วารสารวิทยาการจัดการและการสื่อสาร https://so07.tci-thaijo.org/index.php/jmsc_journal <p>วารสารวิทยาการจัดการและการสื่อสาร ดำเนินการเพื่อเผยแพร่บทความวิจัย (Research Article) และบทความวิชาการ (Academic Article) ที่มีคุณภาพ ซึ่งผ่านการพิจารณากลั่นกรองคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นสนับสนุนให้อาจารย์ นักวิชาการ นักวิจัย และผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาทางด้านสังคมศาสตร์ นำเสนอผลงานวิชาการในสาขาวิชาบริหารธุรกิจ การจัดการ การบัญชีและการเงิน การจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม เศรษฐศาสตร์ และนิเทศศาสตร์</p> <p>ISSN 2821-9821 (Print)</p> <p>ISSN 2821-9562 (Online)</p> <p> </p> คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ th-TH วารสารวิทยาการจัดการและการสื่อสาร 2821-9821 <p><strong><br />ลิขสิทธิ์</strong></p> <p>ข้อคิดเห็นที่ปรากฏและแสดงในเนื้อหาบทความต่างๆ <br />ในวารสารวิทยาการจัดการและการสื่อสาร ถือเป็นความเห็น<br />และความรับผิดชอบโดยตรงของผู้เขียนบทความนั้นๆ มิใช่<br />เป็นความเห็นและความรับผิดชอบใด ๆ ของคณะวิทยาการจัดการ<br />มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ <br /><br />บทความ เนื้อหา และข้อมูล ฯลฯ ในวารสารวิทยาการจัดการและการสื่อสาร <br />ถือเป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่<br />หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมด หรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใด ๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจาก<br />คณะวิทยาการจัดการและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ก่อนเท่านั้น</p> <p> </p> การจัดการโลจิสติกส์และนวัตกรรมองค์การที่มีอิทธิพลต่อผลการประกอบการ ของธุรกิจบริการขนส่งเอกชนในเขตภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย https://so07.tci-thaijo.org/index.php/jmsc_journal/article/view/8499 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความสำคัญของการจัดการโลจิสติกส์ นวัตกรรมองค์การ และผลการประกอบการของธุรกิจบริการขนส่งเอกชน และ 2) เพื่อศึกษาการจัดการโลจิสติกส์และนวัตกรรมองค์การที่มีอิทธิพลต่อผลการประกอบการของธุรกิจบริการขนส่งเอกชนในเขตภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ประกอบการธุรกิจบริการขนส่งเอกชนที่ดำเนินการอยู่ในภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย จำนวน 9 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย น่าน พะเยา เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน แพร่ ลำปาง ลำพูน และอุตรดิตถ์ จำนวน 420 ราย เครื่องมือวิจัย คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาเพื่อหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติอนุมานวิเคราะห์ด้วยสมการโครงสร้าง </p> <p> ผลวิจัยพบว่าทุกปัจจัยมีความสำคัญระดับมาก โดยให้ความสำคัญผลการประกอบการเป็นอันดับแรก รองลงมา คือ นวัตกรรมองค์การและการจัดการโลจิสติกส์ สอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ คือ X<sup>2</sup>/df = 1.13, p-value = 0.077, GFI = 0.953, AGFI = 0.929, CFI = 0.996, NFI = 0.968, RMSEA = 0.018, RMR = 0.025 โดยค่าดัชนีทุกตัวผ่านเกณฑ์การพิจารณา ผลการวิเคราะห์สมการโครงสร้างพบว่าการจัดการโลจิสติกส์มีอิทธิพลทางตรงต่อนวัตกรรมองค์การมากที่สุด