหารตามหลักกัลยาณมิตรธรรม กลุ่มโรงเรียนเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาที่ 4 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 2) เพื่อศึกษาวิธีการพัฒนาคุณลักษณะของผู้บริหารตามหลักกัลยาณมิตรธรรม กลุ่มโรงเรียนเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาที่ 4 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาคุณลักษณะของผู้บริหารตามหลักกัลยาณมิตรธรรม กลุ่มโรงเรียนเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาที่ 4 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 ใช้การวิจัยแบบผสมวิธี โดยเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณจากผู้บริหารและครู จำนวน 165 คน ด้วยแบบสอบถามความคิดเห็น วิเคราะห์ด้วยสถิติแบบบรรยาย คือ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และข้อมูลเชิงคุณภาพได้จากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการศึกษาระดับคุณลักษณะของผู้บริหารตามหลักกัลยาณมิตรธรรม กลุ่มโรงเรียนเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาที่ 4 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงจากค่าเฉลี่ยมากไปหาน้อย ได้แก่ 1. โน จฏฺฐาเน นิโยชเย (ไม่ชักนําไปในทางที่เสื่อมเสีย) 2. วจนกฺขโม (อดทนต่อถ้อยคำ) 3. ปิโย (น่ารัก) 4. ภาวนีโย (น่าเจริญใจ) 5. ครุ (น่าเคารพ) 6. วตฺตา (รู้จักพูดให้ได้ผล) และ 7. คมฺภีรญฺจ กถํ กตฺตา (แถลงเรื่องล้ำลึกได้) ตามลำดับ 2. วิธีการพัฒนาคุณลักษณะของผู้บริหารตามหลักกัลยาณมิตรธรรม กลุ่มโรงเรียนเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาที่ 4 ประกอบด้วย 1. โน จฏฺฐาเน นิโยชเย (ไม่ชักนําไปในทางที่เสื่อมเสีย) ผู้บริหารควรมีจริยธรรม รักษาความโปร่งใสและยุติธรรมในการบริหารองค์กรและเป็นแบบอย่างที่ดี 2. วจนกฺขโม (อดทนต่อถ้อยคำ) ผู้บริหารเปิดโอกาสให้ครูและบุคลากรแสดงความคิดเห็นและรับฟังข้อเสนอแนะอย่างตั้งใจ สามารถจัดการกับคำวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ 3. ปิโย (น่ารัก) การสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตร เข้าถึงง่าย เปิดโอกาสให้บุคลากรมีส่วนร่วมในการทำงาน 4. ภาวนีโย (น่าเจริญใจ) ผู้บริหารมีการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง เป็นต้นแบบทั้งด้านความรู้และคุณธรรม สามารถถ่ายทอดความรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 5. ครุ (น่าเคารพ) ผู้บริหารมีความโปร่งใส ให้เกียรติบุคลากร และสนับสนุนการพัฒนาตนเอง มีความเป็นผู้นำที่ยุติธรรมและรักษาวินัยในการทำงาน 6. วตฺตา (รู้จักพูดให้ได้ผล) ผู้บริหารที่มีความสามารถในการสื่อสารเสริมสร้างความสัมพันธ์ในองค์กร คำแนะนำและการตัดสินใจมีความชัดเจนและน่าเชื่อถือ 7. คมฺภีรญฺจ กถํ กตฺตา (แถลงเรื่องล้ำลึกได้) ผู้บริหารสามารถอธิบายเรื่องยากให้เข้าใจง่าย และถ่ายทอดความรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3. แนวทางการพัฒนาคุณลักษณะของผู้บริหารตามหลักกัลยาณมิตรธรรมในกลุ่มโรงเรียนเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาที่ 4 มีดังนี้ 1. โน จฏฺฐาเน นิโยชเย (ไม่ชักนําไปในทางที่เสื่อมเสีย) ผู้บริหารควรเป็นแบบอย่างที่ดี ปฏิบัติตามระเบียบวินัย ส่งเสริมความโปร่งใสและป้องกันพฤติกรรมไม่เหมาะสม 2. วจนกฺขโม (อดทนต่อถ้อยคำ) ผู้บริหารต้องเปิดใจรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง ควบคุมอารมณ์และใช้วิจารณญาณในการพิจารณา โดยมองคำวิจารณ์เป็นโอกาสในการพัฒนา และตัดสินใจอย่างรอบคอบเพื่อผลประโยชน์สูงสุด 3. ปิโย (น่ารัก) การสร้างบรรยากาศอบอุ่น ใช้อารมณ์ขันและทักทายบุคลากรอย่างจริงใจ เป็นการเสริมสร้างความไว้วางใจและความสนิทสนม 4. ภาวนีโย (น่าเจริญใจ) ผู้บริหารควรพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นต้นแบบและสนับสนุนการเรียนรู้และพัฒนาวิชาชีพให้กับบุคลากร ผ่านการสร้างเครือข่ายและวางแผนพัฒนาโรงเรียนอย่างเป็นระบบ 5. ครุ (น่าเคารพ) การบริหารโดยยึดหลักคุณธรรม ความยุติธรรม และโปร่งใส เสริมสร้างบุคลิกภาพและความมั่นใจ 6. วตฺตา (รู้จักพูดให้ได้ผล) &nbsp;ผู้บริหารต้องสื่อสารอย่างชัดเจน กระชับ และเปิดโอกาสให้บุคลากรมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ ใช้การสื่อสารเชิงบวกเพื่อสร้างแรงบันดาลใจและความร่วมมือ และ 7. คมฺภีรญฺจ กถํ กตฺตา ผู้บริหารควรอธิบายเรื่องที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่าย ใช้การสื่อสารที่หลากหลายและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของบุคลากรในการเรียนรู้และปฏิบัติงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ</p> แพรวนิภา เสนารักษ์, ลำพอง กลมกูล, พระครูโอภาสนนทกิตติ์ กลมกูล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธอาเซียนศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/7872 Thu, 01 Jan 2026 00:00:00 +0700 ศึกษาวิเคราะห์สัตตัฏฐานสูตรเพื่อการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8013 <p>การศึกษาวิจัยเรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาโครงสร้างและเนื้อหาสาระสำคัญของสัตตัฏฐานสูตร 2) ศึกษาสัตตัฏฐานสูตรเพื่อการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน 3) วิเคราะห์สัตตัฏฐานสูตรเพื่อการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า สัตตัฏฐานสูตรอยู่ในสังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ที่ว่าด้วยฐานะ 7 ประการ มีเนื้อหาสาระสำคัญที่พระองค์ทรงแสดงถึงการพิจารณาขันธ์ 5 ในฐานะ 7 ประการ และการเพ่งพินิจโดยวิธี 3 วิธี คือ เพ่งพินิจเป็นธาตุ เพ่งพินิจเป็นอายตนะ และเพ่งพินิจเป็นปฏิจจสมุปบาท ซึ่งพระองค์ทรงแสดงตามอัธยาศัยของพระองค์เอง และเป็นนิทานวจนะ</p> <p>ศึกษาสัตตัฏฐานสูตรเพื่อการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน พบว่า 1) รู้ชัดขันธ์ 5 2) ความเกิดขึ้นแห่งขันธ์ 5 3) ความดับแห่งขันธ์ 5 4) ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งขันธ์ 5 5) คุณแห่งขันธ์ 5 6) โทษแห่งขันธ์ 5 7) เครื่องสลัดออกจากขันธ์ 5 และการเพ่งพินิจโดยวิธี 3 วิธี คือ 1. เพ่งพินิจเป็นธาตุ 2. เพ่งพินิจเป็นอายตนะ 3. เพ่งพินิจเป็นปฏิจจสมุปบาท</p> <p>วิเคราะห์สัตตัฏฐานสูตรเพื่อการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน พบว่า 1) รู้ชัดขันธ์ 5 คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา 2) ความเกิดขึ้นแห่งขันธ์ 5 คือ การเชยชม เข้าไปยึดติด 3) ความดับแห่งขันธ์ 5 คือ ไม่เพลิดเพลิน ไม่เชยชม ไม่เข้าไปยึดติด 4) ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งขันธ์ 5 เป็นมัคคสัจ 5) คุณแห่งขันธ์ 5 เป็นสมุทยสัจ 6) โทษแห่งขันธ์ 5 เป็นทุกขสัจ 7) เครื่องสลัดออกจากขันธ์ 5 เป็นนิโรธ และวิเคราะห์การเพ่งพินิจธาตุ วิเคราะห์การเพ่งพินิจอายตนะ วิเคราะห์การเพ่งพินิจปฏิจจสมุปบาท ซึ่งเป็นการเจริญวิปัสสนากรรมฐานเพื่อบรรลุมรรค ผล นิพพาน</p> พระอนันต์นัทธ์ พุทธพงศ์, สุภาพรรณ เพิ่มพูน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธอาเซียนศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8013 Thu, 01 Jan 2026 00:00:00 +0700 พุทธนวัตกรรมการสื่อสารสัมมัปปธาน 4 ผ่านแอปพลิเคชันเมตาเวิร์สเพื่อการเรียนรู้ ด้วยตนเอง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดมวิทยา https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8050 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันของการเรียนรู้หลักพุทธธรรมทางศาสนา 