การพัฒนาทักษะการฟังคำศัพท์ภาษาจีนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้วิธีการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทาง TPR The Development of Chinese Vocabulary Listening Skills Among Grade 2 Students Through the Total Physical Response TPR Teaching Method
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและหาประสิทธิภาพของกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทาง TPR โรงเรียนอนุบาลเทศบาลตำบลนาดูนให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และ 2) เปรียบเทียบทักษะการฟังคำศัพท์ภาษาจีนของนักเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทาง TPR 3) ประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทาง TPR การวิจัยกึ่งทดลองโดยดำเนินการทดลองก่อนและหลังทดลอง กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนอนุบาลเทศบาลตำบลนาดูน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 20 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทาง TPR เรื่อง อาชีพ 职业 2) แบบทดสอบวัดทักษะการฟังคำศัพท์ภาษาจีนเรื่อง อาชีพ 职业 จำนวน 20 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .99 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนต่อกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง อาชีพ 职业จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ และสถิติทดสอบวิลคอกซัน
ผลการวิจัยพบว่า 1) กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทาง TPR ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนอนุบาลเทศบาลตำบลนาดูน มีประสิทธิภาพเท่ากับ 87.3/81.25 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่กำหนไว้ 2) นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทาง TPR TPR มีคะแนนทดสอบหลังเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 15.00 สูงกว่าคะแนนทดสอบก่อนเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 7.50 แสดงว่านักเรียนมีคะแนนทดสอบหลังเรียนสูงกว่าคะแนนทดสอบก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทาง TPR มีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ที่ 4.46 อยู่ในระดับมาก
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงศึกษาธิการ. (2551ก). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.
กระทรวงศึกษาธิการ. (2551ข). ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้ภาษาจีน ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กระทรวงศึกษาธิการ.
กระทรวงศึกษาธิการ. (2552). คำชี้แจงหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.
กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560). โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.
กัญญรัตน์ ทัดเทียม. (2565). การพัฒนาทักษะการพูดภาษาจีน โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบตอบสนองด้วยท่าทาง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3. วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น, 10(2), 145–160.
ฐิติพร แก้วดก และสมทรง สิทธิ. (2565). การพัฒนาความสามารถด้านการฟัง การพูดภาษาจีนและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้วิธีการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทาง (Total Physical Response) ร่วมกับสื่อประสม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5. วารสาร มจร อุบลปริทรรศน์, 7(2), 2373–2385.
ชิดชนก มโนขันธ์. (2565). การสอนภาษาต่างประเทศด้วยวิธีการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทาง (TPR). วารสารการเรียนการสอน, 12(2), 50–60.
บุญชม ศรีสะอาด. (2553). การวิจัยเบื้องต้น (พิมพ์ครั้งที่ 8). สุวีริยาสาส์น.
บุญชม ศรีสะอาด. (2560). สถิติพื้นฐานและการประยุกต์ใช้ในการวิจัยทางการศึกษา. สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
หยุนหนิง หยาง. (2563). การพัฒนาทักษะการฟังและการพูดคำศัพท์ภาษาจีนโดยใช้วิธีการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทาง (TPR) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 [วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน]. มหาวิทยาลัยรังสิต.
เอื้องฟ้า สุจารี. (2564). การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ด้วยการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทาง (TPR) เพื่อพัฒนาทักษะการฟังและการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 [วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาวิชาภาษาอังกฤษ]. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี.
Asher, J. J. (1979). The total physical response approach to second language learning. The Modern Language Journal, 63(1), 4–17.
Wang, Y., & Stockwell, G. (2023). Social justice and technology in second language education. Iranian Journal of Language Teaching Research, 11(3), 1–18.