วารสารวิจัยธรรมศึกษา https://so07.tci-thaijo.org/index.php/dsr <p>วารสารสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ รับตีพิมพ์เผยแพร่บทความในด้านมนุษยศาสตร์และสังคมโดยเน้นด้านพระพุทธศาสนาและปรัชญา สหวิทยาการด้านการศึกษา และสหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เริ่มตีเผยแพร่ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561</p> ศูนย์วิจัยธรรมศึกษาวัดอาวุธวิกสิตาราม th-TH วารสารวิจัยธรรมศึกษา 3027-8457 ผู้นำสุขภาวะทางปัญญา : การศึกษาเชิงวิเคราะห์ วิจักษ์ และวิธาน https://so07.tci-thaijo.org/index.php/dsr/article/view/10557 <p>บทความวิจัยเรื่องผู้นำสุขภาวะทางปัญญา : การศึกษาเชิงวิเคราะห์ วิจักษ์ และวิธาน มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ วิจักษ์ และวิธานแนวคิดผู้นำสุขภาวะทางปัญญา โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพเชิงปรัชญา อาศัยการวิเคราะห์เอกสาร การตีความเชิงแนวคิด และการสังเคราะห์องค์ความรู้จากแนวคิดภาวะผู้นำ สุขภาวะทางปัญญา และพุทธปรัชญาที่เกี่ยวข้อง ผลการวิจัยพบว่า ผู้นำสุขภาวะทางปัญญาเป็นภาวะผู้นำที่ตั้งอยู่บนฐานการพัฒนาภายในของมนุษย์ ประกอบด้วยการตระหนักรู้ตนเอง ปัญญาเชิงคุณธรรม ความเมตตากรุณา การสร้างความหมายในการทำงาน และความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ซึ่งช่วยเสริมสร้างความไว้วางใจ แรงจูงใจภายใน และบรรยากาศองค์กรแห่งการเรียนรู้และความร่วมมือ ทั้งนี้ แนวทางเชิงวิธานเสนอการพัฒนาผู้นำผ่านการฝึกสติ การใคร่ครวญสะท้อนตน การบูรณาการคุณธรรมในกระบวนการบริหาร และการขับเคลื่อนองค์กรบนฐานความรับผิดชอบต่อสังคมเพื่อการพัฒนามนุษย์และองค์กรอย่างยั่งยืน</p> อิทธิศักดิ์ เลอยศพรชัย เมธา หริมเทพาธิป ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยธรรมศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-29 2026-06-29 9 1 75 86 ความต้องการหลักสูตรฝึกอบรมการดูแลผู้สูงอายุขั้นกลางของสภากาชาดไทย มุมมองของผู้เชี่ยวชาญ พยาบาล ญาติผู้ดูแล และผู้สูงอายุ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/dsr/article/view/11604 <p>การวิจัยเชิงสำรวจนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการหลักสูตรฝึกอบรมการดูแลผู้สูงอายุ ขั้นกลางของสภากาชาดไทย ใช้ระเบียบวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Method Research) กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง 4 กลุ่ม ได้แก่ 1) ผู้เชี่ยวชาญด้านหลักสูตรฝึกอบรมและด้านการดูแลผู้สูงอายุ จำนวน 3 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เก็บข้อมูลด้วยแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง วิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา 2) พยาบาลวิชาชีพ จำนวน 32 คน 3) ญาติ/ผู้ดูแลผู้สูงอายุ จำนวน 30 คน <br />4) ผู้สูงอายุ จำนวน 30 คน คัดเลือกแบบสุ่มอย่างง่าย เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม เครื่องมือทุกชุดผ่านการตรวจสอบความตรง เชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ได้ค่า IOC เฉลี่ย 0.99 และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ผู้เชี่ยวชาญเห็นตรงกันว่าควรกำหนดสมรรถนะของผู้ดูแลผู้สูงอายุขั้นกลางให้ชัดเจนตามแนวคิดฐานสมรรถนะ (Competency-Based) โดยระบุขอบเขตความสามารถ บทบาท และข้อจำกัดในการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับข้อกำหนดทางกฎหมาย ควรเน้นการฝึกทักษะภาคปฏิบัติ จำนวน 40 ชั่วโมง คิดเป็นร้อยละ 57 ของระยะเวลาการอบรมทั้งหมด เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจและความสามารถในการนำความรู้ไปใช้ได้จริงอย่างถูกต้อง เนื้อหาหลักสูตรควรครอบคลุม 12 หมวดวิชา ผู้เชี่ยวชาญและพยาบาลเสนอแนะให้เพิ่มเติมเนื้อหาเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมรับมือเมื่อเกิดภัยพิบัติสำหรับผู้ดูแลผู้สูงอายุ เพื่อให้สอดคล้องกับพันธกิจด้านการบรรเทาทุกข์และอัตลักษณ์ของสภากาชาดไทย ด้านรูปแบบการอบรม ผู้เชี่ยวชาญและพยาบาลเห็นว่า หลักสูตรการดูแลผู้สูงอายุขั้นกลางสามารถจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Hybrid Learning) เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงหลักสูตรลดข้อจำกัดเรื่องระยะเวลาในการอบรม และมีระบบสนับสนุนต่อเนื่องหลังการอบรมในการทบทวนความรู้ การตอบข้อสงสัย การให้คำปรึกษาหลังการอบรม จากการศึกษายังพบว่าพยาบาลและผู้ดูแลผู้สูงอายุมีความต้องการความรู้ของผู้ดูแลในภาพรวมในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.57 และ 4.52 ตามลำดับ) โดยหมวดวิชาที่มีความต้องการสูงสุดคือ การส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ (x̄ = 4.65) ขณะที่ผู้สูงอายุให้ความสำคัญต่อสมรรถนะด้านจิตใจและมนุษย์สัมพันธ์มากกว่าทักษะการดูแลด้านร่างกาย (x̄ = 4.22) ผลการวิจัยสามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมการดูแลผู้สูงอายุขั้นกลางของสภากาชาดไทยต่อไป</p> อัญชนา สัจจวิโส สิริลักษณ์ แก้วทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยธรรมศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-29 2026-06-29 9 1 174 188 องค์ประกอบเชิงยืนยันความพร้อมด้านการเป็นผู้นำดิจิทัลของนักศึกษาปริญญาโท สาขาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/dsr/article/view/11309 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความพร้อมด้านการเป็นผู้นำดิจิทัลของนักศึกษาปริญญาโท สาขาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี และ 2) วิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันความพร้อมด้านการเป็นผู้นำดิจิทัลของนักศึกษาปริญญาโท สาขาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาระดับปริญญาโท สาขาวิชาการบริหารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี จำนวน 234 คน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถาม สถิติวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ความพร้อมด้านการเป็นผู้นำดิจิทัลของนักศึกษาปริญญาโท สาขาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านพบว่าอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดคือ ด้านจริยธรรมและความรับผิดชอบดิจิทัล รองลงมาคือ ด้านการสื่อสารและการทำงานร่วมกันด้วยดิจิทัล ด้านสมรรถนะด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ด้านวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ดิจิทัล และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดคือ ด้านภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล และ 2) โมเดลองค์ประกอบเชิงยืนยันความพร้อมด้านการเป็นผู้นำดิจิทัลภายหลังการปรับโมเดล มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์เป็นอย่างดี พิจารณาจากค่า $\chi^2$ เท่ากับ 222.416, p = 0.0867, $\chi^2/df$ เท่ากับ 1.141, CFI เท่ากับ 0.996, TLI เท่ากับ 0.994, GFI เท่ากับ 0.989, AGFI เท่ากับ 0.980, SRMR เท่ากับ 0.023 และ RMSEA เท่ากับ 0.025 ซึ่งผ่านเกณฑ์ดัชนีความสอดคล้องทุกตัว จึงยืนยันได้ว่าโมเดลที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมและสามารถนำไปใช้อธิบายองค์ประกอบความพร้อมด้านการเป็นผู้นำดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> ประพจน์ แย้มทิม กล้าศักดิ์ จิตต์สงวน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยธรรมศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-29 