2) เพื่อสร้างและตรวจสอบประสิทธิภาพของแอปพลิเคชันเมตาเวิร์สเรื่องสัมมัปปธาน 4 และ 3) เพื่อวิเคราะห์พุทธนวัตกรรมการสื่อสารผ่านแอปพลิเคชันเมตาเวิร์สเรื่องสัมมัปปธาน 4 เพื่อการเรียนรู้ด้วยตนเอง การวิจัยใช้แบบผสมวิธี ประกอบด้วยวิจัยเชิงคุณภาพในวัตถุประสงค์ข้อ 1 และการวิจัยเชิงปริมาณ ในวัตถุประสงค์ข้อ 2 และ 3 กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดมวิทยา จำนวน 50 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ แบบทดสอบเรื่องนิทานสัมมัปปธาน 4 และแบบวัดความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติแบบบรรยาย และการทดสอบ Paired Samples t-test </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันของการเรียนรู้หลักพุทธธรรมทางศาสนา มีการบูรณาการหลักธรรมเข้ากับจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แต่หลักสัมมัปปธาน 4 ยังไม่มีในรายละเอียดของเนื้อหาการเรียนรู้ การศึกษาวิจัยมีการพัฒนาแอปพลิเคชันเมตาเวิร์สเรื่องสัมมัปปธาน 4 เพื่อให้นักเรียนเข้าร่วมเรียนรู้ด้วยตนเอง เป็นการพัฒนาสื่อขึ้นมา ได้แก่ ฐานที่ 1 ห้องเตรียมการ, ห้องแต่งตัวนักเรียน ฐานที่ 2 ห้องการสอนสื่อการใช้ห้องกฎกติกา และฐานที่ 3 ห้องการเรียนรู้ด้วยตนเอง ประสิทธิภาพของแอปพลิเคชันฯ เท่ากับ 82.80/85.00 สรุปผลได้ว่านักเรียนที่นำแอปพลิเคชันเมตาเวิร์สเรื่องสัมมัปปธาน 4 มาใช้ มีคะแนนเฉลี่ยการเรียนรู้ด้วยตนเองหลังการใช้แอปพลิเคชันฯ มากกว่าก่อนใช้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p-value</em>&lt;0.05) และระดับความพึงพอใจที่มีต่อการใช้แอปพลิเคชันฯ โดยรวมอยู่ในระดับมาก</p> พระประสิทธิ์ เทริญใจอาน, ลำพอง กลมกูล, กนกวรรณ กรุณาฤทธิโยธิน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธอาเซียนศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8050 Thu, 01 Jan 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีผลต่อความผูกพันในงานของพนักงานธนาคารอาคารสงเคราะห์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8763 <p>การศึกษาวิจัยเรื่องปัจจัยที่มีผลต่อความผูกพันในงานของพนักงานธนาคารอาคารสงเคราะห์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาผลของคุณลักษณะงานต่อความผูกพันในงานของพนักงานธนาคารอาคารสงเคราะห์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2) ศึกษาผลของการรับรู้การสนับสนุนจากองค์กรต่อความผูกพันในงานของพนักงานธนาคารอาคารสงเคราะห์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ 3) ศึกษาผลของปัจจัยจูงใจในการทำงาน ต่อความผูกพันในงานของพนักงานธนาคารอาคารสงเคราะห์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การศึกษาวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ ผู้วิจัยได้ทำการเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูลกับพนักงานธนาคาร พนักงานสัญญาจ้าง และลูกจ้างธนาคารของธนาคารอาคารสงเคราะห์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติการแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งมีการวิเคราะห์โดยใช้สถิติการวิเคราะห์ความถดถอยพหุคูณใน การทดสอบสมมติฐาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ในภาพรวมปัจจัยที่ศึกษา ได้แก่ ปัจจัยคุณลักษณะงาน ปัจจัย การรับรู้การสนับสนุนจากองค์กร และปัจจัยจูงใจในการทำงานส่งผลต่อความผูกพันในงานของพนักงานธนาคารอาคารสงเคราะห์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในขณะที่ไม่ส่งผลต่อความผูกพันในงานของพนักงานธนาคารอาคารสงเคราะห์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ </p> ปาณิสรา ธรรมฤทธิ์, ธิดารัตน์ พงษ์วชิรินทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธอาเซียนศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8763 Thu, 01 Jan 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาแนวทางการเพิ่มยอดสินเชื่อที่อยู่อาศัย กลุ่มลูกค้าอาชีพอิสระ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ สาขาจันทบุรี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8766 <p>การศึกษาค้นคว้าอิสระครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาแนวทางการเพิ่มยอดสินเชื่อที่อยู่อาศัย กลุ่มลูกค้าอาชีพอิสระ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ สาขาจันทบุรี วิธีการศึกษาประกอบด้วยการสัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้องกับผู้อนุมัติ ประกอบด้วย ผู้จัดการสาขา หัวหน้างานสินเชื่อ พนักงานให้บริการสินเชื่อ ผู้ขอสินเชื่อที่ได้รับอนุมัติ และผู้ที่สนใจขอสินเชื่อ ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ สาขาจันทบุรี จำนวน 30 คน โดยวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงและเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากลูกค้ากลุ่มอาชีพอิสระ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ สาขาจันทบุรี จำนวน 350 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง และสุ่มตัวอย่างแบบง่าย การเก็บรวบรวมข้อมูล คือ เก็บด้วยตนเอง โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ ผลการศึกษาพบว่า แนวทางการเพิ่มยอดสินเชื่อที่อยู่อาศัย กลุ่มลูกค้าอาชีพอิสระ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ สาขาจันทบุรี ควรปรับกระบวนการให้ทันสมัย โดยใช้ระบบดิจิทัล โดยการปรับกระบวนการให้ทันสมัยผ่านระบบดิจิทัลเป็นแนวทางที่เหมาะสมที่สุดในระยะเริ่มต้น เนื่องจากสามารถลดจุดอ่อนสำคัญของธนาคาร ช่วยเพิ่มโอกาสอนุมัติสินเชื่อแก่กลุ่มอาชีพอิสระได้อย่างเป็นรูปธรรม ในขณะที่ใช้เวลาและงบประมาณในระดับที่ควบคุมได้<strong>&nbsp;</strong></p> ตะวัน สมรุตโชติกุล, รัชดา ธูปทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธอาเซียนศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8766 Thu, 01 Jan 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาแนวทางในการพัฒนากลยุทธ์การตลาดเพื่อเพิ่มยอดเงินฝากออมทรัพย์ ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ สาขาปลวกแดง จังหวัดระยอง https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8769 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์ปัญหายอดเงินฝากประเภทออมทรัพย์ ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ สาขาปลวกแดง จังหวัดระยอง ที่ต่ำกว่าเป้าหมาย 2) เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด 4Ps ที่ส่งผลต่อการเพิ่มยอดเงินฝากออมทรัพย์ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ สาขาปลวกแดง จังหวัดระยอง และ3) เพื่อนำเสนอแนวทางกลยุทธ์การตลาด 4Ps เพื่อเพิ่มยอดเงินฝากออมทรัพย์ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ สาขาปลวกแดง จังหวัดระยอง งานวิจัยแบบผสมวิธี ประกอบด้วยงานวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 17 คน โดยวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง และงานวิจัยเชิงปริมาณ โดยการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 203 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง และสุ่มตัวอย่างแบบง่าย การเก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) ปัญหายอดเงินฝากที่ต่ำเกิดจาก บุคลากร กระบวนการ ลูกค้า การตลาด เทคโนโลยี และ สิ่งแวดล้อม 2) ระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด 4Ps ที่ส่งผลต่อการเพิ่มยอดเงินฝากออมทรัพย์ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ สาขาปลวกแดง จังหวัดระยองโดยรวม