วารสารครุศาสตร์ ราชภัฏเชียงใหม่ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/cmredujo <h3><strong>วัตถุประสงค์</strong></h3> <blockquote> <p><em><strong>วารสารครุศาสตร์ ราชภัฏเชียงใหม่ (Chiang Mai Rajabhat Education Journal) </strong>เป็นวารสารที่เผยแพร่บทความวิชาการและบทความวิจัย รวมถึงเป็นผลงานสร้างสรรค์ที่มีคุณภาพทางด้านครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ </em></p> </blockquote> <h3><strong>กระบวนการพิจารณาบทความ</strong></h3> <blockquote> <p><em>บทความที่ส่งมาตีพิมพ์จะได้รับการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะสาขาวิชา อย่างน้อย </em><em>3 คน (Double-blind peer review) จากหลากหลายสถาบัน ผู้แต่งไม่ทราบชื่อผู้ประเมิน ผู้ประเมินไม่ทราบชื่อผู้แต่ง </em></p> </blockquote> <h3><strong> ขอบเขตการตีพิมพ์</strong></h3> <blockquote> <p><em>บทความต้องมีประเด็นที่น่าสนใจศึกษาทางด้านครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ได้แก่ </em></p> <em>- การศึกษาปฐมวัย - การประถมศึกษา<br />- พลศึกษาและนันทนาการ - คอมพิวเตอร์ศึกษา<br />- เกษตรศาสตร์ - เคมี<br /></em><em>- ชีววิทยา - ฟิสิกส์<br />- คณิตศาสตร์ - อุตสาหกรรมและเทคโนโลยีศึกษา<br />- ดนตรีศึกษา - นาฏศิลป์<br />- ภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ - ศิลปศึกษา<br />- สังคมศึกษา - วิทยาศาสตร์ทั่วไป<br />- การศึกษาพิเศษ - จิตวิทยาการศึกษาและการแนะแนว <br />- หลักสูตรและการสอน - บริหารการศึกษา <br />- การวิจัยทางการศึกษา - การวัดและประเมินผลทางการศึกษา<br />- นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา - สาขาที่เกี่ยวข้องกับทางการศึกษา</em></blockquote> <h3><strong>ประเภทบทความที่รับ</strong></h3> <ul> <li><em>บทความวิชาการ</em></li> <li><em>บทความวิจัย</em></li> </ul> <h3><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์</strong></h3> <ul> <li class="show"><em>ภาษาไทย</em></li> <li class="show"><em>ภาษาอังกฤษ</em></li> </ul> <h3><strong>กำหนดการออก</strong></h3> <p><em>วารสารตีพิมพ์ 4 ฉบับต่อปี (ราย 3 เดือน)<br /></em></p> <ul> <li class="show"><em>ฉบับที่ 1 มกราคม - มีนาคม</em></li> <li class="show"><em>ฉบับที่ 2 เมษายน - มิถุนายน</em></li> <li><em>ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน</em></li> <li><em>ฉบับที่ 4 ตุลาคม - ธันวาคม</em></li> </ul> <h3><strong>จำนวนบทความตีพิมพ์ต่อฉบับ</strong></h3> <p><strong> </strong><em>วารสารกำหนดจำนวนบทความที่ตีพิมพ์ในแต่ละฉบับ จำนวน 5–7 บทความ</em></p> <h3><strong>การเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ</strong></h3> <p><em><strong> </strong></em><em>วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ กำหนดเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานและการพัฒนาคุณภาพวารสาร ดังนี้</em></p> <ul> <li><em><strong>บทความภาษาไทย </strong>ค่าธรรมเนียม 2,500 บาท ต่อบทความ</em></li> <li><em><strong>บทความภาษาอังกฤษ </strong> ค่าธรรมเนียม 3,500 บาท ต่อบทความ</em></li> </ul> <p><em> ผู้เขียนต้องชำระค่าธรรมเนียม <strong>หลังจากบทความผ่านการคัดกรองเบื้องต้นโดยกองบรรณาธิการ</strong> (ยังไม่ถือว่าผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ) เพื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) ภายใน <strong>15 </strong><strong>วันทำการ</strong> นับจากวันที่ได้รับแจ้งจากกองบรรณาธิการ</em></p> <p><em> ในกรณีที่บทความได้รับผลการประเมินว่า “ผ่าน” จากผู้ทรงคุณวุฒิ 2 ใน 3 ท่าน ผู้เขียนต้องปรับปรุงบทความตามข้อเสนอแนะ และบทความจะถูกส่งให้ผู้ทรงคุณวุฒิเพิ่มเติมอีก 1 ท่านเพื่อตรวจสอบความสมบูรณ์ โดยผู้เขียนต้องชำระค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจำนวน <strong>500 </strong><strong>บาท</strong> สำหรับบทความภาษาไทย หรือ <strong>800 </strong><strong>บาท</strong> สำหรับบทความภาษาอังกฤษ</em></p> <p><strong>หมายเหตุ:</strong><br />การชำระค่าธรรมเนียมไม่เป็นการรับประกันการตีพิมพ์ บทความจะได้รับการตีพิมพ์เมื่อผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิและได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการเท่านั้น ทั้งนี้ ขอให้ผู้เขียนศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://drive.google.com/file/d/12RNOmSBreVLgKkzawTlwo9XeEeK4y8Vr/view?usp=drive_link"><strong>ประกาศวารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เรื่อง การเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ </strong></a> </p> <p><em><strong>ISSN: </strong>2821-9961 (Online)</em></p> <h3><strong>Publisher (เจ้าของวารสาร)</strong></h3> <blockquote> <p><em>คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ (ศูนย์แม่ริม)</em><br /><em>เลขที่ 180 หมู่ 7 ถนนโชตนา (เชียงใหม่-ฝาง) ตำบลขี้เหล็ก อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ 50180</em><br /><em><strong>โทร:</strong> 085-0388990<br /><span class="fontstyle0"><strong>อีเมล: </strong>edu.cmru.journal@g.cmru.ac.th</span></em></p> </blockquote> คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ th-TH วารสารครุศาสตร์ ราชภัฏเชียงใหม่ 2821-9961 <p>วารสาร TCI อยู่ภายใต้การอนุญาต <a href="https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/"><strong>Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0)</strong></a> เว้นแต่จะระบุไว้เป็นอย่างอื่น โปรดอ่านหน้านโยบายของเราสําหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเข้าถึงแบบเปิด ลิขสิทธิ์ และการอนุญาต</p> ความพร้อมในการทำงานของนักศึกษาในยุคดิจิทัล: การประยุกต์ใช้สมรรถนะอาชีพ NACE และทฤษฎีอาชีพเชิงสังคมปัญญา https://so07.tci-thaijo.org/index.php/cmredujo/article/view/10525 <p> บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอกรอบแนวคิดเชิงบูรณาการสำหรับทำความเข้าใจและพัฒนาความพร้อมในการทำงานของนักศึกษาในยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรม 4.0 โดยบูรณาการทฤษฎีสำคัญสามทฤษฎี ได้แก่ ทฤษฎีความพร้อมในการทำงาน (Work Readiness Theory) สมรรถนะอาชีพ 8 ประการของสมาคมวิทยาลัยและนายจ้างแห่งชาติ (National Association of Colleges and Employers [NACE], 2021) และทฤษฎีอาชีพเชิงสังคมปัญญา (Social Cognitive Career Theory: SCCT) ของ Lent et al. (1994) ซึ่งความพร้อมในการทำงานเป็นโครงสร้างพหุมิติ ประกอบด้วย 4 มิติหลัก ได้แก่ คุณลักษณะส่วนบุคคล (Personal Characteristics) ความเฉลียวฉลาดทางองค์กร (Organizational Acumen) ความสามารถในการทำงาน (Work Competence) และความฉลาดทางสังคม (Social Intelligence) สอดคล้องกับสมรรถนะอาชีพ 8 ประการของสมาคมวิทยาลัยและนายจ้างแห่งชาติ (NACE) ซึ่งได้แก่ การพัฒนาอาชีพและตนเอง การสื่อสาร การคิดเชิงวิพากษ์ ความเท่าเทียมและการมีส่วนร่วม ภาวะผู้นำ ความเป็นมืออาชีพ การทำงานเป็นทีม และเทคโนโลยี ทฤษฎีอาชีพเชิงสังคมปัญญาระบุปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความพร้อมในการทำงาน 6 ประการ ได้แก่ ความเชื่อมั่นในตนเองด้านอาชีพ ประสบการณ์การเรียนรู้ ความคาดหวังต่อผลลัพธ์ ความชัดเจนในเป้าหมาย การสนับสนุนจากบริบท และอุปสรรคจากบริบท ปัจจัยเหล่านี้มีอิทธิพลต่อการพัฒนาสมรรถนะอาชีพที่จำเป็นสำหรับการทำงานในสภาพแวดล้อมดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ข้อเสนอแนะต่อสถาบันอุดมศึกษา คือ การเสนอแนะให้ทบทวนหลักสูตรเพื่อบูรณาการสมรรถนะอาชีพ 8 ประการของ NACE อย่างเป็นระบบ จัดโอกาสการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ที่มีคุณภาพ เช่น การฝึกงาน สหกิจศึกษา และการเรียนรู้แบบโครงการ ตลอดจนสร้างความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมเพื่อให้มั่นใจว่าบัณฑิตมีสมรรถนะอาชีพตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานดิจิทัล กรอบแนวคิดที่นำเสนอเป็นรากฐานทางทฤษฎีที่ครอบคลุมสำหรับการออกแบบการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความพร้อมในการทำงานและการกำหนดนโยบายด้านความสามารถในการจ้างงานของนักศึกษาในยุคดิจิทัล</p> ญาณิฐา ราชคม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ ราชภัฏเชียงใหม่ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-30 2026-09-30 5 4 17 28 แนวทางจัดระบบนิเวศการเรียนรู้ต่อการส่งเสริมสุขภาพเพื่อป้องกันการเกิดโรคอ้วนเด็กปฐมวัยในยุคดิจิทัล https://so07.tci-thaijo.org/index.php/cmredujo/article/view/10770 <p> บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอความสำคัญของระบบนิเวศการเรียนรู้ แนวทางการส่งเสริมสุขภาพเพื่อป้องกันโรคอ้วนในเด็กปฐมวัย และเพื่อนำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้ระบบนิเวศการเรียนรู้ต่อการส่งเสริมสุขภาพเพื่อป้องกันการเกิดโรคอ้วนเด็กปฐมวัยในยุคดิจิทัล การดำเนินชีวิตของเด็กปฐมวัยในยุคปัจจุบันที่พร้อมไปด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ปัจจัยระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัยในยุคดิจิทัลคือ 1) ครอบครัวขาดเวลาคุณภาพที่ได้อยู่ร่วมกัน 2) การอบรมเลี้ยงดูที่เปลี่ยนแปลงไปคือ เน้นการใช้สื่อเทคโนโลยีดิจิทัลอบรมเลี้ยงดู 3) การเร่งเรียนเขียนอ่านที่เข้มข้นอย่างเป็นทางการ 4) ขาดการสร้างวินัยสำหรับเด็กปฐมวัย 5) ขาดโอกาสการได้ออกไปเล่นอิสระสัมผัสกับธรรมชาติสิ่งแวดล้อม และ 6) ขาดพื้นที่สภาพแวดล้อมที่เพียงพอแวดล้อมด้วยธรรมชาติรอบตัว</p> <p> ปัญหาโรคอ้วนในเด็กที่เพิ่มขึ้นสามารถลดได้หากสังคมให้ความสำคัญกับสาเหตุหลายองค์ประกอบที่ส่งผลต่อโรคอ้วนในเด็กปฐมวัย ซึ่งสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้หากทำงานร่วมกันแบบสหสาขาวิชาชีพระหว่างผู้เชี่ยวชาญจากหลายสาขาเพื่อค้นหาแนวทางที่เหมาะสมมาปฏิบัติอย่างบูรณาการและต่อเนื่อง</p> <p> การประยุกต์ใช้ระบบนิเวศการเรียนรู้ที่มีพื้นฐานมาจากความสนใจใคร่รู้ของบุคคล การสร้างความรู้เพื่อประกอบอาชีพตามสภาพที่ตั้งของแต่ละบุคคล รวมทั้งการสร้างสังคมร่วมกันตั้งแต่ระดับครอบครัวไปจนถึงระดับชุมชนที่จะทำให้ทุกคนมีความสุขได้ แนวทางในการส่งเสริมสุขภาพเพื่อป้องกันการเกิดโรคอ้วนในเด็กปฐมวัยที่มีประสิทธิภาพต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และควรดำเนินการทั้งเชิงรับและเชิงรุก โดยมีการคัดกรองเบื้องต้น การซักประวัติอย่างละเอียดและตรวจสุขภาพเด็กปฐมวัยทุกคน การรณรงค์ให้ความรู้เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค การส่งเสริมกิจกรรมการออกกำลังกายหรือกิจกรรมการเล่นที่เหมาะสมตามช่วงวัย การให้ความรู้และสร้างความตระหนักให้แก่เด็ก พ่อแม่ ผู้ปกครอง และผู้ดูแลเพื่อการส่งเสริมสุขภาพอย่างยั่งยืนและป้องกันการเกิดโรคอ้วนในเด็กปฐมวัย นอกจากนี้หากพ่อแม่ ผู้ปกครองสามารถปฏิบัติตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดีขณะอยู่ที่บ้าน ปัญหาโรคอ้วนต่างๆ ก็สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะสิ่งที่เด็กเรียนรู้จากที่บ้าน ซึ่งการเรียนรู้พฤติกรรมต่าง ๆ จากครอบครัวมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของเด็กเมื่อเด็กต้องเลือกอาหารที่จะบริโภคนอกบ้านหรือที่ร้านอาหาร สามารถส่งผลทำให้เด็กปฐมวัยเป็นโรคอ้วนลดลงและนำไปสู่สังคมที่มีสุขภาพดีเมื่อเวลาผ่านไป</p> บุญเลี้ยง ทุมทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ ราชภัฏเชียงใหม่ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-30 2026-09-30 5 4 29 41 Educational Innovation in Sustainable Engineering: Performance and Economic Analysis of Waste Cooking Oil-Fueled Crucible Furnaces for Aluminum Melting https://so07.tci-thaijo.org/index.php/cmredujo/article/view/10819 <p> This study investigates the feasibility of utilizing waste cooking oil (WCO) as an alternative fuel for aluminum melting in a small-scale crucible furnace, with integration into sustainable engineering education. An experimental design was employed to evaluate thermal performance, fuel efficiency, and cost-effectiveness. The results indicate that WCO can reach a maximum temperature of 900°C within 20 minutes, comparable to that of a WCO–diesel mixture (850°C). Furthermore, WCO demonstrated a 5.13% improvement in fuel efficiency and a reduction in fuel costs of approximately 70%.