การจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐาน เรื่อง โครโมโซมและสารพันธุกรรมที่มีต่อแบบจำลองทางความคิดและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนพรานกระต่ายพิทยาคม จังหวัดกำแพงเพชร
คำสำคัญ:
การจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐาน, แบบจำลองทางความคิด, ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนบทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบแบบจำลองทางความคิดของนักเรียนหลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐานกับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐานกับการจัดการเรียนรู้แบบปกติและ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างแบบจำลองทางความคิดและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐาน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนพรานกระต่ายพิทยาคม จำนวน 2 ห้องเรียน 79 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม แบ่งออกเป็นกลุ่มทดลอง จำนวน 40 คนและกลุ่มควบคุม จำนวน 39 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบวัดแบบจำลองทางความคิด มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.80 และ 3) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.82 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีและค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน
ผลการวิจัยพบว่า 1) แบบจำลองทางความคิดหลังเรียนของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐานสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐานสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) แบบจำลองทางความคิดและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐานมีความสัมพันธ์กัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีความสัมพันธ์กันในระดับปานกลาง
เอกสารอ้างอิง
กีรติ แจ้งชะไว. (2566). การศึกษาผลการจัดการเรียนการสอนโดยใช้แบบจำลองด้วยสื่อเคลื่อนไหว Stop-motion ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการสร้างแบบจำลอง เรื่อง การส่งกระแสประสาทของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6.วารสารสุโขทัยธรรมาธิราช, 36(1), 54-71.
ชาตรี ฝ่ายคำตา. (2557). การจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐาน Model-Based- Learning. วารสารศึกษาศาสตร์ปริทัศน์, 29(3), 86-98.
โพธิศักดิ์ โพธิเสน และชาตรี ฝ่ายคำตา. (2558). การพัฒนาแบบจำลองทางความคิดของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ในเรื่องอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ที่ใช้แบบจำลองเป็นฐาน. ใน รายงานการวิจัย.มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
ศิรินทรา บุษราคัม. (2566). ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐาน เรื่อง สารบริสุทธิ์ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการสร้างแบบจำลองทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนครขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ใน รายงานการวิจัย. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ. (2567). รายงานผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2567: โรงเรียนพรานกระต่ายพิทยาคม. (อินเตอร์เน็ต). เรียกใช้เมื่อ 25 พฤศจิกายน 2568จาก https://www.niets.or.th/th/catalog/view/2989
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี – PISA Thailand. (2566). PISA results. (อินเตอร์เน็ต). เรียกใช้เมื่อ 15 พฤศจิกายน 2568 จากhttps://pisathailand.ipst.ac.th
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2568). กรอบการประเมิน ด้านวิทยาศาสตร์. เรียกใช้เมื่อ 15 พฤศจิกายน 2568 จาก https://pisathailand.ipst.ac.th
สิริมล มาฆทาน. (2563). การพัฒนาแบบจำลองทางความคิด เรื่อง กรด-เบส ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้การจัดการเรียนรู้ที่ใช้แบบจำลองเป็นฐาน. ใน รายงานการวิจัย. มหาวิทยาลัยทักษิณ.
Atikah, A., Habiddin, H., Nazriati, N., & Basimin, M. Q. (2025). Students’ Mental Model in Understanding Chemical Bonding and Its Correlation with Chemistry Mindset. Substantia, 9(2), 75–82.
Bamberger, Y. (2011). Middle-school science students’ scientific modelling performances across content areas and within a learning progression. International Journal of Science Education, 35(2), 213–238.
Buckley, B. C., Gobert, J. D., Kindfield, A. C. H., Horwitz, P., Tinker, R. F., Gerlits, B., Wilensky, U., Dede, C., & Willett, J. (2004). Model-based teaching and learning with BioLogica™: What do they learn? How do they learn? How do we know?. Journal of Science Education and Technology, 13(1), 23–41.
