วารสารครุศาสตร์ ราชภัฏเชียงใหม่ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/cmredujo <h3><strong>วัตถุประสงค์</strong></h3> <blockquote> <p><em><strong>วารสารครุศาสตร์ ราชภัฏเชียงใหม่ (Chiang Mai Rajabhat Education Journal) </strong>เป็นวารสารที่เผยแพร่บทความวิชาการและบทความวิจัย รวมถึงเป็นผลงานสร้างสรรค์ที่มีคุณภาพทางด้านครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ </em></p> </blockquote> <h3><strong>กระบวนการพิจารณาบทความ</strong></h3> <blockquote> <p><em>บทความที่ส่งมาตีพิมพ์จะได้รับการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะสาขาวิชา อย่างน้อย </em><em>3 คน (Double-blind peer review) จากหลากหลายสถาบัน ผู้แต่งไม่ทราบชื่อผู้ประเมิน ผู้ประเมินไม่ทราบชื่อผู้แต่ง </em></p> </blockquote> <h3><strong> ขอบเขตการตีพิมพ์</strong></h3> <blockquote> <p><em>บทความต้องมีประเด็นที่น่าสนใจศึกษาทางด้านครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ได้แก่ </em></p> <em>- การศึกษาปฐมวัย - การประถมศึกษา<br />- พลศึกษาและนันทนาการ - คอมพิวเตอร์ศึกษา<br />- เกษตรศาสตร์ - เคมี<br /></em><em>- ชีววิทยา - ฟิสิกส์<br />- คณิตศาสตร์ - อุตสาหกรรมและเทคโนโลยีศึกษา<br />- ดนตรีศึกษา - นาฏศิลป์<br />- ภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ - ศิลปศึกษา<br />- สังคมศึกษา - วิทยาศาสตร์ทั่วไป<br />- การศึกษาพิเศษ - จิตวิทยาการศึกษาและการแนะแนว <br />- หลักสูตรและการสอน - บริหารการศึกษา <br />- การวิจัยทางการศึกษา - การวัดและประเมินผลทางการศึกษา<br />- นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา - สาขาที่เกี่ยวข้องกับทางการศึกษา</em></blockquote> <h3><strong>ประเภทบทความที่รับ</strong></h3> <ul> <li><em>บทความวิชาการ</em></li> <li><em>บทความวิจัย</em></li> </ul> <h3><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์</strong></h3> <ul> <li class="show"><em>ภาษาไทย</em></li> <li class="show"><em>ภาษาอังกฤษ</em></li> </ul> <h3><strong>กำหนดการออก</strong></h3> <p><em>วารสารตีพิมพ์ 4 ฉบับต่อปี (ราย 3 เดือน)<br /></em></p> <ul> <li class="show"><em>ฉบับที่ 1 มกราคม - มีนาคม</em></li> <li class="show"><em>ฉบับที่ 2 เมษายน - มิถุนายน</em></li> <li><em>ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน</em></li> <li><em>ฉบับที่ 4 ตุลาคม - ธันวาคม</em></li> </ul> <h3><strong>การเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ</strong></h3> <p><em><strong> </strong></em><em>วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ กำหนดเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานและการพัฒนาคุณภาพวารสาร ดังนี้</em></p> <ul> <li><em><strong>บทความภาษาไทย </strong>ค่าธรรมเนียม 2,500 บาท ต่อบทความ</em></li> <li><em><strong>บทความภาษาอังกฤษ </strong> ค่าธรรมเนียม 3,500 บาท ต่อบทความ</em></li> </ul> <p><em> ผู้เขียนต้องชำระค่าธรรมเนียม <strong>หลังจากบทความผ่านการคัดกรองเบื้องต้นโดยกองบรรณาธิการ</strong> (ยังไม่ถือว่าผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ) เพื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) ภายใน <strong>15 </strong><strong>วันทำการ</strong> นับจากวันที่ได้รับแจ้งจากกองบรรณาธิการ</em></p> <p><em> ในกรณีที่บทความได้รับผลการประเมินว่า “ผ่าน” จากผู้ทรงคุณวุฒิ 2 ใน 3 ท่าน ผู้เขียนต้องปรับปรุงบทความตามข้อเสนอแนะ และบทความจะถูกส่งให้ผู้ทรงคุณวุฒิเพิ่มเติมอีก 1 ท่านเพื่อตรวจสอบความสมบูรณ์ โดยผู้เขียนต้องชำระค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจำนวน <strong>500 </strong><strong>บาท</strong> สำหรับบทความภาษาไทย หรือ <strong>800 </strong><strong>บาท</strong> สำหรับบทความภาษาอังกฤษ</em></p> <p><strong>หมายเหตุ:</strong><br />การชำระค่าธรรมเนียมไม่เป็นการรับประกันการตีพิมพ์ บทความจะได้รับการตีพิมพ์เมื่อผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิและได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการเท่านั้น ทั้งนี้ ขอให้ผู้เขียนศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก <a href="https://drive.google.com/file/d/12RNOmSBreVLgKkzawTlwo9XeEeK4y8Vr/view?usp=drive_link"><strong>ประกาศวารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เรื่อง การเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ </strong></a> </p> <p><em><strong>ISSN: </strong>2821-9961 (Online)</em></p> <h3><strong>Publisher (เจ้าของวารสาร)</strong></h3> <blockquote> <p><em>คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ (ศูนย์แม่ริม)</em><br /><em>เลขที่ 180 หมู่ 7 ถนนโชตนา (เชียงใหม่-ฝาง) ตำบลขี้เหล็ก อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ 50180</em><br /><em><strong>โทร:</strong> 085-0388990<br /><span class="fontstyle0"><strong>อีเมล: </strong>edu.cmru.journal@g.cmru.ac.th</span></em></p> </blockquote> คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ th-TH วารสารครุศาสตร์ ราชภัฏเชียงใหม่ 2821-9961 <p>วารสาร TCI อยู่ภายใต้การอนุญาต <a href="https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/"><strong>Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0)</strong></a> เว้นแต่จะระบุไว้เป็นอย่างอื่น โปรดอ่านหน้านโยบายของเราสําหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเข้าถึงแบบเปิด ลิขสิทธิ์ และการอนุญาต</p> สถานการณ์และแนวโน้มความเครียดของนักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา https://so07.tci-thaijo.org/index.php/cmredujo/article/view/7072 <p> บทความเชิงวิชาการเรื่อง สถานการณ์และแนวโน้มความเครียดของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา มีจุดประสงค์เพื่อนำเสนอ 3 ประเด็น ได้แก่ สถานการณ์และแนวโน้มความเครียดรวมถึงประเด็นสาเหตุความเครียดของนักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา โดยเป็นบทความทบทวนเชิงวรรณกรรมที่ได้นำเสนอจุดร่วมเชิงวิพากษ์ของผลการศึกษา พบว่า จากข้อมูลในปี 2565 ที่ผ่านมา พบว่าสถานการณ์พฤติกรรมสุขภาพของนักศึกษาในหลายประเด็นเป็นที่น่าวิตกกังวลและควรเร่งดำเนินการเพื่อหาแนวทางลดปัญหาต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านสภาวะสุขภาพทางจิตและความเครียดหลังพบนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษามีความเครียดสะสมเพิ่มมากขึ้น โดยพบว่ามีนักศึกษามีความเครียดเป็นอย่างมากสูงถึงร้อยละ 40 และมีความคิดอยากฆ่าตัวตายอยู่บ่อยครั้งตลอดเวลาสูงถึงร้อยละ 4 ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทยแต่ยังเกิดขึ้นทั่วโลก เช่นเดียวกับในประเทศไต้หวันและประเทศสหรัฐอเมริกา นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษามีแนวโน้มเป็นโรคซึมเศร้าและวิตกกังวลมากกว่าคนทั่วไปถึง 6 เท่า ซึ่งอาจนำไปสู่การฆ่าตัวตายและมีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในประเทศจีน พบ นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาที่มีอาการเครียดวิตกกังวลสูงที่สุด ซึ่งพบมากในระดับปริญญาโทที่มีอัตราการป่วยสูงกว่าระดับปริญญาเอกและมีแนวโน้มที่อาจจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในทุก ๆ ปี ซึ่งสาเหตุของความเครียดหลัก ๆ ของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษามาจากการเรียนที่เข้มข้น การเลือกอาจารย์ที่ปรึกษาโดยมีแนวทางไม่ตรงกัน การปรับตัวเข้ากับเพื่อน รวมไปถึงการมีภาระค่าใช้จ่ายระหว่างที่เรียนไปด้วย มักจะเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลให้รู้สึกเหนื่อย วิตกกังวล และนักศึกษาบางท่านถึงขั้นลาออกในที่สุด</p> พิเชษฐ์ เกียรติประยุกต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ ราชภัฏเชียงใหม่ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-25 2026-03-25 5 2 1 16 แนวทางการพัฒนาการบริหารงานวิชาการระดับปฐมวัยของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/cmredujo/article/view/7111 <p> การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการบริหารงานวิชาการระดับปฐมวัยของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ การวิจัยมี 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การศึกษาความต้องการจำเป็นการบริหารงานวิชาการระดับปฐมวัยของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียนและครูปฐมวัย จำนวน 280 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ เป็นแบบตอบสนองคู่ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีการจัดลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น ระยะที่ 2 การศึกษาแนวทางในการพัฒนา กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามชนิดมาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับเป็นแบบตอบสนองคู่ และสถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารงานวิชาการระดับปฐมวัยของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ มีค่าดัชนีการจัดลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น (PNI<sub>modified</sub>) เท่ากับ 0.044 โดยด้านการพัฒนาและผลิตสื่อมีความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสูงที่สุด 2) แนวทางในการพัฒนาการบริหารงานวิชาการระดับปฐมวัยของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ โดยใช้กระบวนการพัฒนาแบบ OKRs มี 1 วัตถุประสงค์หลัก (O) 4 ผลลัพธ์หลัก (KRs) แนวทางการพัฒนา 17 แนวทาง โดยรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด มีความเป็นไปได้อยู่ในระดับมาก</p> วัลลี ทองสันทัด ธราเทพ เตมีรักษ์ เอกลักษณ์ เพียสา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ ราชภัฏเชียงใหม่ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-25 2026-03-25 5 2 17 30 การสร้างและพัฒนาชุดการเรียนรู้แบบกิจกรรมเป็นฐานร่วมกับกระบวนการสร้างความคิดรวบยอดเพื่อพัฒนาผลการเรียนรู้และความคิดรวบยอดด้านวรรณคดีไทยสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/cmredujo/article/view/6555 <p> การวิจัยครั้งนี้ เป็นวิจัยรูปแบบวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการศึกษา (R&amp;D) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและพัฒนาชุดการเรียนรู้แบบกิจกรรมเป็นฐานร่วมกับกระบวนการสร้างความคิดรวบยอด เพื่อพัฒนาผลการเรียนรู้และความคิดรวบยอดด้านวรรณคดีไทย 2) ศึกษาผลการเรียนรู้และความคิดรวบยอดด้านวรรณคดีไทย และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังเรียนรู้ด้วยชุดการเรียนรู้แบบกิจกรรมเป็นฐานร่วมกับกระบวนการสร้างความคิดรวบยอด กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนสันกำแพง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 1 ห้องเรียน รวม 30 คน ได้มาโดยการเลือกตัวอย่างแบบกลุ่ม โดยใช้เครื่องมือการวิจัย ได้แก่ 1) ชุดการเรียนรู้แบบกิจกรรมเป็นฐานร่วมกับกระบวนการสร้างความคิดรวบยอด 2) แบบประเมินความเหมาะสมของชุดการเรียนรู้แบบกิจกรรมเป็นฐานร่วมกับกระบวนการสร้างความคิดรวบยอด 3) แบบทดสอบวัดความรู้ด้านวรรณคดีไทย แบบปรนัยเลือกตอบ 4) แบบทดสอบวัดทักษะการคิดเชิงวิพากษ์และเกณฑ์การประเมินการให้คะแนนแบบรูบริคส์ 5) แบบทดสอบวัดความคิดรวบยอดด้านวรรณคดีไทยและเกณฑ์การประเมินการให้คะแนนแบบรูบริคส์ และ 6) แบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ร้อยละ ฐานนิยม ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์การแปรผัน E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub> t-test (One Sample Test for Mean) และ Z-test (One Sample Test for Proportion)</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) ชุดการเรียนรู้แบบกิจกรรมเป็นฐานร่วมกับกระบวนการสร้างความคิดรวบยอด ชุดที่ 1 หัวใจชายหนุ่ม และชุดที่ 2 ทุกข์ของชาวนาในบทกวี ผลการหาประสิทธิภาพเชิงเหตุผลของชุดการเรียนรู้ฯ ในด้านองค์ประกอบ กิจกรรม เนื้อหา สื่อการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล ภาพรวมอยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด และผลการหาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์ E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub> เท่ากับ 75.63/75.11 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) ผลการเรียนรู้ของผู้เรียนหลังจัดการเรียนรู้ด้วยชุดการเรียนรู้แบบกิจกรรมเป็นฐานร่วมกับกระบวนการสร้างความคิดรวบยอด ทดสอบเชิงสถิติ t-test พบว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีความรู้ด้านวรรณคดีไทยสูงขึ้นร้อยละ 60 ของคะแนนเต็ม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และ Z–test ด้านทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ นักเรียนมากกว่าร้อยละ 60 ของนักเรียนทั้งหมดอยู่ในระดับดีขึ้นไป อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 3) ความคิดรวบยอดด้านวรรณคดีไทย จากผลการทดสอบเชิงสถิติ Z–test พบว่า นักเรียนมากกว่าร้อยละ 60 ของนักเรียนทั้งหมดอยู่ในระดับดีขึ้นไปอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 4) ความพึงพอใจของนักเรียนหลังเรียนรู้ด้วยชุดการเรียนรู้แบบกิจกรรมเป็นฐานร่วมกับกระบวนการสร้างความคิดรวบยอดอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\large&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />) 