อยู่ในระดับมาก 3) แนวทางในการพัฒนากลยุทธ์การตลาดเพื่อเพิ่มยอดเงินฝากออมทรัพย์ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ สาขาปลวกแดง จังหวัดระยอง คือ แนวทางปรับปรุงกระบวนการภายในและบริการหน้าสาขา แนวทางนี้มีประสิทธิผลสูงที่สุดในระยะสั้น โดยสามารถปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้าและสร้างความพึงพอใจได้ทันที ซึ่งส่งผลต่อความภักดีและความมั่นใจในการใช้บริการ เป็นทางเลือกที่คุ้มค่ามาก เนื่องจากใช้ต้นทุนต่ำแต่ได้ผลโดยตรงในการเพิ่มคุณภาพการบริการ และไม่ต้องลงทุนในระบบเทคโนโลยีที่มีต้นทุนสูง อีกทั้งแนวทางนี้มีความเป็นไปได้สูง เนื่องจากสามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่แล้วในธนาคาร ไม่ต้องการการลงทุนในระบบใหม่ และสามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที และการปรับปรุงบริการภายในและการบริการหน้าสาขาได้รับการยอมรับจากพนักงานและลูกค้าอย่างดี โดยพนักงานมีความพร้อมในการปรับปรุงและลูกค้าสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน<strong> </strong></p> กาญจน์สิตา โฆษิตวงศ์หิรัญ, รัชดา ธูปทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธอาเซียนศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8769 Thu, 01 Jan 2026 00:00:00 +0700 การหาสาเหตุและการพัฒนากลยุทธ์เพื่อเพิ่มยอดขายประกันชีวิต “แบบคุ้มนิรันดร์” ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ สาขาเซ็นทรัล ระยอง https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8777 <p>การศึกษาค้นคว้าอิสระครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการหาสาเหตุและการพัฒนากลยุทธ์เพื่อเพิ่มยอดขายประกันชีวิต “แบบคุ้มนิรันดร์” ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ สาขาเซ็นทรัล ระยอง วิธีการศึกษาประกอบด้วยการสัมภาษณ์ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ในส่วนการให้บริการประกันชีวิต “แบบคุ้มนิรันดร์” ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ สาขาเซ็นทรัล ระยอง ผู้ที่เลือกใช้บริการประกันชีวิต “แบบคุ้มนิรันดร์” ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ สาขาเซ็นทรัล ระยอง จำนวน 20 คน โดยวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง และกลุ่มตัวอย่างที่ 2 กลุ่มลูกค้าที่เลือกใช้บริการประกันชีวิต “แบบคุ้มนิรันดร์” ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ สาขาเซ็นทรัล ระยอง จำนวน 200 คน ซึ่งใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง และสุ่มตัวอย่างแบบง่าย การเก็บรวบรวมข้อมูล คือ เก็บด้วยตนเอง โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ ผลการศึกษาพบว่า กลยุทธ์เพิ่มยอดขายประกันชีวิต “แบบคุ้มนิรันดร์” ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ สาขาเซ็นทรัล ระยอง ควรใช้กลยุทธ์แนวทาง “การอบรมพนักงาน” เนื่องจากได้รับคะแนนรวมสูงที่สุด สามารถดำเนินการได้ทันที ไม่ต้องพึ่งพาทรัพยากรภายนอกมาก และมีผลต่อคุณภาพการนำเสนอผลิตภัณฑ์โดยตรง ส่วนแนวทาง “การพัฒนาสื่อ” และ “ระบบติดตามลูกค้า” แม้จะมีต้นทุนเริ่มต้น แต่สามารถส่งผลดีในระยะกลางและยั่งยืน ผู้วิจัยแนะนำให้ดำเนินการแนวทางอบรมควบคู่กับการพัฒนาสื่อประชาสัมพันธ์ ภายใน 3 เดือนแรก และเริ่มวางแผนการติดตั้งระบบติดตามลูกค้าในระยะกลาง โดยใช้การจัดลำดับนี้เป็นกรอบในการวางแผนเชิงกลยุทธ์ทั้งในเชิงทรัพยากร งบประมาณ และระยะเวลาดำเนินงาน<strong> </strong></p> ระพีพงศ์ คุ้มใหญ่โต; รัชดา ธูปทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธอาเซียนศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8777 Thu, 01 Jan 2026 00:00:00 +0700 ถ้ำหลวง : อดีต ปัจจุบัน หลังวันมหัศจรรย์แห่งมิตรภาพ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/9031 <p>บทความวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. สังเคราะห์บทเรียนถ้ำหลวงขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมแบบบูรณาการ 2. พัฒนากระบวนการพัฒนาที่ยั่งยืนของชุมชนถ้ำหลวง 3. บูรณาการเครือข่ายมิตรภาพกับการพัฒนาระบบเศรษฐกิจและสังคมของชุมชนถ้ำหลวง โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญได้แก่ พระสงฆ์ นักวิชาการด้านพัฒนาชุมชน เจ้าหน้าที่วนอุทยานถ้ำหลวง กลุ่มองค์กร ผู้ประกอบการในชุมชน และประชาชน จำนวน 30 รูป/คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ข้อมูลโดยการพรรณนาความ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. บทเรียนถ้ำหลวงขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมแบบบูรณาการ การเคลื่อนไหวทางสังคมของกลุ่มชนทั้งชุมชนในท้องถิ่น เกิดการเคลื่อนไหวทางสังคมทั้งในพื้นที่และต่างพื้นที่ มีการบูรณาการหลายภาคส่วน ติดต่อประสานงานอย่างเป็นระบบนำไปสู่การแสดงบทบาทพัฒนาชุมชน มีทุนทางสังคมช่วยพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน พัฒนาวนวนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอนสู่ความยั่งยืน 2. การพัฒนากระบวนการพัฒนาที่ยั่งยืนของชุมชนถ้ำหลวง จากฐานเดิมต้นทุนเดิมของชุมชน มีการเตรียมการสำหรับวางแผนพัฒนาชุมชน จัดกิจกรรมร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ส่งต่อกิจกรรมการพัฒนาชุมชนตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน รูปแบบวิธีการพัฒนาคำนึงถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจสอดคล้องกับวิถีชุมชน 3. การบูรณาการเครือข่ายมิตรภาพกับการพัฒนาระบบเศรษฐกิจและสังคมของชุมชนถ้ำหลวง รูปแบบเครือข่ายการพัฒนาชุมชน เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในชุมชนวนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน และพื้นที่บริเวณใกล้เคียง ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าดอยนางนอน มีกิจกรรมร่วมกันในรูปแบบเครือข่ายความร่วมมือความสัมพันธ์เครือข่ายการพัฒนาชุมชน มี 3 ลักษณะ คือ เครือข่ายการแลกเปลี่ยน เครือข่ายการติดต่อสื่อสาร และเครือข่ายความสัมพันธ์ในการอยู่ร่วมกัน</p> พระมหาธีรวัฒน์ เสสปุญฺโญ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธอาเซียนศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/9031 Thu, 01 Jan 2026 00:00:00 +0700 The Use of Communicative Activities to Develop English Speaking Ability by the Second Year B.A. Students in the Faculty of Humanities at Mahachulalongkornrajavidyalaya University https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/7784 <p>The objective(s) of this research was 1) to study the effectiveness of communicative activities of the second-year B.A.. students’ English speaking ability in the Faculty of Humanities, MCU, 2) to develop the student’s communicative activities used in the classroom in the Faculty of Humanities, MCU, 3) to evaluate the student’s communicative activities to develop English speaking ability by the second-year B.A., students’ English speaking ability at the Faculty of Humanities in MCU. This research design is a mixed method, namely a qualitative and quantitative study. The research tools are questionnaires and open-ended interviews. For the population, there are 72 persons from second-year B.A., students within the Faculty of Humanities at Mahachulalongkornrajavidyalaya University, selected by convenience sampling. The