https://so07.tci-thaijo.org/index.php/cmredujo/issue/feed วารสารครุศาสตร์ ราชภัฏเชียงใหม่ 2026-01-13T20:34:23+07:00 บรรณาธิการวารสาร / Journal Editor edu.cmru.journal@g.cmru.ac.th Open Journal Systems <h3><strong>วัตถุประสงค์</strong></h3> <blockquote> <p><em><strong>วารสารครุศาสตร์ ราชภัฏเชียงใหม่ (Chiang Mai Rajabhat Education Journal) </strong>เป็นวารสารที่เผยแพร่บทความวิชาการและบทความวิจัย รวมถึงเป็นผลงานสร้างสรรค์ที่มีคุณภาพทางด้านครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ </em></p> </blockquote> <h3><strong>กระบวนการพิจารณาบทความ</strong></h3> <blockquote> <p><em>บทความที่ส่งมาตีพิมพ์จะได้รับการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะสาขาวิชา อย่างน้อย </em><em>3 คน (Double-blind peer review) จากหลากหลายสถาบัน ผู้แต่งไม่ทราบชื่อผู้ประเมิน ผู้ประเมินไม่ทราบชื่อผู้แต่ง </em></p> </blockquote> <h3><strong> ขอบเขตการตีพิมพ์</strong></h3> <blockquote> <p><em>บทความต้องมีประเด็นที่น่าสนใจศึกษาทางด้านครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ได้แก่ </em></p> <em>- การศึกษาปฐมวัย - การประถมศึกษา<br />- พลศึกษาและนันทนาการ - คอมพิวเตอร์ศึกษา<br />- เกษตรศาสตร์ - เคมี<br /></em><em>- ชีววิทยา - ฟิสิกส์<br />- คณิตศาสตร์ - อุตสาหกรรมและเทคโนโลยีศึกษา<br />- ดนตรีศึกษา - นาฏศิลป์<br />- ภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ - ศิลปศึกษา<br />- สังคมศึกษา - วิทยาศาสตร์ทั่วไป<br />- การศึกษาพิเศษ - จิตวิทยาการศึกษาและการแนะแนว <br />- หลักสูตรและการสอน - บริหารการศึกษา <br />- การวิจัยทางการศึกษา - การวัดและประเมินผลทางการศึกษา<br />- นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา - สาขาที่เกี่ยวข้องกับทางการศึกษา</em></blockquote> <h3><strong>ประเภทบทความที่รับ</strong></h3> <ul> <li><em>บทความวิชาการ</em></li> <li><em>บทความวิจัย</em></li> </ul> <h3><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์</strong></h3> <ul> <li class="show"><em>ภาษาไทย</em></li> <li class="show"><em>ภาษาอังกฤษ</em></li> </ul> <h3><strong>กำหนดการออก</strong></h3> <p><em>วารสารตีพิมพ์ 4 ฉบับต่อปี (ราย 3 เดือน)<br /></em></p> <ul> <li class="show"><em>ฉบับที่ 1 มกราคม - มีนาคม</em></li> <li class="show"><em>ฉบับที่ 2 เมษายน - มิถุนายน</em></li> <li><em>ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน</em></li> <li><em>ฉบับที่ 4 ตุลาคม - ธันวาคม</em></li> </ul> <h3><strong>การเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ</strong></h3> <p><em><strong> </strong></em><em>วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ กำหนดเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานและการพัฒนาคุณภาพวารสาร ดังนี้</em></p> <ul> <li><em><strong>บทความภาษาไทย </strong>ค่าธรรมเนียม 2,500 บาท ต่อบทความ</em></li> <li><em><strong>บทความภาษาอังกฤษ </strong> ค่าธรรมเนียม 3,500 บาท ต่อบทความ</em></li> </ul> <p><em> ผู้เขียนต้องชำระค่าธรรมเนียม <strong>หลังจากบทความผ่านการคัดกรองเบื้องต้นโดยกองบรรณาธิการ</strong> (ยังไม่ถือว่าผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ) เพื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) ภายใน <strong>15 </strong><strong>วันทำการ</strong> นับจากวันที่ได้รับแจ้งจากกองบรรณาธิการ</em></p> <p><em> ในกรณีที่บทความได้รับผลการประเมินว่า “ผ่าน” จากผู้ทรงคุณวุฒิ 2 ใน 3 ท่าน ผู้เขียนต้องปรับปรุงบทความตามข้อเสนอแนะ และบทความจะถูกส่งให้ผู้ทรงคุณวุฒิเพิ่มเติมอีก 1 ท่านเพื่อตรวจสอบความสมบูรณ์ โดยผู้เขียนต้องชำระค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจำนวน <strong>500 </strong><strong>บาท</strong> สำหรับบทความภาษาไทย หรือ <strong>800 </strong><strong>บาท</strong> สำหรับบทความภาษาอังกฤษ</em></p> <p><strong>หมายเหตุ:</strong><br />การชำระค่าธรรมเนียมไม่เป็นการรับประกันการตีพิมพ์ บทความจะได้รับการตีพิมพ์เมื่อผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิและได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการเท่านั้น ทั้งนี้ ขอให้ผู้เขียนศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://drive.google.com/file/d/12RNOmSBreVLgKkzawTlwo9XeEeK4y8Vr/view?usp=drive_link"><strong>ประกาศวารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เรื่อง การเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ </strong></a> </p> <p><em><strong>ISSN: </strong>2821-9961 (Online)</em></p> <h3><strong>Publisher (เจ้าของวารสาร)</strong></h3> <blockquote> <p><em>คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ (ศูนย์แม่ริม)</em><br /><em>เลขที่ 180 หมู่ 7 ถนนโชตนา (เชียงใหม่-ฝาง) ตำบลขี้เหล็ก อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ 50180</em><br /><em><strong>โทร:</strong> 085-0388990<br /><span class="fontstyle0"><strong>อีเมล: </strong>edu.cmru.journal@g.cmru.ac.th</span></em></p> </blockquote> https://so07.tci-thaijo.org/index.php/cmredujo/article/view/6563 การพัฒนาทักษะการเห็นคุณค่าตนเองเพื่อเสริมสร้างความฉลาดทางดิจิทัลในยุคภัยไซเบอร์ 2025-03-24T14:24:08+07:00 ศศิวิมล คงเมือง sasimu99@gmail.com <p> การเห็นคุณค่าตนเอง (Self-Esteem) นั้นเป็นทักษะพื้นฐานที่สำคัญในการสร้างเสริมทักษะการเรียนรู้อารมณ์ทางสังคม (Social and Emotional Learning) ตลอดจนทักษะชีวิตที่มีความจำเป็นสำหรับเยาวชนในระดับอุดมศึกษาในสังคมยุคดิจิทัลดิสรัปชั่น (Digital Disruption) เนื่องด้วยเยาวชนกลุ่มนี้เป็นวัยหัวเลี้ยวหัวต่อที่อยู่ในพลวัตของชีวิตที่กำลังขับเคลื่อนจากวัยรุ่นสู่วัยผู้ใหญ่ตอนต้น หรือวัยเริ่มต้นชีวิตการทำงานที่ต้องอาศัยทั้งความรู้ทางวิชาชีพผสมผสานกับทักษะชีวิตที่เหมาะสม อันจะนำมาซึ่งการประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพ และการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขตามทำนองคลองธรรมที่ดีงาม อนึ่ง บทความวิชาการฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนวรรณกรรมและรวบรวมแนวทางในการพัฒนาทักษะการเห็นคุณค่าตนเองในเชิงจิตวิทยาสำหรับสังคมยุคดิจิทัลดิสรัปชั่นช่วง พ.ศ.2560 ถึงปัจจุบัน เพื่อเสริมสร้างความฉลาดทางอารมณ์บนสังคมโลกดิจิทัลของเยาวชนระดับอุดมศึกษา เพราะทักษะการเห็นคุณค่าตนเองและการเข้าใจตนเองนั้นเป็นเกราะป้องกันทางใจอันเข้มแข็งที่จะทำให้บุคคลตระหนักรู้เท่าทันภยันอันตรายหรือสิ่งล่อลวงต่าง ๆ มีความยับยั้งชั่งใจ เคารพตนเองและผู้อื่น และสามารถปรับตัวได้ดีเมื่อต้องเผชิญกับปัญหาที่มาในรูปแบบของอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (Cyber Crimes) ในลักษณะต่าง ๆ ซึ่งจากการทบทวนวรรณกรรมแล้วนั้นสามารถสรุปแนวทางในการพัฒนาทักษะการเห็นคุณค่าตนเองเพื่อรู้เท่าทันภัยไซเบอร์สำหรับเยาวชนในสังคมยุคดิจิทัลดิสรัปชั่นได้หลากหลายแนวทาง โดยแต่ละแนวปฏิบัตินั้นจะเริ่มต้นจากการมองโลกในแง่บวก การมีกรอบคิดแบบเติบโต และการให้คุณค่าของความเป็นมนุษย์</p> 2026-01-13T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ ราชภัฏเชียงใหม่ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/cmredujo/article/view/7646 Using Lu Xun’s Literature to Enhance Critical Reading and Intercultural Understanding in a Secondary School Chinese Language Course in Thailand 2025-05-30T12:18:09+07:00 Saranphong Thirawutthichai saranphong.thi@gmail.com Zhang Zi Cheng chnzi@qq.com <p> This study aimed to examine the effects of integrating Lu Xun’s literature into secondary Chinese language instruction in Thailand, focusing on students’ reading comprehension, intercultural understanding, and critical thinking. A mixed-methods design