https://so07.tci-thaijo.org/index.php/jmsc_journal/issue/feed วารสารวิทยาการจัดการและการสื่อสาร 2025-12-26T19:49:18+07:00 Assistant Professor Dr. Anyamanee Pakdeemualchon jmsc_cmru@cmru.ac.th Open Journal Systems <p>วารสารวิทยาการจัดการและการสื่อสาร ดำเนินการเพื่อเผยแพร่บทความวิจัย (Research Article) และบทความวิชาการ (Academic Article) ที่มีคุณภาพ ซึ่งผ่านการพิจารณากลั่นกรองคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นสนับสนุนให้อาจารย์ นักวิชาการ นักวิจัย และผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาทางด้านสังคมศาสตร์ นำเสนอผลงานวิชาการในสาขาวิชาบริหารธุรกิจ การจัดการ การบัญชีและการเงิน การจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม เศรษฐศาสตร์ และนิเทศศาสตร์</p> <p>ISSN 2821-9821 (Print)</p> <p>ISSN 2821-9562 (Online)</p> <p> </p> https://so07.tci-thaijo.org/index.php/jmsc_journal/article/view/8653 การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านองค์กร ปัจจัยด้านผู้ใช้งาน ปัจจัยด้านคุณภาพระบบ ปัจจัยด้านที่ปรึกษากับความสำเร็จของการใช้งานระบบ SAP ของบริษัท เอบีซี จำกัด 2025-09-19T09:49:03+07:00 สุพรรษา สุขเกษม ming-ok-bus@hotmail.com ณฐา ธรเจริญกุล ming-ok-bus@hotmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านองค์กร ปัจจัยด้านผู้ใช้งาน ปัจจัยด้านคุณภาพระบบ ปัจจัยด้านที่ปรึกษากับความสำเร็จของการใช้งานระบบ SAP ของบริษัท เอบีซี จำกัด โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ <br />กลุ่มตัวอย่างเป็นพนักงานบัญชีบริษัท เอบีซี จำกัด จำนวน 140 คน ใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยแบบสอบถามได้ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) จากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่าน ซึ่งมีค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.67–1.00 และผ่านการทดสอบความเชื่อมั่น (Reliability) ด้วยวิธีของ Cronbach’s Alpha จากการ Try Out จำนวน 30 ชุด ได้ค่าความเชื่อมั่นรวมทั้งฉบับเท่ากับ 0.91ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน สหสัมพันธ์เพียร์สัน โดยผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุช่วง 41-50 ปี ระดับการศึกษาปริญญาตรี ตำแหน่งพนักงานทั่วไป เคยได้รับการฝึกอบรม SAP มาก่อนใช้งาน และเคยใช้งานมากกว่า 5 ปี ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยด้านองค์กร ผู้บริหารมีการส่งเสริมวัฒนธรรมการทำงานเป็นทีม มีส่วนในการสนับสนุนทรัพยากรต่าง ๆ รวมถึงให้ความสำคัญต่อการนำระบบเข้ามาใช้งาน มีวิสัยทัศน์และแผนกลยุทธ์ที่ชัดเจน 2) ปัจจัยด้านผู้ใช้งาน มีการสร้างจิตสำนึกต่อผู้ใช้งานเพื่อให้เห็นถึงความสำคัญของระบบ SAPต่อความสำเร็จขององค์กร ผ่านการกำหนดนโยบายต่าง ๆ ในองค์กร 3) ปัจจัยด้านคุณภาพระบบ สามารถปรับแต่งรายงานทางการเงินให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้งานและเชื่อมโยงข้อมูลกับระบบอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ 4) ปัจจัยด้านที่ปรึกษา เจ้าหน้าที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญสามารถให้คำปรึกษาและแก้ไขปัญหาเชิงเทคนิคได้อย่างเหมาะสม ซึ่งปัจจัยทั้ง 4 ด้านนี้มีความสัมพันธ์ต่อความสำเร็จของการใช้งานระบบ SAP มีค่า sig เท่ากับ 0.00 แสดงความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (r) ของตัวแปรทุกด้านในภาพรวมเท่ากับ 