สะไน : อัตลักษณ์ดนตรีชาติพันธุ์ลุ่มน้ำโขงสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมการแสดงพื้นบ้าน

เชิดศักดิ์ ฉายถวิล
Thailand
คำสำคัญ: สะไน, อัตลักษณ์ดนตรีชาติพันธุ์, กลุ่มชาติพันธุ์ลุ่มน้ำโขง, นวัตกรรมการแสดงพื้นบ้าน, นวัตกรรมดนตรี
เผยแพร่แล้ว: ธ.ค. 17, 2025

บทคัดย่อ

งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ในการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยกระบวนด้านมานุษยวิทยาดนตรี และเรียบเรียงด้วยวิธีการพรรณนาวิเคราะห์ โดยมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ คือ 1. เพื่อศึกษาอัตลักษณ์ร่วมทางวัฒนธรรมเกี่ยวกับสะไนของกลุ่มชาติพันธุ์ลุ่มน้ำโขง 2. เพื่อศึกษาอัตลักษณ์ดนตรีเกี่ยวกับสะไนของกลุ่มชาติพันธุ์ลุ่มน้ำโขง และ 3. เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมการแสดงดนตรีเกี่ยวกับสะไน พื้นที่วิจัยที่สำคัญ คือ ภาคอีสานตอนใต้ประเทศไทย ประเทศลาวตอนใต้ และประเทศกัมพูชาตอนเหนือ ผลการวิจัย พบว่า “สะไน” มีอัตลักษณ์ร่วมทางวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับประวัติศาสตร์กลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงได้แก่ กูย (ส่วย) เขมร ลาว เยอ บรู มีชื่อเรียกต่างกันตามพื้นที่ของแต่ละประเทศ คือ สะไน สะโนง สะเนง ตะโล นิยมทำสะไนจากเขาควายและงาช้าง มีอัตลักษณ์ร่วมทางวัฒนธรรมที่สัมพันธ์กับพิธีกรรมคล้องช้างและการนับถือเสียงจากควายว่าเป็นเสียงที่มีความศักดิ์สิทธิ์ มีการใช้สะไนบรรเลงประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ในฐานะที่สะไนเป็นของสูงและบรรเลงเพื่อความสนุกสนานในฐานะที่เป็นเครื่องดนตรี อัตลักษณ์ดนตรีเกี่ยวกับสะไนพบว่าเป็นเครื่องลมอิสระ ประเภทลิ้นเดี่ยวที่นิยมทำจากไม้ไผ่ติดไว้กลางลำตัว สะไน ปรับระดับเสียงสูงต่ำได้สามระดับจากการเปิดปิดปลายเขาและปากลำโพง การวิจัยครั้งนี้ยังสามารถสร้างนวัตกรรมดนตรีโดยการพัฒนาเสียงสะไนให้ตรงกับระดับคีย์ดนตรีสากลคือ โด (C) เร (D) มี (E) และมีการพัฒนาบทเพลงดั้งเดิมให้เป็นระบบตัวโน้ตดนตรีไทยและตัวโน้ตดนตรีสากลเพื่อสร้างสรรค์การแสดงดนตรีพื้นบ้านการบรรเลงรวมวงจำนวน 200 ตัว

Downloads

Download data is not yet available.

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง

ฉายถวิล เ. (2025). สะไน : อัตลักษณ์ดนตรีชาติพันธุ์ลุ่มน้ำโขงสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมการแสดงพื้นบ้าน. วารสารศิลปะและวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำมูล, 14(3), 768–779. https://doi.org/10.65205/acj.2025.9075

ประเภทบทความ

บทความวิจัย

หมวดหมู่

เอกสารอ้างอิง

เชิดศักดิ์ ฉายถวิล. (2554). สะไนง์ เครื่องดนตรีชาวเยอ. ศรีสะเกษการพิมพ์.

เชิดศักดิ์ ฉายถวิล. (2567ก). ลักษณะเครื่องเป่าสะไนที่พบในพื้นที่ประเทศลุ่มน้ำโขง [ภาพถ่าย]. การจัดเก็บส่วนบุคคล.

เชิดศักดิ์ ฉายถวิล. (2567ข). ลักษณะโครงสร้างลิ้นแคนกับลิ้นสะไน [ไดอะแกรม]. การจัดเก็บส่วนบุคคล.

เชิดศักดิ์ ฉายถวิล. (2567ค). การบรรเลงสะไนของกลุ่มชาติพันธุ์ลุ่มน้ำโขงในพื้นที่อีสานใต้ ลาวใต้ และประเทศกัมพูชา [ภาพถ่าย]. การจัดเก็บส่วนบุคคล.

เชิดศักดิ์ ฉายถวิล. (2567ง). การพัฒนาโครงสร้างสะไนและการสร้างสรรค์นวัตกรรมการแสดงดนตรีชาติพันธุ์สะไน [ภาพถ่าย]. การจัดเก็บส่วนบุคคล.

เชิดศักดิ์ ฉายถวิล. (2567จ). การพัฒนานวัตกรรมดนตรีจากท่วงทำนองและเสียงเป่าดั่งเดิมให้เป็นโน้ตดนตรี [ภาพถ่าย]. การจัดเก็บส่วนบุคคล.

ณรงค์ชัย ปิฎกรัชต์. (2557). สารานุกรมเพลงไทย. สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยมหิดล.

นิยพรรณ (ผลวัฒนะ) วรรณศิริ. (2550). มานุษยวิทยาสังคมและวัฒนธรรม. เอ็กซเปอร์เน็ท.

ปราโมทย์ ด่านประดิษฐ์. (2549). ข้อควรคำนึงและขอบข่ายของการศึกษาดนตรี. วารสารศิลปะและวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำมูล, 1(ปีการศึกษา 2549), 59 - 68. https://doi.org/10.14456/acj.2006.7.

พิพัฒน์พงศ์ มาศิริ. (2559). แนวคิดในการศึกษาอัตลักษณ์ทางดนตรี. MFU Connexion : Journal of Humanities and Social Sciences, 5(1), 146 - 165.

ศักดิ์ชัย หิรัญรักษ์. (2535). โครงสร้างทางกายภาพของเครื่องลมไทย และ การจัดแบ่งหมวดหมู่ [วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิตไม่ได้ตีพิมพ์]. มหาวิทยาลัยมหิดล.

สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา. (2562). ประวัติศาสตร์ร่วมรากอุษาคเนย์ : สานเสวนาเพื่อความเข้าใจระหว่างวัฒนธรรมและสันติวัฒนธรรม. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน.

สุจิตต์ วงษ์เทศ. (2532). ร้องรำทำเพลง : ดนตรีและนาฏศิลป์ชาวสยาม. มติชน.

สุรพล เนสุสินธุ์. (2555). แคนของกลุ่มชาติพันธ์ไตในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง : แหล่งกำเนิด การแพร่กระจาย และ แนวทางการพัฒนา [วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิตไม่ได้ตีพิมพ์]. มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.

อภิญญา เฟื่องฟูสกุล. (2546). อัตลักษณ์ : การทบทวนทฤษฎีและกรอบแนวคิด. สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ.

อัครพล ชูเชิด. (2543). การศึกษาเครื่องดนตรีสไนของเมืองคง จังหวัดศรีสะเกษ [วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]. Chulalongkorn University Intellectual Repository. https://digiverse.chula.ac.th/Info/item/dc:50839.

อัญชลี กิ๊บบินส์. (2561). คัมภีร์พิณ ดนตรีแห่งลมปราณและจิตวิญญาณ. วารสารข่วงผญา, 13, 68 - 98.