2026-06-29 9 1 287 300 การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ OBE สำหรับสาขาวิชาการสอนสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย https://so07.tci-thaijo.org/index.php/dsr/article/view/10572 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการศึกษาที่เน้นผลลัพธ์ (OBE) สำหรับสาขาวิชาการสอนสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย 2) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด OBE และ 3) ประเมินประสิทธิภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นการวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามมาตรวัดประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่น (Reliability) เท่ากับ 0.980 และแบบประเมินรับรองรูปแบบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ กลุ่มตัวอย่างสำหรับการวิจัยเชิงปริมาณ ได้แก่ อาจารย์และนักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ จำนวน 200 รูป/คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory Factor Analysis: CFA) ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพได้มาจากการประเมินประสิทธิภาพโดยกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 รูป/คน และนำมาวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า:</p> <p> (1) องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด OBE ประกอบด้วย <br />4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1) การออกแบบหลักสูตร 2) การจัดการเรียนการสอน 3) คุณภาพผู้เรียนในด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติ และ 4) การวัดและประเมินผล</p> <p> (2) รูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด OBE ที่พัฒนาขึ้น มีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) พบว่า โมเดลมีความสอดคล้องกับตัวชี้วัดความเหมาะสม โดยมีค่า Chi-square ($\chi^2$) = 14.666, df = 16, P-value = 0.550, GFI = 0.960, AGFI = 0.910 และ RMSEA = 0.000</p> <p> (3) ผลการประเมินประสิทธิภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 รูป/คน พบว่า รูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด OBE สำหรับสาขาวิชาการสอนสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย <br />มีความเหมาะสม มีความเป็นไปได้ และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง </p> พระครูศรีธรรมวุฒิ พระครูศรีวีรคุณสุนทร นิเวศน์ วงศ์สุวรรณ พระวิชาญ สุทฺธิจิตฺโต (อุษาระยับไพร) พระมหาสมเด่น วิสารโท (จันทง) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยธรรมศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-29 2026-06-29 9 1 267 286 แนวทางการประยุกต์ใช้วิธีการอุปัฏฐากของพระอานนท์ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/dsr/article/view/11610 <p>วิทยานิพนธ์นี้เป็นการประยุกต์ใช้วิธีการอุปัฏฐากของพระอานนท์โดยมี วัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาบทบาทหน้าที่ของพระอานนท์ในการเป็นพุทธอุปัฏฐาก 2) เพื่อศึกษาหลักการอุปัฏฐากในพระพุทธศาสนา 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้วิธีการอุปัฏฐากของพระอานนท์โดยการศึกษาข้อมูลจากคัมภีร์ พระไตรปิฎก อรรถกถา และคัมภีร์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องงานวิทยานิพนธ์นี้เป็นงานวิทยานิพนธ์เชิงเอกสาร (Documentary Research) โดยผู้วิจัยได้กำหนดขอบเขตของเนื้อหาโดยการ สังเคราะห์จากการศึกษาอัตตชีวประวัติของพระอานนท์แล้วนำมาเรียบเรียงบรรยายเป็นเชิงพรรณนาเป็นงานวิจัยเชิงเอกสาร </p> <p> ผลการวิจัย พบว่า บทบาทหน้าที่ของพระอานนท์ในการเป็นพุทธอุปัฏฐาก พระอานนท์เป็นพุทธอุปัฏฐากผู้มีบทบาทสำคัญยิ่งในการอุปถัมภ์รับใช้พระพุทธเจ้า ด้วยจิตใจที่เปี่ยมด้วยศรัทธา ความเคารพ และความเสียสละอย่างแท้จริง ท่านได้ปฏิบัติหน้าที่ดูแลใกล้ชิดพระพุทธองค์ ทั้งในด้านการจัดเตรียมกิจวัตร การอำนวยความสะดวกในการพบปะพุทธบริษัท และการกราบทูลเรื่องราวต่าง ๆ แด่พระพุทธเจ้าอย่างเหมาะสม พระอานนท์ยังเป็นผู้มีปฏิภาณและความทรงจำเป็นเลิศ สามารถจดจำพระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ได้อย่างแม่นยำ ทำให้พระธรรมคำสอนจำนวนมากได้รับการสืบทอดมาสู่คนรุ่นหลัง นอกจากนี้ท่านยังมีเมตตาจิตและความอ่อนโยนในการประสานความสัมพันธ์ระหว่างพระพุทธเจ้ากับพุทธบริษัท จึงทำให้การเผยแผ่พระธรรมดำเนินไปด้วยความราบรื่น ความเพียร ความอดทน และความจงรักภักดีของพระอานนท์ จึงนับเป็นแบบอย่างของผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยปัญญาและความกตัญญูต่อพระศาสดา อันเป็นคุณูปการสำคัญต่อการดำรงอยู่ของพระพุทธศาสนาในกาลต่อมา หลักการอุปัฏฐากในพระพุทธศาสนา หลักการอุปัฏฐากในพระพุทธศาสนาเป็นแนวทางแห่งการปรนนิบัติรับใช้ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของศรัทธา ความเคารพ และความเมตตากรุณา ผู้ทำหน้าที่อุปัฏฐากพึงมีจิตใจบริสุทธิ์ มุ่งช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความจริงใจ ไม่หวังผลตอบแทน การอุปัฏฐากมิได้หมายถึงเพียงการดูแลด้านร่างกายหรือสิ่งอำนวยความสะดวกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเอาใจใส่ ดูแลด้วยความเข้าใจและปัญญา ผู้ปฏิบัติหน้าที่ควรมีความสุภาพ อ่อนน้อม และสำรวมกาย วาจา ใจ ให้เหมาะสมกับกาลเทศะ อีกทั้งต้องมีความขยันหมั่นเพียร รู้จักสังเกตความต้องการของผู้ที่ตนดูแลโดยไม่ต้องรอการบอกกล่าว การอุปัฏฐากที่ดีจึงเป็นการปฏิบัติที่ผสานทั้งคุณธรรมและจริยธรรมเข้าด้วยกัน เมื่อกระทำด้วยจิตที่เปี่ยมด้วยเมตตาและสติปัญญา ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งแก่ผู้รับการอุปัฏฐากและผู้ปฏิบัติเอง อีกทั้งยังสะท้อนถึงจิตสำนึกแห่งการเกื้อกูลกันในสังคมตามแนวทางแห่งพระพุทธศาสนา</p> <p>แนวทางการประยุกต์ใช้วิธีการอุปัฏฐากของพระอานนท์ แนวทางการประยุกต์ใช้วิธีการอุปัฏฐากของ พระอานนท์ ในพระพุทธศาสนาสามารถนำมาเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตและการทำงานได้อย่างกว้างขวาง โดยยึดหลักความเคารพ ศรัทธา และความเสียสละเป็นพื้นฐานสำคัญ ผู้ปฏิบัติควรมีจิตใจเอื้อเฟื้อ พร้อมช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความเต็มใจและจริงใจ ดำเนินหน้าที่ด้วยความรอบคอบและใส่ใจในรายละเอียด เช่นเดียวกับที่พระอานนท์ได้ปรนนิบัติรับใช้ พระพุทธเจ้า อย่างใกล้ชิดและสม่ำเสมอ นอกจากนี้ยังควรฝึกความจำ การใฝ่รู้ และการฟังอย่างตั้งใจ เพื่อให้สามารถรับรู้และถ่ายทอดสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นได้อย่างถูกต้อง การอุปัฏฐากในลักษณะนี้ยังสอนให้รู้จักการประสานงานและสร้างความสามัคคีในหมู่คณะ เมื่อผู้ปฏิบัติดำรงตนด้วยความอ่อนน้อม สุภาพ และมีเมตตากรุณา ย่อมทำให้เกิดบรรยากาศแห่งความไว้วางใจและความร่วมมือ อันเป็นรากฐานสำคัญของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมตามแนวทางพระพุทธศาสนา</p> พระไพรวัลย์ ขนฺติธมฺโม/สีดา พระศรีสัจญาณมุนี กาญจนพงศ์ สุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยธรรมศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-29 2026-06-29 9 1 225 238 การบริหารงานบุคคลและปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการสอนของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/dsr/article/view/9653 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการสอนของครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 2) ศึกษาระดับประสิทธิภาพการสอนของครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 และ 3) เปรียบเทียบประสิทธิภาพการสอนของครูจำแนกตามสถานภาพเพศ การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) โดยใช้แบบสอบถามทั้งแบบปลายปิดและปลายเปิด แบ่งออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลส่วนบุคคล ปัจจัยด้านการบริหารงานบุคคล ปัจจัยที่ส่งผลต่อการสอน ประสิทธิภาพการสอน และข้อเสนอแนะ</p> <p>ประชากรคือครูผู้สอนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 จำนวน 1,217 คน ในปีการศึกษา 2567 โดยกำหนดกลุ่มตัวอย่างจำนวน 302 คน ด้วยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วนของครูในแต่ละอำเภอ เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามซึ่งพัฒนาตามกรอบแนวคิดด้านปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการสอน 4 ด้าน ได้แก่ บรรยากาศในการเรียนการสอน แรงจูงใจในการปฏิบัติงาน บุคลิกภาพครู และภาวะผู้นำของผู้บริหาร ส่วนประสิทธิภาพการสอนพิจารณาตามตัวบ่งชี้ 5 ประการของ Borich ได้แก่ ความชัดเจนของบทเรียน การใช้กิจกรรมการสอนที่หลากหลาย ความเอาใจใส่งานสอน ประสิทธิภาพของกระบวนการเรียนรู้ และการส่งเสริมความสำเร็จของผู้เรียน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยด้านบรรยากาศในการเรียนการสอน แรงจูงใจในการปฏิบัติงาน บุคลิกภาพของครู และภาวะผู้นำของผู้บริหาร ล้วนมีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อประสิทธิภาพการสอนของครู ทั้งในด้านการจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตร การใช้วิธีการและสื่อที่เหมาะสม และผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน นอกจากนี้ พบว่าครูมีระดับประสิทธิภาพการสอนอยู่ในระดับสูง และเมื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพการสอนจำแนกตามเพศ ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการวิจัยสะท้อนว่า การสนับสนุนด้านการบริหารงานบุคคลร่วมกับการพัฒนาปัจจัยภายในตัวครูและสภาพแวดล้อมโรงเรียนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1</p> ธัญญลักษณ์ ไหมม่วง ประจวบ จันทร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยธรรมศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-29 2026-06-29 9 1 87 108 รูปแบบการบริหารเทคโนโลยีการศึกษาดิจิทัลของสถานศึกษา เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนตามกรอบ SDGs https://so07.tci-thaijo.org/index.php/dsr/article/view/11460 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์องค์ประกอบของการบริหารเทคโนโลยีการศึกษาดิจิทัลของสถานศึกษาที่เอื้อต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนตามกรอบ SDGs โดยมุ่งเน้น SDG 4 และ SDG 10 2) พัฒนาและตรวจสอบความสอดคล้องของรูปแบบการบริหารเทคโนโลยีการศึกษาดิจิทัลของสถานศึกษากับข้อมูลเชิงประจักษ์ และ 3) ยืนยันความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ภายใต้การวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&amp;D) <br /> กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา รองผู้บริหารสถานศึกษาหรือผู้รับผิดชอบงานเทคโนโลยี หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ และครูผู้สอนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 480 คน จากสถานศึกษา 120 แห่ง ได้มาโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน และสุ่มแบ่งระดับสถานศึกษาเป็นกลุ่มวิเคราะห์ EFA จำนวน 240 คน จาก 60 แห่ง และกลุ่มตรวจสอบ CFA/SEM จำนวน 240 คน จาก 60 แห่ง ผู้ให้ข้อมูลเชิงคุณภาพ ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 18 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม และแบบประเมินรูปแบบ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน การวิเคราะห์แบบจำลองสมการโครงสร้าง และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารเทคโนโลยีการศึกษาดิจิทัลของสถานศึกษาประกอบด้วย <br />6 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) วิสัยทัศน์และนโยบายดิจิทัลทางการศึกษา (2) ภาวะผู้นำและการกำกับ<br />การเปลี่ยนแปลงเชิงดิจิทัล (3) โครงสร้างพื้นฐานและระบบเทคโนโลยีการศึกษา (4) การพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านดิจิทัล (5) การบริหารจัดการข้อมูลและการใช้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ และ (6) วัฒนธรรมองค์กรและนวัตกรรมทางการศึกษา มีค่า KMO เท่ากับ 0.934 และอธิบายความแปรปรวนสะสมได้ร้อยละ 72.58 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ในเกณฑ์ดี โดยมีค่า χ²/df = 1.684, CFI = 0.972, TLI = 0.965, GFI = 0.941, AGFI = 0.918, RMSEA = 0.038 และ SRMR = 0.032 และ 3) ผู้ทรงคุณวุฒิยืนยันว่ารูปแบบมีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ <br />และความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยรวม 4.69 แสดงว่า รูปแบบสามารถใช้เป็นแนวทางบริหารเทคโนโลยีการศึกษาดิจิทัลเพื่อส่งเสริมคุณภาพ ความเท่าเทียม และความยั่งยืนทางการศึกษาได้อย่างเหมาะสม เมื่อพิจารณาอิทธิพลเชิงโครงสร้าง พบว่า การพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านดิจิทัลมีอิทธิพลสูงสุด (β = 0.47) ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานและระบบเทคโนโลยีการศึกษามีอิทธิพลต่ำสุด (β = 0.31) แต่ยังมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> ลัดดาวัลย์ คงสมบูรณ์ กิตติพงษ์ ขันตีกรม ยุพดี จรุงกลิ่น นกัญ ทองสิงห์ อชิตพล มีมุ้ย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยธรรมศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-29 2026-06-29 9 1 200 224 ศึกษาวิเคราะห์บทบาทในการสังคมสงเคราะห์ ของพระราชภาวนาวชิรคุณ (จื่อ พนฺธมุตฺโต) วัดเขาตาเงาะอุดมพร อำเภอหนองบัวระเหว จังหวัดชัยภูมิ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/dsr/article/view/11611 <p>วิทยานิพนธ์เรื่อง “ศึกษาวิเคราะห์บทบาทในการสังคมสงเคราะห์ของพระราชภาวนาวชิรคุณ (จื่อ พนฺธมุตฺโต) วัดเขาตาเงาะอุดมพร อำเภอหนองบัวระเหว จังหวัดชัยภูมิ” มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาบทบาทของพระสงฆ์ในด้านสังคมสงเคราะห์ 2) เพื่อศึกษาบทบาทในการสังคมสงเคราะห์ ของพระราชภาวนาวชิรคุณ (จื่อ พนฺธมุตฺโต) และ 3) เพื่อศึกษาวิเคราะห์บทบาทในการสังคม สงเคราะห์ของพระราชภาวนาวชิรคุณ (จื่อ พนฺธมุตฺโต)</p> <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยศึกษาข้อมูลจาก เอกสารทางพระพุทธศาสนา งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และข้อมูลภาคสนามจากการสัมภาษณ์เชิงลึก (Indepth Interview) ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ พระสงฆ์ ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งการ สังเกตแบบมีส่วนร่วม (Participant Observation) จากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เชิงพรรณนา (Descriptive Analysis) โดยอาศัยกรอบแนวคิดทางพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะหลักสังคหวัตถุ 4 และแนวคิดพุทธศาสนาเชิงรุกเป็นฐานในการวิเคราะห์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า บทบาทของพระสงฆ์ในด้านสังคมสงเคราะห์มีความสำคัญต่อการพัฒนา