การสื่อสารอย่างเป็นระบบเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แหล่งท่องเที่ยวเชิงศรัทธา

Main Article Content

สัยยาภรณ์ เรืองรัตนไพศาล
วิทยาธร ท่อแก้ว
หัสพร ทองแดง

บทคัดย่อ

บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอนิยามและความหมายของการท่องเที่ยวเชิงศรัทธาและมิติของมูลค่าเพิ่ม การสื่อสารอย่างเป็นระบบในการยกระดับแหล่งท่องเที่ยวเชิงศรัทธา บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และชุมชนในการขับเคลื่อนการสื่อสาร วิเคราะห์ประเด็นความท้าทายและข้อเสนอแนะเพื่อการสื่อสารอย่างเป็นระบบและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับการท่องเที่ยวเชิงศรัทธา โดยเฉพาะในยุคที่นักท่องเที่ยวสามารถแสวงหาประสบการณ์และการเชื่อมโยงทางอารมณ์ได้ด้วยตัวเองโดยตรง อย่างไรก็ดี การสื่อสารอย่างเป็นระบบยังเผชิญกับความท้าทาย เช่น ข้อจำกัดด้านบุคลากร งบประมาณ ความไม่ต่อเนื่องของกลยุทธ์ และการรักษาสมดุลระหว่างอัตลักษณ์ดั้งเดิมกับความต้องการผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ การสื่อสารอย่างเป็นระบบต้องเริ่มจากการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย การวางแผนเนื้อหา การเลือกช่องทางสื่อ ที่เหมาะสม การประเมินผล และการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เพื่อให้การสื่อสารสามารถสร้างประสบการณ์ที่ทรงพลังกระตุ้นความรู้สึกร่วมและนำไปสู่การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงศรัทธาอย่างยั่งยืนในทุกมิติ บทความวิชาการนี้ จึงได้นำเสนอในด้านต่าง ๆ ได้แก่ นิยามและความหมายของการท่องเที่ยวเชิงศรัทธาและมิติของมูลค่าเพิ่ม การสื่อสารอย่างเป็นระบบในการยกระดับแหล่งท่องเที่ยวเชิงศรัทธา บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และชุมชนในการขับเคลื่อนการสื่อสาร วิเคราะห์ประเด็นความท้าทาย และนำเสนอข้อเสนอแนะเพื่อการสื่อสารอย่างเป็นระบบและสร้างมูลค่าเพิ่ม ในระดับนโยบาย ได้แก่ การส่งเสริมศักยภาพบุคลากร การสนับสนุนงบประมาณ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมืออย่างบูรณาการ และระดับปฏิบัติการได้แก่ การเข้าใจกลุ่มเป้าหมายเชิงลึก การสร้างสรรค์เนื้อหาที่สะท้อนตำนานความเชื่อและอัตลักษณ์ การใช้สื่อดั้งเดิมและสื่อใหม่ควบคู่กัน ส่งเสริมให้ชุมชนมีบทบาทเป็นเจ้าบ้านและผู้เล่าเรื่อง

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
เรืองรัตนไพศาล ส., ท่อแก้ว ว. ., & ทองแดง ห. . (2025). การสื่อสารอย่างเป็นระบบเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แหล่งท่องเที่ยวเชิงศรัทธา. วารสารสังคมพัฒนศาสตร์, 8(8), 276–287. สืบค้น จาก https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/8717
ประเภทบทความ
บทความวิชาการ

เอกสารอ้างอิง

กิติญา ยอดมณี และคณะ. (2564). พฤติกรรมการท่องเที่ยวเชิงศาสนาของนักท่องเที่ยวชาวไทย กรณีศึกษาวัดเจดีย์ (ไอ้ไข่) จังหวัดนครศรีธรรมราช. วารสารวิชาการมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ, 9(2), 256-272.

เชิดชัย อ่องสกุล และพระครูใบฎีกาศักรินทร์ สิริภทฺโท. (2567). แนวทางการพัฒนาศักยภาพเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงศรัทธาผ่านมิติความศรัทธาและความเชื่อสมเด็จเจ้าแห่งลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา. Asian Journal of Traditional and Innovative Arts and Textiles, 3(1), 69-85.

เทิดชาย ช่วยบำรุง. (2552). บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนบนฐานแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง. (พิมพ์ครั้งที่ 1). กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์คณะรัฐมนตรีและราชกิจจานุเบกษา.

ธนาภรณ์ วงศ์ชู. (2566). แนวทางการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงศรัทธา (สายมู) เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง. ใน วิทยานิพนธ์สถาปัตยกรรมศาสตรมหาบัณฑิต คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

พรชนก จอมจันทร์. (2564). การจัดการการสื่อสารในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์หลาดใต้โหนด อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง. ใน วิทยานิพนธ์นิเทศศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชานิเทศศาสตร์. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.

พรรณปพร จันทร์ฉาย และอนามัย ดำเนตร. (2567). การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์กับการมูเตลูในประเทศไทย. วารสารวิชาการวิทยาลัยสันตพล อุดรธานี, 10(2), 177-185.

พระครูปลัดประวิทย์ วรธมฺโม. (2563). แนวทางการจัดการท่องเที่ยวเชิงศรัทธาที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวในการเดินทางมาท่องเที่ยว วัดไร่ขิง จังหวัดนครปฐม. วารสารสังคมศาสตร์และมานุษยวิทยาเชิงพุทธ, 5(6), 390-404.

พระมหาจำนงค์ สิริวณฺโณ. (2564). บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน. วารสารมหาจุฬาคชสาร, 11(1), 1-12.

พิมพ์ชญา ภมรพล. (2563). กลยุทธ์การสื่อสารในภาวะวิกฤตและการฟื้นฟูภาพลักษณ์ของสถานีโทรทัศน์เนชั่นทีวี. ใน วิทยานิพนธ์นิเทศศาสตรมหาบัณฑิต คณะนิเทศศาสตร์. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

สิทธิชัย แซ่ว่อง และคณะ. (2567). การจัดการการสื่อสารเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศของชุมชนบ้านอีต่อง จังหวัดกาญจนบุรี. วารสารมหาจุฬานาครทรรศน์, 11(7), 282-291.

อรรถพล ยุสุวพันธ์. (2565). การวางแผนและดำเนินการจัดการการสื่อสารเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของเทศบาลเมืองสตูล. วารสารวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา, 13(2), 320-335.