questionnaire for students’ perceptions and attitudes toward communicative activities was administered after the experiment. The SPSS analysis showed that students have mixed feelings about students’ speaking communicative activities. This study revealed a significant statistical difference between the student’s English speaking scores before and after learning through communicative activities. The findings also showed that learners had positive perceptions and attitudes towards the use of communicative activities. Students’ English speaking ability significantly improved at the 0.05 level after participating in communicative activities. The post-test scores (M=21.51) were higher than the pre-test scores (M=10.59). These results indicate the effectiveness of communicative activities on enhancing students’ English speaking ability. They had highly positive perceptions of communicative activities in the classroom (M=4.34). The suggestion was that researchers could compare the effectiveness of communicative activities in learning English speaking ability with other approaches such as task-based learning.</p> YAE WA TA TA, Phramaha Somchai Kittipanyo, Veerakarn Kanokkamalade ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธอาเซียนศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/7784 Thu, 01 Jan 2026 00:00:00 +0700 The Problems of English Reading Skills of First-Year Students at Sitagu Buddhist Academy Thanlyin in Yangon, Myanmar https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/7813 <p>This thesis entitled “The Problems of English Reading Skills of First-Year Students at Sitagu Buddhist Academy Thanlyin in Yangon of Myanmar”. The objectives of this study are: (1) to study the English reading skills of first-year students at Sitagu Buddhist Academy Thanlyin in Yangon, Myanmar, (2) to analyze the problems of English reading skills of the first-year students at Sitagu Buddhist Academy Thanlyin in Yangon of Myanmar. The study was a mixed method both quantitative and qualitative. Questionnaires were used for collecting quantitative data from 55 students at Sitagu Buddhist Academy Thanlyin in Yangon, Myanmar and the key information from the in-depth interview was used for collecting qualitative data from four lecturers. In this research, statistics including Frequency, Percentage, Mean and Standard Deviation (S.D) were used for quantitative data and a content analysis is used for analyzing qualitative data. In this study, the researcher chose 55 first-year students as a sample in the academic year of 2023 to 2024. In the general background, the 54 respondents of this study were male and only one respondent was female. The 24 respondents of this research were 21 to 30 years old or 43.6% and the 31 respondents of this research were 31 up years old or 56.4%. According to the respondents of this research questionnaires, the result had shown that the participated students encountered with problems in Reading English. In objective one, the resultant average of students’ English reading skill was =2.402 and SD=0.854 and in the result of objective two, the resultant average of students’ English reading skill was 2.428 and SD= 1.114. </p> <p>By learning these two resultant averages, the first-year students’ English reading skill were at very low level. In the result of in-depth interview, the lecturers gave some suggestions to solve the problems encountered by their students. The problems to solve were to study grammar, vocabulary, to have self-confidence or motivation, to make self-study more and practices. The researcher also suggested that the students basically should study basic grammar, vocabulary, self-study and practices, and to have self-confident and motivation. And also, they should set specific goals to improve their skill.</p> Canda siri, Narongchai Pintrymool, Phramaha Somchai Kittipanyo ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธอาเซียนศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/7813 Thu, 01 Jan 2026 00:00:00 +0700 An Effective Approach to Teaching English Skills by English teachers at Government High Schools in War Ba Lauk Thauk Village, Yangon, Myanmar https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/7814 <p>Evaluating the effectiveness of English teaching skills among English teachers is essential for enhancing English language instruction and improving learning outcomes among high school students. This study examined the effectiveness of teaching practices used by English teachers at government high schools in War Ba Lauk Thauk Village, Yangon, with the aim of understanding their perceptions, classroom strategies, and areas needing improvement. The objectives included assessing current teaching skills, identifying appropriate teaching models and techniques, and evaluating their impact on student learning.</p> <p>A mixed-methods approach was employed, combining documentary analysis and qualitative methods. Interviews were conducted with 10 English teachers randomly selected from a total of 45 at the high school in War Ba Lauk Thauk Village to capture diverse perspectives.</p> <p>Data analysis indicated moderately high effectiveness across various aspects of English teaching, with average ratings between 4.3 and 4.7. English teachers demonstrated a willingness to adopt innovative teaching models, integrate technology, and implement modern teaching techniques to better support their students.</p> <p>The assessment of teaching effectiveness showed consistently high ratings, ranging from 4.0 to 4.8, in areas such as the use of assessment tools, delivery of constructive feedback, and promotion of student engagement. Classroom observations provided additional insights into teaching practices, student behavior, and classroom dynamics, all of which are critical for improving the learning experiences of high school students.</p> <p>Survey results revealed that 80% of the English teachers reported strong confidence in their teaching abilities, and 100% actively participated in classroom instruction and professional responsibilities. While many strengths were noted, areas such as the use of varied assessment methods (60%) and access to teaching resources were identified as opportunities for further development.