was employed with 54 Grade 12 students over six weeks. Participants engaged with adapted literary texts and completed 1) pre- and post-tests assessing reading comprehension, 2) an intercultural awareness questionnaire, and 3) a critical thinking questionnaire, along with 4) semi-structured interviews. Quantitative data was analyzed using paired-sample <em>t</em>-test. Quantitative results showed statistically significant improvements across all domains, supported by large effect sizes. Furthermore, qualitative data was analyzed using thematic analysis. Qualitative findings revealed that students enhanced their reading strategies, reflected critically on cultural similarities and differences, and demonstrated increased independent thinking. Literature-based instruction can broaden Chinese secondary students’ cognitive and cultural skills, challenging the traditionally utilitarian focus in Thai secondary curricula. Using authentic texts and themes fosters deeper engagement and helps develop more critical, culturally aware learners. Limitations regarding sample size, self-reported measures, and intervention duration are acknowledged, and recommendations for future research are proposed.</p> 2026-01-13T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ ราชภัฏเชียงใหม่ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/cmredujo/article/view/6560 การเสริมสร้างทักษะการคิดเชิงวิพากษ์เกี่ยวกับกฎหมาย: การบูรณาการเรียนการสอนแบบปรากฏการณ์เป็นฐานร่วมกับการสะท้อนคิดเชิงสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 2025-03-17T10:47:50+07:00 สรายุธ รัศมี sarayoot.r@kkumail.com อังคณา ตุงคสมิต tangka@kku.ac.th <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เสริมสร้างทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยใช้การจัดการเรียนรู้ปรากฏการณ์เป็นฐานร่วมกับการสะท้อนคิดเชิงสร้างสรรค์ 2) พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยใช้การจัดการเรียนรู้ปรากฏการณ์เป็นฐานร่วมกับการสะท้อนคิดเชิงสร้างสรรค์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 40 คน โดยเลือกการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบทดสอบวัดทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4) แบบประเมินผลการจัดการเรียนรู้ และ 5) แบบสัมภาษณ์เชิงลึก สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (x̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ร้อยละ (%) และการทดสอบค่าที (t-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมีคะแนนทักษะการคิดเชิงวิพากษ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (x̅ = 16.35, S.D. = 1.58) 2) นักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (x̅ = 16.61, S.D. = 1.77) แสดงให้เห็นว่า การบูรณาการการจัดการเรียนรู้ปรากฏการณ์เป็นฐานร่วมกับการสะท้อนคิดเชิงสร้างสรรค์ช่วยกระตุ้นกระบวนการคิดของนักเรียนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และเชื่อมโยงประสบการณ์การเรียนรู้ของนักเรียนได้จริง</p> 2026-01-13T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ ราชภัฏเชียงใหม่ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/cmredujo/article/view/6636 ปัจจัยที่ใช้ในการตัดสินใจเข้าศึกษาต่ออาชีวศึกษาของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเทคนิคร้อยเอ็ด 2025-03-17T11:02:40+07:00 ปภัสราภรณ์ ปะกะตัง papat.pat2000@gmail.com มงคล นามลักษณ์ mongkhon.nar@kmutt.ac.th <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ปีที่ 1 วิทยาลัยเทคนิคร้อยเอ็ด ที่มีต่อปัจจัยที่ใช้ในการตัดสินใจศึกษาต่อในสายอาชีวศึกษา กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1 ในภาคการศึกษา 1/2567 