การส่งเสริมหลักสัมมาวาจาเพื่อการดำเนินชีวิตในสังคมพหุวัฒนธรรม ของชุมชนสันตยาราม ตำบลพิมาน อำเภอเมืองสตูล จังหวัดสตูล

Main Article Content

พระปลัดสุริยา ติสาโร
พระครูวิจิตรสาธุรส เตชธมฺโม (แก้วมณี)
พระครูวิจิตรศีลาจาร ชาตวณฺโณ (กิติโกฬะ)

บทคัดย่อ

บทความนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสังคมพหุวัฒนธรรมของชุมชนสันตยาราม เพื่อส่งเสริมหลักสัมมาวาจาเพื่อการดำเนินชีวิตในสังคมพหุวัฒนธรรมของชุมชนสันตยาราม ตำบลพิมาน อำเภอเมืองสตูล จังหวัดสตูล การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 20 รูป/คน 1) ตัวแทนพระภิกษุสงฆ์ 5 รูป 2) ตัวแทนผู้นำชุมชน 5 คน 3) ตัวแทนบุคคลผู้อาวุโสชุมชน 5 คน 4) ตัวแทนข้าราชการ 5 คน 5) ตัวแทนประชาชน 5 คน ใช้วิธีการสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา นำเสนอเชิงพรรณนาด้วยการเล่าเรื่อง ผลการวิจัย พบว่า ชุมชนสันตยารามเป็นพื้นที่ที่ไทยพุทธ ไทยมุสลิม และไทยเชื้อสายจีนอยู่ร่วมกันอย่างเปิดเผย ทั้งในด้านศาสนาและวัฒนธรรม โดยมีเสรีภาพในการแต่งกายตามหลักศาสนา แต่ยังมีปัญหาด้านการสื่อสารที่ไม่สุภาพและขาดความเข้าใจ ซึ่งควรหลีกเลี่ยงคำพูดที่อาจลบหลู่หรือแบ่งแยก จึงได้ส่งเสริมการใช้วาจา ตามหลักธรรม โดยเฉพาะหลักสัมมาวาจาในพระพุทธศาสนา ที่ให้เว้นจากวจีทุจริต ให้พูดในสิ่งที่เป็นจริง เป็นประโยชน์ เหมาะสมกับเวลา สถานที่ และบุคคล หลักการนี้ได้นำมาประยุกต์ใช้ในการสร้างความเข้าใจและสันติในชุมชนสันตยาราม ในระดับบุคคลส่งเสริมการฝึกสติ และเจตนาที่ดีในการสื่อสาร ระดับครอบครัวส่งเสริมการพูดด้วยความจริง เมตตา และเคารพกันในครอบครัว ระดับชุมชนส่งเสริมการพูดจริง มีสาระ สุภาพ และสร้างความเข้าใจร่วมในความหลากหลาย ผลปรากฏคือการสื่อสารในชุมชนเป็นไปด้วยความระมัดระวัง สุภาพ และให้เกียรติซึ่งกัน โดยเฉพาะกับผู้ที่มีความเชื่อและวัฒนธรรมต่างกัน บางครอบครัวยังปลูกฝังบุตรหลานให้ใช้ถ้อยคำสร้างสรรค์ อันส่งผลต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสงบในสังคมพหุวัฒนธรรม

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
ติสาโร พ., เตชธมฺโม (แก้วมณี) พ. ., & ชาตวณฺโณ (กิติโกฬะ) พ. . (2025). การส่งเสริมหลักสัมมาวาจาเพื่อการดำเนินชีวิตในสังคมพหุวัฒนธรรม ของชุมชนสันตยาราม ตำบลพิมาน อำเภอเมืองสตูล จังหวัดสตูล. วารสารสังคมพัฒนศาสตร์, 8(8), 175–186. สืบค้น จาก https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/8704
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

ธนพล วัฒนวิทย์. (2565). สิทธิทางวัฒนธรรมและการบูรณาการ. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์สังคมศึกษา.

พระโกวิท พลญาโน (การะเกตุ). (2560). ศึกษาวิเคราะห์วิถีพหุวัฒนธรรมของชุมชนวัดขันเงิน จ.ชุมพร ตามหลักพุทธสันติวิธี. ใน วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาพุทธศาสนา. มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.

พระปลัดสุรศักดิ์ ถิรจิตฺโต (วรวิทยธาดา). (2565). การประยุกต์ใช้หลักสังคหวัตถุ ๔ เพื่อลดความขัดแย้งในชุมชน วัดใหม่เจริญราษฎร์ เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร. ใน วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาพุทธศาสนา. มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.

พระมหามงคลกานต์ ฐิตธมฺโม และคณะ. (2562). การอยู่ร่วมกันของคนในสังคมพหุวัฒนธรรมในประเทศไทย กรณีศึกษาสังคมพหุวัฒนธรรมในอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่. วารสารมหาจุฬาวิชาการ, 6(2), 47-59.

พระมหายุทธนา นรเชฏโฐ และคณะ. (2560). ศึกษาวิเคราะห์หลักการอยู่ร่วมกันของสังคมพหุวัฒนธรรมในประเทศไทย : กรณีศึกษาชุมชนชาวพุทธและมุสลิมในชุมชนวัดท่าการ้อง ตำบลบ้านป้อม อำเภอ พระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา. วารสาร มจร พุทธศาสตรปริทรรศน์, 1(1), 56-57.

มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. (2539). พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.

วศิน อินทสระ. (2550). หลักธรรมอันเป็นหัวใจพระพุทธศาสนา. (พิมพ์ครั้งที่ 6). กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์เม็ดทราย.

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต). (2562). พุทธธรรม ฉบับปรับขยาย. เรียกใช้เมื่อ 13 กรกฎาคม 2568 จาก https://ird.mcu.ac.th/wp-content/uploads/2021/07/buddhadhamma_extended_edition.pdf

สรินยา สงค์ประเสริฐ. (2554). รูปแบบการดำเนินชีวิตที่ส่งผลต่อค่านิยมในคอนโดมิเนียมตากอากาศระดับหรูหรา ในอำเภอหัวหิน. ใน วิทยานิพนธ์บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาบริหารธุรกิจ. บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยกรุงเทพ.

อดุลย์ จาตุรงคกุล. (2550). พฤติกรรมผู้บริโภค. (พิมพ์ครั้งที่ 8). กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์.

KoanCollector. (2024). Understanding Buddhist right speech through social psychology. Retrieved August 1, 2025, from https://koancollector.com/2024/09/28/understanding-buddhist-right-speech-through-social-psychology/?utm_source=chatgpt.com

Sugath Senarath. (2023). Mindful Communication for Asian Development: A Buddhist Approach. International Journal of Research and Innovation In Social Science, 7(1), 1304-1315.