</p> <p>Overall, the findings confirmed that English teachers showed strong commitment to improving their teaching effectiveness and supporting high school students’ language learning. Through effective use of assessment, responsive feedback, and learner-centered strategies, English teachers aimed to create engaging and meaningful English learning experiences within the context of Myanmar’s high school education system.</p> obha sa, Veerakarn Kanokkamalade, Methaphan Phothitheerarot ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธอาเซียนศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/7814 Thu, 01 Jan 2026 00:00:00 +0700 An Effective Way Of English Writing Skills of Third-Year Myanmar Students at Faculty of Humanities in Mahachlalongkornrajavidayalaya University https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/7817 <p>The purpose of this study was to undertake the topic “An Effective Way Of English Writing Skills of Third-Year Myanmar Students at the Faculty of Humanities in Mahachulalorngkornrajavidyalaya university”. This study consists of two objectives, namely; 1) To study the problems in the English writing skills of Third-year Myanmar students in Faculty of Humanities at Mahachulalongkornrajavidyalaya University. 2) To analyze the problems in the English writing skills of 3rd year Myanmar students in Faculty of Humanities at Mahachulalongkornrajavidyalaya University. There were about 70 students who are studying Bachelor of Arts in this Faculty, and the researcher has randomly chosen 40 third-year Myanmar students regarding this research in the academic year 2023-2024.</p> <p>The results of the study were as follows:</p> <p>1) This study followed both quantitative and qualitative research methodology employing the questionnaires, interview and suggestion, comments developed by students and lectures composing to address the level of the English writing skills for them. All data from 40 students was analyzed by SPSS software version by using frequency, percentage, mean and standard deviation, something like that. Therefore, Regarding the analysis, the results of the solution to the problems have many ways to improve the majority of students were facing problems in the English writing skills because of their weaknesses in understanding all types of English writing skills, and grammar, vocabularies, sentence structure, pronunciations, sub-verb agreement, and lack of transitional words and also mistaking spelling. But in this research study, the researcher was mainly the purpose of the improving of the English writing skills on the English writing skills of 3rd year Myanmar students in Faculty of Humanities at Mahachulalongkornrajavidyalaya University, MCU.</p> <p>2) In this research study, the result finding was found that after analyzing all questionnaires, all respondents are Buddhist Monks, Buddhist Nuns and Buddhist lay women and also the most of them are 20-30 years of age. All lectures interviewed are also male from only Faculty of Humanities in this research. The study found that the 3rd year Myanmar students had very high level of the English writing skills for this research. The study concludes with suggestion for practice and future research.</p> nandaw bartaha, Veerakarn Kanokkamalade, Phramaha Somchai Kittipanyo ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธอาเซียนศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/7817 Thu, 01 Jan 2026 00:00:00 +0700 A STUDY OF ENGLISH SPEAKING SKILLS OF BACHELOR’S DEGREE MYANMAR STUDENTS AT THE FACULTY OF BUDDHISM, MAHACHULALONGKORNRAJAVIDYALAYA UNIVERSITY https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/7879 <p>This research aimed to investigate and enhance the English speaking skills of bachelor’s degree Myanmar students at the Faculty of Buddhism, Mahachulalong-kornrajavidyalaya University. Here are the Two main objectives 1) To study the English-speaking skills of Bachelor’s Degree Myanmar students at the Faculty of Buddhism in Mahachulalong-kornrajavidyalaya University and 2) To develop the English-speaking skills of Bachelor’s Degree Myanmar students at the Faculty of Buddhism in Mahachulalongkornrajavidyalaya University. In this research use a mixed-methods approach, the study included in-depth interviews with 10 key informants 3 lecturers and 7 students along with a questionnaire administered to 133 students. Students excelled in seeking speaking partners and using online media, while listening to teachers and media significantly aided their learning. Age and social status impacted proficiency, but gender, ethnicity, and prior learning experiences did not show significant differences. The study underscored the importance of mastering English for personal and professional development, facilitating effective global communication and cultural engagement. It is recommended that instructors leverage technology to create personalized learning experiences, incorporating immersive activities like role-playing and virtual debates to foster fluency and confidence in practical communication.</p> EAIK HTI PARLA EAIK HTI PARLA, Phramaha Somchai Kittipanyo, Methaphan Phothitheerarot ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธอาเซียนศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/7879 Thu, 01 Jan 2026 00:00:00 +0700 A Study of English Writing Problems of Students at Aung Nan Taw Buddhism Academy in Yangon of Myanmar https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8779 <p>The objectives of this research were 1) to study the English writing problems of students at Aung Nan Taw Buddhism Academy in Yangon of Myanmar. 2) to find out the solutions of English writing problems of students at Aung Nan Taw Buddhism Academy in Yangon of Myanmar. The number of respondents consisted of 50 students. The instrument used in this research is both qualitative and quantitative method. The tools used for collecting data were questionnaires, in-depth interviews, and participant observation with students and then the information was analyzed by using frequency and percentage.</p> <p>This study explores the writing confidence and challenges faced by English language learners at a religious and secular learning institution. Demographic data revealed that most participants were male (88.0%) and aged 20–25, with a mix of laypeople (52.0%), monks (40.0%), and novices (8.0%). The findings indicate varied levels of writing confidence, with only 20.0% strongly confident in their writing skills and 48.0% engaging in writing outside the classroom. Students faced difficulties in grammar (40.0%), vocabulary (30.0%), sentence structure (40.0%), and spelling (52.0%). Organizational skills such as idea development, paragraph structure, and the use of linking words also posted significant challenges.