การพัฒนารูปแบบการบริหารเชิงระบบโดยใช้การมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อยกระดับสถานศึกษาสู่โรงเรียนคุณภาพของโรงเรียนวัดควนแร่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพัทลุง เขต 1
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐาน 2) พัฒนารูปแบบ 3) ศึกษาผลการใช้รูปแบบ และ 4) ประเมินรูปแบบการบริหารเชิงระบบโดยใช้การมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อยกระดับสถานศึกษาสู่โรงเรียนคุณภาพของโรงเรียนวัดควนแร่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพัทลุง เขต 1 เป็นการวิจัยและพัฒนา ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ครูผู้สอน 12 คน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน 7 คน ผู้แทนชุมชน 5 คน และนักเรียนปีการศึกษา 2567 จำนวน 140 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบประเมิน และแบบบันทึกที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า1) สถานศึกษามีความจำเป็นในการพัฒนาระบบการบริหารเชิงระบบที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการวางแผนการติดตามประเมินผล และการสะท้อนผลอย่างต่อเนื่อง 2) รูปแบบการบริหารเชิงระบบโดยใช้การมีส่วนร่วมของชุมชน (PAER Model) ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) หลักการของรูปแบบ 2) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ
3) ปัจจัยนำเข้า 4) กระบวนการบริหารเชิงระบบแบบ มีส่วนร่วม 5) ผลลัพธ์ และ 6) การวัดและประเมินผล กระบวนการดำเนินงาน 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผนแบบมีส่วนร่วม (P) การลงมือปฏิบัติ (A) การประเมินผล (E) และการสะท้อนผล (R) 3) การบริหารจัดการ มีความเป็นระบบ ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน ส่งผลให้การดำเนินงานตามตัวชี้วัดคุณภาพสถานศึกษาทั้ง 5 ด้านอยู่ในระดับมากที่สุด และเกิดการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการสถานศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม ( = 4.62, S.D. = 0.30) และ 4) รูปแบบมีความเหมาะสมโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (
= 4.79, S.D. = 0.24)
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เอกสารอ้างอิง
ขวัญจิรา จำปา และคณะ. (2566). การพัฒนารูปแบบการบริหารโรงเรียนคุณภาพของชุมชน. วารสารสหวิทยาการมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, 6(1), 430-447.
ชูศรี วงศ์รัตนะ. (2558). เทคนิคการเขียนเค้าโครงการวิจัย: แนวทางสู่ความสำเร็จ. (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพมหานคร: ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ทรงพล เจริญคำ. (2566). การพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาสู่โรงเรียนคุณภาพของโรงเรียนวัดบางขุนเทียนนอก. วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย, 7(2), 343-359.
บุญชม ศรีสะอาด. (2560). การวิจัยเบื้องต้น ฉบับปรับปรุงใหม่. (พิมพ์ครั้งที่ 10). กรุงเทพมหานคร: สุวีริยาสาส์น.
โรงเรียนวัดควนแร่. (2567). รายงานการประเมินตนเองของสถานศึกษา (Self - Assessment Report: SAR) ปีการศึกษา 2567. พัทลุง: โรงเรียนวัดควนแร่.
สมาพร ลี้ภัยรัตน์ และคณะ. (2560). รูปแบบการบริหารคุณภาพโรงเรียนมาตรฐานสากลระดับประถมศึกษา. วารสารสุทธิปริทัศน์, 31(100), 261-273.
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2567). แนวทางการดำเนินงานโครงการโรงเรียนคุณภาพตามนโยบาย “1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ”. กรุงเทพมหานคร: กระทรวงศึกษาธิการ.
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2560). แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560 - 2579. กรุงเทพมหานคร: บริษัท พริกหวานกราฟฟิค จำกัด.
อร่าม วัฒนะ. (2561). รูปแบบการบริหารสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด. ใน วิทยานิพนธ์ครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา. มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์.
Bertalanffy, L. von. (1968). General system theory: Foundations, development, applications. New York: George Braziller.
Cohen, J. M. & Uphoff, N. T. (1980). Participation's place in rural development: Seekingclarity through specificity. World Development, 8(3), 213-235.
Deming, W. E. (1986). Out of the crisis. Cambridge, MA: Massachusetts Institute of Technology, Center for Advanced Engineering Study.
Gall, M. et al. (2003). Educational research: An introduction. (7th ed.). Boston, MA: Allyn and Bacon.
Hoy, W. K. & Miskel, C. G. (2008). Educational administration: Theory, research, and practice. (8th ed.). New York: McGraw-Hill.
Katz, D. & Kahn, R. L. (1978). The social psychology of organizations. (2nd ed.). New York: Wiley.
Stufflebeam, D. L. & Shinkfield, A. J. (2007). Evaluation theory, models, and applications. San Francisco, CA: Jossey - Bass.
Tiwong, P. et al. (2025). Development of educationadministration model towards excellence in the 21st century for Thailand’s primarychools. International Education Studies, 18(2), 36-46.