4.67 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) 0.10</p> ตรีทิพยนิภา จันทร์ปัญญา พิชญ์สินี ชมภูคำ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ ราชภัฏเชียงใหม่ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-25 2026-03-25 5 2 31 54 แนวทางการพัฒนาการจัดการความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/cmredujo/article/view/7176 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความต้องการจำเป็นในการพัฒนา การจัดการความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ การวิจัยมีทั้งหมด 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาองค์ประกอบกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน เพื่อประเมินความเหมาะสมขององค์ประกอบเครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสังเคราะห์องค์ประกอบ แบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระยะที่ 2 ศึกษาความต้องการจำเป็น กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 360 คน โดยใช้วิธีการสุ่มและเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับเป็นแบบตอบสนองคู่ และสถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระยะที่ 3 ศึกษาแนวทางในการพัฒนา กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามชนิดมาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับเป็นแบบตอบสนองคู่ และสถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน <br /> ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพที่เป็นจริงของการจัดการความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากส่วนสภาพที่ควรจะเป็นของการจัดการความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการจัดการความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษา มีค่าดัชนีการจัดลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น (PNI<sub>modified</sub>) เท่ากับ 0.267 โดยด้านการเอาชนะมีความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสูงที่สุด 3) แนวทางในการพัฒนาการจัดการความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษา แนวทางการพัฒนา 17 แนวทางโดยรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก มีความเป็นไปได้อยู่ในระดับมาก<br /><br /></p> สายฝน กาลเนตร อภิสิทธิ์ สมศรีสุข ธราเทพ เตมีรักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ ราชภัฏเชียงใหม่ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-25 2026-03-25 5 2 55 68 ผลการจัดการเรียนรู้ภูมิศาสตร์ด้วยสถานการณ์จำลองที่มีต่อทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/cmredujo/article/view/6469 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อออกแบบการจัดการเรียนรู้ภูมิศาสตร์ด้วยสถานการณ์จำลองที่มีต่อทักษะการคิดวิเคราะห์ และ 2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน เมื่อได้รับการจัดการเรียนรู้ภูมิศาสตร์ด้วยสถานการณ์จำลองกับเกณฑ์ร้อยละ 70 กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1/5 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 35 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบไปด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ และ 2) แบบทดสอบวัดทักษะการคิดวิเคราะห์ การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย (<em>M</em>) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า 1. ผลการออกแบบการจัดการเรียนรู้ภูมิศาสตร์ด้วยสถานการณ์จำลองที่มีต่อทักษะการคิดวิเคราะห์ ดังนี้ กิจกรรมสถานการณ์จำลองสำรวจพื้นที่เกาะ กิจกรรมสถานการณ์จำลองส่งวัตถุดิบกลับถิ่น และกิจกรรมสถานการณ์จำลองชี้จุดกิจกรรมมนุษย์ ตรวจสอบคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญพบว่ามีคุณภาพอยู่ในระดับความเหมาะสมมากที่สุด (<em>M</em>= 4.94, S.D. = 0.24) และ 2. นักเรียนมีทักษะการคิดวิเคราะห์สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 คิดเป็นร้อยละ 73.06 ซึ่งมีภาพรวมคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 15.34 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.00 (<em>M</em>= 15.34, S.D. = 2.00) </p> ณัฐศักดิ์ โลมาศ วงศกร รอดประยูร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ ราชภัฏเชียงใหม่ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-25 2026-03-25 5 2 69 79