สังคมไทยในหลายมิติ ทั้งด้านการช่วยเหลือเกื้อกูลผู้ตกทุกข์ได้ยาก การส่งเสริมคุณภาพชีวิตของ ประชาชน และการพัฒนาชุมชนให้เกิดความเข้มแข็งและยั่งยืน โดยอาศัยหลักธรรมทาง พระพุทธศาสนาเป็นแนวทางในการดำเนินงาน</p> <p>สำหรับบทบาทในการสังคมสงเคราะห์ของพระราชภาวนาวชิรคุณ (จื่อ พนฺธมุตฺโต) พบว่า ท่านได้ดำเนินกิจกรรมด้านสังคมสงเคราะห์อย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการศึกษา การสาธารณสุข การช่วยเหลือผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาส และผู้ประสบภัยพิบัติ รวมถึงการพัฒนาสาธารณูปโภคและ สาธารณประโยชน์ในพื้นที่วัดและชุมชน ตลอดจนการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมแก่ประชาชน เพื่อให้ สามารถดำเนินชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนาได้อย่างเหมาะสม</p> <p>ผลการวิเคราะห์บทบาทดังกล่าวพบว่า การดำเนินงานด้านสังคมสงเคราะห์ของพระราช ภาวนาวชิรคุณ (จื่อ พนฺธมุตฺโต) มีลักษณะเป็นการบูรณาการระหว่างหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา กับการพัฒนาสังคมอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการประยุกต์ใช้หลักสังคหวัตถุ 4 ได้แก่ ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา และสมานัตตตา ส่งผลให้เกิดความร่วมมือระหว่างวัด ชุมชน และหน่วยงานต่าง ๆ อันนำไปสู่การพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังสะท้อนบทบาทของพระสงฆ์ในฐานะผู้นำทางจิต วิญญาณและนักพัฒนาสังคมตามแนวพุทธศาสนาเชิงรุก</p> ณัฐพงษ์ เลามะลัง กาญจนพงศ์ สุวรรณ พระศรีสัจญาณมุนี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยธรรมศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-29 2026-06-29 9 1 189 199 ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารกับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 1 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/dsr/article/view/9655 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 1 2. เพื่อศึกษาระดับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 1 และ 3. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารกับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 1 กลุ่มตัวอย่างคือ ครูและบุคลากรในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 1 จำนวน 90 โรง จำนวน 314 คน โดยการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าถดถอยพหุคุณ </p> <p>สรุปผลการวิจัยพบว่า ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา ในภาพรวมอยู่ในระดับ มาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านการสร้างภาพลักษณ์ รองลงมาคือ ด้านการมีส่วนร่วมการเรียนรู้และผลลัพธ์ของผู้เรียน ส่วนด้านอื่น ๆ (การสร้างโอกาส, การสื่อสาร, การเรียนรู้และการเติบโตทางวิชาชีพ และการประชาสัมพันธ์) อยู่ในระดับที่ลดหลั่นกันไปตามลำดับ</p> <p>คุณภาพการศึกษาของโรงเรียน: ในภาพรวมอยู่ในระดับ มาก โดยเรียงลำดับความสำคัญจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านคุณภาพของผู้เรียน ด้านกระบวนการบริหารและการจัดการ และด้านกระบวนการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ</p> <p>ผลการทดสอบสมมติฐาน: พบว่าภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหาร มีความสัมพันธ์ทางบวก กับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีอำนาจการพยากรณ์หรือความสัมพันธ์ร่วมกันคิดเป็นร้อยละ 67.90</p> วิโรจน์ ชูชาติ ดลนภา ท้วมยัง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยธรรมศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-29 2026-06-29 9 1 109 123 ศึกษาอิทธิพลความเชื่อเรื่องเวสสันดรชาดกที่มีผลต่อการพัฒนาวัด ในจังหวัดชัยภูมิ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/dsr/article/view/11569 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ดังนี้ 1 ศึกษาความเชื่อและแนวปฏิบัติเรื่องเวสสันดรชาดก 2 ศึกษาประเพณีการจัดเทศน์มหาชาติประจำปี ของพระสงฆ์ในจังหวัดชัยภูมิ 3 ศึกษาอิทธิพลความเชื่อเรื่องเวสสันดรชาดกที่มีผลต่อการพัฒนาวัดในจังหวัดชัยภูมิ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ จัดเก็บข้อมูลด้วยวิธีการลงพื้นที่สัมภาษณ์กลุ่มประชาชน ในตำบลกุดชุมแสง อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ จำนวน 15 คน โดยแบ่งเป็นพระภิกษุจำนวน 5 รูป บุคคลทั่วไปจำนวน 10 คน ใช้วิธีการเจาะจงตามประเด็นที่ต้องการศึกษาวิจัย จำนวน 15 รูป/คน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ความเชื่อเรื่องเวสสันดรชาดกในจังหวัดชัยภูมิฝังราก ลึกผ่านคติเรื่อง "การบำเพ็ญทานบารมี" โดยเฉพาะความเชื่อที่ว่าการฟังเทศน์มหาชาติให้จบภายในวันเดียวจะอานิสงส์นำไปสู่การเกิดในยุคพระศรีอริยเมตไตรย ส่งผลให้เกิดแนวปฏิบัติในการสืบทอดหลักธรรมผ่านงานศิลปกรรม การสวด และการจำลองวิถีชีวิตตามเนื้อหาในกัณฑ์ต่าง ๆ 2) พระสงฆ์ในจังหวัดชัยภูมิมีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณและผู้รักษาจารีต "งานบุญผะเหวด" (บุญมหาชาติ) โดยมีการจัดรูปแบบเทศน์มหาชาติที่เป็นเอกลักษณ์ เช่น การเทศน์ทำนองอีสาน (เทศน์สังกาส) การจัดขบวนแห่พระเวสสันดรเข้าเมือง และการตกแต่งศาลาการเปรียญให้เป็นป่าหิมพานต์ ซึ่งเป็นกลไกในการสร้างความสามัคคีระหว่างวัดและชุมชน 3) ความเชื่อเรื่องเวสสันดรชาดกส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาวัดในหลายมิติ คือ มิติด้านศาสนวัตถุ ผ่านการระดมทุนจากการเทศน์มหาชาติเพื่อสร้างและบูรณะศาสนสถาน และ มิติด้านการจัดการ โดยใช้ทุนทางวัฒนธรรมนี้เป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการวัดแบบมีส่วนร่วม ทำให้วัดกลายเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ส่งเสริมให้วัดในจังหวัดชัยภูมิมีความเข้มแข็งและยั่งยืน</p> พระศรีสัจญาณมุนี พระวรุต วิสุทฺโธ คนเพียร กาญจนพงศ์ สุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยธรรมศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-29 2026-06-29 9 1 160 173 การใช้กฎหมายเชิงยุทธศาสตร์ในการบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาล https://so07.tci-thaijo.org/index.php/dsr/article/view/10973 <p>บทความนี้มุ่งศึกษาบทบาทของกฎหมายในฐานะเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ของการบริหารการศึกษา โดยตั้งอยู่บนสมมติฐานว่ากฎหมายมิได้เป็นเพียงข้อจำกัดของการใช้อำนาจ หากแต่เป็นกรอบกำหนดทิศทาง โครงสร้างอำนาจ และมาตรฐานความรับผิดของการบริหารสถานศึกษา วัตถุประสงค์ของการศึกษาคือ (1) วิเคราะห์แนวคิดและหลักการที่เชื่อมโยงกฎหมายกับการบริหารการศึกษาและธรรมาภิบาล และ (2) สังเคราะห์กรอบการออกแบบการบริหารสถานศึกษาที่สอดคล้องกับหลักกฎหมาย บทความนี้ใช้การศึกษาเอกสารและการวิเคราะห์เชิงแนวคิดทางกฎหมายและการบริหารการศึกษา โดยวิเคราะห์ตัวบทกฎหมาย หลักกฎหมายมหาชน งานวิชาการ และการเปรียบเทียบแนวทางต่างประเทศ</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า การบูรณาการกฎหมายในฐานะเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ช่วยยกระดับการบริหารสถานศึกษาจากการปฏิบัติตามกฎไปสู่การบริหารที่มีทิศทาง ความคาดหมายได้ และความชอบธรรมเชิงสถาบัน กฎหมายทำหน้าที่เป็นโครงสร้างต้นน้ำที่กำหนดขอบเขตอำนาจ การใช้ดุลพินิจ และกลไกความรับผิด ซึ่งส่งเสริมทั้งประสิทธิภาพการบริหารและความยั่งยืนขององค์กรการศึกษา การวิเคราะห์เปรียบเทียบชี้ว่าการออกแบบกฎหมายแบบยึดหลักการ ควบคู่กลไกตรวจสอบและการเปิดเผยข้อมูล สามารถสร้างสมดุลระหว่างความยืดหยุ่นและความรับผิดได้ จึงเสนอแนะให้หน่วยงานกำกับจัดระบบกฎหมายและกรอบความรับผิดให้สอดคล้อง เสริมสมรรถนะด้านกฎหมายและธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา และออกแบบกระบวนการตัดสินใจที่เป็นธรรมและโปร่งใส เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นของสังคมต่อระบบการศึกษาในระยะยาว</p> อภิภัสร์ ปาสานะเก ชัยวัฒน์ ป้อมพิทักษ์ กรกนก พนาอุดม นนทรี อินทรวิชา สาลินี ลิขิตพัฒนะกุล ปพิชญา ฐานวิศัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยธรรมศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-29 2026-06-29 9 1 48 74 การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ภาษาไทยตามทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ ด้วยตนเอง เพื่อเสริมสร้างความคิดวิเคราะห์และการรู้เท่าทันสื่อสังคมออนไลน์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนด่านเกวียนวิทยา จังหวัดนครราชสีมา https://so07.tci-thaijo.org/index.php/dsr/article/view/11718 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ภาษาไทยตามทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง (2) เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ภาษาไทยตามทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง (3) เพื่อศึกษาผลการทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ภาษาไทยตามทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง และ (4) เพื่อประเมินความพึงพอใจการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ภาษาไทยตามทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/2 โรงเรียนด่านเกวียนวิทยา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน <br />25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ภาษาไทยตามทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ และแบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ( ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่าทีแบบไม่อิสระ (t-test dependent) ผลการวิจัยพบว่า <br />1) สภาพปัญหาและความต้องการในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ภาษาไทย มุ่งให้ผู้เรียนตระหนักถึงผลกระทบของสื่อสังคมออนไลน์อย่างรอบด้าน สามารถเข้าใจถึงความหมายและรูปแบบของสื่อที่ได้เห็นหรือได้ยินสามารถวิเคราะห์และแสวงหาข้อเท็จจริงก่อนที่จะตัดสินใจเชื่อหรือส่งต่อข้อมูลไปยังผู้อื่น <br />2) รูปแบบการจัดการเรียนรู้ภาษาไทยตามทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง เพื่อเสริมสร้างความคิดวิเคราะห์และการรู้เท่าทันสื่อสังคมออนไลน์ ที่พัฒนาขึ้น มีชื่อว่า “RACESA Model” <br />3) ผลการทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ภาษาไทยตามทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองพบว่า การทดสอบค่าสถิติ t = 45.09, df = 24 ความสามารถการคิดวิเคราะห์และการรู้เท่าทันสื่อสังคมออนไลน์ก่อนเรียนและหลังเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 <br />4) ผลการประเมินความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ภาษาไทยตามทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง พบว่า ความพึงพอใจรวมทุกด้านอยู่ในระดับมาก </p> จิราพร รัตนสิงห์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยธรรมศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-29 2026-06-29 9 1 349 260 สมรรถนะของผู้บริหารกับการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 https://so07.tci-thaijo.org/index.php/dsr/article/view/9657 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อทราบสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 2. เพื่อทราบการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 และ 3. เพื่อทราบความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะของผู้บริหารกับการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง จำนวนทั้งหมด 302 คน โดยการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าถดถอยพหุคูณ <br />ผลการวิจัย พบว่า ด้านสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และด้านการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า สมรรถนะของผู้บริหารกับการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 โดยเรียงลำดับตามค่าน้ำหนักดังนี้ สมรรถนะในการสื่อสาร สมรรถนะในการทำงานเป็นทีม สมรรถนะในการวางแผนและการบริหารจัดการ สมรรถนะในการบริหารตนเอง สมรรถนะในการตระหนักรับรู้เกี่ยวกับโลก และสมรรถนะในการปฏิบัติเชิงกลยุทธ์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีความสัมพันธ์กันในเชิงบวกคิดเป็นร้อยละ 67.90</p> ชลฤดี บุญสุด ดลนภา ท้วมยัง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยธรรมศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-29 2026-06-29 9 1 124 138 ศึกษาแนวทางการอยู่ปริวาสกรรมตามหลักพระธรรมวินัย ในอำเภอเมืองจังหวัดชัยภูมิ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/dsr/article/view/11574 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1).ศึกษาหลักการอยู่ปริวาสกรรมที่ปรากฏในคัมภีร์พระวินัยปิฎก 2).ศึกษาแนวคิดและสภาพการอยู่ปริวาสกรรมในอำเภอเมืองจังหวัดชัยภูมิ และ 3).วิเคราะห์แนวทางการอยู่ปริวาสกรรมตามหลักพระธรรมวินัย เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยมีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือแบบสัมภาษณ์เชิงลึก ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้ ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแนวทางการอยู่ปริวาสกรรม แบบสัมภาษณ์ตามข้อเสนอแนะของอาจารย์ที่ปรึกษาแล้วนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญท่านตรวจสอบความถูกต้องและความเที่ยงตรงของเนื้อหา <strong> </strong>โดยแบ่งขอบเขต ศึกษาหลักการอยู่ปริวาสกรรมที่ปรากฏในคัมภีร์พระวินัยปิฎก โดยมีกลุ่มเป้าหมายในอำเภอเมืองชัยภูมิ ซึ่งสามารถแบ่งผู้ให้ข้อมูลหลักได้เป็น ๓ กลุ่ม คือ พระสังฆาธิการ 5 รูป เจ้าคณะผู้ปกครองในอำเภอเมืองจังหวัดชัยภูมิ 5 รูป ผู้เข้าร่วมงานปริวาสกรรม 5 รูป และนักวิชาการอิสระ 3 คน พร้อมนำข้อมลูมาวิเคราะห์และนำเสนอ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>ตามหลักพระธรรมวินัยดั้งเดิม ปริวาสกรรมคือกระบวนการทางนิติวิธีของสงฆ์ (วุฏฐานวิธี) เพื่อออกจากครุกาบัติประเภทอาบัติสังฆาทิเสสที่ภิกษุได้ปกปิดไว้ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อดัดนิสัยและลดมานะทิฏฐิ แต่สภาพปัจจุบันในพื้นที่อำเภอเมืองชัยภูมิได้แปรเปลี่ยนจากวินัยกรรมส่วนบุคคลมาเป็น "งานบุญประเพณีระดับหมู่คณะ" แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ 1) สายป่า ที่เน้นความสมถะ เรียบง่าย และ 2) สายเมือง/วัดชุมชน ที่ผสมผสานคติความเชื่อท้องถิ่น จัดงานขนาดใหญ่ และเปิดให้ฆราวาสเข้าร่วม ปัญหาสำคัญที่พบในภาคปฏิบัติ ได้แก่ พระบวชใหม่ขาดความรู้ความเข้าใจ การใช้โทรศัพท์มือถือที่ทำลายความสำรวม การขาดแคลนพระอาจารย์กรรม (พระพี่เลี้ยง) ปัญหาสาธารณูปโภคไม่เพียงพอ รวมถึงปัญหาพระปลอมแฝงตัวและปัญหาสุขภาพของพระผู้สูงอายุ</p> พูนศักดิ์ กมล พระชัยพฤกษ ปภาโส กาญจนพงศ์ สุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยธรรมศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-29 2026-06-29 9 1 316 326 การออกแบบและพัฒนาโปรแกรมสื่อเชิงพุทธ “อู่ฝูหลินเหมิน” เพื่อเสริมสร้างการเตรียมพร้อมการจากลาอย่างสงบ ของผู้สูงอายุคนไทยเชื้อสายจีน https://so07.tci-thaijo.org/index.php/dsr/article/view/11089 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอการออกแบบและพัฒนาโปรแกรมสื่อเชิงพุทธ "อู่ฝูหลินเหมิน" (五福臨門) เพื่อเสริมสร้างการเตรียมพร้อมการจากลาอย่างสงบของผู้สูงอายุคนไทยเชื้อสายจีน กระบวนการพัฒนาโปรแกรมดำเนินการ 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาเอกสาร สัมภาษณ์ และการสำรวจเชิงพรรณนา (Descriptive Survey) และระยะที่ 2 ร่างโปรแกรมกิจกรรมและการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญ (Focus Group) ผลการศึกษาพบว่าการเตรียมพร้อมการจากลาอย่างสงบมีโครงสร้าง 5 มิติ ได้แก่ ด้านร่างกาย สังคม เศรษฐกิจ จิตใจ และปัญญา ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดพร 5 ประการ (อู่ฝู 五福) ในวัฒนธรรมจีน และบูรณาการหลักธรรมมรณานุสติ พรหมวิหาร 4 และไตรลักษณ์ได้อย่างกลมกลืน โปรแกรมประกอบด้วยกิจกรรม 5 ฐานในระยะเวลา 2 วัน (16 ชั่วโมง) ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญทั้ง 10 ท่าน เห็นพ้องว่าโปรแกรมมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของกลุ่มเป้าหมาย</p> ณัฐนี แซ่ลี้ พระครูภัทรธรรมบัณฑิต วีรชัย คำธร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยธรรมศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-29 2026-06-29 9 1 32 47 วิเคราะห์วิธีการปลูกฝังความกตัญญูของเยาวชนในสังคมไทย https://so07.tci-thaijo.org/index.php/dsr/article/view/11723 <p> การวิจัยเรื่อง วิเคราะห์วิธีการปลูกฝังความกตัญญูของเยาวชนในสังคมไทย มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการปลูกฝังความกตัญญูของเยาวชนในจังหวัดนครราชสีมา2) เพื่อศึกษาวิธีการและปัจจัยในการปลูกฝังความกตัญญูให้แก่เยาวชนในจังหวัดนครราชสีมาและ 3) เพื่อวิเคราะห์วิธีการปลูกฝังความกตัญญูของเยาวชนในจังหวัดนครราชสีมา การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) และการสนทนากลุ่มเป็นเครื่องมือหลักในการเก็บรวบรวมข้อมูล กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักคือเยาวชนอายุระหว่าง 15-22 ปี ในจังหวัดนครราชสีมา จำนวน 30 คน ที่คัดเลือกด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจงโดยให้มีความหลากหลายด้านเพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และภูมิลำเนา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ปัญหาและอุปสรรคในการปลูกฝังความกตัญญูเกิดขึ้นใน 5 ระดับ ได้แก่ 1.ระดับบุคคลที่เยาวชนมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับความกตัญญูและขาดแรงจูงใจภายใน 2.ระดับครอบครัวที่โครงสร้างเปลี่ยนแปลงและพ่อแม่ขาดเวลาในการอบรมบุตร 3.ระดับสถานศึกษาที่เน้นผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมากเกินไปจนละเลยการพัฒนาคุณธรรม 4.ระดับชุมชนที่อ่อนแอและมีค่านิยมทางสังคมเปลี่ยนแปลง 5.ระดับสื่อเทคโนโลยีที่ส่งผลกระทบทั้งในเชิงบวกและลบ วิธีการปลูกฝังความกตัญญูที่มีประสิทธิผล ได้แก่ การเป็นแบบอย่างที่ดีของผู้ใหญ่ การสร้างความสัมพันธ์ที่อบอุ่นในครอบครัว การบูรณาการเนื้อหาในกระบวนการเรียนการสอน การจัดกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ การใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม และการสร้างความร่วมมือระหว่างสถาบันทางสังคม ผู้วิจัยสังเคราะห์รูปแบบระบบนิเวศแห่งความกตัญญูที่มีรากฐานจากพระพุทธศาสนาและสอดคล้องกับบริบทสังคมไทย ประกอบด้วยหลักการหลัก 6 ประการ และกระบวนการ 5 ขั้นตอน ซึ่งได้รับการพิสูจน์จากกรณีศึกษาในโรงเรียน ชุมชน และวัดว่าสามารถนำไปใช้ได้จริงและให้ผลลัพธ์ที่ดี การวิจัยนี้มีคุณูปการต่อการพัฒนานโยบายและแนวปฏิบัติในการปลูกฝังความกตัญญูแก่เยาวชนอย่างเป็นระบบและยั่งยืน</p> เกรียงไกร พินยารัก พระมหาสุพัตร์ วชิราวุโธ พระครูวิสุทธิมงคลบัณฑิต ประพัฒน์ ศรีกูลกิจ ยุทธนา พูนเกิดมะเริง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยธรรมศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-29 2026-06-29 9 1 338 348 การวิเคราะห์แนวคิดการเรียนรู้เชิงรุกตามหลักปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง https://so07.tci-thaijo.org/index.php/dsr/article/view/9926 <p>บทความนี้เป็นบทความเชิงปรัชญามีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาการจัดการเรียนรู้เชิงรุก 2) เพื่อศึกษาปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง และ3) เพื่อวิเคราะห์การจัดการเรียนรู้เชิงรุกตามหลักปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มุ่งศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลด้านวิสัยทัศน์และเป้าหมายจากเอกสารหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ควบคู่กับแนวคิดการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่สอดคล้องกับปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง โดยนำผลการวิเคราะห์ที่ได้ไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้เชิงรุกตามแนวคิดปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง</p> <p>ผลการศึกษาวิจัยพบว่า 1) การจัดการเรียนรู้เชิงรุก เป็นกระบวนการพัฒนาผู้เรียนให้มีทั้งความรู้ ทักษะชีวิต และทัศนคติที่เหมาะสม ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการคิด การวิเคราะห์ <br />การทดลอง และการสะท้อนผลการเรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งช่วยให้ผู้เรียนสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมและโลกยุคใหม่ได้อย่างเหมาะสม และสอดคล้องกับแนวคิดเรื่องความยืดหยุ่น ความสมดุล และการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงของปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง 2) ปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง เป็นแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับการประสานความแตกต่าง การรักษาสมดุล และการปรับตัวตามบริบท สามารถนำมาประยุกต์ใช้ทั้งในการออกแบบกระบวนการเรียนรู้และการดำเนินชีวิต โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเลือกแนวทางการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับตนเอง พร้อมทั้งพัฒนาความรู้ทางวิชาการควบคู่กับทักษะชีวิต และ3) การจัดการเรียนรู้เชิงรุกภายใต้กรอบปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง แสดงให้เห็นว่า การบูรณาการแนวคิดทั้งสองเข้าด้วยกันช่วยส่งเสริมการพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้าน ทั้งด้านความรู้ ทักษะชีวิต และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ อีกทั้งยังเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงและความหลากหลายของบริบทในโลกยุคใหม่ ทำให้การเรียนรู้เป็นมากกว่าการถ่ายทอดความรู้ แต่เป็นกระบวนการสร้างผู้เรียนที่มีศักยภาพและพร้อมเผชิญความซับซ้อนของสังคมร่วมสมัยในปัจจุบัน</p> สหธัช บีกขุนทด เมธา หริมเทพาธิป ชิสา กันยาวิริยะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยธรรมศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-29 2026-06-29 9 