การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องนาฏยศัพท์โดยใช้รูปแบบการสอน ทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

Main Article Content

กนกกาญจน์ อินยอด
อริสรา บุญรัตน์
เก็ตถวา บุญปราการ

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องนาฏยศัพท์ โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้ได้ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบทักษะปฏิบัติทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องนาฏยศัพท์ โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์ ระหว่างหลังเรียนเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 80 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องนาฏยศัพท์โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนควนขนุน จำนวน 2 ห้องเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์ 2) แบบประเมินทักษะปฏิบัตินาฏยศัพท์ และ 3) แบบวัดความพึงพอใจ ผลการวิจัย 1) การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องนาฏยศัพท์ โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพของ กระบวนการเรียนการสอน คะแนนระหว่างเรียน เท่ากับ 81 ประสิทธิภาพของคะแนนหลังเรียน เท่ากับ 82.40 ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ เท่ากับ 81/82.40 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 2) พบว่าผลการเปรียบเทียบทักษะปฏิบัติของผู้เรียน หลังเรียนเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 80 ของนักเรียน มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) พบว่าความพึงพอใจหลังเรียนของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องนาฏยศัพท์โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์ ของนักเรียน โดยรวมอยู่ ในระดับมาก

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
อินยอด ก. ., บุญรัตน์ อ. ., & บุญปราการ เ. . (2025). การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องนาฏยศัพท์โดยใช้รูปแบบการสอน ทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1. วารสารสังคมพัฒนศาสตร์, 8(12), 347–358. สืบค้น จาก https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/9941
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

กิติพงษ์ แหน่งสกูล และคณะ. (2556). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการปฏิบัติงาน เรื่อง การใช้โปรแกรมประมวลผลคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้วิธีสอนแบบชีแนะร่วมกับรูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์. ใน วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน. มหาวิทยาลัยหาดใหญ่.

ญาดา จุลเสวก. (2560). การดำรงอยู่ของนาฏศิลป์ไทยในศตวรรษที่ 21. วารสารศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ, 21(1), 48-61.

ณัฐพัชร์ มหายศนันท์ และปรุฬห์จักร อัครารัศม์สกุล. (2563). การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์เพื่อเสริมทักษะ เรื่อง ฟ้อนซอปั่นฝ้าย โดยวิธีการสอนทักษะปฏิบัติแฮร์โรว์. วารสารวิชาการ คณะมนุษย์ศาสตร์ และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครสวรรค์, 7(2), 65-75.

ทิศนา แขมณี. (2566). รูปแบบการเรียนการสอน: ทางเลือกที่หากหลาย. (พิมพ์ครั้งที่ 10-11). กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

พุฒิญา อาจหาญ. (2562). การพัฒนากิจกรรม การเรียนรู้ตามแนวคิดของแฮร์โรว์ เพื่อเสริมสร้างทักษะปฏิบัติ รำวงมาตรฐาน ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3. วารสารจากการเรียนรู้สมัยใหม่, 5(6), 214-224.

รสสุคนธ์ เพ็ญเนตร. (2561). การพัฒนาทักษะปฏิบัตินาฏยศัพท์และภาษาท่า โดยใช้การเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค TAI ร่วมกับแนวคิดการสอนปฏิบัติของแฮร์โรว์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4. ใน วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาหลักสูตรและการสอน. มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม.

วราภรณ์ จุลฉีด. (2566). การพัฒนาทักษะปฏิบัตินาฏยศัพท์ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดการสอนของแฮร์โรว์ สำหรับนักเรียนชั้นปะถมศึกษาปีที่ 4. ใน สารนิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน. มหาวิทยาลัยหาดใหญ่.

วิมลศรี อุปรมัย. (2555). นาฏกรรมและการละคร. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

สุมนมาลย์ นิ่มเนติพันธ์. (2560). ดนตรี - นาฏศิลป์. กรุงเทพมหานคร: อักษรเจริญทัศน์.

สุมินตรา อุ่นเปีย และขนบพร วัฒนสุขชัย. (2557). ผลการจัดกิจกรรมศิลปะตามแนวคิดของแฮร์โรว์ที่มีต่อความสามารถในการปั้นของเด็กอายุ 9 - 11 ปี. วารสารอิเล็กทรอนิกส์ทางการศึกษา, 9(1), 458-472.

อัมรา บุญประเสริฐ. (2559). อิทธิพลของการถ่ายทอดทางวัฒนธรรมต่างประเทศกับการดำรงอยู่ของนาฏศิลป์ไทย. วารสารศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 20(2), 35-44.