0.68 โดยตัวแปรมีความสัมพันธ์ในทิศทางบวกในระดับสูง</p> 2025-12-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/jmsc_journal/article/view/8982 การสร้างสรรค์และผลิตสื่ออินโฟกราฟิกแบบเคลื่อนไหว (Motion Infographic) 2025-09-06T20:41:39+07:00 ศิโรช แท่นรัตนกุล siroch_tan@g.cmru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับการสร้างสรรค์และผลิตสื่ออินโฟกราฟิกแบบเคลื่อนไหว 2) เพื่อค้นหาเทคนิคการสร้างสรรค์สื่ออินโฟกราฟิกแบบเคลื่อนไหว และ 3) เพื่อระบุปัจจัยแห่งความสำเร็จในการผลิตสื่ออินโฟกราฟิกแบบเคลื่อนไหว เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยแบ่งเป็น 2 ขั้นตอน ได้แก่ การวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) จากงานวิจัย หนังสือ ตำรา บทความวิชาการ ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ศึกษา และการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) โดยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) คือ นักสร้างสรรค์และผลิตสื่ออินโฟกราฟิกแบบเคลื่อนไหว รวมถึงนักวิชาการด้านการสื่อสาร จำนวน 15 คน มีประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์และผลิตสื่อสมัยใหม่หรือสื่ออินโฟกราฟิกแบบเคลื่อนไหว อย่างน้อย 5 ปี</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า สื่ออินโฟกราฟิกแบบเคลื่อนไหวเป็นรูปแบบหนึ่งของอินโฟกราฟิก ผสมผสานศิลปะการออกแบบกราฟิกกับเทคนิคของภาพเคลื่อนไหว สร้างการจดจำเนื้อหาได้ดีเนื่องจากมีทั้งภาพ เสียง ข้อความ และการเคลื่อนไหวที่ประสานกันอย่างลงตัว จึงสามารถกระตุ้นการรับรู้และความสนใจของผู้ชมได้ดีกว่าสื่อแบบนิ่ง สื่ออินโฟกราฟิกแบบเคลื่อนไหวสามารถแบ่งได้ 3 รูปแบบ ได้แก่ 1) รูปแบบตามลักษณะการนำเสนอ 2) รูปแบบตามช่องทางการเผยแพร่ และ 3) รูปแบบตามการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งแต่ละรูปแบบมีลักษณะเฉพาะที่ตอบสนองต่อบริบทที่แตกต่างกัน การสร้างสรรค์อินโฟกราฟิกแบบเคลื่อนไหวต้องอาศัยทั้งความคิดสร้างสรรค์และความเข้าใจด้านเทคนิค โดยเน้นการผสมผสานองค์ประกอบด้านภาพ เสียง และการเคลื่อนไหวอย่างสมดุล หลักสำคัญในการสร้างสรรค์สื่อ สรุปได้ 4 หลักการ ได้แก่ 1) แนวคิดสร้างสรรค์ 2) การเล่าเรื่อง 3) การออกแบบองค์ประกอบ และ 4) การออกแบบประสบการณ์ผู้ชม โดยกระบวนการผลิตสื่ออินโฟกราฟิกแบบเคลื่อนไหวมี 8 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การวางแผนและกำหนดเป้าหมาย 2) การค้นคว้าและวิเคราะห์ข้อมูล 3) การเขียนบทและการสร้างโครงร่าง 4) การออกแบบกราฟิกและองค์ประกอบภาพ 5) การสร้างแอนิเมชันและการเคลื่อนไหว 6) การบันทึกเสียงประกอบและดนตรี 7) การทดสอบและปรับปรุง และ 8) การเผยแพร่และประเมินผล</p> <p> สำหรับเทคนิคการนำเสนอสื่ออินโฟกราฟิกแบบเคลื่อนไหว พบว่า นักสร้างสรรค์นิยมใช้เทคนิคการสร้างสรรค์สื่ออินโฟกราฟิกแบบเคลื่อนไหว 7 เทคนิค ได้แก่ 1) หลักการเคลื่อนไหว 2) การเล่าเรื่องผ่านภาพ 3) การเน้นสาระสำคัญ 4) ความสอดคล้อง 5) การใช้เสียงประกอบ 6) การควบคุมระยะเวลา และ 7) ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ส่วนปัจจัยแห่งความสำเร็จในการผลิตสื่ออินโฟกราฟิกแบบเคลื่อนไหว ประกอบด้วย 5 ปัจจัย ได้แก่ 1) กำหนดวัตถุประสงค์และกลุ่มเป้าหมาย 2) สร้างเอกลักษณ์และความแตกต่าง 3) สื่อความหมายได้ชัดเจน 4) สร้างอารมณ์ร่วมให้ดี และ 5) การทดสอบและปรับปรุง</p> <p> </p> 