1 1 14 การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความคงทนในการเรียนรู้ หลักสูตรการปฐมพยาบาลขั้นพื้นฐานแบบผสมผสานของสภากาชาดไทย https://so07.tci-thaijo.org/index.php/dsr/article/view/11579 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เข้าอบรมหลักสูตรการปฐมพยาบาลขั้นพื้นฐานแบบผสมผสานก่อนและหลังเรียน ศึกษาความคงทนทางการเรียนรู้หลังการอบรมไปแล้ว 4 สัปดาห์ และสำรวจความพึงพอใจของผู้เข้าอบรมต่อหลักสูตรดังกล่าว ซึ่งเป็นการจัดการเรียนรู้ที่ผสมผสานระหว่างการเรียนรู้ผ่านสื่อออนไลน์และการฝึกปฏิบัติแบบเผชิญหน้า กลุ่มตัวอย่างคือประชาชนทั่วไปจำนวน 40 คน อายุระหว่าง 25 – 40 ปี ที่ไม่เคยเข้ารับการอบรมด้านการปฐมพยาบาลในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาซึ่งได้มาโดยวิธีคัดเลือกโดยใช้วิธีการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินงานวิจัยประกอบด้วย หลักสูตรการปฐมพยาบาลขั้นพื้นฐานแบบผสมผสาน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ แบบทดสอบวัดความคงทน และแบบวัดความพึงพอใจ โดยเก็บข้อมูลก่อนการอบรม หลังการอบรมและภายหลังสิ้นสุดการอบรม 4 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Dependent t-test เปรียบเทียบผลการเรียนก่อน-หลัง และ Repeated Measures ANOVA เปรียบเทียบด้วยการทดสอบเปรียบเทียบคะแนน 3 ระยะเวลาวัด คือ 1) ก่อนการอบรม 2) หลังการอบรมทันที 3) หลังการอบรม 4 สัปดาห์</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ผู้เข้าอบรมมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าก่อนการอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p&lt;.001 และคะแนนความรู้หลังอบรม 4 สัปดาห์ไม่ลดลงจากคะแนนหลังการอบรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p&lt;.001 แสดงถึงความคงทนในการเรียนรู้ นอกจากนั้นคะแนนภาคทฤษฎี</p> <p> มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับคะแนนภาคปฏิบัติ โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ r=0.82 ซึ่งแสดงถึงความสัมพันธ์ในระดับสูงและมีนัยสำคัญทางสถิติ ผู้เข้าอบรมมีความพึงพอใจต่อหลักสูตรในระดับสูง โดยมีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจในทุกด้านมากกว่า ร้อยละ 80</p> <p> สรุปได้ว่าการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานที่ผสานการเรียนออนไลน์กับการฝึกปฏิบัติจริง ช่วยเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและสร้างความคงทนในการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงควรนำไปประยุกต์ใช้ในหลักสูตรการฝึกอบรมปฐมพยาบาลอื่น ๆ และการอบรมด้านสุขภาพ เพื่อเพิ่มคุณประสิทธิภาพและประสิทธิผลการเรียนรู้และสามารถนำไปใช้ได้จริง</p> พิชามญชุ์ ไหว้พรหม ณัฐยา อุดมวงษ์ อุทัยวรรณ อำพันขาว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยธรรมศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-29 2026-06-29 9 1 301 315 วัฒนธรรมองค์กรที่มีต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของบุคลากร ในเทศบาลนครสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร https://so07.tci-thaijo.org/index.php/dsr/article/view/11194 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับวัฒนธรรมองค์กรของบุคลากรในเทศบาลนครสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร 2) ศึกษาระดับประสิทธิผลการปฏิบัติงานของบุคลากรในเทศบาลนครสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร และ 3) ศึกษาวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของบุคลากร การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากรในเทศบาลนครสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร จำนวน 234 คนได้มาจากการกำหนดขนาดตัวอย่าง โดยใช้ตารางสำเร็จรูปของ เครจซีและมอร์แกน และสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับมีค่าความตรงอยู่ระหว่าง 0.80–1.00 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) วัฒนธรรมองค์กรโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่าอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ พันธกิจ รองลงมาคือ การมีส่วนร่วม ความสามารถในการปรับตัว และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือ ความสอดคล้อง 2) ประสิทธิผลการปฏิบัติงานของบุคลากรโดยรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณารายข้อ พบว่าทุกข้อมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก และ <br />3) วัฒนธรรมองค์กรที่ประกอบด้วย พันธกิจ การมีส่วนร่วม การปรับตัว และความสอดคล้อง ส่งผลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของบุคลากรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยตัวแปรทั้ง 4 สามารถร่วมกันทำนายประสิทธิผลการปฏิบัติงานได้ร้อยละ 90.30</p> ญาติมา นุชแดง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยธรรมศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-29 2026-06-29 9 1 15 31 รูปแบบการเสริมสร้างสมรรถนะการสอนเชิงรุกที่ใช้ AI เป็นฐาน ของบุคลากรทางการศึกษาคณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยเอกชนระดับอุดมศึกษาในยุคดิจิทัล https://so07.tci-thaijo.org/index.php/dsr/article/view/10424 <p>ารวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบและตัวชี้วัดของสมรรถนะการสอนเชิงรุกที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์เป็นฐานของบุคลากรทางการศึกษาคณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ 2) พัฒนารูปแบบการเสริมสร้างสมรรถนะดังกล่าว และ 3) นำเสนอแนวทางเชิงยุทธศาสตร์ในการเสริมสร้างสมรรถนะให้เหมาะสมกับบริบทวิทยาลัยเอกชนระดับอุดมศึกษา การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงพัฒนาโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ดำเนินการ 3 ระยะ ได้แก่ การศึกษาองค์ประกอบและตัวชี้วัดโดยการวิเคราะห์เอกสารและสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ การพัฒนาและตรวจสอบรูปแบบด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างบุคลากรทางการศึกษาคณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ จำนวน 380 คน และการสังเคราะห์แนวทางเชิงยุทธศาสตร์ด้วยการสนทนากลุ่ม เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบวิเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สมรรถนะการสอนเชิงรุกที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์เป็นฐานประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ สมรรถนะการออกแบบการสอนเชิงรุกด้วย AI สมรรถนะการอำนวยความสะดวกและการประเมินผลด้วย AI และสมรรถนะด้านจริยธรรมและความรู้เท่าทัน AI 2) รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์อยู่ในเกณฑ์ดี โดยมีค่าดัชนีความสอดคล้องของโมเดลผ่านเกณฑ์มาตรฐาน (χ²/df = 1.87, CFI = .96, TLI = .95, RMSEA = .048) และ 3) แนวทางเชิงยุทธศาสตร์ในการเสริมสร้างสมรรถนะประกอบด้วยการพัฒนาศักยภาพบุคลากร การพัฒนาระบบสนับสนุนการใช้ AI เพื่อการเรียนรู้ และการกำกับดูแลด้านจริยธรรมในการใช้ AI ทางการศึกษา</p> ณฐาพัชร์ วรพงศ์พัชร์ ณิชาภา ยศุตมธาดา อัญชนา ทองกระจาย ธัชกร วงษ์คำชัย สุนทร สายคำ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยธรรมศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-29 2026-06-29 9 1 139 159 