ผลของโปรแกรมการฝึกดูออร์ลทาส์ก เทรนนิ่ง ต่อความสามารถในการทรงตัวของผู้สูงอายุ

Main Article Content

นภาภรณ์ ปกครองดี
ณัฐชนนท์ ซังพุก

บทคัดย่อ

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการฝึกดูออร์ลทาส์ก เทรนนิ่ง ต่อความสามารถในการทรงตัวของผู้สูงอายุ กลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุ ที่มีอายุ 60 - 65 ปี การเลือกเฉพาะเจาะจง กลุ่มทดลอง จำนวน 20 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ 1) แบบประเมินความเสี่ยงต่อการหกล้มในผู้สูงอายุ 2) ผู้วิจัยสร้างโปรแกรมการฝึกดูออร์ลทาส์ก เทรนนิ่ง โดยให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 คน พิจารณาเพื่อตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสมของเครื่องมือและหาความเที่ยงตรงเฉพาะหน้า (Face validity) 3) แบบประเมินการทรงตัว Berg Balance Scale (BBS) การวิเคราะห์ข้อมูลผู้วิจัยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และใช้สถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบค่าที (t-test) โดยใช้ Paired t-test เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยก่อนและหลังการทดลองภายในกลุ่มเดียวกัน และใช้ Independent t-test เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการฝึกดูออร์ลทาส์ก เทรนนิ่งมีความสามารถในการทรงตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งอาจอธิบายได้ว่า การฝึกที่มีการทำงานสองอย่างพร้อมกัน เป็นการกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทส่วนกลางให้เกิดการประสานงานระหว่างการรับรู้และการเคลื่อนไหวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้ผู้สูงอายุสามารถควบคุมการทรงตัวได้ดีขึ้น ผลการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มก่อนการทดลอง พบว่า กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โปรแกรมการฝึกดังกล่าวสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
ปกครองดี . น. ., & ซังพุก ณ. . (2026). ผลของโปรแกรมการฝึกดูออร์ลทาส์ก เทรนนิ่ง ต่อความสามารถในการทรงตัวของผู้สูงอายุ. วารสารสังคมพัฒนศาสตร์, 9(6), 365–375. สืบค้น จาก https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11272
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2566). การคาดประมาณประชากรของประเทศไทยพ.ศ. 2553-2583 (ฉบับปรับปรุง). กรุงเทพมหานคร: สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ.

สุทธิชัย จิตะพันธ์กุล. (2542). หลักสำคัญของเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพมหานคร: ภาควิชา อายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

Berg, K. et al. (1989). Measuring balance in theelderly: Preliminary development of an instrument. Physiotherapy Canada, 41(6), 304-311.

Faul, F. et al. (2007). G*Power 3: A flexible statisticalPower analysis program for the social, behavioral, and biomedical sciences. BehaviorResearch Methods, 39(2), 175-191.

Gheysen, F. et al. (2023). Physical activity to improve cognition in older adults: A systematic review and meta-analysis. Frontiers in Aging Neuroscience, 15,(63)1-13.

Montero-Odasso et al. (2022). World guidelines for falls prevention and management for older adults: A global initiative. Age and Ageing, 51(9),1-36.

Souza, H. C. M. de. et al. (2024). Effects of 12 weeks of inspiratory muscle training and whole body vibration on the inflammatory profile, BDNF and muscular system in pre-frail elderly women: A randomized controlled trial. Archives of Gerontology and Geriatrics, 123(2024), 105421. https://doi.org/10.1016/j.archger.2024.105421.

World Health Organization. (2021). Global report on ageism. World Health Organization: Geneva, Switzerland.

Yildiz, S. E. et al. (2024). Effect of dual-task training onbalance in older adults: A systematic review and meta-analysis. Archives of Gerontology and Geriatrics, 121(2024), 105368. https://doi.org/10.1016/j.archger.2024.105368.

Zhang, W. et al. (2023). Effects of dual- task training on balance, gait performance, and fall prevention in community-dwelling older adults: A randomized controlled trials. Aging Clinical and Experimental Research, 38(2023), 56. https://doi.org/10.1007/s40520-025-03303-1.