โดยมีค่าสัมประสิทธิ์เส้นทางเท่ากับ 0.49 รองลงมา คือ นวัตกรรมองค์การอิทธิพลทางตรงต่อผลการประกอบการของธุรกิจ โดยมีค่าสัมประสิทธิ์เส้นทางเท่ากับ 0.33 การจัดการโลจิสติกส์มีอิทธิพลทางตรงต่อผลการประกอบการของธุรกิจ โดยมีค่าสัมประสิทธิ์เส้นทางเท่ากับ 0.29 และมีอิทธิพลทางอ้อมผ่านนวัตกรรมองค์การ โดยมีค่าสัมประสิทธิ์เส้นทางเท่ากับ 0.12 โดยมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> ภูม ศรีสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-22 2026-06-22 5 1 1 32 การเปิดรับข่าวสารและส่วนประสมทางการตลาดออนไลน์ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าผ่านแอปพลิเคชันที่เมืองกวางโจว มณฑลกวางตุ้ง https://so07.tci-thaijo.org/index.php/jmsc_journal/article/view/8380 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาระดับความสำคัญของการเปิดรับข่าวสาร ส่วนประสมทางการตลาดออนไลน์ และการตัดสินใจซื้อสินค้าผ่านแอปพลิเคชัน และเพื่อศึกษาการเปิดรับข่าวสารและส่วนประสมทางการตลาดออนไลน์ที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าผ่านแอปพลิเคชันที่เมืองกวางโจว มณฑลกวางตุ้ง ประชากรคือ ผู้ที่ซื้อหรือเคยซื้อสินค้าผ่านแอปพลิเคชัน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของโคแครน ได้กลุ่มตัวอย่าง 385 ราย เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามแบบปลายปิด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ระดับความสำคัญของการเปิดรับข่าวสาร ส่วนประสมทางการตลาดออนไลน์ และการตัดสินใจซื้อ อยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยการเลือกจดจำ และการส่งเสริมการขาย มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดตามลำดับ ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณพบว่า การเปิดรับข่าวสาร และส่วนประสมทางการตลาดออนไลน์ ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าผ่านแอปพลิเคชันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยสามารถร่วมกันพยากรณ์การตัดสินใจซื้อได้ร้อยละ 86.60 โดยตัวแปรด้านส่วนประสมทางการตลาดออนไลน์มีอิทธิพลมากที่สุด รองลงมาคือการเปิดรับข่าวสาร สำหรับการวิเคราะห์รายด้านการเปิดรับข่าวสาร พบว่า ตัวแปรอิสระ 4 ด้านร่วมกันพยากรณ์การตัดสินใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 คิดเป็นร้อยละ 81.70 โดยเรียงลำดับตามค่าน้ำหนักอิทธิพล ได้แก่ การเลือกจดจำ การเลือกรับรู้และตีความหมาย การเลือกเปิดรับ และการเลือกให้ความสนใจ ส่วนการวิเคราะห์รายด้านของส่วนประสมทางการตลาดออนไลน์ พบว่า ตัวแปรอิสระ 6 ด้านร่วมกันพยากรณ์การตัดสินใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 คิดเป็นร้อยละ 83.50 โดยเรียงลำดับตามค่าน้ำหนักอิทธิพล ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ การส่งเสริมการขาย ความเป็นส่วนตัว ราคา สถานที่ และการให้บริการแบบเจาะจง</p> Shifan Huang อิราวัฒน์ ชมระกา ศิริกานดา แหยมคง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-22 2026-06-22 5 1 33 64 ปัจจัยทางด้านบุคลิกภาพของผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งที่มีผลต่อการเลือกพรรคอนาคตใหม่ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/jmsc_journal/article/view/5889 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบุคลิกภาพของผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง 2) เพื่อศึกษาบุคลิกภาพของพรรคอนาคตใหม่ และ 3) ศึกษาปัจจัยทางด้านบุคลิกภาพของผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งที่มีผลต่อการเลือกพรรคอนาคตใหม่ ดำเนินการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) เครื่องมือที่ใช้ในการทำการวิจัยคือแบบสอบถาม (Questionnaire) โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั่วประเทศโดยกระจายใน 5 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก ภาคกลางและภาคใต้ ใช้วิธีเลือกเก็บข้อมูลแบบโควตา (Quota Sampling) จากจังหวัดที่พรรคอนาคตใหม่ได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งมากที่สุดในแต่ละภูมิภาค ภูมิภาคละ 2 จังหวัด รวมทั้งสิ้น 1,608 คน โดยใช้สถิติ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน S.D. (Standard Deviation) และ Regression Analysis</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยบุคลิกภาพผู้มีสิทธิ์แบบชอบคิดค้น มากที่สุด มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับค่อนข้างมาก (x̄ = 4.78, S.D.=1.14) 2) ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานกลุ่มตัวอย่างบุคลิกภาพพรรคอนาคตใหม่ บุคลิกภาพแบบเสรีนิยมเป็นอันดับแรก มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (x̄ = 5.98, S.D.=1.13) และ 3) ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณพบว่า ปัจจัยด้านบุคลิกภาพของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ได้แก่ ด้านแสวงหาประโยชน์ ด้านเป็นคนของสังคม ด้านชอบคิดค้น ด้านเสรีนิยม ด้านวิตกกังวล ด้านความแข็งแกร่งของจิตใจ และด้านการควบคุมตนเอง มีอิทธิพลต่อการเลือกพรรคอนาคตใหม่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยสามารถอธิบายความแปรปรวนของการตัดสินใจเลือกตั้งได้ร้อยละ 55.7 และมีความสัมพันธ์ในระดับสูง (R = 0.746)</p> ปองคุณ รุ่งสว่าง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-22 2026-06-22 5 1 ุ65 90 คุณภาพการให้บริการ และส่วนประสมทางการตลาดบริการที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการฟิตเนสเซ็นเตอร์ของผู้ใช้บริการในจังหวัดอุตรดิตถ์ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/jmsc_journal/article/view/8654 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาระดับความสำคัญของคุณภาพการให้บริการ ส่วนประสมทางการตลาดบริการ และการตัดสินใจใช้บริการฟิตเนสเซ็นเตอร์ของผู้ใช้บริการในจังหวัดอุตรดิตถ์ และเพื่อศึกษาคุณภาพการให้บริการและส่วนประสมทางการตลาดบริการที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการฟิตเนสเซ็นเตอร์ของผู้ใช้บริการในจังหวัดอุตรดิตถ์ ประชากรคือ ผู้ที่ใช้บริการและเคยใช้บริการฟิตเนสเซ็นเตอร์ในจังหวัดอุตรดิตถ์ กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยสูตร Cochran กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 385 คน ใช้วิธีสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า คุณภาพการให้บริการโดยโดยภาพรวมมีความสำคัญอยู่ในระดับมาก โดยด้านความเป็นธรรมในการให้บริการ มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด รองลงมา คือ ด้านความน่าเชื่อถือ และด้านการให้ความมั่นใจ สำหรับส่วนประสมทางการตลาดบริการ โดยโดยภาพรวมมีความสำคัญอยู่ในระดับมาก ด้านบริการมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านกระบวนการให้บริการ และด้านสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ ส่วนระดับการตัดสินใจใช้บริการ โดยโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ซึ่งความต้องการใช้บริการเพื่อการออกกำลังกายมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด รองลงมาคือ มีความชื่นชอบการออกกำลังกายจึงตัดสินใจเลือกใช้บริการ และก่อนตัดสินใจเลือกใช้บริการเคยทดลองใช้เครื่องออกกำลังกายหรือทดลองใช้บริการนั้นมาก่อน ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า คุณภาพการให้บริการ (ความเป็นรูปธรรมในการให้บริการ ความน่าเชื่อถือ การให้ความมั่นใจ การตอบสนอง และความเอาใจใส่) และส่วนประสมทางการตลาดบริการ (ช่องทางการจัดจำหน่าย บริการ กระบวนการให้บริการ และสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ) ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> กรกนก จันทร อิราวัฒน์ ชมระกา กุลยา อุปพงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-22 2026-06-22 5 1 91 120 การตลาดเชิงเนื้อหาผ่านวิดีโอคอนเทนต์บนติ๊กต็อกของสินค้าเครื่องสำอางแบรนด์โฟร์ยูทู คอสเมติกส์ https://so07.tci-thaijo.org/index.php/jmsc_journal/article/view/10686 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประเภทเนื้อหาและรูปแบบการสื่อสารที่ใช้ในการตลาดเชิงเนื้อหา การนำเสนอ การเล่าเรื่อง และอัตราการมีส่วนร่วมของวิดีโอการตลาดเชิงเนื้อหาบนช่องทางติ๊กต็อกของแบรนด์โฟร์ยูทู คอสเมติกส์ ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงเป็นวิดีโอสั้นในช่องทางติ๊กต็อกของโฟร์ยูทู คอสเมติกส์ ที่มียอดรับชม สูงกว่าคลิปอื่น ๆ ตั้งแต่ 100,000 ครั้งขึ้นไปจำนวน 200 คลิป เผยแพร่ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 31 พฤศจิกายน 2567 ผลการศึกษาพบว่า ประเภทเนื้อหาที่พบมากที่สุดมีแก่นเนื้อหาที่เน้นผลิตภัณฑ์ (Product-centric) และเกือบทั้งหมดมีรูปแบบการสื่อสารข้อมูลแบบการสื่อสารที่เน้นประชาสัมพันธ์ (Agentry/Public) ส่วนรูปแบบการสื่อสารเพื่อกระตุ้นการซื้อหรือแลกเปลี่ยนสาร กลุ่มตัวอย่างใช้รูปแบบการสื่อสารสองทางแบบไม่สมมาตร (Two-way asymmetrical) มากที่สุด กลวิธีการนำเสนอมักใช้แบบผสมผสานโดยใช้มากกว่า 1 แบบขึ้นไป ด้านการเล่าเรื่องส่วนใหญ่เป็นวิดีโอที่ไม่มีมุมมองการเล่าเรื่อง เนื่องจากเป็นวิดีโอที่ไม่มีเสียงเล่า ใช้ตัวอักษรสั้น ๆ เพื่อให้ข้อมูล จึงไม่สามารถวิเคราะห์มุมมองการเล่าเรื่องได้ ด้านอัตรา การมีส่วนร่วมพบว่า วิดีโอสั้นเพียง 10 วินาทีก็สามารถสร้างการมีส่วนร่วมสูงได้ โดยใช้พรีเซนเตอร์หรือผู้ใช้จริง ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและความใกล้ชิดกับผู้บริโภค ด้านการกดถูกใจวิดีโอที่มีเนื้อหาบันเทิงหรือแก่นเนื้อหาเป็นกลาง/อื่นๆ (Neutral) ได้รับความนิยมสูง การศึกษานี้มีข้อเสนอแนะสำหรับตราสินค้าเครื่องสำอางที่ต้องการสร้างเนื้อหาการสื่อสารการตลาดเชิงเนื้อหา คือควรผสมผสานเนื้อหาผลิตภัณฑ์กับกระแสสังคม ใช้บุคคลที่มีชื่อเสียงเพื่อช่วยกระตุ้นปฏิสัมพันธ์ ใช้วิดีโอที่นำเสนอด้วยการสาธิตหรือเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์เพื่อส่งเสริมให้ผู้บริโภคเก็บเป็นรายการโปรด ผลิตเนื้อหาสั้น ๆ ไม่เกิน 20 วินาทีโดยเน้นผลิตภัณฑ์หรือบันเทิงตามกระแสสังคมจะทำให้มีแนวโน้มถูกส่งต่อมากที่สุด</p> ศิวพร ขุนวิเศษ ศิวพร สุกฤตานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-22 2026-06-22 5 1 121 148