บริบทของวัดไทยในสังคมไทย

The Temple; Religious organization; Buddhism; Thai society.

ผู้แต่ง

  • ศิลาวัฒน์ ชัยวงศ์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

คำสำคัญ:

วัด, องค์กรศาสนา, พระพุทธศาสนา, สังคมไทย

บทคัดย่อ

บทความนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะเสนอมุมมองบริบทวัดในประเทศไทย ซึ่งเนื้อหาประกอบด้วย การเข้ามาของศาสนาพุทธและการสร้างวัดในประเทศไทย การจำแนกประเภทวัด การจัดการศาสนสมบัติ สถานะทางกฎหมายของวัด และการบริหารงานคณะสงฆ์ ซึ่งจากการรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิ และวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง พบว่า วัดเป็นสถานที่จัดกิจกรรมทางศาสนา สร้างขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์ทางศาสนา เป็นศูนย์กลางของชุมชน การสร้างวัดนั้นผู้ใดมีจิตศรัทธามีที่ดินเป็นสมบัติของตนปรารถนาจะสร้างวัดก็สามารถยกที่ดินสร้างเป็นวัดได้ แล้วนิมนต์พระสงฆ์ไปจำวัตรจนครบจำนวน จากนั้นจึงผูกพัทธสีมาแล้วของพระราชทางวิสุงคามสีมา และสามารถจำแนกวัดได้ 3 ประเภท คือ พระอารามหลวง วัดราษฎร์ และวัดร้าง และการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจัดทำงบประมาณประจำปีของศาสนสมบัติกลางด้วยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม

การสร้างวัดนั้นรัฐมีอำนาจดุลพินิจในการพิจารณาให้สร้าง เริ่มตั้งแต่นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และนายกรัฐมนตรี และองค์กรฝ่ายคณะสงฆ์ได้แก่ เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัด มหาเถรสมาคม เมื่อได้รับอนุญาตให้สร้างวัดก็ดำเนินการสร้างเสนาสนะตามแบบที่ได้รับอนุญาต เมื่อสร้างขึ้นเป็นหลักฐานพร้อมที่จะเป็นที่พำนักของพระภิกษุสงฆ์ได้แล้วก็เสนอรายงานการก่อสร้าง และนามวัดเพื่อตั้งเป็นวัดต่อนายอำเภอ การพิจารณาก็คงยึดถือหลักเกณฑ์และวิธีการเช่นเดียวกับการสร้างวัดนั้นก็คือรัฐยังคงมีอำนาจดุลพินิจในการที่จะอนุญาตหรือไม่เช่นเดียวกัน

ดังนั้น เมื่อสร้างวัดเสร็จการบริหารวัดเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมในยุคปัจจุบัน การบริหารวัดอย่างเป็นระบบระเบียบ จะส่งผลให้วัดร่มรื่นน่าอยู่ น่าเข้าไปประกอบกิจกรรมทางศาสนา รวมทั้งเป็นแบบอย่างแก่ประชาชนที่เข้าไปสัมผัสพบเห็น การบริหารวัดทำให้การดำเนินงายภายในวัดเป็นระบบมากขึ้น ทำให้สะดวกในการประสานงาน ทำให้เกิดประสิทธิภาพและเกิดความประหยัดในการดำเนินงาน สามารถติดตามตรวจสอบการดำเนินงานได้จาก พระภิกษุ สามเณร และฆราวาสที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ ของแต่ละหน้าที่ อาทิ ด้านการปกครอง ด้านการเผยแผ่ศาสนธรรม ด้านการศาสนศึกษา ด้านการศึกษาสงเคราะห์ ด้านการสาธารณูปการ และด้านสาธารณสงเคราะห์

เอกสารอ้างอิง

Achchara Kanchananothai. (1980). The Restoration of Buddhism in the Early Rattanakosin Period (1782-1851). Master's Thesis, Department of History. Graduate School Chulalongkorn University

Buddhist Religious Sites Division, National Office of Buddhism. (2019). Temple Registration Data. Retrieved on March 20, 2025, from http://www3.onab.go.th/2019/02/12/wattotalsummaryreport31012562/

Chalong Chuaythani. et al. (2008). Phra Phrommachariyachan. Bangkok: Printing House of the National Office of Buddhism.

Charurat Panmanee. (2007). Monk Law. Bangkok: National Office of Buddhism Printing House.

His Royal Highness Prince Damrong Rajanubhab. (1929). The Reasons for Building Temples. Bangkok: Sophonphiphanthanakorn Printing House.

His Royal Highness Prince Damrong Rajanubhab. (1970). Memories. Thonburi: Ruengwattana Printing House.

Ministry Regulation No. 1 (B.E. 2507). Issued under the Sangha Act B.E. 2505

Narumon Thirawat, (1982). The Political Thoughts of King Mongkut. Master of Arts Thesis, Department of History. Graduate School, Chulalongkorn University

National Office of Buddhism. (2011). Manual for Sangha Administrators. Bangkok: Printing House of the National Office of Buddhism.

Phitak Sayan. (1978). History of Thai Temples and Ancient Thai Arts. Bangkok: Sawika Printing Press

State Administration Act (No. 4) B.E. 2545 Government Gazette 2545

Uthit Chungnipanthasakun. (1982). Temple Economy in Bangkok (1782-1910). Master of Arts, Department of History, Graduate School, Chulalongkorn University.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-01-01

รูปแบบการอ้างอิง

ชัยวงศ์ ศ. (2026). บริบทของวัดไทยในสังคมไทย : The Temple; Religious organization; Buddhism; Thai society. วารสารพุทธอาเซียนศึกษา, 10(2). สืบค้น จาก https://so07.tci-thaijo.org/index.php/basj/article/view/7547

ฉบับ

ประเภทบทความ

Academic article

หมวดหมู่