</p> <p> The findings confirm that WCO is a viable and cost-effective alternative fuel that supports circular economy principles and sustainable engineering practices. In addition, the developed system demonstrates potential as a practical learning tool for experiential learning in sustainable engineering education, thereby contributing to educational innovation.</p> Suwattanarwong Phanphet Athiwat Wangmai Surapong Bangpha Phiraphan Bangphan Paipan Thanalerdsopit ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ ราชภัฏเชียงใหม่ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-30 2026-09-30 5 4 1 15 การศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะและกระบวนการเรียนรู้ด้วยการชี้นำตนเองของครูโรงเรียนสังกัดเทศบาลเมืองลำพูน https://so07.tci-thaijo.org/index.php/cmredujo/article/view/11449 <p> การวิจัยเชิงสำรวจนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะและกระบวนการเรียนรู้ด้วยการชี้นำตนเองของครูโรงเรียนสังกัดเทศบาลเมืองลำพูน และเพื่อเปรียบเทียบความต้องการจำเป็นของการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะและกระบวนการเรียนรู้ด้วยการชี้นำตนเองของครูโรงเรียนสังกัดเทศบาลเมืองลำพูน จำแนกตามวิทยฐานะและระดับชั้นที่สอน ประชากร คือ ครู 90 คน ของภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ คือ ค่าเฉลี่ย (μ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน () และดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI<sub>modified</sub>)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบัน ภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (μ = 3.06, σ = 0.47) ส่วนสภาพที่พึงประสงค์ ภาพรวมอยู่ในระดับมาก (μ = 4.44, σ = 0.34) และ ความต้องการจำเป็นของการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะของครูลำดับสูงสุด คือ ด้านความรู้ (PNI<sub>modified</sub> = 0.49) 2) ความต้องการจำเป็นของการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ด้วยการชี้นำตนเองของครูลำดับสูงสุด คือ การวินิจฉัยความต้องการในการเรียนรู้ (PNI<sub>modified</sub> = 0.71) 3) ผลการเปรียบเทียบพบว่า กลุ่มครูวิทยฐานะชำนาญการพิเศษขึ้นไปมีความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการประเมินผลการเรียนรู้เป็นลำดับแรก (PNI<sub>modified</sub> = 0.44) ในขณะที่ครูระดับประถมศึกษามีความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการวินิจฉัยความต้องการในการเรียนรู้สูงที่สุด (PNI<sub>modified</sub> = 0.45)</p> ทัชธชา ปัญญารัตน์ สุนีย์ เงินยวง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ ราชภัฏเชียงใหม่ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-30 2026-09-30 5 4 43 58 ผลการใช้เกมออนไลน์ที่สร้างด้วย Canva AI เพื่อส่งเสริมความสามารถในการเขียนสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/cmredujo/article/view/10518 <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถด้านการเขียนสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษระหว่างนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่อยู่ในกลุ่มทดลองและได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมออนไลน์ที่สร้างด้วย Canva AI กับนักเรียนกลุ่มควบคุมที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ (2W3P) และ 2) เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่อยู่ในกลุ่มทดลองและได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมออนไลน์ที่สร้างด้วย Canva AI กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรี ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 ซึ่งได้มาจากการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม จำนวน 80 คน โดยมีกลุ่มทดลอง 40 คน และกลุ่มควบคุม 40 คน โดยใช้ระยะเวลา 8 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยได้แก่ 1) แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการเขียนสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษ 2) แผนการจัดการเรียนรู้สำหรับกลุ่มทดลอง 3) แผนการจัดการเรียนรู้สำหรับกลุ่มควบคุม 4) แบบประเมินความพึงพอใจสำหรับกลุ่มทดลอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การทดสอบค่าทีแบบ Independent Samples ผลการวิจัยพบว่า หลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมออนไลน์ที่สร้างด้วย Canva AI ความสามารถด้านการเขียนสะกดคำศัพท์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่อยู่ในกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และระดับความพึงพอใจที่มีต่อการใช้เกมออนไลน์ที่สร้างด้วย Canva AI สำหรับกลุ่มทดลองอยู่ในระดับมาก</p> กำชัย ประสงค์ ขวัญชนก อิสมาแอล ดวงกมล ฐิติเวส ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ ราชภัฏเชียงใหม่ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-30 2026-09-30 5 4 59 76 แนวทางการบริหารสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 2 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/cmredujo/article/view/11414 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของการบริหารสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 2) หาแนวทางการบริหารสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และ 3) ประเมินแนวทางการบริหารสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 2 โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน แบ่งการดำเนินการวิจัยออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของการบริหารสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 2 ตามกรอบเนื้อหาใน 5 ด้าน ประกอบด้วย 1) ด้านการบริหารจัดการศึกษา 2) ด้านหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน 3) ด้านการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน 4) ด้านพัฒนาบุคลากร และ 5) ด้านผลลัพธ์/ภาพความสำเร็จ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 127 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม โดยมีค่าความเชื่อมั่นสภาพปัจจุบันเท่ากับ 0.97 และสภาพที่พึงประสงค์เท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการจัดลำดับความต้องการจำเป็น ระยะที่ 2 หาแนวทางการบริหารสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 2 โดยการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ผู้ให้ข้อมูลมาจากการเลือกแบบเจาะจง จำนวน 5 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และยืนยันแนวทางโดยผู้ให้ข้อมูลกลุ่มเดิม จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบยืนยันข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาร้อยละ ระยะที่ 3 ประเมินแนวทางจากผู้เชี่ยวชาญ ด้านความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของแนวทางการบริหารสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 2 อยู่ในระดับมาก ส่วนสภาพที่พึงประสงค์ อยู่ในระดับมากที่สุดและความต้องการจำเป็น ลำดับแรกคือ ด้านการบริหารจัดการศึกษา รองลงมาคือ ด้านหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน ด้านพัฒนาบุคลากร ด้านผลลัพธ์/ภาพความสำเร็จ ด้านการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามลำดับ 2) แนวทางการบริหารสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 2 ใน 5 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการบริหารจัดการศึกษา 2) ด้านหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน 3) ด้านการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน 4) ด้านพัฒนาบุคลากร และ 5) ด้านผลลัพธ์/ภาพความสำเร็จ ได้รับการยืนยันและประเมินว่าใช้ได้ทุกแนวทาง 3) ผลการประเมินแนวทางการบริหารสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 2 ผู้เชี่ยวชาญเห็นด้วยกับด้านความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ ทุกด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด</p> ฐิติมา จันดาบุตร คณิศร จี้กระโทก นวัตกร หอมสิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ ราชภัฏเชียงใหม่ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-30 2026-09-30 5 4 77 91