</p> <p>Furthermore, understanding writing types and formats, and using appropriate formal or informal language, revealed mixed responses. Only 46.0% received useful feedback regularly. Interviews with teachers highlighted core issues such as grammar weaknesses, limited vocabulary, and low confidence. Teachers addressed these through integrated instruction, peer collaboration, and formative assessments. The study underscores the need for comprehensive support to enhance students’ writing abilities through a balanced approach to language instruction and feedback.</p> ฺฺฺฺิิฺฺฺฺฺฺฺฺิิิิิBrahamavamsa Brahamavamsa, Veerakarn Kanokkamalade ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธอาเซียนศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8779 Thu, 01 Jan 2026 00:00:00 +0700 A Study of English-Speaking Skills of Third Year Bachelor’s Degree Students in the Faculty of Geology at Dawei University in Launglone Quarter of Myanmar https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8793 <p>This study aimed to investigate the problems and solutions related to English-speaking skills of third-year bachelor’s degree students in the Faculty of Geology at Dawei University, Launglon Quarter, Myanmar. The research adopted a quantitative approach, with a sample of 80 students determined according to Krejcie and Morgan’s sample size table. Data were collected through a structured questionnaire consisting of three parts: (1) personal information of the respondents, (2) problems and possible solutions regarding English-speaking skills, and (3) comments and suggestions. The questionnaire was validated by five experts and distributed directly to the participants.</p> <p>Data were analyzed using SPSS, employing descriptive statistics such as frequency, percentage, mean, and standard deviation, as well as inferential statistics including the t-test and one-way ANOVA.</p> <p>The findings revealed that students experienced problems in English-speaking skills at a high level (X̄ = 3.87, S.D. = 0.74). Key challenges included limited vocabulary, lack of confidence, and insufficient opportunities to practice speaking. The proposed solutions were also rated at a high level (X̄ = 4.12, S.D. = 0.68), with the most effective strategies being interactive classroom activities, teacher support, and increased use of multimedia resources.</p> <p>Overall, the results indicate that while students face significant challenges in developing their English-speaking skills, practical interventions such as communicative teaching approaches and greater exposure to English can substantially improve their performance. This study provides valuable insights for educators and policymakers seeking to enhance English language education at the tertiary level in Myanmar.</p> PYINNAR ZAW TA, Veerakarn Kanokkamalade, Narongchai Pintrymool ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธอาเซียนศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8793 Thu, 01 Jan 2026 00:00:00 +0700 The Development of English Grammar Writing Skills of Bachelor's Degree Students at The Faculty of Buddhism in Mahachulalongkornrajavidyalaya University https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/7816 <p>The objectives of this research were 1) to study English grammar writing skills of B.A. students at the Faculty of Buddhism in Mahachulalorngkornrajavidyalaya University; 2) to develop English grammar writing skills of B.A. students at the Faculty of Buddhism in Mahachulalorngkornrajavidyalaya University; and 3) to study the satisfaction of English grammar writing skills of B.A. Students at the Faculty of Buddhism in Mahachulalorngkornrajavidyalaya University. The research used both quantitative and qualitative methods. The study collected data from 62 second-year Bachelor's Degree students who were studying at the Faculty of Buddhism in MCU However, the sampling participants were 53 students willing to answer the research questions through questionnaires, and conducted open in-depth interviews with five teachers to gather their opinions and suggestions.</p> <p>The findings indicated that the issues affecting students' development English grammar writing skills in twelve English tenses there are: Present perfect tense, Present perfect continuous tense, Past perfect tense, Past perfect continuous tense, Future perfect tense, Future perfect continuous tense many students make misstate, confused with these tenses in addition, Present perfect tense, Past simple tense are difficult for student to understand and how to use it correctly.</p> <p>The suggestion to further the study recommends was the importance of investigating to the Bachelor's Degree students at the Faculty of Buddhism in MCU. is to develop and satisfy English grammar writing skills in English twelve tenses. Students should try to understand are different kinds of expressing tense, definition, usage, and structure/formula of singular and plural verbs, should practice and write them more and more until it fluent and skillful.</p> ingda sara, Veerakarn Kanokkamalade ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธอาเซียนศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/7816 Thu, 01 Jan 2026 00:00:00 +0700 บทความ การมีส่วนเกี่ยวข้องกับชุมชนเพื่อพัฒนาอย่างยั่งยืนแนวพุทธในอาเซียน https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/7494 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความสำคัญของการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน 2)เพื่อมั่งคั่งมั่นคงอย่างยั่งยืนในอาเซียน ซึ่งในแต่ละชุมชนมีอัตลักษณ์ที่โดดเด่นและแตกต่างทางเศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคมและวัฒนธรรม 3) เพื่อให้ทราบและเข้าใจความเกิดขึ้นของสภาพปัญหาชุมชนจากวิกฤตการณ์อันเนื่องมาจากสาเหตุแห่งวิถีชีวิตความเป็นอยู่ทางสังคมที่ไม่เหมือนกัน เป็นการศึกษาปัญหา และค้นหาวิธีการแนวทางที่จะนำไปสู่การแก้ไขปรับปรุงพัฒนาชุมชนแต่ละชุมชนให้เป็นแหล่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความเหมือนและความแตกต่างซึ่งกันและกันในทางที่สร้างสรรค์และดีงามเป็นชุมชนท้องถิ่นอาศัยที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติซึ่งเป็นปัจจัยที่จะนำไปสู่การผลิตอาหารที่สำคัญต่อชีวิต