การพัฒนาสมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 6 ขั้น ตามแนวทางสะเต็มศึกษา

ผู้แต่ง

  • สุวรรณา ทรงปัญญา สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์
  • อินทิพร จับจิตต์ โรงเรียนพระอินทร์ศึกษา (กล่อมสกุลอุทิศ) อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
  • ธัญวรัตน์ ปิ่นทอง สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์

คำสำคัญ:

สมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีม, การจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 6 ขั้น, สะเต็มศึกษา, วิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน

บทคัดย่อ

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีมของนักเรียนชั้นประถม ศึกษาปีที่ 4 โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 6 ขั้น ตามแนวทางสะเต็มศึกษา ดำเนินการวิจัยโดยใช้รูปแบบการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน จำนวน 3 วงจรปฏิบัติการ กลุ่มที่ศึกษา คือ นักเรียนประถมศึกษาปีที่ 4/2 จำนวน 39 คน ได้จากการคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือการวิจัย ประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษาและแบบประเมินสมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีมของนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย เลขคณิตแล้วเทียบกับเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ

ผลการวิจัยพบว่า

  1. นักเรียนส่วนใหญ่ (ร้อยละ 36) มีระดับการพัฒนาสมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีมในระดับ 3
  2. ผลการศึกษาในรายองค์ประกอบ พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่มีการพัฒนาสมรรถนะฯ อยู่ระดับ 3 ในองค์ประกอบด้านกระบวนการทำงานแบบร่วมมือรวมพลังอย่างเป็นระบบ และด้านการเป็นสมาชิกทีมที่ดีและมีภาวะผู้นำ (ร้อยละ 74 และ 53.85 ตามลำดับ) ขณะที่การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและการจัดการความขัดแย้งยังอยู่ในระดับ 2 (ร้อยละ 71.79)
  3. แนวโน้มการพัฒนาระดับสมรรถนะฯ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากวงจรปฏิบัติการที่ 1 ไปยังวงจรปฏิบัติการที่ 3 ทุกองค์ประกอบ แสดงให้เห็นถึงประสิทธิผลของรูปแบบวัฏจักรการเรียนรู้ 6 ขั้น ที่ช่วยส่งเสริมสมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีมของนักเรียนได้อย่างเป็นระบบและชัดเจน

เอกสารอ้างอิง

กระทรวงศึกษาธิการ. (2564). สมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีมใน Competency-based education: โครงการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช (หลักสูตรฐานสมรรถนะ). CBE Thailand. สืบค้นจาก https://cbethailand.com/download/6640/

จีระวรรณ เกษสิงห์. (2562). การวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนวิทยาศาสตร์: วิถีปฏิบัติสู่การพัฒนาตนเอง. กรุงเทพฯ: จรัลสนิทวงศ์การพิมพ์.

ฉลองวุฒิ จันทร์หอม, จีระวรรณ เกษสิงห์ และจุฬาภรณ์ ทองสีนุช. (2561). ฉันจะพัฒนาทักษะการสร้างสรรค์และนวัตกรรมแห่งศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษาได้อย่างไร. ใน เรื่องเล่า งานวิจัยในชั้นเรียน: โครงการประกวดการนำเสนองานวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้ของนิสิตนักศึกษาครู (หน้า 25-37). มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.

ธนวรรษน์ เหง้าดา, ศศิเทพ ปิติพรเทพิน, ปัฐมาภรณ์ พิมพ์ทอง และพงศ์ประพันธ์ พงษ์โสภณ. (2565). สภาพปัจจุบันในการจัดการเรียนรู้โดยใช้ประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์เป็นฐาน โรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งหนึ่งในจังหวัดอุดรธานี. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 45(2), 53-68.

บังอร เสรีรัตน์, นาฎฤดี จิตรรังสรรค์, สมบัติ คชสิทธิ์, ประพรรธน์ พละชีวะ, ธัญวรัตน์ ปิ่นทอง, วิภาวดี แขวงเมฆ และรุ่งอรุณ วณิชธนะชากร. (2567). การศึกษาการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะของสถานศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน. วารสารวไลยอลงกรณ์ปริทัศน์. 14(3), 209-219.

วุฒิชัย ภูดี. (2566). การพัฒนาสมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีมของผู้เรียน โดยใช้การจัดการเรียนรู้ ตามแนวทางของสะเต็มศึกษาแบบ 6E ร่วมกับโมเดลเศรษฐกิจบีซีจีสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนชุมชนบ้านคำพอกท่าดอกแก้ว. วารสารวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ศึกษา, 6(1), 105-119. สืบค้นจาก https://doi.org/10.14456/jsse.2023.10

สุวรรณา ทรงปัญญา. (2567). แบบร่างในแผนการจัดการเรียนรู้เรื่องผลของแรงโน้มถ่วงที่มีต่อวัตถุ (วงจรปฏิบัติการที่ 2) [ภาพถ่าย].

Battelle for Kids. (2019). Framework for 21st century learning. Partnership for 21st Century Learning. Retrieved from https://www.battelleforkids.org/networks/p21

Burke, B. N. (2014). The ITEEA 6E learning by designsTM model: Maximizing informed design and inquiry in the integrative STEM classroom. Technology and Engineering Teacher, 73(6), 14-19.

Bybee, R. W. (2013). The case for STEM education: Challenges and opportunities. Virginia: NSTA Press.

Capobianco, B. M., Nyquist, C., & Tyrie, N. (2012). Shedding light on engineering design: scientific inquiry leads to an engineering challenge, and both are illuminated. Science and Children, 50(5), 58-64. Retrieved from https://doi.org/10.2505/4/sc13_050_05_58

Johnson, D. W., & Johnson, R. T. (2014). Cooperative learning in 21st century. Anales de Psicología, 30(3), 841-851. Retrieved from https://doi.org/10.6018/analesps.30.3.201241

Kemmis, S., & McTaggart, R. (1998). The action research reader (3rd Eds.). Victoria: Deakin University Press.

OECD. (2019). OECD learning compass 2030. OECD Publishing. Retrieved from https://www.oecd.org/education/2030-project/

Lin, C. J., Lee, H. Y., Wang, W. S., Huang, Y. M., Wu, T. T. (2025). Enhancing STEM collaboration through reflective strategies in the 6E learning model: Insights from voice recognition analysis. Education and Information Technologies, 30, 4251–4276. Retrieved from https://doi.org/10.1007/s10639-024-12957-9

Piaget, J. (1932). The moral judgment of the child. London: Kegan, Paul, Trench, Trubner & Co.

Pongsophon, P., Pinthong, T., Lertdechapat, K., & Vasinayanuwatana, T. (2021). Developing science teachers’ understanding of engineering design process through workshop on biomimicry for green design. Science Essence Journal, 37(1), 56-70.

Vygotsky, L. (1978). Mind in society: The development of higher psychological processes. Massachusetts: Harvard University Press.

Wells, R. S., Chen, L., Kimball, E. Annan, B., Auebach, S. M., & Fermann, J. T. (2025) Improving the perceived utility value of teamwork and collaboration among STEM undergraduates. International Journal of Science and Mathematics Education, 23, 515–536. Retrieved from https://doi.org/10.1007/s10763-024-10471-5

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

12/30/2025

รูปแบบการอ้างอิง

ทรงปัญญา ส., จับจิตต์ อ., & ปิ่นทอง ธ. (2025). การพัฒนาสมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 6 ขั้น ตามแนวทางสะเต็มศึกษา. วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์, 3(2), 39–56. สืบค้น จาก https://so07.tci-thaijo.org/index.php/VRUJ/article/view/9201