https://so07.tci-thaijo.org/index.php/cmredujo/issue/feed วารสารครุศาสตร์ ราชภัฏเชียงใหม่ 2026-06-28T00:00:00+07:00 บรรณาธิการวารสาร / Journal Editor edu.cmru.journal@g.cmru.ac.th Open Journal Systems <h3><strong>วัตถุประสงค์</strong></h3> <blockquote> <p><em><strong>วารสารครุศาสตร์ ราชภัฏเชียงใหม่ (Chiang Mai Rajabhat Education Journal) </strong>เป็นวารสารที่เผยแพร่บทความวิชาการและบทความวิจัย รวมถึงเป็นผลงานสร้างสรรค์ที่มีคุณภาพทางด้านครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ </em></p> </blockquote> <h3><strong>กระบวนการพิจารณาบทความ</strong></h3> <blockquote> <p><em>บทความที่ส่งมาตีพิมพ์จะได้รับการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะสาขาวิชา อย่างน้อย </em><em>3 คน (Double-blind peer review) จากหลากหลายสถาบัน ผู้แต่งไม่ทราบชื่อผู้ประเมิน ผู้ประเมินไม่ทราบชื่อผู้แต่ง </em></p> </blockquote> <h3><strong> ขอบเขตการตีพิมพ์</strong></h3> <blockquote> <p><em>บทความต้องมีประเด็นที่น่าสนใจศึกษาทางด้านครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ได้แก่ </em></p> <em>- การศึกษาปฐมวัย - การประถมศึกษา<br />- พลศึกษาและนันทนาการ - คอมพิวเตอร์ศึกษา<br />- เกษตรศาสตร์ - เคมี<br /></em><em>- ชีววิทยา - ฟิสิกส์<br />- คณิตศาสตร์ - อุตสาหกรรมและเทคโนโลยีศึกษา<br />- ดนตรีศึกษา - นาฏศิลป์<br />- ภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ - ศิลปศึกษา<br />- สังคมศึกษา - วิทยาศาสตร์ทั่วไป<br />- การศึกษาพิเศษ - จิตวิทยาการศึกษาและการแนะแนว <br />- หลักสูตรและการสอน - บริหารการศึกษา <br />- การวิจัยทางการศึกษา - การวัดและประเมินผลทางการศึกษา<br />- นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา - สาขาที่เกี่ยวข้องกับทางการศึกษา</em></blockquote> <h3><strong>ประเภทบทความที่รับ</strong></h3> <ul> <li><em>บทความวิชาการ</em></li> <li><em>บทความวิจัย</em></li> </ul> <h3><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์</strong></h3> <ul> <li class="show"><em>ภาษาไทย</em></li> <li class="show"><em>ภาษาอังกฤษ</em></li> </ul> <h3><strong>กำหนดการออก</strong></h3> <p><em>วารสารตีพิมพ์ 4 ฉบับต่อปี (ราย 3 เดือน)<br /></em></p> <ul> <li class="show"><em>ฉบับที่ 1 มกราคม - มีนาคม</em></li> <li class="show"><em>ฉบับที่ 2 เมษายน - มิถุนายน</em></li> <li><em>ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน</em></li> <li><em>ฉบับที่ 4 ตุลาคม - ธันวาคม</em></li> </ul> <h3><strong>การเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ</strong></h3> <p><em><strong> </strong></em><em>วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ กำหนดเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานและการพัฒนาคุณภาพวารสาร ดังนี้</em></p> <ul> <li><em><strong>บทความภาษาไทย </strong>ค่าธรรมเนียม 2,500 บาท ต่อบทความ</em></li> <li><em><strong>บทความภาษาอังกฤษ </strong> ค่าธรรมเนียม 3,500 บาท ต่อบทความ</em></li> </ul> <p><em> ผู้เขียนต้องชำระค่าธรรมเนียม <strong>หลังจากบทความผ่านการคัดกรองเบื้องต้นโดยกองบรรณาธิการ</strong> (ยังไม่ถือว่าผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ) เพื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) ภายใน <strong>15 </strong><strong>วันทำการ</strong> นับจากวันที่ได้รับแจ้งจากกองบรรณาธิการ</em></p> <p><em> ในกรณีที่บทความได้รับผลการประเมินว่า “ผ่าน” จากผู้ทรงคุณวุฒิ 2 ใน 3 ท่าน ผู้เขียนต้องปรับปรุงบทความตามข้อเสนอแนะ และบทความจะถูกส่งให้ผู้ทรงคุณวุฒิเพิ่มเติมอีก 1 ท่านเพื่อตรวจสอบความสมบูรณ์ โดยผู้เขียนต้องชำระค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจำนวน <strong>500 </strong><strong>บาท</strong> สำหรับบทความภาษาไทย หรือ <strong>800 </strong><strong>บาท</strong> สำหรับบทความภาษาอังกฤษ</em></p> <p><strong>หมายเหตุ:</strong><br />การชำระค่าธรรมเนียมไม่เป็นการรับประกันการตีพิมพ์ บทความจะได้รับการตีพิมพ์เมื่อผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิและได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการเท่านั้น ทั้งนี้ ขอให้ผู้เขียนศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://drive.google.com/file/d/12RNOmSBreVLgKkzawTlwo9XeEeK4y8Vr/view?usp=drive_link"><strong>ประกาศวารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เรื่อง การเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ </strong></a> </p> <p><em><strong>ISSN: </strong>2821-9961 (Online)</em></p> <h3><strong>Publisher (เจ้าของวารสาร)</strong></h3> <blockquote> <p><em>คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ (ศูนย์แม่ริม)</em><br /><em>เลขที่ 180 หมู่ 7 ถนนโชตนา (เชียงใหม่-ฝาง) ตำบลขี้เหล็ก อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ 50180</em><br /><em><strong>โทร:</strong> 085-0388990<br /><span class="fontstyle0"><strong>อีเมล: </strong>edu.cmru.journal@g.cmru.ac.th</span></em></p> </blockquote> https://so07.tci-thaijo.org/index.php/cmredujo/article/view/6393 พฤฒพลังผ่านนันทนาการ: นวัตกรรมการออกแบบกิจกรรมเพื่อผู้สูงวัยไทยด้วยกรอบวิทยาศาสตร์การกีฬา 2025-01-30T11:23:03+07:00 เตชภณ ทองเติม spsc_network@hotmail.com <p> ในปี พ.ศ. 2568 ประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงวัยโดยสมบูรณ์ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัยจึงเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องการแนวทางเชิงระบบ โดยเฉพาะการส่งเสริมสุขภาวะผ่านกิจกรรมนันทนาการที่มีความเหมาะสมและยั่งยืน บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) อธิบายแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับนันทนาการสำหรับผู้สูงวัย 2) ประเมินผลกระทบของกิจกรรมนันทนาการที่มีต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัย และ 3) สังเคราะห์แนวทางการออกแบบกิจกรรมที่ยั่งยืนและสร้างสรรค์สำหรับผู้สูงวัย ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า นันทนาการเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมพฤฒพลัง และขับเคลื่อนสุขภาวะในมิติกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ โดยสามารถลดภาวะซึมเศร้า ฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกาย เสริมสร้างความรู้สึกมีคุณค่าและความสัมพันธ์กับชุมชนได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยการออกแบบกิจกรรมนันทนาการที่ยั่งยืนจำเป็นต้องเริ่มจากการประเมินศักยภาพของผู้สูงวัยในแต่ละมิติ ควบคู่กับการใช้หลักการสร้างสรรค์ ความยืดหยุ่น และการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ซึ่งการบูรณาการวิทยาศาสตร์การกีฬาเข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นแนวทางสำคัญที่จะเพิ่มความหมายและคุณค่าของกิจกรรม ทั้งนี้ การขับเคลื่อนในระดับชุมชนยังต้องพึ่งพากลไกร่วม เช่น พื้นที่ที่เข้าถึงได้ ชมรมผู้สูงวัย และนโยบายรัฐที่ลดความเหลื่อมล้ำ ทั้งนี้เพื่อร่วมสร้างสังคมที่ผู้สูงวัยมีบทบาทอย่างยั่งยืน</p> 2026-06-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ ราชภัฏเชียงใหม่ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/cmredujo/article/view/7603 แบบจำลองการขุดข้อมูลทางการศึกษาโดยใช้อัลกอริทึมต้นไม้ตัดสินใจเพื่อพยากรณ์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน 2025-06-11T18:13:42+07:00 เยาวภา ศรีบุรินทร์ sm677911102@lru.ac.th ชัยมงคล ปินะสา chaimongkhon.Pin@lru.ac.th อนุภูมิ คำยัง anuphum.Kum@lru.ac.th แพรวนภา เรียงริลา praewnapa.Ria@lru.ac.th <p> บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) นำเสนอความหมายและแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับการขุดข้อมูลทางการศึกษา ต้นไม้ตัดสินใจ และโปรแกรม Altair AI Studio v.2025.0.0 และ (2) แสดงแนวทางการพัฒนาแบบจำลองด้วยอัลกอริทึมต้นไม้ตัดสินใจ โดยใช้โปรแกรม Altair AI Studio v.2025.0.0 สำหรับการพยากรณ์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน รวบรวมข้อมูลนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จาก 3 โรงเรียน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง โดยใช้ระบบสารสนเทศโรงเรียนโดยยึดตามรูปแบบและโครงสร้างของข้อมูลจริง แต่ข้อมูลบางส่วนไม่สมบูรณ์ จึงได้ใช้เครื่องมือ ChatGPT จำลองข้อมูลจำนวน 1,000 ชุด กระบวนการสร้างแบบจำลอง ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน คือ (1) ขั้นการรวบรวมข้อมูล (2) ขั้นการเตรียมข้อมูล (3) ขั้นการสร้างแบบจำลอง ด้วยอัลกอริทึมต้นไม้ตัดสินใจ แบ่งข้อมูลเป็น 2 ส่วน คือ ชุดฝึกร้อยละ 80 และชุดทดสอบร้อยละ 20 (4) ขั้นการทดสอบและประสิทธิภาพของแบบจำลอง ด้วยวิธี 10-fold cross-validation และ (5) ขั้นการนำแบบจำลองไปใช้งานจริง โดยพัฒนาในรูปแบบแอปพลิเคชัน