พฤติกรรมการบริโภคข้อมูลข่าวสารทางการเมืองในโซเชียลมีเดีย: กรณีศึกษาผู้มีสิทธิเลือกตั้งในจังหวัดนครศรีธรรมราช
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยเชิงปริมาณนี้มุ่งศึกษาพฤติกรรมการบริโภคข้อมูลข่าวสารทางการเมืองผ่านแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก (Facebook) และติ๊กต็อก (TikTok) พร้อมเปรียบเทียบรูปแบบการนำเสนอของผู้สมัคร และวิเคราะห์ผลที่มีต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่น โดยศึกษาจากประชากรผู้มีสิทธิเลือกตั้งในจังหวัดนครศรีธรรมราช ใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 450 คน ที่ได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้นและแบบบังเอิญ เครื่องมือวิจัยคือแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.884 และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และสหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่าพฤติกรรมระหว่างสองแพลตฟอร์มมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ประชาชนใช้เฟซบุ๊กเพื่อค้นหาข้อมูลเชิงลึกและนโยบาย ขณะที่เลือกใช้ติ๊กต็อกเพื่อรับชมวิดีโอสั้นที่เน้นอารมณ์ความรู้สึก พบว่าปัจจัยด้านช่วงอายุมีผลต่อพฤติกรรมแพลตฟอร์มคู่ขนานอย่างมีนัยสำคัญ ในด้านกลยุทธ์ของผู้สมัคร เฟซบุ๊กมักเน้นการใช้ข้อความขนาดยาวและกราฟิกสถิติ ส่วนติ๊กต็อกเน้น การเล่าเรื่องผ่านคลิปสั้น ผลลัพธ์จากการวิเคราะห์การถดถอยชี้ให้เห็นว่าเฟซบุ๊กส่งผลเชิงบวกต่อความเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์ ซึ่งภาพลักษณ์ด้านความเชี่ยวชาญบนเฟซบุ๊กมีนัยสำคัญต่อการตัดสินใจลงคะแนนเสียงจริง ในขณะที่ติ๊กต็อกช่วยเพิ่มความนิยมและเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้โดยตรง นอกจากนี้ยังค้นพบปรากฏการณ์ "แพลตฟอร์มคู่ขนาน" ซึ่งชี้ให้เห็นว่าติ๊กต็อกทำหน้าที่ดึงดูดความสนใจ ขณะที่เฟซบุ๊กทำหน้าที่เป็นพื้นที่สำหรับการตัดสินใจ ผู้วิจัยเสนอแนะว่าผู้สมัครควรใช้กลยุทธ์การสื่อสารแบบผสมผสานที่มีความจำเพาะเจาะจงกับแต่ละช่วงวัย และภาครัฐควรส่งเสริมทักษะการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัลเพื่อรับมือกับปรากฏการณ์ห้องเสียงสะท้อน (Echo chamber) จากอัลกอริทึมได้อย่างรู้เท่าทัน
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เอกสารอ้างอิง
ชนิกานต์ ใสยเกื้อ. (2565). พฤติกรรมการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประชาชนในอำเภอนบพิตำ จังหวัดนครศรีธรรมราช. วารสารมหาจุฬานาครทรรศน์, 9(5), 130-145.
นันทนา นันทวโรภาส. (2558). สื่อสารการเมือง: ทฤษฎีและการประยุกต์ใช้. (พิมพ์ครั้งที่ 1). กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แมสมีเดีย.
สุชัย บุตรสาระ. (2536). พฤติกรรมการเลือกตั้งของประชาชนและบทบาทผู้นำท้องถิ่นในจังหวัดขอนแก่น: ศึกษาเฉพาะกรณีการเลือกตั้ง ทั่วไปเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2535. ใน วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต สาขารัฐศาสตร์. มหาวิทยาลัยรามคำแหง.
Boulianne, S. (2015). Social media use and participation: A meta-analysis of current research . Information, Communication & Society, 18(5), 524-538.
Case, D. O. & Given, L. M. (2016). Looking for information: A survey of research on information seeking, needs, and behavior. (4th ed.). England: Emerald Group Publishing.
Chadwick, A. (2017). The hybrid media system: Politics and power. (2nd ed.). New York: Oxford University Press.
Dahlgren, P. (2009). Media and political engagement: Citizens, communication, and democracy. England: Cambridge University Press.
Gil de Zúñiga, H. et al. . (2012). Social media use for news and individuals' social capital, civic engagement and political participation. Journal of Computer-Mediated Communication,, 17(3), 319-336.
Kaplan, A. M. & Haenlein, M. (2010). Users of the world, unite! The challenges and opportunities of Social Media. Business Horizons, 53(1), 59-68.
Pariser, E. (2011). The filter bubble: What the Internet is hiding from you. New York: Penguin Press.
Prior, M. (2007). Post-broadcast democracy: How media choice increases inequality in political involvement and polarizes elections. Cambridge: Cambridge University Press.
Sunstein, C. R. (2018). Republic: Divided democracy in the age of social media. England: Princeton University Press.
Wilson, T. D. (2000). Human information behavior. Information Research, 3(2), 49-55.