อันจะทำให้เกิดความสงบสุขตามหลักคุณธรรมจริยธรรมแบบสากลนิยม เพื่อให้ชุมชนมีส่วนร่วมร่วมมือและรับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาร่วมกันตามกฎหมายและสิทธิอันชอบธรรม โดยเกิดจากจิตสำนึกเอาใจใส่ร่วมกันในการวางแผนและลงมือทำให้ประโยชน์ต่อชุมชน</p> Waradecha Aggatejo ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธอาเซียนศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/7494 Thu, 01 Jan 2026 00:00:00 +0700 DIGITAL-ERA ALMSGIVING, SUFFICIENCY ECONOMY, AND BUDDHISM: A CONTEMPORARY PERSPECTIVE https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/7530 <p>This article offers a critical analysis of the evolving practice of almsgiving (dāna) in the digital age through the interpretive lens of core Buddhist teachings and the philosophical framework of the Sufficiency Economy. As digital technologies facilitate online merit-making, virtual religious rituals, and widespread dissemination of Dhamma, new forms of engagement emerge alongside ethical tensions. These include the commodification of giving, the transformation of dāna into transactional behavior, and the dilution of spiritual intentionality. Drawing upon the Buddhist understanding of cetanā (intention) as articulated in the Anguttara Nikāya (8:36), the study argues that the spiritual value of giving hinges not on the material aspect but on the mindful, compassionate motivation behind the act.</p> <p>To further contextualize these challenges, the article integrates the Sufficiency Economy Philosophy, as developed by Payutto (1994), which emphasizes moderation, ethical resilience, and mindful consumption. This integrated perspective leads to the proposal of a concept termed “mindful digital dāna,” which balances digital participation with Buddhist ethical principles. Rather than rejecting digitalization, the article contends that digital religious practices can foster sustainable happiness and spiritual continuity if guided by the principles of right intention (sammā saṅkappa), generosity (dāna pāramī), and ethical awareness.</p> <p>By offering this theoretical contribution, the article aims to reframe the discourse on Buddhist practice in contemporary society and demonstrate how ancient wisdom can be meaningfully adapted to the digital era without losing its ethical core. It ultimately advocates for a spiritually conscious mode of digital participation that nurtures ethical digital communities and sustains the transformative essence of Buddhist giving.</p> Phramaha Rachan Moolla Cittapalo, Thanayod Lopattananont , Chada Triamvithaya ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธอาเซียนศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/7530 Thu, 01 Jan 2026 00:00:00 +0700 The พุทธนวัตกรรมการสื่อสารภาษาบาลีด้วยภาษาในศตวรรษที่ 21 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/7656 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาวิธีแปลความหมายของคำศัพท์ภาษาบาลี 2) เพื่อนำเสนอพุทธนวัตกรรมการสื่อสารภาษาบาลีด้วยภาษาในศตวรรษที่ 21 การวิจัยครั้งนี้เป็นงานวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) เก็บรวบรวมข้อมูลจากพระไตรปิฎก คัมภีร์บาลีไวยากรณ์ เอกสารวิชาการที่เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา และนำเสนอผลการวิจัยด้วยวิธีพรรณนาวิเคราะห์</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า</p> <p> 1) วิธีแปลความหมายของภาษาบาลีตามพระไตรปิฏกคือการใช้หลักนิรุตติ 5 ประการคือ 1) การเพิ่มอักษร 2) การสลับตำแหน่งอักษร 3) การแปลงอักษร 4) การลบอักษร และ5) การเพิ่มความหมายของธาตุ โดยมีหลักการสำคัญคือการรู้ความหมายด้วยอักษรประกอบกับการแปลงอักษรเพื่อหาความหมายของคำศัพท์ภาษาบาลี</p> <p class="p1"> 2) พุทธนวัตกรรมการสื่อสารภาษาบาลีด้วยภาษาในศตวรรษที่ 21 เป็นการนำหลักนิรุตติ หลักการรู้ความหมายด้วยอักษร และหลักการแปลงอักษรมาใช้เทียบเคียงเสียงภาษาบาลีที่เขียนด้วยอักษรไทยมาทำการปริวรรตเป็นอักษรละติน โดยเทียบเคียงกับเสียงในตระกูลภาษาอินโต-อารยัน ทำการปรับเสียงของอักษรให้ตรงกับภาษาอังกฤษ ทำให้เห็นรูปศัพท์ที่เหมือนกันทั้งภาษาบาลีและภาษาอังกฤษ แปลความหมายโดยใช้การแปลแบบเน้นการสื่อสาร ทำให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพและบรรลุวัตถุประสงค์ของการสื่อสารกล่าวคือเกิดความรู้ความเข้าใจความหมายของคำศัพท์ภาษาบาลีด้วยภาษาสากล</p> ราชัน เกศาวงศ์, บุญเลิศ โอฐสู, กนกวรรณ กรุณาฤทธิโยธิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธอาเซียนศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/7656 Thu, 01 Jan 2026 00:00:00 +0700 การบูรณาการเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาพุทธนวัตกรรมการสื่อสารอย่างยั่งยืน https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/7663 <p class="5175" style="margin-top: 0in; text-indent: .75in;"><span lang="TH">บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวคิด มุมมอง และทัศนะในการบูรณาการเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาพุทธนวัตกรรมการสื่อสารอย่างยั่งยืน โดยขอบเขตของเนื้อหาได้ศึกษาทิศทางการพัฒนาการสื่อสารพุทธธรรม มุ่งเน้นให้เห็นถึงความสำคัญของพุทธนวัตกรรมการสื่อสาร จากการศึกษารูปแบบการพัฒนาพุทธนวัตกรรมการสื่อสารตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน การพัฒนาการเรียนรู้พุทธนวัตกรรมการสื่อสาร ก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ในส่วนการปรับตัวขององค์กรพุทธนวัตกรรมการสื่อสารในปัจจุบัน เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมในการพัฒนาด้านต่าง ๆ และจากการวิเคราะห์แนวโน้มและทิศทางการพัฒนาพุทธนวัตกรรมการสื่อสารในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทในการดำเนินชีวิตประจำวันของคนในสังคม ผนวกกับการบูรณาการพระพุทธศาสนากับศาสตร์สมัยใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำศาสตร์และเทคโนโลยีด้านการสื่อสารมาประยุกต์ใช้ในการสื่อสารพุทธธรรม ก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ในส่วนของกระบวนการพัฒนาพุทธนวัตกรรมการสื่อสาร ซึ่งนับเป็นโอกาสที่ดีที่จะทำให้หลักธรรมคำสอนเข้าถึงกลุ่มคนทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นช่องทางการสื่อสารแบบดั้งเดิมหรือใช้สื่อใหม่ ถ่ายทอดเนื้อหาพุทธธรรมรูปแบบใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้คนในสังคมเป็นวงกว้างมากขึ้น</span></p> นัยน์ชนก หอมโกศล, บุญเลิศ โอฐสู, กนกวรรณ กรุณาฤทธิโยธิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธอาเซียนศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/7663 Thu, 01 Jan 2026 00:00:00 +0700 บริบทของวัดไทยในสังคมไทย https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/7547 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะเสนอมุมมองบริบทวัดในประเทศไทย ซึ่งเนื้อหาประกอบด้วย การเข้ามาของศาสนาพุทธและการสร้างวัดในประเทศไทย การจำแนกประเภทวัด