การประยุกต์ใช้หลักกาลามสูตรเพื่อรู้เท่าทันสื่อในสังคมไทย https://so07.tci-thaijo.org/index.php/dsr/article/view/11587 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวคิดทฤษฎีและสภาพการเกี่ยวกับการสื่อสารในสังคมไทย 2) ศึกษาหลักกาลามสูตรที่ปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนา 3) ประยุกต์ใช้หลักกาลามสูตรเพื่อรู้เทาทันสื่อในสังคมไทย ผู้วิจัยได้มีการกำหนดระเบียบวิธีการวิจัยหรือกระบวนวิธีการวิจัยเป็นการวิจัยเชิง คุณภาพโดยมีแนวทางการศึกษาในการจัดเก็บข้อมูลอันประกอบด้วย การลงพื้นที่สัมภาษณ์เพื่อหาข้อมูลที่ต้องการจากกลุ่มเจาะลึก โดยจัดเก็บข้อมูล และจากการสัมภาษณ์กลุ่มประชาชน จำนวน 15 คน โดยแบ่งเป็นพระภิกษุจำนวน 5 รูป บุคคลทั่วไปจำนวน 10 คน ใช้วิธีการเจาะจงตามประเด็นที่ต้องการศึกษาวิจัย จำนวน 15 รูป/คน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า สภาพการณ์เกี่ยวกับการสื่อสารในสังคมไทย ในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วสู่นิเวศสื่อดิจิทัล แม้เทคโนโลยีจะช่วยให้การเข้าถึงข้อมูลทำได้ง่ายและรวดเร็ว แต่ก่อให้เกิดปัญหาความรุนแรงของข้อมูลข่าวสาร การแพร่กระจายของข่าวที่บิดเบือน และการโฆษณาชวนเชื่อ ซึ่งส่งผลกระทบต่อพฤติกรรม ค่านิยม ความขัดแย้งในสังคมไทยเนื่องจากขาดการกลั่นกรองข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณ</p> <p>หลักกาลามสูตรในคัมภีร์พระพุทธศาสนา เป็นหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ชาวกาลามะ ประกอบด้วยหลักความเชื่อ 10 ประการ ที่มุ่งเน้นการไม่ด่วนเชื่อข้อมูลเพียงเพราะการฟังตามกันมา การทำตามประเพณี ข่าวลือ อ้างตำรา ตรรกะ คาดคะเน การเข้ากันได้กับทฤษฎีเดิม เห็นว่าผู้พูดน่าเชื่อถือ หรือเพราะผู้พูดเป็นครูอาจารย์ แต่ทรงสอนให้ใช้ปัญญาพิจารณาจนรู้เข้าใจด้วยตนเองว่าสิ่งนั้นเป็นกุศลหรืออกุศล มีโทษหรือมีประโยชน์ แล้วจึงเลือกปฏิบัติตามหลักเหตุและผล</p> <p>การประยุกต์ใช้หลักกาลามสูตรเพื่อการรู้เท่าทันสื่อในสังคมไทย พบว่าหลักธรรมนี้สามารถนำมาบูรณาการเป็นเครื่องมือพิจารณาและตรวจสอบข้อมูลข่าวสารในยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยแปรเปลี่ยนเป็นการ ตระหนักรู้-ตั้งคำถาม-พิสูจน์ด้วยปัญญา ก่อนที่จะปักใจเชื่อหรือแชร์ ให้กับคนในสังคม ทำให้ไม่ตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอม ลดความขัดแย้ง และส่งเสริมให้เกิดการบริโภคข้อมูลข่าวสารอย่างมีสติและปัญญา ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาสุขภาวะทางปัญญาและความสงบสุขของสังคมไทยอย่างยั่งยืน</p> พูนศักดิ์ กมล พระเทิดไท อคฺคธมฺโม กาญจนพงศ์ สุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยธรรมศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-29 2026-06-29 9 1 327 337 ภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลกับประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้ในยุค AI ของอาจารย์สาขาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี https://so07.tci-thaijo.org/index.php/dsr/article/view/11210 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ระดับภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลของอาจารย์ (2) ระดับประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้ในยุค AI และ (3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลกับประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้ในยุค AI ของอาจารย์สาขาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาระดับปริญญาโท สาขาการบริหารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ จำนวน 169 คน ได้มาจากการกำหนดขนาดตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จรูปของ เครจซี่และมอร์แกนและทำการสุ่มแบบชั้นภูมิตามสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลของอาจารย์โดยรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณารายด้านพบว่าอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านการพัฒนาวิชาชีพและด้านความเป็นพลเมืองดิจิทัลมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือด้านการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ดิจิทัลและด้านการปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ด้านการมีวิสัยทัศน์ดิจิทัลมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด ขณะเดียวกัน ประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้ในยุค AI โดยรวมอยู่ในระดับมาก และทุกด้านอยู่ในระดับมากเช่นกัน โดยด้านการมีส่วนร่วมในการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือด้านทักษะการคิดขั้นสูงและด้านทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต ส่วนด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด นอกจากนี้ ภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลยังมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับค่อนข้างสูงกับประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้ในยุค AI อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 <br />โดยมีความสัมพันธ์กับทุกด้าน ได้แก่ ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ด้านทักษะการคิดขั้นสูง ด้านทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต และด้านการมีส่วนร่วมในการเรียนรู้</p> ประพจน์ แย้มทิม กล้าศักดิ์ จิตต์สงวน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยธรรมศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-29 2026-06-29 9 1 251 266 การพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนเอกชนเขตกรุงเทพมหานคร ในยุค BANI World https://so07.tci-thaijo.org/index.php/dsr/article/view/10647 <p> บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์แนวทางการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนเอกชนในเขตกรุงเทพมหานครในบริบทของโลกยุค BANI World โดยใช้วิธีการทบทวนวรรณกรรมและวิเคราะห์เนื้อหาจากเอกสาร แนวคิด ทฤษฎี และ งานวิชาการที่เกี่ยวข้องกับ BANI World ภาวะผู้นำทางการศึกษา ภาวะผู้นำเชิงการเปลี่ยนแปลง ภาวะผู้นำเหนือผู้นำ ภาวะผู้นำเชิงปรับตัว และการบริหารองค์กรในยุคดิจิทัล ผลการศึกษาพบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาในยุค BANI จำเป็นต้องมีสมรรถนะสำคัญ ได้แก่ ความสามารถในการคิดเชิงกลยุทธ์ การบริหารการเปลี่ยนแปลง ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม ความฉลาดทางอารมณ์ และความสามารถในการสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ ทั้งนี้ ผู้เขียนได้สังเคราะห์องค์ความรู้เป็น “BANI Educational Leadership Development Model” ซึ่งประกอบด้วย 5 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ Strategic Leadership, Adaptive Leadership, Innovative Leadership, Emotional Intelligence Leadership และLearning Organization Leadership เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาให้สามารถบริหารจัดการองค์กรทางการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้บริบทของความไม่แน่นอนและการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน</p> พร้อมภัค บึงบัว วิโรจน์ เจษฎาดิลก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยธรรมศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-29 2026-06-29 9 1 239 250