สุขภาพและความปลอดภัยของพนักงานที่ทำงานในสหรัฐอเมริกา
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพด้านสุขภาพและความปลอดภัยในการทำงานของพนักงานในสหรัฐอเมริกา และศึกษามาตรการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเพื่อลดความเสี่ยงและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับแรงงาน การวิจัยดำเนินการโดยใช้วิธีการวิจัยเอกสาร (Documentary Research) โดยรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากหนังสือ วารสาร รายงานทางวิชาการ และเอกสารจากหน่วยงานภาครัฐและองค์การระหว่างประเทศ ผลการวิจัยพบว่า สำนักงานบริหารความปลอดภัยและอาชีวอนามัย (Occupational Safety and Health Administration: OSHA) มีบทบาทสำคัญในการกำหนดมาตรฐาน ควบคุม และบังคับใช้กฎหมายด้านความปลอดภัยและสุขภาพในการทำงาน มุ่งเน้นการป้องกันอุบัติเหตุและโรคจากการทำงานที่เกิดจากเครื่องจักร สารเคมี สภาพแวดล้อมทางกายภาพ และพฤติกรรมไม่ปลอดภัยของพนักงาน สาเหตุหลักของอุบัติเหตุในสถานประกอบการ ได้แก่ การละเลยการใช้อุปกรณ์ป้องกัน การทำงานทางลัด เครื่องมือชำรุด และการจัดการพื้นที่ทำงานไม่เหมาะสม ความเครียดจากการทำงาน ชั่วโมงการทำงานยาวนาน และความรุนแรงในสถานที่ทำงานเป็นปัจจัยสำคัญส่งผลต่อสุขภาพกายและจิตใจของแรงงาน สะท้อนให้เห็นความจำเป็นในการส่งเสริมสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อบุคลากร การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยแบบบูรณาการที่เน้นการมีส่วนร่วมของพนักงานทุกระดับ การสนับสนุนจากผู้บริหาร และการดำเนินมาตรการต่อเนื่อง เช่น การอบรม การสื่อสาร การตรวจประเมิน และการติดตามผลอย่างเป็นระบบ เป็นแนวทางสำคัญในการเสริมสร้างพฤติกรรมการทำงานที่ปลอดภัยอย่างยั่งยืน ผลการศึกษานี้นำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนานโยบายด้านความปลอดภัยแรงงานของประเทศไทย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงาน ลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ และสร้างสังคมแรงงานที่ปลอดภัย มั่นคง และยั่งยืนในระยะยาว
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เอกสารอ้างอิง
Bureau of Labor Statistics. (2008). Workplace injury and illness summary. U.S. Department of Labor. Retrieved March 19, 2024, from https://www.bls.gov/news.releasearchives/osh_12102008.pdf
Christian, M. S. et al. (2009). Workplace safety: A meta- analysis of the roles of person and situation factors. Journal of Applied Psychology, 94(5), 1103-1127.
Cooper, M. D. (2000). Towards a model of safety culture. Safety Science, 36(2), 111-136.
Dessler, G. (2020). Human Resource Management. Boston: Pearson Education Limited.
Ganster, D. C. & Rosen, C. C. (2013). Work stress and employee health: A multidisciplinary review. Journal of Management, 39(5), 1085-1122.
Groce, R. (2008). Keep the gloves on! Occupational Hazards. Retrieved March 19, 2024, from https://www.ehstoday.com/ppe/eye-face-head/article/21906849/keep-the-gloves-on
Hantula, D. A. (2001). The value of workplace safety. Journal of Organizational Behavior Management, 21(2), 79-98.
Heinrich, H. W. (1959). Industrial accident prevention: A scientific approach. New York, NY: McGraw-Hill.
Herzberg, F. et al. (1959). The motivation to work. New York: John Wiley & Sons.
International Labour Organization. (2019). Safety and health at the heart of the future of work: Building on 100 years of experience. Switzerland: International Labour Office.
Maslow, A. H. (1943). A theory of human motivation. Psychological Review, 50(4), 370-396.
Mondy, R. (2010). Human Resource Management. Boston: Prentice Hall.
Occupational Safety and Health Administration. (2010). Enforcement case database. U.S. Department of Labor. Retrieved June 10, 2025, from https://www.osha.gov/enforcement
Robson, L. S. et al. (2007). The effectiveness of occupational health and safety management System. interventions: A systematic review. Safety Science, 45(3), 329-353.
Schat, A. C. H. & Kelloway, E. K. (2005). Workplace aggression. Thousand Oaks, CA: Sage Publications.