การรับรู้ทางการเมืองท้องถิ่นของประชาชน จังหวัดสิงห์บุรี
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทความนี้วัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการรับรู้ทางการเมืองท้องถิ่นของประชาชน จังหวัดสิงห์บุรี 2) เปรียบเทียบการรับรู้ทางการเมืองท้องถิ่นของประชาชน จังหวัดสิงห์บุรี จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ ประชาชน จังหวัดสิงห์บุรี จำนวน 183,985 คน กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 400 คน ได้มาจากเปิดตารางสำเร็จรูปของทาโร่ยามาเน่ ใช้วิธีการสุ่มอย่างด้วยวิธีบังเอิญ เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานด้วย ค่าเอฟ ค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) การรับรู้ทางการเมืองท้องถิ่นของประชาชน จังหวัดสิงห์บุรี ในภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านเรียงจากมากไปหาน้อยมีรายละเอียดดังนี้ ด้านสื่อใหม่ อยู่ในระดับมาก โดยการรับรู้ทางการเมืองท้องถิ่นจากไลน์ มีการรับรู้มากที่สุด อยู่ในระดับมาก รองลงมา ด้านสื่อเฉพาะกิจ อยู่ในระดับปานกลาง โดยการรับรู้ทางการเมืองท้องถิ่นจากป้ายโฆษณา โปสเตอร์ มีการรับรู้มากที่สุด อยู่ในระดับมาก ลำดับถัดไป ด้านสื่อบุคคล อยู่ในระดับปานกลาง โดยการรับรู้ทางการเมืองท้องถิ่นจากครอบครัว มีการรับรู้มากที่สุด อยู่ในระดับมาก และน้อยที่สุด ด้านสื่อมวลชนท้องถิ่น อยู่ในระดับปานกลาง โดย การรับรู้ทางการเมืองท้องถิ่นจากเสียงตามสาย มีการรับรู้มากที่สุด อยู่ในระดับมาก ตามลำดับ 2) เปรียบเทียบการรับรู้ทางการเมืองท้องถิ่นของประชาชน จังหวัดสิงห์บุรี จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า เพศ อายุ อาชีพ ที่แตกต่างกัน มีการรับรู้ไม่แตกต่างกัน ส่วนระดับการศึกษาที่แตกต่างกัน มีการรับรู้แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เอกสารอ้างอิง
จิณณพัต ตั้งดวงมานิตย์. (2563). พฤติกรรมการเปิดรับสื่อและภาพลักษณ์นักการเมืองท้องถิ่นในการรับรู้ของประชาชน เขตเทศบาลนครนครราชสีมา อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา. วารสารมนุษยศาสตร์วิชาการ, 27(1), 211-236.
ตรัยรัตน์ ปลื้มปิติชัยกุล และสมเดช รุ่งศรีสวัสดิ์. (2565). การเปิดรับสื่อและการรับรู้ข่าวสารในสื่อออนไลน์ต่อการมีส่วนร่วมทางการเมือง ของนักศึกษาระดับปริญญาตรีในเขตพื้นที่จังหวัดขอนแก่น. ใน รายงานการวิจัย. มหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตขอนแก่น.
ปกิจ พรรัตนานุกูล. (2564). ความเข้าใจทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของประชาชนในเทศบาลนครปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี. ใน สารนิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐศาสตร์. มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
พระธงชัย วชิรญาโณ. (2563). การตื่นตัวทางการเมืองของเยาวชนไทย. วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์, 2(3), 21-31.
วสันต์ เหลืองประภัสร์. (2559). การรวมศูนย์อำนาจและการกระจายอำนาจกับการบริหารราชการแผ่นดินไทย : การทบทวนแนวคิด ข้อถกเถียง และข้อพิจารณาเพื่อการปฏิรูป. กรุงเทพมหานคร: สถาบันพระปกเกล้า.
วัฒนา เซ่งไพเราะ. (2555). ความตื่นตัวทางการเมืองของเยาวชนในสถาบันการศึกษาในเขตกรุงเทพมหานครกับการพัฒนาวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยช่วงปี พ.ศ.2549-2554. ใน วิทยานิพนธ์การศึกษาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาสื่อสารการเมือง. มหาวิทยาลัยเกริก.
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี. (2560). สรุปสาระ สำคัญแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่สิบสอง พ.ศ. 2560-2564. เรียกใช้เมื่อ 25 สิงหาคม 2567 จาก http://www.nesdb.go.th/download/Chonburiplan12/
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. (2560). รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560. กรุงเทพมหานคร: สำนักการพิมพ์สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร.
สำนักงานสถิติจังหวัดสิงห์บุรี. (2566). ข้อมูลพื้นฐานของครัวเรือน พ.ศ. 2566 จังหวัดสิงห์บุรี. เรียกใช้เมื่อ 25 สิงหาคม 2567 จาก https://singburi.nso.go.th/index.php?option=com_content&view=article&id=1431:household66&catid=36
สุจิตรา กิตติศัพท์. (2562). พฤติกรรมการเปิดรับสื่อกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของบุคลากร โรงพยาบาลค่ายสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา. วารสารวิชาการนวัตกรรมสื่อสารสังคม, 7(1), 120-132.
Assael, H. (1998). Consumer behavior and marketing action, 6th. Cincinnati, OH: South-Western.
Kokphon, O. (2009). Secrets of organizing local public services: Lessons from the King Prajadhipok's Award. Bangkok: S. Charoen Printing Co., Ltd.
Yamane, T. (1973). Statistics: An Introductory Analysis. (2rd ed). New York: Harper. and Row.
Van Aelst, P. et al. (2017). Political Communication in a High-Choice Media Environment: A Challenge for Democracy? Annals of the International Communication Association, 41(1), 3-27.