2025-12-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/jmsc_journal/article/view/8983 การสื่อสารอัตลักษณ์อาหารชาติพันธุ์เชียงรายผ่านบอร์ดเกม 2025-09-15T10:39:54+07:00 อภิสรา กฤตาวาณิชย์ nokjsl17@gmail.com คมสัน รัตนะสิมากูล komsan.crru@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาอัตลักษณ์อาหารชาติพันธุ์เชียงราย 2) ออกแบบและพัฒนาบอร์ดเกมที่สื่อสารอัตลักษณ์อาหารชาติพันธุ์เชียงราย 3) ศึกษาความพึงพอใจของคนรุ่นใหม่ที่มีต่อบอร์ดเกมอาหารชาติพันธุ์เชียงราย <br />4) เปรียบเทียบความรู้ความเข้าใจของคนรุ่นใหม่เกี่ยวกับอาหารชาติพันธุ์เชียงรายก่อนและหลังเล่นบอร์ดเกม การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ นักศึกษาที่กำลังศึกษาระดับมหาวิทยาลัยและวัยทำงานช่วงอายุระหว่าง 19-25 ปี ในจังหวัดเชียงรายที่สนใจการเล่นบอร์ดเกม โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก (Convenience Sampling) จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แบบสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญเรื่องอัตลักษณ์อาหารชาติพันธุ์ 2) แบบวัดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอาหารชาติพันธุ์ทั้งก่อนและหลัง 3) แบบประเมินผลความพึงพอใจ และทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยโปรแกรมสำเร็จรูปเพื่อหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่าอัตลักษณ์อาหารชาติพันธุ์เชียงรายมีความยืดหยุ่นพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตามบริบทที่เปลี่ยนไป ด้านการพัฒนาและออกแบบบอร์ดเกมอาหารชาติพันธุ์เชียงราย ผลการประเมินความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างโดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.20 อยู่ในระดับมาก และหากเปรียบเทียบคะแนนทดสอบก่อนเล่นและหลังเล่นบอร์ดเกมของกลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 6.87 คะแนนและ 7.57 คะแนนตามลำดับ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบคะแนนทดสอบก่อนเล่นและหลังเล่นด้วยสถิติ Paired t-test พบว่าค่าเฉลี่ยคะแนนหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 (p &lt; 0.01) แสดงให้เห็นว่าบอร์ดเกมเรื่อง กุ๊กชาติพันธุ์ สามารถให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอาหารชาติพันธุ์ได้เป็นอย่างดี</p> 2025-12-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/jmsc_journal/article/view/8476 การเปรียบเทียบความแตกต่างและความสัมพันธ์ของอัตราส่วนทางการเงินกับอัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน ของอุตสาหกรรมในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 2025-08-18T16:02:45+07:00 สายนที ทรัพย์มี sainatee295@gmail.com พวงทอง วังราษฎร์ Sainatee295@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบอัตราส่วนทางการเงินและอัตราส่วนเงินปันผลตอบแทนของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยโดยจำแนกตาม 7 กลุ่มอุตสาหกรรม และเพื่อศึกษาอัตราส่วนทางการเงินที่ส่งผลต่ออัตราส่วนเงินปันผลตอบแทนของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยใน 7 กลุ่มอุตสาหกรรม ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ กิจการที่จดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในกลุ่ม SET ระหว่างปี พ.ศ. 2565 - ปี พ.ศ 2566 แบบ 56-1 One Report จำนวนข้อมูลทั้งสิ้น 313 บริษัท ในการวิเคราะห์ทางสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ และการวิเคราะห์ความแปรปรวน (Analysis of Variance, ANOVA) ผลการศึกษาพบว่า อุตสาหกรรมที่แตกต่างกันมีอัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV) อัตราการหมุนเวียนของสินทรัพย์รวม (TAT) อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) อัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน (DY) และอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์รวม (ROA) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01 ขณะที่อัตราส่วนกำไรสุทธิ (NPM) ไม่พบความแตกต่าง และบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ กลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง กลุ่มทรัพยากร และกลุ่มบริการ มีอัตราส่วนทางการเงินที่ส่งผลต่ออัตราเงินปันผลตอบแทน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01 กลุ่มเทคโนโลยี มีอัตราส่วนทางการเงินที่ส่งผลต่ออัตราเงินปันผลตอบแทนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 สำหรับกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมไม่มีอัตราส่วนใดที่ส่งผลต่ออัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน </p> 2025-12-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/jmsc_journal/article/view/8504 เทคนิคการเพิ่มมูลค่าผักตบชวาสู่ผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่งเพื่อการใช้ประโยชน์ในชุมชน: กรณีศึกษากลุ่มผู้ผลิตถ่าน ตำบลทุ่งสะโตก อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ 2025-07-30T13:24:10+07:00 ภีมภณ มณีธร s.maneetorn@gmail.com สุรชัย ณรัฐ จันทร์ศรี peemaphon_man@cmru.ac.th ชัยวิชิต ไพรินทราภา peemaphon_man@cmru.ac.th <p>การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อการใช้ประโยชน์จากผักตบชวาที่มีอยู่มากในชุมชน เป็นแนวทางสำคัญที่มีส่วนช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของชุมชนท้องถิ่น การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเทคนิคการเพิ่มมูลค่าผักตบชวาสู่ผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่งเพื่อการใช้ประโยชน์ในชุมชน กรณีศึกษากลุ่มผู้ผลิตถ่าน ตำบลทุ่งสะโตก อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต และการประชุมกลุ่มย่อยจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่งจากผักตบชวา จำนวน 19 ราย ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มชุมชนฯ สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่ช่วยจัดการกับปัญหาผักตบชวาในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการเปลี่ยนผักตบชวาไร้ค่าสู่ผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่งที่มีคุณสมบัติและรูปแบบการใช้งานตรงกับความต้องการของผู้บริโภค โดยมีต้นทุนต่อรอบการผลิตที่จำนวน 40 กิโลกรัม เป็นเงิน 454.29 บาท คิดเป็น 11.35 บาท ต่อกิโลกรัม หากส่งเสริมให้เกิดการผลิตเพื่อใช้จริงในระดับครัวเรือน จำนวน 50 ครัวเรือน จะสามารถลดปริมาณผักตบชวาสดในพื้นที่ได้วันละ 157.00 กิโลกรัม คิดเป็นเดือนละ 4,710.00 กิโลกรัม ซึ่งแนวทางดังกล่าวหากดำเนินการอย่างจริงจังจะสามารถลดปริมาณผักตบชวาที่ต้องจัดการในพื้นที่กว่า 15,000 กิโลกรัม ได้ภายในระยะเวลา 4 เดือน</p> 2025-12-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่