การจัดการศาสนสมบัติ สถานะทางกฎหมายของวัด และการบริหารงานคณะสงฆ์ ซึ่งจากการรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิ และวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง พบว่า วัดเป็นสถานที่จัดกิจกรรมทางศาสนา สร้างขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์ทางศาสนา เป็นศูนย์กลางของชุมชน การสร้างวัดนั้นผู้ใดมีจิตศรัทธามีที่ดินเป็นสมบัติของตนปรารถนาจะสร้างวัดก็สามารถยกที่ดินสร้างเป็นวัดได้ แล้วนิมนต์พระสงฆ์ไปจำวัตรจนครบจำนวน จากนั้นจึงผูกพัทธสีมาแล้วของพระราชทางวิสุงคามสีมา และสามารถจำแนกวัดได้ 3 ประเภท คือ พระอารามหลวง วัดราษฎร์ และวัดร้าง และการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจัดทำงบประมาณประจำปีของศาสนสมบัติกลางด้วยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม</p> <p>การสร้างวัดนั้นรัฐมีอำนาจดุลพินิจในการพิจารณาให้สร้าง เริ่มตั้งแต่นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และนายกรัฐมนตรี และองค์กรฝ่ายคณะสงฆ์ได้แก่ เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัด มหาเถรสมาคม เมื่อได้รับอนุญาตให้สร้างวัดก็ดำเนินการสร้างเสนาสนะตามแบบที่ได้รับอนุญาต เมื่อสร้างขึ้นเป็นหลักฐานพร้อมที่จะเป็นที่พำนักของพระภิกษุสงฆ์ได้แล้วก็เสนอรายงานการก่อสร้าง และนามวัดเพื่อตั้งเป็นวัดต่อนายอำเภอ การพิจารณาก็คงยึดถือหลักเกณฑ์และวิธีการเช่นเดียวกับการสร้างวัดนั้นก็คือรัฐยังคงมีอำนาจดุลพินิจในการที่จะอนุญาตหรือไม่เช่นเดียวกัน</p> <p>ดังนั้น เมื่อสร้างวัดเสร็จการบริหารวัดเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมในยุคปัจจุบัน การบริหารวัดอย่างเป็นระบบระเบียบ จะส่งผลให้วัดร่มรื่นน่าอยู่ น่าเข้าไปประกอบกิจกรรมทางศาสนา รวมทั้งเป็นแบบอย่างแก่ประชาชนที่เข้าไปสัมผัสพบเห็น การบริหารวัดทำให้การดำเนินงายภายในวัดเป็นระบบมากขึ้น ทำให้สะดวกในการประสานงาน ทำให้เกิดประสิทธิภาพและเกิดความประหยัดในการดำเนินงาน สามารถติดตามตรวจสอบการดำเนินงานได้จาก พระภิกษุ สามเณร และฆราวาสที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ ของแต่ละหน้าที่ อาทิ ด้านการปกครอง ด้านการเผยแผ่ศาสนธรรม ด้านการศาสนศึกษา ด้านการศึกษาสงเคราะห์ ด้านการสาธารณูปการ และด้านสาธารณสงเคราะห์</p> ศิลาวัฒน์ ชัยวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธอาเซียนศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/7547 Thu, 01 Jan 2026 00:00:00 +0700 การประยุกต์ใช้ AI ในการควบคุมทางศุลกากร: การวิเคราะห์ทางกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเชิงเปรียบเทียบ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/7755 <p>บทความฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประเด็นทางกฎหมายและจริยธรรมที่เกี่ยวข้องกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ในกระบวนการควบคุมทางศุลกากรของภาครัฐ โดยมุ่งเน้นการวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบกับกฎหมายและนโยบายของประเทศที่มีแนวปฏิบัติชัดเจน เพื่อสังเคราะห์แนวทางที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย ในบริบทของสังคมดิจิทัล AI ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบบริหารความเสี่ยง การคัดกรองสินค้า และการตรวจสอบข้อมูลอย่างแม่นยำและอัตโนมัติ อย่างไรก็ตาม การนำ AI มาใช้ในภาครัฐ โดยเฉพาะในงานศุลกากร ยังคงเผชิญกับข้อท้าทายด้านกฎหมายและจริยธรรม อาทิ ความโปร่งใสของอัลกอริทึม ความสามารถในการอธิบายผลลัพธ์ ความชอบด้วยกฎหมายของพยานหลักฐานจากระบบอัตโนมัติ และการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน</p> <p> การศึกษานี้เปรียบเทียบกรอบกฎหมายและแนวนโยบายของประเทศต่าง ๆ ได้แก่ สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน สิงคโปร์ และไต้หวัน โดยพบว่าประเทศเหล่านี้ให้ความสำคัญกับหลักความโปร่งใส ความสามารถในการตรวจสอบ ความรับผิดชอบของหน่วยงานรัฐ และสิทธิในการได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม ในขณะที่ประเทศไทยยังไม่มีกรอบกฎหมายเฉพาะที่รองรับการใช้ AI ในบริบทศุลกากรอย่างชัดเจน</p> <p> จากผลการศึกษา บทความได้นำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อเป็นแนวทางในการจัดทำกฎหมายและกลไกควบคุมการใช้ AI ในศุลกากรไทย โดยครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ การประเมินผลกระทบของ AI การกำกับดูแลอัลกอริทึม การจัดตั้งกลไกรับเรื่องร้องเรียน และการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ บทความจึงมีส่วนช่วยเติมเต็มองค์ความรู้ด้านกฎหมายกับเทคโนโลยี (Law and Technology) และเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้ AI ในภาครัฐไทยอย่างมีจริยธรรม โปร่งใส และเป็นธรรม</p> จิราภรณ์ ทวีธนวาณิชย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธอาเซียนศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/7755 Thu, 01 Jan 2026 00:00:00 +0700 “เข้าใจขุนช้างขุนแผน เพื่อเข้าใจสังคม” ประเด็นภาพสะท้อนเรื่อง “การจัดการศึกษา” จากเรื่องชุนช้างขุนแผน https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8129 <p>บทความวิชาการ เรื่อง เข้าใจขุนช้างขุนแผน เพื่อเข้าใจสังคม ประเด็นภาพสะท้อนเรื่อง การจัดการศึกษาจากเรื่องชุนช้างขุนแผน การศึกษาวรรณกรรมเรื่องขุนช้างขุนแผน โดยมีวัตถุประสงค์ ๑) เพื่อศึกษาลักษณะเรื่องราวของวรรณกรรมเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ๒) เพื่อศึกษาการจัดการศึกษาบทละคร ในยุคสมัยที่แต่งวรรณกรรม เรื่องขุนช้างขุนแผน นอกจากนี้ยังศึกษาภายใต้ขอบเขตของวรรณกรรม ที่แต่งขึ้นในช่วงเวลาที่อิทธิพลทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีจากตะวันตกยังไม่แพร่กระจายเข้าสู่สังคมไทย ผลการศึกษาพบว่า ๑) เรื่องขุนช้างขุนแผน มีพัฒนาการต่อเนื่องยาวนานกว่า 400 ปี โดยปรับเปลี่ยนจากเรื่องจริงเป็นนิทาน จากนิทานเป็นเสภาจากวรรณกรรมมุขปาฐะเป็นวรรณกรรมลายลักษณ์ และจากวรรณกรรมชาวบ้าน เป็นวรรณกรรมราชสำนัก บทเสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ได้รับยกย่องจากวรรณคดีสโมสรว่าเป็นยอดกลอนเสภาที่ดีเลิศ ๒) การจัดการศึกษาของบทเสภาเรื่องขุน ช้างขุนแผน เป็นเรื่องราวที่แต่งขึ้นตามเค้าโครงเรื่องจริงที่เกิดในสมัยอยุธยา ตั้งแต่ช่วงปลายรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ต่อเนื่องไปจนถึงสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ซึ่งมีหลักฐานปรากฏส่วนในการแต่งวรรณคดีเรื่องนี้จะเริ่มแต่งเมื่อใดนั้น สันนิษฐานว่าน่าจะเริ่มแต่งในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และได้จัดทำเป็นหนังสือ ตำราเรียนต่าง ๆ มากมายหลายที่ เพื่อการจัดการศึกษามาจนถึงปัจจุบัน</p> <p> ดังนั้น การศึกษาวรรณกรรมเรื่องขุนช้างขุนแผน จะทำให้ผู้ศึกษาทราบถึงระบบการจัดการศึกษา ที่ปรากฏอยู่ในสมัยที่แต่งวรรณกรรมเรื่องนี้ขึ้นและนำไปใช้เป็นแนวทางในการศึกษา ในประเด็นภาพสะท้อน เรื่อง “การจัดการศึกษา” จากเรื่องขุนช้างขุนแผน ในรายวิชา ED 62212 สัมมนาวิธีวิทยาการสอนภาษาไทย ให้ลึกซึ่งยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้ผู้เรียน และศึกษา “เข้าใจขุนช้างขุนแผน เพื่อเข้าใจสังคม” มากขึ้น</p> กิตติวิโรจน์ เลิกนอก, เฉลิมชัย โพธิ์ลี, จรุงภรณ์ กลางบุรัมย์, วีณา ภาคมฤค ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธอาเซียนศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/8129 Thu, 01 Jan 2026 00:00:00 +0700