การศึกษากระบวนการออกแบบสถานการณ์ปัญหาของนักศึกษาครูคณิตศาสตร์ภายใต้การศึกษาชั้นเรียนด้วยวิธีการแบบเปิด

Main Article Content

ธิฎารัตน์ รุจิราวินิจฉัย
คณิตา ปามุทา

บทคัดย่อ

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) อธิบายกระบวนการออกแบบสถานการณ์ปัญหาของนักศึกษาครูภายใต้การศึกษาชั้นเรียนด้วยวิธีการแบบเปิด และ 2) วิเคราะห์ผลการใช้สถานการณ์ปัญหาในชั้นเรียน ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบกรณีศึกษา โดยเป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ระดับประถมศึกษา ผู้เข้าร่วมวิจัยคือ นักศึกษาครูคณิตศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 28 คน ซึ่งร่วมออกแบบ ทดลองสอน สังเกต และสะท้อนผลเป็นเวลา 8 สัปดาห์ ส่วนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 40 คนเป็นบริบทของการนำบทเรียนไปใช้ เครื่องมือวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้ แผนกระดาน แบบบันทึกการสังเกตชั้นเรียนใบงานนักเรียน และแบบบันทึกการสะท้อนผล เก็บข้อมูลด้วยการสังเกตแบบมีส่วนร่วมและหลักฐานจากชั้นเรียน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาตามกรอบการศึกษาชั้นเรียนด้วยวิธีการแบบเปิด ซึ่งจำแนกข้อมูลเป็นกระบวนการออกแบบ แนวคิดที่คาดการณ์ แนวคิดที่เกิดขึ้นจริง และผลการสะท้อน ผลการวิจัยพบว่า 1) ในขั้นการออกแบบสถานการณ์ปัญหาร่วมกัน นักศึกษาครูเริ่มจากการวิเคราะห์เนื้อหาเรื่องจำนวนที่มากกว่า 10 ออกแบบสถานการณ์ปัญหาที่สัมพันธ์กับประสบการณ์ของผู้เรียน และคาดการณ์แนวคิดของนักเรียนหลายลักษณะ 2) ในขั้นการสังเกตชั้นเรียนร่วมกัน สถานการณ์ปัญหาเปิดโอกาสให้นักเรียนแสดงแนวคิดทางคณิตศาสตร์ ได้แก่ การนับทีละตัว การระบุจำนวน 20 และ 21 การเปรียบเทียบจำนวนโดยใช้ความสัมพันธ์มากกว่า -น้อยกว่า และการสร้างประโยคสัญลักษณ์ และ 3) ในขั้นการสะท้อนผลการเรียนรู้ร่วมกัน นักศึกษาครูคณิตศาสตร์พบข้อจำกัดเกี่ยวกับสื่อ การนำเสนอสถานการณ์ปัญหา และช่องว่างระหว่างแนวคิดที่คาดการณ์กับแนวคิดจริงของนักเรียน ข้อค้นพบดังกล่าวนำไปใช้เป็นหลักฐานในการปรับปรุงบทเรียนให้เหมาะสมกับการเรียนรู้ของผู้เรียน

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
รุจิราวินิจฉัย ธ., & ปามุทา ค. (2026). การศึกษากระบวนการออกแบบสถานการณ์ปัญหาของนักศึกษาครูคณิตศาสตร์ภายใต้การศึกษาชั้นเรียนด้วยวิธีการแบบเปิด. วารสารสังคมพัฒนศาสตร์, 9(8), 39–49. สืบค้น จาก https://so07.tci-thaijo.org/index.php/JSSD/article/view/11821
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์คุรุสภา.

ไมตรี อินทร์ประสิทธิ์. (2568). คณิตศาสตร์สำหรับระดับประถมศึกษา ป.1 (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์บริษัท ไอ-ปริ้นต์ ดีไซน์ จำกัด.

Bunlang, S. et al. (2024). Students’ mathematization in mathematics classrooms using the Thailand lesson study incorporated open approach model. International Journal for Lesson and Learning Studies, 13(1), 14-27.

Changsri, N. et al. (2024). The use of pattern blocks in developing students’ higher - order thinking skills. International Journal for Lesson and Learning Studies, 13(4), 246-264.

Inprasitha, M. (2022). Lesson study and open approach development in Thailand: A longitudinal study. International Journal for Lesson and Learning Studies, 11(5), 1-15.

__________. (2025). "Mathematics education research embedded in classroom practice”,

in Cornejo, C., Felmer, P., Gómez, D.M., Dartnell, P., Araya, P., Peri, A. and Randolph, V. (Eds). In Proceedings of the 48th Conference of the International Group for the Psychology of Mathematics Education (PME 48) (pp. 108-114). Santiago: PME.

Lunsak, C. et al. (2026). Developing primary teachers’ pedagogical content knowledge on fractions through transformative lesson study incorporating open approach model: A collaborative case study. International Journal for Lesson and Learning Studies, 15(5), 89-106.

Stein, M. K. et al. (2008). Orchestrating productive mathematical discussions: Five practices for helping teachers move beyond show and tell. Mathematical Thinking and Learning, 10(4), 313-340.

Vale, C. et al. (2019). Anticipating students’ reasoning and planning prompts in structured problem-solving lessons. Mathematics Education Research Journal, 31, 1-25. https://doi. org/10.1007/s13394-018-0239-5.

Yilmaz, N. & Yetkin Ozdemir, I. E. (2023). Pre-service mathematics teachers’ learning to notice student statistical thinking in the context of lesson study. International Electronic Journal of Mathematics Education, 18(3), em0745. https://doi.org/10.29333/iejme/13398.