One Compiler ซึ่งผู้ใช้สามารถป้อนข้อมูลนักเรียน เพื่อประมวลผลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนล่วงหน้าได้ ผลการทดสอบพบว่าแบบจำลองมีความแม่นยำปานกลาง โดยมีค่าความถูกต้อง (Accuracy) ร้อยละ 64.70 ค่าความคลาดเคลื่อนเฉลี่ย (RMSE) 0.478 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ± 0.010 ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการวางแผนการจัดการเรียนรู้ การให้คำปรึกษา และการยกระดับคุณภาพการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทของยุคดิจิทัล</p> 2026-06-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ ราชภัฏเชียงใหม่ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/cmredujo/article/view/8489 การพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนคำที่มีสระเปลี่ยนรูปโดยใช้สื่อการเรียนรู้ไม้บรรทัดสีแปลงร่างสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ โรงเรียนบ้านเหล่าเป้า อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ 2025-10-07T12:59:14+07:00 จุฑามาศ แก้วมา jutamartpear@gmail.com ธีรธร เลอศิลป์ theeratorn_ler@cmru.ac.th <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาผลการพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนคำที่มีสระเปลี่ยนรูป โดยใช้สื่อการเรียนรู้ไม้บรรทัดสีแปลงร่างสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ และ 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ที่มีต่อการใช้สื่อการเรียนรู้ไม้บรรทัดสีแปลงร่าง กลุ่มเป้าหมายคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 2 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง ผ่านเกณฑ์การคัดกรองจากการใช้เครื่องมือ KUSSI Rating Scales: ADHD/LD/Autism(PDDs) และแบบคัดกรองบุคคลที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย 1) แบบประเมินพื้นฐานของเด็กและแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) 2) แผนการสอนเฉพาะบุคคล (IIP) จำนวน 12 แผน แผนละ 60 นาที 3) สื่อการเรียนรู้ไม้บรรทัดสีแปลงร่าง ที่ใช้หลักการกำหนดรหัสสีสำหรับพยัญชนะ สระ และตัวสะกด พร้อมรูปภาพประกอบ 4) แบบทดสอบก่อนและหลังการใช้สื่อการเรียนรู้ 5) แบบสังเกตพฤติกรรมแบบมีโครงสร้าง และ 6) แบบสัมภาษณ์ความพึงพอใจแบบกึ่งโครงสร้าง การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่า IOC ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) คะแนนการพัฒนาทักษะการอ่านคำที่มีสระเปลี่ยนรูปของนักเรียนทั้ง 2 คน มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 4.66 และ 4.41 ตามลำดับ และคะแนนการพัฒนาทักษะการเขียนมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 4.91 และ 4.83 ตามลำดับ ซึ่งคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนทั้ง 2 คนอยู่ในระดับดีมากและผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 2) ด้านการอ่าน นักเรียนคนที่ 1 มีความก้าวหน้าร้อยละ 20 และนักเรียนคนที่ 2 มีความก้าวหน้าร้อยละ 80 ด้านการเขียน นักเรียนคนที่ 1 มีความก้าวหน้าร้อยละ 95 และนักเรียนคนที่ 2 มีความก้าวหน้าร้อยละ 80 และ 3) กลุ่มเป้าหมายทั้ง 2 คน มีความพึงพอใจต่อการใช้สื่อการเรียนรู้ไม้บรรทัดสีแปลงร่าง เนื่องจากมีความน่าสนใจ ใช้งานง่าย พกพาสะดวก ปลอดภัย และช่วยในการจดจำและเข้าใจคำได้ง่ายขึ้น</p> 2026-06-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ ราชภัฏเชียงใหม่ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/cmredujo/article/view/7131 การจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงานเพื่อพัฒนาความสามารถด้านการฟังและการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา 2025-05-13T01:35:34+07:00 อนัญญา เมืองดี ananya6447@gmail.com ดุษฎี รังษีชัชวาล dusadee@cmru.ac.th เกียรติชัย สายตาคำ saitakham@cmru.ac.th <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและปัญหาของการจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงานเพื่อพัฒนาความสามารถด้านการฟังและการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา 2) พัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงานเพื่อพัฒนาความสามารถด้านการฟังและการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา และ 3) เปรียบเทียบผลการพัฒนาความสามารถด้านการฟังและการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา