ปัญหาทางกฎหมายและแนวทางการพัฒนากฎหมายเกี่ยวกับสัญญารับเหมาก่อสร้าง

Main Article Content

ธีรวัฒน์ วีระวัฒน์

บทคัดย่อ

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) แนวคิด ทฤษฎี และหลักการเกี่ยวกับสัญญารับเหมาก่อสร้าง 2) กฎหมายเกี่ยวกับสัญญารับเหมาก่อสร้างของต่างประเทศและประเทศไทย 3) วิเคราะห์ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับสัญญารับเหมาก่อสร้าง และ 4) เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพจากการศึกษากฎหมาย เอกสารวิชาการ และกฎหมายเปรียบเทียบของต่างประเทศ ผลการศึกษาพบว่า แนวคิดและหลักการของสัญญารับเหมาก่อสร้างตั้งอยู่บนหลักเสรีภาพในการทำสัญญา หลักความสุจริต และหลักความรับผิดตามสัญญา ขณะที่กฎหมายของต่างประเทศหลายประเทศมีหลักเกณฑ์เฉพาะรองรับสัญญารับเหมาก่อสร้าง แต่ประเทศไทยยังคงใช้บทบัญญัติทั่วไปเป็นหลัก ส่งผลให้เกิดปัญหาในการตีความและบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะกรณีงานก่อสร้างบกพร่อง การก่อสร้างล่าช้า การใช้วัสดุไม่เป็นไปตามสัญญา ความไม่ชัดเจนของขอบเขตความรับผิดของผู้เกี่ยวข้อง และการขาดมาตรฐานกลางในการควบคุมคุณภาพงานก่อสร้าง ซึ่งก่อให้เกิดข้อพิพาทและส่งผลกระทบต่อการคุ้มครองสิทธิของคู่สัญญา ผลการวิจัยนำเสนอองค์ความรู้ใหม่ในรูปแบบ “CCP Model” (Construction Contract Protection Model) เพื่อเป็นกรอบในการพัฒนากฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับสัญญารับเหมาก่อสร้าง โดยกำหนดหลักเกณฑ์ด้านสิทธิ หน้าที่ ความรับผิด การจัดสรรความเสี่ยง การรับประกันผลงาน และการระงับข้อพิพาทอย่างเป็นระบบ ข้อเสนอแนะจากการวิจัย คือ ควรตรากฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับสัญญารับเหมาก่อสร้าง โดยกำหนดระยะเวลารับประกันผลงานไม่น้อยกว่าห้าปี และกรณีโครงสร้างหลักไม่น้อยกว่าสิบปี พร้อมกำหนดมาตรฐานการควบคุมคุณภาพงานก่อสร้างและกลไกเยียวยาความเสียหายที่ชัดเจน วิจารณ์ ผลการวิจัยสะท้อนว่าการใช้บทบัญญัติทั่วไปยังไม่สามารถรองรับลักษณะเฉพาะของสัญญารับเหมาก่อสร้างได้อย่างเพียงพอ จึงควรพัฒนากฎหมายเฉพาะเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการคุ้มครองคู่สัญญาและลดข้อพิพาทในทางปฏิบัติ

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
วีระวัฒน์ ธ. (2026). ปัญหาทางกฎหมายและแนวทางการพัฒนากฎหมายเกี่ยวกับสัญญารับเหมาก่อสร้าง. วารสารสังคมพัฒนศาสตร์, 9(7), 299–309. สืบค้น จาก https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11526
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

กรวิทย์ สระทองให้ และสืบพงศ์ สุขสม. (2566). การบริหารงานของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล. วารสาร มจร พุทธปัญญาปริทรรศน์, 8(2), 211-223.

บุญทอง เอื้อหิรัญญานนท์ และปารเมศ อักษรดี. (2566). ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดกรณีค่าปรับงานล่าช้าของบริษัทรับเหมาก่อสร้างต่อผู้ว่าจ้างบริษัทเอกชน. วารสารวิจัยมหาวิทยาลัยเวสเทิร์น มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, 9(3), 285-296.

ไผทชิต เอกจริยกร. (2565). คำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จ้างทำของ. กรุงเทพมหานคร: วิญญูชน.

Barlow, M. G. (2012). Construction Defects and the Allocation of Risk in Construction Contracts. International Journal of Construction Law, 28(2), 115-132.

Bell, M. (2011). The Expert Witness in Construction Disputes. International Journal of Law in the Built Environment, 3(2), 145-160.

Britton, P. (2001). Defects and Liability in Construction Contracts. Construction Law Journal, 17(5), 345-360.

__________. (2011). Construction Contracts and the Need for Special Legal Regulation. International Journal of Law in the Built Environment, 3(1), 75-90.

Bunni, N. G. (2003). The FIDIC Forms of Contract. International Construction Law Review, 20(3), 305-322.

Fain, C. (1995). Architect and Engineer Liability. Washburn Law Journal, 32(1995), 32-49.

Jansen, C. E. C. (1995). Unification of Liabilities in the European Construction Industry. The International Construction Law Review, 1995(3), 440-450.

Kim, S. H. (2013). Contractor’s Limit of Liability under the International Construction Contract. Korean Forum on International Trade and Business Law, 22(1), 1-37.

Sykes, C. E. M. (1995). The Defective Premises and Construction Liability. Journal of Professional Issues in Engineering Education and Practice, 121(3), 170-176.

Uff, J. (2005). Construction Law and Dispute Resolution. Construction Law Journal, 21(4), 245-260.

__________. (2009). Construction Law and the Management of Construction Contracts. Construction Law Journal, 25(4), 250-265.