การรับฟังพยานหลักฐานนอกสำนวนในคดีอาญา
Main Article Content
บทคัดย่อ
มีกฎหมายสองระบบในโลก กล่าวคือ คอมมอนลอว์ และซีวิลลอว์ คอมมอนลอว์ยึดระบบกล่าวหาเป็นกฎหมายของตนว่าด้วยพยานหลักฐาน ซีวิลลอว์ยึดระบบไต่สวนเป็นกฎหมายของตนว่าด้วยพยานหลักฐาน ตามระบบกล่าวหา โจทก์จะต้องกล่าวหาและพิสูจน์ว่าจำเลยผิด และจำเลยต้องต่อสู้และพิสูจน์ว่าตนไม่ผิด คู่พิพาทจะต้องนำพยานหลักฐานของตนแต่ละฝ่ายมาพิสูจน์ข้อกล่าวหาและข้อต่อสู้ของตน สิ่งนี้จะต้องทำภายใต้กระบวนการทางกฎหมายที่เข้มงวด ศาลจะต้องสอดส่องว่ากระบวนการได้รับความเคารพหรือไม่ แต่จะไม่เข้าไปแทรกแซงกระบวนการ ส่วนระบบไต่สวน ศาลไม่เพียงจะต้องสอดส่องว่ากระบวนการได้รับความเคารพหรือไม่ แต่จะเข้าไปแทรกแซงกระบวนการเพื่อไต่สวนหาความจริงของคดี ศาลสามารถพิจารณาได้ทั้งพยานหลักฐานในสำนวน และพยานหลักฐานนอกสำนวน
แม้ว่าประเทศไทยจะเป็นรัฐซีวิลลอว์ ระบบกฎหมายของรัฐว่าด้วยพยานหลักฐานเป็นระบบผสมทั้งซีวิลลอว์และคอมมอนลอว์ ศาลไทยมีอำนาจที่จะไต่สวนพยานหลักฐานเพื่อค้นหาความจริงของคดี ซึ่งการวินิจฉัยข้อเท็จจริงในคดีจะต้องใช้พยานหลักฐาน โดยขั้นตอนการรับฟังพยานหลักฐานเป็นการคัดเลือกพยานหลักฐานเพื่อใช้พิสูจน์ความผิดหรือบริสุทธิ์ของจำเลย จากการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพพบว่าหลักในการรับฟังพยานหลักฐานในสำนวนของไทยใช้หลักการรับฟังพยานโดยดุลพินิจ ส่วนหลักในการรับฟังพยานหลักฐานนอกสำนวนจะใช้หลักการรับพยานโดยกฎหมาย ซึ่งพยานหลักฐานนอกสำนวน หมายถึง “พยานหลักฐานที่ไม่ผ่านกระบวนการนำสืบเข้ามาในสำนวนคดีนั้นตามหลักกฎหมายว่าด้วยการสืบพยานหลักฐาน” พยานหลักฐานประเภทนี้ค่อนข้างอันตรายต่อการทำให้ศาลเกิดอคติ เพราะไม่ผ่านกระบวนการสืบพยาน คู่ความจึงไม่มีโอกาสค้านข้อเท็จจริงที่เกิดจากพยานหลักฐานนั้น แต่ก็ไม่ควรตัดทิ้งเสียเลย ควรใช้ประกอบกับพยานหลักฐานอื่นให้มีน้ำหนักมั่นคง หรือใช้ขยายผลเพื่อนำไปสู่พยานหลักฐานอื่นอันทำให้ความจริงในคดีกระจ่างขึ้น หรือใช้พิจารณากำหนดโทษที่จำเลยควรได้รับ
ดังนั้น จึงเสนอเพื่อพิจารณาว่าศาลไทยควรใช้อำนาจไต่สวนของตนมากขึ้นหรือไม่ เพื่อไต่สวนหาความจริงของคดีเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม โดยเห็นควรให้มีการกำหนดในกฎหมายลักษณะพยานของไทยให้ชัดเจนไว้โดยเฉพาะว่าพยานหลักฐานนอกสำนวนชนิดใดรับฟังได้ โดยคำนึงถึงคุณค่าในเชิงพิสูจน์ของพยานหลักฐานนอกสำนวนในแต่ละชนิด รวมถึงคำนึงถึงขั้นตอนในการรับฟังเพื่อนำไปพิสูจน์ข้อเท็จจริงในคดี และควรนำหลักฟังความทุกฝ่ายมาใช้ควบคู่กับหลักการรับฟังพยานหลักฐานนอกสำนวนด้วย
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เอกสารอ้างอิง
คณิต ณ นคร. (2546). กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา. พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์วิญญูชน.
จรัญ ภักดีธนากุล. (2529). พยานปากต่อปากยันกันในคดีอาญา : ปัญหาหนึ่งในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน. วารสารนิติศาสตร์, 16(2).
จรัญ ภักดีธนากุล. (2555). กฎหมายลักษณะพยานหลักฐาน. พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพมหานคร: สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา.
ชวเลิศ โสภณวัต. (2524). กฎหมายลักษณะพยานของไทยเป็นกฎหมายในระบบกล่าวหาจริงหรือ. ดุลพาห, 28(6).
ชาติ ชัยเดชสุริยะ. (2547). มาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์เดือนตุลา.
ธีสุทธิ์ พันธ์ฤทธิ์. (2555). พยานแวดล้อมกรณี. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์นิติธรรม.
ปกป้อง ศรีสนิท. (2562). 60 ปี อุดม รัฐอมฤต ชีวิตและมิตรภาพบนเส้นทางวิชาการ บทความวิชาการ. “หลักการรับฟังพยานหลักฐานในคดีอาญาตามกฎหมายฝรั่งเศส”. กรุงเทพมหานคร: คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
พรเพชร วิชิลชลชัย. (2553). คำอธิบายกฎหมายลักษณะพยาน. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร: สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา.
วรรณชัย บุญบำรุง และธนกฤต วรธนัชชากุล. (2567). หลักและทฤษฎีกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เล่ม 2. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์วิญญูชน.
โสภณ รัตนากร. (2553). คำอธิบายกฎหมายลักษณะพยาน. พิมพ์ครั้งที่ 10. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์นิติบรรณการ.
โอสถ โกศิน. (2517). คำอธิบายและเปรียบเทียบกฎหมายไทยและต่างประเทศ ในเรื่องกฎหมายลักษณะพยานหลักฐาน. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ไทยเขษม.