ก่อนและหลังเรียนที่จัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านโป่งน้อย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 1 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 28 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ครูภาษาอังกฤษ แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียน แผนการจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงานเพื่อพัฒนาความสามารถด้านการฟังและการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และแบบทดสอบวัดผลการพัฒนาความสามารถด้านการฟังและการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 การวิเคราะห์ข้อมูลการโดยหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่ากลาง ค่าช่วงคะแนน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1) ครูผู้สอนเห็นว่าการจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงานช่วยพัฒนาทักษะการฟังและการพูดของนักเรียน แต่กิจกรรมควรปรับให้เหมาะสมกับวัยและระดับภาษา ขณะที่นักเรียนส่วนใหญ่มีทัศนคติเชิงบวก เห็นว่าช่วยพัฒนาทักษะและสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่ดี แม้บางส่วนยังต้องการความช่วยเหลือในงานที่ซับซ้อน โดยการใช้สื่อภาพและกิจกรรมกลุ่มช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษ</p> <p> 2) การพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงานมีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด (𝑥̅ = 4.94, S.D. = 0.12) สอดคล้องกับแนวทางการสอนที่มุ่งเน้นภาระงาน</p> <p> 3) ความสามารถด้านการฟังและการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนหลังการเรียนด้วยวิธีการดังกล่าวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> 2026-06-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ ราชภัฏเชียงใหม่ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/cmredujo/article/view/10539 การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนตามแนวสมดุลภาษาเพื่อส่งเสริมความสามารถด้านการอ่าน การเขียนคำที่มีตัวสะกด สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 2026-03-14T19:56:29+07:00 ประภาศรี เลพล toypapha@gmail.com <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนเรื่องการอ่าน การเขียนคำที่มีตัวสะกด สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 2) สร้างและหาประสิทธิภาพของรูปแบบการเรียนการสอนตามแนวสมดุลภาษา 3) ศึกษาผลการใช้รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวสมดุลภาษา 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวสมดุลภาษา กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดป่าแดง ปีการศึกษา 2568 ภาคเรียนที่ 1 จำนวน 29 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวสมดุลภาษา คู่มือการใช้รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวสมดุลภาษา แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบเรื่องการอ่าน การเขียนคำที่มีตัวสะกด และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ t-test </p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัญหาด้านการอ่านและการเขียนคำที่มีตัวสะกดของนักเรียนอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศ ผู้ปกครองและครูมีความต้องการรูปแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับบริบทของผู้เรียน 2) รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวสมดุลภาษา ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ กระบวนการเรียนการสอน การวัดผลประเมินผล และปัจจัยสนับสนุนความสำเร็จ โดยมีกระบวนการเรียนรู้ 7 ขั้นตอน ประกอบด้วย ขั้นที่ 1 ทบทวนความรู้เดิม ขั้นที่ 2 เพิ่มเติมคำศัพท์ใหม่ ขั้นที่ 3 ตั้งใจฝึกอ่านคำ ขั้นที่ 4 เน้นย้ำอ่านเขียน ขั้นที่ 5 เพียรสร้างความรู้ใหม่ ขั้นที่ 6 ภูมิใจนำเสนอผลงาน ขั้นที่ 7 นำประสบการณ์ไปใช้ ผลการประเมินความเหมาะสมของรูปแบบอยู่ในระดับมากที่สุด และรูปแบบมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ทั้งด้านการอ่านและการเขียน 3) หลังการทดลองใช้รูปแบบ พบว่า นักเรียนมีความรู้และความสามารถด้านการอ่านและการเขียนคำที่มีตัวสะกดสูงกว่าก่อนเรียนและสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4) นักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อการอ่านและการเขียนอยู่ในระดับดีทุกคน (ร้อยละ 100) และมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับมาก</p> 2026-06-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ ราชภัฏเชียงใหม่