จำนวน 328 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ จากนักเรียนทั้ง 10 แผนกวิชา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามความคิดเห็นต่อปัจจัยในการตัดสินใจเข้าศึกษาต่ออาชีวศึกษาของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเทคนิคร้อยเอ็ด สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่าโดยภาพรวมแล้ว นักเรียนมีความคิดเห็นในระดับมากต่อปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยด้านสถานศึกษา โดยเฉพาะความเชื่อว่าการเรียนสายอาชีวศึกษาจะทำให้สามารถเข้าสู่การทำงานที่ชอบ การชอบลงมือปฏิบัติมากกว่าการเรียนวิชาทฤษฎี ชื่อเสียงของสถานศึกษา การเห็นตัวอย่างศิษย์เก่าที่ประสบความสำเร็จ และบรรยากาศและสภาพแวดล้อมภายในสถานศึกษา ส่วนปัจจัยด้านครอบครัว และปัจจัยด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม นักเรียนมีความคิดเห็นในระดับปานกลาง โดยมีปัจจัยที่โดดเด่น เช่น การสนับสนุนจากครอบครัวและการหารายได้แบ่งเบาภาระทางการเงินของครอบครัว</p> 2026-01-13T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ ราชภัฏเชียงใหม่ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/cmredujo/article/view/6644 การพัฒนากรอบทักษะด้านภูมิศาสตร์ของนักศึกษาครูสังคมศึกษา ในบริบทมหาวิทยาลัยราชภัฏ 2025-05-14T10:43:01+07:00 คมสัน ศรีบุญเรือง puylpn053@gmail.com <p> งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ในการวิจัยเพื่อ (1) สังเคราะห์ข้อมูลทักษะด้านภูมิศาสตร์กับรายวิชาเอกของสาขาวิชาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏ และ (2) พัฒนากรอบมาตรฐานข้อมูลทักษะด้านภูมิศาสตร์ของนักศึกษาครูสังคมศึกษาในบริบทมหาวิทยาลัยราชภัฏ กลุ่มตัวอย่างและกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ อาจารย์ผู้สอนกลุ่มวิชาภูมิศาสตร์ของนักศึกษาสาขาวิชาสังคมศึกษา ในกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏ 38 แห่ง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ อาจารย์ผู้สอนวิชาภูมิศาสตร์ของนักศึกษาสาขาวิชาสังคมศึกษา ในกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏ 38 แห่ง แบ่งออกตามลักษณะภูมิภาค 6 ภูมิภาค ๆ ละ 2 ราย รวมเป็น 12 ราย ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันตก ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ โดยงานวิจัยนี้ใช้แนวคิดการเรียนรู้แบบเชิงรุก และแนวคิดการรู้เรื่องภูมิศาสตร์ เป็นแนวคิดหลัก ด้วยกระบวนการวิจัยเชิงคุณภาพผ่านเครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ และแบบวิเคราะห์ทักษะด้านภูมิศาสตร์</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า</p> <p> 1) การสังเคราะห์ข้อมูลทักษะด้านภูมิศาสตร์กับรายวิชาเอกของสาขาวิชาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏ ได้ผลสรุปดังนี้ การความเชื่อมโยงกับกรอบทักษะด้านภูมิศาสตร์ และการเชื่อมโยงกับสาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระภูมิศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ได้แก่ ทักษะด้านการแปลความข้อมูลทางภูมิศาสตร์ การใช้เทคนิคและเครื่องมือทางภูมิศาสตร์ การคิดเชิงพื้นที่ การใช้เทคโนโลยี การใช้สถิติ ด้านการสังเกต และด้านการคิดแบบองค์รวม</p> <p> 2) การพัฒนากรอบมาตรฐานข้อมูลทักษะด้านภูมิศาสตร์ของนักศึกษาครูสังคมศึกษาในบริบทมหาวิทยาลัยราชภัฏ ผู้วิจัยได้พัฒนากรอบมาตรฐานข้อมูลทักษะด้านภูมิศาสตร์ จากการถอดบทเรียนและหน่วยการเรียนรู้ย่อยในแต่ละรายวิชา จำนวน 3 รายวิชา ที่กรอบทักษะด้านภูมิศาสตร์รายวิชามีสอดคล้องกับตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางสาระภูมิศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ที่กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้ คุณภาพผู้เรียน ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง และการรู้เรื่องภูมิศาสตร์</p> 2026-01-13T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ ราชภัฏเชียงใหม่